ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

คำนำ

คำนำ

โอํ อชฺญาน-ติมิรานฺธสฺย  ชฺญานาญฺชน-ศลากยา
จกฺษุรฺ อุนฺมีลิตํ เยน  ตไสฺม ศฺรี-คุรเว นมห์
ศฺรี-ไจตนฺย-มโน-’ภีษฺฏํ  สฺถาปิตํ เยน ภู-ตเล
สฺวยํ รูปห์ กทา มหฺยํ  ททาติ สฺว-ปทานฺติกมฺ
ข้าพเจ้าได้เกิดมาอยู่ในความมืดแห่งอวิชชา  พระอาจารย์ทิพย์ได้เปิดดวงตาของข้าพเจ้าด้วยแสงสว่างแห่งวิชาความรู้  ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่ท่าน
เมื่อไร  ศฺรีล  รูป  โคสฺวามี  ปฺรภุปาท  ผู้สถาปนาภารกิจในโลกวัตถุนี้เพื่อสนองพระราชประสงค์ขององค์  ไจตนฺย  ได้โปรดให้ที่พึ่งภายใต้พระบาทรูปดอกบัวของท่านแด่ข้าพเจ้า
วนฺเท ’หํ ศฺรี-คุโรห์ ศฺรี-ยุต-ปท-กมลํ ศฺรี-คุรูนฺ ไวษฺณวำศฺ จ
ศฺรี-รูปํ สาคฺรชาตํ สห-คณ-รฆุนาถานฺวิตํ ตํ ส-ชีวมฺ
สาไทฺวตํ สาวธูตํ ปริชน-สหิตํ กฺฤษฺณ-ไจตนฺย-เทวํ
ศฺรี-ราธา-กฺฤษฺณ-ปาทานฺ สห-คณ-ลลิตา-ศฺรี-วิศาขานฺวิตำศฺ จ
ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่พระบาทรูปดอกบัวของพระอาจารย์ทิพย์และขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่พระบาทของ  ไวษฺณว  ทั้งหลาย  ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่พระบาทรูปดอกบัวของ  ศฺรีล  รูป  โคสฺวามี  พร้อมทั้งพี่ชาย  สนาตน  โคสฺวามี  รวมทั้ง  รฆุนาถ  ทาส  และ  รฆุนาถ  ภฏฺฏ,  โคปาล  ภฏฺฏ,  และ  ศฺรีละ  ชีว  โคสฺวามี  ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ไจตนฺย  และ  นิตฺยานนฺท  พร้อมทั้ง  อไทฺวต  อาจารฺย,  คทาธร,  ศฺรีวาส,  และสาวกรูปอื่นๆ  ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่  ศฺรีมตี  ราธาราณี  และ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  รวมทั้งสหายของท่านทั้งสอง  ศฺรี  ลลิตา  และ  วิศาขา  
เห กฺฤษฺณ กรุณา-สินฺโธ  ทีน-พนฺโธ ชคตฺ-ปเต
โคเปศ โคปิกา-กานฺต  ราธา-กานฺต นโม ’สฺตุ เต
โอ้  กฺฤษฺณ  ที่รัก  พระองค์ทรงเป็นสหายของผู้ที่มีความทุกข์และทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งการสร้าง  พระองค์ทรงเป็นเจ้านายของโกปีและเป็นคู่รักของ  ราธาราณี  ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่พระองค์
ตปฺต-กาญฺจน-เคารางฺคิ  ราเธ วฺฤนฺทาวเนศฺวริ
วฺฤษภานุ-สุเต เทวิ  ปฺรณมามิ หริ-ปฺริเย
ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่  ราธาราณี  ผู้มีผิวพรรณอร่ามดุจดั่งทองคำ  และเป็นราชินีแห่ง  วฺฤนฺทาวน  พระนางเป็นธิดาของพระราชา  วฺฤษภานุ  และเป็นที่รักยิ่งขององค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  
วาญฺฉา-กลฺป-ตรุภฺยศฺ จ  กฺฤปา-สินฺธุภฺย เอว จ
ปติตานำ ปาวเนโภฺย  ไวษฺณเวโภฺย นโม นมห์
ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่  ไวษฺณว  สาวกทั้งหลายขององค์  ภควานฺ  ผู้เปรียบเสมือนต้นกัลปพฤกษ์  ที่สามารถทำให้ความปรารถนาของทุกคนสมประสงค์  และยังเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาต่อดวงวิญญาณที่ตกต่ำ
ศฺรี-กฺฤษฺณ-ไจตนฺย ปฺรภุ-นิตฺยานนฺท
ศฺรี-อไทฺวต คทาธร ศฺรีวาสาทิ-เคาร-ภกฺต-วฺฤนฺท
ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ไจตนฺย,  ปฺรภุ  นิตฺยานนฺท,  ศฺรี  อไทฺวต,  คทาธร,  ศฺรีวาส  และสาวกทั้งหลายในสายแห่งการอุทิศตนเสียสละ
หเร กฺฤษฺณ หเร กฺฤษฺณ กฺฤษฺณ กฺฤษฺณ หเร หเร
หเร ราม หเร ราม ราม ราม หเร หเร
ภควัท-คีตา  หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า  คีโตปนิษทฺ  เป็นหัวใจของความรู้พระ  เวท  และเป็นหนึ่งในอุปนิษทฺ  ที่สำคัญที่สุดในวรรณกรรมพระ  เวท  แน่นอนว่ามีคำอธิบาย  ภควัท-คีตา  -  เป็นภาษาอังกฤษมากมาย  เราอาจถามว่ามันจำเป็นด้วยหรือที่จะต้องอธิบายกันอีกครั้งหนึ่ง  ภควัท-คีตา  ฉบับนี้จะอธิบายดังนี้  เมื่อไม่นานมานี้มีสุภาพสตรีชาวอเม  ฤคฺ  ันผู้หนึ่งได้ขอร้องให้อาตมาแนะนำหนังสือ  ภควัท-คีตา  ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ  ในอเม  ฤคฺ  ามีหนังสือ  ภควัท-คีตา  ที่เป็นภาษาอังกฤษมากมาย  แต่เท่าที่อาตมาเห็น  ไม่เพียงแต่ในอเม  ฤคฺ  าเท่านั้น  แม้แต่ในอินเดียก็เช่นกัน  เมื่อพูดกันอย่างจริง  ๆ  ไม่มีเล่มใดเลยที่เชื่อถือได้  เพราะว่าหนังสือเกือบทุกเล่มผู้อธิบายได้แสดงความคิดเห็นของตนเอง  โดยไม่ได้สัมผัสกับเนื้อหาสาระอันแท้จริงของ  ภควัท-คีตา  
เนื้อหาสาระอันแท้จริงของ  ภควัท-คีตา  ได้กล่าวไว้ในตัวของ  ภควัท-คีตา  เองดังนี้  ถ้าเราต้องการรับประทานยา  เราต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่เขียนอยู่บนฉลากยา  เราไม่ควรรับประทานยาตามความต้องการที่ผิดพลาดของเราหรือจากคำแนะนำของเพื่อนเราต้องรับประทานยาตามคำสั่งที่อยู่บนฉลาก  หรือตามคำสั่งแพทย์  เช่นเดียวกัน  ภควัท-คีตา  ควรได้รับการยอมรับเหมือนกับผู้ตรัสได้ให้ไว้  ผู้ตรัส  ภควัท-คีตา  คือองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  พระองค์ทรงได้รับการกล่าวขานไว้ในทุก  ๆ  หน้าของ  ภควัท-คีตา  ว่าเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  องค์  ภควานฺ  คำว่า  ภควานฺ  บางครั้งหมายถึงมนุษย์ผู้มีอำนาจมาก  หรือเทวดาผู้มีอำนาจมาก  และแน่นอน  คำว่า  ภควานฺ  ในที่นี้หมายถึงองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพผู้ยิ่งใหญ่  แต่ในขณะเดียวกันเราควรรู้ว่า  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ดังที่ได้ยืนยันไว้โดยพระอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย  เช่นชังคะราชารยะ,  รามานุชาจารฺย,  มธฺวาจารฺย,  นิมบารคะ  สวามี,  ศฺรี  ไจตนฺย  มหาปฺรภุ  และผู้เชื่อถือได้ในวิชาพระ  เวท  อีกมากมายในประเทศอินเดีย  กฺฤษฺณ  ทรงได้สถาปนาพระองค์เองว่าเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ใน  ภควัท-คีตา,  พฺรหฺม-สํหิตา,  และ  ปุราณ  ทั้งหลาย  โดยเฉพาะ  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ซึ่งเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า  ภาควต  ปุราณ  (กฺฤษฺณสฺ  ตุ  ภควานฺ  สฺวยมฺ)  ฉะนั้น  เราควรจะรับเอา  ภควัท-คีตา  ฉบับเดิม  ตามที่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าได้ตรัสไว้ในบทที่สี่  ของ  ภควัท-คีตา  (4.1-3)  ว่า
อิมํ วิวสฺวเต โยคํ  โปฺรกฺตวานฺ อหมฺ อวฺยยมฺ
วิวสฺวานฺ มนเว ปฺราห  มนุรฺ อิกฺษฺวากเว ’พฺรวีตฺ
เอวํ ปรมฺปรา-ปฺราปฺตมฺ  อิมํ ราชรฺษโย วิทุห์
ส กาเลเนห มหตา  โยโค นษฺฏห์ ปรนฺ-ตป
ส เอวายํ มยา เต ’ทฺย  โยคห์ โปฺรกฺตห์ ปุราตนห์
ภกฺโต ’สิ เม สขา เจติ  รหสฺยํ หฺยฺ เอตทฺ อุตฺตมมฺ
ณ  ที่นี้พระองค์ตรัสแก่  อรฺชุน  ว่า  ระบบ  โยค  แห่ง  ภควัท-คีตา  นี้  ครั้งแรกพระองค์ตรัสแก่สุริยเทพ  สุริยเทพทรงอธิบายแก่  มนุ  และ  มนุ  ทรงอธิบายให้  อิกฺษฺวากุ  ด้วยระบบ  ปรมฺปรา  นี้  จากผู้ตรัสผู้หนึ่งมาสู่ผู้ตรัสอีกผู้หนึ่ง  ระบบ  โยค  นี้จึงได้ถูกถ่ายทอดลงมา  เมื่อกาลเวลาผ่านไปนานระบบนี้ได้สูญหายไป  ฉะนั้น  พระองค์ทรงตรัส  ภควัท-คีตา  ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  ครั้งนี้ตรัสให้แก่  อรฺชุน  ณ  สมรภูมิ  กุรุกฺเษตฺร  
พระองค์ทรงตรัสแก่  อรฺชุน  ว่าที่พระองค์ทรงถ่ายทอดความลับสุดยอดนี้ให้แก่  อรฺชุน  เนื่องจาก  อรฺชุน  เป็นทั้งสาวกและสหาย  คำอธิบายในประเด็นนี้คือ  ภควัท-คีตา  -  เป็นหนังสือสำหรับสาวกขององค์  ภควานฺ  มีนักทิพย์นิยมอยู่สามประเภทคือ  ชฺญานี  โยคี,  และภกฺต  หรืออีกนัยหนึ่ง  คือผู้ที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์,  นักบำเพ็ญฌาน  และสาวก  ณ  ที่นี้  ทรงตรัสแก่  อรฺชุน  อย่างชัดเจนว่า  พระองค์ทรงให้  อรฺชุน  เป็นผู้รับสาส์นคนแรกของ  ปรมฺปรา  ใหม่นี้  เพราะว่าสายเก่าได้ขาดตอนไป  ดังนั้น  จึงเป็นพระราชประสงค์ของพระองค์ที่จะสถาปนา  ปรมฺปรา  ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งเป็นสายเดียวกันกับสายที่ทรงถ่ายทอดให้กับสุริยเทพ  และทรงเป็นพระราชประสงค์ของพระองค์ที่จะให้  อรฺชุน  เป็นต้นตำรับที่น่าเชื่อถือได้ในการเข้าใจ  ภควัท-คีตา  ดังนั้น  เราจะเห็นว่า  ภควัท-คีตา  ได้ถูกสอนให้  อรฺชุน  โดยเฉพาะ  เพราะ  อรฺชุน  เป็นสาวก  ศิษย์โดยตรงและเป็นสหายสนิทของ  กฺฤษฺณ  ฉะนั้น  ผู้ที่จะเข้าใจ  ภควัท-คีตา  ได้ดีที่สุดนั้น  ควรจะมีคุณสมบัติคล้าย  อรฺชุน  คือจะต้องเป็นสาวกผู้ที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับพระองค์  ในทันทีที่เ  ราม  าเป็นสาวกเราจะมีความสัมพันธ์กับ  กฺฤษฺณ  โดยตรง  เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและประณีตมากแต่จะกล่าวโดยสรุปว่า  สาวกมีความสัมพันธ์กับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าหนึ่งในห้ารูปแบบดังต่อไปนี้
1.  เราอาจจะเป็นสาวกแบบไม่แสดงออก
2.  เราอาจจะเป็นสาวกแบบแสดงออก
3.  เราอาจจะเป็นสาวกแบบเพื่อน
4.  เราอาจจะเป็นสาวกแบบบิดามารดา
5.  เราอาจจะเป็นสาวกแบบคู่รัก
อรฺชุน  ทรงมีความสัมพันธ์กับ  กฺฤษฺณ  แบบเพื่อน  มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างมิตรภาพแบบนี้กับมิตรภาพในโลกวัตถุ  มิตรภาพเช่นนี้เป็นมิตรภาพทิพย์ที่ไม่ใช่ใครก็มีได้  แน่นอนที่ทุกคนมีความสัมพันธ์โดยเฉพาะกับองค์  ภควานฺ  และความสัมพันธ์นั้นจะได้รับการฟื้นฟูขึ้นจากความสมบูรณ์แห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความจงรักภักดี  แต่ในสถานการณ์ของชีวิตปัจจุบัน  ไม่เพียงแต่เราจะลืมองค์  ภควานฺเท่านั้น  แต่เรายังลืมความสัมพันธ์นิรันดรที่มีต่อพระองค์ด้วย  มีสิ่งมีชีวิตทั้งหมดนับเป็นจำนวนพัน  ๆ  ล้าน  แต่ละชีวิตจะมีความสัมพันธ์โดยเฉพาะกับพระองค์นิรันดร  เช่นนี้เรียกว่า  สฺวรูป  จากวิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความจงรักภักดี  เราสามารถฟื้นฟู  สฺวรูป  นี้ได้  ในระดับนี้เรียกว่า  สฺวรูป-สิทฺธิ  หมายถึงความสมบูรณ์ในสถานภาพพื้นฐานของเรา  ดังนั้น  อรฺชุน  ทรงเป็นสาวกและได้มาสัมผัสกับองค์  ภควานฺ  ฉันมิตร
อรฺชุน  ทรงยอมรับเอา  ภควัท-คีตา  นี้มาได้อย่างไรเราควรให้ความสนใจลักษณะท่าทีแห่งการยอมรับนี้  ได้ให้ไว้ในบทที่สิบ  (10.12-14)
อรฺชุน อุวาจ
ปรํ พฺรหฺม ปรํ ธาม  ปวิตฺรํ ปรมํ ภวานฺ
ปุรุษํ ศาศฺวตํ ทิวฺยมฺ  อาทิ-เทวมฺ อชํ วิภุมฺ
อาหุสฺ ตฺวามฺ ฤษยห์ สเรฺว  เทวรฺษิรฺ นารทสฺ ตถา
อสิโต เทวโล วฺยาสห์  สฺวยํ ไจว พฺรวีษิ เม
สรฺวมฺ เอตทฺ ฤตํ มเนฺย  ยนฺ มำ วทสิ เกศว
น หิ เต ภควนฺ วฺยกฺตึ  วิทุรฺ เทวา น ทานวาห์
“  อรฺชุน  ตรัสว่า  พระองค์ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ทรงเป็นที่พำนักพักพิงสูงสุด  ทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุด  ทรงเป็นสัจธรรมที่สมบูรณ์  พระองค์ทรงเป็นอมตะ  ทรงเป็นทิพย์  ทรงเป็นปฐมองค์  ไม่มีการเกิด  และทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย  เช่น  นารท  อสิต  เทวล  และ  วฺยาส  ได้ยืนยันความจริงเช่นนี้เกี่ยวกับพระองค์  และมาบัดนี้พระองค์ทรงประกาศให้ข้าได้ทราบ  โอ้  กฺฤษฺณ  ข้าพเจ้าขอน้อมรับโดยดุษฏีว่าทุกสิ่งที่พระองค์ตรัสเป็นสัจธรรม  แม้แต่เหล่าเทวดาหรือเหล่ามารก็ไม่สามารถเข้าใจบุคลิกภาพแห่งพระองค์ได้”
หลังจากที่  อรฺชุน  ทรงสดับฟัง  ภควัท-คีตา  จากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าแล้วอรฺชุน  ทรงยอมรับองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ว่าเป็น  ปรํ  พฺรหฺม  หรือ  พฺรหฺมนฺ  สูงสุด  ทุกชีวิตเป็น  พฺรหฺมนฺ  แต่ว่าชีวิตที่สูงสุดหรือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  คือ  พฺรหฺมนฺ  สูงสุด  ปรํ  ธาม  หมายความว่าพระองค์ทรงเป็นที่พำนักพักพิงสูงสุดสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง  ปวิตฺรมฺ  หมายความว่าพระองค์ทรงมีความบริสุทธิ์ปราศจากมลทินทางวัตถุ  ปุรุษมฺ  หมายความว่า  พระองค์ทรงเป็นผู้ที่มีความสุขเกษมสำราญสูงสุด  ศาศฺวตมฺ  เป็นอมตะ  ทิวฺยมฺ  เป็นทิพย์  อาทิ-เทวมฺ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์เดิมแท้  อชมฺ  ไม่มีการเกิด  และ  วิภุมฺ  ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด
เราอาจคิดว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นพระสหายของ  อรฺชุน  อรฺชุน  จึงทรงตรัสสรรเสริญเยินยอพระองค์  แต่เพื่อขจัดความสงสัยเช่นนี้ให้ออกจากจิตใจของผู้อ่าน  ภควัท-คีตา  อรฺชุน  จึงทรงยืนยันคำสรรเสริญนี้ในโศลกต่อมาว่า  กฺฤษฺณ  ทรงได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ไม่เพียงแต่  อรฺชุน  เท่านั้น  แม้แต่ผู้ที่น่าเชื่อถือได้  เช่น  นารท  อสิต  เทวล  และ  วฺยาสเทว  ท่านเหล่านี้เป็นบุคลิกภาพผู้ยิ่งใหญ่ที่แจกจ่ายความรู้พระ  เวท  เหมือนดังเช่นที่  อาจารฺย  ทั้งหลายยอมรับ  ดังนั้น  อรฺชุน  ได้ตรัสแด่  กฺฤษฺณ  ว่าทรงยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่  กฺฤษฺณ  ตรัสว่ามีความสมบูรณ์บริบูรณ์  สรฺวมฺ  เอตทฺ  ฤตํ  มเนฺย  “ข้าพเจ้ายอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ตรัสว่าเป็นสัจธรรม”  อรฺชุน  ตรัสว่า  บุคลิกภาพแห่งพระเจ้านี้ยากนักที่จะเข้าใจ  แม้แต่เหล่าเทวดาผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่สามารถเข้าใจพระองค์  หมายความว่าแม้แต่บุคลิกภาพที่ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์  ก็ยังไม่สามารถเข้าใจพระองค์  ดังนั้นมนุษย์ธรรมดาจะเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ได้อย่างไร  ถ้าหากไม่มาเป็นสาวกของพระองค์
ฉะนั้น  เราจึงควรรับ  ภควัท-คีตา  ด้วยจิตวิญญาณแห่งการอุทิศตนเสียสละไม่ควรคิดว่าตัวเราเทียบเท่ากับ  กฺฤษฺณ  และไม่ควรคิดว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นเพียงบุคคลธรรมดาสามัญ  หรือแม้แต่คิดว่า  พระองค์ทรงเป็นบุคลิกภาพผู้ยิ่งใหญ่มากเท่านั้น  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ฉะนั้น  ตามที่ภควัท-คีตา  หรือที่  อรฺชุนได้ตรัสไว้ว่า  ผู้ที่พยายามเข้าใจภควัท-คีตา  อย่างน้อยตามทฤษฎีควรยอมรับว่า  ศฺรี  กฺฤษฺณทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และด้วยจิตวิญญาณที่ยอมรับเช่นนี้  ก็จะสามารถเข้าใจ  ภควัท-คีตา  นอกเสียจากว่าเราอ่าน  ภควัท-คีตา  ด้วยจิตวิญญาณที่ยอมรับเช่นนี้มิฉะนั้น  เป็นการยากมากที่จะเข้าใจ  ภควัท-คีตา  เพราะจะเป็นสิ่งที่เร้นลับมาก
ภควัท-คีตา  คืออะไร  จุดมุ่งหมายของ  ภควัท-คีตา  ก็เพื่อที่จะนำพามนุษยชาติให้ออกจากอวิชชาแห่งชีวิตทางวัตถุ  ทุก  ๆ  คนจะมีความยากลำบากนานัปการเหมือนดังเช่น  อรฺชุน  ทรงอยู่ในความยากลำบากที่จะต้องต่อสู้ในสมรภูมิ  กุรุกฺเษตฺร  อรฺชุนทรงศิโรราบแด่  ศฺรี  กฺฤษฺณ  จากนั้น  กฺฤษฺณ  จึงตรัส  ภควัท-คีตา  นี้ไม่เพียงให้แด่  อรฺชุนเท่านั้น  เราทุก  ๆ  คนก็เต็มไปด้วยความวิตกกังวลในโลกวัตถุนี้  ความเป็นอยู่ของเราอยู่ในบรรยากาศที่ไม่เป็นความจริง  อันที่จริงเราไม่ควรจะถูกความไม่เป็นจริงมาข่มขู่ดวงวิญญาณของเราซึ่งเป็นอมตะ  อย่างไรก็ดี  เราได้ถูกจับมาอยู่ในสถานที่อสตฺ  อสตฺ  หมายถึงสิ่งที่ไม่เป็นจริง
ในจำนวนมนุษย์มากมายที่ได้รับความทุกข์  มีน้อยคนนักที่จะถามถึงสถานภาพของตนเองว่า  ตนเองคืออะไร  แล้วเหตุไฉนจึงมาอยู่ในสภาวะที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้  ฯลฯนอกจากว่ามีความตื่นตัวที่จะถามถึงสภาวะแห่งความทุกข์นี้  นอกจากรู้แล้วว่าตนเองไม่ต้องการความทุกข์  แต่ต้องการแก้ปัญหาความทุกข์ทั้งปวง  มิฉะนั้น  ก็ไม่ควรพิจารณาว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  มนุษยชาติเริ่มต้นเมื่อคำถามเหล่านี้เกิดขึ้นในจิตใจของตนเอง  ใน  พฺรหฺม-สูตฺร  คำถามเช่นนี้เรียกว่า  พฺรหฺม-ชิชฺญาสา,  อถาโต  พฺรหฺม-ชิชฺญาสา  กิจกรรมของมนุษย์ทั้งหมดจะถือว่าล้มเหลวหากเราไม่ตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมชาติแห่งสัจธรรม  ฉะนั้น  ผู้ที่เริ่มคำถามว่าทำไมเราจะต้องได้รับทุกข์ทรมาน?  หรือว่าเ  ราม  าจากไหน?  และเราจะไปไหนหลังจากตายไปแล้ว?  เช่นนี้จะเป็นนักศึกษาที่ควรค่าในการเข้าใจ  ภควัท-คีตา  นักศึกษาผู้มีความจริงใจควรมีความเคารพอย่างมั่นคงต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าและนักศึกษาเช่นนี้  คือ  อรฺชุน  
องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เสด็จลงมาเพื่อสถาปนาจุดมุ่งหมายแท้จริงของชีวิต  โดยเฉพาะเมื่อมนุษย์ลืมจุดมุ่งหมายนี้  แม้กระนั้นจากผู้ที่ตื่นแล้วจำนวนมากมาย  จะมีเพียงคนเดียวที่สามารถเข้าถึงเจตนารมณ์แห่งความเข้าใจสถานภาพหน้าที่อันแท้จริงของตนเอง  สำหรับผู้นั้น  ภควัท-คีตา  จึงถูกตรัสขึ้น  อันที่จริงเราทั้งหมดกำลังถูกนางเสือร้ายแห่งอวิชชากลืนกินอยู่ทุกขณะ  แต่พระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อสิ่งมีชีวิตมาก  โดยเฉพาะมนุษย์  เมื่อเป็นเช่นนี้  พระองค์จึงตรัส  ภควัท-คีตา  และให้สหายของพระองค์  อรฺชุน  มาเป็นศิษย์
ในฐานะที่เป็นสหายของ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  อรฺชุน  ทรงอยู่เหนืออวิชชาทั้งปวง  แต่ที่สมรภูมิ  กุรุกฺเษตฺร  อรฺชุน  ทรงถูกอวิชชาครอบงำ  เพื่อที่จะให้  อรฺชุน  ทรงตั้งคำถามต่อ  กฺฤษฺณ  เกี่ยวกับปัญหาชีวิต  เพื่อพระองค์จะทรงอธิบายให้เป็นประโยชน์แก่ชนรุ่นหลังสืบต่อไป  และจะได้วางแผนชีวิตอย่างถูกต้อง  จากนั้นมนุษย์จะได้ปฏิบัติตามและทำให้ภารกิจของชีวิตมนุษย์เสร็จสิ้นสมบูรณ์
เนื้อหาสาระของ  ภควัท-คีตา  ประกอบด้วยความเข้าใจสัจธรรมพื้นฐานห้าประการประการแรกอธิบายถึงศาสตร์แห่งองค์  ภควานฺ  จากนั้นอธิบายถึงสถานภาพพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต  ชีว,  อีศฺวร  หมายถึงผู้ควบคุม  และ  ชีว  หมายถึง  สิ่งมีชีวิตผู้ถูกควบคุม  ถ้าหากว่าสิ่งมีชีวิตกล่าวว่าเป็นอิสระ  ไม่ถูกควบคุม  เช่นนี้เรียกว่าเสียสติ  เพราะสิ่งมีชีวิตถูกควบคุมอยู่ตลอดเวลา  อย่างน้อยในชีวิตสภาวะวัตถุ  ฉะนั้น  เนื้อหาสาระของ  ภควัท-คีตา  จึงกล่าวถึง  อีศฺวร  ผู้ควบคุมสูงสุด  และ  ชีว  สิ่งมีชีวิตผู้ถูกควบคุม  ปฺรกฺฤติ  (ธรรมชาติวัตถุ),  กาลเวลา  (ระยะเวลาที่จักรวาลเป็นอยู่  หรือปรากฏการณ์ของธรรมชาติวัตถุ)  และกรฺม  (กรรม)  ทั้งหมดได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้  ปรากฏการณ์ในจักรวาลเต็มไปด้วยกิจกรรมที่แตกต่างกัน  สิ่งมีชีวิตทั้งหมดมีการทำกิจกรรมแตกต่างกัน  จาก  ภควัท-คีตา  เราต้องเรียนรู้ว่า  องค์  ภควานฺ  คืออะไร?  สิ่งมีชีวิตคืออะไร?  พระ-คริทิคืออะไร?  ปรากฏการณ์ในจักรวาลคืออะไร?  ถูกควบคุมด้วยกาลเวลาได้อย่างไร?และอะไรคือกิจกรรมของสิ่งมีชีวิต
จากเนื้อเรื่องพื้นฐานทั้งห้าประการใน  ภควัท-คีตา  ได้สถาปนาว่าองค์  ภควานฺ  หรือ  กฺฤษฺณ  หรือ  พฺรหฺมนฺ  หรือผู้ควบคุมสูงสุด  หรือ  ปรมาตฺมา  เราอาจจะใช้ชื่ออะไรก็ได้ที่เราชอบซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด  โดยคุณสมบัติแล้ว  สิ่งมีชีวิตก็เหมือนผู้ควบคุมสูงสุด  ตัวอย่างเช่น  องค์  ภควานฺ  ทรงควบคุมกิจกรรมในจักรวาลของธรรมชาติวัตถุ  ซึ่งจะอธิบายในบทต่อ  ๆ  ไปในภควัท-คีตา  ธรรมชาติวัตถุไม่เป็นอิสระ  พระนางทรงปฏิบัติภายใต้คำสั่งขององค์  ภควานฺ  ดังเช่น  กฺฤษฺณ  ตรัสว่า  มยาธฺยกฺเษณ  ปฺรกฺฤติห์  สูยเต  ส-จราจรมฺ  “ธรรมชาติวัตถุนี้ปฏิบัติการภายใต้คำสั่งของข้า”  เมื่อเราเห็นสิ่งอัศจรรย์มากมายเกิดขึ้นในจักรวาลวัตถุ  เราควรรู้ว่าเบื้องหลังของปรากฏการณ์ในจักรวาลวัตถุนี้มีผู้ควบคุม  ไม่มีอะไรปรากฏออกมาได้โดยไม่มีผู้ควบคุม  หากเราไม่พิจารณาถึงผู้ควบคุม  เราก็มีความคิดเหมือนกับเด็ก  ๆ  ตัวอย่างเช่น  เด็กอาจจะคิดว่ารถยนต์นี้น่าอัศจรรย์ที่สามารถวิ่งเองได้  โดยไม่ต้องมีม้าหรือสัตว์มาลากจูง  แต่คนปกติธรรมดารู้ธรรมชาติของระบบเครื่องยนต์ว่าทำงานอย่างไร  เขาจะรู้เบื้องหลังของเครื่องยนต์ว่ามีคนขับเป็นบุคคล  ในทำนองเดียวกันองค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้ขับ  ซึ่งภายใต้คำสั่งของพระองค์กิจกรรมทั้งหมดจึงดำเนินไป  ทรงยอมรับในบทต่อ  ๆ  มาว่า  ชีว  หรือสิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูของพระองค์  เศษทองคำก็เป็นทองคำ  น้ำหนึ่งหยดจากมหาสมุทรก็มีความเค็มเช่นเดียวกัน  ดังนั้น  สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูของผู้ควบคุมสูงสุด  อีศฺวร  หรือองค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เ  ราม  ีคุณสมบัติทั้งหมดขององค์  ภควานฺ  ในปริมาณเพียงเล็กน้อยเนื่องจากเราเป็น  อีศฺวร  ย่อย  ๆ  ที่พยายามจะควบคุมธรรมชาติ  ดังเช่นปัจจุบันนี้เราพยายามจะควบคุมอวกาศและดาวเคราะห์ดวงอื่น  ๆ  แนวโน้มการควบคุมยังมีอยู่  เพราะว่ามันมีอยู่ใน  กฺฤษฺณ  แต่ถึงแม้เ  ราม  ีแนวโน้มที่จะเป็นเจ้าแห่งธรรมชาติวัตถุ  ควรรู้ว่าเราไม่ใช่ผู้ควบคุมสูงสุด  เรื่องนี้ได้อธิบายไว้ใน  ภควัท-คีตา  
ธรรมชาติวัตถุคืออะไร?  ได้อธิบายไว้ใน  ภควัท-คีตา  ว่าเป็น  ปฺรกฺฤติ  หรือธรรมชาติที่ต่ำกว่า  สิ่งมีชีวิตเป็น  ปฺรกฺฤติ  ที่สูงกว่า  ปฺรกฺฤติ  จะอยู่ภายใต้การควบคุมเสมอ  ไม่ว่าจะเป็น  ปฺรกฺฤติ  ที่สูงหรือต่ำกว่า  ปฺรกฺฤติ  เป็นสตรีเพศและนางถูกควบคุมโดยองค์  ภควานฺ  เหมือนกับกิจกรรมของภรรยาถูกสามีควบคุม  ปฺรกฺฤติ  จะเป็นรองอยู่เสมอ  ถูกควบคุมโดยองค์  ภควานฺ  ซึ่งเป็นผู้ควบคุม  สิ่งมีชีวิตและธรรมชาติวัตถุทั้งคู่ถูกควบคุม  โดยองค์  ภควานฺ  เป็นผู้คุม  ตาม  ภควัท-คีตา  ถึงแม้ว่าสิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  ก็ถือว่าเป็น  ปฺรกฺฤติ  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในบทที่เจ็ดของ  ภควัท-คีตา  ว่า  อปเรยมฺ  อิตสฺ  ตฺวฺ  อนฺยำ  ปฺรกฺฤตึ  วิทฺธิ  เม  ปรามฺ/  ชีว-ภูตามฺ  “ธรรมชาติวัตถุนี้เป็น  ปฺรกฺฤติ  เบื้องต่ำของข้า  แต่เหนือไปกว่านี้ยังมีธรรมชาติอีกแบบหนึ่งเรียกว่า  ชีว-ภูตามฺ  สิ่งมีชีวิต”
ธรรมชาติวัตถุประกอบด้วยคุณลักษณะสามประการ  คุณลักษณะความดี  ตัณหาและอวิชชา  สูงไปกว่านี้มีกาลเวลาที่เป็นอมตะ  ด้วยการผสมผสานกันของคุณลักษณะแห่งธรรมชาติภายใต้การควบคุมของกาลเวลาอมตะ  มีกิจกรรมเรียกว่า  กรฺม  กิจกรรมเหล่านี้ปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล  เราจะได้รับความทุกข์หรือความสุขก็เนื่องจากผลของการกระทำของเรา  ตัวอย่างเช่น  ถ้าหากว่าอาตมาเป็นนักธุรกิจทำงานอย่างขยันขันแข็งด้วยสติปัญญา  และสั่งสมเงินมากมายในธนาคาร  เช่นนี้อาตมาเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญ  ต่อมาธุรกิจล้มละลายลง  อาตมาจะเป็นผู้ได้รับความทุกข์ทรมานในทำนองเดียวกัน  ในทุก  ๆ  ด้านของชีวิตเราได้รับความสุขหรือความทุกข์จากผลงานของเรา  เช่นนี้เรียกว่า  กรฺม  หรือ  กรฺม  
อีศฺวร  (องค์  ภควานฺ)  ชีว  (สิ่งมีชีวิต)  ปฺรกฺฤติ  (ธรรมชาติ)  กาล  (กาลเวลาอมตะ)และกรฺม  (กรรม)  ทั้งหมดได้อธิบายไว้ใน  ภควัท-คีตา  ทั้งห้าประการนี้  องค์  ภควานฺ  สิ่งมีชีวิต  ธรรมชาติวัตถุ  และกาลเวลา  เป็นอมตะ  ปรากฏการณ์ของ  ปฺรกฺฤติ  อาจเป็นการชั่วคราวแต่ว่าไม่ผิด  นักปราชญ์บางท่านกล่าวว่าปรากฏการณ์ของธรรมชาติวัตถุนั้นผิด  แต่ตามปรัชญาของ  ภควัท-คีตา  หรือตามปรัชญาของ  ไวษฺณวไม่เป็นเช่นนั้น  ปรากฏการณ์ของโลกไม่ถือว่าผิด  มันเป็นความจริงแต่ว่าไม่ถาวร  คล้ายๆ  กับก้อนเมฆซึ่งเคลื่อนผ่านท้องฟ้าไป  หรือว่าฝนที่ตกตามฤดูกาลให้ความชุ่มฉ่ำต่อเมล็ดข้าว  เมื่อหน้าฝนผ่านไปก้อนเมฆถูกพัดไปที่อื่นพืชพันธุ์ธัญญาหารที่ได้รับความชุ่มฉ่ำจากฝนก็แห้งแล้งลง  เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ทางวัตถุนี้  เกิดขึ้นชั่วเวลาหนึ่ง  เป็นอยู่สักพักหนึ่ง  จากนั้นก็สูญหายไป  นี่คือการทำงานของ  ปฺรกฺฤติ  แต่วัฏจักรนี้จะเป็นอยู่เช่นนี้ตลอดกาล  ฉะนั้น  ปฺรกฺฤติ  จึงเป็นอมตะไม่ถือว่าผิด  องค์  ภควานฺ  ตรัสถึงข้อนี้ว่า  เป็น“ปฺรกฺฤติ  ของข้า”  ธรรมชาติวัตถุนี้เป็นพลังงานที่แยกมาจากองค์  ภควานฺ  สิ่งมีชีวิตก็เป็นพลังงานขององค์  ภควานฺ  เช่นเดียวกัน  ถึงแม้ว่าจะไม่แยกจากกันแต่มีความสัมพันธ์ต่อกันชั่วกัลปาวสาน  ดังนั้น  องค์  ภควานฺ  สิ่งมีชีวิต  ธรรมชาติวัตถุ  และกาลเวลา  มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันทั้งหมด  และทั้งหมดนี้เป็นอมตะ  อย่างไรก็ดีมีอีกสิ่งหนึ่งคือกรรม  หรือกรฺม  ที่ไม่เป็นอมตะ  ผลกรรมของเราอาจจะนานมากแล้ว  เราได้รับความทุกข์หรือความสุขจากผลกรรมตั้งแต่อดีตโบราณกาล  แต่เราสามารถเปลี่ยนผลกรรมของเราได้  การเปลี่ยนเช่นนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของความรู้ของเราเอง  เราปฏิบัติกิจกรรมมากมาย  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเราไม่รู้เลยว่ากิจกรรมใดที่เราปฏิบัติแล้วจะได้รับความหลุดพ้นไปจากกรรมและผลกรรมทั้งหลายเหล่านี้  แต่นี่ก็ได้อธิบายไว้ใน  ภควัท-คีตา  
สถานภาพของ  อีศฺวร  (องค์  ภควานฺ)  เป็นสถานภาพของจิตสำนึกสูงสุด  ชีว  หรือสิ่งมีชีวิตซึ่งเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  ต่างก็มีจิตสำนึกเช่นเดียวกัน  ทั้งสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติวัตถุเป็น  ปฺรกฺฤติ  พลังงานขององค์  ภควานฺ  แต่หนึ่งในสอง  คือ  ชีว  มีจิตสำนึก  ปฺรกฺฤติ  ไม่มีจิตสำนึก  และนี่คือข้อแตกต่าง  ฉะนั้น  ชีว-ปฺรกฺฤติ  จึงได้ชื่อว่าสูงกว่า  เนื่องจาก  ชีว  มีจิตสำนึกคล้ายจิตสำนึกขององค์  ภควานฺ  จิตสำนึกขององค์  ภควานฺ  เป็นจิตสำนึกที่สูงสุด  อย่างไรก็ดีเราไม่ควรอ้างว่า  ชีว  หรือสิ่งมีชีวิตมีจิตสำนึกสูงสุดเช่นเดียวกัน  สิ่งมีชีวิตไม่สามารถมีจิตสำนึกสูงสุดได้  ไม่ว่าจะมีความสมบูรณ์บริบูรณ์ในระดับใด  และทฤษฎีที่ว่าเราสามารถมีจิตสำนึกสูงสุดได้  จึงเป็นทฤษฎีที่นำไปในทางที่ผิด  เราอาจมีจิตสำนึกแต่ไม่ใช่จิตสำนึกที่สมบูรณ์หรือสูงสุด
ข้อแตกต่างระหว่าง  ชีว  และ  อีศฺวร  จะอธิบายในบทที่สิบสามของ  ภควัท-คีตา  -  พระองค์ทรงเป็น  กฺเษตฺร-ชฺญ  จิตสำนึกเหมือนกับสิ่งมีชีวิต  แต่สิ่งมีชีวิตมีจิตสำนึกแค่เฉพาะร่างกายของตนเองเท่านั้น  ในขณะที่องค์  ภควานฺ  ทรงมีจิตสำนึกในทุกๆ  ร่างกาย  เพราะว่าทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของทุก  ๆ  ชีวิต  พระองค์ทรงมีจิตสำนึกการเคลื่อนไหวทางจิตวิทยาของทุก  ชีว  ซึ่งเราไม่ควรลืมสิ่งนี้  ได้อธิบายว่า  ปรมาตฺมา  -  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าประทับอยู่ในหัวใจของทุก  ๆ  ชีวิตเป็น  อีศฺวร  หรือผู้ควบคุม  พระองค์ทรงประทานแนวทางเพื่อให้สิ่งมีชีวิตปฏิบัติตามที่ตนปรารถนาสิ่งมีชีวิตลืมไปว่าจะทำอะไร  ครั้งแรกเราตั้งใจจะทำบางสิ่งบางอย่าง  จากนั้นเราก็ถูกพันธนาการอยู่ในกรรมและผลกรรมของเราเอง  หลังจากละทิ้งร่างหนึ่งไปแล้ว  เราจะเข้าไปสู่อีกร่างหนึ่งเหมือนการเปลี่ยนเสื้อผ้า  ขณะที่ดวงวิญญาณท่องไปเราจะได้รับความทุกข์จากผลกรรมในอดีต  กิจกรรมเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้  เมื่อสิ่งมีชีวิตอยู่ในคุณลักษณะความดีเป็นคนปกติ  และเข้าใจว่ากิจกรรมใดควรทำ  หากทำได้เช่นนี้  ผลกรรมในอดีตของเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้  ฉะนั้น  กรรมหรือ  กรฺม  ไม่เป็นอมตะ  จึงพูดได้ว่าทั้งห้าประการ  (อีศฺวร  ชีว  ปฺรกฺฤติ  กาลเวลา  และกรฺม)  มีสี่ประการที่เป็นอมตะส่วนกรรมไม่เป็นอมตะ
จิตสำนึกสูงสุด  อีศฺวร  คล้ายสิ่งมีชีวิตดังนี้  คือ  จิตสำนึกขององค์  ภควานฺและของสิ่งมีชีวิตอยู่เหนือโลก  เป็นทิพย์  จิตสำนึกไม่ได้กำเนิดมาจากการสัมผัสกับวัตถุนี่เป็นความคิดที่ผิด  ทฤษฏีที่ว่าจิตสำนึกพัฒนาขึ้นภายใต้สถานการณ์ของการผสมผสานทางวัตถุบางประการนั้น  ภควัท-คีตา  ไม่ยอมรับ  จิตสำนึกที่อาจจะสะท้อนกลับมาแบบผิด  ๆ  ภายใต้การครอบงำของสถานการณ์ทางวัตถุ  ดังเช่นแสงสะท้อนผ่านกระจกสีอาจจะเป็นสีอื่น  แต่จิตสำนึกขององค์  ภควานฺ  จะไม่มีผลกระทบจากวัตถุ  กฺฤษฺณ  ตรัสว่า  มยาธฺยกฺเษณ  ปฺรกฺฤติห์  เมื่อเสด็จลงมาในจักรวาลวัตถุ  จิตสำนึกของพระองค์ทรงไม่ถูกกระทบโดยวัตถุ  มิฉะนั้นจะไม่ทรงเป็นผู้เหมาะสมที่จะตรัส  ภควัท-คีตา  เกี่ยวกับเรื่องโลกทิพย์  เราไม่สามารถกล่าวอะไรเกี่ยวกับโลกทิพย์  ในเมื่อยังไม่เป็นอิสระจากจิตสำนึกที่มีมลทินทางวัตถุ  ดังนั้น  องค์  ภควานฺ  ทรงไม่มีมลทินทางวัตถุ  จิตสำนึกของเราในปัจจุบันมีมลทินทางวัตถุ  ภควัท-คีตา  สอนให้เราทำจิตสำนึกที่มีมลทินทางวัตถุนี้ให้บริสุทธิ์  ด้วยจิตสำนึกที่บริสุทธิ์การกระทำของเราจะสมยอมกับพระราชประสงค์ของอีศฺวร  เช่นนี้  จะทำให้เ  ราม  ีความสุข  มิใช่ว่าเราต้องหยุดกิจกรรมทั้งปวง  แต่เราต้องทำให้กิจกรรมของเราบริสุทธิ์ขึ้น  และกิจกรรมที่ทำให้บริสุทธิ์นี้เรียกว่า  ภกฺติ  กิจกรรม  ใน  ภกฺติ  คล้ายกับกิจกรรมธรรมดาสามัญ  แต่ว่าไร้มลทิน  ผู้ที่อยู่ในอวิชชาอาจเห็นสาวกปฏิบัติกิจกรรมหรือทำงานเหมือนคนธรรมดา  คนที่ด้อยความรู้ประเภทนี้จะไม่ทราบว่ากิจกรรมของสาวก  หรือขององค์  ภควานฺ  ไม่มีมลทินจากจิตสำนึกที่ไม่บริสุทธิ์หรือวัตถุจิตสำนึก  ซึ่งอยู่นอกเหนือคุณลักษณะสามประการของธรรมชาติ  อย่างไรก็ดี  เราควรรู้ว่าขณะนี้จิตสำนึกของเรานี้ยังมีมลทิน
ขณะที่เ  ราม  ีมลทินทางวัตถุ  เรียกว่าเราอยู่ภายใต้สภาวะวัตถุ  จิตสำนึกที่ผิดจะแสดงออกภายใต้ความรู้สึกว่า  ข้าเป็นผลผลิตของธรรมชาติวัตถุ  เช่นนี้เรียกว่า  อหังการผู้ที่ซึมซาบอยู่ในแนวคิดทางร่างกายไม่สามารถเข้าใจสภาวะของตนเอง  ภควัท-คีตา  ถูกตรัสขึ้นเพื่อให้เราเป็นอิสระจากชีวิตที่เต็มไปด้วยแนวความคิดทางร่างกาย  อรฺชุน  ทรงมาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้เพื่อจะได้รับข้อมูลจากพระองค์  เราต้องเป็นอิสระจากชีวิตที่มีแนวคิดชีวิตทางร่างกาย  นี่คือกิจกรรมเบื้องต้นของนักทิพย์นิยมผู้ที่ต้องการอิสรภาพหลุดพ้น  สิ่งแรกสุดต้องเรียนรู้ว่าตัวเ  ราม  ิใช่ร่างกายวัตถุนี้  มุกฺติ  หรือความหลุดพ้นหมายถึงความมีอิสระภาพจากจิตสำนึกทางวัตถุ  ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ได้กล่าวถึงคำจำกัดความของความหลุดพ้นว่า  มุกฺติรฺ  หิตฺวานฺยถา-รูปํ  สฺวรูเปณ  วฺยวสฺถิติห์,  มุกฺติ  หมายถึง  ความหลุดพ้นจากจิตสำนึกที่มีมลทินแห่งโลกวัตถุนี้  และสถิตในจิตสำนึกที่บริสุทธิ์  คำสั่งสอนใน  ภควัท-คีตา  ทั้งหมดมีจุดมุ่งหมายเพื่อฟื้นฟูจิตสำนึกที่บริสุทธิ์  ดังนั้น  เราจะพบว่าคำสั่งสอนสุดท้ายของ  ภควัท-คีตา  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงถาม  อรฺชุน  ว่า  บัดนี้เธอมีจิตสำนึกที่บริสุทธิ์หรือยัง?  จิตสำนึกที่บริสุทธิ์หมายถึงการปฏิบัติตนตามคำสั่งสอนขององค์  ภควานฺ  นี่คือข้อสรุปและเนื้อหาสาระสำคัญทั้งหมดของจิตสำนึกที่บริสุทธิ์จิตสำนึกเ  ราม  ีอยู่เนื่องจากเราเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  แต่สำหรับเราอาจมีผลกระทบมาจากคุณลักษณะที่ต่ำกว่า  แต่ว่าองค์  ภควานฺ  ทรงไม่ถูกกระทบเลย  และนี่คือข้อแตกต่างระหว่างองค์  ภควานฺ  และปัจเจกวิญญาณดวงเล็ก  ๆ
จิตสำนึกคืออะไร?  จิตสำนึกนี้คือ  “ข้าพเจ้าเป็น”  จากนั้นข้าพเจ้าเป็นอะไร  ในจิตสำนึกที่มีมลทิน  “ข้าพเจ้าเป็น”  หมายถึง  “ข้าพเจ้าเป็นพระเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้มา  ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญ”  โลกนี้หมุนไป  เนื่องจากทุกชีวิตคิดว่าตนเองเป็นพระเจ้าและเป็นผู้สร้างโลกวัตถุ  มีจิตวิทยาสองรูปแบบในจิตสำนึกทางวัตถุ  แบบหนึ่งคือ  ข้าพเจ้าเป็นผู้สร้าง  และอีกแบบหนึ่งคือ  ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญแต่อันที่จริงองค์  ภควานฺ  ทรงเป็นทั้งผู้สร้างและผู้มีความสุขเกษมสำราญ  สิ่งมีชีวิตเป็นเพียงละอองอณูขององค์  ภควานฺ  เท่านั้น  ไม่ใช่เป็นผู้สร้างหรือผู้มีความสุขเกษมสำราญแต่เป็นผู้ร่วมมือ  เราเป็นผู้ถูกสร้างขึ้นมาและเป็นผู้ให้ความสุขเกษมสำราญ  ตัวอย่างเช่นส่วนของเครื่องยนต์จะร่วมมือกับเครื่องยนต์ทั้งเครื่อง  ส่วนของร่างกายจะร่วมมือกับร่างกายทั้งร่าง  แขน  ขา  ตา  ฯลฯ  ทั้งหมดเป็นส่วนต่าง  ๆ  ของร่างกาย  แต่ว่าทั้งหมดมิใช่ผู้มีความสุขเกษมสำราญโดยแท้จริง  ท้องเป็นส่วนมีความสุขเกษมสำราญ  เท้าใช้เดิน  มือใช้ส่งอาหาร  ฟันใช้เคี้ยว  ส่วนต่าง  ๆ  ทั้งหมดของร่างกายจะร่วมมือกัน  เพื่อให้ท้องได้รับความพึงพอใจ  เพราะว่าท้องเป็นอวัยวะหลักที่จะให้พลังงานแก่ร่างกายทั้งหมด  ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจึงถูกส่งมาที่ท้อง  เราจะให้อาหารและพลังงานแก่ต้นไม้ด้วยการรดน้ำไปที่ราก  และเราจะให้พลังงานแก่ร่างกายด้วยการส่งอาหารไปที่ท้อง  เพื่อร่างกายจะได้มีสุขภาพดี  ส่วนต่าง  ๆ  ของร่างกายจะต้องร่วมมือกัน  เพื่อป้อนอาหารให้ท้อง  เช่นเดียวกันองค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญและเป็นผู้สร้าง  เราในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่ำกว่ามีไว้เพื่อร่วมมือให้พระองค์ทรงพอพระทัย  การร่วมมือเช่นนี้จะช่วยเราได้อย่างแน่นอน  เหมือนกับท้องได้รับอาหารก็จะไปช่วยส่วนต่าง  ๆ  ของร่างกาย  หากว่านิ้วมือคิดว่าเขาควรรับประทานอาหารเสียเองแทนที่จะส่งไปให้ท้อง  ความสับสนวุ่นวายก็จะเกิดขึ้น  จุดศูนย์กลางของการสร้างและความสุขเกษมสำราญคือองค์  ภควานฺ  และสิ่งมีชีวิตเป็นผู้ร่วมมือ  จากการร่วมมือทำให้เราได้รับความสุขเกษมสำราญ  ความสัมพันธ์คล้ายกับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายและผู้รับใช้  หากเจ้านายมีความพึงพอใจอย่างมาก  ผู้รับใช้ก็จะได้รับความพึงพอใจ  ในทำนองเดียวกัน  องค์  ภควานฺ  ทรงควรได้รับความพึงพอใจแนวโน้มที่จะเป็นผู้สร้างและจะเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญในโลกวัตถุจะมีอยู่ในสิ่งมีชีวิต  เนื่องจากแนวโน้มเหล่านี้  มีอยู่ในองค์  ภควานฺ  ผู้ทรงสร้างจักรวาลวัตถุที่ปรากฏอยู่
ดังนั้น  ใน  ภควัท-คีตา  เราจะพบความสมบูรณ์ทั้งหมดประกอบด้วยผู้ควบคุมสูงสุด  สิ่งมีชีวิตที่ถูกควบคุม  ปรากฏการณ์แห่งจักรวาล  กาลเวลาอมตะและ  กรฺม  หรือกิจกรรม  ทั้งหมดนี้อธิบายไว้ในหนังสือเล่มนี้  ทั้งหมดนี้รวมเข้าด้วยกันประกอบเป็นความสมบูรณ์ทั้งหมด  และความสมบูรณ์นี้เรียกว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุด  ภาพที่สมบูรณ์และสัจธรรมที่สมบูรณ์ทั้งหมดคือบุคลิกภาพขององค์  ภควานฺ  ที่สมบูรณ์องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ปรากฏการณ์ทั้งหมดที่มีก็เนื่องมาจากพลังงานต่าง  ๆ  ของ  กฺฤษฺณ  พระองค์ทรงเป็นภาพที่สมบูรณ์
ได้อธิบายไว้ใน  ภควัท-คีตา  ว่า  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์เป็นรองบุคลิกภาพสูงสุดที่สมบูรณ์  (พฺรหฺมโณ  หิ  ปฺรติษฺฐาหมฺ)  ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดชัดเจนใน  พฺรหฺม-สูตฺร  ว่า  พฺรหฺมนฺ  เหมือนกับรัศมีของแสงอาทิตย์  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์เป็นรัศมีที่เจิดจรัสของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์เป็นความรู้ที่ไม่สมบูรณ์ของความสมบูรณ์ทั้งหมด  และแนวคิดของ  ปรมาตฺมา  ก็เช่นเดียวกันในบทที่สิบห้า  เราจะเห็นว่าบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  (ปุรุโษตฺตม)  อยู่เหนือทั้ง  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  และความรู้ส่วนหนึ่งของ  ปรมาตฺมา  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เรียกว่า  สตฺ  จิตฺ  อานนฺท  วิคฺรห  พฺรหฺม-สํหิตา  เริ่มดังนี้:  อีศฺวรห์  ปรมห์  กฺฤษฺณห์  สจฺ-จิทฺ-อานนฺท-วิคฺรหห์/  อนาทิรฺ  อาทิรฺ  โควินฺทห์  สรฺว-การณ-การณมฺ  -  -  “  โควินฺท  หรือ  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดองค์แรก  พระองค์ทรงมีพระวรกายที่เป็นอมตะเปี่ยมไปด้วยความรู้และความปลื้มปีติสุข”  ความรู้แห่ง  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์เป็นความรู้แห่งสตฺ  (อมตะ)  ของพระองค์  ความรู้แห่ง  ปรมาตฺมา  เป็นความรู้  สตฺ-จิตฺ  (อมตะ  ความรู้)  แต่ความรู้แห่งบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์  กฺฤษฺณ  เป็นความรู้เหนือโลกทุกลักษณะ:  สตฺ,  จิตฺ,  และ  อานนฺท  (อมตะ  ความรู้  และความปลื้มปีติสุข)  ใน  วิคฺรห  (หรือรูป)  ที่สมบูรณ์
ผู้ด้อยปัญญาพิจารณาว่า  สัจธรรมสูงสุดไร้รูปลักษณ์  แต่องค์  ภควานฺ  ทรงมีบุคลิกภาพทิพย์  ได้ยืนยันไว้เช่นนี้ในวรรณกรรมพระ  เวท  ทั้งหมด  นิโตฺย  นิตฺยานำ  เจตนศฺ  เจตนานามฺ  (กฐ  อุปนิษทฺ  2.2.13)  ดังเช่นมนุษย์ทั้งหมดเป็นปัจเจกชน  ทุกคนมีเอกลักษณ์ของตนเอง  สัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดก็เช่นเดียวกัน  ในขั้นสุดท้ายจะเป็นบุคคล  และความรู้แจ้งองค์  ภควานฺ  เป็นความรู้แจ้งบุคลิกลักษณะทิพย์ในรูปที่สมบูรณ์ของพระองค์  รูปที่สมบูรณ์ทั้งหมดมิได้ไร้รูปลักษณ์  หากองค์  ภควานฺ  ทรงด้อยกว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใด  พระองค์จะทรงเป็นความสมบูรณ์ทั้งหมดไม่ได้  ความสมบูรณ์ต้องมีทุกสิ่งทุกอย่างภายใต้ประสบการณ์ของเรา  และเหนือประสบการณ์ของเรา  มิฉะนั้น  จะไม่มีความสมบูรณ์บริบูรณ์
ความสมบูรณ์ทั้งหมด  (บุคลิกภาพแห่งองค์  ภควานฺ)  มีพลังอำนาจมากมาย(ปราสฺย  ศกฺติรฺ  วิวิไธว  ศฺรูยเต)  กฺฤษฺณ  ทรงแสดงอำนาจต่าง  ๆ  ได้อย่างไรนั้น  ได้อธิบายไว้ใน  ภควัท-คีตา  ปรากฏการณ์ในโลกนี้หรือโลกวัตถุที่เราอาศัยอยู่นี้  มีความสมบูรณ์ในตัวมันเองเช่นเดียวกัน  เพราะธาตุทั้งยี่สิบสี่ที่ปรากฏชั่วคราวในจักรวาลวัตถุตามปรัชญา  สางฺขฺย  ปรับตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ในการผลิตทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นอย่างสมบูรณ์เพื่ออนุรักษ์จักรวาลนี้ไว้  และไม่มีสิ่งใดขาด  ปรากฏการณ์นี้ได้ถูกกำหนดเวลาไว้อย่างแน่นอนแล้ว  ด้วยพลังงานของความสมบูรณ์ทั้งหมด  และเมื่อถึงเวลาปรากฏการณ์ชั่วคราวนี้ก็จะถูกทำลายไป  การจัดการที่บริบูรณ์ทั้งหมดจึงทำให้มีสิ่งเอื้ออำนวยความสะดวกอย่างสมบูรณ์  แม้แต่ในหน่วยสมบูรณ์เล็ก  ๆ  ดังเช่นสิ่งมีชีวิต  การรู้แจ้งความสมบูรณ์และความไม่สมบูรณ์ต่าง  ๆ  ทั้งหมดเป็นประสบการณ์เนื่องมาจากความรู้ที่ไม่สมบูรณ์ของผู้ที่สมบูรณ์  ดังนั้น  ภควัท-คีตา  จึงบรรจุความรู้อันสมบูรณ์แห่งปรัชญาพระ  เวท  
ความรู้พระ  เวท  ทั้งหมดไม่มีข้อผิดพลาด  ชาวฮินดูยอมรับว่าความรู้พระ  เวท  สมบูรณ์และไม่มีข้อผิดพลาด  ตัวอย่างเช่น  มูลวัวเป็นอุจจาระของสัตว์  ตาม  สฺมฺฤติ  หรือคำสั่งสอนของพระ  เวท  หากเราแตะต้องอุจจาระของสัตว์เราต้องอาบน้ำชำระล้างร่างกายทันที  แต่คัมภีร์พระ  เวท  กล่าวว่า  มูลวัวมีสารที่ทำให้บริสุทธิ์ซึ่งเราอาจจะคิดตรงกันข้าม  แต่เพราะว่าเป็นคำสั่งสอนของพระ  เวท  การยอมรับเช่นนี้เราจึงไม่มีความผิดพลาด  ในเวลาต่อมานักวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน  ได้พิสูจน์แล้วว่ามูลวัวมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคทั้งหมดฉะนั้น  ความรู้พระ  เวท  จึงสมบูรณ์  เพราะว่าอยู่เหนือความสงสัยและความผิดพลาดทั้งปวง  และ  ภควัท-คีตา  เป็นหัวใจของพระ  เวท  ทั้งหมด
ความรู้พระ  เวท  มิได้อยู่ที่การค้นคว้า  งานค้นคว้านั้นไม่สมบูรณ์เพราะว่า  เราค้นคว้าสิ่งต่าง  ๆ  ด้วยประสาทสัมผัสที่ไม่สมบูรณ์  เราต้องยอมรับความรู้ที่สมบูรณ์ซึ่งถ่ายทอดลงมาดังที่กล่าวไว้ใน  ภควัท-คีตา  ด้วยระบบ  ปรมฺปรา  (ถ่ายทอดจากพระอาจารย์สู่ศิษย์)  เราต้องรับความรู้จากแหล่งที่ถูกต้องในสาย  ปรมฺปรา  เริ่มต้นจากพระอาจารย์ทิพย์สูงสุดคือองค์  ภควานฺ  เอง  และถ่ายทอดสืบต่อลงมาจากพระอาจารย์สู่พระอาจารย์ตามลำดับ  อรฺชุน  สาวกผู้ได้รับการศึกษาจาก  กฺฤษฺณ  ทรงยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่องค์  ภควานฺ  ตรัสโดยไม่มีข้อแม้  เราไม่ควรรับเอาส่วนหนึ่งของ  ภควัท-คีตา  และปฏิเสธอีกส่วนหนึ่ง  เราต้องยอมรับ  ภควัท-คีตา  โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงความหมาย  และไม่มีการตัดทอนหรือต่อเติมสิ่งใด  ๆ  ตามความคิดเห็นอันผิดพลาดของเรา  ภควัท-คีตา  ควรได้รับการยอมรับว่าเป็นความรู้พระ  เวท  ที่มีความสมบูรณ์สูงสุด  ความรู้พระ  เวท  ได้รับมาจากแหล่งกำเนิดทิพย์  และคำแรกองค์  ภควานฺ  ตรัสด้วยพระองค์เอง  คำที่ตรัสโดยองค์  ภควานฺ  เรียกว่า  อเปารุเษย  หมายความว่าคำพูดเหล่านี้ไม่เหมือนกับคำพูดที่ปุถุชนคนธรรมดาพูด  ในโลกวัตถุมีข้อบกพร่องสี่ประการคือ  1.บุคคลในโลกวัตถุต้องทำความผิดอย่างแน่นอน  2.บุคคลในโลกวัตถุอยู่ในความหลง  3.บุคคลในโลกวัตถุชอบโกงผู้อื่นและ  4.บุคคลในโลกวัตถุถูกจำกัดด้วยประสาทสัมผัสที่ไม่สมบูรณ์  จากความไม่สมบูรณ์สี่ประการนี้  เราจึงไม่สามารถถ่ายทอดข้อมูลที่สมบูรณ์แห่งความรู้ที่แผ่กระจายไปทั่วได้
ความรู้พระ  เวท  มิใช่ถ่ายทอดโดยสิ่งมีชีวิตที่มีความบกพร่อง  ความรู้พระ  เวทได้ถูกถ่ายทอดเข้าไปที่หัวใจของพระ  พฺรหฺมา  (พฺรหฺมา)  ดวงชีวิตแรก  และพระ  พฺรหฺมาทรงถ่ายทอดวิชาความรู้นี้ให้บุตรและสาวก  เหมือนดังที่ได้รับความรู้มาจากภควาน  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็น  ปูรฺณมฺ  สมบูรณ์ทุกประการ  และไม่มีโอกาสเลยที่จะทรงมาอยู่ภายใต้กฎแห่งธรรมชาติวัตถุ  ฉะนั้น  เราควรมีปัญญาพอที่จะรู้ว่าองค์  ภควานฺ  เพียงผู้เดียวทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลและทรงเป็นผู้สร้างองค์แรก  พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างพระ  พฺรหฺมา  ในบทที่สิบเอ็ดเรียกองค์  ภควานฺ  ว่า  พระ  ปิตามห  เพราะว่าพระ  พฺรหฺมา  ทรงถูกเรียกว่า  ปิตามห  พระอัยกาและองค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้สร้างพระอัยกา  ฉะนั้น  ไม่มีใครเลยที่ควรอ้างว่าเป็นเจ้าของสิ่งใด  ๆ  เราควรรับเอาเฉพาะสิ่งที่จัดสรรไว้ให้สำหรับเราโดยองค์  ภควานฺ  ว่าเป็นสิ่งที่ควรจะได้รับ  เพื่อให้เราดำรงชีวิตอยู่
มีตัวอย่างมากมายที่แนะนำว่าเราควรใช้ประโยชน์กับสิ่งที่องค์  ภควานฺ  ทรงประทานให้  ได้อธิบายใน  ภควัท-คีตา  ในตอนต้นที่  อรฺชุน  ทรงตัดสินใจว่าจะไม่รบในสมรภูมิ  กุรุกฺเษตฺร  นี่เป็นการตัดสินใจของ  อรฺชุน  อรฺชุน  ตรัสต่อองค์  ภควานฺ  ว่าเป็นไปไม่ได้ที่ตนเองจะมาหาความสุขกับราชอาณาจักร  หลังจากสังหารสังคญาติของตนการตัดสินใจเช่นนี้มีพื้นฐานอยู่ที่ร่างกาย  เพราะ  อรฺชุน  ทรงคิดว่าร่างกายเป็นของตนและสิ่งที่สัมพันธ์กับร่างกายหรือว่าส่วนที่แยกออกไป  เป็นพี่ชาย  น้องชาย  หลานชายพี่เขย  น้องเขย  ปู่  ตา  และอื่น  ๆ  ดังนั้น  อรฺชุน  ทรงต้องการสนองความต้องการของร่างกาย  ภควัท-คีตา  ถูกตรัสขึ้นโดยองค์  ภควานฺ  เพื่อที่จะเปลี่ยนความคิดเห็นเช่นนี้  และในที่สุด  อรฺชุน  ทรงตัดสินใจที่จะต่อสู้  ภายใต้คำสั่งขององค์  ภควานฺ  เมื่อ  อรฺชุน  ตรัสว่า  กริเษฺย  วจนํ  ตว  “ข้าพเจ้าจะปฏิบัติตามคำดำรัสของพระองค์”
ในโลกนี้มนุษย์ไม่ควรมาทะเลาะกันเหมือนกับแมวและสุนัข  เราควรฉลาดพอที่จะรู้ถึงความสำคัญของชีวิตมนุษย์  และควรปฏิเสธการกระทำตัวให้เหมือนกับสัตว์เดรัจฉานทั่วไป  มนุษย์ควรรู้แจ้งจุดมุ่งหมายของชีวิต  คำแนะนำนี้มีอยู่ในวรรณกรรมพระ  เวท  ทั้งหมด  สาระสำคัญได้ให้ไว้ใน  ภควัท-คีตา  วรรณกรรมพระ  เวท  มีไว้สำหรับมนุษย์ไม่ใช่สำหรับสัตว์เดรัจฉาน  สัตว์เดรัจฉานสามารถฆ่าสัตว์เดรัจฉานตัวอื่น  และไม่มีปัญหาเรื่องความบาป  แต่ถ้าหากมนุษย์ฆ่าสัตว์เพื่อสนองรสชาติที่ควบคุมไม่ได้ของตนจะต้องรับผิดชอบที่ทำผิดกฎธรรมชาติ  ใน  ภควัท-คีตา  ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า  มีกิจกรรมสามชนิดตามคุณลักษณะที่แตกต่างกันตามธรรมชาติ  คือกิจกรรมแห่งความดี  ตัณหา  และอวิชชา  ในทำนองเดียวกันก็มีอาหารอยู่สามชนิด  อาหารแห่งความดี  ตัณหาและอวิชชา  ทั้งหมดนี้ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจน  ถ้าหากเราใช้ประโยชน์กับคำสั่งสอนในภควัต-  คีตา  อย่างถูกต้อง  ชีวิตจะบริสุทธิ์และในที่สุดเราสามารถไปถึงจุดหมายปลายทาง  ที่อยู่เหนือท้องฟ้าวัตถุ  (ยทฺ  คตฺวา  น  นิวรฺตนฺเต  ตทฺ  ธาม  ปรมํ  มม)
จุดหมายปลายทางที่เรียกว่าท้องฟ้าสนาตน  ท้องฟ้าทิพย์อมตะ  ในโลกวัตถุนี้  เราพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ถาวร  มีการเกิดขึ้น  เป็นอยู่ชั่วคราว  แพร่พันธุ์  หดตัวลงและสลายไปในที่สุด  นี่คือกฎแห่งโลกวัตถุ  ไม่ว่าเราจะใช้ร่างกายนี้เป็นตัวอย่าง  หรือผลไม้ผลหนึ่ง  หรืออะไรก็ได้  แต่เหนือไปกว่าโลกอันไม่ถาวรนี้  ยังมีอีกโลกหนึ่งที่เ  ราม  ีข้อมูล  โลกนั้นมีธรรมชาติอีกแบบหนึ่งเป็น  สนาตน  หรืออมตะ  ชีว  หรือดวงชีวิต  อธิบายไว้ว่าเป็น  สนาตน  องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายว่าเป็น  สนาตน  ดังที่กล่าวไว้ในบทที่สิบเอ็ด  เรามีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับองค์  ภควานฺ  เพราะว่าเราทั้งหมดมีคุณภาพเป็นหนึ่งคือ  สนาตน-ธรฺม  หรือท้องฟ้า  สนาตน  บุคลิกภาพสูงสุด  สนาตน  และสิ่งมีชีวิต  สนาตน  จุดมุ่งหมายของ  ภควัท-คีตา  ทั้งเล่มนี้เพื่อฟื้นฟูอาชีพ  สนาตน  หรือ  สนาตน-ธรฺม  ของเราซึ่งเป็นอาชีพอมตะของสิ่งมีชีวิต  เ  ราม  ีกิจกรรมชั่วคราวแตกต่างกันมากมาย  แต่กิจกรรมทั้งหมดนี้ทำให้บริสุทธิ์ได้  เมื่อเรายกเลิกกิจกรรมชั่วคราวเหล่านี้ทั้งหมด  และรับเอากิจกรรมที่ได้อธิบายไว้โดยองค์  ภควานฺ  เช่นนี้เรียกว่าเป็นชีวิตที่บริสุทธิ์ของเรา
องค์  ภควานฺ  และพระตำหนักทิพย์ของพระองค์ทั้งคู่เป็น  สนาตน  เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิต  ความสัมพันธ์ร่วมกันขององค์  ภควานฺ  และสิ่งมีชีวิต  ที่พระตำหนักทิพย์เป็นความสมบูรณ์บริบูรณ์สูงสุดของชีวิตมนุษย์  องค์  ภควานฺ  ทรงมีพระเมตตาต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย  เพราะว่าเราเป็นบุตรของพระองค์  กฺฤษฺณ  ทรงประกาศใน  ภควัท-คีตา  ว่า  สรฺว-โยนิษุ…  อหํ  พีช-ปฺรทห์  ปิตา  “ข้าเป็นพระบิดาของมวลชีวิต”  แน่นอนว่ามีสิ่งมีชีวิตทุกชนิดตามแต่กรรมที่แตกต่างกันไป  ณ  ที่นี้องค์  ภควานฺ  ทรงประกาศว่าทรงเป็นพระบิดาของทั้งหมด  ฉะนั้น  พระองค์เสด็จลงมา  เพื่อเรียกดวงวิญญาณในสภาวะที่ตกต่ำทั้งหมดนี้  ในการที่จะเรียกพวกเขาเหล่านี้ให้กลับคืนสู่ท้องฟ้าอมตะ  สนาตน  -  เพื่อสิ่งมีชีวิต  สนาตน  จะได้รับสถาพภาพ  สนาตน  ในความสัมพันธ์อมตะกับองค์  ภควานฺ  องค์  ภควานฺ  เสด็จลงมาด้วยพระองค์เองในรูปอวตารต่าง  ๆ  กันหรือทรงส่งผู้รับใช้ที่ใกล้ชิดสนิทสนมมาเป็นบุตร  หรือผู้ร่วมงาน  หรือ  อาจารฺย  เพื่อที่จะมานำดวงวิญญาณในสภาวะวัตถุให้กลับคืนสู่เหย้า
ฉะนั้น  สนาตน-ธรฺม  จึงไม่ใช่พิธีกรรมทางศาสนาที่แบ่งแยก  แต่เป็นหน้าที่นิรันดรของสิ่งมีชีวิตอมตะที่มีความสัมพันธ์กับองค์  ภควานฺ  ผู้เป็นอมตะสูงสุด  สนาตน-ธรฺม  หมายถึงอาชีพนิรันดรของสิ่งมีชีวิตดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  ศฺรี  พาดะ  รามานุชาจารฺย  ได้อธิบายคำสนาตน  ว่า  “เป็นสิ่งที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดจบ”  ดังนั้น  เมื่อเราพูดถึง  สนาตน-ธรฺม  เราต้องเชื่อมั่นในความเชื่อถือได้ของศฺรีปาท  รามานุชาจารฺย  ว่า  มันไม่มีทั้งจุดเริ่มต้นและจุดจบ
คำว่าศาสนา  มีข้อแตกต่างจาก  สนาตน-ธรฺม  เล็กน้อย  ศาสนาหมายถึงแนวคิดแห่งความศรัทธา  และความศรัทธานั้นอาจจะเปลี่ยนแปลงได้  เขาอาจมีความศรัทธาในพิธีกรรมอย่างหนึ่ง  และอาจเปลี่ยนความศรัทธานี้  ไปรับเอาความศรัทธาอีกรูปแบบหนึ่ง  แต่ว่า  สนาตน-ธรฺม  หมายถึงกิจกรรมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวอย่างเช่น  ความเหลวไม่สามารถแยกออกจากน้ำได้และความร้อนก็ไม่สามารถแยกออกจากไฟได้ฉันใด  หน้าที่อมตะนิรันดรของสิ่งมีชีวิตอมตะ  ก็ไม่สามารถที่จะแยกออกจากสิ่งมีชีวิตได้ฉันนั้น  สนาตน-ธรฺม  จึงเป็นส่วนที่แนบสนิทนิรันดร  คู่ไปกับสิ่งมีชีวิต  ฉะนั้น  เมื่อเราพูดถึง  สนาตน-ธรฺม  เราต้องเชื่อในความน่าเชื่อถือได้ของศฺรีปาท  รามานุชาจารฺย  ว่าไม่มีทั้งจุดเริ่มต้นและจุดจบ  สิ่งที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดจบจึงแบ่งแยกออกไม่ได้  เพราะเราไม่สามารถจำกัดเขตกำแพงใด  ๆ  ทั้งสิ้น  ผู้ที่มีความศรัทธาในการแบ่งแยกพิจารณาอย่างผิด  ๆ  ว่า  สนาตน-ธรฺม  ก็เป็นสิ่งที่แบ่งแยกเช่นเดียวกัน  แต่ถ้าหากว่าเ  ราม  องลึกเข้าไปในประเด็นนี้  และพิจารณาด้วยแสงสว่างแห่งวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน  เป็นไปได้ที่เราจะเห็นว่า  สนาตน-ธรฺม  เป็นภารกิจของมนุษย์ทั้งหมดในโลก  และยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นภารกิจของทุก  ๆ  ชีวิตในจักรวาล
ความศรัทธาในศาสนาที่ไม่ใช่  สนาตน  อาจมีจุดเริ่มต้นในประวัติศาสตร์ของชีวิตมนุษย์  แต่ว่าไม่มีจุดเริ่มต้นในประวัติศาสตร์ของ  สนาตน-ธรฺม  เพราะว่าจะคงอยู่ชั่วกัลปาวสานควบคู่ไปกับสิ่งมีชีวิต  แต่สำหรับสิ่งมีชีวิต  ศาสฺตฺร  หรือคัมภีร์ที่เชื่อถือได้ตรัสไว้ว่าสิ่งมีชีวิตไม่มีทั้งการเกิดและการตายใน  ภควัท-คีตา  ตรัสไว้ว่าสิ่งมีชีวิตไม่เคยเกิดและไม่เคยตาย  เป็นอมตะ  ไม่มีวันถูกทำลาย  และจะคงอยู่ตลอดไปหลังจากที่ร่างกายวัตถุชั่วคราวนี้ถูกทำลาย  ได้กล่าวถึงความหมายของสนาตน  -  ธรฺม  เราต้องพยายามทำความเข้าใจแนวคิดของศาสนาจากรากศัพท์สันสกฤต  ธรฺม  หมายถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัวเสมอควบคู่กับสิ่งของนั้น  เราสรุปได้ว่ามีความร้อนและแสงควบคู่ไปกับไฟ  หากว่าไม่มีความร้อนและแสงคำว่าไฟก็ไม่มีความหมาย  เช่นเดียวกัน  เราจะต้องค้นหาส่วนที่สำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิต  และสิ่งนั้นเป็นมิตรแท้แนบสนิทติดตัวเขาอยู่เสมอ  มิตรแท้ที่ติดตัวเขาอยู่เสมอคือคุณสมบัติอมตะนิรันดร  และคุณสมบัติอมตะนั้นก็คือศาสนาอมตะของตัวเขาเอง
เมื่อ  สนาตน  โคสฺวามี  ถาม  ศฺรี  ไจตนฺย  มหาปฺรภุ  เกี่ยวกับ  สฺวรูป  ของทุก  ๆ  ชีวิต  พระองค์ทรงตอบว่า  สฺวรูป  หรือสถานภาพพื้นฐานเดิมแท้ของสิ่งมีชีวิตคือการปฏิบัติตนรับใช้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  หากเ  ราม  าวิเคราะห์คำดำรัสของ  ศฺรี  ไจตนฺย  เราสามารถเห็นได้โดยง่ายดายว่า  แต่ละชีวิตจะปฏิบัติตนรับใช้อีกชีวิตหนึ่งเสมอ  ชีวิตหนึ่งจะรับใช้ชีวิตอื่น  ๆ  ตามความสามารถที่แตกต่างกันไป  จากการกระทำเช่นนี้  สิ่งมีชีวิตจึงได้รับความสุขในชีวิต  สัตว์ที่ต่ำกว่ารับใช้มนุษย์  และคนรับใช้จะรับใช้เจ้านาย  คุณ  ก.รับใช้เจ้านาย  ข.  คุณ  ข.  รับใช้เจ้านาย  ค.  คุณ  ค.  รับใช้เจ้านาย  ง.  ฯลฯภายใต้สภาวะเช่นนี้เราจะเห็นว่าเพื่อนจะรับใช้เพื่อนอีกคนหนึ่ง  มารดารับใช้บุตร  ภรรยารับใช้สามี  และสามีรับใช้ภรรยา  ฯลฯ  หากเราค้นคว้าด้วยจิตวิญญาณเช่นนี้เราจะเห็นว่าไม่มีข้อยกเว้นในการปฏิบัติตนรับใช้ในสังคมสิ่งมีชีวิต  นักการเมืองจะเสนอนโยบายให้สาธารณะเพื่อให้ความมั่นใจกับความสามารถที่ตนจะรับใช้  ผู้ลงคะแนนเสียงจึงให้คะแนนอันมีค่าแก่นักการเมือง  โดยคิดว่าเขาจะรับใช้สังคมอย่างมีคุณค่า  เจ้าของร้านรับใช้ลูกค้า  ศิลปินรับใช้นายทุน  นายทุนรับใช้ครอบครัว  และครอบครัวรับใช้รัฐ  ในรูปของความสามารถอมตะของสิ่งมีชีวิตอมตะ  เช่นนี้  เราจะเห็นว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเลยที่ได้รับการยกเว้นจากการปฏิบัติตนรับใช้สิ่งมีชีวิตอื่น  ดังนั้นเราสามารถสรุปได้อย่างถูกต้องว่า  การรับใช้เป็นมิตรแท้คงอยู่เสมอไปควบคู่กับสิ่งมีชีวิต  และการปฏิบัติตนรับใช้จึงเป็นศาสนาอมตะของสิ่งมีชีวิต
แต่มนุษย์จะอ้างว่าตนมีความศรัทธาเช่นนั้นเช่นนี้ตามกาลเวลาและสถานที่และจะอ้างว่าตนเป็นชาวฮินดู  ชาวมุสลิม  ชาวคริสเตียน  ชาวพุทธ  หรือว่า  เป็นผู้ปฏิบัติตามนิกายอื่น  ๆ  ชื่อระบุเช่นนี้  ไม่ใช่  สนาตน-ธรฺม  ชาวฮินดูอาจเปลี่ยนความศรัทธามาเป็นมุสลิม  หรือชาวมุสลิมอาจเปลี่ยนความศรัทธามาเป็นฮินดู  หรือชาวคริสเตียนอาจเปลี่ยนความศรัทธาของตน  ฯลฯ  แต่ว่าในสภาวการณ์ทั้งหมด  การเปลี่ยนความศรัทธาในศาสนา  ไม่ได้มีผลกระทบกับอาชีพอมตะแห่งการปฏิบัติตนรับใช้ผู้อื่น  ชาวฮินดู  ชาวมุสลิม  หรือชาวคริสเตียน  เป็นผู้รับใช้คนอื่นในทุกสภาวการณ์  ดังนั้นการอ้างว่าตนมีความศรัทธาในศาสนานั้นศาสนานี้มิใช่เป็นการอ้าง  สนาตน-ธรฺม  ของตน  การปฏิบัติตนรับใช้คือ  สนาตน-ธรฺม  
อันที่จริงเราสัมพันธ์กับองค์  ภควานฺ  ด้วยการรับใช้พระองค์ผู้ทรงมีความสุขเกษมสำราญสูงสุด  และเราเป็นผู้รับใช้ของพระองค์  เราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความสุขเกษมสำราญของพระองค์  หากว่าเราร่วมมือในความสุขเกษมสำราญชั่วนิรันดรกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เราจะมีความสุข  มิฉะนั้น  เราจะไม่มีความสุข  เป็นไปไม่ได้ที่เราจะมีความสุขโดยอิสระ  เหมือนกับส่วนหนึ่งของร่างกายจะไม่สามารถมีความสุขได้หากไม่ร่วมมือกับท้อง  เป็นไปไม่ได้ที่สิ่งมีชีวิตจะมีความสุข  โดยไม่ปฏิบัติตนรับใช้ทิพย์ด้วยความจงรักภักดีต่อองค์  ภควานฺ  
ใน  ภควัท-คีตา  การบูชาหรือปฏิบัติตนรับใช้ต่อเหล่าเทวดา  ไม่ได้รับการยอมรับ  ได้กล่าวไว้ใน  บทที่เจ็ด  โศลกที่ยี่สิบว่า
กาไมสฺ ไตสฺ ไตรฺ หฺฤต-ชฺญานาห์  ปฺรปทฺยนฺเต ’นฺย-เทวตาห์
ตํ ตํ นิยมมฺ อาสฺถาย  ปฺรกฺฤตฺยา นิยตาห์ สฺวยา
“พวกที่ถูกความต้องการทางวัตถุขโมยปัญญาไปจะศิโรราบต่อเทวดา  และจะปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ต่าง  ๆ  ของพิธีกรรมในการบูชาตามธรรมชาติของตน”  ได้กล่าวไว้อย่างง่าย  ๆว่า  ผู้ที่มีราคะเป็นตัวนำ  จะบูชาเทวดาไม่บูชาองค์  ภควานฺ  (ศฺรี  กฺฤษฺณ)  เมื่อกล่าวถึงพระนาม  กฺฤษฺณ  เ  ราม  ิได้หมายถึงพระนามที่แบ่งแยก  กฺฤษฺณ  หมายถึงความปลื้มปีติสุขสูงสุด  ได้ยืนยันไว้ว่าองค์  ภควานฺ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดหรือเป็นขุมทรัพย์แห่งความสุขทั้งมวล  เราทั้งหมดกระหายที่จะได้มาซึ่งความสุข  อานนฺท-มโย  ’ภฺยาสาตฺ  (เวทานฺต-สูตฺร  1.1.12)  สิ่งมีชีวิตมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับองค์  ภควานฺ  คือเต็มไปด้วยจิตสำนึก  และทั้งคู่ใฝ่หาความปลื้มปีติสุข  องค์  ภควานฺ  ทรงมีความปลื้มปีติสุขชั่วนิรันดร  หากว่าสิ่งมีชีวิตมาสัมพันธ์กับพระองค์  และมาแสดงเป็นส่วนร่วมของพระองค์  ก็สามารถได้รับความปลื้มปีติสุขเช่นเดียวกัน
องค์  ภควานฺ  เสด็จลงมาในโลกแห่งความตาย  เพื่อแสดงลีลาของพระองค์ที่วรินดาวะนะซึ่งเต็มไปด้วยความปลื้มปีติสุข  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงประทับอยู่ที่  วฺฤนฺทาวน  กิจกรรมของพระองค์กับเพื่อนเด็กเลี้ยงวัวและเพื่อนหญิงรวมทั้งชาว  วฺฤนฺทาวน  และโคทั้งหมดเต็มไปด้วยความปลื้มปีติสุข  ประชากรทั้งหมดที่  วฺฤนฺทาวน  ไม่รู้จักใครเลยนอกจาก  กฺฤษฺณ  แต่  กฺฤษฺณ  ทรงไม่สนับสนุนพระบิดา  นนฺท  มหาราช  ไปบูชาพระ  อินฺทฺร  ผู้เป็นเทวดา  เพราะว่าทรงประสงค์ที่จะสถาปนาสัจธรรมที่ว่ามนุษย์ไม่จำเป็นต้องบูชาเทวดาเราเพียงแต่บูชา  ภควานฺ  เพียงองค์เดียว  เพราะจุดมุ่งหมายสุดยอดของเราคือกลับคืนไปสู่พระตำหนักของพระองค์
พระตำหนักขององค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ได้อธิบายไว้ใน  ภควัท-คีตา  บทที่สิบห้า  โศลกหกดังนี้
น ตทฺ ภาสยเต สูโรฺย  น ศศางฺโก น ปาวกห์
ยทฺ คตฺวา น นิวรฺตนฺเต  ตทฺ ธาม ปรมํ มม
“พระตำหนักสูงสุดของข้า  มิได้เจิดจรัสด้วยแสงอาทิตย์  แสงจันทร์  คบเพลิง  หรือไฟฟ้าผู้ใดไปถึง  ณ  ที่นั้น  จะไม่กลับมาในโลกวัตถุนี้อีก”
โศลกนี้บรรยายถึงท้องฟ้าอมตะ  แน่นอนที่เ  ราม  ีแนวคิดทางวัตถุเกี่ยวกับท้องฟ้าและเราคิดถึงมันในความสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  ดวงดาว  และ  ฯลฯ  แต่ในโศลกนี้  องค์  ภควานฺ  ตรัสว่า  ที่ท้องฟ้าอมตะไม่มีความจำเป็นต้องมีดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์ไฟฟ้า  หรือคบเพลิงในรูปแบบใดก็ตาม  เพราะว่าท้องฟ้าทิพย์มีรัศมีเจิดจรัสอยู่แล้ว  โดย  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  ซึ่งเป็นรัศมีเจิดจรัสที่มีแหล่งกำเนิดมาจากองค์  ภควานฺ  เราพยายามด้วยความยากลำบากเพื่อที่จะไปถึงดาวเคราะห์ดวงอื่น  แต่ไม่ยากเลยที่จะเข้าใจพระตำหนักขององค์  ภควานฺ  พระตำหนักนี้มีนามว่า  โคโลก  ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  (5.37)  ได้อธิบายไว้อย่างงดงามว่า  โคโลก  เอว  นิวสตฺยฺ  อขิลาตฺม-ภูตห์  องค์  ภควานฺ  ทรงประทับนิรันดรอยู่ที่พระตำหนัก  โคโลก  เราสามารถเข้าถึงพระองค์จากโลกนี้ได้  และเพื่อจุดมุ่งหมายนี้พระองค์เสด็จลงมาปรากฏพระวรกาย  สตฺ  จิตฺ  อานนฺท  วิคฺรห  อันแท้จริงของพระองค์  เมื่อทรงปรากฏในร่างนี้  เราจึงไม่จำเป็นต้องใช้จินตนาการของเราคิดว่ารูปร่างของพระองค์เป็นเช่นไร  เพื่อไม่ส่งเสริมการสร้างจินตนาการแบบคาดคะเนเช่นนี้  องค์ภควานฺ  จึงเสด็จลงมา  และทรงแสดงพระวรกายของพระองค์ตามความเป็นจริงในรูปศฺยามสุนฺทร  ด้วยความอับโชคพวกด้อยปัญญาเยาะเย้ยพระองค์  เพราะว่าพระองค์เสด็จลงมาเหมือนพวกเราและเล่นกับเราเหมือนมนุษย์  ถึงแม้เป็นเช่นนี้เราก็ไม่ควรพิจารณาว่าพระองค์ทรงเหมือนกับพวกเรา  ด้วยพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงปรากฏในรูปลักษณ์อันแท้จริงต่อหน้าพวกเรา  และทรงแสดงลีลาของพระองค์ซึ่งเป็นลีลาเดียวกันกับที่เราจะพบ  ณ  พระตำหนักทิพย์ของพระองค์
ในรัศมีอันเจิดจรัสบนท้องฟ้าทิพย์  มีดาวเคราะห์จำนวนนับไม่ถ้วนลอยอยู่  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  ส่องรัศมีมาจากพระตำหนักสูงสุด  กฺฤษฺณโลก  และดาวเคราะห์  อานนฺท-มย,  จินฺ-มย  ไม่ใช่วัตถุ  ลอยอยู่ในรัศมีเหล่านี้  องค์  ภควานฺ  ตรัสว่า  น  ตทฺ  ภาสยเต  สูโรฺย  น  ศศางฺโก  น  ปาวกห์/  ยทฺ  คตฺวา  น  นิวรฺตนฺเต  ตทฺ  ธาม  ปรมํ  มม  ผู้ที่สามารถไปถึงท้องฟ้าทิพย์จะไม่ต้องลงมาในท้องฟ้าวัตถุอีกครั้ง  ถึงแม้ว่าเราจะไปถึงดาวเคราะห์ที่สูงสุดในท้องฟ้าวัตถุ  พฺรหฺมา  โลกหรือ  พฺรหฺมโลก  เราจะพบสภาวะชีวิตที่เหมือนกัน  คือมีการเกิด  การตาย  ความเจ็บ  และความแก่  จึงไม่ต้องพูดถึงดวงจันทร์ไม่มีดาวเคราะห์ดวงใดในจักรวาลวัตถุเป็นอิสระจากความทุกข์สี่ประการแห่งโลกวัตถุ
สิ่งมีชีวิตเดินทางจากดาวเคราะห์ดวงหนึ่งไปสู่อีกดวงหนึ่ง  แต่ไม่ใช่ว่าเราสามารถไปดาวเคราะห์ดวงไหนก็ได้ตามใจชอบโดยใช้เครื่องจักรกล  หากเราปรารถนาจะไปถึงดาวเคราะห์ดวงอื่น  มีวิธีการที่จะไปถึง  กล่าวไว้ว่า  ยานฺติ  เทว-วฺรตา  เทวานฺ  ปิตฺฤๅนฺ  ยานฺติ  ปิตฺฤ-วฺรตาห์  ไม่มีความจำเป็นในการใช้เครื่องจักรกลหากเราต้องการเดินทางระหว่างดาวเคราะห์  ภควัท-คีตา  สอนว่า  ยานฺติ  เทว-วฺรตา  เทวานฺ  ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์  และดาวเคราะห์เบื้องสูงอื่น  ๆ  เรียกว่าสวารกะ  โลก  มีดาวเคราะห์อยู่สามระบบ  คือ  ระบบสูง  ระบบกลาง  และระบบต่ำ  โลกมนุษย์อยู่ในระบบกลาง  ภควัท-คีตา  แนะนำว่าเราจะเดินทางอย่างไรให้ไปถึง  ระบบดาวเคราะห์เบื้องสูง  (เดวะ  โลก)  ด้วยสูตรง่าย  ๆ  ยานฺติ  เทว-วฺรตา  เทวานฺ  เราเพียงแต่บูชาเทวดาของดาวเคราะห์ดวงนั้นด้วยวิธีนี้  เราก็จะไปถึงดวงจันทร์  ดวงอาทิตย์  หรือว่าระบบดาวเคราะห์ใด  ๆ  ที่สูงกว่าได้
แตภควัท-คีตา  ไม่แนะนำให้เราไปที่ดาวเคราะห์ดวงใดในโลกวัตถุนี้  เพราะถึงแม้ว่าเราไปถึง  พฺรหฺมา  โลกหรือ  พฺรหฺมโลก  ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่สูงสุด  โดยใช้เครื่องจักรกล  อาจจะใช้เวลาเดินทางเป็นเวลาสี่หมื่นปี  (แล้วใครจะมีชีวิตอยู่ถึงสี่หมื่นปี?)  เราก็ยังจะพบความไม่สะดวกสบายในโลกวัตถุ  เช่น  การเกิด  การตาย  ความเจ็บ  และความแก่แต่ผู้ที่ต้องการจะไปถึงดาวเคราะห์สูงสุด  กฺฤษฺณโลก  หรือดาวเคราะห์ดวงใดภายในท้องฟ้าทิพย์  เขาจะไม่พบความไม่สะดวกสบายกับวัตถุเหล่านี้  ในบรรดาดาวเคราะห์ทั้งหมดในท้องฟ้าทิพย์  จะมีดาวเคราะห์สูงสุดดวงหนึ่งมีชื่อว่า  โคโลก  วฺฤนฺทาวน  ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ดวงแรก  ในพระตำหนักของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าพระองค์แรกข้อมูลทั้งหมดนี้ได้ให้ไว้ใน  ภควัท-คีตา  และเราได้แจกจ่ายข้อมูลตาม  ภควัท-คีตา  ว่าจะออกจากโลกวัตถุนี้ได้อย่างไร  และเริ่มต้นชีวิตที่มีความปลื้มปีติสุขจริงในท้องฟ้าทิพย์
บทที่สิบห้าของ  ภควัท-คีตา  ได้กล่าวถึงภาพอันแท้จริงของโลกวัตถุไว้ดังนี้
อูรฺธฺว-มูลมฺ อธห์-ศาขมฺ  อศฺวตฺถํ ปฺราหุรฺ อวฺยยมฺ
ฉนฺทำสิ ยสฺย ปรฺณานิ  ยสฺ ตํ เวท ส เวท-วิตฺ
ณ  ที่นี้  โลกวัตถุเปรียบเสมือนต้นไม้ที่มีรากชี้ฟ้า  และกิ่งก้านสาขาอยู่ด้านล่าง  ตามประสบการณ์  หากเรายืนอยู่ริมแม่น้ำหรือแหล่งน้ำใดก็ตาม  เราจะเห็นภาพสะท้อนในน้ำที่มียอดต้นไม้กลับกัน  กิ่งก้านสาขาอยู่ด้านล่างและรากอยู่ด้านบน  ในลักษณะเดียวกันโลกวัตถุนี้เป็นภาพสะท้อนจากโลกทิพย์  เป็นเงาของความจริงซึ่งไร้แก่นสารอันแท้จริงแต่จากเงาทำให้เราสามารถเข้าใจว่ามีแก่นสารและความเป็นจริง  ในทะเลทรายไม่มีน้ำแต่ภาพหลอนจะหลอกเราว่ามีน้ำ  ในโลกวัตถุไม่มีน้ำ  ไม่มีความสุข  น้ำแห่งความปลื้มปีติสุขที่แท้จริงมีอยู่ในโลกทิพย์
องค์  ภควานฺ  ทรงแนะนำให้เรากลับไปยังโลกทิพย์ดังนี้  (ภควัท-คีตา  15.5)
นิรฺมาน-โมหา ชิต-สงฺค-โทษา  อธฺยาตฺม-นิตฺยา วินิวฺฤตฺต-กามาห์
ทฺวนฺไทฺวรฺ วิมุกฺตาห์ สุข-ทุห์ข-สํชฺไญรฺ  คจฺฉนฺตฺยฺ อมูฒาห์ ปทมฺ อวฺยยํ ตตฺ
ปทมฺ  อวฺยยมฺ  หรือพระราชอาณาจักรอมตะนิรันดรนั้น  สามารถบรรลุถึงโดยผู้ที่เป็น  นิรฺมาน-โมห  เช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?  เราต้องการเกียรติยศ  บางคนต้องการเป็นเจ้านายใหญ่โต  บางคนต้องการเป็นประธานธิบดี  เป็นเศรษฐี  เป็น  กฺษตฺริย  หรืออะไรก็แล้วแต่  ตราบใดที่เรายังยึดติดอยู่กับเกียรติยศเหล่านี้  เรายังยึดติดอยู่กับร่างกาย  แต่เพราะว่าเราไม่ใช่ร่างกายนี้  นี่เป็นความรู้พื้นฐานแห่งความรู้ทิพย์  เ  ราม  าสัมผัสกับสามระดับของธรรมชาติวัตถุ  แต่เราต้องไม่ยึดติด  และอุทิศตนเสียสละด้วยความจงรักภักดีต่อองค์  ภควานฺ  หากว่าเราไม่ยึดมั่นในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความจงรักภักดีต่อองค์  ภควานฺ  เราก็ไม่สามารถที่จะหยุดความยึดติดกับสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  เกียรติยศและความยึดติดเนื่องมาจากราคะและความต้องการของเรา  ความต้องการที่จะเป็นเจ้าแห่งธรรมชาติวัตถุ  ตราบใดที่เรายังไม่ยกเลิกแนวโน้มที่จะเป็นเจ้าแห่งธรรมชาติวัตถุนี้  เป็นไปไม่ได้ที่เราจะกลับไปสู่พระราชอาณาจักรขององค์  ภควานฺ  สนาตน-ธรฺม  พระราชอาณาจักรนิรันดรที่ไม่มีวันถูกทำลาย  สามารถจะไปถึงได้โดยผู้ที่ไม่มีความสับสนอยู่ในเสน่ห์แห่งความสุขทางวัตถุที่ผิด  ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในการปฏิบัติตนรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  ผู้สถิตอยู่เช่นนี้สามารถจะไปถึงพระตำหนักทิพย์สูงสุดได้อย่างง่ายดาย
ตอนหนึ่งใน  คีตา  (8.21)  ได้กล่าวไว้ว่า:
อวฺยกฺโต ’กฺษร อิตฺยฺ อุกฺตสฺ  ตมฺ อาหุห์ ปรมำ คติมฺ
ยํ ปฺราปฺย น นิวรฺตนฺเต  ตทฺ ธาม ปรมํ มม
อวฺยกฺต  หมายถึงสิ่งที่ไม่ปรากฏ  ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกวัตถุจะปรากฏออกมาให้เราเห็น  ประสาทสัมผัสของเรานั้นไม่สมบูรณ์  เราจึงไม่สามารถเห็นดวงดาวทั้งหมดภายในจักรวาลวัตถุนี้  ในวรรณกรรมพระ  เวท  เราสามารถได้รับข้อมูลมากมายเกี่ยวกับดาวเคราะห์ทั้งหมด  และเราจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้  ดาวเคราะห์ที่สำคัญ  ๆ  ทั้งหมดได้อธิบายไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  โดยเฉพาะ  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  และโลกทิพย์ซึ่งอยู่เหนือไปจากท้องฟ้าวัตถุนี้  ได้อธิบายว่าเป็น  อวฺยกฺต  (ไม่ปรากฏ)  เราควรมีความปรารถนาและใฝ่ฝันเพื่อไปยังอาณาจักรอันสูงสุดนั้น  เพราะเมื่อเราได้ไปถึงอาณาจักรนั้นแล้ว  เราจะไม่ต้องกลับมาในโลกวัตถุนี้อีกต่อไป
จากนี้อาจมีคำถามว่า  เราจะไปถึงพระตำหนักทิพย์ขององค์  ภควานฺ  ได้อย่างไรข้อมูลนี้ได้ให้ไว้ในบทที่แปด  โดยกล่าวว่า
อนฺต-กาเล จ มามฺ เอว  สฺมรนฺ มุกฺตฺวา กเลวรมฺ
ยห์ ปฺรยาติ ส มทฺ-ภาวํ  ยาติ นาสฺตฺยฺ อตฺร สํศยห์
“ใครก็แล้วแต่ที่ในบั้นปลายชีวิตก่อนออกจากร่างนี้ระลึกถึงข้า  จะมาถึงธรรมชาติของข้าโดยไม่ต้องสงสัย”  (ภควัท-คีตา  8.5)  ผู้ที่คิดถึง  กฺฤษฺณ  ในขณะตายจะไปหา  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เราต้องจำพระวรกายของ  กฺฤษฺณ  ถ้าเราออกจากร่างนี้ไปด้วยการระลึกถึงรูปลักษณ์นี้แน่นอนว่าเราจะไปถึงอาณาจักรทิพย์  มทฺ-ภาวมฺ  หมายถึง  ธรรมชาติสูงสุดของสิ่งมีชีวิตสูงสุด  สิ่งมีชีวิตสูงสุดคือ  สตฺ  จิตฺ  อานนฺท  วิคฺรห  หมายถึง  รูปลักษณ์ของพระองค์ที่เป็นอมตะ  เปี่ยมไปด้วยความรู้  และความปลื้มปีติสุข  ร่างกายปัจจุบันของเรา  ไม่ใช่  สจฺ-จิทฺ-อานนฺท  แต่เป็น  อสตฺ  (ไม่ใช่สตฺ)  ไม่เป็นอมตะ  สูญสลายได้  ไม่ใช่  จิตฺ  ที่เต็มไปด้วยความรู้แต่เต็มไปด้วยอวิชชา  เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับอาณาจักรทิพย์  เราไม่มีความรู้ที่สมบูรณ์  แม้แต่ในโลกวัตถุนี้  มีสิ่งที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย  ร่างกายก็เป็น  นิรานนฺท  เช่นเดียวกัน  แทนที่จะเปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติสุข  ก็เต็มไปด้วยความทุกข์  ความทุกข์ทั้งหมดที่เ  ราม  ีประสบการณ์ในโลกนี้เกิดขึ้นมาจากร่างกาย  แต่ผู้ที่จากร่างนี้ไปด้วยการระลึกถึงองค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  จะได้รับร่าง  สจฺ-จิทฺ-อานนฺท  ทันที
วิธีการออกจากร่างกายนี้และเข้าไปสู่อีกร่างหนึ่งในโลกวัตถุได้ถูกจัดไว้เรียบร้อยแล้ว  หลังจากถูกตัดสินว่าจะอยู่ร่างไหนในชาติหน้า  มนุษย์จึงตาย  ผู้ที่มีอำนาจสูงกว่าเป็นผู้ตัดสินตามผลกรรมของเราในชาตินี้  ไม่ใช่สิ่งมีชิวิตเป็นผู้กำหนด  เราอาจเจริญขึ้นหรืออาจตกต่ำลง  ชีวิตนี้จึงเป็นการเตรียมตัวสำหรับชีวิตหน้า  ดังนั้น  หากเราเตรียมตัวในชีวิตนี้ดีเพื่อเจริญขึ้นไปถึงอาณาจักรขององค์  ภควานฺ  แน่นอนว่าหลังจากที่เราออกจากร่างวัตถุนี้แล้ว  เราจะได้รับร่างทิพย์เหมือนกับร่างของพระองค์
ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วว่ามีนักทิพย์นิยมหลายประเภท  เช่น  พฺรหฺม-วาที,  ปรมาตฺม-วาที  และ  สาวก  ได้กล่าวไว้เช่นกันว่าใน  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  (ท้องฟ้าทิพย์)  มีดาวเคราะห์ทิพย์นับจำนวนไม่ถ้วน  จำนวนดาวเคราะห์เหล่านี้มีมากเกินกว่าจำนวนของดาวเคราะห์ทั้งหมดในโลกวัตถุ  ได้ประมาณไว้ว่าโลกวัตถุนี้มีขนาดเพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ของการสร้าง  (เอกำเศน  สฺถิโต  ชคตฺ)  ในส่วนของโลกวัตถุนี้มีจำนวนร้อยล้านพันล้านจักรวาล  พร้อมทั้งดาวเคราะห์  ดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  และดวงดาวเป็นจำนวนล้าน  ๆดวง  แต่การสร้างโลกวัตถุนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างทั้งหมด  การสร้างส่วนใหญ่อยู่ในโลกทิพย์  ผู้ที่มีความต้องการจะกลืนเข้าไปในความเป็นอยู่ของ  พฺรหฺมนฺ  สูงสุดจะย้ายไปอยู่ใน  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  ขององค์  ภควานฺ  ซึ่งเป็นท้องฟ้าทิพย์  สาวกต้องการได้รับความสุขเกษมสำราญด้วยการมีความสัมพันธ์กับองค์  ภควานฺ  จะได้เข้าไปอยู่ที่ดาวเคราะห์  ไวกุณฺฐ  ซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาล  และพระ  นารายณ  สี่กร  อวตารที่แบ่งแยกออกมาจากองค์  ภควานฺ  ทรงประทับอยู่  ณ  ที่นั้นด้วย  ซึ่งมีพระนามแตกต่างกัน  เช่น  ปฺรทฺยุมฺน  อนิรุทฺธ  และ  โควินฺท  ฉะนั้น  ในบั้นปลายชีวิตของนักทิพย์นิยมจะระลึกถึง  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ,  ปรมาตฺม  หรือ  องค์  ภควนฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ในทุก  ๆ  กรณีพวกเขาจะเข้าไปในท้องฟ้าทิพย์  แต่สาวกหรือผู้ที่มาสัมผัสกับองค์  ภควานฺ  โดยตรงเท่านั้นจึงเข้าไปยังดาวเคราะห์  ไวกุณฺฐ  หรือดาวเคราะห์  โคโลก  วฺฤนฺทาวน  องค์  ภควานฺตรัสต่อว่า  “โดยไม่ต้องสงสัย”  เราต้องเชื่อเช่นนี้อย่างแน่วแน่  เราไม่ควรปฏิเสธกับสิ่งที่ไม่ตรงกับจิตนาการของเราทั้งหมด  ท่าทีของเราควรให้เหมือนกับ  อรฺชุน  ที่ตรัสว่า  “ข้าพเจ้าเชื่อในทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ตรัส”  ดังนั้น  เมื่อองค์  ภควานฺ  ตรัสว่าใครก็แล้วแต่ขณะที่กำลังตายระลึกถึงองค์  ภควานฺ  ว่าพระองค์ทรงเป็น  พฺรหฺมนฺ,  ปรมาตฺม  หรือ  องค์  ภควนฺ  จะเข้าไปสู่ท้องฟ้าทิพย์อย่างแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย  และไม่มีคำถามอื่นใดอีกเกี่ยวกับความเชื่อเช่นนี้
ใน  ภควัท-คีตา  (8.6)  ได้อธิบายถึงหลักทั่วไป  ในการที่จะเข้าไปในอาณาจักรทิพย์  เพียงแต่ระลึกถึงองค์  ภควานฺ  ขณะกำลังตาย
ยํ ยํ วาปิ สฺมรนฺ ภาวํ  ตฺยชตฺยฺ อนฺเต กเลวรมฺ
ตํ ตมฺ เอไวติ เกานฺเตย  สทา ตทฺ-ภาว-ภาวิตห์
“ไม่ว่าจิตใจจะคิดถึงสิ่งใดในขณะที่ออกจากร่างนี้  ในชาติหน้าเขาจะได้รับสิ่งนั้นอย่างแน่นอน”  ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่าธรรมชาติวัตถุเป็นพลังงานส่วนหนึ่งขององค์  ภควานฺ  ที่ทรงแสดงออกมา  ในวิษฺณุ  ปุราณ  (6.7.61)  พลังงานทั้งหมดขององค์  ภควานฺ  ได้อธิบายไว้ดังนี้
วิษฺณุ-ศกฺติห์ ปรา โปฺรกฺตา  กฺเษตฺร-ชฺญาขฺยา ตถา ปรา
อวิทฺยา-กรฺม-สํชฺญานฺยา  ตฺฤตียา ศกฺติรฺ อิษฺยเต
องค์  ภควานฺ  ทรงมีพลังงานมากมายจนนับไม่ถ้วน  ซึ่งอยู่เหนือความรู้สึกนึกคิดของเรา  อย่างไรก็ดี  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่หรือดวงวิญญาณผู้หลุดพ้นแล้วได้ศึกษา  วิเคราะห์  และจำแนกพลังงานเหล่านี้ออกเป็นสามประเภท  พลังงานทั้งหมดเป็น  วิษฺณุ-ศกฺติ  หมายความว่าเป็นพลังงานอันหลากหลายของพระ  วิษฺณุ  พลังงานแรกเรียกว่า  ปรา  คือเป็นทิพย์หรือเหนือโลกสิ่งมีชีวิตเป็นพลังงานเบื้องสูงดังที่ได้อธิบายไว้แล้ว  อีกพลังงานหนึ่งเป็นพลังงานวัตถุซึ่งอยู่ในคุณลักษณะอวิชชา  ขณะที่กำลังตายเราอาจจะอยู่ภายในพลังงานเบื้องต่ำของโลกวัตถุนี้  หรืออาจย้ายไปที่พลังงานของโลกทิพย์  ดังที่  ภควัท-คีตา  (8.6)  กล่าวว่า
ยํ ยํ วาปิ สฺมรนฺ ภาวํ  ตฺยชตฺยฺ อนฺเต กเลวรมฺ
ตํ ตมฺ เอไวติ เกานฺเตย  สทา ตทฺ-ภาว-ภาวิตห์
“ไม่ว่าจิตใจของเขาจะคิดถึงสิ่งใดในขณะที่ออกจากร่างนี้  ในชาติหน้าเขาก็จะได้รับสิ่งนั้นอย่างแน่นอน”
ในชีวิตเราอาจเคยชินต่อการคิดถึงพลังงานวัตถุหรือพลังงานทิพย์  และมาบัดนี้เราจะเปลี่ยนความคิดจากพลังงานวัตถุนี้ให้มาเป็นพลังงานทิพย์ได้อย่างไร?  มีวรรณกรรมทางพลังงานวัตถุมากมายที่เข้ามาอยู่ในสมองของเรา  เช่น  หนังสือพิมพ์  วารสารนวนิยาย  ฯลฯ  ความคิดของเราที่ซึมซาบอยู่ในวรรณกรรมเหล่านี้  จะต้องเปลี่ยนมาเป็นวรรณกรรมพระ  เวท  ฉะนั้น  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ได้เขียนวรรณกรรมพระ  เวท  มากมายเช่น  ปุราณ,  ปุราณ  มิได้เป็นจินตนาการ  แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้  ใน  ไจตนฺย-จริตามฺฤต  -  (มธฺย  20.122)  มีโศลกต่อไปนี้:
มายา-มุคฺธ ชีเวร นาหิ สฺวตห์ กฺฤษฺณ-ชฺญาน
ชีเวเร กฺฤปาย ไกลา กฺฤษฺณ เวท-ปุราณ
สิ่งมีชีวิตที่หลงลืมหรือดวงวิญญาณที่อยู่ในสภาวะวัตถุ  ลืมความสัมพันธ์ของตนเองกับองค์  ภควานฺ  และพัวพันอยู่ในความคิดแห่งกิจกรรมทางวัตถุ  เพื่อเปลี่ยนพลังความคิดของพวกเขาไปยังท้องฟ้าทิพย์  กฺฤษฺณ  -  ไทฺวปายน  วฺยาส  ได้ให้วรรณกรรมพระ  เวท  ไว้มากมาย  ขั้นแรกได้แบ่งคัมภีร์พระ  เวท  เป็นสี่ส่วน  จากนั้นอธิบายใน  ปุราณ  สำหรับผู้ที่มีความสามารถน้อย  ท่านได้เขียน  มหาภารต,  ภควัท-คีตา  อยู่ใน  มหาภารต  จากนั้นวรรณกรรมพระ  เวท  ทั้งหมด  ได้สรุปลงใน  เวทานฺต-สูตฺร  และเพื่อเป็นการชี้แนะในอนาคต  ท่านได้ให้คำอธิบายโดยธรรมชาติเกี่ยวกับ  เวทานฺต-สูตฺร  เรียกว่า  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  เราต้องใช้จิตใจของเราไปในการอ่านวรรณกรรมพระ  เวท  เหล่านี้เสมอ  เหมือนกับนักวัตถุนิยมที่ใช้จิตใจอ่านหนังสือพิมพ์  วารสาร  และวรรณกรรมทางโลกมากมาย  เราต้องเปลี่ยนการอ่านของเ  ราม  าอ่านวรรณกรรมเหล่านี้ที่  วฺยาสเทว  ได้ให้ไว้  ด้วยการกระทำเช่นนี้จะทำให้เราระลึกถึงองค์  ภควานฺ  ในขณะที่ตาย  และนี่เป็นวิธีเดียวที่พระองค์ทรงแนะนำ  และทรงรับประกันผลไว้ว่า  “โดยไม่ต้องสงสัย”
ตสฺมาตฺ สเรฺวษุ กาเลษุ  มามฺ อนุสฺมร ยุธฺย จ
มยฺยฺ อรฺปิต-มโน-พุทฺธิรฺ  มามฺ เอไวษฺยสฺยฺ อสํศยห์
“ฉะนั้น  อรฺชุน  เธอควรระลึกถึงข้าเสมอในรูปลักษณ์  กฺฤษฺณ  ในขณะเดียวกันก็ปฏิบัติหน้าที่ในการรบที่ได้จัดไว้  ด้วยการกระทำของเธอที่อุทิศแด่ข้า  ทั้งจิตใจและปัญญาตั้งมั่นอยู่ที่ข้า  เธอจะมาถึงข้าโดยไม่ต้องสงสัย”  (ภควัท-คีตา  8.7)
พระองค์ทรงมิได้แนะนำให้  อรฺชุน  เพียงแต่ระลึกถึงพระองค์  และยกเลิกอาชีพของตน  พระองค์ทรงไม่เคยแนะนำในสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้  ในโลกวัตถุนี้การที่จะรักษาร่างกายนี้ไว้  เราต้องทำงาน  สังคมมนุษย์แบ่งออกตามหน้าที่การงานเป็นสี่วรรณะ  พฺราหฺมณ  กฺษตฺริย  ไวศฺย  และ  ศูทฺร  พฺราหฺมณ  หรือชั้นปัญญาชนทำงานประเภทหนึ่ง  กฺษตฺริย  หรือชนชั้นบริหารทำงานอีกประเภทหนึ่ง  ชนชั้นพ่อค้าและกรรมกรทั้งหมดก็ทำหน้าที่เฉพาะของตน  ในสังคมมนุษย์ไม่ว่าเราจะเป็นกรรมกรพ่อค้า  นักบริหาร  หรือชาวนา  หรือแม้แต่ผู้ที่อยู่ในชั้นสูงสุด  เป็นผู้คงแก่เรียน  นักวิทยาศาสตร์  นักศาสนา  จะต้องทำงานเพื่อดำรงชีพ  ฉะนั้น  องค์  ภควานฺ  ตรัสต่อ  อรฺชุน  ว่า  อรฺชุน  ไม่ควรยกเลิกอาชีพของตน  แต่ขณะที่ประกอบอาชีพ  ควรระลึกถึง  กฺฤษฺณ  (มามฺ  อนุสฺมร)  ถ้าหากว่า  อรฺชุน  ทรงไม่ฝึกฝนการระลึกถึง  กฺฤษฺณ  ขณะที่ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อดำรงชีวิต  เป็นไปไม่ได้ที่  อรฺชุน  จะทรงระลึกถึง  กฺฤษฺณ  ในขณะกำลังตาย  องค์  ไจตนฺย  ทรงแนะนำเช่นเดียวกันว่า  กีรฺตนียห์  สทา  หริห์  เราควรฝึกฝนการสวดภาวนาพระนามขององค์  ภควานฺ  เสมอ  พระนามขององค์  ภควานฺ  และองค์  ภควานฺไม่แตกต่างกัน  ฉะนั้น  คำสั่งสอนของ  กฺฤษฺณ  ที่ให้แก่  อรฺชุน  ว่า  “จงระลึกถึงข้า”  และคำสั่งสอนของ  ไจตนฺย  ว่า  “จงสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของ  กฺฤษฺณ  เสมอ”  เป็นคำสั่งสอนที่เหมือนกัน  โดยไม่มีข้อแตกต่าง  เพราะว่าองค์  กฺฤษฺณ  และพระนามของ  กฺฤษฺณไม่มีอะไรแตกต่างกัน  ในระดับที่สมบูรณ์สูงสุดจะไม่มีข้อแตกต่างระหว่างข้ออ้างอิงและผู้อ้างอิง  ดังนั้นเราจึงควรฝึกฝนการระลึกถึงองค์  ภควานฺ  เสมอวันละยี่สิบสี่ชั่วโมง  ด้วยการสวดภาวนาพระนามของพระองค์  และจัดกิจกรรมของชีวิตเพื่อให้เราสามารถระลึกถึง  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เสมอ
เป็นเช่นนี้ได้อย่างไรนั้น  บรรดา  อาจารฺย  ได้ให้ตัวอย่างไว้ดังต่อไปนี้  หากสตรีที่แต่งงานแล้วไปสนใจชายอีกคนหนึ่ง  หรือหากว่าผู้ชายไปสนใจหญิงที่ไม่ใช่ภรรยาของตน  ความสนใจเช่นนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่มีพลังมาก  ผู้ที่มีความสนใจเช่นนี้จะคิดถึงคนรักเสมอภรรยาที่คิดถึงคู่รักของตน  จะคิดเสมอว่าต้องการพบเขาแม้ขณะที่เธอทำงานบ้านอยู่อันที่จริงเธออาจปฏิบัติงานบ้านด้วยความระมัดระวังยิ่งขึ้น  เพื่อที่สามีจะได้ไม่สงสัยความสนใจที่เธอมีต่อชายอื่น  เช่นเดียวกัน  เราควรระลึกถึงคู่รักสูงสุดองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เสมอและในขณะเดียวกันก็ปฏิบัติหน้าที่ทางวัตถุอย่างดีเยี่ยม  ความรู้สึกในความรักที่มีพลังเป็นสิ่งจำเป็น  ณ  ที่นี้  หากว่าเ  ราม  ีความรู้สึกในความรักที่เข้มข้นต่อองค์  ภควานฺ  เราจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของเรา  และขณะเดียวกันก็ระลึกถึงพระองค์  แต่จะต้องพัฒนาความรู้สึกแห่งความรักนั้น  ตัวอย่างเช่น  อรฺชุน  ทรงคิดถึง  กฺฤษฺณ  เสมอ  อรฺชุน  ทรงเป็นสหายของ  กฺฤษฺณ  ในขณะเดียวกัน  อรฺชุน  ก็เป็นนักรบ  กฺฤษฺณ  ไม่ได้ทรงแนะนำให้  อรฺชุน  ยกเลิกการต่อสู้และไปอยู่ในป่าบำเพ็ญฌาน  เมื่อ  กฺฤษฺณ  อธิบายระบบ  โยคให้  อรฺชุน  อรฺชุน  ตรัสว่าการปฏิบัติตามระบบนี้  เป็นไปไม่ได้สำหรับพระองค์
อรฺชุน อุวาจ
โย ’ยํ โยคสฺ ตฺวยา โปฺรกฺตห์  สาเมฺยน มธุสูทน
เอตสฺยาหํ น ปศฺยามิ  จญฺจลตฺวาตฺ สฺถิตึ สฺถิรามฺ
“  อรฺชุน  ตรัสว่า  โอ้  มธุสูทน  ระบบ  โยค  ที่พระองค์ทรงสรุป  ดูเหมือนว่าข้าพเจ้าจะปฏิบัติไม่ได้  และข้าก็ทนไม่ได้  เพราะจิตใจไม่สงบและไม่มั่นคง”  (ภควัท-คีตา  6.33)
แต่องค์  ภควานฺ  ตรัสว่า:
โยคินามฺ อปิ สเรฺวษำ  มทฺ-คเตนานฺตรฺ-อาตฺมนา
ศฺรทฺธาวานฺ ภชเต โย มำ  ส เม ยุกฺต-ตโม มตห์
“ในบรรดา  โยค  ทั้งหมด  ผู้ที่มีความศรัทธาอันยิ่งใหญ่ต่อข้า  ปฏิบัติตามคำสอนของข้าเสมอ  ภายในใจระลึกถึงข้า  และรับใช้ข้าด้วยความรักทิพย์  เป็นผู้ที่อยู่ร่วมกับข้าอย่างใกล้ชิดใน  โยค  และเป็นผู้สูงสุดกว่าใครทั้งหมด  นี่คือความคิดเห็นของข้า”  (ภควัท-คีตา  6.47)  ฉะนั้น  ผู้ที่ระลึกถึงองค์  ภควานฺ  จะเป็น  โยค  ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  เป็น  ชฺญานี  สูงสุด  และเป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในขณะเดียวกันเสมอ  องค์  ภควานฺ  ตรัสแด่อาจุนะต่อไปว่า  ในฐานะที่  อรฺชุน  เป็น  กฺษตฺริย  จะยกเลิกการต่อสู้ไม่ได้  แต่ถ้าหากต่อสู้พร้อมทั้งระลึกถึง  กฺฤษฺณ  ไปด้วย  อรฺชุน  ก็จะทรงสามารถระลึกถึง  กฺฤษฺณ  ได้ในขณะตาย  แต่เราต้องศิโรราบอย่างสมบูรณ์ในการรับใช้ด้วยความรักทิพย์ต่อองค์  ภควานฺ  
เราไม่ได้ทำงานด้วยร่างกายแต่ทำด้วยจิตใจและปัญญา  หากว่าจิตใจและปัญญาถูกใช้ไปในการระลึกถึงองค์  ภควานฺ  ประสาทสัมผัสก็จะถูกใช้ในการรับใช้องค์  ภควานฺ  โดยธรรมชาติ  อย่างน้อยที่สุดกิจกรรมทางประสาทสัมผัสจะยังคงเหมือนเดิม  แต่จิตสำนึกจะเปลี่ยนไป  ภควัท-คีตา  สอนให้เราใช้จิตสำนึกและปัญญาให้ซึมซาบไปในการระลึกถึงองค์  ภควานฺ  เพราะการซึมซาบเช่นนี้สามารถพาเราไปยังอาณาจักรขององค์  ภควานฺ  หากจิตใจถูกใช้ไปในการรับใช้องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ประสาทสัมผัสก็จะถูกใช้ไปในการรับใช้พระองค์โดยปริยาย  นี่คือศิลปะและเป็นความลับของ  ภควัท-คีตา  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับการซึมซาบอย่างสมบูรณ์ในการระลึกถึง  ศฺรี  กฺฤษฺณ  
ในปัจจุบันมนุษย์ดิ้นรนด้วยความยากลำบากที่จะไปถึงดวงจันทร์  แต่ไม่พยายามนำตนเองให้เจริญขึ้นในวิถีทิพย์  หากเ  ราม  ีเวลาเหลืออยู่อีกห้าสิบปีเราควรใช้เวลาอันไม่มากนี้ปฏิบัติการพัฒนาเพื่อระลึกถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  การปฏิบัติเช่นนี้เป็นวิธีการอุทิศตนเสียสละ
ศฺรวณํ กีรฺตนํ วิษฺโณห์  สฺมรณํ ปาท-เสวนมฺ
อรฺจนํ วนฺทนํ ทาสฺยํ  สขฺยมฺ อาตฺม-นิเวทนมฺ
(ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ ๗ฯ๕ฯ๒๓)
ขบวนการเก้าวิธีนี้  ศฺรวณมฺ  หรือการสดับฟัง  ภควัท-คีตา  จากผู้รู้แจ้ง  เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดซึ่งจะทำให้เราระลึกถึงองค์  ภควานฺ  วิธีนี้จะทำให้เราระลึกถึงองค์  ภควานฺ  ได้ในขณะที่วิญญาณออกจากร่าง  และได้รับร่างทิพย์อันเหมาะสมในการร่วมสมาคมกับองค์
อภฺยาส-โยค-ยุกฺเตน  เจตสา นานฺย-คามินา
ปรมํ ปุรุษํ ทิวฺยํ  ยาติ ปารฺถานุจินฺตยนฺ
“ผู้ที่ทำสมาธิจดจ่ออยู่ที่ข้าว่าเป็นองค์  ภควานฺ  จิตใจระลึกถึงข้าเสมอโดยไม่เบี่ยงเบนจากวิถีทาง  โอ้  อรฺชุน  เขาจะต้องบรรลุถึงข้าอย่างแน่นอน”  (ภควัท-คีตา  8.8)
เช่นนี้ไม่ใช่เป็นวิธีที่ยากลำบากอันใดเลย  อย่างไรก็ดี  เราจะต้องศึกษาจากผู้ที่มีประสบการณ์  ตทฺ-วิชฺญานารฺถํ  ส  คุรุมฺ  เอวาภิคจฺเฉตฺ  เราต้องเข้าพบผู้ที่ปฏิบัติชอบแล้ว  จิตใจเราจะโผผินบินไปโน่นบินมานี่อยู่เสมอ  แต่เราต้องฝึกทำสมาธิด้วยจิตของเราตั้งมั่นอยู่ที่รูปลักษณ์ขององค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เสมอ  หรือทำสมาธิอยู่ที่เสียงของพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์  โดยธรรมชาติจิตใจเราจะไม่สงบไปโน่นมานี่เสมอแต่จิตใจของเราสามารถมาพักอยู่ที่เสียงทิพย์ของ  กฺฤษฺณ  ฉะนั้น  เราต้องทำสมาธิที่  ปรมํ  ปุรุษมฺ  องค์  ภควานฺ  ในอาณาจักรทิพย์  ในท้องฟ้าทิพย์  และบรรลุถึงวิธีและหนทางเพื่อความรู้แจ้งสูงสุด  ความสำเร็จสูงสุดได้กล่าวไว้ใน  ภควัท-คีตา  ประตูแห่งความรู้นี้เปิดให้ไว้สำหรับทุก  ๆ  คน  ไม่มีผู้ใดต้องห้าม  บุคคลทุกชั้นวรรณะสามารถเข้าถึง  กฺฤษฺณ  ได้ด้วยการระลึกถึงพระองค์  เพราะการสดับฟังและการระลึกถึง  กฺฤษฺณ  ใคร  ๆ  ก็ทำได้
องค์  ภควานฺ  ตรัสต่อไปว่า  (ภควัท-คีตา  9.32-33):
มำ หิ ปารฺถ วฺยปาศฺริตฺย  เย ’ปิ สฺยุห์ ปาป-โยนยห์
สฺตฺริโย ไวศฺยาสฺ ตถา ศูทฺราสฺ  เต ’ปิ ยานฺติ ปรำ คติมฺ
กึ ปุนรฺ พฺราหฺมณาห์ ปุณฺยา  ภกฺตา ราชรฺษยสฺ ตถา
อนิตฺยมฺ อสุขํ โลกมฺ  อิมํ ปฺราปฺย ภชสฺว มามฺ
ดังนั้น  องค์  ภควานฺ  ตรัสว่า  แม้แต่พ่อค้า  สตรีที่ตกต่ำ  กรรมกร  หรือมนุษย์ที่มีชีวิตต่ำต้อยที่สุดก็สามารถเข้าถึงพระองค์  เราไม่จำเป็นต้องมีปัญญาสูงมาก  ที่สำคัญคือใครก็ตามที่รับเอาหลักการของ  ภกฺติ-โยค  และยอมรับองค์  ภควานฺ  ว่าทรงเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดแห่งชีวิตก็สามารถไปถึงพระองค์ในท้องฟ้าทิพย์ได้  หากรับเอาหลักธรรมที่ให้ไว้ใน  ภควัท-คีตา  -  มาปฏิบัติ  จะสามารถทำให้ชีวิตของเราสมบูรณ์และแก้ปัญหาชีวิตทั้งหมดได้อย่างถาวร  นี่คือเนื้อหาสาระสำคัญของ  ภควัท-คีตา  ทั้งเล่ม
ข้อสรุปคือ  ภควัท-คีตา  เป็นวรรณกรรมทิพย์เหนือโลก  ที่เราควรอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน  คีตา-ศาสฺตฺรมฺ  อิทํ  ปุณฺยํ  ยห์  ปเฐตฺ  ปฺรยตห์  ปุมานฺ  หากปฏิบัติตามคำสั่งสอนของ  ภควัท-คีตา  อย่างถูกต้อง  เราจะสามารถเป็นอิสระจากความทุกข์และความวิตกกังวลทั้งหมดในชีวิต  ภย-โศกาทิ-วรฺชิตห์  เราจะเป็นอิสระจากความหวาดกลัวทั้งหมดในชีวิตนี้  และในชีวิตหน้าเราจะมีร่างทิพย์  (คีตา-มาหาตฺมฺย  1)
ยังมีประโยชน์อีกคือ
คีตาธฺยายน-ศีลสฺย  ปฺราณายาม-ปรสฺย จ
ไนว สนฺติ หิ ปาปานิ  ปูรฺว-ชนฺม-กฺฤตานิ จ
“หากเราอ่าน  ภควัท-คีตา  ด้วยความจริงใจและจริงจัง  ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควานฺ  ผลกรรมที่เราทำไว้ในอดีตจะไม่ตามมา”  (คีตา-มาหาตฺมฺย  2)  องค์  ภควานฺ  ตรัสด้วยสุรเสียงอันดังในตอนท้ายของ  ภควัท-คีตา  ว่า  (18.66):
สรฺว-ธรฺมานฺ ปริตฺยชฺย  มามฺ เอกํ ศรณํ วฺรช
อหํ ตฺวำ สรฺว-ปาเปโภฺย  โมกฺษยิษฺยามิ มา ศุจห์
“ยกเลิกศาสนาอื่น  ๆ  ทั้งหมดและเพียงแต่ศิโรราบต่อข้า  ข้าจะพาเธอให้หลุดออกจากผลแห่งบาปทั้งปวง  จงอย่ากลัว”  เช่นนี้  องค์  ภควานฺ  ทรงรับผิดชอบทุกอย่างสำหรับผู้ที่ศิโรราบต่อพระองค์  และจะทรงให้อภัยต่อบาปกรรมทั้งปวงที่เราได้สั่งสมไว้
มล-นิรฺโมจนํ ปุํสำ  ชล-สฺนานํ ทิเน ทิเน
สกฺฤทฺ คีตามฺฤต-สฺนานํ  สํสาร-มล-นาศนมฺ
“เราอาจทำความสะอาดร่างกายด้วยการอาบน้ำทุกวัน  แต่ถ้าหากว่าเราอาบน้ำในแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์แห่ง  ภควัท-คีตา  เพียงครั้งเดียว  ความสกปรกแห่งชีวิตวัตถุของเราจะถูกชะล้างจนหมดสิ้น”  (คีตา-มาหาตฺมฺย  3)
คีตา สุ-คีตา กรฺตวฺยา  กิมฺ อไนฺยห์ ศาสฺตฺร-วิสฺตไรห์
ยา สฺวยํ ปทฺมนาภสฺย  มุข-ปทฺมาทฺ วินิห์สฺฤตา
เนื่องจาก  ภควัท-คีตา  ตรัสโดยบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เราไม่จำเป็นต้องอ่านวรรณกรรมพระ  เวท  เล่มอื่น  ๆ  เราเพียงแต่สดับฟังและอ่าน  ภควัท-คีตา  ด้วยความตั้งใจและสม่ำเสมอเท่านั้น  ในยุคปัจจุบันผู้คนจะซึมซาบไปในกิจกรรมทางวัตถุ  จึงเป็นไปไม่ได้  และไม่จำเป็นที่จะมาอ่านวรรณกรรมพระ  เวท  ทั้งหมด  ภควัท-คีตา  เพียงเล่มเดียวก็เพียงพอแล้ว  เพราะว่า  ภควัท-คีตา  เป็นหัวใจสำคัญของวรรณกรรมพระ  เวท  ทั้งหมดและบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นผู้ตรัส  (คีตา-มาหาตฺมฺย  4)
ได้กล่าวไว้ว่า  :
ภารตามฺฤต-สรฺวสฺวํ  วิษฺณุ-วกฺตฺราทฺ วินิห์สฺฤตมฺ
คีตา-คงฺโคทกํ ปีตฺวา  ปุนรฺ ชนฺม น วิทฺยเต
“ผู้ที่ดื่มน้ำจากแม่น้ำคงคงจะได้รับความหลุดพ้น  ดังนั้น  ผู้ที่ดื่มน้ำทิพย์แห่ง  ภควัท-คีตา  จะได้รับผลสูงกว่าแค่ไหน?  ภควัท-คีตา  เป็นยอดแห่งน้ำทิพย์ของ  มหาภารต  ซึ่งองค์  กฺฤษฺณ  หรือพระ  วิษฺณุ  องค์เดิมทรงเป็นผู้ตรัสเอง”  (คีตา-มาหาตฺมฺย  5)  ภควัท-คีตา  ได้หลั่งออกมาจากพระโอษฐ์ขององค์  ภควานฺ  และแม่น้ำคงคาหลั่งมาจากพระบาทรูปดอกบัวขององค์  ภควานฺ  แน่นอนว่าไม่มีข้อแตกต่างระหว่างพระโอษฐ์และพระบาทขององค์  ภควานฺ  แต่จากการศึกษาที่ไม่มีอคติ  เราสามารถชื่นชม  ภควัท-คีตา  ว่าสำคัญกว่าแม่น้ำคงคา
สโรฺวปนิษโท คาโว  โทคฺธา โคปาล-นนฺทนห์
ปารฺโถ วตฺสห์ สุ-ธีรฺ โภกฺตา  ทุคฺธํ คีตามฺฤตํ มหตฺ
คีโตปนิษทฺ  หรือ  ภควัท-คีตา  นี้  เป็นหัวใจสำคัญของ  อุปนิษทฺ  ทั้งหมด  เปรียบเทียบเหมือนกับวัว  และองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงมีชื่อเสียงในฐานะเป็นเด็กเลี้ยงวัวที่กำลังรีดนมวัวตัวนี้  อรฺชุน  ทรงเหมือนกับลูกวัว  นักวิชาการผู้คงแก่เรียนและสาวกผู้บริสุทธิ์ได้ดื่มน้ำนมทิพย์แห่ง  ภควัท-คีตา  (คีตา-มาหาตฺมฺย  6)
เอกํ ศาสฺตฺรํ เทวกี-ปุตฺร-คีตมฺ  เอโก เทโว เทวกี-ปุตฺร เอว
เอโก มนฺตฺรสฺ ตสฺย นามานิ ยานิ  กรฺมาปฺยฺ เอกํ ตสฺย เทวสฺย เสวา
(คีตา-มาหาตฺมฺย ๗)
ในปัจจุบันนี้  ผู้คนมีความกระตือรือร้นที่จะมีพระคัมภีร์เล่มเดียว  มีพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว  มีศาสนาเดียว  และมีอาชีพเดียว  ดังนั้น  เอกํ  ศาสฺตฺรํ  เทวกี-ปุตฺร-คีตมฺ  -  -  หมายความว่าให้มีพระคัมภีร์เพียงเล่มเดียวเท่านั้นสำหรับคนทั้งโลก  นั่นคือ  ภควัท-คีตา,  เเอโก  เทโว  เทวกี-ปุตฺร  เอว  ให้มีพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียวสำหรับคนทั้งโลก  นั่นคือ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เอโก  มนฺตฺรสฺ  ตสฺย  นามานิ  และมีบทมนต์สวดภาวนาและบทเพลงเพียงบทเดียว  คือ  บทสวดภาวนาพระนามขององค์  ภควานฺ  ฮะเรกฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร  /  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร  กรฺมาปฺยฺ  เอกํ  ตสฺย  เทวสฺย  เสวา  และมีอาชีพการงานเพียงอาชีพเดียวเท่านั้น  นั่นคือการรับใช้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์  ภควานฺ  

ระบบพะรัมพะรา

เอวํ  ปรมฺปรา-ปฺราปฺตมฺ  อิมํ  ราชรฺษโย  วิทุห์  (ภควัท-คีตา  4.2)  ภควัท-คีตา  ฉบับเดิม  นี้  ได้รับการถ่ายทอดผ่านทางระบบ  ปรมฺปรา  ดังต่อไปนี้
1. กฺฤษฺณ
2. พฺรหฺมา (พระพรมหม)
3. นารท
4. วฺยาส
5. มัดวะ
6. ปทฺมนาภ
7. นฺฤหริ
8. มาธว
9. อกฺโษภฺย
10. ชย ตีรฺถ
11. ชฺญานสินฺธุ
12. ทยานิธิ
13. วิทฺยานิธิ
14. ราเชนฺทฺร
15. ชยธรฺม
16. ปุรุโษตฺตม
17. พฺรหฺมณฺย ตีรฺถ
18. วฺยาส ตีรฺถ
19. ลกฺษฺมีปติ
20. มาธเวนฺทฺร ปุรี
21. อีศฺวร ปุรี ( นิตฺยานนฺท อไทฺวต )
22. องค์ ไจตนฺย
23. รูป ( สฺวรูป, สนาตน )
24. รฆุนาถ, ชีว
25. กฺฤษฺณทาส
26. นโรตฺตม
27. วิศฺวนาถ
28. ( วิทฺยาภูษณ ), ชคนฺนาถ
29. ภกฺติวิโนท
30. เคารกิโศร
31. ภกฺติสิทฺธานฺต สรสฺวตี
32. เอ.ซี. ภกฺติเวทนฺต สวะมิ ปฺรภุปาท

ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

บทที่ หนึ่ง

บทที่ 1

สำรวจกองทัพที่สมรภูมิ กุรุกฺเษตฺร

chapterImage

สำรวจกองทัพที่สมรภูมิ กุรุกฺเษตฺร

धृतराष्ट्र उवाच ।
धर्मक्षेत्रे कुरुक्षेत्रे समवेता युयुत्सवः ।
मामकाः पाण्डवाश्चैव किमकुर्वत सञ्जय ॥ १.१ ॥
โศลก 1
dhṛtarāṣṭra uvāca
dharma-kṣetre kuru-kṣetre  samavetā yuyutsavaḥ
māmakāḥ pāṇḍavāś caiva  kim akurvata sañjaya
ธฺฤตราษฺฏฺร อุวาจ
ธรฺม-กฺเษเตฺร กุรุ-กฺเษเตฺร  สมเวตา ยุยุตฺสวห์
มามกาห์ ปาณฺฑวาศฺ ไจว  กิมฺ อกุรฺวต สญฺชย
ธฺฤตราษฺฏฺรห์ อุวาจ — กษัตริย์ ธฺฤตราษฺฏฺร ตรัส, ธรฺม-กฺเษเตฺร — ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์, กุรุ-กฺเษเตฺร — ชื่อ กุรุกฺเษตฺร, สมเวตาห์ — มาชุมนุมกัน, ยุยุตฺสวห์ — ปรารถนาจะสู้รบ, มามกาห์ — ฝ่ายของข้า (เหล่าโอรส), ปาณฺฑวาห์ — โอรสของ ปาณฺฑุ, — และ, เอว — แน่นอน, กิมฺ — อะไร, อกุรฺวต — พวกเขาได้ทำ, สญฺชย — โอ้ สันจะยะ
คำแปล
  ธฺฤตราษฺฏฺร  ตรัสว่า  “โอ้  สญฺชย  หลังจากบรรดาโอรสของข้าและโอรสของปาณฺฑุ  มาชุมนุมกันยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่ง  กุรุกฺเษตฺร  มีความปรารถนาจะสู้รบพวกเขาทำอะไรกัน?”
คำอธิบาย
ภควัท-คีตา  ศาสตร์แห่งองค์  ภควานฺ  ที่สรุปใน  คีตา-มาหาตฺมฺย  (คำสรรเสริญ  ภควัท-คีตา)  ที่ได้อ่านกันอย่างแพร่หลาย  กล่าวไว้ว่า  เราควรอ่าน  ภควัท-คีตา  อย่างละเอียดถี่ถ้วนพร้อมกับการช่วยเหลือจากสาวกของ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  และพยายามเข้าใจโดยปราศจากการตีความจากแรงกระตุ้นส่วนตัว  ตัวอย่างการเข้าใจอย่างชัดเจนอยู่ใน  ภควัท-คีตา  วิธีที่  อรฺชุน  ทรงเข้าใจ  คีตา  ซึ่งได้ยินมาจากองค์  ภควานฺ  โดยตรง  หากผู้ใดโชคดีพอที่มาเข้าใจ  ภควัท-คีตา  ตามสาย  ปรมฺปรา  โดยไม่มีแรงกระตุ้นในการตีความจะบรรลุถึงการศึกษาปรัชญาพระ  เวท  ทั้งหมด  และพระคัมภีร์ทั้งหมดในโลก  ใน  ภควัท-คีตา  เราจะพบทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในพระคัมภีร์เล่มอื่น  ๆ  ผู้อ่านจะพบสิ่งที่หาจากที่อื่นไม่ได้  นี่คือมาตรฐานโดยเฉพาะของ  ภควัท-คีตา,  ภควัท-คีตา  เป็นศาสตร์แห่งองค์  ภควานฺ  ที่สมบูรณ์ซึ่งบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้ตรัสโดยตรง
ประเด็นที่สนทนากันระหว่าง  ธฺฤตราษฺฏฺร  และ  สญฺชย  ดังที่อธิบายไว้ใน  มหาภารต  เป็นหลักพื้นฐานแห่งปรัชญาอันยิ่งใหญ่นี้  เป็นที่เข้าใจว่าปรัชญานี้เกิดขึ้นที่สมรภูมิ  กุรุกฺเษตฺร  ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญ  ตั้งแต่สมัยยุคพระ  เวท  โบราณ  องค์  ภควานฺ  ตรัสในขณะที่เสด็จลงมาบนโลกนี้ด้วยพระองค์เองเพื่อนำทางมนุษยชาติ
คำว่า  ธรฺม-กฺเษตฺร  (สถานที่สำหรับทำพิธีกรรมทางศาสนา)  มีความสำคัญเพราะว่าที่สมรภูมิ  กุรุกฺเษตฺร  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงปรากฏอยู่ฝ่ายของ  อรฺชุน  ธฺฤตราษฺฏฺร  พระบิดาแห่งราชวงศ์  กุรุ  ทรงสงสัยเป็นอย่างยิ่งถึงชัยชนะขั้นสุดท้ายของโอรสของพระองค์  ด้วยความสงสัยนี้จึงตรัสถามเลขา  สญฺชย  ว่า  “พวกเขาทำอะไรกัน?”  พระองค์ทรงมั่นใจว่า  โอรสของพระองค์และโอรสของพระอนุชา  ปาณฺฑุ  ได้มาชุมนุมกันที่สมรภูมิ  กุรุกฺเษตฺร  ด้วยความมั่นใจในการทำศึกสงค  ราม  แต่คำถามนี้สำคัญเพราะพระองค์ทรงไม่ปรารถนาให้ญาติพี่น้องทั้งสองฝ่ายประนีประนอมกันทรงประสงค์จะทราบชะตากรรมของเหล่าโอรสอย่างชัดเจนในสนามรบ  สงค  ราม  ได้เตรียมให้เกิดขึ้นที่สมรภูมิ  กุรุกฺเษตฺร  คัมภีร์พระ  เวท  ได้กล่าวว่าเป็นสถานที่สักการะบูชาของเหล่าเทวดาบนสรวงสวรรค์ด้วย  ธฺฤตราษฺฏฺร  ทรงรู้สึกกลัวมากเกี่ยวกับอิทธิพลของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่จะส่งผลในสมรภูมิ  ทรงทราบดีว่าสิ่งนี้จะมีอิทธิพลส่งเสริมให้อรฺชุน  และบรรดาบุตรของ  ปาณฺฑุ  ไปในทางที่ดี  เนื่องจากทุกพระองค์ในราชวงค์  ปาณฺฑุทรงมีคุณธรรมโดยธรรมชาติ  สญฺชย  เป็นศิษย์ของ  วฺยาส  ดังนั้น  ด้วยพระเมตตาของ  วฺยาส  สญฺชย  จึงสามารถเห็นสมรภูมิ  กุรุกฺเษตฺร  แม้ขณะอยู่ในห้องของ  ธฺฤตราษฺฏฺร  ดังนั้น  ธฺฤตราษฺฏฺร  จึงทรงถาม  สญฺชย  เกี่ยวกับสถานการณ์ที่สนามรบ
ทั้งบรรดา  ปาณฺฑว  และบรรดาโอรสของ  ธฺฤตราษฺฏฺร  ทรงอยู่ในราชวงศ์เดียวกัน  แต่จิตใจของ  ธฺฤตราษฺฏฺร  ทรงถูกเปิดเผย  ณ  ที่นี้  ว่าทรงตั้งใจที่จะอ้างสิทธิ์เหล่าโอรสของพระองค์ว่าเป็น  กุรุ  เท่านั้น  และตัดพวกโอรสของ  ปาณฺฑุ  ให้ออกจากกองมรดกแห่งราชวงศ์  เช่นนี้  เราจึงเข้าใจสถานภาพอันแท้จริงของ  ธฺฤตราษฺฏฺร  ในความสัมพันธ์กับโอรสของ  ปาณฺฑุ  ซึ่งเป็นหลานของพระองค์  เสมือนหนึ่งในทุ่งนาที่วัชพืชต้องถูกกำจัดฉะนั้น  เป็นที่คาดหวังตั้งแต่ตอนเริ่มต้นแล้วว่า  ณ  ศาสนสถานแห่ง  กุรุกฺเษตฺร  ที่พระบิดาแห่งศาสนา  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงปรากฏ  ทุโรฺยธน  และพรรคพวกเปรียบเสมือนวัชพืชที่จะต้องถูกกำจัดทั้งหมด  และผู้ทรงธรรมซึ่งนำโดย  ยุธิษฺฐิร  จะได้รับการสถาปนาโดยองค์  ภควานฺ  นี่คือ  ความสำคัญของคำว่า  ธรฺม-กฺเษเตฺร  และ  กุรุ-กฺเษเตฺร  นอกจากความสำคัญทางประวัติศาสตร์และทางคัมภีร์พระ  เวท  
सञ्जय उवाच ।
दृष्ट्वा तु पाण्डवानीकं व्यूढं दुर्योधनस्तदा
आचार्यमुपसङ्गम्य राजा वचनमब्रवीत् ॥ १.२ ॥
โศลก 2
sañjaya uvāca
dṛṣṭvā tu pāṇḍavānīkaṁ  vyūḍhaṁ duryodhanas tadā
ācāryam upasaṅgamya  rājā vacanam abravīt
สญฺชย อุวาจ
ทฺฤษฺฏฺวา ตุ ปาณฺฑวานีกํ  วฺยูฒํ ทุโรฺยธนสฺ ตทา
อาจารฺยมฺ อุปสงฺคมฺย  ราชา วจนมฺ อพฺรวีตฺ
สญฺชยห์ อุวาจสญฺชย กล่าว, ทฺฤษฺฏฺวา — หลังจากได้เห็น, ตุ — แต่, ปาณฺฑว-อนีกมฺ — เหล่าทหารของ ปาณฺฑว, วฺยูฒมฺ — จัดทัพเป็นทิวแถว, ทุโรฺยธนห์ — กษัตริย์ ทุโรฺยธน, ตทา — ในเวลานั้น, อาจารฺยมฺ — พระอาจารย์, อุปสงฺคมฺย — เข้าพบ, ราชา — กษัตริย์, วจนมฺ — คำพูด, อพฺรวีตฺ — พูด
คำแปล
  สญฺชย  กล่าวว่า  โอ้  กษัตริย์  หลังจากมองไปที่การจัดทัพของเหล่าโอรสของ  ปาณฺฑุ  กษัตริย์  ทุโรฺยธน  ทรงไปหาพระอาจารย์และตรัสดังต่อไปนี้
คำอธิบาย
ธฺฤตราษฺฏฺร  ทรงมีพระเนตรบอดมาแต่กำเนิด  และอับโชคที่ทรงไร้จักษุทิพย์ด้วย  พระองค์ทรงทราบดีว่าโอรสของพระองค์มีพระเนตรบอดในทางศาสนาพอ  ๆ  กันและแน่ใจว่าฝ่ายของพระองค์จะไม่มีวันตกลงกับ  ปาณฺฑว  ผู้ทรงคุณธรรมแต่กำเนิดได้  แต่ว่า  ธฺฤตราษฺฏฺร  ทรงหวั่นใจเกี่ยวกับอิทธิพลของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  และสั  สญฺชย  เข้าใจแนวความคิดนี้เมื่อพระองค์ทรงตรัสถามถึงสภาวะที่สนามรบ  ดังนั้นสั  สญฺชย  ปราถนาที่จะบำรุงขวัญ  กฺษตฺริย  ที่กำลังใจเสีย  เพื่อให้ความมั่นใจว่าเหล่าโอรสของพระองค์จะทรงไม่ประนีประนอม  เนื่องมาจากอิทธิพลของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  สันจะยะได้บอกแก่  กฺษตฺริย  ว่า  หลังจากได้เห็นกำลังทหารของ  ปาณฺฑว  แล้วโอรสของพระองค์  ทุโรฺยธน  ทรงไปพบกับขุนพล  โทฺรณาจารฺย  ทันที  เพื่อบอกถึงสถานการณ์ที่แท้จริง  แม้  ทุโรฺยธน  ทรงเป็น  กฺษตฺริย  แต่ยังต้องไปปรึกษาแม่ทัพเนื่องจากสถานการณ์อันตึงเครียด  ดังนั้น  ทุโรฺยธน  ทรงเหมาะที่เป็นนักการเมือง  แต่ลีลานักการเมืองของ  ทุโรฺยธน  ไม่สามารถซ่อนเร้นความกลัวไว้ได้  หลังจากได้เห็นการจัดทัพของ  ปาณฺฑว  
पश्यैतां पाण्डुपुत्राणामाचार्य महतीं चमूम् ।
व्यूढां द्रुपदपुत्रेण तव शिष्येण धीमता ॥ १.३ ॥
โศลก 3
paśyaitāṁ pāṇḍu-putrānām  ācārya mahatīṁ camūm
vyūḍhāṁ drupada-putreṇa  tava śiṣyeṇa dhīmatā
ปไศฺยตำ ปาณฺฑุ-ปุตฺรานามฺ  อาจารฺย มหตีํ จมูมฺ
วฺยูฒำ ทฺรุปท-ปุเตฺรณ  ตว ศิเษฺยณ ธีมตา
ปศฺย — จงดู, เอตามฺ — นี้, ปาณฺฑุ-ปุตฺรานามฺ — เหล่าโอรสของ ปาณฺฑุ, อาจารฺย — โอ้ พระ อาจารย์, มหตีมฺ — ยิ่งใหญ่, จมูมฺ — กำลังทหาร, วฺยูฒามฺ — จัด, ทฺรุปท-ปุเตฺรณ — โดยโอรสของ ทฺรุปท, ตว — ของท่าน, ศิเษฺยณ — ศิษย์, ธี-มตา — ฉลาดมาก
คำแปล
โอ้พระอาจารย์  โปรดดูกองทัพอันยิ่งใหญ่ของเหล่าโอรส  ปาณฺฑุ  ที่จัดทัพด้วยความชำนาญโดยโอรสของ  ทฺรุปท  ศิษย์ผู้ชาญฉลาดของท่าน
คำอธิบาย
ทุโรฺยธน  ยอดนักการฑูตผู้ยิ่งใหญ่ทรงปรารถนาจะชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดของ  โทฺรณาจารฺย  แม่ทัพ  พฺราหฺมณ  โทฺรณาจารฺย  มีข้อวิวาททางการเมืองกับ  กฺษตฺริยทฺรุปท  พระบิดาของ  เทฺราปที  ผู้เป็นภรรยาของ  อรฺชุน  ผลแห่งการทะเลาะวิวาทกันนี้  ทฺรุปท  ได้ประกอบพิธีบูชาอันยิ่งใหญ่  และได้รับพรให้มีบุตรผู้สามารถสังหารโทฺรณาจารฺย  โทฺรณาจารฺย  ทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี  ในฐานะที่เป็น  พฺราหฺมณ  ผู้หลุดพ้นแล้ว  จึงไม่หวงที่จะถ่ายทอดความลับทางวิชาทหารแด่  ธฺฤษฺฏทฺยุมฺน  โอรสของดรุพะดะ  เมื่อมาเป็นศิษย์เพื่อศึกษาวิชาทหาร  มาบัดนี้  ณ  สมรภูมิ  กุรุกฺเษตฺร  ธฺฤษฺฏทฺยุมฺน  มาอยู่ฝ่ายของ  ปาณฺฑว  และเป็นผู้จัดทัพ  หลังจากที่ได้ศึกษาศิลปะจาก  โทฺรณาจารฺย  ดุรโยดะนะทรงชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดของ  โทฺรณาจารฺย  นี้  เพื่อให้ท่านระมัดระวังและไม่ประนีประนอมในการต่อสู้  การกระทำเช่นนี้ต้องการแสดงให้เห็นด้วยว่าท่านไม่ควรอ่อนข้อให้ในการสู้รบที่สมรภูมิกับ  ปาณฺฑว  ผู้เป็นศิษย์รัก  โดยเฉพาะ  อรฺชุน  ศิษย์คนโปรดและฉลาดที่สุด  ทุโรฺยธน  ทรงต้องการเตือนว่าการอ่อนข้อในการสู้รบครั้งนี้จะนำมาซึ่งความพ่ายแพ้
अत्र शूरा महेष्वासा भीमार्जुनसमा युधि ।
युयुधानो विराटश्च द्रुपदश्च महारथः ॥ १.४ ॥
โศลก 4
atra śūrā maheṣv-āsā  bhīmārjuna-samā yudhi
yuyudhāno virāṭaś ca  drupadaś ca mahā-rathaḥ
อตฺร ศูรา มเหษฺวฺ-อาสา  ภีมารฺชุน-สมา ยุธิ
ยุยุธาโน วิราฏศฺ จ  ทฺรุปทศฺ จ มหา-รถห์
อตฺร — ที่นี่, ศูราห์ — วีรบุรุษ, มหา-อิษุ-อาสาห์ — นักยิงธนูผู้ยอดเยี่ยม, ภีม-อรฺชุน — ให้ ภีม และ อรฺชุน, สมาห์ — เท่ากัน, ยุธิ — ในการรบ, ยุยุธานห์ยุยุธาน, วิราฏห์วิราฏ, — เช่นกัน, ทฺรุปทห์ทฺรุปท, — เช่นกัน, มหา-รถห์ — ยอดนักรบ
คำแปล
ในกองทัพนี้มีวีรีบุรุษนักแม่นธนูมากมายที่ฝีมือพอ  ๆ  กับ  ภีม  และ  อรฺชุน  นักรบผู้กล้าหาญเหล่านี้  เช่น  ยุยุธาน  วิราฏ  และ  ทฺรุปท  
คำอธิบาย
ถึงแม้ว่า  ธฺฤษฺฏทฺยุมฺน  ทรงไม่เป็นปัญหาที่สำคัญเมื่อเผชิญหน้ากับ  โทฺรณาจารฺย  ผู้มีพลังมหาศาลในศิลปะการทหาร  แต่ยังมีผู้อื่นอีกที่น่ากลัว  ทุโรฺยธน  ทรงกล่าวว่าเป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่บนหนทางแห่งชัยชนะ  เพราะว่าทุกคนที่กล่าวมาไม่เคยแพ้  เช่นเดียวกับ  ภีม  และ  อรฺชุน  ทุโรฺยธน  ทรงรู้ถึงพลังของ  ภีม  และ  อรฺชุน  ดังนั้น  จึงทรงเปรียบเทียบผู้อื่นกับ  ภีม  และ  อรฺชุน  
धृष्टकेतुश्चेकितानः काशिराजश्च वीर्यवान् ।
पुरुजित्कुन्तिभोजश्च शैब्यश्च नरपुङ्गवः ॥ १.५ ॥
โศลก 5
dhṛṣṭaketuś cekitānaḥ  kāśirājaś ca vīryavān
purujit kuntibhojaś ca  śaibyaś ca nara-puṅgavaḥ
ธฺฤษฺฏเกตุศฺ เจกิตานห์  กาศิราชศฺ จ วีรฺยวานฺ
ปุรุชิตฺ กุนฺติโภชศฺ จ  ไศพฺยศฺ จ นร-ปุงฺควห์
ธฺฤษฺฏเกตุห์ธฺฤษฺฏเกตุธฺฤษฺฏเกตุ, เจกิตานห์เจกิตาน, กาศิราชห์กาศิราช, — เช่นกัน, วีรฺย-วานฺ — มีพลังมาก, ปุรุชิตฺปุรุชิตฺ,กุนฺติโภชห์กุนฺติโภช, — และ, ไศพฺยห์ไศพฺย, — และ, นร-ปุงฺควห์ — วีรบุรุษในสังคมมนุษย์
คำแปล
ยังมีวีรบุรุษยอดนักรบผู้ทรงพลังอีก  เช่น  ธฺฤษฺฏเกตุ  เจกิตาน  กาศิราช  ปุรุชิตฺ  กุนฺติโภช  และ  ไศพฺย  
युधामन्युश्च विक्रान्त उत्तमौजाश्च वीर्यवान् ।
सौभद्रो द्रौपदेयाश्च सर्व एव महारथाः ॥ १.६ ॥
โศลก 6
yudhāmanyuś ca vikrānta  uttamaujāś ca vīryavān
saubhadro draupadeyāś ca  sarva eva mahā-rathāḥ
ยุธามนฺยุศฺ จ วิกฺรานฺต  อุตฺตเมาชาศฺ จ วีรฺยวานฺ
เสาภโทฺร เทฺราปเทยาศฺ จ  สรฺว เอว มหา-รถาห์
ยุธามนฺยุห์ยุธามนฺยุ, — และ, วิกฺรานฺตห์ — ยอดเยี่ยม, อุตฺตเมาชาห์อุตฺตเมาชา า, — และ, วีรฺย-วานฺ — มีพลังมาก, เสาภทฺรห์ — บุตรของ สุภทฺรา า, เทฺราปเทยาห์ — บุตรของ เทฺราปที, — และ, สเรฺว — ทั้งหมด, เอว — แน่นอน, มหา-รถาห์ — ยอดนักรบบนราชรถ
คำแปล
มี  ยุธามนฺยุ  ผู้ยอดเยี่ยม  อุตฺตเมาชา  าผู้ทรงพลังมาก  โอรสของ  สุภทฺรา  า  และเหล่าโอรสของ  เทฺราปที  ขุนศึกเหล่านี้เป็นยอดนักรบบนราชรถ
अस्माकं तु विशिष्टा ये तान्निबोध द्विजोत्तम ।
नायका मम सैन्यस्य संज्ञार्थं तान्ब्रवीमि ते ॥ १.७ ॥
โศลก 7
asmākaṁ tu viśiṣṭā ye  tān nibodha dvijottama
nāyakā mama sainyasya  saṁjñārthaṁ tān bravīmi te
อสฺมากํ ตุ วิศิษฺฏา เย  ตานฺ นิโพธ ทฺวิโชตฺตม
นายกา มม ไสนฺยสฺย  สํชฺญารฺถํ ตานฺ พฺรวีมิ เต
อสฺมากมฺ — ของเรา, ตุ — แต่, วิศิษฺฏาห์ — พลังมากเป็นพิเศษ, เย — ใคร, ตานฺ — เขาเหล่านั้น, นิโพธ — ได้โปรดทราบ, ทฺวิช-อุตฺตม — โอ้พราหมณ์ผู้ดีเลิศ, พฺราหฺมณสฺ; นายกาห์ — ผู้นำทัพ, มม — ของข้า, ไสนฺยสฺย — ของเหล่าทหาร, สํชฺญา-อรฺถมฺ — เพื่อข้อมูล, ตานฺ — เขาเหล่า นั้น, พฺรวีมิ — ข้ากำลังพูด, เต — แด่ท่าน
คำแปล
แต่เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับท่าน  โอ้  ผู้ดีเลิศในหมู่  พฺราหฺมณ  ให้ข้าได้บอกแด่ท่านเกี่ยวกับพวกผู้นำทัพของข้าซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการนำกองทัพ
भवान्भीष्मश्च कर्णश्च कृपश्च समितिंजयः ।
अश्वत्थामा विकर्णश्च सौमदत्तिस्तथैव च ॥ १.८ ॥
โศลก 8
bhavān bhīṣmaś ca karṇaś ca  kṛpaś ca samitiṁ-jayaḥ
aśvatthāmā vikarṇaś ca  saumadattis tathaiva ca
ภวานฺ ภีษฺมศฺ จ กรฺณศฺ จ  กฺฤปศฺ จ สมิตึ-ชยห์
อศฺวตฺถามา วิกรฺณศฺ จ  เสามทตฺติสฺ ตไถว จ
ภวานฺ — ตัวท่านผู้เป็นคนดี, ภีษฺมห์ — พระอัยกา ภีษฺม, — เช่นเดียวกัน, กรฺณห์กรฺณ, — และ, กฺฤปห์กฺฤป, — และ, สมิติมฺ-ชยห์ — มีชัยชนะในสนามรบ เสมอ, อศฺวตฺถามาอศฺวตฺถามา, วิกรฺณห์วิกรฺณ, — พร้อมทั้ง, เสามทตฺติห์ — บุตรของ โสมทตฺต,ตถา — พร้อมทั้ง, เอว — แน่นอน, — เช่นกัน
คำแปล
มีบุคลิกภาพเช่น  ภีษฺม  กรฺณ  กฺฤป  อศฺวตฺถามา  วิกรฺณ  และโอรสของโสมทตฺต  ชื่อ  ภูริศฺรวา  า  ผู้ซึ่งมีชัยชนะในสนามรบเสมอ
คำอธิบาย
ทุโรฺยธน  ทรงกล่าวถึงวีรบุรุษพิเศษในสนามรบ  ทั้งหมดเป็นผู้มีชัยชนะเสมอวิกรฺณ  ทรงเป็นพระอนุชาของ  ทุโรฺยธน  อศฺวตฺถามา  เป็นบุตรของ  โทฺรณาจารฺย  เสามทตฺติ  หรือ  ภูริศฺรวา  าทรงเป็นโอรสของ  กฺษตฺริย  แห่ง  พาหฺลีก  กรฺณ  ทรงเป็นพระเชษฐาของ  อรฺชุน  เพราะ  กรฺณ  เป็นโอรสของ  กุนฺตี  ก่อนที่นางจะมาสมรสกับ  กฺษตฺริยปาณฺฑุ  น้องสาวคู่แฝดของ  กฺฤปาจารฺย  แต่งงานกับ  โทฺรณาจารฺย  
अन्ये च बहवः शूरा मदर्थे त्यक्तजीविताः ।
नानाशस्त्रप्रहरणाः सर्वे युद्धविशारदाः ॥ १.९ ॥
โศลก 9
anye ca bahavaḥ śūrā  mad-arthe tyakta-jīvitāḥ
nānā-śastra-praharaṇāḥ  sarve yuddha-viśāradāḥ
อเนฺย จ พหวห์ ศูรา  มทฺ-อรฺเถ ตฺยกฺต-ชีวิตาห์
นานา-ศสฺตฺร-ปฺรหรณาห์  สเรฺว ยุทฺธ-วิศารทาห์
อเนฺย — คนอื่น, — ด้วยเหมือนกัน, พหวห์ — ในจำนวนมาก, ศูราห์ — วีรบุรุษ, มตฺ-อรฺเถ — เพื่อตัวข้า, ตฺยกฺต-ชีวิตาห์ — พร้อมที่จะเสี่ยงชีวิต, นานา — มากมาย, ศสฺตฺร — อาวุธ, ปฺรหรณาห์ — พร้อมด้วย, สเรฺว — ทั้งหมด, ยุทฺธ-วิศารทาห์ — มีประสบการณ์ในศาสตร์ ทางทหาร
คำแปล
มีวีรบุรุษอื่น  ๆ  อีกมากมายพร้อมที่จะถวายชีวิตเพื่อข้า  ทุกคนเพียบพร้อมไปด้วยอาวุธนานาชนิด  และทั้งหมดเป็นผู้มีประสบการณ์ในยุทธศาสตร์
คำอธิบาย
สำหรับผู้อื่นเช่น  ชยทฺรถ  กฺฤตวรฺมา  และ  ศลฺย  ทั้งหมดมีความมั่นใจที่จะถวายชีวิตเพื่อ  ทุโรฺยธน  จึงสรุปเรียบร้อยแล้วว่าทั้งหมดจะเสียชีวิตในสมรภูมิ  กุรุกฺเษตฺร  เพราะไปร่วมมือกับฝ่ายอธรรม  ทุโรฺยธน  แน่นอนว่า  ทุโรฺยธน  ทรงมีความมั่นใจในชัยชนะของตน  เพราะสามารถรวบรวมกำลังของพันธมิตรดังที่กล่าวมาแล้ว
अपर्याप्तं तदस्माकं बलं भीष्माभिरक्षितम् ।
पर्याप्तं त्विदमेतेषां बलं भीमाभिरक्षितम् ॥ १.१० ॥
โศลก 10
aparyāptaṁ tad asmākaṁ  balaṁ bhīṣmābhirakṣitam
paryāptaṁ tv idam eteṣāṁ  balaṁ bhīmābhirakṣitam
อปรฺยาปฺตํ ตทฺ อสฺมากํ  พลํ ภีษฺมาภิรกฺษิตมฺ
ปรฺยาปฺตํ ตฺวฺ อิทมฺ เอเตษำ  พลํ ภีมาภิรกฺษิตมฺ
อปรฺยาปฺตมฺ — วัดไม่ได้, ตตฺ — นั้น, อสฺมากมฺ — ของพวกเรา, พลมฺ — กำลัง, ภีษฺม — โดย พระอัยกา ภีษฺม, อภิรกฺษิตมฺ — ป้องกันอย่างดี, ปรฺยาปฺตมฺ — จำกัด, ตุ — แต่, อิทมฺ — ทั้งหมด นี้, เอเตษามฺ — ของ ปาณฺฑว, พลมฺ — กำลัง, ภีม — โดย ภีม, อภิรกฺษิตมฺ — ปกป้องอย่าง ระมัดระวัง
คำแปล
กำลังของพวกเรานั้นมหาศาลเกินกว่าจะวัดได้  และพระอัยกา  ภีษฺม  ทรงปกป้องเราอย่างดี  แต่กำลังของ  ปาณฺฑว  ที่มี  ภีม  ปกป้องด้วยความระมัดระวังนั้นมีจำกัด
คำอธิบาย
ณ  ที่นี้  ทุโรฺยธน  ทรงประเมินเปรียบเทียบกำลัง  คิดว่ากำลังกองทัพของตนนั้นยิ่งใหญ่มหาศาลเกินกว่าจะวัดได้  โดยเฉพาะที่ได้รับการปกป้องเป็นพิเศษจากขุนพลผู้มีประสบการณ์สูงคือพระอัยกา  ภีษฺม  ส่วนฝ่ายตรงข้ามกำลังของ  ปาณฺฑว  นั้นมีจำกัดปกป้องโดยขุนพลผู้ด้อยประสบการณ์คือ  ภีม  บีมะทรงเหมือนกับผลไม้นิ่มเมื่ออยู่ต่อหน้า  ภีษฺม  ทุโรฺยธน  ทรงมีความอิจฉา  ภีม  ตลอดเวลาเพราะรู้ดีว่าหากตัวเองจะตายก็ด้วยฝีมือของ  ภีม  แต่ในขณะเดียวกันก็มีความมั่นใจในชัยชนะเพราะมี  ภีษฺม  ขุนพลที่เหนือกว่าอยู่ฝ่ายตน  ทุโรฺยธน  ทรงสรุปว่าในที่สุดตนเองจะชนะอย่างแน่นอน
अयनेषु च सर्वेषु यथाभागमवस्थिताः ।
भीष्ममेवाभिरक्षन्तु भवन्तः सर्व एव हि ॥ १.११ ॥
โศลก 11
ayaneṣu ca sarveṣu  yathā-bhāgam avasthitāḥ
bhīṣmam evābhirakṣantu  bhavantaḥ sarva eva hi
อยเนษุ จ สเรฺวษุ  ยถา-ภาคมฺ อวสฺถิตาห์
ภีษฺมมฺ เอวาภิรกฺษนฺตุ  ภวนฺตห์ สรฺว เอว หิ
อยเนษุ — ในจุดยุทธศาสตร์, — เช่นกัน, สเรฺวษุ — ทุกหนทุกแห่ง, ยถา-ภาคมฺ — จัดทัพ แตกต่างกัน, อวสฺถิตาห์ — สถิต, ภีษฺมมฺ — แด่พระอัยกา ภีษฺม, เอว — แน่นอน, อภิรกฺษนฺตุ — ควรให้การสนับสนุน, ภวนฺตห์ — ท่าน, สเรฺว — ตามลำดับทั้งหมด, เอว หิ — แน่นอน
คำแปล
บัดนี้  พวกท่านทั้งหลายต้องช่วยให้การสนับสนุนพระอัยกา  ภีษฺม  อย่างเต็มที่  โดยอยู่ในตำแหน่งจุดยุทธศาสตร์ทางเข้าไปสู่กองทัพ
คำอธิบาย
หลังจากสรรเสริญพลังอำนาจของ  ภีษฺม  แล้ว  ทุโรฺยธน  ทรงพิจารณาว่านักรบคนอื่น  ๆ  อาจคิดว่าตนเองมีความสำคัญน้อย  จึงตรัสแบบนักการทูตเพื่อปรับสถานการณ์ด้วยคำพูดที่กล่าวมาแล้ว  โดยเน้นว่า  ภีษฺมเทว  ทรงเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยแต่ว่าทรงมีอายุมากแล้ว  ฉะนั้น  ทุกคนต้องตระหนักเป็นพิเศษที่จะปกป้องท่านจากรอบด้าน  ขณะที่สู้รบกันอย่างเต็มที่อยู่ด้านหนึ่งศัตรูอาจจะฉวยโอกาสจากด้านอื่น  ฉะนั้น  ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ  คือวีรบุรุษท่านอื่น  ๆ  ไม่ควรออกห่างจากตำแหน่งยุทธศาสตร์จนให้ศัตรูทะลวงเข้ามาในกองทัพได้  ทุโรฺยธน  ทรงมีความรู้สึกอย่างชัดเจนว่าชัยชนะของ  กุรุ  ขึ้นอยู่กับการปรากฏกายของ  ภีษฺมเทว  และมั่นใจในการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของ  ภีษฺมเทว  และ  โทฺรณาจารฺย  ในสนามรบ  เพราะเห็นแล้วว่าทั้งสองท่านมิได้เอ่ยปากแม้แต่คำเดียวขณะที่  เทฺราปที  ภรรยาของ  อรฺชุน  ขอร้องในสภาวะที่ต้องการความช่วยเหลือ  นางได้ขอความเป็นธรรมขณะถูกเปลื้องผ้าออกต่อหน้าที่ชุมนุมของยอดขุนพลทั้งหลาย  แม้ทราบว่ายอดขุนพลทั้งสองท่านมีใจรัก  ปาณฺฑวแต่  ทุโรฺยธน  ทรงยังหวังว่าทั้งสองท่านจะสลัดความรักออกไปทั้งหมดเหมือนกับที่ท่านทั้งสองได้ทำตอนที่เล่นเกมการพนันกัน
तस्य सञ्जनयन्हर्षं कुरुवृद्धः पितामहः ।
सिंहनादं विनद्योच्चैः शङ्खं दध्मौ प्रतापवान् ॥ १.१२ ॥
โศลก 12
tasya sañjanayan harṣaṁ  kuru-vṛddhaḥ pitāmahaḥ
siṁha-nādaṁ vinadyoccaiḥ  śaṅkhaṁ dadhmau pratāpavān
ตสฺย สญฺชนยนฺ หรฺษํ  กุรุ-วฺฤทฺธห์ ปิตามหห์
สึห-นาทํ วินโทฺยจฺไจห์  ศงฺขํ ทธฺเมา ปฺรตาปวานฺ
ตสฺย — ของเขา, สญฺชนยนฺ — เพิ่มพูนขึ้น, หรฺษมฺ — ความสุข, กุรุ-วฺฤทฺธห์ — บรรพบุรุษ ของราชวงศ์ กุรุ (บีชมะ), ปิตามหห์ — พระอัยกา, สึห-นาทมฺ — เสียงคำรามคล้าย เสียงสิงโต, วินทฺย — เสียงก้องกังวาน, อุจฺไจห์ — ดังมาก, ศงฺขมฺ — หอยสังข์, ทธฺเมา — เป่า, ปฺรตาป-วานฺ — ความกล้าหาญ
คำแปล
จากนั้น  ภีษฺม  บรรพบุรุษผู้กล้าหาญยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์  กุรุ  พระอัยกาของเหล่านักรบทรงเป่าสังข์ด้วยสุรเสียงอันดังดุจเสียงสิงโตคำรามทำให้  ทุโรฺยธน  ดีใจ
คำอธิบาย
บรรพบุรุษแห่งราชวงศ์  กุรุ  ทรงเข้าใจความรู้สึกภายในหัวใจของหลานชายทุโรฺยธน  ด้วยความเมตตาโดยธรรมชาติ  ภีษฺม  ทรงพยายามให้กำลังใจหลานชายด้วยการเป่าสังข์ด้วยสุรเสียงอันดังประหนึ่งเสียงคำ  ราม  ของสิงโต  ลักษณะการเป่าสังข์เหมือนจะบอกแก่หลานชาย  ทุโรฺยธน  ผู้มีความกลุ้มใจว่า  ตัวท่านเองนั้นไม่มีโอกาสชนะในการทำศึกสงค  ราม  ครั้งนี้  เพราะองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงอยู่ฝ่ายตรงข้าม  แต่ถึงกระนั้นมันเป็นหน้าที่ที่จะต้องรบ  จากการกระทำเช่นนี้ท่านจะไม่ได้รับความเจ็บปวดอันใดเลย
ततः शङ्खाश्च भेर्यश्च पणवानकगोमुखाः ।
सहसैवाभ्यहन्यन्त स शब्दस्तुमुलोऽभवत् ॥ १.१३ ॥
โศลก 13
tataḥ śaṅkhāś ca bheryaś ca  paṇavānaka-gomukhāḥ
sahasaivābhyahanyanta  sa śabdas tumulo ’bhavat
ตตห์ ศงฺขาศฺ จ เภรฺยศฺ จ  ปณวานก-โคมุขาห์
สหไสวาภฺยหนฺยนฺต  ส ศพฺทสฺ ตุมุโล ’ภวตฺ
ตตห์ — หลังจากนั้น, ศงฺขาห์ — หอยสังข์, — เหมือนกัน, เภรฺยห์ — กลองใหญ่, — และ, ปณว-อานก — กลองเล็กและกลองใหญ่, โค-มุขาห์ — เขาสัตว์, สหสา — ทันทีทันใด, เอว — แน่นอน, อภฺยหนฺยนฺต — ส่งเสียงพร้อมกัน, สห์ — นั้น, ศพฺทห์ — เสียงรวมกัน, ตุมุลห์ — เสียงกึกก้อง, อภวตฺ — กลายเป็น
คำแปล
หลังจากนั้น  เสียงสังข์  กลอง  แตรเดี่ยว  แตร  และเขาสัตว์ทั้งหมดได้เริ่มส่งเสียงประสาน  ทำให้กึกก้องไปทั่ว
ततः श्वेतैर्हयैर्युक्ते महति स्यन्दने स्थितौ ।
माधवः पाण्डवश्चैव दिव्यौ शङ्खौ प्रदध्मतुः ॥ १.१४ ॥
โศลก 14
tataḥ śvetair hayair yukte  mahati syandane sthitau
mādhavaḥ pāṇḍavaś caiva  divyau śaṅkhau pradadhmatuḥ
ตตห์ เศฺวไตรฺ หไยรฺ ยุกฺเต  มหติ สฺยนฺทเน สฺถิเตา
มาธวห์ ปาณฺฑวศฺ ไจว  ทิเวฺยา ศงฺเขา ปฺรทธฺมตุห์
ตตห์ — หลังจากนั้น, เศฺวไตห์ — สีขาว, หไยห์ — ม้า, ยุกฺเต — เข้าคู่กัน, มหติ — ในความยิ่ง ใหญ่, สฺยนฺทเน — ราชรถ, สฺถิเตา — สถิต, มาธวห์กฺฤษฺณ (สวามีของเทพธิดาแห่งโชค ลาภ), ปาณฺฑวห์อรฺชุน (โอรสของพาณดุ), — ด้วยเหมือนกัน, เอว — แน่นอน, ทิเวฺยา — ทิพย์, ศงฺเขา — หอยสังข์, ปฺรทธฺมตุห์ — ส่งเสียง
คำแปล
อีกฝ่ายหนึ่ง  ทั้งองค์ชรี  กฺฤษฺณ  และ  อรฺชุน  ทรงประทับอยู่บนราชรถอันยิ่งใหญ่ที่ลากด้วยม้าขาว  ทั้งคู่ทรงเริ่มเป่าสังข์ทิพย์
คำอธิบาย
แตกต่างไปจากสังข์ที่เป่าโดย  ภีษฺมเทว  หอยสังข์ในพระหัตถ์ของ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  และ  อรฺชุน  เป็นทิพย์  เสียงของสังข์ทิพย์แสดงให้เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามไม่มีหวังที่จะได้รับชัยชนะ  เพราะ  กฺฤษฺณ  ทรงอยู่ฝ่ายของ  ปาณฺฑว  ชยสฺ  ตุ  ปาณฺฑุ-ปุตฺราณำ  เยษำ  ปกฺเษ  ชนารฺทนห์  ชัยชนะจะเป็นของผู้ที่เหมือนโอรสของ  ปาณฺฑุ  เสมอเพราะ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงอยู่ด้วยกันกับพวกเขา  เมื่อใดและสถานที่ใดที่องค์  ภควานฺ  ทรงปรากฏเทพธิดาแห่งโชคลาภทรงประทับอยู่  ณ  ที่นั้นด้วยเช่นกัน  เพราะว่าเทพธิดาแห่งโชคลาภทรงไม่ประทับอยู่องค์เดียวโดยปราศจากพระสวามี  ฉะนั้น  ชัยชนะและโชคลาภกำลังรอ  อรฺชุน  อยู่  ดังที่ได้แสดงออกมาในเสียงทิพย์จากหอยสังข์ของพระ  วิษฺณุ  หรือ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  นอกจากนั้นราชรถที่สหายทั้งสองทรงประทับอยู่  อคฺนิ  เทพ  (เจ้าแห่งไฟ)  ทรงเป็นผู้ถวายให้  อรฺชุน  แสดงให้เห็นว่าราชรถนี้สามารถนำชัยชนะมาให้ได้จากทั่วทุกสารทิศไม่ว่าจะถูกขับไป  ณ  ที่แห่งใดภายในสามโลก
पाञ्चजन्यं हृषीकेशो देवदत्तं धनञ्जयः ।
पौण्ड्रं दध्मौ महाशङ्खं भीमकर्मा वृकोदरः ॥ १.१५ ॥
โศลก 15
pāñcajanyaṁ hṛṣīkeśo  devadattaṁ dhanañ-jayaḥ
pauṇḍraṁ dadhmau mahā-śaṅkhaṁ  bhīma-karmā vṛkodaraḥ
ปาญฺจชนฺยํ หฺฤษีเกโศ  เทวทตฺตํ ธนญฺ-ชยห์
เปาณฺฑฺรํ ทธฺเมา มหา-ศงฺขํ  ภีม-กรฺมา วฺฤโกทรห์
ปาญฺจชนฺยมฺ — หอยสังข์ชื่อ ปาญฺจชนฺย, หฺฤษีก-อีศห์ — ฮริชีเคชะ(กฺฤษฺณ องค์ภควานผู้ กำกับประสาทสัมผัสของสาวก), เทวทตฺตมฺ — หอยสังข์ชื่อ เทวทตฺต, ธนมฺ-ชยห์ธนญฺชย (อารจุนะผู้ชนะความรวย), เปาณฺฑฺรมฺ — หอยสังข์ชื่อ เปาณฺฑฺร,ทธฺเมา — เป่า, มหา-ศงฺขมฺ — หอยสังข์ยอดเยี่ยม, ภีม-กรฺมา — ผู้ปฏิบัติงานที่ใช้พลังมหาศาล, วฺฤก-อุทรห์ — ผู้ที่รับประทานอาหารจุ (บีมะ)
คำแปล
องค์ชรี  กฺฤษฺณ  ทรงเป่าหอยสังข์ของพระองค์ชื่อ  ปาญฺจชนฺย  อรฺชุน  ทรงเป่าหอยสังข์ชื่อ  เทวทตฺต  และ  ภีม  ผู้รับประทานอาหารมากและปฏิบัติงานที่ใช้พลังงานมหาศาลได้ทรงเป่าหอยสังข์อันยอดเยี่ยมชื่อ  เปาณฺฑฺร  
คำอธิบาย
โศลกนี้  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงมีอีกพระนามหนึ่งว่า  หฺฤษีเกศ  เนื่องจากทรงเป็นเจ้าของประสาทสัมผัสทั้งหมด  สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูของพระองค์  ฉะนั้น  ประสาทสัมผัสของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็เป็นละอองอณูของประสาทสัมผัสของพระองค์เช่นกันผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์  ไม่สามารถยอมรับประสาทสัมผัสของสิ่งมีชีวิต  ดังนั้น  พวกเขากระตือรือร้นที่จะอธิบายว่า  สิ่งมีชีวิตทั้งหมดไม่มีประสาทสัมผัส  หรือไม่มีรูปลักษณ์องค์  ภควานฺ  ทรงสถิตอยู่ในหัวใจของมวลชีวิต  และกำกับประสาทสัมผัสของพวกเขาแต่การกำกับของพระองค์ขึ้นอยู่กับการศิโรราบของสิ่งมีชีวิต  ในกรณีของสาวกผู้บริสุทธิ์พระองค์ทรงควบคุมประสาทสัมผัสโดยตรง  ณ  สมรภูมิ  กุรุกฺเษตฺร  องค์  ภควานฺ  ทรงควบคุมประสาทสัมผัสทิพย์ของ  อรฺชุน  โดยตรง  ดังนั้น  หฺฤษีเกศ  ทรงเป็นพระนามของพระองค์โดยเฉพาะ  องค์  ภควานฺ  ทรงมีพระนามแตกต่างกันตามกิจกรรมอันหลากหลายของพระองค์  ตัวอย่างเช่น  ทรงพระนามว่า  มธุสูทน  เนื่องจากทรงสังหารมารชื่อ  มธุ  ทรงพระนามว่า  โควินฺท  เนื่องจากทรงให้ความสุขแก่ฝูงวัวและประสาทสัมผัสทรงพระนามว่า  วาสุเทว  เนื่องจากทรงเป็นบุตรของ  วสุเทว  ทรงพระนามว่า  เทวกี  -นนฺทน  เนื่องจากทรงยอมรับให้พระนาง  เทวกี  เป็นพระมารดา  ทรงพระนามว่ายโศทา  -  นนฺทน  เนื่องจากทรงให้รางวัลลีลาวัยเด็กของพระองค์แด่พระนาง  ยโศทาที่  วฺฤนฺทาวน  ทรงพระนามว่า  ปารฺถ  -  สารถิ  เนื่องจากพระองค์ทรงปฏิบัติงานเป็นสารถีของพระสหาย  อรฺชุน  ในทำนองเดียวกัน  ทรงพระนามว่า  หฺฤษีเกศ  เนื่องจากทรงให้คำชี้แนะแก่  อรฺชุน  ที่สนามรบ  กุรุกฺเษตฺร  
อรฺชุน  ทรงได้ชื่อว่า  ธนญฺชย  ในโศลกนี้  เนื่องจากทรงช่วยพระเชษฐาไปนำเอาทรัพย์สมบัติมาเมื่อมีความจำเป็นสำหรับ  กฺษตฺริย  เพื่อนำมาใช้จ่ายในพิธีบูชาต่าง  ๆ  ทำนองเดียวกัน  ภีม  ได้ชื่อว่า  วฺฤโกทร  เนื่องจากทรงสามารถรับประทานอาหารได้อย่างมากมายและสามารถปฏิบัติงานที่ใช้พลังมหาศาล  เช่น  การสังหารมารชื่อ  หิฑิมฺพ  ฉะนั้นหอยสังข์ที่ฝ่าย  ปาณฺฑว  แต่ละท่านเป่า  เริ่มจาก  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เป็นการให้ขวัญกำลังใจมากแก่ทหารในการรบ  ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้รับความเชื่อมั่นเช่นนี้เพราะผู้กำกับสูงสุด  กฺฤษฺณหรือเทพธิดาแห่งโชคลาภทรงมิได้อยู่ฝ่ายนี้  ดังนั้น  ชะตากรรมได้กำหนดไว้แล้วว่า  พวกดุระโยดะนะจะต้องพ่ายแพ้ในสมรภูมินี้  และนี่คือสาส์นที่ประกาศจากเสียงของสังข์
अनन्तविजयं राजा कुन्तीपुत्रो युधिष्ठिरः ।
नकुलः सहदेवश्च सुघोषमणिपुष्पकौ ॥ १.१६ ॥
काश्यश्च परमेष्वासः शिखण्डी च महारथः ।
धृष्टद्युम्नो विराटश्च सात्यकिश्चापराजितः ॥ १.१७ ॥
द्रुपदो द्रौपदेयाश्च सर्वशः पृथिवीपते ।
सौभद्रश्च महाबाहुः शङ्खान्दध्मुः पृथक्पृथक् ॥ १.१८ ॥
โศลก 16-18
anantavijayaṁ rājā  kuntī-putro yudhiṣṭhiraḥ
nakulaḥ sahadevaś ca  sughoṣa-maṇipuṣpakau
อนนฺตวิชยํ ราชา  กุนฺตี-ปุโตฺร ยุธิษฺฐิรห์
นกุลห์ สหเทวศฺ จ  สุโฆษ-มณิปุษฺปเกา
kāśyaś ca parameṣv-āsaḥ  śikhaṇḍī ca mahā-rathaḥ
dhṛṣṭadyumno virāṭaś ca  sātyakiś cāparājitaḥ
กาศฺยศฺ จ ปรเมษฺวฺ-อาสห์  ศิขณฺฑี จ มหา-รถห์
ธฺฤษฺฏทฺยุมฺโน วิราฏศฺ จ  สาตฺยกิศฺ จาปราชิตห์
drupado draupadeyāś ca  sarvaśaḥ pṛthivī-pate
saubhadraś ca mahā-bāhuḥ  śaṅkhān dadhmuḥ pṛthak pṛthak
ทฺรุปโท เทฺราปเทยาศฺ จ  สรฺวศห์ ปฺฤถิวี-ปเต
เสาภทฺรศฺ จ มหา-พาหุห์  ศงฺขานฺ ทธฺมุห์ ปฺฤถกฺ ปฺฤถกฺ
อนนฺต-วิชยมฺ — หอยสังข์ชื่ออนันทะวิจะยะ, ราชา — กษัตริย์, กุนฺตี-ปุตฺรห์ — บุตรของ พระนาง กุนฺตี, ยุธิษฺฐิรห์ยุธิษฺฐิร, นกุลห์นกุล, สหเทวห์สหเทว, — และ, สุโฆษ-มณิปุษฺปเกา — หอยสังข์ชื่อ สุโฆษ และ มณิปุษฺปก,กาศฺยห์ — กษัตริย์ แห่ง กาศี (วาราณะสี), — และ, ปรม-อิษุ-อาสห์ — ยอดนักยิงธนู, ศิขณฺฑีศิขณฺฑี, — ด้วยเหมือนกัน, มหา-รถห์ — ผู้ซึ่งสามารถต่อสู้กับคนเป็นพัน ๆ โดยลำพัง, ธฺฤษฺฏทฺยุมฺนห์ธฺฤษฺฏทฺยุมฺน (โอรสของกษัตริย์ดรุพะดะ), วิราฏห์วิราฏ (เจ้าชายผู้ทรงให้ที่พักพิงแด่ ปาณฺฑว ขณะที่แปลงตัวหลบซ่อน), — ด้วยเหมือนกัน, สาตฺยกิห์สาตฺยกิ (เหมือนกับ ยุยุธาน สารถีของชรี กฺฤษฺณ), — และ, อปราชิตห์ — ผู้ไม่เคยถูกทำลาย, ทฺรุปทห์ทฺรุปท กษัตริย์แห่งพานชาละ, เทฺราปเทยาห์ — บุตรของ เทฺราปที, — ด้วยเหมือนกัน, สรฺวศห์ — ทั้งหมด, ปฺฤถิวี-ปเต — โอ้กษัตริย์, เสาภทฺรห์ — อบิมันยุบุตรของ สุภทฺรา า, — เช่นกัน, มหา-พาหุห์ — ยอดนักรบ, ศงฺขานฺ — หอยสังข์, ทธฺมุห์ — เป่า, ปฺฤถกฺ ปฺฤถกฺ — ต่างคนต่างเป่า
คำแปล
กษัตริย์  ยุธิษฺฐิร  โอรสของพระนาง  กุนฺตี  ทรงเป่าหอยสังข์ชื่อ  อนนฺต  วิชย  นกุล  และ  สหเทว  ทรงเป่าหอยสังข์  สุโฆษ  และ  มณิปุษฺปก  กษัตริย์แห่ง  กาศี  ยอดนักยิงธนู  ยอดนักรบ  ศิขณฺฑี  ธฺฤษฺฏทฺยุมฺน  วิราฏ  สาตฺยกิ  ผู้ไม่เคยแพ้ทฺรุปท  เหล่าโอรสของ  เทฺราปที  และองค์อื่น  ๆ  โอ้พระราชา  เช่นนักรบผู้เก่งกล้าโอรสของ  สุภทฺรา  า  ทั้งหมดได้เป่าหอยสังข์กันตามลำดับ
คำอธิบาย
สญฺชย  บอกแก่  กฺษตฺริย  ธฺฤตราษฺฏฺร  อย่างมีไหวพริบถึงนโยบายอันไม่ฉลาดที่ไปโกงพวกโอรส  ปาณฺฑุ  และพยายามสถาปนาโอรสของตนขึ้นครองราชสมบัติ  เป็นสิ่งที่ไม่น่าสรรเสริญ  ลางต่าง  ๆ  ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า  ราชวงค์  กุรุ  ทั้งหมดจะถูกสังหารในสมรภูมิอันยิ่งใหญ่นี้  เริ่มต้นด้วยพระอัยกา  ภีษฺม  ลงมาถึงพระราชนัดดา  เช่น  อภิมนฺยุ  และองค์อื่น  ๆ  รวมทั้ง  กฺษตฺริย  จากรัฐต่าง  ๆ  ทั่วโลกที่มาชุมนุมกัน  ณ  ที่นี้  ทั้งหมดจะถูกลงโทษความหายนะทั้งปวงนี้เนื่องมาจาก  กฺษตฺริย  ธฺฤตราษฺฏฺร  เพราะทรงสนับสนุนนโยบายที่ฉ้อโกงทำให้เหล่าโอรสของพระองค์ปฏิบัติตาม
स घोषो धार्तराष्ट्राणां हृदयानि व्यदारयत् ।
नभश्च पृथिवीं चैव तुमुलोऽभ्यनुनादयन् ॥ १.१९ ॥
โศลก 19
sa ghoṣo dhārtarāṣṭrāṇāṁ  hṛdayāni vyadārayat
nabhaś ca pṛthivīṁ caiva  tumulo ’bhyanunādayan
ส โฆโษ ธารฺตราษฺฏฺราณำ  หฺฤทยานิ วฺยทารยตฺ
นภศฺ จ ปฺฤถิวีํ ไจว  ตุมุโล ’ภฺยนุนาทยนฺ
สห์ — นั้น, โฆษห์ — เสียงสั่นสะเทือน, ธารฺตราษฺฏฺราณามฺ — พระโอรสของ ธฺฤตราษฺฏฺร, หฺฤทยานิ — หัวใจ, วฺยทารยตฺ — สลาย, นภห์ — ท้องฟ้า, — ด้วยเหมือนกัน, ปฺฤถิวีมฺ — ผิวของโลก, — ด้วยเหมือนกัน, เอว — แน่นอน, ตุมุลห์ — เสียงอึกทึกอื้ออึง, อภฺยนุนาทยนฺ — ส่งเสียงกึกก้อง
คำแปล
การเป่าหอยสังข์เหล่านี้ส่งเสียงกึกก้องกัมปนาท  สะเทือนไปทั่วท้องฟ้าและทั่วพื้นดิน  ทำให้หัวใจเหล่าโอรสของ  ธฺฤตราษฺฏฺร  สลาย
คำอธิบาย
เมื่อ  ภีษฺม  และบุคคลอื่น  ๆ  ทางฝ่ายของ  ทุโรฺยธน  เป่าหอยสังข์ตามลำดับ  ทางฝ่าย  ปาณฺฑว  หัวใจไม่สะทกสะท้าน  เพราะไม่ได้กล่าวถึง  แต่ว่าโศลกนี้ได้กล่าวถึงหัวใจของเหล่าโอรส  ธฺฤตราษฺฏฺร  ว่าสลายจากเสียงสนั่นหวั่นไหวของฝ่าย  ปาณฺฑว  ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจาก  ปาณฺฑว  ทรงมีความมั่นใจใน  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ผู้ที่ยึดเอาองค์  ภควานฺ  เป็นที่พ่ึงจะไม่มีความกลัวอะไรเลย  แม้จะอยู่ท่ามกลางความหายนะอันใหญ่หลวง
अथ व्यवस्थितान्दृष्ट्वा धार्तराष्ट्रान्कपिध्वजः
प्रवृत्ते शस्त्रसम्पाते धनुरुद्यम्य पाण्डवः
हृषीकेशं तदा वाक्यमिदमाह महीपते ॥ १.२० ॥
โศลก 20
atha vyavasthitān dṛṣṭvā  dhārtarāṣṭrān kapi-dhvajaḥ
pravṛtte śastra-sampāte  dhanur udyamya pāṇḍavaḥ
hṛṣīkeśaṁ tadā vākyam  idam āha mahī-pate
อถ วฺยวสฺถิตานฺ ทฺฤษฺฏฺวา  ธารฺตราษฺฏฺรานฺ กปิ-ธฺวชห์
ปฺรวฺฤตฺเต ศสฺตฺร-สมฺปาเต  ธนุรฺ อุทฺยมฺย ปาณฺฑวห์
หฺฤษีเกศํ ตทา วากฺยมฺ  อิทมฺ อาห มหี-ปเต
อถ — จากนั้น, วฺยวสฺถิตานฺ — สถิต, ทฺฤษฺฏฺวา — มองดู, ธารฺตราษฺฏฺรานฺ — เหล่าโอรสของ ธฺฤตราษฺฏฺร, กปิ-ธฺวชห์ — ผู้มีธง หนุมานฺ, ปฺรวฺฤตฺเต — ขณะกำลังจะปฏิบัติการ, ศสฺตฺร-สมฺปาเต — ในการยิงธน, ธนุห์ — ธนู, อุทฺยมฺย — หยิบขึ้นมา, ปาณฺฑวห์ — โอรสของ ปาณฺฑุ (อารจุนะ), หฺฤษีเกศมฺ — แด่องค์ชรี กฺฤษฺณ, ตทา — ในเวลานั้น, วากฺยมฺ — คำพูด, อิทมฺ — เหล่านั้น, อาห — ตรัส, มหี-ปเต — โอ้กษัตริย์
คำแปล
ในขณะนั้น  อรฺชุน  โอรสของ  ปาณฺฑุ  ทรงนั่งอยู่บนราชรถที่มีธงรูป  หนุมานฺ  และหยิบคันธนูเพื่อเตรียมที่จะยิงศรออกไป  โอ้  กษัตริย์  หลังจากทรงมองไปที่เหล่าโอรสของ  ธฺฤตราษฺฏฺร  ซึ่งขับราชรถมาในกองทัพเรียงรายกันเป็นทิวแถว  จากนั้น  อรฺชุน  ตรัสกับองค์ชรี  กฺฤษฺณ  ด้วยคำพูดต่อไปนี้
คำอธิบาย
สงค  ราม  จะเริ่มขึ้นแล้ว  เป็นที่เข้าใจจากโศลกนี้ว่าเหล่าโอรสของ  ธฺฤตราษฺฏฺร  ทรงรู้สึกตกใจกลัวในการจัดทัพทหารที่คาดไม่ถึงของ  ปาณฺฑว  ซึ่งมีองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้ชี้แนะโดยตรงที่สนามรบ  ธงรูป  หนุมานฺ  ของ  อรฺชุน  เป็นเครื่องบ่งบอกถึงชัยชนะอีกอย่างหนึ่ง  เพราะ  หนุมานฺ  ร่วมมือกับพระ  ราม  ในการทำสงค  ราม  ระหว่างพระ  ราม  และราวณ  (ทศกัณฐ์)  และพระ  ราม  ทรงได้รับชัยชนะ  ณ  ที่นี้  พระ  ราม  และ  หนุมานฺ  ประทับอยู่บนราชรถเพื่อช่วย  อรฺชุน  ศฺรี  กฺฤษฺณ  คือพระ  ราม  และที่ใดที่พระ  ราม  ประทับอยู่ผู้รับใช้นิรันดร  หนุมานฺ  และมเหสีนิรันดรพระนาง  สีตา  หรือเทพธิดาแห่งโชคลาภจะประทับอยู่ด้วย  ดังนั้น  จึงไม่มีเหตุอันใดเลยที่จะทำให้เกิดความรู้สึกกลัวศัตรู  ยิ่งไปกว่านั้น  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เจ้าแห่งประสาทสัมผัส  เสด็จมาด้วยพระองค์เองเพื่อให้คำแนะนำ  มีคำชี้แนะที่ดีทั้งหมดให้กับ  อรฺชุน  ในการต่อสู้  สภาวะอันเป็นสิริมงคลเช่นนี้องค์  ภควานฺ  ทรงจัดให้สาวกนิรันดร  ซึ่งเป็นสิ่งบ่งบอกถึงชัยชนะอย่างแน่นอน
अर्जुन उवाच
सेनयोरुभयोर्मध्ये रथं स्थापय मेऽच्युत ॥ १.२१ ॥
यावदेतान्निरिक्षेऽहं योद्‌धुकामानवस्थितान् ।
कैर्मया सह योद्धव्यमस्मिन्रणसमुद्यमे ॥ १.२२ ॥
โศลก 21-22
arjuna uvāca
senayor ubhayor madhye  rathaṁ sthāpaya me ’cyuta
yāvad etān nirīkṣe ’haṁ  yoddhu-kāmān avasthitān
อรฺชุน อุวาจ
เสนโยรฺ อุภโยรฺ มเธฺย  รถํ สฺถาปย เม ’จฺยุต
ยาวทฺ เอตานฺ นิรีกฺเษ ’หํ  โยทฺธุ-กามานฺ อวสฺถิตานฺ
kair mayā saha yoddhavyam  asmin raṇa-samudyame
ไกรฺ มยา สห โยทฺธวฺยมฺ  อสฺมินฺ รณ-สมุทฺยเม
อรฺชุนห์ อุวาจอรฺชุน ตรัส, เสนโยห์ — ของกองทัพ, อุภโยห์ — ทั้งสองฝ่าย, มเธฺย — ระหว่าง, รถมฺ — ราชรถ, สฺถาปย — กรุณารักษา, เม — ของข้า, อจฺยุต — โอ้ผู้ไร้ความผิด พลาด, ยาวตฺ — นานเท่าที่, เอตานฺ — ทั้งหมดนี้, นิรีกฺเษ — อาจจะมองไป, อหมฺ — ข้าพเจ้า, โยทฺธุ-กามานฺ — มีความปรารถที่จะสู้รบ, อวสฺถิตานฺ — เป็นทิวแถวที่สนามรบ, ไกห์ — กับผู้ซึ่ง, มยา — โดยข้า, สห — ด้วยกัน, โยทฺธวฺยมฺ — ต้องต่อสู้, อสฺมินฺ — ในนี้, รณ — ต่อสู้, สมุทฺยเม — ในความพยายาม
คำแปล
  อรฺชุน  ตรัสว่า  โอ้  องค์ภควานผู้ไร้ความผิดพลาด  โปรดขับราชรถของข้าไปอยู่ท่ามกลางระหว่างกองทัพทั้งสองฝ่ายเพื่อข้าได้เห็นผู้ที่อยู่  ณ  ที่นี้  ปรารถนาจะสู้รบ  และข้าต้องต่อสู้กับผู้ใดในการประลองยุทธอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้
คำอธิบาย
ถึงแม้ว่าองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ด้วยพระเมตตาธิคุณอันหาที่สุดมิได้  ทรงปฏิบัติตนรับใช้สหายด้วยความรักที่มีต่อสาวก  ณ  ที่นี้  จึงทรงเรียกพระองค์ว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความผิดพลาด  ในฐานะที่ทรงเป็นสารถี  จะต้องรับคำสั่งจาก  อรฺชุน  พระองค์ทรงไม่ลังเลที่จะทำเช่นนี้  จึงทรงถูกเรียกว่าเป็นผู้ไร้ความผิดพลาด  ถึงแม้ว่าทรงยอมรับตำแหน่งสารถีให้สาวก  แต่สถานภาพอันสูงสุดของพระองค์ทรงไม่ถูกลดให้ต่ำลง  ในทุก  ๆ  สถานการณ์พระองค์ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  หฺฤษีเกศ  เจ้าแห่งประสาทสัมผัสทั้งหมด  ความสัมพันธ์ระหว่างองค์  ภควานฺ  และผู้รับใช้มีความหวานชื่นและเป็นทิพย์  ผู้รับใช้พร้อมเสมอในการรับใช้องค์  ภควานฺ  ในทำนองเดียวกัน  องค์  ภควานฺ  ทรงหาโอกาสที่จะรับใช้สาวกเสมอเช่นเดียวกัน  พระองค์ทรงมีความสุขเกษมสำราญมากที่สาวกผู้บริสุทธิ์มีสถานภาพที่เหนือกว่าและสั่งพระองค์มากกว่าที่พระองค์ทรงเป็นผู้สั่ง  เพราะทรงเป็นเจ้านาย  ทุกคนจึงอยู่ภายใต้คำสั่งของพระองค์  ไม่มีใครอยู่เหนือกว่าพอที่จะสั่งพระองค์ได้  แต่เมื่อทรงพบสาวกผู้บริสุทธิ์สั่งพระองค์ทรงรู้สึกว่ามีความสุขเกษมสำราญทิพย์  แม้ทรงเป็นเจ้านายผู้ไร้ความผิดพลาดในทุกสถานการณ์
ในฐานะที่เป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์  ภควานฺ  อรฺชุน  ทรงไม่ปรารถนาต่อสู้กับญาติพี่น้อง  แต่ทรงถูกบังคับให้มาที่สมรภูมิ  จากความดื้อรั้นของ  ทุโรฺยธน  ผู้ไม่ยอมตกลงเจรจาสงบศึก  ดังนั้น  อรฺชุน  ทรงอยากเห็นว่าใครคือผู้นำในการรบที่สมรภูมินี้  ถึงแม้เป็นไปไม่ได้ในการพยายามที่จะสงบศึกในสนามรบ  อรฺชุน  ทรงปรารถนาจะเห็นพวกเขาอีกครั้งหนึ่งและดูว่ามีแนวโน้มเช่นไรในความต้องการสงค  ราม  อันไม่พึงปรารถนานี้
योत्स्यमानानवेक्षेऽहं य एतेऽत्र समागताः ।
धार्तराष्ट्रस्य दुर्बुद्धेर्युद्धे प्रियचिकीर्षवः ॥ १.२३ ॥
โศลก 23
yotsyamānān avekṣe ’haṁ  ya ete ’tra samāgatāḥ
dhārtarāṣṭrasya durbuddher  yuddhe priya-cikīrṣavaḥ
โยตฺสฺยมานานฺ อเวกฺเษ ’หํ  ย เอเต ’ตฺร สมาคตาห์
ธารฺตราษฺฏฺรสฺย ทุรฺพุทฺเธรฺ  ยุทฺเธ ปฺริย-จิกีรฺษวห์
โยตฺสฺยมานานฺ — พวกที่จะสู้รบ, อเวกฺเษ — ให้ข้าได้เห็น, อหมฺ — ข้าพเจ้า, เย — ผู้ใด, เอเต — เหล่านั้น, อตฺร — ที่นี่, สมาคตาห์ — ชุมนุมกัน, ธารฺตราษฺฏฺรสฺย — เพื่อโอรสของ ธฺฤตราษฺฏฺร,ทุรฺพุทฺเธห์ — จิตใจชั่วร้าย, ยุทฺเธ — ในการสู้รบ, ปฺริย — ดี, จิกีรฺษวห์ — ปรารถนา
คำแปล
ให้ข้าได้เห็นผู้ที่มาอยู่  ณ  ที่นี้เพื่อสู้รบ  โดยปรารถนาที่จะให้โอรสของ  ธฺฤตราษฺฏฺร  ผู้ที่มีจิตใจชั่วร้ายพอพระทัย
คำอธิบาย
เป็นความลับที่ถูกเปิดเผยแล้วว่า  ทุโรฺยธน  ทรงประสงค์ที่จะยึดครองราชอาณาจักรของ  ปาณฺฑว  ด้วยแผนการอันชั่วร้าย  จากการร่วมมือกับพระบิดา  ธฺฤตราษฺฏฺร  ดังนั้น  ทุกคนที่ร่วมมือกับฝ่าย  ทุโรฺยธน  จะต้องเป็นนกในฝูงเดียวกัน  อรฺชุน  ทรงปรารถนาจะเห็นคนเหล่านี้ในสมรภูมิก่อนเริ่มทำการรบ  เพื่อให้ทราบว่าพวกเขาเป็นใครกันบ้าง  พระองค์ทรงไม่ตั้งใจที่จะเสนอข้อตกลงสงบศึก  อรฺชุน  ทรงต้องการประเมินกำลังของฝ่ายตรงข้ามที่จะต้องเผชิญหน้า  ถึงแม้ทรงมีความมั่นใจในชัยชนะเพราะว่าองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงประทับอยู่เคียงข้าง
सञ्जय उवाच ।
एवमुक्तो हृषीकेशो गुडाकेशेन भारत
सेनयोरुभयोर्मध्ये स्थापयित्वा रथोत्तमम् ॥ १.२४ ॥
โศลก 24
sañjaya uvāca
evam ukto hṛṣīkeśo  guḍākeśena bhārata
senayor ubhayor madhye  sthāpayitvā rathottamam
สญฺชย อุวาจ
เอวมฺ อุกฺโต หฺฤษีเกโศ  คุฑาเกเศน ภารต
เสนโยรฺ อุภโยรฺ มเธฺย  สฺถาปยิตฺวา รโถตฺตมมฺ
สญฺชยห์ อุวาจสญฺชย กล่าว, เอวมฺ — ดังนั้น, อุกฺตห์ — ตรัส, หฺฤษีเกศห์ — ชรี กฺฤษฺณ, คุฑาเกเศน — โดย อรฺชุน, ภารต — โอ้ ผู้สืบราชวงค์ ภรต,เสนโยห์ — ของกองทัพ, อุภโยห์ — ทั้งสองฝ่าย, มเธฺย — อยู่ท่ามกลาง, สฺถาปยิตฺวา — วาง, รถ-อุตฺตมมฺ — ราชรถที่สวยที่สุด
คำแปล
  สญฺชย  กล่าวว่า  โอ้  ผู้สืบราชวงศ์  ภรต  หลังจากที่ได้ยิน  อรฺชุน  ตรัสแล้วองค์ชรี  กฺฤษฺณ  ทรงขับราชรถอันสง่างามไปอยู่  ณ  ท่ามกลางกองทัพทั้งสองฝ่าย
คำอธิบาย
โศลกนี้ได้กล่าวถึง  อรฺชุน  ว่าเป็น  คุฑาเกศ  คุฑากา  หมายถึงการนอนหลับและผู้ที่ชนะการนอนเรียกว่า  คุฑาเกศ  การนอนหมายถึงอวิชชา  ดังนั้น  อรฺชุน  ทรงเอาชนะทั้งการนอนและอวิชชา  อันเนื่องมาจากมิตรภาพที่มีต่อ  กฺฤษฺณ  ในฐานะที่เป็นสาวกชั้นเยี่ยม  อรฺชุน  ทรงไม่สามารถลืม  กฺฤษฺณ  ได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว  เพราะนี่คือธรรมชาติของสาวก  ไม่ว่าในยามตื่นหรือยามหลับสาวกขององค์  ภควานฺ  จะไม่สามารถว่างเว้นจากการระลึกถึงพระนาม  รูปลักษณ์  คุณสมบัติ  และลีลาของ  กฺฤษฺณ  ดังนั้นสาวกของ  กฺฤษฺณ  สามารถเอาชนะทั้งการนอนและอวิชชาได้  ด้วยการระลึกถึง  กฺฤษฺณอยู่เสมอ  เช่นนี้เรียกว่า  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกหรือ  สมาธิ  ในฐานะที่เป็น  หฺฤษีเกศ  หรือผู้กำกับประสาทสัมผัสและจิตใจของทุก  ๆ  ชีวิต  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเข้าใจจุดมุ่งหมายของ  อรฺชุน  ที่ทรงให้นำราชรถไปยังท่ามกลางกองทัพทั้งสอง  พระองค์ทรงปฏิบัติตามและตรัสดังต่อไปนี้
भीष्मद्रोणप्रमुखतः सर्वेषां च महीक्षिताम् ।
उवाच पार्थ पश्यैतान्समवेतान्कुरूनिति ॥ १.२५ ॥
โศลก 25
bhīṣma-droṇa-pramukhataḥ  sarveṣāṁ ca mahī-kṣitām
uvāca pārtha paśyaitān  samavetān kurūn iti
ภีษฺม-โทฺรณ-ปฺรมุขตห์  สเรฺวษำ จ มหี-กฺษิตามฺ
อุวาจ ปารฺถ ปไศฺยตานฺ  สมเวตานฺ กุรูนฺ อิติ
ภีษฺม — พระอัยกา ภีษฺม, โทฺรณ — พระอาจารย์ โทฺรณ, ปฺรมุขตห์ — อยู่ข้างหน้า, สเรฺวษามฺ — ทั้งหมด, — เช่นกัน, มหี-กฺษิตามฺ — เหล่าผู้นำของโลก, อุวาจ — ตรัส, ปารฺถ — โอ้บุตรของ ปฺฤถา, ปศฺย — โปรดดู, เอตานฺ — พวกเขาทั้งหมด, สมเวตานฺ — ชุมนุมกัน, กุรูนฺ — สมาชิกของราชวงศ์ กุรุ,อิติ — ดังนั้น
คำแปล
ในการปรากฏกายของ  ภีษฺม  โทฺรณ  และผู้นำของโลกอื่น  ๆ  องค์ภควานตรัสว่า“โอ้  ปารฺถ  จงดูบรรดาสมาชิกของ  กุรุ  ทั้งหมดที่มาชุมนุมกัน  ณ  ที่นี้”
คำอธิบาย
ในฐานะที่เป็นอภิวิญญาณของมวลชีวิต  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเข้าใจ  อรฺชุน  ว่าทรงคิดอะไรอยู่  คำว่า  หฺฤษีเกศ  ในที่นี้หมายความว่า  พระองค์ทรงทราบทุกสิ่งทุกอย่างและคำว่า  ปารฺถ  โอรสของพระนาง  กุนฺตี  หรือ  ปฺฤถา  ก็มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับ  อรฺชุนเช่นเดียวกัน  ในฐานะที่เป็นพระสหาย  กฺฤษฺณ  ทรงปรารถนาที่จะบอกว่า  อรฺชุน  ทรงเป็นโอรสของ  ปฺฤถา  ผู้เป็นพระขนิษฐาของบิดา  กฺฤษฺณ  วสุเทว  กฺฤษฺณ  จึงทรงอาสามาเป็นสารถี  เมื่อ  กฺฤษฺณ  ตรัสต่อ  อรฺชุน  ว่า  “จงดูพวก  กุรุ  ”  ทรงหมายความเช่นไร?  อรฺชุน  ทรงปรารถนาที่จะหยุดแค่นี้และไม่สู้รบเช่นนั้นหรือ?  กฺฤษฺณ  ทรงไม่คาดหวังสิ่งนี้จากโอรสของพระปิตุจฉา  ปฺฤถา  กฺฤษฺณ  ทรงทำนายจิตใจของ  อรฺชุน  ในเชิงล้อเล่นฉันสหาย
तत्रापश्यत्स्थितान्पार्थः पितॄनथ पितामहान्
आचार्यान्मातुलान्भ्रातॄन्पुत्रान्पौत्रान्सखींस्तथा
श्वशुरान्सुहृदश्चैव सेनयोरुभयोरपि ॥ १.२६ ॥
โศลก 26
tatrāpaśyat sthitān pārthaḥ  pitṝn atha pitāmahān
ācāryān mātulān bhrātṝn  putrān pautrān sakhīṁs tathā
śvaśurān suhṛdaś caiva  senayor ubhayor api
ตตฺราปศฺยตฺ สฺถิตานฺ ปารฺถห์  ปิตฺฤๅนฺ อถ ปิตามหานฺ
อาจารฺยานฺ มาตุลานฺ ภฺราตฺฤๅนฺ  ปุตฺรานฺ เปาตฺรานฺ สขีํสฺ ตถา
ศฺวศุรานฺ สุหฺฤทศฺ ไจว  เสนโยรฺ อุภโยรฺ อปิ
ตตฺร — ที่นั่น, อปศฺยตฺ — ทรงเห็น, สฺถิตานฺ — ยืนอยู่, ปารฺถห์อรฺชุน, ปิตฺฤๅนฺ — พระบิดา, อถ — เช่นกัน, ปิตามหานฺ — พระอัยกา, อาจารฺยานฺ — พระอาจารย์, มาตุลานฺ — พระมาตุลา, ภฺราตฺฤๅนฺ — พี่น้อง, ปุตฺรานฺ — บุตร, เปาตฺรานฺ — หลาน, สขีนฺ — เพื่อน, ตถา — ด้วยเหมือน กัน, ศฺวศุรานฺ — พระสัสสุระ, สุหฺฤทห์ — ผู้ปรารถนาดี, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, เสนโยห์ — ของกองทัพ, อุภโยห์ — ของทั้งสองฝ่าย, อปิ — รวม
คำแปล
ท่ามกลางกองทัพทั้งสองฝ่าย  อรฺชุน  ทรงเห็น  พระบิดา  พระอัยกา  พระอาจารย์พระมาตุลา  พระเชษฐา  พระอนุชา  พระโอรส  พระราชนัดดา  พระสหาย  รวมทั้งพระสัสสุระและผู้ปรารถนาดีอื่น  ๆ
คำอธิบาย
ที่สมรภูมิ  อรฺชุน  ทรงเห็นญาติ  ๆ  ทั้งหลาย  บุคคลเช่น  ภูริศฺรวา  ารุ่นเดียวกับพระบิดา  พระอัยกา  ภีษฺม  และ  โสมทตฺต  พระอาจารย์  เช่น  โทฺรณาจารฺย  และ  คริพา-ชารยะ  พระมาตุลา  ศลฺย  และ  ศกุนิ  พระเชษฐา  พระอนุชา  เช่น  ทุโรฺยธน  พระโอรสเช่น  ลกฺษฺมณ  สหาย  เช่น  อศฺวตฺถามา  และผู้ปรารถดี  เช่น  กฺฤตวรฺมา  ฯลฯ  อรฺชุนทรงเห็นสหายเป็นจำนวนมากอยู่ในกองทัพทั้งสองฝ่าย
तान्समीक्ष्य स कौन्तेयः सर्वान्बन्धूनवस्थितान् ।
कृपया परयाविष्टो विषीदन्निदमब्रवीत् ॥ १.२७ ॥
โศลก 27
tān samīkṣya sa kaunteyaḥ  sarvān bandhūn avasthitān
kṛpayā parayāviṣṭo  viṣīdann idam abravīt
ตานฺ สมีกฺษฺย ส เกานฺเตยห์  สรฺวานฺ พนฺธูนฺ อวสฺถิตานฺ
กฺฤปยา ปรยาวิษฺโฏ  วิษีทนฺนฺ อิทมฺ อพฺรวีตฺ
ตานฺ — พวกเขาทั้งหมด, สมีกฺษฺย — หลังจากที่ได้เห็น, สห์ — เขา, เกานฺเตยห์ — พระโอรส ของพระนาง กุนฺตี, สรฺวานฺ — ทุกชนิด, พนฺธูนฺ — ญาติ ๆ, อวสฺถิตานฺ — สถิต, กฺฤปยา — ด้วย เมตตา, ปรยา — ในระดับสูง, อาวิษฺฏห์ — ปลาบปลื้ม, วิษีทนฺ — ขณะที่เศร้าโศก, อิทมฺ — ดังนั้น, อพฺรวีตฺ — ตรัส
คำแปล
เมื่อ  อรฺชุน  โอรสพระนาง  กุนฺตี  ทรงเห็นบรรดาสหายและญาติทั้งหมดในระดับต่าง  ๆ  กัน  ทรงรู้สึกตื้นตันใจ  เปี่ยมไปด้วยความเมตตาสงสาร  และตรัสว่า
अर्जुन उवाच ।
दृष्ट्वेमं स्वजनं कृष्ण युयुत्सुं समुपस्थितम्
सीदन्ति मम गात्राणि मुखं च परिशुष्यति ॥ १.२८ ॥
โศลก 28
arjuna uvāca
dṛṣṭvemaṁ sva-janaṁ kṛṣṇa  yuyutsuṁ samupasthitam
sīdanti mama gātrāṇi  mukhaṁ ca pariśuṣyati
อรฺชุน อุวาจ
ทฺฤษฺเฏฺวมํ สฺว-ชนํ กฺฤษฺณ  ยุยุตฺสุํ สมุปสฺถิตมฺ
สีทนฺติ มม คาตฺราณิ  มุขํ จ ปริศุษฺยติ
อรฺชุนห์ อุวาจอรฺชุน ตรัส, ทฺฤษฺฏฺวา — หลังจากเห็น, อิมมฺ — ทั้งหมดนี้, สฺว-ชนมฺ — เพื่อนร่วมชาติ, กฺฤษฺณ — โอ้ กฺฤษฺณ, ยุยุตฺสุมฺ — ทั้งหมดอยู่ในจิตวิญญาณแห่งการสู้รบ, สมุปสฺถิตมฺ — ปรากฏอยู่, สีทนฺติ — สั่น, มม — ของข้า, คาตฺราณิ — แขนขา, มุขมฺ — ปาก, — ด้วยเหมือนกัน, ปริศุษฺยติ — แห้งผาก
คำแปล
  อรฺชุน  ตรัสว่า  โอ้  กฺฤษฺณ  ที่รัก  การที่เห็นสหายและญาติ  ๆ  ปรากฏอยู่ต่อหน้าด้วยวิญญาณแห่งการสู้รบเช่นนี้  ข้ารู้สึกว่าแขนขาสั่นไปหมด  และปากแห้งผากลง
คำอธิบาย
ผู้ใดก็ตามที่อุทิศตนเสียสละอย่างจริงใจต่อองค์  ภควานฺ  จะมีคุณสมบัติดี  ๆทั้งหมดที่มีอยู่ในผู้มีคุณธรรม  หรือในเทวดา  แต่ผู้ที่ไม่ใช่สาวกไม่ว่าจะมีคุณสมบัติทางวัตถุมากเพียงใด  จากการศึกษาและวัฒนธรรม  จะขาดคุณธรรม  ฉะนั้น  หลังจากที่  อรฺชุนทรงเห็นเพื่อนร่วมชาติ  สหาย  และญาติ  ๆ  ที่สมรภูมิ  จิตใจรู้สึกตื้นตันไปด้วยความเมตตาสงสารต่อผู้ที่ตัดสินใจมาสู้รบกันเอง  สำหรับเหล่าทหารของพระองค์เอง  อรฺชุน  ทรงรู้สึกมีความสงสารตั้งแต่ต้น  แต่ยังทรงมีความเมตตาสงสารแม้แต่ทหารของฝ่ายตรงข้ามที่เห็นความตายของพวกเขาใกล้เข้ามา  ขณะทรงคิดเช่นนี้แขนขารู้สึกสั่นรัว  ปากแห้งผาก  ตื่นตระหนกที่ได้เห็นวิญญาณแห่งการต่อสู้ของพวกเขา  อันที่จริงกองทัพทั้งสองฝ่ายเป็นญาติทางสายเลือดเดียวกัน  แล้วจะมาฆ่ากันเองเช่นนี้  ทำให้สาวกเช่น  อรฺชุนทรงรู้สึกตื้นตันใจ  แม้ไม่ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้  เราก็สามารถเห็นภาพได้อย่างง่าย  ๆ  ว่า  ไม่เพียงแต่แขนขาสั่นและปากแห้งเท่านั้น  แต่ว่ายังทรงร่ำไห้ด้วยความเมตตาสงสาร  ลักษณะอาการของ  อรฺชุน  เช่นนี้ทรงมิใช่เกิดขึ้นจากความอ่อนแอ  แต่เนื่องด้วยหัวใจที่อ่อนโยนซึ่งเป็นลักษณะแห่งสาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์  ภควานฺ  จึงได้กล่าวไว้ว่า
ยสฺยาสฺติ ภกฺติรฺ ภควตฺยฺ อกิญฺจนา  สไรฺวรฺ คุไณสฺ ตตฺร สมาสเต สุราห์
หราวฺ อภกฺตสฺย กุโต มหทฺ-คุณา  มโน-รเถนาสติ ธาวโต พหิห์
“ผู้ที่อุทิศตนเสียสละอย่างแน่วแน่มั่นคงต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าจะมีคุณสมบัติที่ดีทั้งหมดของเหล่าเทวดา  แต่ผู้ที่ไม่ใช่สาวกขององค์  ภควานฺ  ซึ่งมีแต่คุณสมบัติทางวัตถุจะมีคุณค่าเพียงเล็กน้อย  เพราะจะวุ่นวายอยู่ในระดับจิตใจ  และแน่นอนว่าจะไปหลงเสน่ห์ยั่วยวนของพลังงานวัตถุ”  (ภาควต  5.18.12)
वेपथुश्च शरीरे मे रोमहर्षश्च जायते ।
गाण्डीवं स्रंसते हस्तात्त्वक्चैव परिदह्यते ॥ १.२९ ॥
โศลก 29
vepathuś ca śarīre me  roma-harṣaś ca jāyate
gāṇḍīvaṁ sraṁsate hastāt  tvak caiva paridahyate
เวปถุศฺ จ ศรีเร เม  โรม-หรฺษศฺ จ ชายเต
คาณฺฑีวํ สฺรํสเต หสฺตาตฺ  ตฺวกฺ ไจว ปริทหฺยเต
เวปถุห์ — ร่างกายสั่น, — เช่นกัน, ศรีเร — บนร่างกาย, เม — ของข้า, โรม-หรฺษห์ — ขนลุก, — เช่นกัน, ชายเต — เกิดขึ้น, คาณฺฑีวมฺ — ธนูของ อรฺชุน, สฺรํสเต — ลื่นลง, หสฺตาตฺ — จากมือ, ตฺวกฺ — ผิวหนัง, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, ปริทหฺยเต — ร้อนผ่าว
คำแปล
ทั่วทั้งเรือนร่างของข้ารู้สึกสั่นไปหมด  ขนลุกตั้งชัน  ธนู  คาณฺฑีว  ลื่นหลุดไปจากมือของข้า  และผิวกายร้อนผ่าว
คำอธิบาย
ร่างกายสั่นมีสองประเภท  และขนลุกก็มีสองประเภท  อาการเช่นนี้เกิดขึ้นได้จากความปลื้มปีติยินดีทิพย์อย่างใหญ่หลวง  หรือเกิดขึ้นจากความกลัวมากภายใต้สภาวะทางวัตถุ  ในความรู้แจ้งทิพย์จะไม่มีความกลัว  อาการของ  อรฺชุน  ในสถานการณ์เช่นนี้ทรงเนื่องมาจากความกลัวทางวัตถุ  เช่น  การสูญเสียชีวิต  ยังมีลักษณะอาการอื่น  ๆ  ที่เป็นหลักฐานคือ  อรฺชุน  ทรงรู้สึกหมดความอดทนจนกระทั่งคันธนูอันเลื่องชื่อคาณฺฑีว  ได้ลื่นหลุดไปจากมือ  เนื่องจากหัวใจที่ถูกเผาไหม้อยู่ภายใน  จึงทรงรู้สึกว่าร้อนผ่าวที่ผิวกาย  ทั้งหมดนี้เนื่องมาจากแนวความคิดชีวิตทางวัตถุ
न च मे शक्नोम्यवस्थातुं भ्रमतीव मनः ।
निमित्तानि च पश्यामि विपरीतानि केशव ॥ १.३० ॥
โศลก 30
na ca śaknomy avasthātuṁ  bhramatīva ca me manaḥ
nimittāni ca paśyāmi  viparītāni keśava
น จ ศกฺโนมฺยฺ อวสฺถาตุํ  ภฺรมตีว จ เม มนห์
นิมิตฺตานิ จ ปศฺยามิ  วิปรีตานิ เกศว
— ไม่, — เช่นกัน, ศกฺโนมิ — ข้าสามารถหรือไม่, อวสฺถาตุมฺ — อยู่, ภฺรมติ — ลืม, อิว — เช่น, — และ, เม — ของข้า, มนห์ — ใจ, นิมิตฺตานิ — สาเหตุ, — เช่นกัน, ปศฺยามิ — ข้าเห็น, วิปรีตานิ — สิ่งตรงกันข้าม, เกศว — โอ้ผู้สังหารมาร เกศี (กฺฤษฺณ)
คำแปล
บัดนี้ข้าไม่สามารถยืนอยู่  ณ  ที่นี้ได้อีกต่อไป  รู้สึกลืมตัว  จิตใจว้าวุ่น  เห็นแต่สาเหตุแห่งความอับโชคเท่านั้น  โอ้  กฺฤษฺณ  ผู้สังหารมาร  เกศี  
คำอธิบาย
เพราะขาดความอดทน  อรฺชุน  จึงทรงไม่สามารถอยู่ที่สมรภูมิได้อีกต่อไปและรู้สึกลืมตัว  อันเนื่องมาจากความอ่อนแอของจิตใจและความยึดติดในสิ่งของวัตถุอย่างรุนแรง  ทำให้คนเราอยู่ในสภาวะสับสนเช่นนี้  ภยํ  ทฺวิตียาภินิเวศตห์  สฺยาตฺ  (ภาควต  11.2.37)  ความกลัวและความไม่สมดุลของจิตใจเช่นนี้  เกิดขึ้นกับผู้ที่มีความยึดติดกับสภาวะวัตถุมากเกินไป  อรฺชุน  ทรงเห็นเฉพาะผลลัพธ์ที่มีแต่ความเจ็บปวดในสมรภูมิเท่านั้น  จะทรงไม่มีความสุขแม้ได้รับชัยชนะจากศัตรู  คำว่า  นิมิตฺตานิ  วิปรีตานิ  มีความสำคัญเมื่อเราเห็นเฉพาะความผิดหวังในสิ่งที่คาดหวัง  เราก็จะคิดว่า  “ข้ามาอยู่ที่นี่ทำไม?”  ทุก  ๆ  คนจะสนใจในตนเองและเรื่องของตนเองเท่านั้น  ไม่มีใครสนใจในองค์  ภควานฺ  ด้วยพระประสงค์ของ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทำให้  อรฺชุน  ทรงไม่รู้ถึงผลประโยชน์ที่แท้จริงของตนเอง  ผลประโยชน์ที่แท้จริงของเราอยู่ที่พระ  วิษฺณุ  หรือ  กฺฤษฺณ  พันธวิญญาณลืมจุดนี้ไป  ดังนั้น  จึงต้องได้รับทุกข์แห่งความเจ็บปวดทางวัตถุ  อรฺชุน  ทรงคิดว่าชัยชนะของพระองค์ในการรบจะเป็นเพียงสาเหตุเดียวที่ทำให้พระองค์เศร้าโศกเสียใจ
न च श्रेयोऽनुपश्यामि हत्वा स्वजनमाहवे ।
न काङ्क्षे विजयं कृष्ण न च राज्यं सुखानि च ॥ १.३१ ॥
โศลก 31
na ca śreyo ’nupaśyāmi  hatvā sva-janam āhave
na kāṅkṣe vijayaṁ kṛṣṇa  na ca rājyaṁ sukhāni ca
น จ เศฺรโย ’นุปศฺยามิ  หตฺวา สฺว-ชนมฺ อาหเว
น กางฺกฺเษ วิชยํ กฺฤษฺณ  น จ ราชฺยํ สุขานิ จ
— ไม่, — เช่นกัน, เศฺรยห์ — ดี, อนุปศฺยามิ — ข้าได้เห็นล่วงหน้า, หตฺวา — ด้วยการสังหาร, สฺว-ชนมฺ — สังคญาติของเรา, อาหเว — ในการต่อสู้, — ไม่, กางฺกฺเษ — ข้าปรารถนา, วิชยมฺ — ชัยชนะ, กฺฤษฺณ — โอ้ กฺฤษฺณ, — ไม่, — เช่นกัน, ราชฺยมฺ — อาณาจักร, สุขานิ — ความสุขหลังจากนั้น, — เช่นกัน
คำแปล
ข้าพเจ้าไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีจากการสังหารบรรดาญาติในสมรภูมินี้  โอ้  กฺฤษฺณ  ที่รัก  และข้าก็ไม่ปรารถนาชัยชนะพร้อมทั้งราชอาณาจักร  หรือความสุขที่จะได้รับ
คำอธิบาย
ด้วยการที่ไม่รู้ว่าผลประโยชน์ของเรานั้นอยู่ในพระ  วิษฺณุ  หรือ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  พันธวิญญาณจึงหลงอยู่ในเสน่ห์แห่งความสัมพันธ์ทางร่างกาย  โดยหวังว่าจะได้รับความสุขในสถานการณ์นี้  แนวความคิดแห่งชีวิตที่มืดมนเช่นนี้  เราลืมแม้แต่สาเหตุของความสุขทางวัตถุ  อรฺชุน  ทรงดูเหมือนจะลืมแม้กระทั่งหลักแห่งราชธรรมสำหรับ  กฺษตฺริย  กล่าวไว้ว่ามีมนุษย์อยู่สองประเภท  คือ  กฺษตฺริย  ผู้สิ้นพระชนม์ในสนามรบภายใต้คำสั่งของกฺฤษฺณ  โดยตรง  และผู้สละโลกวัตถุอุทิศชีวิตอยู่ตามลำพังเพื่อวัฒนธรรมทิพย์  ทั้งคู่มีสิทธิ์เข้าไปอยู่ในดวงอาทิตย์ซึ่งมีพลังอำนาจและรัศมีเจิดจรัสมาก  อรฺชุน  ทรงปฏิเสธแม้แต่จะสังหารศัตรู  และนับประสาอะไรกับญาติ  ๆ  โดยคิดว่าจากการสังหารสังคญาติจะทำให้ชีวิตไม่มีความสุข  ฉะนั้น  จึงทรงไม่ยินดีที่จะสู้รบ  เหมือนกับคนที่ไม่หิวจะไม่อยากทำอาหาร  และบัดนี้  อรฺชุน  ทรงตัดสินใจที่จะเข้าไปอยู่ในป่า  ใช้ชีวิตสันโดษด้วยความสิ้นหวัง  แต่ในฐานะที่เป็น  กฺษตฺริย  จึงทรงจำเป็นต้องมีราชอาณาจักรมาปกครองเนื่องจาก  กฺษตฺริย  ทรงไม่สามารถทำหน้าที่อื่นได้  แต่  อรฺชุน  ทรงไม่มีราชอาณาจักรโอกาสทั้งหมดของ  อรฺชุน  ที่จะได้รับราชอาณาจักรอยู่ที่การต้องสู้รบกับบรรดาญาติพี่น้อง  และยึดครองราชอาณาจักรอันเป็นมรดกจากพระบิดากลับคืนมา  ซึ่งพระองค์ทรงไม่ปรารถนาจะทำ  ดังนั้น  จึงทรงพิจารณาตนเองว่าสมควรที่จะไปใช้ชีวิตอยู่ในป่าอย่างสันโดษด้วยความสิ้นหวัง
किं नो राज्येन गोविन्द किं भोगैर्जीवितेन वा ।
येषामर्थे काङ्क्षितं नो राज्यं भोगाः सुखानि च ॥ १.३२ ॥
त इमेऽवस्थिता युद्धे प्राणांस्त्यक्त्वा धनानि च ।
आचार्याः पितरः पुत्रास्तथैव च पितामहाः ॥ १.३३ ॥
मातुलाः श्वशुराः पौत्राः श्यालाः सम्बन्धिनस्तथा ।
एतान्न हन्तुमिच्छामि घ्नतोऽपि मधुसूदन ॥ १.३४ ॥
अपि त्रैलोक्यराज्यस्य हेतोः किं नु महीकृते ।
निहत्य धार्तराष्ट्रान्नः का प्रीतिः स्याज्जनार्दन ॥ १.३५ ॥
โศลก 32-35
kiṁ no rājyena govinda  kiṁ bhogair jīvitena vā
yeṣām arthe kāṅkṣitaṁ no  rājyaṁ bhogāḥ sukhāni ca
กึ โน ราเชฺยน โควินฺท  กึ โภไครฺ ชีวิเตน วา
เยษามฺ อรฺเถ กางฺกฺษิตํ โน  ราชฺยํ โภคาห์ สุขานิ จ
ta ime ’vasthitā yuddhe  prāṇāṁs tyaktvā dhanāni ca
ācāryāḥ pitaraḥ putrās  tathaiva ca pitāmahāḥ
ต อิเม ’วสฺถิตา ยุทฺเธ  ปฺราณำสฺ ตฺยกฺตฺวา ธนานิ จ
อาจารฺยาห์ ปิตรห์ ปุตฺราสฺ  ตไถว จ ปิตามหาห์
mātulāḥ śvaśurāḥ pautrāḥ  śyālāḥ sambandhinas tathā
etān na hantum icchāmi  ghnato ’pi madhusūdana
มาตุลาห์ ศฺวศุราห์ เปาตฺราห์  ศฺยาลาห์ สมฺพนฺธินสฺ ตถา
เอตานฺ น หนฺตุมฺ อิจฺฉามิ  ฆฺนโต ’ปิ มธุสูทน
api trailokya-rājyasya  hetoḥ kiṁ nu mahī-kṛte
nihatya dhārtarāṣṭrān naḥ  kā prītiḥ syāj janārdana
อปิ ไตฺรโลกฺย-ราชฺยสฺย  เหโตห์ กึ นุ มหี-กฺฤเต
นิหตฺย ธารฺตราษฺฏฺรานฺ นห์  กา ปฺรีติห์ สฺยาชฺ ชนารฺทน
กิมฺ — ใช้อะไร, นห์ — แด่เรา, ราเชฺยน — เป็นราชอาณาจักร, โควินฺท — โอ้ กฺฤษฺณ, กิมฺ — อะไร, โภไคห์ — ความสุขสำราญ, ชีวิเตน — มีชีวิต, วา — ไม่ก็, เยษามฺ — ของใคร, อรฺเถ — เพื่อสิ่งนั้น, กางฺกฺษิตมฺ — เป็นสิ่งที่ปรารถนา, นห์ — โดยเรา, ราชฺยมฺ — ราชอาณาจักร, โภคาห์ — ความสุขทางวัตถุ, สุขานิ — ความสุขทั้งหมด, — เช่นกัน, เต — เขาทั้งหมด, อิเม — เหล่านี้, อวสฺถิตาห์ — สถิต, ยุทฺเธ — ในสมรภูมินี้, ปฺราณานฺ — ชีวิต, ตฺยกฺตฺวา — ยกเลิก, ธนานิ — ความร่ำรวย, — เช่นกัน, อาจารฺยาห์ — พระอาจารย์, ปิตรห์ — พระบิดา, ปุตฺราห์ — บุตร, ตถา — ดีเท่ากับ, เอว — แน่นอน, — เช่นกัน, ปิตามหาห์ — พระอัยกา, มาตุลาห์ — พระมาตุลา, ศฺวศุราห์ — พระสัสสุระ, เปาตฺราห์ — พระราชนัดดา, ศฺยาลาห์ — พระเชษฐภรรดา พระกนิษฐภคินี, สมฺพนฺธินห์ — สังคญาติ, ตถา — ดีเท่ากับ, เอตานฺ — ทั้งหมดนี้, — ไม่เคย, หนฺตุมฺ — สังหาร, อิจฺฉามิ — ข้าปรารถนา, ฆฺนตห์ — ถูกสังหาร, อปิ — แม้แต่, มธุสูทน — โอ้ผู้สังหารมาร มธุ (กฺฤษฺณ), อปิ — ถึงแม้ว่า, ไตฺร-โลกฺย — ของทั้ง สามโลก, ราชฺยสฺย — เพื่อราชอาณาจักร, เหโตห์ — ในการแลกเปลี่ยน, กิมฺ นุ — แล้วไปพูด อะไรอีก, มหี-กฺฤเต — เพื่อประโยชน์ของโลก, นิหตฺย — ด้วยการสังหาร, ธารฺตราษฺฏฺรานฺ — เหล่าโอรสของ ธฺฤตราษฺฏฺร, นห์ — ของเรา, กา — อะไร, ปฺรีติห์ — ความสุข, สฺยาตฺ — จะมี, ชนารฺทน — โอ้ ผู้ค้ำจุนมวลชีวิต
คำแปล
โอ้  โควินฺท  ผลประโยชน์ที่เราจะได้รับคือราชอาณาจักร  ความสุข  หรือแม้แต่ดวงชีวิตเอง  เมื่อพวกเขาทั้งหลายที่เราอาจปรารถนา  บัดนี้  ได้มาเรียงรายอยู่ในสมรภูมินี้แล้ว  โอ้  มธุสูทน  เมื่อพระอาจารย์  พระบิดา  บุตร  พระอัยกา  พระปิตุลาพระสัสสุระ  พระราชนัดดา  พระเชษฐภรรดา  พระกนิษฐภคินี  และเหล่าสังคญาติพร้อมถวายชีวิตและทรัพย์สิน  มายืนอยู่ต่อหน้า  แล้วเหตุใฉนข้าต้องปรารถนาไปสังหารพวกเขาด้วย  แม้พวกเขาอาจมาสังหารข้า  โอ้  ผู้ค้ำจุนมวลชีวิต  ข้าพเจ้าไม่พร้อมรบกับพวกเขาแม้จะเป็นการแลกเปลี่ยนทั้งสามโลก  นับประสาอะไรกับโลกนี้  เราจะได้รับความสุขอันใดในการสังหารเหล่าโอรสของ  ธฺฤตราษฺฏฺร  
คำอธิบาย
อรฺชุน  ทรงเรียกองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ว่า  โควินฺท  เพราะว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นจุดมุ่งหมายแห่งความสุขทั้งมวลของวัวและประสาทสัมผัส  เมื่อใช้คำสำคัญคำนี้  อรฺชุน  ทรงแสดงให้เห็นว่า  กฺฤษฺณ  ทรงควรเข้าใจว่าสิ่งใดที่จะทำให้ประสาทสัมผัสของ  อรฺชุน  พอใจ  แต่  โควินฺท  มิได้หมายความเพื่อให้ประสาทสัมผัสของเราได้รับความพอใจ  หากเราพยายามทำให้ประสาทสัมผัสของ  โควินฺท  ทรงพึงพอพระทัย  ประสาทสัมผัสของพวกเราก็จะได้รับความพึงพอใจด้วยโดยปริยาย  ในวิถีทางวัตถุทุก  ๆ  คนต้องการจะสนองประสาทสัมผัสของตนเอง  และต้องการให้องค์  ภควานฺ  เป็นผู้รับคำสั่งเพื่อความพึงพอใจของเรา  แต่องค์  ภควานฺ  จะทรงสนองประสาทสัมผัสของสิ่งมีชีวิตเท่าที่เขาควรจะได้รับ  ไม่มากจนเกิดเป็นความโลภ  หากเราปฏิบัติตรงกันข้ามคือพยายามสนองประสาทสัมผัสของ  โควินฺท  โดยไม่ปรารถนาสนองประสาทสัมผัสของตนเอง  ด้วยพระกรุณาธิคุณของ  โควินฺท  ความปรารถนาทั้งหมดของสิ่งมีชีวิตก็จะได้รับสนองตอบ  ความรักอันลึกซึ้งที่  อรฺชุน  ทรงมีต่อสังคม  และสมาชิกในครอบครัวที่แสดงออกมา  ณ  ที่นี้ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากความสงสารที่มีตามธรรมชาติ  ดังนั้น  พระองค์จึงทรงไม่เตรียมตัวที่จะสู้รบ  ทุกคนต้องการแสดงความมั่งคั่งร่ำรวยให้เพื่อน  ๆ  และญาติ  ๆ  เห็น  แต่  อรฺชุนทรงกลัวว่าบรรดาญาติและเพื่อนทั้งหมดจะถูกสังหารที่สมรภูมิ  และตัวพระองค์เองจะทรงไม่สามารถแบ่งปันความร่ำรวยหลังจากที่ได้รับชัยชนะ  นี่เป็นความคิดโดยทั่วไปทางชีวิตวัตถุ  อย่างไรก็ดีชีวิตทิพย์นั้นแตกต่างออกไป  เนื่องจากสาวกต้องการสนองพระราชประสงค์ขององค์  ภควานฺ  หากองค์  ภควานฺ  ทรงปรารถนาสาวกจะยอมรับความมั่งคั่งทั้งหลายเพื่อรับใช้พระองค์  แต่หากองค์  ภควานฺ  ทรงไม่ปรารถนาสาวกจะไม่ยอมรับแม้แต่สตางค์แดงเดียว  อรฺชุน  ทรงไม่ต้องการสังหารบรรดาญาติ  หากจำเป็นต้องสังหารทรงปรารถนาให้  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้สังหารเอง  มาถึงจุดนี้  อรฺชุน  ทรงไม่ทราบว่ากฺฤษฺณ  ได้สังหารพวกเขาทั้งหมดเรียบร้อยแล้วก่อนที่จะมาถึงสนามรบ  และ  อรฺชุนทรงเพียงแต่มาเป็นเครื่องมือให้  กฺฤษฺณ  เท่านั้น  ความจริงนี้จะถูกเปิดเผยในบทต่อ  ๆ  ไปในฐานะที่เป็นสาวกขององค์  ภควานฺ  โดยธรรมชาติ  อรฺชุน  ทรงไม่ปรารถนาที่จะโต้ตอบกับการกระทำที่ต่ำช้าเลวท  ราม  ของสังคญาติ  แต่นี่เป็นแผนการขององค์  ภควานฺ  ว่าทั้งหมดควรถูกสังหาร  สาวกไม่ปรารถนาที่จะตอบโต้ผู้กระทำผิด  แต่องค์  ภควานฺ  ทรงไม่ยอมอดทนต่อความผิดที่คนชั่วกระทำต่อสาวก  องค์  ภควานฺ  ทรงให้อภัยกับคนที่ทำผิดต่อพระองค์  แต่จะไม่ให้อภัยกับคนที่ทำผิดต่อสาวกของพระองค์  ฉะนั้น  องค์  ภควานฺ  ทรงมุ่งมั่นที่จะสังหารคนเลวท  ราม  เหล่านี้  ถึงแม้ว่า  อรฺชุน  ทรงปรารถนาจะให้อภัยพวกเขา
पापमेवाश्रयेदस्मान्हत्वैतानाततायिनः
तस्मान्नार्हा वयं हन्तुं धार्तराष्ट्रान्सबान्धवान्
स्वजनं हि कथं हत्वा सुखिनः स्याम माधव ॥ १.३६ ॥
โศลก 36
pāpam evāśrayed asmān  hatvaitān ātatāyinaḥ
tasmān nārhā vayaṁ hantuṁ  dhārtarāṣṭrān sa-bāndhavān
sva-janaṁ hi kathaṁ hatvā  sukhinaḥ syāma mādhava
ปาปมฺ เอวาศฺรเยทฺ อสฺมานฺ  หไตฺวตานฺ อาตตายินห์
ตสฺมานฺ นารฺหา วยํ หนฺตุํ  ธารฺตราษฺฏฺรานฺ ส-พานฺธวานฺ
สฺว-ชนํ หิ กถํ หตฺวา  สุขินห์ สฺยาม มาธว
ปาปมฺ — ความชั่ว, เอว — แน่นอน, อาศฺรเยตฺ — จะต้องมาถึง, อสฺมานฺ — เรา, หตฺวา — ด้วย การสังหาร, เอตานฺ — ทั้งหมดนี้, อาตตายินห์ — ผู้บุกรุก, ตสฺมาตฺ — ดังนั้น, — ไม่เคย, อรฺหาห์ — ควรได้รับ, วยมฺ — เรา, หนฺตุมฺ — สังหาร, ธารฺตราษฺฏฺรานฺ — เหล่าโอรสของ ธฺฤตราษฺฏฺร, ส-พานฺธวานฺ — พร้อมกับเพื่อน ๆ, สฺว-ชนมฺ — สังคญาติ, หิ — แน่นอน, กถมฺ — อย่างไร, หตฺวา — ด้วยการสังหาร, สุขินห์ — ความสุข, สฺยาม — เราจะกลายเป็น, มาธว — โอ้ กฺฤษฺณ สวามีเทพธิดาแห่งโชคลาภ
คำแปล
เราจะสั่งสมบาปหากสังหารผู้บุกรุกเหล่านี้  ดังนั้น  จึงไม่เหมาะที่จะสังหารเหล่าโอรสของ  ธฺฤตราษฺฏฺร  และเพื่อน  ๆ  ของเรา  โอ้  กฺฤษฺณ  สวามีเทพธิดาแห่งโชคลาภ  เราจะได้รับผลกำไรอะไร  และจะได้รับความสุขจากการสังหารสังคญาติของเราได้อย่างไร
คำอธิบาย
ตามหลักคัมภีร์พระ  เวท  มีผู้บุกรุกอยู่หกประเภท  (1)  ผู้วางยาพิษ  (2)  ผู้วางเพลิงเผาบ้าน  (3)  ผู้บุกรุกด้วยอาวุธร้ายแรง  (4)  ผู้มาปล้นทรัพย์สมบัติ  (5)  ผู้มายึดแผ่นดินของคนอื่น  (6)  ผู้มาลักพาภรรยา  ผู้มาบุกรุกเหล่านี้ควรถูกสังหารทันทีและจะไม่มีบาปในการสังหารบุคคลเหล่านี้  การสังหารพวกบุกรุกนี้เหมาะสำหรับบุคคลสามัญ  แต่  อรฺชุน  ทรงไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ  โดยบุคลิกลักษณะท่านเป็นนักบุญ  ฉะนั้นจึงทรงปรารถนาจะปฏิบัติต่อพวกเขาแบบนักบุญ  อย่างไรก็ดี  ลักษณะนักบุญเช่นนี้ไม่เหมาะสำหรับ  กฺษตฺริย  ถึงแม้ว่าความรับผิดชอบในการบริหารรัฐจำเป็นต้องทำโดยนักบุญ  แต่ไม่ควรเป็นคนขลาด  ตัวอย่างเช่น  พระ  ราม  ทรงเป็นนักบุญผู้ยิ่งใหญ่  จนกระทั่งปัจจุบันผู้คนยังกระตือรือร้นที่จะอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรของพระ  ราม  (ราม-ราชฺย)  เพราะพระ  ราม  ทรงไม่เคยแสดงความขลาดเลย  ราวณ  (ทศกัณฐ์)  เป็นผู้บุกรุกพระ  ราม  เพราะราวณ  ได้ลักพาตัวพระนาง  สีตา  มเหสีของพระ  ราม  พระ  ราม  ทรงให้บทเรียนอย่างสาสมจนหาที่เปรียบไม่ได้ในประวัติศาสตร์โลก  อย่างไรก็ดี  ในกรณีของ  อรฺชุน  เราควรพิจารณาพวกบุกรุกว่าเป็นกรณีพิเศษคือเป็นพระอัยกาของตนเอง  พระอาจารย์ของตนเอง  สหาย  บุตร  หลาน  ฯลฯ  ด้วยเหตุนี้  อรฺชุน  จึงทรงคิดว่าไม่ควรทำรุนแรงต่อพวกนี้  นอกจากนี้เหล่านักบุญแนะนำให้ให้อภัย  สำหรับนักบุญ  คำสั่งเช่นนี้สำคัญกว่าสถานการณ์ฉุกเฉินทางการเมือง  อรฺชุน  ทรงพิจารณาว่าแทนที่จะสังหารสังคญาติของตนด้วยเหตุผลทางการเมือง  ตามหลักศาสนาและหลักปฏิบัติของนักบุญทรงควรให้อภัย  ดังนั้น  จึงไม่คิดว่าการสังหารเช่นนี้จะได้รับประโยชน์อันใด  เป็นเพียงแต่การให้ความสุขทางร่างกายที่ไม่ถาวร  ทั้งราชอาณาจักรและความสุขที่ได้มาก็ไม่ถาวร  แล้วเหตุไฉนจึงต้องเสี่ยงชีวิตและความหลุดพ้นนิรันดรด้วยการสังหารสังคญาติของตนเองอรฺชุน  ทรงเรียก  กฺฤษฺณ  ว่า  “  มาธว  ”  หรือพระสวามีของเทพธิดาแห่งโชคลาภ  เป็นคำสำคัญเช่นกัน  เพราะทรงปรารถนาจะชี้ให้  กฺฤษฺณ  เห็นว่าในฐานะที่ทรงเป็นพระสวามีของเทพธิดาแห่งโชคลาภ  พระองค์ทรงไม่ควรชักจูง  อรฺชุน  ให้กระทำบางสิ่งบางอย่างซึ่งในที่สุดจะนำความอับโชคมาให้  อย่างไรก็ดี  กฺฤษฺณ  ทรงไม่เคยนำความอับโชคมาให้ผู้ใด  แล้วจะนำมาให้สาวกของพระองค์เองได้อย่างไร
यद्यप्येते न पश्यन्ति लोभोपहतचेतसः ।
कुलक्षयकृतं दोषं मित्रद्रोहे च पातकम् ॥ १.३७ ॥
कथं न ज्ञेयमस्माभिः पापादस्मान्निवर्तितुम् ।
कुलक्षयकृतं दोषं प्रपश्यद्भिर्जनार्दन ॥ १.३८ ॥
โศลก 37-38
yady apy ete na paśyanti  lobhopahata-cetasaḥ
kula-kṣaya-kṛtaṁ doṣaṁ  mitra-drohe ca pātakam
ยทฺยฺ อปฺยฺ เอเต น ปศฺยนฺติ  โลโภปหต-เจตสห์
กุล-กฺษย-กฺฤตํ โทษํ  มิตฺร-โทฺรเห จ ปาตกมฺ
kathaṁ na jñeyam asmābhiḥ  pāpād asmān nivartitum
kula-kṣaya-kṛtaṁ doṣaṁ  prapaśyadbhir janārdana
กถํ น เชฺญยมฺ อสฺมาภิห์  ปาปาทฺ อสฺมานฺ นิวรฺติตุมฺ
กุล-กฺษย-กฺฤตํ โทษํ  ปฺรปศฺยทฺภิรฺ ชนารฺทน
ยทิ — ถ้าหาก, อปิ — ถึงแม้, เอเต — พวกเขา, — ไม่, ปศฺยนฺติ — เห็น, โลภ — ด้วยความ โลภ, อุปหต — มีอำนาจมากว่า, เจตสห์ — หัวใจของพวกเขา, กุล-กฺษย — ในการ สังหารครอบครัว, กฺฤตมฺ — ทำสำเร็จ, โทษมฺ — ความผิด, มิตฺร-โทฺรเห — ในการทะเลาะ กับสหาย, — เช่นกัน, ปาตกมฺ — ผลแห่งบาป, กถมฺ — ทำไม, — ไม่ควร, ชฺเญยมฺ — เป็นที่รู้, อสฺมาภิห์ — โดยเรา, ปาปาตฺ — จากความบาป, อสฺมาตฺ — เหล่านี้, นิวรฺติตุมฺ — หยุด, กุล-กฺษย — ในการทำลายราชวงศ์, กฺฤตมฺ — ทำเสร็จสิ้น, โทษมฺ — อาชญากรรม, ปฺรปศฺยทฺภิห์ — โดยผู้ที่สามารถเห็น, ชนารฺทน — โอ้ กฺฤษฺณ
คำแปล
โอ้  ชนารฺทน  ถึงแม้ว่าหัวใจของบุคคลเหล่านี้  จะถูกครอบงำไปด้วยความโลภไม่เห็นความผิดในการสังหารครอบครัวของตนเอง  หรือการทะเลาะวิวาทกับพวกเพื่อน  ๆ  แล้วเหตุไฉน  เราผู้ที่เห็นการทำลายครอบครัวเป็นการอาชญากรรมจะกระทำบาปเช่นนี้ได้เล่า
คำอธิบาย
กฺษตฺริย  ทรงไม่ควรปฏิเสธการรบหรือการพนันเมื่อได้รับคำท้าทายจากฝ่ายตรงข้าม  ภายใต้หน้าที่ความรับผิดชอบเช่นนี้  อรฺชุน  ทรงไม่ควรปฏิเสธการสู้รบ  เพราะว่าถูกท้าทายจากฝ่าย  ทุโรฺยธน  ด้วยเหตุนี้  อรฺชุน  ทรงพิจารณาว่าฝ่ายตรงข้ามอาจตาบอดที่มาท้าทายเช่นนี้  อย่างไรก็ดี  อรฺชุน  ทรงเล็งเห็นผลร้ายที่จะเกิดขึ้นจึงไม่สามารถที่จะยอมรับการท้าทายนี้ได้  ความรับผิดชอบจำเป็นต้องปฏิบัติเมื่อผลออกมาดี  แต่เมื่อผลออกมาตรงกันข้ามก็ไม่มีใครควรถูกผูกมัด  เมื่อทรงพิจารณาถึงผลได้และผลเสียทั้งหมด  อรฺชุน  จึงทรงตัดสินใจว่าจะไม่สู้รบ
कुलक्षये प्रणश्यन्ति कुलधर्माः सनातनाः ।
धर्मे नष्टे कुलं कृत्स्नमधर्मोऽभिभवत्युत ॥ १.३९ ॥
โศลก 39
kula-kṣaye praṇaśyanti  kula-dharmāḥ sanātanāḥ
dharme naṣṭe kulaṁ kṛtsnam  adharmo ’bhibhavaty uta
กุล-กฺษเย ปฺรณศฺยนฺติ  กุล-ธรฺมาห์ สนาตนาห์
ธรฺเม นษฺเฏ กุลํ กฺฤตฺสฺนมฺ  อธรฺโม ’ภิภวตฺยฺ อุต
กุล-กฺษเย — ในการทำลายครอบครัว, ปฺรณศฺยนฺติ — จะถูกลบล้าง, กุล-ธรฺมาห์ — ประเพณีของครอบครัว, สนาตนาห์ — นิรันดร, ธรฺเม — ศาสนา, นษฺเฏ — ถูกทำลาย, กุลมฺ — ครอบครัว, กฺฤตฺสฺนมฺ — ทั้งหมด, อธรฺมห์ — ไร้ศาสนา, อภิภวติ — เปลี่ยนแปลง, อุต — ได้กล่าวไว้
คำแปล
จากการทำลายล้างราชวงศ์  ประเพณีนิรันดรของครอบครัวก็จะถูกทำลายไป  ดังนั้น  สมาชิกที่เหลือในครอบครัวจะปฏิบัติเยี่ยงคนไร้ศาสนา
คำอธิบาย
ในระบบสถาบัน  วรฺณาศฺรม  มีหลักธรรมประเพณีทางศาสนามากมาย  ที่จะช่วยให้สมาชิกในครอบครัวเจริญเติบโตอย่างถูกต้องเหมาะสม  และมีค่านิยมทิพย์สมาชิกผู้อาวุโสกว่ารับผิดชอบพิธีกรรมเพื่อความบริสุทธิ์ในครอบครัว  เริ่มตั้งแต่เกิดจนตาย  แต่เมื่อสมาชิกผู้อาวุโสสิ้นชีพลง  ประเพณีของครอบครัวเพื่อความบริสุทธิ์นี้อาจต้องหยุดชะงักลง  และสมาชิกผู้อ่อนวัยในครอบครัวอาจพัฒนานิสัยที่ผิดหลักศาสนา  จากนั้นจะสูญเสียโอกาสเพื่อความหลุดพ้นทางจิตวิญญาณ  ดังนั้น  จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่สมาชิกผู้อาวุโสในครอบครัวควรถูกสังหาร
अधर्माभिभवात्कृष्ण प्रदुष्यन्ति कुलस्त्रियः ।
स्त्रीषु दुष्टासु वार्ष्णेय जायते वर्णसङ्करः ॥ १.४० ॥
โศลก 40
adharmābhibhavāt kṛṣṇa  praduṣyanti kula-striyaḥ
strīṣu duṣṭāsu vārṣṇeya  jāyate varṇa-saṅkaraḥ
อธรฺมาภิภวาตฺ กฺฤษฺณ  ปฺรทุษฺยนฺติ กุล-สฺตฺริยห์
สฺตฺรีษุ ทุษฺฏาสุ วารฺษฺเณย  ชายเต วรฺณ-สงฺกรห์
อธรฺม — ไร้ศาสนา, อภิภวาตฺ — มีอำนาจมากกว่า, กฺฤษฺณ — โอ้ กฺฤษฺณ, ปฺรทุษฺยนฺติ — ทำให้เสื่อมเสีย, กุล-สฺตฺริยห์ — สุภาพสตรีในครอบครัว, สฺตฺรีษุ — โดยความเป็นสตรี, ทุษฺฏาสุ — มีความเสื่อมเสียมาก, วารฺษฺเณย — โอ้ ผู้สืบสกุลแห่ง วฺฤษฺณิ, ชายเต — มาเป็นอยู่, วรฺณ-สงฺกรห์ — ลูกหลานที่ไม่ต้องการ
คำแปล
เมื่อการทำผิดหลักศาสนามีมากขึ้นในครอบครัว  โอ้  กฺฤษฺณ  สุภาพสตรีในครอบครัวจะถูกทำให้เสื่อมเสีย  และเมื่อสตรีเสื่อมเสีย  โอ้  ผู้สืบสกุลแห่ง  วฺฤษฺณิ  ลูกหลานที่ไม่พึงประสงค์ก็จะถือกำเนิด
คำอธิบาย
พลเมืองดีในสังคมมนุษย์เป็นหลักพื้นฐานแห่งความสงบ  ความเจริญรุ่งเรืองและความก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  หลักธรรมของศาสนา  วรฺณาศฺรม  ได้ออกแบบไว้ให้มีพลเมืองส่วนใหญ่เป็นพลเมืองที่ดีในสังคม  เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของรัฐและสังคมในวิถีทิพย์  พลเมืองเช่นนี้  ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์และความซื่อสัตย์ของสตรี  เหมือนกับเด็กที่มีแนวโน้มไปในทางที่ผิด  สตรีก็เช่นกัน  มีแนวโน้มไปในทางที่เสื่อมได้  ดังนั้น  ทั้งเด็กและสตรีจำเป็นต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองจากสมาชิกผู้อาวุโสในครอบครัว  เมื่อได้ปฏิบัติกิจกรรมต่าง  ๆ  ทางศาสนาสตรีจะไม่ถูกนำไปในทางที่ผิดเรื่องชู้สาว  จาณกฺย  ปณฺฑิต  กล่าวว่า  โดยทั่วไปสตรีไม่ค่อยฉลาดจึงไม่ควรไว้วางใจ  ฉะนั้น  ประเพณีครอบครัวและกิจกรรมทางศาสนาต่าง  ๆ  สตรีควรปฏิบัติด้วยความบริสุทธิ์  และอุทิศตนเสียสละ  เช่นนี้จะทำให้กำเนิดพลเมืองดีที่สามารถปฏิบัติตามระบบ  วรฺณาศฺรม  ได้  แต่ที่  วรฺณาศฺรม-ธรฺม  ไม่ประสบผลสำเร็จ  ก็เนื่องจากสตรีมีอิสระในการคบหากับบุรุษตามธรรมชาติ  ดังนั้น  ความสัมพันธ์ทางชู้สาวจึงเกิดขึ้น  ซึ่งเสี่ยงในการมีประชากรที่ไม่พึงปรารถนา  บุรุษผู้ไม่รับผิดชอบจะชอบมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวในสังคม  ดังนั้น  จะมีเด็ก  ๆ  ที่ไม่พึงปรารถนาออกมามากมายในสังคมมนุษย์  ซึ่งเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดสงค  รามและโรคระบาด
सङ्करो नरकायैव कुलघ्नानां कुलस्य च ।
पतन्ति पितरो ह्येषां लुप्तपिण्डोदकक्रियाः ॥ १.४१ ॥
โศลก 41
saṅkaro narakāyaiva  kula-ghnānāṁ kulasya ca
patanti pitaro hy eṣāṁ  lupta-piṇḍodaka-kriyāḥ
สงฺกโร นรกาไยว  กุล-ฆฺนานำ กุลสฺย จ
ปตนฺติ ปิตโร หฺยฺ เอษำ  ลุปฺต-ปิณฺโฑทก-กฺริยาห์
สงฺกรห์ — เด็ก ๆ ผู้ไม่พึงปรารถนา, นรกาย — ทำให้ชีวิตเหมือนอยู่ในนรก, เอว — แน่นอน, กุล-ฆฺนานามฺ — สำหรับพวกที่เป็นผู้สังหารครอบครัว, กุลสฺย — เพื่อครอบครัว, — เช่นกัน, ปตนฺติ — ตกต่ำ, ปิตรห์ — บรรพบุรุษ, หิ — แน่นอน, เอษามฺ — ของเขาเหล่านั้น, ลุปฺต — หยุด, ปิณฺฑ — การถวายอาหาร, อุทก — และน้ำ, กฺริยาห์ — พิธีปฏิบัติ
คำแปล
แน่นอนว่าการเพิ่มประชากรที่ไม่พึงปราราถนาเป็นสาเหตุแห่งชีวิตเสมือนอยู่ในนรก  ทั้งของครอบครัวและของผู้ที่ทำลายประเพณีครอบครัว  บรรพบุรุษของครอบครัวที่วิบัติเช่นนี้จะตกต่ำ  เพราะพิธีการถวายอาหารและน้ำให้แด่พวกท่านต้องหยุดชะงักลงหมด
คำอธิบาย
ตามกฎของกิจกรรมเพื่อหวังผลทางวัตถุ  มีความจำเป็นต้องถวายอาหารและน้ำเป็นครั้งคราวให้แก่บรรพบุรุษของครอบครัว  การถวายอาหารเช่นนี้ปฏิบัติด้วยการบูชาพระ  วิษฺณุ  เพราะว่าการรับประทานอาหารที่เหลือจากที่ถวายให้องค์  วิษฺณุ  จะส่งผลให้เราหลุดออกจากการกระทำบาปต่าง  ๆ  บางครั้งบรรพบุรุษอาจได้รับทุกข์ทรมานจากผลกรรมต่าง  ๆ  และบางครั้งบรรพบุรุษบางคนไม่สามารถแม้กระทั่งไปอยู่ในร่างวัตถุหยาบ  จึงถูกบังคับให้อยู่ในร่างที่ละเอียด  เช่น  ร่างผี  ดังนั้นเมื่อ  ปฺรสาทมฺ  (อาหารที่เหลือจากพระ  วิษฺณุ)  ที่เราเอาไปถวายให้บรรพบุรุษ  บรรพบุรุษของเราจะหลุดพ้นจากร่างผีหรือร่างชีวิตที่ทุกข์ทรมานอื่น  ๆ  การช่วยเหลือบรรพบุรุษเป็นประเพณีของครอบครัวและผู้ที่ไม่ใช้ชีวิตอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์  ภควานฺ  จำเป็นต้องปฏิบัติพิธีกรรมเหล่านี้  ผู้ที่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  กฺฤษฺณ  ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติพิธีกรรมเหล่านี้  เพียงแต่ปฏิบัติตนรับใช้องค์  ภควานฺ  ด้วยความเสียสละ  เราจะสามารถส่งบรรพบุรุษนับร้อยนับพันคนจากความทุกข์ทรมานทั้งปวง  ได้กล่าวไว้ใน  ภาควต  (11.5.41)  ว่า
เทวรฺษิ-ภูตาปฺต-นฺฤณำ ปิตฺฤๅณำ  น กิงฺกโร นายมฺ ฤณี จ ราชนฺ
สรฺวาตฺมนา ยห์ ศรณํ ศรณฺยํ  คโต มุกุนฺทํ ปริหฺฤตฺย กรฺตมฺ
“ผู้ใดที่มาพึ่งพระบาทรูปดอกบัวของ  มุกุนฺท  ผู้ให้อิสรภาพ  ละทิ้งพันธกรณีข้อผูกพันทั้งปวงและยึดเอาวิธีปฏิบัตินี้อย่างจริงจัง  จะไม่เป็นหนี้ในทางหน้าที่หรือสัญญาข้อผูกมัดใด  ๆ  ต่อเหล่าเทวดา  นักบวช  สิ่งมีชีวิตทั่วไป  สมาชิกในครอบครัว  มนุษยชาติ  หรือบรรพบุรุษ”  พันธกรณีเหล่านี้ถูกยกเลิกไปโดยปริยายด้วยการปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า
दोषैरेतैः कुलघ्नानां वर्णसङ्करकारकैः ।
उत्साद्यन्ते जातिधर्माः कुलधर्माश्च शाश्वताः ॥ १.४२ ॥
โศลก 42
doṣair etaiḥ kula-ghnānāṁ  varṇa-saṅkara-kārakaiḥ
utsādyante jāti-dharmāḥ  kula-dharmāś ca śāśvatāḥ
โทไษรฺ เอไตห์ กุล-ฆฺนานำ  วรฺณ-สงฺกร-การไกห์
อุตฺสาทฺยนฺเต ชาติ-ธรฺมาห์  กุล-ธรฺมาศฺ จ ศาศฺวตาห์
โทไษห์ — ด้วยความผิดเช่นนี้, เอไตห์ — เขาทั้งหลาย, กุล-ฆฺนานามฺ — ของพวกที่ทำลาย ครอบครัว, วรฺณ-สงฺกร — เด็ก ๆ ที่ไม่พึงปรารถนา, การไกห์ — เป็นต้นเหตุ, อุตฺสาทฺยนฺเต — ถูกทำลาย, ชาติ-ธรฺมาห์ — โครงการสังคม, กุล-ธรฺมาห์ — ประเพณี ครอบครัว, — เช่นกัน, ศาศฺวตาห์ — นิรันดร
คำแปล
จากการกระทำชั่วของผู้ที่ทำลายล้างประเพณีของครอบครัว  จึงทำให้เด็ก  ๆที่ไม่พึงปรารถนากำเนิดขึ้น  โครงการเพื่อสังคมและกิจกรรมเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของครอบครัวทั้งหมดก็ถูกทำลายลง
คำอธิบาย
โครงการเพื่อสังคมมนุษย์สี่ระดับ  บวกกับกิจกรรมเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของครอบครัวดังที่ได้กำหนดไว้โดยสถาบัน  สนาตน-ธรฺม  หรือ  วรฺณาศฺรม-ธรฺม  ได้ออกแบบไว้เพื่อให้มนุษย์สามารถได้รับความหลุดพ้นขั้นสูงสุด  ดังนั้น  การฝืนกฎวัฒนธรรมของ  สนาตน-ธรฺม  โดยผู้นำที่ไม่รับผิดชอบในสังคมจะนำมาซึ่งปัญหาความวุ่นวายในสังคมและจะทำให้เราลืมจุดมุ่งหมายของชีวิตคือองค์  วิษฺณุ  ผู้นำเหล่านี้เรียกว่าผู้นำตาบอด  ผู้ที่ตามผู้นำตาบอดจะถูกนำไปสู่ความสับสนวุ่นวายแน่นอน
उत्सन्नकुलधर्माणां मनुष्याणां जनार्दन ।
नरकेऽनियतं वासो भवतीत्यनुशुश्रुम ॥ १.४३ ॥
โศลก 43
utsanna-kula-dharmāṇāṁ  manuṣyāṇāṁ janārdana
narake niyataṁ vāso  bhavatīty anuśuśruma
อุตฺสนฺน-กุล-ธรฺมาณำ  มนุษฺยาณำ ชนารฺทน
นรเก นิยตํ วาโส  ภวตีตฺยฺ อนุศุศฺรุม
อุตฺสนฺน — เสีย, กุล-ธรฺมาณามฺ — สำหรับผู้ที่มีประเพณีครอบครัว, มนุษฺยาณามฺ — มนุษย์เช่นนี้, ชนารฺทน — โอ้ กฺฤษฺณ, นรเก — ในนรก, นิยตมฺ — เสมอ, วาสห์ — ที่พัก, ภวติ — กลายมาเป็น, อิติ — ดังนั้น, อนุศุศฺรุม — ข้าได้ยินมาจาก ปรมฺปรา
คำแปล
โอ้  กฺฤษฺณ  ผู้ค้ำจุนประชากร  ข้าพเจ้าได้ยินมาจากพะรัมพะรา  ว่า  พวกที่ประเพณีของครอบครัวถูกทำลายจะต้องตกไปอยู่ในนรก
คำอธิบาย
อรฺชุน  ทรงมีหลักพื้นฐานในการโต้แย้ง  ไม่ใช่มาจากประสบการณ์แต่ได้ยินมาจากผู้ที่เชื่อถือได้  นี่คือวิธีการรับความรู้ที่แท้จริง  เราไม่สามารถมาถึงจุดที่แท้จริงแห่งความรู้ที่ถูกต้อง  หากไม่มีผู้ที่มีคุณวุฒิอยู่ในความรู้แห่งสัจธรรมให้การช่วยเหลือ  มีระบบในสถาบัน  วรฺณาศฺรม  ซึ่งก่อนตายเราจะต้องเข้าพิธีชดใช้บาปที่ได้กระทำไว้  ผู้ที่ทำบาปอยู่เสมอจะต้องกระทำพิธีชดใช้เรียกว่า  ปฺรายศฺจิตฺต  หากไม่ทำเช่นนี้แน่นอนว่าจะต้องถูกส่งไปลงนรกเพื่อรับความทุกข์ทรมานจากผลกรรมที่ได้ก่อไว้
अहो बत महत्पापं कर्तुं व्यवसिता वयम् ।
यद्राज्यसुखलोभेन हन्तुं स्वजनमुद्यताः ॥ १.४४ ॥
โศลก 44
aho bata mahat pāpaṁ  kartuṁ vyavasitā vayam
yad rājya-sukha-lobhena  hantuṁ sva-janam udyatāḥ
อโห พต มหตฺ ปาปํ  กรฺตุํ วฺยวสิตา วยมฺ
ยทฺ ราชฺย-สุข-โลเภน  หนฺตุํ สฺว-ชนมฺ อุทฺยตาห์
อโห — อนิจจา, พต — มันแปลกอะไรเช่นนี้, มหตฺ — ยิ่งใหญ่, ปาปมฺ — ความบาป, กรฺตุมฺ — ปฏิบัติ, วฺยวสิตาห์ — ได้ตัดสินใจลงไปแล้ว, วยมฺ — เรา, ยตฺ — เพราะว่า, ราชฺย-สุข-โลเภน — ถูกผลักดันด้วยความโลภเพื่อความสุขอย่างใหญ่หลวง, หนฺตุมฺ — สังหาร, สฺว-ชนมฺ — สังคญาติ, อุทฺยตาห์ — พยามยาม
คำแปล
โอ้  อนิจจา  มันแปลกอะไรเช่นนี้  ที่เราเตรียมตัวเพื่อกระทำบาปอย่างใหญ่หลวงด้วยแรงผลักดันจากความปรารถนาเพื่อแสวงหาความสุขอันยิ่งใหญ่  เราจึงตั้งใจสังหารสังคญาติของเราเอง
คำอธิบาย
ด้วยการถูกผลักดันจากแรงกระตุ้นแห่งความเห็นแก่ตัว  เราอาจจะเอนเอียงไปทำบาป  เช่น  สังหารพี่  น้อง  พ่อ  หรือแม่ของเราเอง  มีตัวอย่างมากมายในประวัติศาสตร์โลก  แต่  อรฺชุน  ผู้เป็นสาวกใจบุญขององค์  ภควานฺ  ทรงมีจิตสำนึกในหลักแห่งศีลธรรมอยู่เสมอ  ดังนั้น  จึงทรงพยายามหลีกเลี่ยงการกระทำบาปเช่นนี้
यदि मामप्रतीकारमशस्त्रं शस्त्रपाणयः ।
धार्तराष्ट्रा रणे हन्युस्तन्मे क्षेमतरं भवेत् ॥ १.४५ ॥
โศลก 45
yadi mām apratīkāram  aśastraṁ śastra-pāṇayaḥ
dhārtarāṣṭrā raṇe hanyus  tan me kṣema-taraṁ bhavet
ยทิ มามฺ อปฺรตีการมฺ  อศสฺตฺรํ ศสฺตฺร-ปาณยห์
ธารฺตราษฺฏฺรา รเณ หนฺยุสฺ  ตนฺ เม เกฺษม-ตรํ ภเวตฺ
ยทิ — ถึงแม้ว่า, มามฺ — ข้าพเจ้า, อปฺรตีการมฺ — ปราศจากการต่อต้าน, อศสฺตฺรมฺ — โดยไม่มี อาวุธ, ศสฺตฺร-ปาณยห์ — ผู้ที่มีอาวุธอยู่ในมือ, ธารฺตราษฺฏฺราห์ — เหล่าโอรสของ ธฺฤตราษฺฏฺร, รเณ — ในสมรภูมิ, หนฺยุห์ — อาจสังหาร, ตตฺ — นั้น, เม — สำหรับข้า, กฺเษม-ตรมฺ — ดีกว่า, ภเวตฺ — อาจเป็น
คำแปล
มันอาจเป็นการดีกว่า  ถ้าหากว่าเหล่าโอรสของ  ธฺฤตราษฺฏฺร  ผู้มีอาวุธครบมือมาสังหารข้าขณะไร้อาวุธ  และข้าพเจ้าจะไม่ตอบโต้ในสนามรบ
คำอธิบาย
เป็นประเพณีตามหลักการต่อสู้ของ  กฺษตฺริย  ว่า  ศัตรูผู้ไม่มีอาวุธและไม่ยินดีต่อสู้ไม่ควรถูกทำร้าย  อย่างไรก็ดี  อรฺชุน  ทรงตัดสินใจแล้วว่า  ถึงแม้ศัตรูจะบุกรุกเข้ามาในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้  พระองค์จะทรงไม่ยอมต่อสู้  โดยมิได้พิจารณาว่า  ฝ่ายตรงข้ามมีความปรารถนาจะสู้รบแค่ไหน  ลักษณะอาการทั้งหมดนี้ก็เนื่องมาจากหัวใจที่อ่อนโยน  จากผลที่ทรงเป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่ขององค์  ภควานฺ  
सञ्जय उवाच ।
एवमुक्त्वार्जुनः संख्ये रथोपस्थ उपाविशत्
विसृज्य सशरं चापं शोकसंविग्नमानसः ॥ १.४६ ॥
โศลก 46
sañjaya uvāca
evam uktvārjunaḥ saṅkhye  rathopastha upāviśat
visṛjya sa-śaraṁ cāpaṁ  śoka-saṁvigna-mānasaḥ
สญฺชย อุวาจ
เอวมฺ อุกฺตฺวารฺชุนห์ สงฺเขฺย  รโถปสฺถ อุปาวิศตฺ
วิสฺฤชฺย ส-ศรํ จาปํ  โศก-สํวิคฺน-มานสห์
สญฺชยห์ อุวาจสญฺชย กล่าว, เอวมฺ — ดังนั้น, อุกฺตฺวา — กล่าวว่า, อรฺชุนห์อรฺชุน, สงฺเขฺย — ในสมรภูมิ, รถ — ของราชรถ, อุปเสฺถ — บนที่นั่ง, อุปาวิศตฺ — นั่งลงอีกครั้ง หนึ่ง, วิสฺฤชฺย — วางลงข้าง ๆ, ส-ศรมฺ — พร้อมทั้งลูกศร, จาปมฺ — คันธนู, โศก — ความ เศร้าโศกเสียใจ, สํวิคฺน — ความทุกข์, มานสห์ — ภายในใจ
คำแปล
  สญฺชย  กล่าวว่า  “หลังจาก  อรฺชุน  ตรัสเช่นนี้ที่สมรภูมิแล้ว  ทรงวางคันธนูและลูกศรไว้ข้าง  ๆ  และนั่งลงบนราชรถ  ภายในจิตใจเต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ”
คำอธิบาย
ขณะที่  อรฺชุน  ทรงยืนอยู่บนราชรถสำรวจสถานการณ์ของฝ่ายศัตรู  แต่ว่าพระองค์ทรงถูกครอบงำด้วยความเศร้าโศกเสียใจ  จึงทรงนั่งลงอีกครั้งพร้อมทั้งวางคันธนูและลูกศรลงข้าง  ๆ  ผู้ที่มีจิตสำนึกเมตตาและอ่อนโยนจากการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์  ภควานฺ  เช่นนี้  เป็นผู้เหมาะสมที่จะได้รับความรู้แจ้งแห่งตน
ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย ภกฺติเวทนฺต บทที่หนึ่งของหนังสือ ศฺรีมทฺ ภควัท-คีตา ในหัวข้อเรื่อง สำรวจกองทัพที่สมรภูมิ กุรุกฺเษตฺร

ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

บทที่ สอง

บทที่ 2

บทสรุป ภควัท-คีตา

chapterImage

บทสรุป ภควัท-คีตา

संजय उवाच ।
तं तथा कृपयाविष्टमश्रुपूर्णाकुलेक्षणम्
विषीदन्तमिदं वाक्यमुवाच मधुसूदनः ॥ २.१ ॥
โศลก 1
sañjaya uvāca
taṁ tathā kṛpayāviṣṭam  aśru-pūrṇākulekṣaṇam
viṣīdantam idaṁ vākyam  uvāca madhusūdanaḥ
สญฺชย อุวาจ
ตํ ตถา กฺฤปยาวิษฺฏมฺ  อศฺรุ-ปูรฺณากุเลกฺษณมฺ
วิษีทนฺตมฺ อิทํ วากฺยมฺ  อุวาจ มธุสูทนห์
สญฺชยห์ อุวาจสญฺชย กล่าว, ตมฺ — แด่ อรฺชุน, ตถา — ดังนั้น, กฺฤปยา — ด้วย ความสงสาร, อาวิษฺฏมฺ — เต็มตื้น, อศฺรุ-ปูรฺณ-อากุล — เปี่ยมไปด้วยน้ำตา, อีกฺษณมฺ — ดวงตา, วิษีทนฺตมฺ — เศร้าโศก, อิทมฺ — เหล่านี้, วากฺยมฺ — คำพูด, อุวาจ — กล่าว, มธุ-สูทนห์ — ผู้สังหารมะดุ
คำแปล
  สญฺชย  กล่าวว่า  ได้เห็น  อรฺชุน  ทรงเปี่ยมไปด้วยความเมตตาสงสาร  จิตใจเศร้าสลด  ดวงตาเปี่ยมไปด้วยน้ำตา  มธุสูทน  กฺฤษฺณ  ตรัสดังต่อไปนี้
คำอธิบาย
ความเมตตาสงสารทางวัตถุ  ความเศร้าโศกเสียใจ  และน้ำตา  ทั้งหมดนี้คือสัญลักษณ์แห่งอวิชชาต่อดวงชีวิตที่แท้จริง  ความเมตตาสงสารต่อดวงวิญญาณอมตะคือความรู้แจ้ง  คำว่า  “  มธุสูทน  ”  มีความสำคัญในโศลกนี้  กฺฤษฺณ  ทรงสังหารอสูร  มธุ  และบัดนี้  อรฺชุน  ทรงปรารถนาให้  กฺฤษฺณ  สังหารมารแห่งความเข้าใจผิดที่ได้มาครอบงำพระองค์ในการปฏิบัติหน้าที่  ไม่มีใครรู้ว่าความเมตตากรุณาควรนำไปใช้อย่างไร  ความเมตตาสงสารต่อเสื้อผ้าของคนที่กำลังจมน้ำเป็นเรื่องไร้เหตุผล  การช่วยเสื้อผ้าหรือช่วยร่างวัตถุที่หยาบ  ของผู้ที่กำลังตกอยู่ในมหาสมุทรแห่งอวิชชานั้นไม่สามารถช่วยเขาได้  ผู้ไม่ทราบเช่นนี้  และเศร้าโศกเสียใจกับเสื้อผ้าภายนอก  เรียกว่า  ศูทฺร  หรือผู้ที่โศกเศร้าโดยไม่จำเป็น  อรฺชุน  ทรงเป็น  กฺษตฺริย  การกระทำเช่นนี้ไม่สมควร  อย่างไรก็ดี  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงสามารถปัดเป่าความโศกเศร้าของผู้ที่ถูกอวิชชาครอบงำได้  ด้วยจุดประสงค์นี้พระองค์จึงทรงขับร้องเพลง  ภควัท-คีตา  บทนี้ทรงแนะนำเราให้รู้สำนึกตนเองด้วยการวิเคราะห์ศึกษาร่างวัตถุและดวงวิญญาณ  ดังที่ได้อธิบายไว้โดยผู้ที่เชื่อถือได้สูงสุดคือองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  การรู้แจ้งเช่นนี้เป็นไปได้เมื่อเราทำงานโดยไม่ยึดติดต่อผลทางวัตถุ  และสถิตในแนวคิดแห่งตนเองที่แท้จริงอย่างมั่นคง
श्रीभगवानुवाच ।
कुतस्त्वा कश्मलमिदं विषमे समुपस्थितम्
अनार्यजुष्टमस्वर्ग्यमकीर्तिकरमर्जुन ॥ २.२ ॥
โศลก 2
śrī-bhagavān uvāca
kutas tvā kaśmalam idaṁ  viṣame samupasthitam
anārya-juṣṭam asvargyam  akīrti-karam arjuna
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
กุตสฺ ตฺวา กศฺมลมฺ อิทํ  วิษเม สมุปสฺถิตมฺ
อนารฺย-ชุษฺฏมฺ อสฺวรฺคฺยมฺ  อกีรฺติ-กรมฺ อรฺชุน
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า, กุตห์ — จากที่ใด, ตฺวา — ถึงท่าน, กศฺมลมฺ — ความสกปรก, อิทมฺ — ความเศร้าโศกเสียใจนี้, วิษเม — ในชั่วโมง ฉุกเฉินนี้, สมุปสฺถิตมฺ — มาถึง, อนารฺย — ผู้ที่ไม่รู้คุณค่าของชีวิต, ชุษฺฏมฺ — ปฏิบัติโดย, อสฺวรฺคฺยมฺ — จะไม่นำเราไปสู่โลกที่สูงกว่า, อกีรฺติ — เสียชื่อเสียง, กรมฺ — เป็นต้นเหตุ ของ, อรฺชุน — โอ้ อารจุนะ
คำแปล
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  โอ้  อรฺชุน  ที่รัก  มลทินเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?  มันไม่เหมาะสำหรับผู้ที่รู้คุณค่าแห่งชีวิต  เพราะจะไม่นำพาเธอไปสู่โลกที่สูงกว่า  แต่จะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง
คำอธิบาย
กฺฤษฺณ  และบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นบุคคลเดียวกัน  ดังนั้นใน  ภควัท-คีตา  ทั้งเล่มทรงเรียกพระองค์ว่า  ภควานฺ  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นสัจธรรมสูงสุด  การรู้แจ้งสัจธรรมอันสมบูรณ์เข้าใจได้ในสามระดับคือ  พฺรหฺมนฺ  หรือดวงวิญญาณอันไร้รูปลักษณ์ที่แผ่กระจายอยู่ทั่วไป  ปรมาตฺมา  หรือพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของมวลชีวิต  และองค์  ภควานฺ  หรือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (1.2.11)  ได้อธิบายแนวคิดแห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์ไว้ดังนี้
วทนฺติ ตตฺ ตตฺตฺว-วิทสฺ  ตตฺตฺวํ ยชฺ ชฺญานมฺ อทฺวยมฺ
พฺรเหฺมติ ปรมาตฺเมติ  ภควานฺ อิติ ศพฺทฺยเต
“ผู้รู้แจ้งสัจธรรมที่สมบูรณ์จะเข้าใจได้ในสามระดับซึ่งมีความคล้ายคลึงกันคือ  พฺรหฺมนฺ  ปรมาตฺมา  และ  ภควานฺ  ”
สามระดับทิพย์นี้เปรียบเทียบได้กับดวงอาทิตย์ที่แบ่งออกเป็นสามส่วน  คือแสงอาทิตย์  ผิวอาทิตย์  และดวงอาทิตย์  ผู้ที่ศึกษาเฉพาะแสงอาทิตย์เปรียบได้กับนักศึกษาชั้นประถม  ผู้ที่เข้าใจผิวของดวงอาทิตย์อยู่ในระดับที่สูงกว่า  และผู้ที่สามารถเข้าไปอยู่ในดวงอาทิตย์ได้เป็นผู้รู้สูงสุด  นักศึกษาทั่วไปที่พอใจกับการเข้าใจเฉพาะแสงอาทิตย์ซึ่งสาดส่องรัศมีไปทั่วจักรวาลอย่างเจิดจรัสซึ่งเป็นธรรมชาติที่ไร้รูปลักษณ์เปรียบเทียบได้กับผู้รู้แจ้งเฉพาะในส่วนของ  พฺรหฺมนฺ  แห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์โดยส่วนเดียว  นักศึกษาขั้นสูงกว่านี้จะทราบถึงผิวของดวงอาทิตย์ซึ่งเปรียบเทียบได้กับความรู้ในส่วนของ  ปรมาตฺมา  ของสัจธรรมที่สมบูรณ์  และนักศึกษาผู้ที่สามารถเข้าไปถึงใจกลางดวงอาทิตย์เปรียบเทียบได้กับผู้รู้แจ้งรูปลักษณ์แห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุด  ดังนั้น  ภกฺต  หรือนักทิพย์นิยมผู้รู้แจ้งในส่วนขององค์  ภควานฺ  แห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์  ถือว่าเป็นนักทิพย์นิยมชั้นสูงสุด  ถึงแม้ว่านักศึกษาทั้งหมดจะศึกษาในวิชาเดียวกันคือวิชาแห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์  แสงอาทิตย์  ผิวของดวงอาทิตย์  และกิจกรรมภายในดวงอาทิตย์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้  แต่นักศึกษาทั้งสามกลุ่มก็มิได้อยู่ในระดับเดียวกัน
ปราศร  มุนิ  ผู้ที่เชื่อถือได้และเป็นพระบิดาของ  วฺยาสเทว  ทรงอธิบายคำสันสกฤต  ภควานฺ  ว่าหมายถึงบุคลิกภาพสูงสุดผู้ทรงเป็นเจ้าของแห่งความร่ำรวยทั้งหมด  พลังอำนาจทั้งหมด  ชื่อเสียงทั้งหมด  ความสง่างามทั้งหมด  วิชาความรู้ทั้งหมดและความเสียสละทั้งหมด  ผู้มีคุณสมบัติทั้งหมดนี้ได้ชื่อว่าองค์  ภควานฺ  มีมนุษย์หลายคนที่ร่ำรวยมาก  มีอำนาจมาก  มีความสง่างามมาก  มีชื่อเสียงมาก  มีความรู้มาก  และไม่ยึดติด  แต่ไม่มีใครที่สามารถอ้างได้ว่าตนเองเป็นเจ้าของแห่งความร่ำรวยทั้งหมดพลังอำนาจทั้งหมด  ฯลฯ  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่สามารถตรัสเช่นนี้  เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดรวมทั้งพระ  พฺรหฺมา  พระ  ศิว  หรือพระ  นารายณ  ที่จะสามารถเป็นเจ้าแห่งความมั่งคั่งอย่างสมบูรณ์เท่ากับ  กฺฤษฺณ  ดังนั้นพระ  พฺรหฺมา  ทรงสรุปในหนังสือ  พฺรหฺม-สํหิตา  ว่า  กฺฤษฺณทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนและไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าองค์แรกหรือองค์  ภควานฺ  ที่ทราบกันในอีกพระนามหนึ่งว่า  โควินฺท  ผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดสูงสุดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง
อีศฺวรห์ ปรมห์ กฺฤษฺณห์  สจฺ-จิทฺ-อานนฺท-วิคฺรหห์
อนาทิรฺ อาทิรฺ โควินฺทห์  สรฺว-การณ-การณมฺ
“มีบุคลิกภาพมากมายผู้เป็นเจ้าของคุณสมบัติแห่งองค์  ภควานฺ  แต่  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุคลิกภาพที่สูงสุด  เพราะว่าไม่มีผู้ใดเลอเลิศไปกว่า  พระวรกายของพระองค์ทรงเป็นอมตะ  เปี่ยมไปด้วยความรู้  และความสุขเกษมสำราญ  พระองค์ทรงเป็น  โควินฺท  ภควานฺ  องค์แรก  และทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง”  (พฺรหฺม-สํหิตา  5.1)
มีพระนามของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้ามากมาย  ใน  ภาควต  เช่นกัน  แต่ได้อธิบายไว้ว่า  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นองค์แรกของบุคลิกภาพแห่งพระเจ้า  และจากกฺฤษฺณ  จึงมีอวตารแห่งองค์  ภควานฺ  มากมายที่ทรงแบ่งภาคออกมา
เอเต จำศ-กลาห์ ปุํสห์  กฺฤษฺณสฺ ตุ ภควานฺ สฺวยมฺ
อินฺทฺราริ-วฺยากุลํ โลกํ  มฺฤฑยนฺติ ยุเค ยุเค
“รายพระนามของอวตารแห่งองค์  ภควานฺ  ทั้งหมดที่เสนอไว้  ณ  ที่นี้  เป็นภาคที่แบ่งแยกมาจากพระองค์  หรือส่วนของภาคที่แบ่งแยกมาจากพระองค์  แต่  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าเอง”  (ภาควต  1.3.28)
ฉะนั้น  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์แรก  ทรงเป็นสัจธรรมที่สมบูรณ์  และทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทั้ง  ปรมาตฺมา  และ  พฺรหฺมนฺ  ที่ไร้รูปลักษณ์
ต่อหน้าพระพักตร์ของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ความเศร้าโศกเสียใจของ  อรฺชุน  ที่ทรงมีต่อบรรดาสังคญาติเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น  ดังนั้น  กฺฤษฺณ  ทรงแสดงความสนเท่ห์พระฤทัยด้วยคำดำรัสว่า  กุตห์  “มาจากไหน”  มลทินนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับผู้ที่อยู่ในชนชั้นที่มีอารยธรรมซึ่งได้ชื่อว่าเป็นชาว  อารฺยนฺ  คำว่า  อารฺยนฺ  ใช้กับผู้ที่ทราบถึงคุณค่าแห่งชีวิต  และมีอารยธรรมอยู่บนฐานความรู้แจ้งแห่งดวงวิญญาณ  ผู้ที่มีแนวความคิดทางวัตถุเป็นแกนนำจะไม่ทราบจุดมุ่งหมายของชีวิตว่าเราควรรู้แจ้งถึงสัจธรรมที่สมบูรณ์คือองค์  วิษฺณุ  หรือองค์  ภควานฺ  และจะถูกลักษณะภายนอกของโลกวัตถุยั่วยวนดังนั้นจึงไม่ทราบว่าความหลุดพ้นคืออะไร  ผู้ที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับความหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุเรียกว่าอนารยชน  ถึงแม้ว่า  อรฺชุน  ทรงเป็น  กฺษตฺริย  แต่พระองค์ทรงหลีกเลี่ยงหน้าที่ทั้งหมดด้วยการปฏิเสธที่จะสู้รบ  การกระทำด้วยความขลาดกลัวเช่นนี้เหมาะสำหรับอนารยชน  การบ่ายเบี่ยงจากหน้าที่เช่นนี้จะไม่ช่วยให้เราเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  และไม่เปิดโอกาสให้เ  ราม  ีชื่อเสียงที่ดีงามในโลกนี้  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เรียกว่า  ความเมตตาสงสารของ  อรฺชุน  ที่ทรงมีต่อสังคญาติ
क्लैब्यं मा स्म गमः पार्थ नैतत्त्वय्युपपद्यते ।
क्षुद्रं हृदयदौर्बल्यं त्यक्त्वोत्तिष्ठ परन्तप ॥ २.३ ॥
โศลก 3
klaibyaṁ mā sma gamaḥ pārtha  naitat tvayy upapadyate
kṣudraṁ hṛdaya-daurbalyaṁ  tyaktvottiṣṭha paran-tapa
ไกฺลพฺยํ มา สฺม คมห์ ปารฺถ  ไนตตฺ ตฺวยฺยฺ อุปปทฺยเต
กฺษุทฺรํ หฺฤทย-เทารฺพลฺยํ  ตฺยกฺโตฺวตฺติษฺฐ ปรนฺ-ตป
ไกฺลพฺยมฺ — ไร้สมรรถภาพ, มา สฺม — ไม่, คมห์ — นำไป, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, — ไม่เคย, เอตตฺ — นี้, ตฺวยิ — แก่เธอ, อุปปทฺยเต — เหมาะสม, กฺษุทฺรมฺ — เล็ก น้อย,หฺฤทย — ของหัวใจ, เทารฺพลฺยมฺ — ความอ่อนแอ, ตฺยกฺตฺวา — ยกเลิก, อุตฺติษฺฐ — ลุก ขึ้น, ปรมฺ-ตป — โอ้ ผู้กำราบศัตรู
คำแปล
โอ้  โอรสแห่ง  ปฺฤถา  เธอจงอย่ายอมจำนนให้กับความไร้สมรรถภาพที่น่าอับอายจนไม่เป็นตัวของตัวเองเช่นนี้  จงสลัดความอ่อนแอแห่งจิตใจเพียงเล็กน้อยนี้ออกไปให้พ้น  และลุกขึ้นมาสู้  โอ้  ผู้กำราบศัตรู
คำอธิบาย
อรฺชุน  ทรงถูกเรียกว่า  โอรสของ  ปฺฤถา  ผู้ทรงเป็นพระขนิษฐภคินีของ  วสุเทว  พระบิดาของ  กฺฤษฺณ  ฉะนั้น  อรฺชุน  ทรงมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับกฺฤษฺณ  หากโอรส  กฺษตฺริย  ปฏิเสธการสู้รบผู้นั้นก็เป็น  กฺษตฺริย  แต่เพียงในนามเท่านั้นและหากบุตรของ  พฺราหฺมณ  ทำบาป  เขาก็เป็น  พฺราหฺมณ  แต่เพียงในนามเท่านั้น  กฺษตฺริย  และ  พฺราหฺมณ  เช่นนี้เป็นบุตรที่ไร้ค่าของบิดา  ดังนั้น  กฺฤษฺณ  ไม่ทรงปรารถนาให้  อรฺชุน  มาเป็นโอรส  กฺษตฺริย  ที่ไร้คุณค่า  จากความน่าเชื่อถือได้ที่  อรฺชุน  ทรงเป็นพระสหายที่สนิทสนมมากกับ  กฺฤษฺณ  และ  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้นำทางของ  อรฺชุน  โดยตรงบนราชรถ  หาก  อรฺชุน  ทรงละทิ้งสนามรบไปจะเป็นการกระทำสิ่งที่เสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอย่างยิ่ง  ดังนั้น  กฺฤษฺณ  จึงตรัสว่าท่าทีของ  อรฺชุน  เช่นนี้ไม่เหมาะสมสำหรับบุคลิกภาพแห่ง  กฺษตฺริย  อรฺชุน  ทรงอาจมีข้อโต้แย้งว่าทรงยกเลิกการสู้รบบนพื้นฐานแนวคิดแห่งคุณธรรมอันสูงส่งเพื่อผู้ที่เราควรให้ความเคารพสูงสุด  เช่น  ภีษฺม  และบรรดาสังคญาติแต่  กฺฤษฺณ  ทรงพิจารณาว่าความมีคุณธรรมอันสูงส่งเช่นนี้  เป็นเพียงความอ่อนแอแห่งจิตใจเท่านั้น  คุณธรรมอันสูงส่งที่ผิดเช่นนี้  ผู้ที่เชื่อถือได้ไม่เห็นด้วย  ฉะนั้น  คุณธรรมอันสูงส่งหรือที่เรียกว่าอหิงสานี้  บุคคลเช่น  อรฺชุน  ควรยกเลิกภายใต้การชี้นำโดยตรงของศฺรี  กฺฤษฺณ  
अर्जुन उवाच ।
कथं भीष्ममहं संख्ये द्रोणं च मधुसूदन
इषुभिः प्रतियोत्स्यामि पूजार्हावरिसूदन ॥ २.४ ॥
โศลก 4
arjuna uvāca
kathaṁ bhīṣmam ahaṁ saṅkhye  droṇaṁ ca madhusūdana
iṣubhiḥ pratiyotsyāmi  pūjārhāv ari-sūdana
อรฺชุน อุวาจ
กถํ ภีษฺมมฺ อหํ สงฺเขฺย  โทฺรณํ จ มธุสูทน
อิษุภิห์ ปฺรติโยตฺสฺยามิ  ปูชารฺหาวฺ อริ-สูทน
อรฺชุนห์ อุวาจอรฺชุน ตรัสว่า, กถมฺ — อย่างไร, ภีษฺมมฺภีษฺม, อหมฺ — ข้าพเจ้า, สงฺเขฺย — ในการสู้รบ, โทฺรณมฺโทฺรณ, — เช่นกัน, มธุ-สูทน — โอ้ ผู้สังหาร มธุ, อิษุภิห์ — ด้วยลูกศร, ปฺรติโยตฺสฺยามิ — จะโต้ตอบ,ปูชา-อเรฺหา — ผู้ที่ควรเคารพบูชา,อริ-สูทน — โอ้ ผู้สังหารศัตรู
คำแปล
  อรฺชุน  ตรัสว่า  โอ้  ผู้สังหารศัตรู  โอ้  ผู้สังหาร  มธุ  ข้าจะโต้ตอบด้วยลูกศรในสนามรบกับ  ภีษฺม  และ  โทฺรณ  ผู้ที่ควรค่าได้รับการบูชาจากข้าพเจ้าได้อย่างไร?
คำอธิบาย
ผู้อาวุโสที่ควรเคารพเช่น  พระอัยกา  ภีษฺม  และพระอาจารย์  โทฺรณาจารฺย  ควรได้รับการเคารพบูชาอยู่เสมอ  ถึงแม้ว่าท่านจะมาเพื่อสู้รบ  เราไม่ควรโต้ตอบ  ซึ่งเป็นมารยาทโดยทั่วไปที่ผู้อาวุโสไม่ควรถูกก้าวร้าวแม้ด้วยคำพูด  ถึงแม้บางครั้งพฤติกรรมของอาจารย์จะไม่ถูกต้อง  แต่ไม่ควรถูกปฏิบัติตอบด้วยความก้าวร้าว  แล้วจะให้อรฺชุน  ตอบโต้ท่านเหล่านี้ได้อย่างไร  กฺฤษฺณ  จะยอมทำร้ายพระอัยกา  อุคฺรเสน  หรือพระอาจารย์  สานฺทีปนิ  มุนิ  หรือไม่?  เหล่านี้เป็นข้อโต้แย้งบางประการที่  อรฺชุน  เสนอแด่  กฺฤษฺณ  
गुरूनहत्वा हि महानुभावान्
श्रेयो भोक्तुं भैक्ष्यमपीह लोके ।
हत्वार्थकामांस्तु गुरूनिहैव
भुञ्जीय भोगान् रुधिरप्रदिग्धान् ॥ २.५ ॥
โศลก 5
gurūn ahatvā hi mahānubhāvān
śreyo bhoktuṁ bhaikṣyam apīha loke
hatvārtha-kāmāṁs tu gurūn ihaiva
bhuñjīya bhogān rudhira-pradigdhān
คุรูนฺ อหตฺวา หิ มหานุภาวานฺ
เศฺรโย โภกฺตุํ ไภกฺษฺยมฺ อปีห โลเก
หตฺวารฺถ-กามำสฺ ตุ คุรูนฺ อิไหว
ภุญฺชีย โภคานฺ รุธิร-ปฺรทิคฺธานฺ
คุรูนฺ — ผู้อาวุโส, อหตฺวา — ไม่สังหาร, หิ — แน่นอน, มหา-อนุภาวานฺ — ดวงวิญญาณผู้ยิ่ง ใหญ่, เศฺรยห์ — เป็นสิ่งที่ดีกว่า, โภกฺตุมฺ — ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข, ไภกฺษฺยมฺ — ด้วยการ ภิกขาจาร, อปิ — ถึงแม้ว่า, อิห — ในชีวิตนี้, โลเก — ในโลกนี้, หตฺวา — สังหาร, อรฺถ — ได้ รับ, กามานฺ — ปรารถนา, ตุ — แต่, คุรูนฺ — ผู้อาวุโส, อิห — ในโลกนี้, เอว — แน่นอน, ภุญฺชีย — ผู้ที่ต้องหาความสุข, โภคานฺ — สิ่งที่ให้ความสุข, รุธิร — เลือด, ปฺรทิคฺธานฺ — เปื้อนด้วย
คำแปล
อยู่ในโลกนี้ด้วยการภิกขาจารยังดีกว่าที่จะอยู่ด้วยค่าใช้จ่ายแห่งชีวิตของดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นพระอาจารย์ของข้า  แม้ปรารถนาผลกำไรทางโลกแต่ก็ยังเป็นผู้อาวุโส  หากพวกท่านถูกสังหาร  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความสุขของเราจะเปื้อนไปด้วยเลือด
คำอธิบาย
ตามหลักพระคัมภีร์  อาจารย์ผู้กระทำสิ่งที่น่ารังเกียจ  ขาดสติดุลยพินิจ  สมควรถูกทอดทิ้ง  ภีษฺม  และ  โทฺรณ  จำเป็นต้องอยู่ฝ่าย  ทุโรฺยธน  เพราะ  ทุโรฺยธน  ช่วยเหลือเรื่องการเงิน  ทั้งสองท่านไม่ควรรับสถานภาพนี้เพียงเพื่อเห็นแก่เงินเท่านั้น  เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านได้สูญเสียคุณสมบัติความน่าเคารพนับถือในฐานะเป็นอาจารย์ไปแล้ว  แต่  อรฺชุนทรงถือว่าท่านทั้งสองเป็นผู้อาวุโส  หากถูกสังหารเท่ากับผลกำไรทางวัตถุและความสุขที่  อรฺชุน  ได้รับเป็นสิ่งปฏิกูลที่เปื้อนไปด้วยเลือด
न चैतद्विद्मः कतरन्नो गरीयो
यद्वा जयेम यदि वा नो जयेयुः ।
यानेव हत्वा न जिजीविषाम-
स्तेऽवस्थिताः प्रमुखे धार्तराष्ट्राः ॥ २.६ ॥
โศลก 6
na caitad vidmaḥ kataran no garīyo
yad vā jayema yadi vā no jayeyuḥ
yān eva hatvā na jijīviṣāmas
te ’vasthitāḥ pramukhe dhārtarāṣṭrāḥ
น ไจตทฺ วิทฺมห์ กตรนฺ โน ครีโย
ยทฺ วา ชเยม ยทิ วา โน ชเยยุห์
ยานฺ เอว หตฺวา น ชิชีวิษามสฺ
เต ’วสฺถิตาห์ ปฺรมุเข ธารฺตราษฺฏฺราห์
— ไม่, — เช่นกัน, เอตตฺ — นี้, วิทฺมห์ — เรารู้, กตรตฺ — ซึ่ง, นห์ — สำหรับเรา, ครียห์ — ดีกว่า, ยตฺ วา — หรือไม่, ชเยม — เราอาจมีชัย, ยทิ — ถ้า, วา — หรือ, นห์ — เรา, ชเยยุห์ — พวกเขามีชัย, ยานฺ — เขาเหล่านั้น, เอว — แน่นอน, หตฺวา — ด้วยการสังหาร, — ไม่เคย, ชิชีวิษามห์ — เราต้องการที่จะมีชีวิตอยู่, เต — ทั้งหมด, อวสฺถิตาห์ — สถิตอยู่, ปฺรมุเข — ข้างหน้า, ธารฺตราษฺฏฺราห์ — โอรสของดริทะราชทระ
คำแปล
เราไม่ทราบว่าสิ่งไหนดีกว่ากัน  เอาชนะพวกเขาหรือให้พวกเขามีชัย  หากสังหารเหล่าโอรสของ  ธฺฤตราษฺฏฺร  เราก็ไม่ควรมีชีวิตอยู่เช่นกัน  บัดนี้  พวกเขามายืนอยู่ต่อหน้าเราในสมรภูมินี้แล้ว
คำอธิบาย
อรฺชุน  ทรงไม่ทราบว่าควรจะรบและเสี่ยงในการเบียดเบียนผู้อื่นโดยไม่จำเป็นหรือไม่  ถึงแม้การทำศึกสงค  ราม  จะเป็นหน้าที่ของ  กฺษตฺริย  หรือควรจะหลีกเลี่ยงการรบและไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยการภิกขาจาร  หากไม่ได้รับชัยชนะการภิกขาจารก็เป็นหนทางเดียวที่จะประทังชีวิตอยู่  และชัยชนะก็มิใช่เป็นสิ่งแน่นอนเพราะฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจมีชัยได้  แม้ชัยชนะกำลังรออยู่  (การกระทำเช่นนี้สมเหตุผล)  หากเหล่าโอรสของธฺฤตราษฺฏฺร  ตายในสนามรบก็เป็นการยากลำบากมากที่จะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากพวกเขา  สถานการณ์เช่นนี้เปรียบเสมือนกับการพ่ายแพ้อีกอย่างหนึ่ง  อรฺชุน  ทรงพิจารณาอย่างรอบคอบ  เช่นนี้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่เพียงเป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่ขององค์  ภควานฺ  เท่านั้น  แต่ยังมีความรู้แจ้งอย่างสูง  ทรงสามารถควบคุมจิตใจและประสาทสัมผัสของตนเองได้อย่างสมบูรณ์  ความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยการภิกขาจาร  แม้กำเนิดในตระกูล  กฺษตฺริย  เป็นข้อบ่งชี้อีกอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าอารจุนะทรงไม่ยึดติดและเป็นผู้มีคุณธรรมอย่างแท้จริง  ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้บวกกับความศรัทธาที่มีต่อคำดำรัสของ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  (พระอาจารย์ทิพย์)  จึงสรุปได้ว่า  อรฺชุน  ทรงมีความเหมาะสมเพื่อการหลุดพ้น  นอกจากเราสามารถควบคุมประสาทสัมผัสได้ทั้งหมดมิฉะนั้น  จะไม่มีโอกาสเจริญขึ้นมาสู่ระดับแห่งความรู้  หากไม่มีความรู้และการอุทิศตนเสียสละ  เราจะไม่มีโอกาสได้รับความหลุดพ้น  อรฺชุน  ทรงมีคุณสมบัติทั้งหมดเหล่านี้ซึ่งสำคัญกว่าคุณสมบัติอันยิ่งใหญ่ในความสัมพันธ์ทางวัตถุ
कार्पण्यदोषोपहतस्वभावः
पृच्छामि त्वां धर्मसम्मूढचेताः ।
यच्छ्रेयः स्यान्निश्चितं ब्रूहि तन्मे
शिष्यस्तेऽहं शाधि मां त्वां प्रपन्नम् ॥ २.७ ॥
โศลก 7
kārpaṇya-doṣopahata-svabhāvaḥ
pṛcchāmi tvāṁ dharma-sammūḍha-cetāḥ
yac chreyaḥ syān niścitaṁ brūhi tan me
śiṣyas te ’haṁ śādhi māṁ tvāṁ prapannam
การฺปณฺย-โทโษปหต-สฺวภาวห์
ปฺฤจฺฉามิ ตฺวำ ธรฺม-สมฺมูฒ-เจตาห์
ยจฺ เฉฺรยห์ สฺยานฺ นิศฺจิตํ พฺรูหิ ตนฺ เม
ศิษฺยสฺ เต ’หํ ศาธิ มำ ตฺวำ ปฺรปนฺนมฺ
การฺปณฺย — เล็กน้อย, โทษ — ด้วยความอ่อนแอ, อุปหต — ทำให้เดือดร้อน, สฺวภาวห์ — บุคลิก, ปฺฤจฺฉามิ — ข้าพเจ้าขอถาม, ตฺวามฺ — แด่พระองค์, ธรฺม — ศาสนา, สมฺมูฒ — สับสน, เจตาห์ — ในหัวใจ, ยตฺ — อะไร, เศฺรยห์ — ดีทั้งหมด, สฺยาตฺ — อาจจะ, นิศฺจิตมฺ — ความมั่นใจ, พฺรูหิ — บอก, ตตฺ — นั้น, เม — แด่ข้าพเจ้า, ศิษฺยห์ — สาวก, เต — ของ พระองค์, อหมฺ — ข้าพเจ้าเป็น, ศาธิ — ได้โปรดสั่งสอน, มามฺ — ข้าพเจ้า, ตฺวามฺ — แด่พระองค์, ปฺรปนฺนมฺ — ศิโรราบ
คำแปล
บัดนี้  ข้าพเจ้ารู้สึกสับสนเกี่ยวกับหน้าที่และสูญเสียความสงบจนหมดสิ้น  อันเนื่องมาจากความอ่อนแอเล็กน้อย  ในสภาวะเช่นนี้ข้าพเจ้าขอเรียนถามได้ทรงโปรดกรุณาตรัสอย่างชัดเจนด้วยว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับข้า  บัดนี้ข้าพเจ้าขอนอบน้อมเป็นสาวก  วิญญาณดวงนี้ขอศิโรราบแด่พระองค์  ทรงโปรดกรุณาชี้ทาง
คำอธิบาย
โดยวิถีทางของธรรมชาติระบบอันสมบูรณ์ของงกิจกรรมทางวัตถุเป็นต้นเหตุแห่งความสับสนวุ่นวายสำหรับทุกคน  ความสับสนวุ่นวายมีอยู่ในทุกฝีก้าว  ดังนั้น  จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากเราเข้าพบพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้ซึ่งสามารถให้คำแนะนำที่เหมาะสมเพื่อนำไปปฏิบัติให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายแห่งชีวิต  วรรณกรรมพระ  เวท  ทั้งหมดแนะนำเราให้เข้าพบพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  เพื่อให้เป็นอิสระจากความสับสนวุ่นวายแห่งชีวิตซึ่งเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ปรารถนา  เสมือนดั่งไฟป่าที่ลุกไหม้ขึ้นมาโดยไม่มีใครจุด  ลักษณะเดียวกัน  สถานการณ์โลกทำให้ชีวิตเกิดความสับสนวุ่นวายโดยปริยายทั้ง  ๆ  ที่ไม่มีใครต้องการมัน  ไม่มีใครต้องการให้ไฟไหม้แต่ไฟก็ไหม้และทำให้เราสับสนวุ่นวาย  ปรัชญาพระ  เวท  แนะนำว่า  ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับความสับสนวุ่นวายแห่งชีวิตและเข้าใจถึงศาสตร์แห่งการแก้ปัญหา  เราต้องเข้าพบพระอาจารย์ทิพย์ผู้อยู่ในสาย  ปรมฺปรา  บุคคลผู้มีพระอาจารย์ทิพย์ที่เชื่อถือได้จะรู้แจ้งในทุกสิ่งทุกอย่าง  ดังนั้น  เราไม่ควรอยู่ในความสับสนวุ่นวายทางวัตถุแต่ควรเข้าพบพระอาจารย์  นี่คือคำอธิบายของโศลกนี้
ใครคือบุคคลผู้อยู่ในความสับสนวุ่นวายทางวัตถุ?  บุคคลนั้นคือผู้ที่ไม่เข้าใจปัญหาของชีวิต  ใน  พฺฤหทฺ-อารณฺยก  อุปนิษทฺ  (3.8.10)  ได้อธิบายถึงผู้สับสนวุ่นวายไว้ดังนี้  โย  วา  เอตทฺ  อกฺษรํ  คารฺคฺยฺ  อวิทิตฺวาสฺมาฬฺ  โลกาตฺ  ไปฺรติ  ส  กฺฤปณห์  “บุคคลผู้มีความโลภไม่แก้ปัญหาชีวิตแม้เกิดมาเป็นมนุษย์  และจากโลกนี้ไปเหมือนแมวและสุนัขโดยไม่เข้าใจศาสตร์ความรู้แจ้งแห่งตน”  ร่างมนุษย์มีคุณค่าสูงสุดสำหรับสิ่งมีชีวิตในการที่จะใช้มันเพื่อแก้ปัญหาชีวิต  ฉะนั้น  ผู้ไม่ใช้โอกาสนี้อย่างเหมาะสมเป็นคนที่โง่เขลา  อีกด้านหนึ่ง  มี  พฺราหฺมณ  หรือผู้ฉลาดพอที่จะใช้ร่างกายนี้แก้ปัญหาชีวิตทั้งหมด  ย  เอตทฺ  อกฺษรํ  คารฺคิ  วิทิตฺวาสฺมาลฺ  โลกาตฺ  ไปฺรติ  ส  พฺราหฺมณห์  
กฺฤปณ  หรือคนโลภเสียเวลากับความเสน่หาต่อครอบครัว  สังคม  และประเทศ  ฯลฯ  มากเกินไป  ตามแนวคิดชีวิตแห่งโลกวัตถุ  ส่วนมากจะยึดติดอยู่กับชีวิตครอบครัว  เช่น  ภรรยา  บุตร  ธิดา  และสมาชิกอื่น  ๆ  บนพื้นฐานของ  ”โรคผิวหนัง”  กฺฤปณ  คิดว่าตัวเขาเองสามารถปกป้องสมาชิกในครอบครัวให้พ้นจากความตายได้  หรือมิเช่นนั้น  กฺฤปณ  ก็จะคิดว่าครอบครัวหรือสังคมสามารถช่วยเขาให้หลุดพ้นจากเงื้อมมือของพญามัจจุราชได้  ความยึดติดกับครอบครัวเช่นนี้พบได้แม้ในสัตว์ชั้นต่ำที่ดูแลลูกของมันเช่นเดียวกัน  ด้วยความมีสติปัญญา  อรฺชุน  ทรงเข้าใจว่าความเสน่หาในการยึดติดต่อสมาชิกในครอบครัวและความปรารถนาที่จะปกป้องพวกเขาจากความตาย  เป็นต้นเหตุแห่งความสับสนวุ่นวาย  ถึงแม้  อรฺชุน  ทรงทราบดีว่าหน้าที่ในการรบรอคอยพระองค์อยู่  แต่เนื่องมาจากความอ่อนแอเพียงเล็กน้อยทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามหน้าที่ได้  ฉะนั้น  อรฺชุน  ทรงตรัสถาม  กฺฤษฺณ  ผู้ทรงเป็นพระอาจารย์ทิพย์สูงสุดเพื่อให้ได้คำตอบที่แน่นอน  อรฺชุน  ทรงถวายชีวิตแด่  กฺฤษฺณ  ด้วยการมาเป็นสาวก  พระองค์ทรงปรารถนาที่จะหยุดการสนทนาฉันมิตร  การสนทนาระหว่างพระอาจารย์และสาวกเริ่มขึ้นอย่างจริงจัง  บัดนี้  อรฺชุน  ทรงปรารถนาที่จะสนทนาอย่างจริงจังต่อหน้าพระพักตร์ของผู้ที่พระองค์ทรงยอมรับว่าเป็นพระอาจารย์ทิพย์  ดังนั้น  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นพระอาจารย์ทิพย์องค์แรกแห่งศาสตร์ภควัท-คีตา  และ  อรฺชุน  ทรงเป็นสาวกรูปแรกที่เข้าใจ  ภควัท-คีตา  อรฺชุน  ทรงเข้าใจภควัท-คีตา  อย่างไรนั้น  ได้กล่าวไว้ใน  ภควัท-คีตา  เอง  ถึงกระนั้น  ยังมีนักวิชาการทางโลกผู้เบาปัญญาอธิบายว่าเราไม่จำเป็นต้องยอมจำนนต่อ  กฺฤษฺณ  ในฐานะที่ทรงเป็นบุคคล  แต่ยอมจำนนต่อ  “ผู้ที่ยังไม่เกิดภายในองค์  กฺฤษฺณ  ”ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างภายในและภายนอกของ  กฺฤษฺณ  ผู้ที่ไม่สามารถเข้าใจเช่นนี้  เป็นบุคคลโง่เขลาเบาปัญญาที่สุดในความพยายามที่จะเข้าใจ  ภควัท-คีตา  โศลก
न हि प्रपश्यामि ममापनुद्याद्यच्छोकमुच्छोषणमिन्द्रियाणाम् ।
अवाप्य भूमावसपत्नमृद्धं राज्यं सुराणामपि चाधिपत्यम् ॥ २.८ ॥
โศลก 8
na hi prapaśyāmi mamāpanudyād  yac chokam ucchoṣaṇam indriyāṇām
avāpya bhūmāv asapatnam ṛddhaṁ  rājyaṁ surāṇām api cādhipatyam
น หิ ปฺรปศฺยามิ มมาปนุทฺยาทฺ  ยจฺ โฉกมฺ อุจฺโฉษณมฺ อินฺทฺริยาณามฺ
อวาปฺย ภูมาวฺ อสปตฺนมฺ ฤทฺธํ  ราชฺยํ สุราณามฺ อปิ จาธิปตฺยมฺ
— ไม่, หิ — แน่นอน, ปฺรปศฺยามิ — ข้าพเจ้าเห็น, มม — ของข้าพเจ้า, อปนุทฺยาตฺ — สามารถขจัดออก, ยตฺ — สิ่งซึ่ง, โศกมฺ — ความเศร้าโศก, อุจฺโฉษณมฺ — แห้งผาก, อินฺทฺริยาณามฺ — ของประสาทสัมผัส, อวาปฺย — บรรลุถึง, ภูเมา — บนโลก, อสปตฺนมฺ — โดยไม่มี คู่แข่ง, ฤทฺธมฺ — มั่งคั่ง, ราชฺยมฺ — อาณาจักร, สุราณามฺ — ของเหล่าเทวดา, อปิ — ถึงแม้, — เช่นกัน, อาธิปตฺยมฺ — ยิ่งใหญ่ที่สุด
คำแปล
ข้าพเจ้าไม่สามารถหาวิธีขจัดความทุกข์ที่ทำให้ประสาทสัมผัสเหือดแห้งลงได้ถึงแม้ได้รับชัยชนะทั้งทรัพย์สมบัติและอาณาจักรที่ไร้คู่แข่งบนโลกนี้  พร้อมทั้งอำนาจสูงสุดเยี่ยงเทวดาบนสวรรค์  ก็จะไม่สามารถขจัดปัดเป่ามันออกไปได้
คำอธิบาย
ถึงแม้ว่า  อรฺชุน  ทรงยกข้ออ้างมากมาย  ตามหลักความรู้ทางศาสนาและหลักศีลธรรม  แต่ดูเหมือนว่าไม่สามารถแก้ปัญหาที่แท้จริงได้  หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากพระอาจารย์ทิพย์องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  อรฺชุน  ทรงสามารถเข้าใจว่าสิ่งที่สมมุติว่าเป็นความรู้ที่มีอยู่นั้นใช้ไม่ได้ในการที่จะขจัดปัดเป่าปัญหาที่ทำให้พระวรกายของพระองค์แห้งผากลง  และเป็นไปไม่ได้ที่  อรฺชุน  จะทรงสามารถแก้ปัญหาความสับสันวุ่นวายนี้ได้โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากพระอาจารย์ทิพย์เช่น  กฺฤษฺณ  ความรู้ทางโลก  ความเป็นผู้คงแก่เรียน  และตำแหน่งสูง  ๆ  ฯลฯ  ทั้งหมดเหล่านี้ใช้ไม่ได้ในการนำมาแก้ปัญหาชีวิต  พระอาจารย์ทิพย์เช่น  กฺฤษฺณ  เท่านั้นที่ทรงสามารถให้ความช่วยเหลือเราได้  ฉะนั้น  ข้อสรุปคือพระอาจารย์ทิพย์ผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกร้อยเปอร์เซ็นต์  เป็นพระอาจารย์ทิพย์ที่เชื่อถือได้เพราะท่านสามารถแก้ปัญหาชีวิตได้  องค์  ไจตนฺย  ตรัสว่าผู้ที่มีความรู้จริงในศาสตร์แห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจึงจะเป็นพระอาจารย์ทิพย์ที่แท้จริง  ไม่ว่าสถานภาพทางสังคมของท่านจะเป็นเช่นไร
กิพา วิปฺร, กิพา นฺยาสี, ศูทฺร เกเน นย
เยอิ กฺฤษฺณ-ตตฺตฺว-เวตฺตา, เสอิ ‘คุรุ’ หย
“มันไม่สำคัญที่บุคคลเป็น  วิปฺร  (ผู้มีความรู้มากในปรัชญาพระ  เวท)  ผู้เกิดในตระกูลต่ำ  หรือเป็นผู้ใช้ชีวิตสละโลกวัตถุ  หากผู้ใดมีความรู้จริงในศาสตร์แห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกผู้นั้นสมบูรณ์และเป็นพระอาจารย์ทิพย์ที่เชื่อถือได้”  (ไจตนฺย-จริตามฺฤต,  มธฺย  8.128)  ดังนั้น  หากไม่มีความรู้จริงในศาสตร์แห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ไม่มีผู้ใดสามารถเป็นพระอาจารย์ทิพย์ที่เชื่อถือได้  ได้กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  อีกเช่นกันว่า
ษฏฺ-กรฺม-นิปุโณ วิโปฺร  มนฺตฺร-ตนฺตฺร-วิศารทห์
อไวษฺณโว คุรุรฺ น สฺยาทฺ  ไวษฺณวห์ ศฺว-ปโจ คุรุห์
“พฺราหฺมณ  ผู้คงแก่เรียนมีความชำนาญในสาขาวิชาของพระ  เวท  ทั้งหมด  ยังไม่เหมาะสมที่จะมาเป็นพระอาจารย์ทิพย์  หากมิได้เป็น  ไวษฺณว  หรือผู้มีความชำนาญในศาสตร์แห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  แต่ผู้ที่เกิดในตระกูลต่ำสามารถมาเป็นพระอาจารย์ทิพย์ที่เชื่อถือได้  หากว่าผู้นั้นเป็น  ไวษฺณว  หรือมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก”  (ปทฺม  ปุราณ)
ปัญหาชีวิตทางวัตถุ  เช่น  การเกิด  การแก่  การเจ็บ  และการตาย  แก้ไขไม่ได้ด้วยการสะสมทรัพย์สมบัติและพัฒนาเศรษฐกิจ  มีส่วนต่าง  ๆ  มากมายในโลกที่รัฐมีสิ่งอำนวยความสะดวกแด่ชีวิตอย่างสมบูรณ์  เต็มไปด้วยความมั่งคั่งและเศรษฐกิจที่ดีแต่ปัญหาทางวัตถุก็ยังปรากฏอยู่  พวกเขาเสาะแสวงหาสันติภาพด้วยวิธีต่าง  ๆ  แต่จะได้รับความสุขอย่างแท้จริงก็ด้วยการมาปรึกษากับ  กฺฤษฺณ  หรือ  ภควัท-คีตา  และ  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  เท่านั้น  ซึ่งประกอบกันเป็นศาสตร์แห่ง  กฺฤษฺณ  โดยผ่านทางผู้แทนที่เชื่อถือได้ของ  กฺฤษฺณ  หรือบุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
หากการพัฒนาเศรษฐกิจและความสะดวกสบายทางวัตถุสามารถขจัดความเศร้าโศกเสียใจของเราจากความมึนเมาทางครอบครัว  สังคม  ชาติ  และระดับนานาชาติได้  อรฺชุน  คงไม่ตรัสว่า  แม้แต่ราชอาณาจักรในโลกที่ไร้ศัตรูคู่แข่ง  หรืออำนาจสูงสุดเยี่ยงเหล่าเทวดาบนสรวงสวรรค์ยังไม่สามารถขจัดความเศร้าโศกของพระองค์ได้  ฉะนั้นอรฺชุน  จึงทรงแสวงหาที่พึ่งใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  และนี่คือวิถีทางที่ถูกต้องเพื่อสันติภาพและความสามัคคี  การพัฒนาเศรษฐกิจหรืออำนาจความยิ่งใหญ่ในโลกอาจจบสิ้นลงในวินาทีใดก็ได้  จาก  กลิ  ยุค  แห่งธรรมชาติวัตถุ  แม้วิวัฒนาการที่จะไปอยู่ในดาวเคราะห์ที่สูงกว่า  ดังที่มนุษย์พยายามขึ้นไปบนดวงจันทร์  สิ่งนี้อาจจบสิ้นลงในวินาทีใดก็ได้  ภควัท-คีตา  ยืนยันไว้ดังนี้  กฺษีเณ  ปุเณฺย  มรฺตฺย-โลกํ  วิศนฺติ  “เมื่อผลบุญหมดสิ้น  เราจะตกต่่ำลงมาจากจุดสูงสุดแห่งความสุขมาสู่สภาพชีวิตที่ต่ำสุด”  มีนักการเมืองมากมายในโลกที่ตกต่ำลงมาในทำนองนี้  การตกต่ำลงมาเช่นนี้เป็นอีกเหตุหนึ่งที่เพิ่มความเศร้าโศกให้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น
ฉะนั้น  หากเราต้องการขจัดความเศร้าโศกให้หมดสิ้นไปอย่างถาวร  เราต้องยอมรับเอา  กฺฤษฺณ  เป็นที่พึ่ง  ดังเช่น  อรฺชุน  ทรงปรารถนาจะทำ  ดังนั้น  อรฺชุน  จึงทรงตรัสถาม  กฺฤษฺณ  ให้ทรงช่วยแก้ปัญหาอย่างถอนรากถอนโคน  และนี่คือวิธีแห่ง  กฺฤษฺณจิตสำนึก
सञ्जय उवाच ।
एवमुक्त्वा हृषीकेशं गुडाकेशः परन्तपः
न योत्स्य इति गोविन्दमुक्त्वा तूष्णीं बभूव ह ॥ २.९ ॥
โศลก 9
sañjaya uvāca
evam uktvā hṛṣīkeśaṁ  guḍākeśaḥ paran-tapaḥ
na yotsya iti govindam  uktvā tūṣṇīṁ babhūva ha
สญฺชย อุวาจ
เอวมฺ อุกฺตฺวา หฺฤษีเกศํ  คุฑาเกศห์ ปรนฺ-ตปห์
น โยตฺสฺย อิติ โควินฺทมฺ  อุกฺตฺวา ตูษฺณีํ พภูว ห
สญฺชยห์ อุวาจสญฺชย กล่าวว่า, เอวมฺ — ดังนั้น, อุกฺตฺวา — ตรัส, หฺฤษีเกศมฺ — แด่ กฺฤษฺณ เจ้าแห่งประสาทสัมผัส, คุฑาเกศห์อรฺชุน เจ้าแห่งผู้ขจัดอวิชชา, ปรมฺ-ตปห์ — ผู้กำราบศัตรู, น โยตฺเสฺย — ข้าพเจ้าจะไม่ต่อสู้, อิติ — ดังนั้น, โควินฺทมฺ — แด่ กฺฤษฺณ ผู้ให้ความสุขแด่ประสาทสัมผัส, อุกฺตฺวา — ตรัส, ตูษฺณีมฺ — นิ่งเงียบ, พภูว — มาเป็น, — แน่นอน
คำแปล
  สญฺชย  กล่าวว่า  หลังจากตรัสเช่นนี้แล้ว  อรฺชุน  ผู้กำราบศัตรูตรัสต่อ  กฺฤษฺณ  ว่า“ข้าแต่องค์  โควินฺท  ข้าพเจ้าจะไม่รบ”  และมีอาการสงบนิ่ง
คำอธิบาย
พระราชา  ธฺฤตราษฺฏฺร  ทรงมีความยินดีมากที่รู้ว่า  อรฺชุน  ไม่ยอมรบ  และจะหนีออกจากสนามรบเพื่อไปภิกขาจารหาเลี้ยงชีพ  แต่  สญฺชย  ได้ทำให้  ธฺฤตราษฺฏฺร  ทรงผิดหวังอีกครั้งหนึ่งด้วยการกล่าว  อรฺชุน  ทรงมีความสามารถในการสังหารศัตรู  (ปรนฺ-ตปห์)  ถึงแม้  อรฺชุน  ในตอนนี้เปี่ยมไปด้วยความเศร้าโศกอันมิบังควร  เนื่องจากความรักความห่วงใยที่มีต่อครอบครัว  อรฺชุน  ทรงยอมศิโรราบมาเป็นสาวกของ  กฺฤษฺณ  พระอาจารย์ทิพย์สูงสุด  แสดงให้เห็นว่าในไม่ช้าจะเป็นอิสระจากความเศร้าโศกอันมิควรซึ่งมีผลสืบเนื่องมาจากความรักและความห่วงใยในครอบครัว  และจะได้รับแสงสว่างจากความรู้อันสมบูรณ์ในการรู้แจ้งแห่งตนหรือ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  จากนั้น  อรฺชุน  จะทรงลุกขึ้นมาสู้อย่างแน่นอน  ดังนั้น  ความสุขของดริทะราชทรงถูกทำให้เลือนหายไป  เพราะกฺฤษฺณ  ทรงทำให้  อรฺชุน  ได้รับแสงสว่างและจะต่อสู้จนถึงที่สุด
तमुवाच हृषीकेशः प्रहसन्निव भारत ।
सेनयोरुभयोर्मध्ये विषीदन्तमिदं वचः ॥ २.१० ॥
โศลก 10
tam uvāca hṛṣīkeśaḥ
prahasann iva bhārata  senayor ubhayor madhye
viṣīdantam idaṁ vacaḥ  
ตมฺ อุวาจ หฺฤษีเกศห์
ปฺรหสนฺนฺ อิว ภารต  เสนโยรฺ อุภโยรฺ มเธฺย
วิษีทนฺตมฺ อิทํ วจห์  
ตมฺ — แต่เขา, อุวาจ — ตรัส, หฺฤษีเกศห์กฺฤษฺณ เจ้าแห่งประสาทสัมผัส, ปฺรหสนฺ — ทรงแย้มพระสรวล,อิว — เหมือนเช่นนั้น, ภารต — โอ้ ธฺฤตราษฺฏฺร ผู้สืบราชวงศ์ ภรต, เสนโยห์ — ของศัตรู, อุภโยห์ — ของทั้งสองฝ่าย, มเธฺย — ระหว่าง, วิษีทนฺตมฺ — แด่ผู้ที่มีความโศกเศร้า, อิทมฺ — ต่อไปนี้, วจห์ — คำพูด
คำแปล
โอ้  ผู้สืบราชวงศ์  ภรต  ขณะนั้น  กฺฤษฺณ  ทรงแย้มพระสรวลอยู่ท่ามกลางกองทัพทั้งสองฝ่าย  และตรัสแด่  อรฺชุน  ผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยความเศร้าโศก  ดังต่อไปนี้
คำอธิบาย
การสนทนาได้ดำเนินต่อไประหว่างสหายสนิทผู้ทรงมีพระนามว่า  หฺฤษีเกศ  และ  คุฑาเกศ  ในฐานะที่เป็นสหายทั้งคู่ทรงอยู่ในระดับเดียวกัน  แต่เมื่อองค์หนึ่งอาสามาเป็นศิษย์  กฺฤษฺณ  ทรงแย้มพระสรวลเพราะสหายของพระองค์ยอมมาเป็นศิษย์  ในฐานะที่เป็นเจ้าของมวลชีวิตพระองค์ทรงอยู่ในสถานภาพที่เหนือกว่า  คือเป็นพระอาจารย์ของทุก  ๆชีวิต  แต่พระองค์ทรงยอมมาเป็นสหาย  เป็นโอรส  หรือเป็นที่รักของสาวกผู้ปรารถนาให้พระองค์แสดงบทเหล่านี้  เมื่อได้รับการยอมรับให้เป็นพระอาจารย์ก็ทรงรับบทนี้ทันทีและตรัสต่อสาวกเยี่ยงพระอาจารย์ด้วยสุรเสียงอันหนักแน่น  การสนทนาระหว่างพระอาจารย์และศิษย์แลกเปลี่ยนกันอย่างเปิดเผยต่อหน้ากองทัพทั้งสองฝ่ายเพื่อประโยชน์ของทุกคน  ฉะนั้น  การสนทนา  ภควัท-คีตา  มิใช่สำหรับเฉพาะบุคคล  สมาคม  หรือเฉพาะสังคมใดสังคมหนึ่งเท่านั้น  แต่สำหรับทุก  ๆ  คน  ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูก็มีสิทธิ์รับฟังได้เท่าเทียมกัน
श्रीभगवानुवाच ।
अशोच्यानन्वशोचस्त्वं प्रज्ञावादांश्च भाषसे
गतासूनगतासूंश्च नानुशोचन्ति पण्डिताः ॥ २.११ ॥
โศลก 11
śrī-bhagavān uvāca
aśocyān anvaśocas tvaṁ  prajñā-vādāṁś ca bhāṣase
gatāsūn agatāsūṁś ca  nānuśocanti paṇḍitāḥ
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
อโศจฺยานฺ อนฺวโศจสฺ ตฺวํ  ปฺรชฺญา-วาทำศฺ จ ภาษเส
คตาสูนฺ อคตาสูํศฺ จ  นานุโศจนฺติ ปณฺฑิตาห์
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, อโศจฺยานฺ — ไม่ควรค่าแก่การ เศร้าโศก, อนฺวโศจห์ — เธอกำลังโศกเศร้า, ตฺวมฺ — ท่าน, ปฺรชฺญา-วาทานฺ — พูดอย่างมี การศึกษาสูง, — เช่นกัน, ภาษเส — พูด, คต — สูญเสีย, อสูนฺ — ชีวิต, อคต — ไม่ผ่านพ้น, อสูนฺ — ชีวิต, — เช่นกัน, — ไม่เคย, อนุโศจนฺติ — เศร้าโศก, ปณฺฑิตาห์ — ผู้มีความรู้สูง
คำแปล
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  ขณะที่พูดด้วยวาจาอันสูงส่งแต่เธอกลับมาเศร้าโศกกับสิ่งที่ไม่ควรค่าแก่ความโศกเศร้า  ผู้มีปัญญาจะไม่เศร้าโศกไปกับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่หรือผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
คำอธิบาย
ทันทีที่องค์  ภควานฺ  ทรงรับตำแหน่งเป็นพระอาจารย์  ทรงสั่งสอนศิษย์ด้วยการเรียกโดยอ้อมว่า  เจ้าคนโง่  กฺฤษฺณ  ตรัสว่า  “เธอพูดเหมือนกับนักปราชญ์แต่ไม่รู้ว่าผู้ที่เป็นนักปราชญ์หรือผู้ที่รู้ข้อแตกต่างระหว่างร่างกายกับดวงวิญญาณ  จะไม่เศร้าโศกไม่ว่าร่างกายจะอยู่ในสภาวะที่มีชีวิิตอยู่หรือตายไปแล้ว”  ดังที่จะอธิบายในบทต่อ  ๆ  ไปให้ทราบชัดเจนว่า  ความรู้หมายถึงรู้วัตถุและดวงวิญญาณและรู้ถึงผู้ควบคุมทั้งสองสิ่งนี้  อรฺชุน  ทรงโต้เถียงว่า  เราควรจะให้ความสำคัญแก่หลักศาสนามากกว่าการเมืองหรือการสังคม  แต่  อรฺชุน  ทรงไม่ทราบว่าความรู้วัตถุ  ดวงวิญญาณ  และองค์  ภควานฺ  มีความสำคัญกว่าพิธีกรรมทางศาสนา  หากไม่มีความรู้เช่นนี้ก็ไม่ควรอวดอ้างตนเองว่าเป็นผู้มีความรู้สูง  เพราะไม่รู้  จึงต้องมาเศร้าโศกกับสิ่งที่ไม่ควรค่าแก่ความโศกเศร้าร่างกายที่เกิดมาแล้วจะต้องมาถึงจุดจบไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้  ฉะนั้น  ร่างกายจึงไม่สำคัญเท่าดวงวิญญาณ  ผู้ทราบเช่นนี้จึงจะเป็นผู้รู้ที่แท้จริง  บุคคลผู้นี้จะไม่มีความเศร้าโศกเสียใจอันเนื่องมาจากร่างกายวัตถุ
न त्वेवाहं जातु नासं न त्वं नेमे जनाधिपाः ।
न चैव न भविष्यामः सर्वे वयमतः परम् ॥ २.१२ ॥
โศลก 12
na tv evāhaṁ jātu nāsaṁ  na tvaṁ neme janādhipāḥ
na caiva na bhaviṣyāmaḥ  sarve vayam ataḥ param
น ตฺวฺ เอวาหํ ชาตุ นาสํ  น ตฺวํ เนเม ชนาธิปาห์
น ไจว น ภวิษฺยามห์  สเรฺว วยมฺ อตห์ ปรมฺ
— ไม่เคย, ตุ — แต่, เอว — แน่นอน, อหมฺ — ข้าพเจ้า, ชาตุ — ทุกขณะ, — ไม่, อาสมฺ — เป็นอยู่, — ไม่, ตฺวมฺ — ท่าน, — ไม่, อิเม — ทั้งหมดนี้, ชน-อธิปาห์ — เหล่ากษัตริย์, — ไม่, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, — ไม่, ภวิษฺยามห์ — จะมีชีวิตอยู่, สเรฺว วยมฺ — เราทั้งหมด, อตห์ ปรมฺ — หลังจากนี้
คำแปล
ไม่มีขณะใดเลยที่ตัวข้า  ตัวเธอ  หรือกษัตริย์ทั้งหลายเหล่านี้ไม่มีชีวิตอยู่  แม้ในอนาคตพวกเราทั้งหมดก็จะยังคงมีชีวิตอยู่
คำอธิบาย
ในคัมภีร์พระ  เวท  กฐ  อุปนิษทฺ  รวมทั้งใน  เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  ได้กล่าวไว้ว่า  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นผู้ค้ำจุนสิ่งมีชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วนตามสภาวะกรรมและผลกรรมของแต่ละชีวิต  และภาคที่แยกมาจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์เดียวกันนี้ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของทุก  ๆ  ชีวิต  นักบุญเท่านั้นที่สามารถเห็นบุคลิกภาพแห่งพระเจ้าองค์เดียวกันนี้ทั้งภายในและภายนอก  และสามารถได้รับความสงบที่สมบูรณ์นิรันดรอย่างแท้จริง
นิโตฺย นิตฺยานำ เจตนศฺ เจตนานามฺ  เอโก พหูนำ โย วิทธาติ กามานฺ
ตมฺ อาตฺม-สฺถํ เย ’นุปศฺยนฺติ ธีราสฺ  เตษำ ศานฺติห์ ศาศฺวตี เนตเรษามฺ
(กฐ อุปนิษทฺ ๒ฯ๒ฯ๑๓)
สัจธรรมพระ  เวท  ที่ทรงให้แด่  อรฺชุน  ก็ทรงให้กับทุก  ๆ  คนในโลก  ที่อ้างว่าตนเองมีการศึกษาสูงแต่อันที่จริงด้อยการศึกษา  องค์  ภควานฺ  ตรัสอย่างชัดเจนว่าพระองค์เอง  อรฺชุน  และบรรดา  กฺษตฺริย  ทั้งหลายที่มาชุมนุมกัน  ณ  สมรภูมิแห่งนี้  แท้ที่จริงแล้วเป็นปัจเจกบุคคลนิรันดร  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้ค้ำจุนมวลปัจเจกชีวิตทั้งในสภาวะวัตถุและสภาวะหลุดพ้นแล้ว  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นปัจเจกบุคลิกภาพสูงสุด  อรฺชุน  สหายนิรันดรของพระองค์  และ  กฺษตฺริย  ทั้งหมดที่มาชุมนุมกันอยู่  ณ  ที่นี้  ทรงเป็นปัจเจกบุคคลนิรันดร  มิใช่ว่ามิได้เป็นปัจเจกบุคคลในอดีต  และมิใช่ว่าจะไม่มีชีวิตอยู่เป็นปัจเจกบุคคลตลอดเวลา  ความเป็นปัจเจกบุคคลมีอยู่ในอดีต  และความเป็นปัจเจกบุคคลจะคงมีอยู่ต่อไปในอนาคตอย่างไม่หยุดยั้ง  ดังนั้น  จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องเศร้าโศกต่อผู้ใด
ทฤษฎีของ  มายาวาที  ที่ว่า  หลังจากหลุดพ้นเป็นอิสรภาพแล้วปัจเจกวิญญาณจะถูกแยกออกจากการครอบงำของ  มายา  หรือความหลง  และจะกลืนหายเข้าไปใน  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  สูญเสียความเป็นปัจเจกบุคคล  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ผู้ที่เชื่อถือได้สูงสุดทรงไม่เห็นด้วย  ณ  ที่นี้  หรือทฤษฎีที่ว่าเราคิดถึงความเป็นปัจเจกบุคคลในเฉพาะสภาวะวัตถุเท่านั้น  ทฤษฎีนี้มิได้รับการยอมรับ  องค์  กฺฤษฺณ  ตรัสอย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่าในอนาคตก็เช่นกัน  ความเป็นปัจเจกบุคคลของพระองค์  และทุก  ๆ  ชีวิตจะคงอยู่ตลอดไปนิรันดร  ดังที่ได้ยืนยันไว้ใน  อุปนิษทฺ  คำดำรัสเช่นนี้ของ  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นที่เชื่อถือได้เพราะว่า  กฺฤษฺณ  ทรงไม่อยู่ภายใต้ความหลง  หากความเป็นปัจเจกบุคคลไม่เป็นความจริง  กฺฤษฺณ  จะไม่ทรงเน้นมากเช่นนี้  แม้ในอนาคต  มายาวาที  อาจโต้เถียงว่า  ปัจเจกบุคคลที่  กฺฤษฺณ  ตรัสมิใช่เป็นทิพย์  แต่เป็นวัตถุ  ถึงแม้ว่าเรายอมรับข้อโต้เถียงว่าปัจเจกบุคคลเป็นวัตถุ  แล้วเราจะแยกความเป็นปัจเจกบุคคลของ  กฺฤษฺณ  ได้อย่างไร  กฺฤษฺณ  ทรงยืนยันความเป็นปัจเจกบุคคลของพระองค์ในอดีตและทรงยืนยันความเป็นปัจเจกบุคคลของพระองค์ในอนาคตเช่นเดียวกัน  พระองค์ทรงยืนยันความเป็นปัจเจกบุคคลของพระองค์ในหลาย  ๆทาง  และ  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์ได้อธิบายไว้ว่าเป็นรองลงมาจากพระองค์  กฺฤษฺณทรงอนุรักษ์ความเป็นปัจเจกทิพย์เรื่อยมา  ถ้าหากว่าเรายอมรับพระองค์ว่าทรงเป็นพันธวิญญาณธรรมดาในปัจเจกจิตสำนึก  ภควัท-คีตา  ของพระองค์ก็จะไม่มีคุณค่าว่าเป็นพระคัมภีร์ที่เชื่อถือได้  บุคคลธรรมดาผู้มีจุดอ่อนที่บกพร่องสี่ประการของมนุษย์ไม่สามารถสอนสิ่งที่มีคุณค่าควรสดับฟังได้  คีตา  อยู่เหนือวรรณกรรมเช่นนี้  ไม่มีหนังสือใด  ๆ  ทางโลกเปรียบเทียบได้กับ  ภควัท-คีตา  หากเรายอมรับว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุคคลธรรมดา  คีตา  จะสูญเสียความสำคัญโดยสิ้นเชิง  มายาวาที  อาจเถียงว่าความหลากหลายบุคลิกภาพที่ได้กล่าวไว้ในโศลกนี้เป็นไปตามประเพณีนิยม  และหมายถึงร่างกายแต่โศลกก่อนหน้านี้แนวคิดทางร่างกายเช่นนี้ได้ถูกตำหนิไว้แล้ว  หลังจากการตำหนิแนวคิดทางร่างกายของสิ่งมีชีวิตไปแล้ว  เป็นไปได้อย่างไรที่  กฺฤษฺณ  จะทรงเสนอแนะเกี่ยวกับร่างกายตามประเพณีนิยมอีก  ฉะนั้น  ความเป็นปัจเจกบุคคลจะคงอนุรักษ์ไว้บนพื้นฐานความเป็นทิพย์และได้รับการยืนยันไว้โดย  อาจารฺย  ผู้ยิ่งใหญ่  เช่น  ศฺรี  ราม  านุจะ  ฯลฯ  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนหลายแห่งใน  คีตา  ว่าปัจเจกบุคคลทิพย์นี้  สาวกขององค์  ภควานฺ  เท่านั้นจึงสามารถเข้าใจ  ผู้อิจฉา  กฺฤษฺณ  ว่าทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าไม่มีหนทางเข้าถึงวรรณกรรมอันยิ่งใหญ่ที่เชื่อถือได้นี้  การเข้าหาหลักธรรม  คีตา  ของผู้ไม่ใช่สาวก  คล้ายกับผึ้งที่ไปเลียอยู่ที่ขวดน้ำผึ้ง  เราไม่สามารถลิ้มรสน้ำผึ้งได้นอกจากเราจะเปิดขวดมาชิม  ในลักษณะเดียวกัน  ความเร้นลับของ  ภควัท-คีตา  สามารถเข้าใจได้โดยสาวกเท่านั้น  ไม่มีผู้อื่นสามารถลิ้มรสได้  ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทที่สี่ของ  คีตา  ผู้ที่อิจฉาความเป็นอยู่ขององค์  ภควานฺ  ไม่สามารถแตะต้อง  คีตา  ได้  ฉะนั้นคำอธิบาย  คีตา  ของ  มายาวาที  เป็นการให้ข้อมูลที่ผิดไปจากความเป็นจริงทั้งหมด  องค์  ไจตนฺย  ทรงห้ามเ  ราม  ิให้อ่านคำอธิบายที่เขียนโดย  มายาวาที  และทรงเตือนเราว่าผู้ที่รับเอาแนวคิดของปรัชญา  มายาวาที  จะสูญเสียพลังอำนาจทั้งหมดในการเข้าใจความเร้นลับอันแท้จริงของ  คีตา  หากปัจเจกบุคคลหมายถึงจักรวาลแห่งทฤษฏี  คำสั่งสอนขององค์  ภควานฺ  ก็ไม่มีความจำเป็น  ความหลากหลายบุคลิกภาพของปัจเจกวิญญาณและองค์  ภควานฺ  เป็นความจริงอมตะ  และคัมภีร์พระ  เวท  ได้ยืนยันไว้ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
देहिनोऽस्मिन्यथा देहे कौमारं यौवनं जरा ।
तथा देहान्तरप्राप्तिर्धीरस्तत्र न मुह्यति ॥ २.१३ ॥
โศลก 13
dehino ’smin yathā dehe  kaumāraṁ yauvanaṁ jarā
tathā dehāntara-prāptir  dhīras tatra na muhyati
เทหิโน ’สฺมินฺ ยถา เทเห  เกามารํ เยาวนํ ชรา
ตถา เทหานฺตร-ปฺราปฺติรฺ  ธีรสฺ ตตฺร น มุหฺยติ
เทหินห์ — ของร่างกาย, อสฺมินฺ — ในนี้, ยถา — ดังเช่น, เทเห — ในร่างกาย, เกามารมฺ — วัยเด็ก, เยาวนมฺ — วัยรุ่น, ชรา — วัยชรา, ตถา — เช่นเดียวกัน, เทห-อนฺตร — แห่งการ เปลี่ยนแปลงของร่างกาย, ปฺราปฺติห์ — ความสำเร็จ, ธีรห์ — มีสติ, ตตฺร — จากนั้น, — ไม่เคย, มุหฺยติ — อยู่ในความหลง
คำแปล
ดังเช่นดวงวิญญาณในร่างวัตถุเดินทางผ่านจากร่างวัยเด็กมาสู่ร่างวัยรุ่นและเข้าสู่ร่างวัยชรา  ในลักษณะเดียวกัน  ดวงวิญญาณจะผ่านจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่งเมื่อตาย  ผู้มีสติจะไม่สับสนต่อการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้
คำอธิบาย
เนื่องจากทุกชีวิตเป็นปัจเจกวิญญาณ  แต่ละชีวิตจึงเปลี่ยนร่างกายอยู่ทุก  ๆวินาทีบางเวลาปรากฏออกมาเป็นร่างเด็ก  บางเวลาเป็นร่างหนุ่มสาว  และบางเวลาเป็นร่างคนแก่  แต่ว่าดวงวิญญาณดวงเดียวกันนี้จะคงอยู่โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง  ในที่สุดปัจเจกวิญญาณนี้จะเปลี่ยนร่างเมื่อตายและย้ายเข้าไปสู่อีกร่างหนึ่ง  แน่นอนว่าเราจะมีอีกร่างหนึ่งในชาติหน้า  อาจเป็นร่างวัตถุหรือร่างทิพย์  จึงไม่มีเหตุให้  อรฺชุน  ทรงต้องเสียใจจากการตายของ  ภีษฺม  หรือ  โทฺรณ  ที่ทรงเป็นห่วงใยยิ่งนัก  อรฺชุน  ทรงควรยินดีในการเปลี่ยนจากร่างชราไปสู่ร่างใหม่ของท่านทั้งสองซึ่งทำให้ได้รับพลังงานใหม่  การเปลี่ยนร่างเช่นนี้นำไปสู่ความสุขหรือความทุกข์อย่างหลากหลายแล้วแต่กรรมหรือการกระทำในชีวิต  ภีษฺม  และ  โทฺรณ  เป็นดวงวิญญาณประเสริฐ  ดังนั้นแน่นอนว่าจะต้องได้รับร่างทิพย์ในชาติหน้า  หรืออย่างน้อยที่สุดจะได้ใช้ชีวิตในร่างเทวดาเพื่อความสุขทางวัตถุที่สูงกว่า  ดังนั้น  จึงไม่มีเหตุให้เสียใจไม่ว่าในกรณีใด
ผู้ใดที่รู้พื้นฐานเดิมแท้อย่างสมบูรณ์ของปัจเจกวิญญาณ  อภิวิญญาณ  และธรรมชาติทั้งวัตถุและทิพย์  มีชื่อว่า  ธีร  หรือผู้มีความสุขุมคัมภีรภาพมากที่สุด  บุคคลเช่นนี้จะไม่ให้การเปลี่ยนร่างกายมาลวงตาได้
ทฤษฎีความเป็นหนึ่งของดวงวิญญาณโดย  มายาวาที  รับพิจารณาไว้ไม่ได้  บนพื้นฐานที่ว่าดวงวิญญาณไม่สามารถถูกตัดให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้  หากดวงวิญญาณสามารถถูกตัดให้แบ่งแยกออกมาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้จะทำให้องค์  ภควานฺ  ทรงแตกแยกหรือเปลี่ยนแปลงได้  ซึ่งขัดกับหลักที่ว่าดวงวิญญาณขององค์  ภควานฺ  ทรงไม่มีการเปลี่ยนแปลง  คีตา  ได้ยืนยันไว้ว่าละอองอณูขององค์  ภควานฺ  จะทรงเป็นอยู่นิรันดร  (สนาตน)  และเรียกว่า  กฺษร  หมายถึงดวงวิญญาณที่มีแนวโน้มตกต่ำลงสู่ธรรมชาติวัตถุ  ละอองวิญญาณเหล่านี้จะเป็นเช่นนี้นิรันดร  และหลังจากหลุดพ้นได้รับอิสรภาพแล้วปัจเจกวิญญาณยังคงเป็นละอองอณูเหมือนเดิม  แต่เมื่อหลุดพ้นแล้วเขาจะใช้ชีวิตทิพย์ที่เป็นอมตะ  มีความสุขเกษมสำราญ  และมีความรู้ร่วมกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ทฤษฏีการสะท้อนกลับใช้ได้กับอภิวิญญาณที่ทรงประทับอยู่ในทุก  ๆ  ร่างมีพระนามว่า  ปรมาตฺมา  พระองค์ทรงแตกต่างจากปัจเจกชีวิต  เมื่อท้องฟ้าสะท้อนอยู่ในน้ำภาพสะท้อนนั้นจะปรากฏให้เห็นดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  และหมู่ดวงดาวเช่นเดียวกัน  ดวงดาวเปรียบเสมือนกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย  ดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์เปรียบเสมือนองค์  ภควานฺ  อรฺชุน  ทรงเปรียบเสมือนปัจเจกวิญญาณซึ่งเป็นละอองอณู  และดวงวิญญาณสูงสุดคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทั้งคู่ทรงมิได้อยู่ในระดับเดียวกัน  ดังจะปรากฏให้เห็นในตอนต้นของบทที่สี่  หากว่า  อรฺชุน  ทรงอยู่ในระดับเดียวกันกับ  กฺฤษฺณ  และ  กฺฤษฺณ  ทรงไม่ยิ่งใหญ่ไปกว่า  อรฺชุน  ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้รับคำสอนจะไม่มีความหมาย  เพราะทั้งคู่ถูกลวงตาด้วยพลังแห่งความหลง  (มายา)ดังนั้น  ไม่จำเป็นต้องมีผู้สอนและผู้รับคำสอน  การสอนเช่นนี้จะไร้ประโยชน์เพราะว่าภายใต้อุ้งมือของพระนาง  มายา  ไม่มีผู้ใดเป็นผู้สอนที่เชื่อถือได้  ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้เป็นที่ยอมรับแล้วว่าองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นองค์  ภควานฺ  ที่มีสถานภาพอยู่เหนือสิ่งมีชีวิตเช่น  อรฺชุน  ผู้ทรงเป็นดวงวิญญาณหลงลืมที่ถูก  มายา  ครอบงำ
मात्रास्पर्शास्तु कौन्तेय शीतोष्णसुखदुःखदाः ।
आगमापायिनोऽनित्यास्तांस्तितिक्षस्व भारत ॥ २.१४ ॥
โศลก 14
mātrā-sparśās tu kaunteya  śītoṣṇa-sukha-duḥkha-dāḥ
āgamāpāyino ’nityās  tāṁs titikṣasva bhārata
มาตฺรา-สฺปรฺศาสฺ ตุ เกานฺเตย  ศีโตษฺณ-สุข-ทุห์ข-ทาห์
อาคมาปายิโน ’นิตฺยาสฺ  ตำสฺ ติติกฺษสฺว ภารต
มาตฺรา-สฺปรฺศาห์ — การสำเหนียกทางประสาทสัมผัส, ตุ — เท่านั้น, เกานฺเตย — โอ้ โอรส พระนาง กุนฺตี, ศีต — ฤดูหนาว, อุษฺณ — ฤดูร้อน, สุข — ความสุข, ทุห์ข — ความเจ็บปวด, ทาห์ — ให้, อาคม — ปรากฏ, อปายินห์ — ไม่ปรากฏ, อนิตฺยาห์ — ไม่ถาวร, ตานฺ — ทั้งหมด, ติติกฺษสฺว — เพียงพยายามอดทน, ภารต — โอ้ ผู้สืบราชวงศ์ ภรต
คำแปล
โอ้  โอรสพระนาง  กุนฺตี  การปรากฏและไม่ปรากฏอันไม่ถาวรแห่งความสุขและความทุกข์ที่เป็นไปตามกาลเวลานั้น  เปรียบเสมือนการปรากฏและไม่ปรากฏของฤดูหนาวและฤดูร้อน  ซึ่งเกิดขึ้นจากการสำเหนียกของประสาทสัมผัส  โอ้  ผู้สืบราชวงศ์  ภรต  เราต้องเรียนรู้ถึงการอดทนต่อสิ่งเหล่านี้โดยไม่หวั่นไหว
คำอธิบาย
ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง  เราต้องเรียนรู้การอดทนต่อการปรากฏและไม่ปรากฏแห่งความสุขและความทุกข์อันไม่ถาวร  ตามคำสั่งสอนของพระ  เวท  ว่าเราต้องอาบน้ำในตอนเช้าตรู่  แม้ในเดือน  มาฆ  (มกราคม-กุมภาพันธ์)  ซึ่งในช่วงนี้จะหนาวมาก  ถึงกระนั้นผู้ปฏิบัติธรรมตามหลักศาสนาจะไม่ลังเลในการอาบน้ำ  ลักษณะเดียวกันสตรีจะไม่ลังเลในการอยู่ครัวเพื่อปรุงอาหารในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนซึ่งเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของฤดูร้อน  เราต้องปฏิบัติหน้าที่ของเราแม้อากาศจะไม่เอื้ออำนวยความสะดวก  เช่นเดียวกันการต่อสู้เป็นหลักศาสนาของ  กฺษตฺริย  แม้จะต้องต่อสู้กับสหายหรือสังคญาติ  เราไม่ควรบ่ายเบี่ยงจากหน้าที่ที่กำหนดไว้  เราต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามหลักศาสนาเพื่อพัฒนาระดับความรู้  เนื่องจากความรู้และการอุทิศตนเสียสละเท่านั้นที่สามารถนำเราให้หลุดพ้นจากบ่วงของ  มายา  หรือความหลงได้
ทั้งสองพระนามที่ทรงใช้เรียก  อรฺชุน  มีความสำคัญเช่นเดียวกัน  เกานฺเตย  แสดงถึงความสัมพันธ์ทางสายเลือดอันยิ่งใหญ่ของฝ่ายพระมารดา  และ  ภารต  แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของฝ่ายพระบิดา  อรฺชุน  ทรงได้รับมรดกอันยิ่งใหญ่จากทั้งสองฝ่าย  และมรดกอันยิ่งใหญ่นี้ทำให้ทรงต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง  ดังนั้น  อรฺชุน  ทรงไม่สามารถหลึกเลี่ยงการต่อสู้ได้
यं हि न व्यथयन्त्येते पुरुषं पुरुषर्षभ ।
समदुःखसुखं धीरं सोऽमृतत्वाय कल्पते ॥ २.१५ ॥
โศลก 15
yaṁ hi na vyathayanty ete  puruṣaṁ puruṣarṣabha
sama-duḥkha-sukhaṁ dhīraṁ  so ’mṛtatvāya kalpate
ยํ หิ น วฺยถยนฺตฺยฺ เอเต  ปุรุษํ ปุรุษรฺษภ
สม-ทุห์ข-สุขํ ธีรํ  โส ’มฺฤตตฺวาย กลฺปเต
ยมฺ — ผู้ซึ่ง, หิ — แน่นอน, — ไม่เคย, วฺยถยนฺติ — มีความทุกข์, เอเต — ทั้งหมดนี้, ปุรุษมฺ — แด่บุคคล, ปุรุษ-ฤษภ — โอ้ ผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์, สม — ไม่เปลี่ยนแปลง, ทุห์ข — ในความทุกข์, สุขมฺ — และความสุข, ธีรมฺ — ความอดทน, สห์ — เขา, อมฺฤตตฺวาย — เพื่อ อิสรภาพ, กลฺปเต — พิจารณาว่ามีสิทธิ์
คำแปล
โอ้  ผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์  (อรฺชุน)  ผู้ที่ไม่หวั่นไหวต่อความสุขและความทุกข์และมีความมั่นคงในทั้งสองสิ่ง  เป็นผู้มีสิทธิ์เพื่อความหลุดพ้นอย่างแน่นอน
คำอธิบาย
ผู้ใดมีความแน่วแน่มั่นคงเพื่อความเจริญแห่งความรู้แจ้งทิพย์  และสามารถทนต่อการโจมตีของทั้งความทุกข์และความสุข  เป็นผู้มีสิทธิ์เพื่อความหลุดพ้นอย่างแน่นอน  ในสถาบัน  วรฺณาศฺรม  ระดับที่สี่ของชีวิตเรียกว่าระดับสละโลก  (สนฺนฺยาส)เป็นสภาวะที่ต้องใช้ความอุตสาหะมาก  แต่ผู้ที่มีความจริงจังในการทำให้ชีวิตของตนสมบูรณ์จะต้องบรรพชาในระดับ  สนฺนฺยาส  อย่างแน่นอน  ถึงแม้จะมีความยากลำบากอย่างมากมาย  ความยากลำบากโดยทั่วไปเกิดขึ้นจากการที่ต้องตัดความสัมพันธ์ทางครอบครัว  ยกเลิกความสัมพันธ์กับภรรยาและบุตรธิดา  ถ้าหากว่าใครสามารถอดทนต่อความยากลำบากเช่นนี้ได้  หนทางรู้แจ้งแห่งดวงวิญญาณของเขาจะสมบูรณ์อย่างแน่นอน  ในทำนองเดียวกัน  การปฏิบัติหน้าที่ของ  อรฺชุน  ในฐานะ  กฺษตฺริย  ทรงได้รับการชี้นำให้มีความวิริยะอุตสาหะ  ถึงแม้ว่าจะเป็นความยากลำบากที่จะต้องสู้รบกับสมาชิกในครอบครัวของตนเองหรือผู้ที่พระองค์รัก  องค์  ไจตนฺย  ทรงบรรพชาในระดับ  สนฺนฺยาส  เมื่อพระชนมายุเพียงยี่สิบสี่พรรษาในขณะที่ภรรยาสาวและพระมารดาผู้สูงวัยไม่มีใครดูแล  ซึ่งยังต้องพึ่งพระองค์อยู่  แต่เพื่อเหตุผลที่สูงกว่าจึงจำเป็นต้องบรรพชาในระดับ  สนฺนฺยาส  และทรงมีความแน่วแน่มั่นคงในการปฏิบัติหน้าที่ที่สูงกว่า  นี่คือวิถีทางเพื่อบรรลุถึงความหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุ
नासतो विद्यते भावो नाभावो विद्यते सतः ।
उभयोरपि दृष्टोऽन्तस्त्वनयोस्तत्त्वदर्शिभिः ॥ २.१६ ॥
โศลก 16
nāsato vidyate bhāvo  nābhāvo vidyate sataḥ
ubhayor api dṛṣṭo ’ntas  tv anayos tattva-darśibhiḥ
นาสโต วิทฺยเต ภาโว  นาภาโว วิทฺยเต สตห์
อุภโยรฺ อปิ ทฺฤษฺโฏ ’นฺตสฺ  ตฺวฺ อนโยสฺ ตตฺตฺว-ทรฺศิภิห์
— ไม่เคย, อสตห์ — แห่งการไม่มีอยู่, วิทฺยเต — มี, ภาวห์ — ความทนทาน, — ไม่เคย, อภาวห์ — คุณภาพที่เปลี่ยนแปลง, วิทฺยเต — มี, สตห์ — แห่งอมตะ, อุภโยห์ — ของทั้ง สอง, อปิ — เป็นความจริง, ทฺฤษฺฏห์ — สังเกตดู, อนฺตห์ — สรุป, ตุ — แน่นอน, อนโยห์ — ของ เขาทั้งหลาย, ตตฺตฺว — แห่งความจริง, ทรฺศิภิห์ — โดยผู้เห็น
คำแปล
ผู้เห็นสัจธรรมได้สรุปไว้ว่า  สำหรับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง  (ร่างกายวัตถุ)  จะไม่มีความคงทนถาวร  และสำหรับสิ่งที่เป็นอมตะ  (ดวงวิญญาณ)  จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงพวกเขาสรุปเช่นนี้จากการศึกษาธรรมชาติของทั้งสองสิ่ง
คำอธิบาย
ร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไม่มีความคงทนถาวร  เนื่องจากร่างกายเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจากการกระทำและผลการกระทำของเซลส์ต่างๆ  ดังที่วิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยปัจจุบันยอมรับ  ดังนั้น  การเจริญเติบโตและความแก่ชราจึงเกิดขึ้นกับร่างกาย  แต่ดวงวิญญาณนั้นจะคงความเป็นอมตะนิรันดร  แม้ร่างกายและจิตใจจะเปลี่ยนไปทั้งหมด  นี่คือข้อแตกต่างระหว่างวัตถุและดวงวิญญาณ  โดยธรรมชาติร่างกายเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  แต่ดวงวิญญาณเป็นอมตะ  ผลสรุปเช่นนี้ผู้พบเห็นสัจธรรมในทุกระดับได้ยืนยันไว้แล้ว  ทั้งผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์และผู้ที่เชื่อในรูปลักษณ์  ใน  วิษฺณุ  ปุราณ  (2.12.38)  กล่าวไว้ว่า  องค์  วิษฺณุ  และที่ประทับของพระองค์มีรัศมีทิพย์ในตัวเอง(โชฺยตีํษิ  วิษฺณุรฺ  ภุวนานิ  วิษฺณุห์)  คำว่า  มีอยู่จริงและไม่มีอยู่จริงหมายถึงดวงวิญญาณและวัตถุเท่านั้น  นั่นคือคำบอกเล่าของผู้ที่เห็นสัจธรรมทั้งหลาย
นี่คือจุดเริ่มต้นของคำสอนโดยองค์  ภควานฺ  ที่ให้แก่สิ่งมีชีวิตผู้มีความสับสนมืดมนอยู่ภายใต้อิทธิพลของอวิชชา  การขจัดอวิชชาจะต้องมีการสถาปนาความสัมพันธ์ที่เป็นอมตะระหว่างผู้บูชาและผู้รับการบูชา  จากนั้น  จะต้องมีความเข้าใจข้อแตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิตอันเป็นละอองอณูและบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เราสามารถเข้าใจธรรมชาติขององค์  ภควานฺ  ด้วยการศึกษาตนเองอย่างละเอียดถี่ถ้วน  ข้อแตกต่างระหว่างตัวเราและองค์  ภควานฺ  คือ  ความสัมพันธ์ระหว่างเศษย่อยกับส่วนรวมทั้งหมด  ทั้งใน  เวทานฺต-สูตฺร  และ  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  องค์  ภควานฺ  ทรงได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งที่ปรากฎมาทั้งหมด  การปรากฎเช่นนี้ทั้งธรรมชาติระดับสูงและธรรมชาติระดับต่ำมีประสบการณ์  สิ่งมีชีวิตอยู่ในธรรมชาติที่สูงกว่าดังจะเปิดเผยในบทที่เจ็ด  แม้ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างพลังงานและแหล่งกำเนิดพลังงาน  แหล่งกำเนิดพลังงานได้รับการยอมรับว่าคือองค์  ภควานฺ  และพลังงานหรือธรรมชาติได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนที่รองลงมา  ฉะนั้น  สิ่งมีชีวิตจะเป็นรององค์  ภควานฺ  เสมอ  ดังเช่นเจ้านายและบ่าวหรืออาจารย์และศิษย์  ความรู้ที่ชัดเจนเช่นนี้ไม่สามารถเข้าใจได้สำหรับผู้ที่อยู่ภายใต้มนต์สะกดของอวิชชา  เพื่อขจัดอวิชชานี้องค์  ภควานฺ  ทรงสอน  ภควัท-คีตา  เพื่อให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายได้รู้แจ้งสัจธรรมอันแท้จริงตลอดกาล
अविनाशि तु तद्विद्धि येन सर्वमिदं ततम् ।
विनाशमव्ययस्यास्य न कश्चित्कर्तुमर्हति ॥ २.१७ ॥
โศลก 17
avināśi tu tad viddhi  yena sarvam idaṁ tatam
vināśam avyayasyāsya  na kaścit kartum arhati
อวินาศิ ตุ ตทฺ วิทฺธิ  เยน สรฺวมฺ อิทํ ตตมฺ
วินาศมฺ อวฺยยสฺยาสฺย  น กศฺจิตฺ กรฺตุมฺ อรฺหติ
อวินาศิ — ไม่เสื่อมสลาย, ตุ — แต่, ตตฺ — นั้น, วิทฺธิ — รู้มัน, เยน — ผู้ซึ่ง, สรฺวมฺ — ร่างกายทั้งหมด, อิทมฺ — นี้, ตตมฺ — แผ่กระจายไปทั่ว, วินาศมฺ — การทำลาย, อวฺยยสฺย — แห่งการไม่เสื่อม สลาย, อสฺย — ของมัน,น กศฺจิตฺ — ไม่มีใคร, กรฺตุมฺ — ทำ, อรฺหติ — สามารถ
คำแปล
เธอควรทราบว่าสิ่งที่แผ่กระจายไปทั่วร่างกายถูกทำลายไม่ได้  ไม่มีผู้ใดสามารถทำลายดวงวิญญาณที่ไม่มีวันเสื่อมสลายนี้ได้
คำอธิบาย
โศลกนี้อธิบายถึงธรรมชาติอันแท้จริงของดวงวิญญาณที่แผ่กระจายไปทั่วร่างกาย  ใคร  ๆ  ก็สามารถเข้าใจได้ว่าสิ่งที่แผ่กระจายไปทั่วร่างกายคือจิตสำนึก  ทุกคนรู้สึกถึงความเจ็บปวดและความสุขของร่างกายตามส่วนต่าง  ๆ  หรือทั่วร่าง  การแผ่กระจายของจิตสำนึกนี้จำกัดอยู่ภายในร่างกายของตนเอง  ความเจ็บปวดและความสุขของร่างหนึ่ง  อีกร่างหนึ่งไม่สามารถรู้ได้  ดังนั้นในแต่ละร่างคือการรวมตัวของปัจเจกวิญญาณและลักษณะอาการของจิตวิญญาณที่อยู่ในร่างสำเหนียกจากปัจเจกจิตสำนึกดวงวิญญาณนี้มีขนาดเศษหนึ่งส่วนหนึ่งหมื่นของปลายเส้นผม  เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  (5.9)  ยืนยันไว้ดังนี้
พาลาคฺร-ศต-ภาคสฺย  ศตธา กลฺปิตสฺย จ
ภาโค ชีวห์ ส วิชฺเญยห์  ส จานนฺตฺยาย กลฺปเต
“เมื่อปลายเส้นผมแบ่งออกเป็นร้อยส่วน  และเศษหนึ่งส่วนร้อยนี้แบ่งออกเป็นร้อยส่วนอีกครั้ง  แต่ละส่วนคือขนาดของดวงวิญญาณ”  ในลักษณะเดียวกัน  คำแปลเดียวกันนี้ได้กล่าวไว้ว่า
เกศาคฺร-ศต-ภาคสฺย  ศตำศห์ สาทฺฤศาตฺมกห์
ชีวห์ สูกฺษฺม-สฺวรูโป ’ยํ  สงฺขฺยาตีโต หิ จิตฺ-กณห์
“มีละอองอะตอมทิพย์นับจำนวนไม่ถ้วนวัดขนาดได้เศษหนึ่งส่วนหนึ่งหมื่นของจุดปลายเส้นผม”
ฉะนั้น  ปัจเจกวิญญาณทิพย์คืออะตอมทิพย์ที่เล็กกว่าอะตอมวัตถุ  และอะตอมนี้มีจำนวนนับไม่ถ้วน  ละอองทิพย์ที่เล็กมากนี้เป็นหลักฐานของร่างวัตถุและอิทธิพลของละอองทิพย์นี้แผ่กระจายไปทั่วร่าง  เสมือนดั่งอิทธิพลของฤทธิ์ยาที่แผ่กระจายไปทั่วร่างกาย  คลื่นแห่งดวงวิญญาณทิพย์นี้มีความรู้สึกไปทั่วร่างกายด้วยจิตสำนึก  นี่คือข้อพิสูจน์ว่าดวงวิญญาณมีอยู่  สามัญชนทั่วไปสามารถเข้าใจว่าร่างวัตถุที่ไร้จิตสำนึกคือร่างที่ตายซาก  จิตสำนึกนี้ไม่สามารถเรียกกลับคืนเข้ามาสู่ร่างกายได้ด้วยวิธีจัดการทางวัตถุ  ฉะนั้น  จิตสำนึกมิได้มีผลมาจากจำนวนการรวมตัวของวัตถุ  แต่มีผลมาจากดวงวิญญาณ  ใน  มุณฺฑก  อุปนิษทฺ  (3.1.9)  ขนาดของละอองวิญญาณได้อธิบายเพิ่มเติมไว้ดังนี้
เอโษ ’ณุรฺ อาตฺมา เจตสา เวทิตโวฺย  ยสฺมินฺ ปฺราณห์ ปญฺจธา สํวิเวศ
ปฺราไณศฺ จิตฺตํ สรฺวมฺ โอตํ ปฺรชานำ  ยสฺมินฺ วิศุทฺเธ วิภวตฺยฺ เอษ อาตฺมา
“ดวงวิญญาณมีขนาดคล้ายอะตอม  สามารถสำเหนียกได้ด้วยปัญญาที่สมบูรณ์  ดวงวิญญาณอะตอมนี้ลอยอยู่ในอากาศห้าชนิด  (ปฺราณ  อปาน  วฺยาน  สมาน  และ  อุทาน)สถิตอยู่ในหัวใจและมีอิทธิพลแผ่กระจายไปทั่วร่างกายของสิ่งมีชีวิต  เมื่อดวงวิญญาณบริสุทธิ์จากมลทินของลมวัตถุห้าชนิดอิทธิพลทิพย์ในตัวเองจะปรากฏออกมา”
ระบบ  หฐ-โยค  มีจุดมุ่งหมายเพื่อควบคุมลมห้าชนิดที่หมุนเวียนอยู่รอบดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์ด้วยท่านั่งต่าง  ๆ  มิใช่เพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุแต่เพื่อความหลุดพ้นของดวงวิญญาณจากพันธนาการแห่งบรรยากาศวัตถุ
ดังนั้น  วรรณกรรมพระ  เวท  ทั้งหมดยอมรับองค์ประกอบแห่งดวงวิญญาณ  คนปกติทั่วไปมีความรู้สึกจริงเช่นนี้เหมือนกันจากประสบการณ์  มีแต่คนวิกลจริตเท่านั้นที่คิดว่าละอองดวงวิญญาณนี้คือ  วิษฺณุ-ตตฺตฺว  ที่แผ่กระจายไปทั่ว
อิทธิพลของดวงวิญญาณสามารถแผ่กระจายไปทั่วเฉพาะร่าง  ตาม  มุณฺฑก  อุปนิษทฺ  ดวงวิญญาณนี้สถิตในหัวใจของทุก  ๆ  ชีวิต  และดวงวิญญาณอยู่เหนืออำนาจของนักวิทยาศาสตร์ทางวัตถุที่จะรู้ถึงคุณค่า  นักวิทยาศาสตร์บางท่านยืนยันอย่างเบาปัญญาว่าไม่มีดวงวิญญาณ  ปัจเจกวิญญาณอยู่ในหัวใจคู่กับ  ปรมาตฺมา  อย่างแน่นอน  ฉะนั้น  พลังงานการเคลื่อนไหวทั้งหมดกำเนิดจากส่วนนี้ของร่างกาย  เม็ดโลหิตที่นำออกซิเจนจากปอดรวบรวมพลังงานจากดวงวิญญาณ  เมื่อดวงวิญญาณออกจากตำแหน่งนี้  กิจกรรมการรวมตัวเพื่อผลิตโลหิตหยุดลง  นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ยอมรับความสำคัญของเม็ดโลหิตแดง  แต่ไม่สามารถยืนยันแหล่งกำเนิดของพลังงานนั้นว่าคือดวงวิญญาณ  อย่างไรก็ดี  วิทยาศาสตร์การแพทย์ยอมรับว่า  หัวใจคือฐานแห่งพลังงานทั้งหมดของร่างกาย
ละอองวิญญาณเหล่านี้เปรียบเทียบได้กับโมเลกุลของแสงอาทิตย์  ภายในแสงอาทิตย์มีโมเลกุลที่เจิดจรัสนับจำนวนไม่ถ้วน  เช่นเดียวกันกับปัจเจกวิญญาณหรือเศษย่อย  ๆ  ขององค์  ภควานฺ  เป็นละอองอะตอมแห่งรัศมีขององค์  ภควานฺ  เรียกว่า  ปฺรภา  หรือพลังงานเบื้องสูง  ดังนั้น  ไม่ว่าเราจะเชื่อความรู้พระ  เวท  หรือเชื่อวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบัน  เราก็ไม่สามารถปฏิเสธความมีอยู่จริงของดวงวิญญาณในร่างกาย  และศาสตร์แห่งดวงวิญญาณนี้องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายไว้อย่างชัดเจนใน  ภควัท-คีตา  
अन्तवन्त इमे देहा नित्यस्योक्ताः शरीरिणः ।
अनाशिनोऽप्रमेयस्य तस्माद्युध्यस्व भारत ॥ २.१८ ॥
โศลก 18
antavanta ime dehā  nityasyoktāḥ śarīriṇaḥ
anāśino ’prameyasya  tasmād yudhyasva bhārata
อนฺตวนฺต อิเม เทหา  นิตฺยโสฺยกฺตาห์ ศรีริณห์
อนาศิโน ’ปฺรเมยสฺย  ตสฺมาทฺ ยุธฺยสฺว ภารต
อนฺต-วนฺตห์ — เสื่อมสลาย, อิเม — ทั้งหมดนี้, เทหาห์ — ร่างกายวัตถุ, นิตฺยสฺย — เป็นอยู่ชั่ว นิรันดร, อุกฺตาห์ — ถูกกล่าวไว้, ศรีริณห์ — แห่งดวงวิญญาณที่อยู่ในร่าง, อนาศินห์ — ไม่มี วันถูกทำลาย, อปฺรเมยสฺย — วัดไม่ได้, ตสฺมาตฺ — ฉะนั้น, ยุธฺยสฺว — ต่อสู้, ภารต — โอ้ ผู้ สืบราชวงศ์บะระทะ
คำแปล
ร่างวัตถุของสิ่งมีชีวิตผู้ไม่มีวันถูกทำลาย  วัดขนาดไม่ได้  และเป็นอมตะ  จะต้องจบสิ้นลงอย่างแน่นอน  ฉะนั้น  โอ้  ผู้สืบราชวงศ์  ภรต  จงสู้
คำอธิบาย
ร่างวัตถุต้องเสื่อมสลายตามธรรมชาติ  มันอาจเสื่อมสลายในทันทีทันใด  หรืออาจจะเสื่อมสลายหนึ่งร้อยปีจากนี้ไป  เพียงแต่รอเวลาเท่านั้น  ไม่มีโอกาสที่เราจะรักษามันไว้ได้ชั่วกัลปวสาน  แต่ละอองวิญญาณที่มีขนาดเล็กมากจนศัตรูมองไม่เห็นจะถูกฆ่าได้อย่างไร  ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกก่อน  เล็กมากจนไม่มีใครสามารถคิดได้ว่าจะวัดขนาดได้อย่างไร  ดังนั้น  เมื่อมองจากทั้งสองด้าน  จึงไม่มีเหตุทำให้ต้องเสียใจเพราะว่าสิ่งมีชีวิตไม่มีวันถูกฆ่าได้  และร่างวัตถุก็ไม่มีใครสามารถรักษาไว้ได้นานหรือปกป้องไว้จนชั่วนิรันดรได้  ละอองเล็ก  ๆ  ของดวงวิญญาณได้ร่างวัตถุนี้มาตามผลกรรม  ฉะนั้น  การปฏิบัติตามหลักธรรมศาสนา  ควรทำให้เป็นประโยชน์  ใน  เวทานฺต-สูตฺร  สิ่งมีชีวิตมีคุณสมบัติเป็นแสง  เพราะว่าเขาเป็นละอองอณูของแสงรัศมีที่สูงสุด  ดังเช่น  แสงอาทิตย์ค้ำจุนทั่วทั้งจักรวาล  ดังนั้น  แสงแห่งดวงวิญญาณค้ำจุนร่างวัตถุนี้  ทันทีที่ดวงวิญญาณออกจากร่างวัตถุ  ร่างนี้จะเริ่มเน่าเปื่อยลง  ฉะนั้น  ดวงวิญญาณจึงเป็นผู้ค้ำจุนร่างกายนี้ร่างกายวัตถุนี้โดยตัวมันเองมิใช่สิ่งสำคัญ  อรฺชุน  ทรงได้รับการแนะนำให้ต่อสู้  และมิให้เสียสละเหตุผลทางศาสนาเพียงจากการพิจารณาแค่ร่างกายวัตถุเท่านั้น
य एनं वेत्ति हन्तारं यश्चैनं मन्यते हतम् ।
उभौ तौ न विजानीतो नायं हन्ति न हन्यते ॥ २.१९ ॥
โศลก 19
ya enaṁ vetti hantāraṁ  yaś cainaṁ manyate hatam
ubhau tau na vijānīto  nāyaṁ hanti na hanyate
ย เอนํ เวตฺติ หนฺตารํ  ยศฺ ไจนํ มนฺยเต หตมฺ
อุเภา เตา น วิชานีโต  นายํ หนฺติ น หนฺยเต
ยห์ — ผู้ใดซึ่ง, เอนมฺ — นี้, เวตฺติ — ทราบ, หนฺตารมฺ — ผู้สังหาร, ยห์ — ผู้ใดซึ่ง, — เช่นเดียวกัน, เอนมฺ — นี้, มนฺยเต — คิด, หตมฺ — ถูกสังหาร, อุเภา — ทั้งคู่, เตา — พวกเขา, — ไม่เคย, วิชานีตห์ — อยู่ในความรู้, — ไม่เคย, อยมฺ — นี้, หนฺติ — สังหาร, — หรือ, หนฺยเต — ถูกสังหาร
คำแปล
ผู้ที่คิดว่าสิ่งมีชีวิตเป็นผู้ฆ่าและผู้ที่คิดว่าสิ่งมีชีวิตถูกฆ่า  ทั้งคู่ไม่มีความรู้  เพราะว่าดวงวิญญาณมิได้เป็นทั้งผู้ฆ่าหรือผู้ถูกฆ่า
คำอธิบาย
เมื่อร่างกายบาดเจ็บจากอาวุธร้ายแรง  จงทราบว่าดวงวิญญาณภายในร่างกายไม่ได้ถูกฆ่า  ดวงวิญญาณนั้นเล็กจนเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกฆ่าด้วยอาวุธวัตถุชนิดใดๆ  ดังจะมีหลักฐานในโศลกต่อ  ๆ  ไป  ดวงวิญญาณถูกฆ่าไม่ได้เนื่องจากพื้นฐานแห่งความเป็นทิพย์สิ่งที่ถูกฆ่าหรือสมมุติว่าถูกฆ่าเป็นเพียงร่างกายวัตถุเท่านั้น  อย่างไรก็ดีณ  ที่นี้มิได้ส่งเสริมการเข่นฆ่าร่างกาย  คำสอนของพระ  เวท  มา  หึสฺยาตฺ  สรฺวา  ภูตานิ  ห้ามเบียดเบียนผู้ใด  และเมื่อเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตไม่มีวันถูกฆ่าก็มิได้ส่งเสริมการฆ่าสัตว์  ณที่นี้  การฆ่าผู้ใดโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นบาปอย่างมหันต์  และจะต้องถูกลงโทษด้วยกฎของรัฐและกฎขององค์  ภควานฺ  อย่างไรก็ตาม  อรฺชุน  ทรงปฏิบัติการสังหารตามหลักศาสนา  มิได้ทำไปตามอำเภอใจ
न जायते म्रियते वा कदाचि-
न्नायं भूत्वा भविता वा न भूयः ।
अजो नित्यः शाश्वतोऽयं पुराणो
न हन्यते हन्यमाने शरीरे ॥ २.२० ॥
โศลก 20
na jāyate mriyate vā kadācin
nāyaṁ bhūtvā bhavitā vā na bhūyaḥ
ajo nityaḥ śāśvato ’yaṁ purāṇo
na hanyate hanyamāne śarīre
น ชายเต มฺริยเต วา กทาจินฺ
นายํ ภูตฺวา ภวิตา วา น ภูยห์
อโช นิตฺยห์ ศาศฺวโต ’ยํ ปุราโณ
น หนฺยเต หนฺยมาเน ศรีเร
— ไม่เคย, ชายเต — เกิด, มฺริยเต — ตาย, วา — ไม่, กทาจิตฺ — ไม่ว่าเวลาใด (อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต), — ไม่เคย, อยมฺ — นี้, ภูตฺวา — ได้มาเป็นอยู่, ภวิตา — จะมาเป็นอยู่, วา — หรือ, — ไม่, ภูยห์ — หรือกลับมาเป็นอยู่อีกครั้งหนึ่ง, อชห์ — ไม่เกิด, นิตฺยห์ — อมตะ, ศาศฺวตห์ — ถาวร, อยมฺ — นี้, ปุราณห์ — เก่าแก่ที่สุด, — ไม่เคย, หนฺยเต — ถูกสังหาร, หนฺยมาเน — ถูกสังหาร, ศรีเร — ร่างกาย
คำแปล
สำหรับดวงวิญญาณไม่มีการเกิดหรือตายไม่ว่าในเวลาใด  เขาไม่เคยมาอยู่ในอดีตไม่มาอยู่ในปัจจุบัน  และจะไม่มาอยู่ในอนาคต  ดวงวิญญาณไม่มีการเกิด  เป็นอมตะ  คงอยู่นิรันดร  และเป็นสิ่งดั้งเดิม  ดวงวิญญาณไม่ถูกสังหารเมื่อร่างกายนี้ถูกสังหาร
คำอธิบาย
โดยคุณภาพอนุวิญญาณซึ่งเป็นละอองอณูของอภิวิญญาณสูงสุดเป็นหนึ่งเดียวกับองค์  ภควานฺ  ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเหมือนกับร่างกาย  บางครั้งดวงวิญญาณเรียกว่าอมตะหรือ  กูฏ-สฺถ  ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงหกขั้นตอน  มีการเกิดจากครรภ์มารดา  คงอยู่ระยะหนึ่ง  เจริญเติบโต  สืบพันธุ์  ค่อย  ๆ  หดตัวลง  และในที่สุดก็สูญสลายไป  อย่างไรก็ดี  ดวงวิญญาณไม่ต้องผ่านขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้  ดวงวิญญาณไม่ต้องเกิด  แต่เพราะว่าดวงวิญญาณรับเอาร่างวัตถุ  ร่างกายจึงเกิด  ดวงวิญญาณมิได้เกิดที่นี่และดวงวิญญาณไม่เคยตาย  อะไรที่มีการเกิดย่อมมีการตาย  เป็นเพราะว่าดวงวิญญาณไม่มีการเกิด  ฉะนั้น  จึงไม่มีอดีต  ปัจจุบัน  หรืออนาคต  ดวงวิญญาณเป็นอมตะ  คงอยู่เสมอ  และเป็นสิ่งดั้งเดิม  หมายความว่าไม่มีประวัติศาสตร์ที่บ่งชี้การมาอยู่ของดวงวิญญาณ  จากความรู้สึกทางร่างกายเราจึงค้นหาประวัติการเกิด  ฯลฯ  ของดวงวิญญาณ  ดวงวิญญาณไม่มีการแก่เหมือนกับร่างกาย  ดังนั้น  จะเห็นได้ว่าบุคคลผู้สูงอายุยังรู้สึกว่าตนเองมีสปิริตเหมือนตอนเป็นเด็กหรือวัยรุ่น  การเปลี่ยนแปลงของร่างกายไม่มีผลกระทบต่อดวงวิญญาณ  ดวงวิญญาณไม่เสื่อมโทรมเหมือนต้นไม้หรือสิ่งใด  ๆ  ที่เป็นวัตถุ  ดวงวิญญาณไม่มีการสืบพันธุ์  ผลผลิตของร่างกาย  เช่น  บุตร  ธิดา  ก็เป็นปัจเจกวิญญาณแต่ละดวงเช่นกัน  แต่เนื่องมาจากร่างกายวัตถุพวกเขาจึงปรากฏว่าเป็น  บุตร  ธิดา  ของชายคนนั้น  ร่างกายเจริญเติบโตได้เพราะมีดวงวิญญาณอยู่  แต่ดวงวิญญาณไม่มีทั้งเชื้อสายหรือการเปลี่ยนแปลง  ฉะนั้น  ดวงวิญญาณจึงเป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลงทั้งหกขั้นตอนของร่างกาย
ใน  กฐ  อุปนิษทฺ  (1.2.18)  เราพบข้อความ  คล้ายกันนี้
น ชายเต มฺริยเต วา วิปศฺจินฺ  นายํ กุตศฺจินฺ น พภูว กศฺจิตฺ
อโช นิตฺยห์ ศาศฺวโต ’ยํ ปุราโณ  น หนฺยเต หนฺยมาเน ศรีเร
ความหมายและคำอธิบายของโศลกนี้เหมือนกับ  ภควัท-คีตา  แต่ในโศลกนี้มีคำพิเศษคำหนึ่ง  วิปศฺจิตฺ  ซึ่งหมายความว่ารู้หรือด้วยความรู้
ดวงวิญญาณเต็มไปด้วยความรู้หรือเต็มไปด้วยจิตสำนึกอยู่เสมอ  ดังนั้นจิตสำนึกจึงเป็นลักษณะอาการของดวงวิญญาณ  แม้ว่าเราไม่พบดวงวิญญาณในหัวใจที่เขาสถิตอยู่  แต่เราเข้าใจได้ว่าดวงวิญญาณมีอยู่เพราะเ  ราม  ีจิตสำนึก  บางครั้งเราไม่เห็นดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าเพราะก้อนเมฆมาบดบังหรือด้วยเหตุผลอื่น  แต่แสงอาทิตย์จะมีอยู่เสมอ  และทำให้เ  ราม  ั่นใจได้ว่าเป็นเวลากลางวัน  ทันทีที่มีแสงเพียงเล็กน้อยบนท้องฟ้าในตอนเช้าเราเข้าใจว่าดวงอาทิตย์อยู่บนท้องฟ้า  ในลักษณะเดียวกันเพราะว่ามีจิตสำนึกอยู่ในทุก  ๆ  ร่าง  ไม่ว่าคนหรือสัตว์เราจึงเข้าใจได้ว่ามีดวงวิญญาณสถิตอยู่  อย่างไรก็ดีจิตสำนึกของดวงวิญญาณนี้แตกต่างจากจิตสำนึกขององค์  ภควานฺ  เพราะว่าจิตสำนึกขององค์  ภควานฺ  ทรงเป็นสัพพัญญู  รู้ไปหมดทั้งในอดีต  ปัจจุบัน  และอนาคต  จิตสำนึกของปัจเจกวิญญาณมีแนวโน้มที่จะหลงลืม  เมื่อหลงลืมธรรมชาติอันแท้จริงของตนเองเขาได้รับการศึกษาและความรู้แจ้งจากบทเรียนที่สูงกว่าของ  กฺฤษฺณ  แต่  กฺฤษฺณ  ทรงไม่เหมือนกับดวงวิญญาณผู้หลงลืม  หากเป็นเช่นนี้คำสอนของพระองค์ใน  ภควัท-คีตา  จะไร้คุณค่า
มีดวงวิญญาณอยู่สองประเภทคือ  อนุวิญญาณ  (อณุ-อาตฺมา)  และอภิวิญญาณ  (วิภุ-อาตฺมา)  ได้ยืนยันไว้ใน  กฐ  อุปนิษทฺ  (1.2.20)  เช่นกันว่า
อโณรฺ อณียานฺ มหโต มหียานฺ  อาตฺมาสฺย ชนฺโตรฺ นิหิโต คุหายามฺ
ตมฺ อกฺรตุห์ ปศฺยติ วีต-โศโก  ธาตุห์ ปฺรสาทานฺ มหิมานมฺ อาตฺมนห์
“ทั้งอภิวิญญาณ  (ปรมาตฺมา)  และอนุวิญญาณ  (ชีวาตฺมา)  สถิตอยู่บนต้นไม้แห่งร่างกายเดียวกัน  ภายในหัวใจดวงเดียวกันของสิ่งมีชีวิต  ผู้ที่เป็นอิสระจากความต้องการทางวัตถุและความเศร้าโศกทั้งหมดเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าใจถึงความเลิศเลอของดวงวิญญาณ  ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควานฺ  ”  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของอภิวิญญาณด้วยเช่นกัน  ดังจะเปิดเผยในบทต่อ  ๆ  ไป  และ  อรฺชุน  ทรงเป็นอนุวิญญาณที่หลงลืมธรรมชาติอันแท้จริงของตนเอง  ฉะนั้น  จึงจำเป็นต้องได้รับแสงสว่างจาก  กฺฤษฺณหรือจากผู้แทนที่เชื่อถือได้ของพระองค์  (พระอาจารย์ทิพย์)
वेदाविनाशिनं नित्यं य एनमजमव्ययम् ।
कथं स पुरुषः पार्थ कं घातयति हन्ति कम् ॥ २.२१ ॥
โศลก 21
vedāvināśinaṁ nityaṁ  ya enam ajam avyayam
kathaṁ sa puruṣaḥ pārtha  kaṁ ghātayati hanti kam
เวทาวินาศินํ นิตฺยํ  ย เอนมฺ อชมฺ อวฺยยมฺ
กถํ ส ปุรุษห์ ปารฺถ  กํ ฆาตยติ หนฺติ กมฺ
เวท — รู้, อวินาศินมฺ — ไม่ถูกทำลาย, นิตฺยมฺ — เป็นอยู่เสมอ, ยห์ — ผู้ซึ่ง,เอนมฺ — นี้(ดวง วิญญาณ), อชมฺ — ไม่เกิด,อวฺยยมฺ — ไม่เปลี่ยนแปลง, กถมฺ — อย่างไร, สห์ — นั้น, ปุรุษห์ — บุคคล, ปารฺถ — โอ้ ปารฺถ (อารจุนะ), กมฺ — ผู้ซึ่ง, ฆาตยติ — ต้นเหตุที่ทำให้เจ็บ, หนฺติ — สังหาร, กมฺ — ผู้ซึ่ง
คำแปล
โอ้  ปารฺถ  ผู้ที่รู้ว่าดวงวิญญาณไม่มีวันถูกทำลาย  เป็นอมตะ  ไม่มีการเกิด  และไม่มีการเปลี่ยนแปลง  จะเป็นผู้สังหารผู้ใด  หรือเป็นต้นเหตุให้ผู้ใดสังหารได้อย่างไร
คำอธิบาย
ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีประโยชน์ในการใช้สอยอยู่ในตัวมันเองตามความเหมาะสมผู้ที่มีความรู้สมบูรณ์จะรู้ว่าควรใช้สิ่งนั้นให้เป็นประโยชน์ตามความเหมาะสมในตัวมันเองได้อย่างไร  และเมื่อไร  เช่นเดียวกับความรุนแรงก็มีประโยชน์ในตัวมันเองและการที่จะใช้ความรุนแรงอย่างไร  ขึ้นอยู่กับผู้ที่มีความรู้  ถึงแม้ว่าศาลสถิตยุติธรรมจะสั่งลงโทษประหารชีวิตผู้ทำผิดฐานฆ่าคนตาย  ใครจะไปกล่าวโทษศาลไม่ได้  ในการตัดสินลงโทษรุนแรงต่อบุคคลนั้นตามกฎหมายแห่งความยุติธรรม  ใน  มนุ-สํหิตา  ซึ่งเป็นกฎหมายสำหรับมนุษยชาติ  ได้สนับสนุนว่าผู้ฆ่าคนควรจะถูกลงโทษถึงชีวิต  เพื่อในชาติหน้าจะได้ไม่ต้องมารับทุกข์ต่อบาปอันยิ่งใหญ่ที่ตนได้กระทำไว้  ฉะนั้น  กฺษตฺริย  ที่ลงโทษผู้ต้องหาฆ่าคนด้วยการแขวนคออันที่จริงแล้วเป็นประโยชน์  ในทำนองเดียวกันเมื่อ  กฺฤษฺณ  ทรงสั่งให้ต่อสู้  ต้องสรุปได้ว่าความรุนแรงเช่นนี้เป็นไปเพื่อความยุติธรรมสูงสุด  ดังนั้น  อรฺชุน  ทรงควรปฏิบัติตามคำสั่ง  และควรรู้ดีด้วยว่าความรุนแรงเช่นนี้ทำไปเพื่อต่อสู้ให้  กฺฤษฺณ  ซึ่งมิใช่เป็นความรุนแรงอะไรเลย  เพราะว่าดวงชีวิตหรือดวงวิญญาณจะไม่มีวันถูกสังหารอยู่แล้ว  เพื่อบริหารความยุติธรรมสิ่งที่เรียกว่าความรุนแรงจึงได้รับอนุญาต  การผ่าตัดคนไข้มิได้หมายความว่าจะสังหารคนไข้แต่เป็นการรักษา  ดังนั้น  การต่อสู้ที่  อรฺชุน  ทรงปฏิบัติตามคำสั่งสอนของ  กฺฤษฺณ  ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความรู้  จึงไม่มีผลบาป
वासांसि जीर्णानि यथा विहाय
नवानि गृह्णाति नरोऽपराणि ।
तथा शरीराणि विहाय जीर्णा-
न्यन्यानि संयाति नवानि देही ॥ २.२२ ॥
โศลก 22
vāsāṁsi jīrṇāni yathā vihāya
navāni gṛhṇāti naro ’parāṇi
tathā śarīrāṇi vihāya jīrṇāny
anyāni saṁyāti navāni dehī
วาสำสิ ชีรฺณานิ ยถา วิหาย
นวานิ คฺฤหฺณาติ นโร ’ปราณิ
ตถา ศรีราณิ วิหาย ชีรฺณานฺยฺ
อนฺยานิ สํยาติ นวานิ เทหี
วาสำสิ — เสื้อผ้า, ชีรฺณานิ — เก่าและขาด, ยถา — เช่นเดียวกัน, วิหาย — ยกเลิก, นวานิ — เสื้อผ้าใหม่, คฺฤหฺณาติ — ยอมรับ, นรห์ — บุคคล, อปราณิ — ผู้อื่น, ตถา — เช่นเดียวกัน, ศรีราณิ — ร่างกาย,วิหาย — ยกเลิก, ชิรฺณานิ — เก่าและไร้ประโยชน์, อนฺยานิ — แตกต่าง, สํยาติ — ยอมรับว่าเป็นความจริง, นวานิ — ชุดใหม่, เทหี — เป็นรูปร่าง
คำแปล
ดังเช่นบุคคลใส่เสื้อผ้าชุดใหม่  ยกเลิกหรือทิ้งชุดเก่าไป  ในลักษณะเดียวกัน  ดวงวิญญาณก็รับเอาร่างวัตถุใหม่มา  และยกเลิกร่างเก่าที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้
คำอธิบาย
การเปลี่ยนร่างของปัจเจกละอองวิญญาณเป็นที่ยอมรับว่าเป็นความจริงแม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบัน  ผู้ที่ไม่เชื่อว่าดวงวิญญาณมีอยู่จริง  ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถอธิบายแหล่งกำเนิดของพลังงานซึ่งมาจากหัวใจ  แต่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอยู่ตลอดเวลา  เริ่มปรากฏจากร่างทารกมาเป็นร่างเด็ก  จากร่างเด็กมาเป็นร่างหนุ่มสาว  จากร่างหนุ่มสาวมาเป็นร่างคนชรา  และจากร่างคนชราก็เปลี่ยนย้ายไปอยู่อีกร่างหนึ่ง  ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วในโศลกก่อนหน้านี้  (2.13)
การเปลี่ยนแปลงโยกย้ายของปัจเจกละอองวิญญาณจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่งเป็นไปได้  ด้วยพระกรุณาธิคุณของอภิวิญญาณ  อภิวิญญาณทรงทำให้ละอองวิญญาณสมปรารถนาเหมือนกับเพื่อนที่ปฏิบัติต่อเพื่อให้ได้สมความปรารถนา  คัมภีร์พระ  เวท  เช่น  มุณฺฑก  อุปนิษทฺ  พร้อมทั้ง  เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  ได้เปรียบเทียบอนุวิญญาณและอภิวิญญาณว่าเป็นเสมือนเพื่อนนกสองตัวที่เกาะอยู่บนต้นไม้ต้นเดียวกันนกตัวหนึ่ง  (ปัจเจกวิญญาณ)  กำลังกินผลไม้ของต้น  และนกอีกตัวหนึ่ง  (กฺฤษฺณ)ทรงเพียงแต่ทอดพระเนตรไปที่สหายของพระองค์เท่านั้น  นกทั้งสองตัวถึงแม้ว่าจะมีคุณสมบัติเช่นเดียวกันแต่ตัวหนึ่งจะถูกยั่วยวนด้วยผลของต้นไม้วัตถุ  ในขณะที่อีกตัวหนึ่งเพียงแต่ทรงเป็นพยานในกิจกรรมของเพื่อนนกเท่านั้น  กฺฤษฺณ  คือนกพยานและอรฺชุน  คือนกที่กินผล  ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะเป็นเพื่อนกัน  แต่นกตัวหนึ่งคงสถานภาพความเป็นนายและอีกตัวหนึ่งเป็นบ่าว  การลืมความสัมพันธ์ของละอองวิญญาณเช่นนี้เป็นเหตุให้เราต้องเปลี่ยนตำแหน่งจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปสู่ต้นไม้อีกต้นหนึ่ง  หรือเปลี่ยนจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่ง  ดวงวิญญาณ  ชีว  ดิ้นรนต่อสู้ด้วยความยากลำบากบนต้นไม้แห่งร่างวัตถุ  แต่ทันทีที่เขายอมรับนกอีกตัวหนึ่งว่าเป็นพระอาจารย์ทิพย์สูงสุด  ดังเช่นอรฺชุน  ทรงอาสามาศิโรราบยอมรับที่จะปฏิบัติตามคำสั่งสอนของ  กฺฤษฺณ  ด้วยความสมัครใจ  ทันใดนั้น  นกบ่าวตัวนี้ก็จะมีอิสรภาพจากความโศกเศร้าทั้งมวล  ทั้ง  มุณฺฑก  อุปนิษทฺ  (3.1.2)  และ  เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  (4.7)  ได้ยืนยันไว้ดังนี้
สมาเน วฺฤกฺเษ ปุรุโษ นิมคฺโน  ’นีศยา โศจติ มุหฺยมานห์
ชุษฺฏํ ยทา ปศฺยตฺยฺ อนฺยมฺ อีศมฺ  อสฺย มหิมานมฺ อิติ วีต-โศกห์
“ถึงแม้ว่านกสองตัวจะอยู่บนต้นไม้ต้นเดียวกัน  นกที่กินผลจะจดจ่อหมกมุ่นอยู่กับความวิตกกังวลและเศร้าสลดในฐานะเป็นผู้มีความสุขจากผลของต้นไม้  หากเป็นไปได้ที่เขาจะหันมาหาเพื่อนผู้ทรงเป็นองค์  ภควานฺ  และทราบถึงพระบารมีของพระองค์  ในทันใดนั้นนกที่ได้รับความทุกข์ทรมานอยู่นี้ก็จะมีอิสรภาพจากความวิตกกังวลทั้งปวง”  มาบัดนี้อรฺชุน  ทรงหันพระพักตร์เข้าหาพระสหายนิรันดร  กฺฤษฺณ  และเข้าใจ  ภควัท-คีตา  จากพระองค์  ดังนั้น  ด้วยการสดับฟังจาก  กฺฤษฺณ  อรฺชุน  ทรงสามารถเข้าใจถึงพระบารมีอันสูงส่งของพระองค์  และมีอิสรภาพจากความเศร้าโศกทั้งปวง
ณ  ที่นี้  องค์  ภควานฺ  ทรงแนะนำให้  อรฺชุน  อย่าได้โศกเศร้าต่อการที่พระอัยกาและพระอาจารย์จะมีการเปลี่ยนร่าง  อรฺชุน  ทรงควรยินดีกับการสังหารร่างกายของพวกท่านในการต่อสู้เพื่อคุณธรรม  เพื่อที่ท่านเหล่านี้จะได้ชำระล้างผลแห่งกรรมทั้งปวงจากกรรมของร่างกายในอดีต  ผู้ที่ได้สังเวยชีวิตบนแท่นบูชาหรือในสมรภูมิที่เหมาะสมเป็นผู้ชำระล้างผลกรรมของร่างกายได้ในทันที  และเลื่อนขึ้นไปมีคุณภาพชีวิตที่สูงกว่าฉะนั้น  จึงไม่มีเหตุผลที่  อรฺชุน  ทรงต้องเศร้าโศกเสียใจ
नैनं छिन्दन्ति शस्त्राणि नैनं दहति पावकः ।
न चैनं क्लेदयन्त्यापो न शोषयति मारुतः ॥ २.२३ ॥
โศลก 23
nainaṁ chindanti śastrāṇi  nainaṁ dahati pāvakaḥ
na cainaṁ kledayanty āpo  na śoṣayati mārutaḥ
ไนนํ ฉินฺทนฺติ ศสฺตฺราณิ  ไนนํ ทหติ ปาวกห์
น ไจนํ เกฺลทยนฺตฺยฺ อาโป  น โศษยติ มารุตห์
— ไม่เคย, เอนมฺ — ดวงวิญญาณนี้, ฉินฺทนฺติ — ถูกหั่นเป็นชิ้น ๆ, ศสฺตฺราณิ — อาวุธ, — ไม่ เคย, เอนมฺ — ดวงวิญญาณนี้, ทหติ — ไหม้, ปาวกห์ — ไฟ, — ไม่เคย, — เช่นกัน, เอนมฺ — ดวงวิญญาณนี้, เกฺลทยนฺติ — ทำให้ชื้น,อาปห์ — น้ำ, — ไม่เคย, โศษยติ — แห้ง,มารุตห์ — ลม
คำแปล
ดวงวิญญาณถูกหั่นให้เป็นชิ้น  ๆ  ด้วยอาวุธใด  ๆ  ไม่ได้  ถูกไฟเผาให้ไหม้ไม่ได้ถูกน้ำทำให้เปียกไม่ได้  หรือถูกลมทำให้แห้งก็ไม่ได้
คำอธิบาย
อาวุธทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นดาบ  อาวุธไฟ  อาวุธฝน  อาวุธลมสลาตัน  ฯลฯ  ไม่สามารถสังหารดวงวิญญาณได้  ดังที่ปรากฏว่ามีอาวุธหลายชนิด  ที่ทำมาจากดิน  น้ำ  ลมอากาศ  ฯลฯ  นอกเหนือไปจากอาวุธสมัยปัจจุบันที่ทำด้วยไฟ  แม้กระทั่งอาวุธนิวเคลียร์ในยุคปัจจุบันที่จัดอยู่ในประเภทไฟ  ในอดีตกาลมีอาวุธอื่น  ๆ  ที่ทำมาจากธาตุวัตถุที่ต่างกัน  อาวุธไฟจะถูกแก้ด้วยอาวุธน้ำ  ซึ่งวิทยาศาสตร์ปัจจุบันยังไม่ทราบ  และวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็ไม่ทราบถึงอาวุธลมสลาตัน  อย่างไรก็ดีดวงวิญญาณไม่สามารถถูกหั่นเป็นชิ้นๆ  หรือถูกทำลายด้วยอาวุธชนิดใด  ๆ  ไม่ว่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์แบบไหนก็ตาม
มายาวาที  ไม่สามารถอธิบายได้ว่า  ปัจเจกวิญญาณมามีชีวิตอยู่ได้อย่างไรเนื่องมาจากอวิชชาและถูกพลังแห่งความหลงครอบคลุมเอาไว้  เป็นไปไม่ได้ที่จะตัดปัจเจกวิญญาณให้ออกจากดวงวิญญาณสูงสุด  เพราะปัจเจกวิญญาณเป็นละอองอณูนิรันดรที่แยกมาจากอภิวิญญาณสูงสุด  เพราะว่าเราเป็นปัจเจกละอองวิญญาณอมตะ(สนาตน)  จึงมีแนวโน้มที่จะถูกปกคลุมด้วยพลังแห่งความหลง  ดังนั้น  ทำให้ขาดความสัมพันธ์กับองค์  ภควานฺ  ดังเช่นประกายไฟถึงแม้ว่าจะมีคุณสมบัติเหมือนดังไฟ  แต่มีแนวโน้มที่จะดับมอดเมื่อไฟหมด  ใน  วราห  ปุราณ  ได้อธิบายไว้ว่าสิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูที่แยกมาจากองค์  ภควานฺ  และจะเป็นอยู่เช่นนี้นิรันดร  ใน  ภควัท-คีตา  ได้กล่าวไว้เช่นเดียวกัน  ดังนั้น  ถึงแม้หลังจากที่ได้รับอิสรภาพจากความหลง  สิ่งมีชีวิตจะยังคงรักษาบุคลิกภาพของตนเอง  ดังเช่น  หลักฐานคำสั่งสอนของ  กฺฤษฺณ  ที่ทรงให้แด่อรฺชุน  และ  อรฺชุน  ทรงได้รับอิสรภาพด้วยความรู้ที่ได้รับจาก  กฺฤษฺณ  แต่  อรฺชุน  ทรงไม่มีหนทางที่จะกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับ  กฺฤษฺณ  เลย
अच्छेद्योऽयमदाह्योऽयमक्लेद्योऽशोष्य एव च ।
नित्यः सर्वगतः स्थाणुरचलोऽयं सनातनः ॥ २.२४ ॥
โศลก 24
acchedyo ’yam adāhyo ’yam  akledyo ’śoṣya eva ca
nityaḥ sarva-gataḥ sthāṇur  acalo ’yaṁ sanātanaḥ
อจฺเฉโทฺย ’ยมฺ อทาโหฺย ’ยมฺ  อเกฺลโทฺย ’โศษฺย เอว จ
นิตฺยห์ สรฺว-คตห์ สฺถาณุรฺ  อจโล ’ยํ สนาตนห์
อจฺเฉทฺยห์ — ไม่มีวันแตก, อยมฺ — ดวงวิญญาณนี้, อทาหฺยห์ — ไม่สามารถถูกเผา, อยมฺ — ดวงวิญญาณนี้, อเกฺลทฺยห์ — ละลายไม่ได้, อโศษฺยห์ — ไม่แห้ง, เอว — แน่นอน, — และ,นิตฺยห์ — นิรันดร, สรฺว-คตห์ — แผ่กระจายไปทั่ว, สฺถาณุห์ — ไม่เปลี่ยนแปลง, อจลห์ — ไม่เคลื่อนไหว, อยมฺ — ดวงวิญญาณนี้, สนาตนห์ — เหมือนเดิมนิรันดร
คำแปล
ปัจเจกวิญญาณไม่แตกสลาย  ไม่ละลาย  เผาไม่ไหม้และไม่แห้ง  ปัจเจกวิญญาณเป็นอมตะ  ปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง  ไม่เปลี่ยนแปลง  ไม่เคลื่อนไหว  และเหมือนเดิมนิรันดร
คำอธิบาย
คุณสมบัติทั้งหมดนี้ของละอองวิญญาณพิสูจน์ได้อย่างแน่นอนว่า  ปัจเจกวิญญาณเป็นละอองอณูของดวงวิญญาณสูงสุด  และจะคงเป็นละอองอณูเหมือนเดิมนิรันดรโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง  ทฤษฏีของลัทธิที่ว่าใจและกายเป็นหนึ่งเดียวกันเป็นไปไม่ได้ในกรณีนี้  เพราะว่าปัจเจกวิญญาณไม่มีทางที่จะมาเป็นเนื้อเดียวกันกับวัตถุหลังจากได้รับอิสรภาพจากมลทินทางวัตถุ  ละอองวิญญาณบางดวงอาจพอใจอยู่เป็นประกายทิพย์ในแสงรัศมีของบุคลิกภาพสูงสุดของพระเจ้า  แต่ดวงวิญญาณที่มีปัญญาจะเข้าไปในโลกทิพย์  เพื่ออยู่ร่วมกับบุคลิกภาพแห่งองค์  ภควานฺ  
คำว่า  สรฺว-คต  (“แผ่กระจายไปทั่ว”)  มีความสำคัญเพราะว่า  สิ่งมีชีวิตทั้งหมดมีอยู่ทั่วไปจากการสร้างขององค์  ภควานฺ  อย่างไม่ต้องสงสัย  พวกเขาอยู่บนบก  อยู่ในน้ำ  อยู่ในอากาศ  อยู่ในดิน  และแม้แต่อยู่ในไฟ  ความเชื่อที่ว่าดวงวิญญาณจะถูกฆ่าด้วยไฟไม่เป็นที่ยอมรับ  เพราะได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  ดวงวิญญาณไม่สามารถถูกเผาไหม้ด้วยไฟ  ฉะนั้น  จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในดวงอาทิตย์ด้วยร่างอันเหมาะสม  หากดวงอาทิตย์เป็นที่อยู่อาศัยไม่ได้คำว่า  สรฺว-คต  “อาศัยอยู่ทุกหนทุกแห่ง”  จะไม่มีความหมาย
अव्यक्तोऽयमचिन्त्योऽयमविकार्योऽयमुच्यते ।
तस्मादेवं विदित्वैनं नानुशोचितुमर्हसि ॥ २.२५ ॥
โศลก 25
avyakto ’yam acintyo ’yam  avikāryo ’yam ucyate
tasmād evaṁ viditvainaṁ  nānuśocitum arhasi
อวฺยกฺโต ’ยมฺ อจินฺโตฺย ’ยมฺ  อวิกาโรฺย ’ยมฺ อุจฺยเต
ตสฺมาทฺ เอวํ วิทิไตฺวนํ  นานุโศจิตุมฺ อรฺหสิ
อวฺยกฺตห์ — มองไม่เห็น, อยมฺ — ดวงวิญญาณนี้, อจินฺตฺยห์ — มองไม่เห็น, อยมฺ — ดวง วิญญาณนี้, อวิการฺยห์ — ไม่เปลี่ยนแปลง, อยมฺ — ดวงวิญญาณนี้, อุจฺยเต — ได้กล่าวไว้,ตสฺมาตฺ — ดังนั้น, เอวมฺ — เหมือนดังนี้, วิทิตฺวา — ทราบดี, เอนมฺ — ดวงวิญญาณนี้, — ไม่, อนุโศจิตุมฺ — โศกเศร้า, อรฺหสิ — เธอสมควรได้รับ
คำแปล
ได้กล่าวไว้ว่า  ดวงวิญญาณนั้นไม่ปรากฏ  มองไม่เห็น  และไม่เปลี่ยนรูป  เมื่อทราบเช่นนี้แล้วเธอไม่ควรโศกเศร้ากับร่างกาย
คำอธิบาย
ดังที่ได้อธิบายมาแล้วว่าขนาดของดวงวิญญาณนั้นเล็กมากในการคำนวณทางวัตถุ  แม้แต่กล้องจุลทรรศน์ที่ดีที่สุดก็ไม่สามารถมองเห็น  ดังนั้น  ดวงวิญญาณจึงไม่ปรากฏให้เห็น  เกี่ยวกับความมีอยู่ของดวงวิญญาณ  ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ด้วยการทดลองได้ว่าดวงวิญญาณมีอยู่  นอกจากการพิสูจน์ของ  ศฺรุติ  หรือปรัชญาพระ  เวท  เราต้องยอมรับความจริงเช่นนี้แม้จะเป็นความจริงจากการสำเหนียก  ไม่มีแหล่งอื่นรู้ถึงความมีอยู่ของดวงวิญญาณ  มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราต้องยอมรับ  บนฐานที่มีความเชื่อถือได้มากกว่า  ไม่มีใครปฏิเสธว่าตนเองมีบิดา  บนฐานจากคำบอกเล่าที่เชื่อถือได้ของมารดา  ไม่มีแหล่งให้ความเข้าใจเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของบิดานอกจากคำบอกเล่าที่เชื่อถือได้ของมารดา  ในทำนองเดียวกัน  ไม่มีแหล่งให้ความเข้าใจเกี่ยวกับดวงวิญญาณได้นอกจากจะศึกษาจากคัมภีร์พระ  เวท  ดวงวิญญาณไม่ปรากฏให้เห็นได้ด้วยความรู้จากการทดลองของมนุษย์  จิตวิญญาณคือจิตสำนึกและความรู้สำนึก  นี่คือคำบอกเล่าของคัมภีร์พระ  เวท  และเราต้องยอมรับเช่นนี้  ไม่เหมือนกับร่างกายที่เปลี่ยนแปลง  ดวงวิญญาณไม่มีการเปลี่ยนแปลง  เมื่อไม่มีการเปลี่ยนแปลงชั่วนิรันดร  ดวงวิญญาณจึงคงความเป็นละอองอณูเมื่อเปรียบเทียบกับอภิวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่  องค์อภิวิญญาณมีความยิ่งใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด  และดวงวิญญาณเป็นละอองอณูเล็ก  ๆ  ฉะนั้น  ดวงวิญญาณละอองอณูเล็ก  ๆ  ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่มีทางที่จะเทียบเท่ากับอภิวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่หรือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าได้  แนวคิดเช่นนี้จะกล่าวซ้ำในคัมภีร์พระ  เวท  ด้วยวิธีต่างกันเพื่อยืนยันความมั่นคงแห่งแนวคิดในเรื่องของดวงวิญญาณ  การกล่าวซ้ำและทบทวนเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เราเข้าใจอย่างถ่องแท้โดยไม่ผิดพลาด
अथ चैनं नित्यजातं नित्यं वा मन्यसे मृतम् ।
तथापि त्वं महाबाहो नैवं शोचितुमर्हसि ॥ २.२६ ॥
โศลก 26
atha cainaṁ nitya-jātaṁ  nityaṁ vā manyase mṛtam
tathāpi tvaṁ mahā-bāho  nainaṁ śocitum arhasi
อถ ไจนํ นิตฺย-ชาตํ  นิตฺยํ วา มนฺยเส มฺฤตมฺ
ตถาปิ ตฺวํ มหา-พาโห  ไนนํ โศจิตุมฺ อรฺหสิ
อถ — ถ้า อย่างไรก็ดี, — เช่นกัน, เอนมฺ — ดวงวิญญาณนี้, นิตฺย-ชาตมฺ — เกิดอยู่เสมอ, นิตฺยมฺ — นิรันดร, วา — ไม่ก็, มนฺยเส — คุณคิดเช่นนั้น, มฺฤตมฺ — ตาย, ตถา อปิ — ยัง, ตฺวมฺ — ท่าน, มหา-พาโห — โอ้ นักรบผู้ยิ่งใหญ่, — ไม่เคย, เอนมฺ — เกี่ยวกับดวงวิญญาณ, โศจิตุมฺ — โศกเศร้า, อรฺหสิ — สมควรได้รับ
คำแปล
อย่างไรก็ดี  หากเธอคิดว่าดวงวิญญาณ  (หรือลักษณะอาการของชีวิต)  มีการเกิดและตายชั่วนิรันดร  เธอก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องโศกเศร้า  โอ้  ยอดนักรบ
คำอธิบาย
จะมีนักปราชญ์กลุ่มหนึ่งคล้ายกับ  ศูนฺยวาทิ  ที่ไม่เชื่อในความมีอยู่จริงของดวงวิญญาณนอกเหนือจากร่างกาย  เมื่อองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ตรัส  ภควัท-คีตา  ปรากฏว่ามีนักปราชญ์กลุ่มที่ชื่อ  โลกายติก  และ  ไวภาษิก  นักปราชญ์เหล่านี้เชื่อว่าลักษณะอาการของชีวิตเกิดขึ้นภายใต้สภาวะอันสมบูรณ์เต็มที่จากการผสมผสานทางวัตถุ  นักวิทยาศาสตร์ทางวัตถุสมัยปัจจุบันและนักปราชญ์ทางวัตถุก็มีแนวคิดเช่นเดียวกันนี้  ตามความเชื่อที่ว่าร่างกายคือการผสมผสานของธาตุวัตถุ  และเมื่อมาถึงจุด  ๆ  หนึ่งลักษณะอาการของชีวิตจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากการผสมผสานของธาตุวัตถุและสารเคมี  ศาสตร์แห่งมนุษยวิทยาก็มีแนวคิดพื้นฐานมาจากปรัชญานี้  ปัจจุบันมีศาสนาจอมปลอมที่เป็นแฟชั่นอยู่ในสหรัฐอเม  ฤคฺ  ามากมายก็ยึดหลักปรัชญานี้เช่นกัน  รวมทั้งนิกายของ  ศูนฺยวาทิ  ที่ไม่มีการอุทิศตนเสียสละรับใช้
และถึงแม้ว่า  อรฺชุน  จะทรงไม่เชื่อในความมีอยู่จริงของดวงวิญญาณเหมือนดังปรัชญา  ไวภาษิก  ก็ยังไม่ควรเป็นเหตุให้ต้องเศร้าโศก  ไม่มีใครควรเสียใจในการสูญเสียวัตถุสารเคมีไปบางส่วนถึงกับต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่การงานของตนที่กำหนดไว้  อีกด้านหนึ่ง  สารเคมีเป็นตัน  ๆ  ได้สูญเสียไปกับวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบัน  และสงค  รามวิทยาศาสตร์เพื่อเอาชนะศัตรู  ตามปรัชญา  ไวภาษิก  สิ่งที่เรียกว่าดวงวิญญาณหรือ  อาตฺมา  จะสูญสลายไปพร้อมกับการเสื่อมโทรมของร่างกาย  ฉะนั้นไม่ว่าจะพิจารณาในกรณีใด  ไม่ว่า  อรฺชุน  จะทรงยอมรับข้อสรุปของพระ  เวท  ว่ามีดวงวิญญาณจริง  หรือไม่เชื่อว่าดวงวิญญาณมีอยู่จริง  พระองค์ก็ทรงไม่มีเหตุผลที่ต้องเศร้าโศก  ตามทฤษฎีที่ว่ามีสิ่งมีชีวิตมากมายเกิดมาจากวัตถุทุก  ๆ  นาทีและมีอีกมากมายที่ตายจากไปทุก  ๆ  นาทีจึงไม่มีความจำเป็นใด  ๆ  ที่จะต้องโศกเศร้าต่อเหตุการณ์เช่นนี้  หากดวงวิญญาณไม่มีการเกิดอีก  อรฺชุน  ก็ทรงไม่มีเหตุผลต้องกลัวผลบาปอันเนื่องมาจากการสังหารพระอัยกาและพระอาจารย์  แต่ในขณะเดียวกัน  กฺฤษฺณ  ตรัสกระทบด้วยการเรียก  อรฺชุน  ว่า  มหา-พาหุ  ยอดนักรบ  เพราะว่าอย่างน้อยก็ทรงไม่ยอมรับทฤษฎีของ  ไวภาษิก  ซึ่งปฏิเสธปรัชญาพระ  เวท  เพราะในฐานะที่เป็น  กฺษตฺริย  อรฺชุน  ทรงอยู่ในวัฒนธรรมพระ  เวท  ซึ่งมีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามหลักธรรมพระ  เวท  อยู่แล้ว
जातस्य हि ध्रुवो मृत्युर्ध्रुवं जन्म मृतस्य च ।
तस्मादपरिहार्येऽर्थे न त्वं शोचितुमर्हसि ॥ २.२७ ॥
โศลก 27
jātasya hi dhruvo mṛtyur  dhruvaṁ janma mṛtasya ca
tasmād aparihārye ’rthe  na tvaṁ śocitum arhasi
ชาตสฺย หิ ธฺรุโว มฺฤตฺยุรฺ  ธฺรุวํ ชนฺม มฺฤตสฺย จ
ตสฺมาทฺ อปริหาเรฺย ’รฺเถ  น ตฺวํ โศจิตุมฺ อรฺหสิ
ชาตสฺย — สำหรับผู้ที่เกิดมาแล้ว, หิ — แน่นอน, ธฺรุวห์ — ความจริง, มฺฤตฺยุห์ — ความตาย, ธฺรุวมฺ — และก็เป็นความจริงอีกเช่นเดียวกัน, ชนฺม — การเกิด, มฺฤตสฺย — แห่งความตาย, — เช่นกัน, ตสฺมาตฺ — ดังนั้น, อปริหาเรฺย — ในสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้, อรฺเถ — ในเรื่องนี้, — ไม่, ตฺวมฺ — ท่าน, โศจิตุมฺ — โศกเศร้า, อรฺหสิ — สมควรได้รับ
คำแปล
ผู้ที่เกิดมาแล้วจะต้องตายอย่างแน่นอน  และหลังจากตายไปแล้วก็ต้องกลับมาเกิดใหม่อย่างแน่นอน  ฉะนั้น  ในการปฏิบัติหน้าที่ของเธอที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  เธอไม่ควรเศร้าโศก
คำอธิบาย
เราต้องเกิดตามผลกรรมแห่งชีวิต  และหลังจากเสร็จสิ้นกรรมชาติหนึ่งแล้วเราต้องตายเพื่อไปเกิดชาติหน้า  เช่นนี้  ต้องผ่านวัฏจักรการเกิดและการตายอย่างไม่มีวันหลุดพ้นเป็นอิสระ  อย่างไรก็ดี  วัฏจักรแห่งการเกิดและการตายนี้มิได้ส่งเสริมให้เราสังหาร  เข่นฆ่า  และทำสงค  ราม  โดยไม่จำเป็น  แต่ในขณะเดียวกันความรุนแรงและสงค  ราม  เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสังคมมนุษย์เพื่อรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย
สงค  ราม  ที่  กุรุกฺเษตฺร  เป็นพระราชประสงค์ขององค์  ภควานฺ  ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  และการต่อสู้เพื่อคุณธรรมเป็นหน้าที่ของ  กฺษตฺริย  ทำไม  อรฺชุน  ทรงต้องกลัวหรือเสียใจในการตายของสังคญาติในเมื่อทรงปฏิบัติตามหน้าที่อย่างถูกต้องไม่ได้ทำผิดกฎหมายจึงไม่ต้องรับผลบาปซึ่งรู้สึกกลัวยิ่งนัก  การหลีกเลี่ยงปฏิบัติหน้าที่ที่ควรทำไม่สามารถหยุดความตายของบรรดาสังคญาติได้  แต่จะทำให้  อรฺชุน  เสื่อมเสียเนื่องจากการตัดสินใจเดินทางที่ผิด
अव्यक्तादीनि भूतानि व्यक्तमध्यानि भारत ।
अव्यक्तनिधनान्येव तत्र का परिदेवना ॥ २.२८ ॥
โศลก 28
avyaktādīni bhūtāni  vyakta-madhyāni bhārata
avyakta-nidhanāny eva  tatra kā paridevanā
อวฺยกฺตาทีนิ ภูตานิ  วฺยกฺต-มธฺยานิ ภารต
อวฺยกฺต-นิธนานฺยฺ เอว  ตตฺร กา ปริเทวนา
อวฺยกฺต-อาทีนิ — ในตอนต้นไม่ปรากฏ, ภูตานิ — ทั้งหมดที่ได้สร้างขึ้นมา, วฺยกฺต — ปรากฏ, มธฺยานิ — ในตอนกลาง, ภารต — โอ้ ผู้สืบราชวงศ์ ภรต, อวฺยกฺต — ไม่ปรากฏ,นิธนานิ — เมื่อสูญสลาย, เอว — ทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้, ตตฺร — ดังนั้น, กา — อะไร, ปริเทวนา — ความเศร้าโศก
คำแปล
สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นมา  ไม่ปรากฏในช่วงต้น  ปรากฏในช่วงกลาง  และไม่ปรากฏอีกครั้งเมื่อถูกทำลายลง  ดังนั้น  จึงไม่มีความจำเป็นต้องเศร้าโศกเสียใจ
คำอธิบาย
เรายอมรับว่ามีนักปราชญ์อยู่สองประเภท  ประเภทหนึ่งเชื่อในความมีอยู่จริงของดวงวิญญาณ  และอีกประเภทหนึ่งไม่เชื่อในความมีอยู่ของดวงวิญญาณ  ไม่ว่าจะมีความเชื่อในประเภทใดก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องเศร้าโศกเสียใจ  ผู้ปฏิบัติตามปรัชญาพระ  เวท  เรียกบุคคลที่ไม่เชื่อในความมีอยู่จริงของดวงวิญญาณเหล่านี้ว่าเป็นผู้ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  แต่เพื่อเป็นหลักในการพิจารณาเราจะยอมรับทฤษฏีของผู้ที่ไม่เชื่อในองค์ภควานฺ  แม้กระนั้นก็ยังไม่มีเหตุผลต้องเศร้าโศก  ถ้าเราแยกความมีอยู่ของดวงวิญญาณออกต่างหาก  จะเห็นว่าธาตุวัตถุต่าง  ๆ  มิได้ปรากฏก่อนการสร้างจากระยะที่ละเอียดอ่อนแห่งการไม่ปรากฏมาจนถึงการปรากฏออกมา  ดังเช่น  จากอากาศธาตุลมปรากฏออกมา  จากลมไฟปรากฏออกมา  จากไฟน้ำปรากฏออกมา  จากน้ำดินปรากฏออกมา  และจากดินสิ่งต่าง  ๆ  มากมายหลากหลายปรากฏออกมา  ตัวอย่างเช่นตึกสูงระฟ้าปรากฏขึ้นมาจากดิน  เมื่อถูกรื้อถอนทำลายลงการปรากฏกลายมาเป็นการไม่ปรากฏอีกครั้ง  และในขั้นสุดท้ายยังคงเป็นอะตอมอยู่  กฎแห่งการอนุรักษ์พลังงานยังคงอยู่  ข้อแตกต่างคือตามกาลเวลาสิ่งต่าง  ๆ  จะปรากฏและไม่ปรากฏ  แล้วอะไรเป็นเหตุแห่งความเศร้าโศกไม่ว่าจะปรากฏหรือไม่ปรากฏออกมา  อย่างไรก็ดี  แม้อยู่ในสภาวะที่ไม่ปรากฏก็ไม่มีอะไรสูญเสีย  ทั้งในตอนต้นและตอนปลาย  ธาตุต่าง  ๆ  ทั้งหมดก็ไม่ปรากฏออกมา  ในช่วงกลางเท่านั้นที่ปรากฏออกมาซึ่งมิได้มีข้อแตกต่างกันเลย
หากว่าเรายอมรับข้อสรุปของพระ  เวท  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ภควัท-คีตา  ว่าร่างกายวัตถุเหล่านี้เสื่อมสลายตามกาลเวลา  (อนฺตวนฺต  อิเม  เทหาห์)  แต่ว่าดวงวิญญาณเป็นอมตะ  (นิตฺยโสฺยกฺตาห์  ศรีริณห์)  ฉะนั้น  เราต้องจดจำไว้เสมอว่าร่างกายนี้เปรียบเสมือนเสื้อผ้า  แล้วจะไปโศกเศร้ากับการเปลี่ยนเสื้อผ้าทำไม?  ร่างกายวัตถุไม่มีอยู่จริงในความสัมพันธ์กับดวงวิญญาณอมตะ  มันคล้ายกับความฝัน  ในฝันอาจคิดว่าเราบินอยู่บนท้องฟ้าหรือนั่งอยู่บนราชรถเยี่ยง  กฺษตฺริย  แต่เมื่อตื่นขึ้นมาจะพบว่าเราไม่ได้อยู่ทั้งในท้องฟ้าหรือบนราชรถ  ปรัชญาพระ  เวท  ส่งเสริมความรู้แจ้งแห่งตนบนพื้นฐานที่ว่าร่างกายวัตถุไม่มีอยู่จริง  ดังนั้น  ไม่ว่าในกรณีใดไม่ว่าเราจะเชื่อในความมีอยู่จริงของดวงวิญญาณ  หรือเราจะไม่เชื่อในความมีอยู่ของดวงวิญญาณ  ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเศร้าโศกเสียใจในการสูญเสียร่างกาย
आश्चर्यवत्पश्यति कश्चिदेन-
माश्चर्यवद्वदति तथैव चान्यः ।
आश्चर्यवच्चैनमन्यः शृणोति
श्रुत्वाप्येनं वेद न चैव कश्चित् ॥ २.२९ ॥
โศลก 29
āścarya-vat paśyati kaścid enam
āścarya-vad vadati tathaiva cānyaḥ
āścarya-vac cainam anyaḥ śṛṇoti
śrutvāpy enaṁ veda na caiva kaścit
อาศฺจรฺย-วตฺ ปศฺยติ กศฺจิทฺ เอนมฺ
อาศฺจรฺย-วทฺ วทติ ตไถว จานฺยห์
อาศฺจรฺย-วจฺ ไจนมฺ อนฺยห์ ศฺฤโณติ
ศฺรุตฺวาปฺยฺ เอนํ เวท น ไจว กศฺจิตฺ
อาศฺจรฺย-วตฺ — เป็นที่น่าอัศจรรย์, ปศฺยติ — เห็น, กศฺจิตฺ — บางคน, เอนมฺ — ดวงวิญญาณ นี้, อาศฺจรฺย-วตฺ — เป็นที่น่าอัศจรรย์, วทติ — กล่าวถึง, ตถา — ดังนั้น, เอว — แน่นอน, — เช่นกัน, อนฺยห์ — ผู้อื่น, อาศฺจรฺย-วตฺ — น่าอัศจรรย์เช่นเดียวกัน, — เช่นกัน, เอนมฺ — ดวงวิญญาณนี้, อนฺยห์ — ผู้อื่น, ศฺฤโณติ — สดับฟัง, ศฺรุตฺวา — ได้ยินมาแล้ว, อปิ — ถึง แม้ว่า, เอนมฺ — ดวงวิญญาณนี้, เวท — ทราบ, — ไม่เคย, — และ, เอว — แน่นอน, กศฺจิตฺ — บางคน
คำแปล
บางคนมองดูดวงวิญญาณว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์  บางคนอธิบายดวงวิญญาณว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์  และบางคนได้ยินเกี่ยวกับดวงวิญญาณว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์  แต่ในขณะที่อีกหลายคนแม้หลังจากที่ได้ยินเกี่ยวกับดวงวิญญาณแล้ว  ก็ไม่สามารถเข้าใจอะไรเลย
คำอธิบาย
คีโตปนิษทฺ  ส่วนใหญ่มีพื้นฐานบนหลักธรรมของ  อุปนิษทฺ  จึงไม่น่าแปลกใจที่ได้พบข้อความเช่นนี้ใน  กฐ  อุปนิษทฺ  (1.2.7)
ศฺรวณยาปิ พหุภิรฺ โย น ลภฺยห์  ศฺฤณฺวนฺโต ’ปิ พหโว ยํ น วิทฺยุห์
อาศฺจโรฺย วกฺตา กุศโล ’สฺย ลพฺธา  อาศฺจโรฺย ’สฺย ชฺญาตา กุศลานุศิษฺฏห์
เป็นความจริงที่ว่าละอองวิญญาณอยู่ในร่างสัตว์ใหญ่  อยู่ในร่างต้นไทรมหึมาและอยู่ในจุลินทรีย์เล็ก  ๆ  ที่มีจำนวนเป็นร้อย  ๆ  ล้านตัวในพื้นที่เพียงหนึ่งตารางนิ้ว  นับว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์มาก  มนุษย์ผู้เบาปัญญาและมนุษย์ผู้ไม่สมถะไม่สามารถเข้าใจถึงความอัศจรรย์ของปัจเจกละอองวิญญาณได้  แม้จะอธิบายโดยผู้ที่เชื่อถือได้มากที่สุดในวิชาความรู้นี้  ซึ่งถ่ายทอดบทเรียนให้แม้กระทั่งพระ  พฺรหฺมา  (พฺรหฺมา)  ผู้เป็นชีวิตแรกในจักรวาล  เนื่องจากแนวความคิดต่อสิ่งต่าง  ๆ  ทางวัตถุ  คนส่วนใหญ่ในยุคนี้จึงไม่สามารถจินตนาการได้ว่าประกายเล็ก  ๆ  เช่นนี้สามารถที่จะยิ่งใหญ่มากและเล็กมากได้อย่างไรดังนั้น  มนุษย์จึงมองดูดวงวิญญาณว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์  ไม่ว่าด้วยสถานภาพพื้นฐานหรือด้วยการอธิบาย  ผู้คนมัวแต่หลงอยู่ในพลังงานวัตถุจึงหมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวเพื่อสนองประสาทสัมผัสจนมีเวลาน้อยมากที่จะเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง  แม้จะเป็นความจริงที่ว่าหากไม่มีความเข้าใจตนเอง  กิจกรรมทั้งหมดในการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดผลที่สุดคือความพ่ายแพ้  พวกเขาไม่มีความคิดว่าควรจะต้องคิดถึงดวงวิญญาณเพื่อแก้ปัญหาความทุกข์ทางวัตถุ
บางคนสนใจฟังเกี่ยวกับดวงวิญญาณ  อาจไปรับฟังคำบรรยายร่วมกับหมู่คณะที่ดี  แต่บางครั้งเนื่องจากอวิชชา  ถูกชักนำไปในทางที่ผิดโดยยอมรับว่าอภิวิญญาณและอนุวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกันโดยไม่มีข้อแตกต่างในปริมาณ  เป็นการยากมากที่จะพบบุคคลผู้เข้าใจสถานภาพของอภิวิญญาณและอนุวิญญาณ  รวมทั้งหน้าที่และความสัมพันธ์ของทั้งสอง  และรายละเอียดต่าง  ๆ  อย่างครบถ้วน  และยากยิ่งไปกว่านี้คือการที่จะพบบุคคลผู้ได้รับประโยชน์อย่างสมบูรณ์จากความรู้แห่งดวงวิญญาณ  และยังสามารถอธิบายถึงสถานภาพของดวงวิญญาณในแง่มุมต่าง  ๆ  ได้  อย่างไรก็ดี  หากผู้ใดสามารถเข้าใจเรื่องราวของดวงวิญญาณ  ชีวิตของผู้นั้นจะประสบความสำเร็จ
วิธีที่ง่ายที่สุดในการเข้าใจเรื่องความรู้แจ้งแห่งตนคือการยอมรับคำสอนใน  ภควัท-คีตา  ที่ตรัสโดยองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ผู้ที่เชื่อถือได้สูงสุด  โดยไม่ถูกบิดเบือนจากทฤษฎีอื่น  ๆ  แต่จำเป็นต้องมีความวิริยะและความเสียสละอย่างสูงไม่ว่าในชาตินี้หรือในอดีตชาติ  ก่อนที่เราจะสามารถยอมรับว่า  กฺฤษฺณ  คือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  อย่างไรก็ดีเราสามารถรู้ถึง  กฺฤษฺณ  ว่าทรงเป็นองค์  ภควานฺ  สูงสุดได้ด้วยพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของสาวกผู้บริสุทธิ์  โดยไม่มีทางอื่น
देही नित्यमवध्योऽयं देहे सर्वस्य भारत ।
तस्मात्सर्वाणि भूतानि न त्वं शोचितुमर्हसि ॥ २.३० ॥
โศลก 30
dehī nityam avadhyo ’yaṁ  dehe sarvasya bhārata
tasmāt sarvāṇi bhūtāni  na tvaṁ śocitum arhasi
เทหี นิตฺยมฺ อวโธฺย ’ยํ  เทเห สรฺวสฺย ภารต
ตสฺมาตฺ สรฺวาณิ ภูตานิ  น ตฺวํ โศจิตุมฺ อรฺหสิ
เทหี — เจ้าของร่างกายวัตถุ, นิตฺยมฺ — อมตะ, อวธฺยห์ — ไม่สามารถถูกสังหาร, อยมฺ — ดวง วิญญาณนี้, เทเห — ในร่างกาย, สรฺวสฺย — ของทุกคน, ภารต — ผู้สืบราชวงศ์ ภรต, ตสฺมาตฺ — ดังนั้น, สรฺวาณิ — ทั้งหมด, ภูตานิ — สิ่งมีชีวิต (ที่เกิด), — ไม่เคย, ตฺวมฺ — ท่าน, โศจิตุมฺ — โศกเศร้า, อรฺหสิ — สมควรได้รับ
คำแปล
โอ้  ผู้สืบราชวงศ์  ภรต  ดวงวิญญาณผู้พำนักอยู่ในร่างกายไม่มีวันถูกสังหารฉะนั้น  เธอไม่จำเป็นต้องโศกเศร้ากับชีวิตของผู้ใด
คำอธิบาย
ณ  ที่นี้  องค์  ภควานฺ  ทรงสรุปบทคำสอนเกี่ยวกับดวงวิญญาณทิพย์ที่เป็นอมตะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  ด้วยการอธิบายดวงวิญญาณอมตะในวิธีต่าง  ๆ  กัน  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงสถาปนาว่าดวงวิญญาณเป็นอมตะ  และร่างกายไม่ถาวร  ดังนั้น  อรฺชุน  ในฐานะที่ทรงเป็น  กฺษตฺริย  จึงไม่ควรละทิ้งหน้าที่อันเนื่องมาจากความกลัวว่า  พระอัยกา  ภีษฺม  และพระอาจารย์  โทฺรณ  จะตายในสนามรบ  ด้วยความน่าเชื่อถือได้ของ  ศฺรี  กฺฤษฺณเราต้องเชื่อว่ามีดวงวิญญาณที่แตกต่างไปจากร่างวัตถุ  ไม่ใช่ว่าไม่มีดวงวิญญาณ  หรือลักษณะอาการของชีวิตเกิดขึ้นจากการผสมผสานของวัตถุเคมีที่มาถึงจุดอิ่มตัว  แม้ว่าดวงวิญญาณจะเป็นอมตะแต่มิได้หมายความว่าจะสนับสนุนความรุนแรง  แต่เมื่อมีความจำเป็นจริง  ๆ  ในยามศึกสงค  ราม  ซึ่งเราไม่สามารถจะห้ามได้  ความจำเป็นนั้นต้องมีความยุติธรรมโดยการได้รับอนุญาตจากองค์  ภควานฺ  มิใช่ทำตามอำเภอใจ
स्वधर्ममपि चावेक्ष्य न विकम्पितुमर्हसि ।
धर्म्याद्धि युद्धाच्छ्रेयोऽन्यत्क्षत्रियस्य न विद्यते ॥ २.३१ ॥
โศลก 31
sva-dharmam api cāvekṣya  na vikampitum arhasi
dharmyād dhi yuddhāc chreyo ’nyat  kṣatriyasya na vidyate
สฺว-ธรฺมมฺ อปิ จาเวกฺษฺย  น วิกมฺปิตุมฺ อรฺหสิ
ธรฺมฺยาทฺ ธิ ยุทฺธาจฺ เฉฺรโย ’นฺยตฺ  กฺษตฺริยสฺย น วิทฺยเต
สฺว-ธรฺมมฺ — หลักศาสนาของตน, อปิ — เช่นกัน, — แน่นอน, อเวกฺษฺย — พิจารณา, — ไม่เคย, วิกมฺปิตุมฺ — ลังเลใจ, อรฺหสิ — เธอสมควรได้รับ, ธรฺมฺยาตฺ — เพื่อหลักศาสนา, หิ — แน่นอน, ยุทฺธาตฺ — กว่าการต่อสู้, เศฺรยห์ — งานที่ดีกว่า, อนฺยตฺ — สิ่งอื่น ๆ, กฺษตฺริยสฺย — ของ กฺษตฺริย, — ไม่, วิทฺยเต — เป็นอยู่
คำแปล
เมื่อพิจารณาหน้าที่โดยเฉพาะของเธอในฐานะที่เป็น  กฺษตฺริย  เธอควรรู้ว่าไม่มีงานอื่นใดดีไปกว่าการต่อสู้เพื่อหลักศาสนา  ดังนั้น  จึงไม่จำเป็นต้องลังเลใจ
คำอธิบาย
จากสี่วรรณะในการบริหารสังคม  เพื่อการบริหารที่ดีวรรณะที่สองเรียกว่า  กฺษตฺริย  กฺษตฺ  หมายถึงความเจ็บปวด  ผู้ให้ความปกป้องจากภยันตรายเรียกว่ากฺษตฺริย  (ตฺรายเต  -ให้การปกป้องคุ้มครอง)  กฺษตฺริย  ฝึกฝนการสังหารในป่า  กฺษตฺริย  จะถือดาบเข้าไปในป่าท้าทายเสือซึ่ง  ๆ  หน้ามาต่อสู้  เมื่อสังหารเสือแล้วจะจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพให้อย่างสมเกียรติ  ระบบนี้ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาจึงถึงปัจจุบันโดย  กฺษตฺริย  แห่งรัฐไจพุร  กฺษตฺริย  ได้รับการฝึกฝนเพื่อท้าทายและสังหารโดยเฉพาะ  เนื่องจากความรุนแรงทางศาสนาบางครั้งเป็นสิ่งจำเป็น  ดังนั้น  กฺษตฺริย  ไม่ควรบรรพชาเป็น  สนฺนฺยาส  หรือเป็นผู้สละโลกโดยตรง  อหิงสาในการเมืองอาจเป็นศิลปะในการเจรจา  แต่ไม่ใช่เป็นปัจจัยหรือเป็นหลักการ  หนังสือกฎหมายทางศาสนากล่าวไว้ว่า
อาหเวษุ มิโถ ’โนฺยนฺยํ  ชิฆำสนฺโต มหี-กฺษิตห์
ยุทฺธมานาห์ ปรํ ศกฺตฺยา  สฺวรฺคํ ยานฺตฺยฺ อปรางฺ-มุขาห์
ยชฺเญษุ ปศโว พฺรหฺมนฺ  หนฺยนฺเต สตตํ ทฺวิไชห์
สํสฺกฺฤตาห์ กิล มนฺไตฺรศฺ จ  เต ’ปิ สฺวรฺคมฺ อวาปฺนุวนฺ
“ในสนามรบ  ขณะที่  กฺษตฺริย  หรือ  กฺษตฺริย  ต่อสู้กับ  กฺษตฺริย  อีกองค์หนึ่งที่อิจฉาตน  มีสิทธิ์ไปสู่สรวงสวรรค์หลังจากสิ้นพระชนม์  เหมือนกับ  พฺราหฺมณ  หรือ  พฺราหฺมณ  ที่บูชาสัตว์ในพิธีไฟบูชาก็ไปสู่สรวงสวรรค์เช่นเดียวกัน”  ดังนั้น  การสังหารกันในสนามรบตามหลักศาสนา  และการฆ่าสัตว์ในไฟพิธีบวงสรวง  ไม่พิจารณาว่าเป็นการกระทำรุนแรง  เพราะทุกชีวิตได้รับประโยชน์เมื่อมีหลักศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง  สัตว์ในพิธีจะได้รับร่างมนุษย์ทันที  โดยไม่ต้องผ่านวิวัฒนาการตามขั้นตอนจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่ง  กฺษตฺริย  ผู้ถูกสังหารในสนามรบจะไปสู่สรวงสวรรค์เหมือน  พฺราหฺมณ  ผู้ปฏิบัติพิธีบวงสรวงบูชา
มี  สฺว-ธรฺม  หรือหน้าที่โดยเฉพาะสองประเภท  ตราบใดที่ยังไม่หลุดพ้นเราต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เหมาะสมกับร่างกายที่ได้มาตามหลักศาสนาเพื่อบรรลุถึงอิสรภาพเมื่อหลุดพ้นแล้ว  สฺว-ธรฺม  หรือหน้าที่โดยเฉพาะของเราจะเป็นทิพย์  ไม่อยู่ในแนวคิดทางร่างกายวัตถุ  ชีวิตที่มีแนวคิดทางร่างกายวัตถุจะมีหน้าที่โดยเฉพาะสำหรับ  พฺราหฺมณ  และ  กฺษตฺริย  ตามลำดับ  หน้าที่เช่นนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้  องค์  ภควานฺ  ทรงลิขิต  สฺว-ธรฺม  บทที่สี่จะอธิบายชัดเจนยิ่งขึ้น  สฺว-ธรฺม  ในระดับร่างกายเรียกว่า  วรฺณาศฺรม-ธรฺม  หรือขั้นบันไดของมนุษย์เพื่อเข้าใจวิถีทิพย์  ความเจริญรุ่งเรืองของมนุษย์เริ่มต้นจากระดับของวรฺณาศฺรม-ธรฺม  หรือหน้าที่โดยเฉพาะของตน  ตามระดับเฉพาะของธรรมชาติร่างกายที่ได้รับมา  การปฏิบัติหน้าที่โดยเฉพาะของเรา  ไม่ว่าในกิจกรรมใดๆ  ต้องทำตามคำสั่งของผู้ที่เชื่อถือได้ที่สูงกว่า  เพื่อพัฒนาตัวเราไปสู่ระดับชีวิตที่สูงขึ้น
यदृच्छया चोपपन्नं स्वर्गद्वारमपावृतम् ।
सुखिनः क्षत्रियाः पार्थ लभन्ते युद्धमीदृशम् ॥ २.३२ ॥
โศลก 32
yadṛcchayā copapannaṁ  svarga-dvāram apāvṛtam
sukhinaḥ kṣatriyāḥ pārtha  labhante yuddham īdṛśam
ยทฺฤจฺฉยา โจปปนฺนํ  สฺวรฺค-ทฺวารมฺ อปาวฺฤตมฺ
สุขินห์ กฺษตฺริยาห์ ปารฺถ  ลภนฺเต ยุทฺธมฺ อีทฺฤศมฺ
ยทฺฤจฺฉยา — สอดคล้องอยู่ในตัว, — เช่นกัน, อุปปนฺนมฺ — มาถึง, สฺวรฺค — แห่งโลก สวรรค์, ทฺวารมฺ — ประตู, อปาวฺฤตมฺ — เปิดกว้าง, สุขินห์ — มีความสุขมาก, กฺษตฺริยาห์ — สมาชิกของราชวงศ์, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, ลภนฺเต — ได้รับ, ยุทฺธมฺ — สงคราม, อีทฺฤศมฺ — เหมือนเช่นนี้
คำแปล
โอ้  ปารฺถ  กฺษตฺริย  ผู้มีความสุขคือผู้ที่โอกาสการต่อสู้เช่นนี้อำนวยให้  โดยไม่ต้องเสาะแสวงหาซึ่งเป็นการเปิดประตูสวรรค์ให้
คำอธิบาย
ในฐานะที่เป็นบรมครูแห่งโลกองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงตำหนิกริยาท่าทีของ  อรฺชุน  ที่ตรัสว่า  “ข้าพเจ้าไม่เห็นว่ามีอะไรดีในการสู้รบครั้งนี้ซึ่งจะทำให้ข้าพเจ้าไปอยู่ในขุมนรกชั่วนิรันดร”  คำดำรัสเช่นนี้ของ  อรฺชุน  ทรงเนื่องมาจากอวิชชาเท่านั้น  โดยปรารถนามาเป็นผู้ยึดหลักอหิงสาในการปฏิบัติหน้าที่โดยเฉพาะของตน  กฺษตฺริย  ผู้ทรงอยู่ในสนามรบแล้วมาทำเป็นผู้ยึดหลักอหิงสาเป็นปรัชญาของคนโง่เขลา  ใน  ปราศร-สฺมฺฤติ  หลักศาสนาที่  ปราศร  นักปราชญ์ผู้เป็นพระบิดาของ  วฺยาสเทว  กล่าวไว้ว่า
กฺษตฺริโย หิ ปฺรชา รกฺษนฺ  ศสฺตฺร-ปาณิห์ ปฺรทณฺฑยนฺ
นิรฺชิตฺย ปร-ไสนฺยาทิ  กฺษิตึ ธรฺเมณ ปาลเยตฺ
“หน้าที่ของ  กฺษตฺริย  คือการปกป้องคุ้มครองประชาชนจากความทุกข์ยากลำบากทั้งปวง  ด้วยเหตุผลนี้  จำต้องใช้ความรุนแรงในกรณีที่เหมาะสมเพื่อความสงบเรียบร้อยฉะนั้น  พระองค์ทรงต้องกำราบศัตรู  และปกครองโลกตามหลักศาสนา”
เมื่อพิจารณาทุกมุมมอง  อรฺชุน  ทรงไม่มีเหตุผลที่จะไม่ต่อสู้  หากทรงปราบศัตรูได้จะมีความสุขกับราชบัลลังก์  และหากสิ้นพระชนม์ในสนามรบจะเสด็จไปสู่สรวงสวรรค์ซึ่งประตูสวรรค์เปิดรอรับอยู่แล้ว  การต่อสู้จึงเป็นผลดีสำหรับ  อรฺชุน  ไม่ว่าในกรณีใด
अथ चेत्त्वमिमं धर्म्यं संग्रामं न करिष्यसि ।
ततः स्वधर्मं कीर्तिं च हित्वा पापमवाप्स्यसि ॥ २.३३ ॥
โศลก 33
atha cet tvam imaṁ dharmyaṁ  saṅgrāmaṁ na kariṣyasi
tataḥ sva-dharmaṁ kīrtiṁ ca  hitvā pāpam avāpsyasi
อถ เจตฺ ตฺวมฺ อิมํ ธรฺมฺยํ  สงฺคฺรามํ น กริษฺยสิ
ตตห์ สฺว-ธรฺมํ กีรฺตึ จ  หิตฺวา ปาปมฺ อวาปฺสฺยสิ
อถ — ดังนั้น, เจตฺ — ถ้า, ตฺวมฺ — ท่าน, อิมมฺ — นี้, ธรฺมฺยมฺ — ซึ่งเป็นหน้าที่ทางศาสนา, สงฺคฺรามมฺ — ต่อสู้, — ไม่, กริษฺยสิ — ปฏิบัติ, ตตห์ — จากนั้น, สฺว-ธรฺมมฺ — หน้าที่ทางศาสนา ของท่าน, กีรฺติมฺ — ชื่อเสียง, — เช่นกัน, หิตฺวา — สูญเสีย, ปาปมฺ — ผลแห่งบาป, อวาปฺสฺยสิ — จะได้รับ
คำแปล
อย่างไรก็ดี  หากเธอไม่ปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนาในการต่อสู้  เธอจะต้องได้รับบาปที่ละเลยต่อหน้าที่อย่างแน่นอน  และเสื่อมเสียชื่อเสียงในฐานะที่เป็นนักรบ
คำอธิบาย
อรฺชุน  ทรงเป็นนักรบผู้มีชื่อเสียง  ได้รับชื่อเสียงจากการต่อสู้กับเทวดาผู้ยิ่งใหญ่หลายองค์แม้กระทั่งองค์  ศิว  เทพ  หลังจากทรงต่อสู้และได้รับชัยชนะพระ  ศิวในร่างของนักล่าสัตว์แล้ว  อรฺชุน  ทรงทำให้พระ  ศิว  ทรงพอพระทัยและมอบอาวุธ  ปาศุปต-อสฺตฺร  ให้เป็นรางวัล  ทุกคนทราบดีว่า  อรฺชุน  ทรงเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่แม้แต่  โทฺรณาจารฺย  ได้ให้พรและให้อาวุธพิเศษเป็นรางวัล  ทำให้สามารถสังหารได้แม้แต่อาจารย์ของตนเอง  ดังนั้น  อรฺชุน  ทรงได้รับความเชื่อถือด้วยประกาศนียบัตรทางทหารมากมาย  จากผู้ที่เชื่อถือได้หลายท่านรวมทั้งพระ  อินฺทฺร  เจ้าแห่งสวรรค์ผู้ทรงเป็นพระบิดาอุปถัมภ์  หากละทิ้งสนามรบไป  อรฺชุน  ทรงไม่เพียงแต่ละเลยหน้าที่ของตนโดยเฉพาะในฐานะที่เป็น  กฺษตฺริย  เท่านั้น  แต่จะสูญเสียเกียรติยศและชื่อเสียงทั้งหมด  และเป็นการเตรียมเปิดทางลงสู่นรก  อีกนัยหนึ่ง  หาก  อรฺชุน  ทรงไม่ต่อสู้และถอนตัวออกจากสมรภูมิ  จะต้องตกลงนรก
अकीर्तिं चापि भूतानि कथयिष्यन्ति तेऽव्ययाम् ।
सम्भावितस्य चाकीर्तिर्मरणादतिरिच्यते ॥ २.३४ ॥
โศลก 34
akīrtiṁ cāpi bhūtāni  kathayiṣyanti te ’vyayām
sambhāvitasya cākīrtir  maraṇād atiricyate
อกีรฺตึ จาปิ ภูตานิ  กถยิษฺยนฺติ เต ’วฺยยามฺ
สมฺภาวิตสฺย จากีรฺติรฺ  มรณาทฺ อติริจฺยเต
อกีรฺติมฺ — เสียชื่อเสียง, — เช่นกัน, อปิ — อยู่เหนือ, ภูตานิ — ผู้คนทั้งหลาย,กถยิษฺยนฺติ — จะพูด, เต — ถึงเธอ, อวฺยยามฺ — ชั่วกาลนาน, สมฺภาวิตสฺย — สำหรับผู้ที่เคยได้รับความ เคารพนับถือ, — เช่นกัน, อกีรฺติห์ — เสียชื่อ, มรณาตฺ — มากกว่าความตาย, อติริจฺยเต — มากกว่า
คำแปล
ผู้คนจะกล่าวถึงเรื่องเสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียงของเธอตลอดเวลา  สำหรับผู้ที่เคยได้รับความเคารพนับถือ  การสูญเสียเกียรติเช่นนี้เลวร้ายยิ่งกว่าความตาย
คำอธิบาย
องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นทั้งสหายและนักปราชญ์สำหรับ  อรฺชุน  บัดนี้  กฺฤษฺณ  ทรงให้คำตัดสินสุดท้ายกับ  อรฺชุน  ที่ปฏิเสธการต่อสู้  โดยตรัสว่า  “  อรฺชุน  เอ๋ย  หากเธอหนีไปจากสมรภูมิก่อนที่สงค  ราม  จะเริ่มขึ้น  ผู้คนจะเรียกเธอว่าเจ้าขี้ขลาด  หากคิดว่าถูกประณามเช่นนี้แล้วเธอยังจะรักษาชีวิตได้ด้วยการหนีไปจากสมรภูมิ  ข้าแนะนำว่าให้มาตายในสมรภูมิจะดีกว่า  สำหรับผู้ที่เคยได้รับความเคารพนับถืออย่างเธอ  การเสื่อมเสียชื่อเสียงนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าความตาย  ดังนั้น  ไม่ควรหลบหนีไปเนื่องมาจากความกลัวตาย  ตายอยู่ในสนามรบยังดีเสียกว่า  เพราะจะช่วยให้พ้นจากการเสื่อมเสียชื่อเสียงที่ใช้ความเป็นเพื่อนของข้าไปในทางที่ผิด  และเสียศักดิ์ศรีของตนเองในสังคม“
ดังนั้นคำตัดสินสุดท้ายขององค์  ภควานฺ  คือทรงให้  อรฺชุน  ตายในสมรภูมิ  และไม่ถอนตัว
भयाद्रणादुपरतं मंस्यन्ते त्वां महारथाः ।
येषां च त्वं बहुमतो भूत्वा यास्यसि लाघवम् ॥ २.३५ ॥
โศลก 35
bhayād raṇād uparataṁ  maṁsyante tvāṁ mahā-rathāḥ
yeṣāṁ ca tvaṁ bahu-mato  bhūtvā yāsyasi lāghavam
ภยาทฺ รณาทฺ อุปรตํ  มํสฺยนฺเต ตฺวำ มหา-รถาห์
เยษำ จ ตฺวํ พหุ-มโต  ภูตฺวา ยาสฺยสิ ลาฆวมฺ
ภยาตฺ — เนื่องมาจากความกลัว, รณาตฺ — จากสนามรบ, อุปรตมฺ — หยุด, มํสฺยนฺเต — พวกเขาจะพิจารณาว่า, ตฺวามฺ — ท่าน, มหา-รถาห์ — ขุนพลผู้ยิ่งใหญ่, เยษามฺ — ผู้ซึ่ง, — เช่นกัน, ตฺวมฺ — เธอ, พหุ-มตห์ — ในการประเมินอันยิ่งใหญ่, ภูตฺวา — ได้เป็น, ยาสฺยสิ — ท่านจะไป, ลาฆวมฺ — ลดคุณค่า
คำแปล
บรรดาขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยยกย่องนับถือในชื่อเสียงและเกียรติยศของเธอ  จะคิดว่าเธอหนีจากสมรภูมิไปเพราะความกลัวเท่านั้น  และจะพิจารณาว่าเธอนั้นไม่สำคัญ
คำอธิบาย
องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงให้คำตัดสินแด่  อรฺชุน  ต่อไปว่า  “จงอย่าคิดว่าขุนพลผู้ยิ่งใหญ่  เช่น  ทุโรฺยธน  กรฺณ  และบุคคลอื่น  ๆ  ณ  ที่นี้  จะคิดว่าเธอจากสนามรบไปเพราะความเมตตาสงสารต่อญาติพี่น้องและพระอัยกา  แต่พวกเขาจะคิดว่าเธอหนีจากสนามรบไปเพราะความกลัวตาย  ดังนั้น  การประเมินค่าอันสูงส่งในตัวเธอจะดิ่งลงนรก”
अवाच्यवादांश्च बहून्वदिष्यन्ति तवाहिताः ।
निन्दन्तस्तव सामर्थ्यं ततो दुःखतरं नु किम् ॥ २.३६ ॥
โศลก 36
avācya-vādāṁś ca bahūn  vadiṣyanti tavāhitāḥ
nindantas tava sāmarthyaṁ  tato duḥkha-taraṁ nu kim
อวาจฺย-วาทำศฺ จ พหูนฺ  วทิษฺยนฺติ ตวาหิตาห์
นินฺทนฺตสฺ ตว สามรฺถฺยํ  ตโต ทุห์ข-ตรํ นุ กิมฺ
อวาจฺย — ไม่มีความกรุณา, วาทานฺ — คำพูดที่แต่งขึ้น, — เช่นกัน, พหูนฺ — มาก, วทิษฺยนฺติ — จะกล่าวว่า, ตว — ของเธอ, อหิตาห์ — ศัตรู,นินฺทนฺตห์ — ขณะที่หมิ่นประมาท, ตว — ของเธอ, สามรฺถฺยมฺ — ความสามารถ, ตตห์ — กว่านั้น,ทุห์ข-ตรมฺ — เจ็บปวด มากกว่า, นุ — แน่นอน, กิมฺ — อะไรที่นั่น
คำแปล
ศัตรูจะตำหนิเธอด้วยคำหยาบ  และเหยียดหยามความสามารถของเธอ  แล้วจะมีอะไรที่ทำให้เธอเจ็บปวดมากไปกว่านี้?
คำอธิบาย
ในตอนแรก  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงพิศวงที่  อรฺชุน  ทรงมีความเมตตาสงสารที่ไม่จำเป็นเป็นข้ออ้าง  และ  กฺฤษฺณ  ทรงอธิบายความเมตตาสงสารนี้ว่าเหมาะสำหรับอนารยชน  ณ  ที่นี้  กฺฤษฺณ  ทรงพิสูจน์คำดำรัสของพระองค์ต่อสิ่งที่  อรฺชุน  ทรงเรียกว่าความเมตตาสงสาร
हतो वा प्राप्स्यसि स्वर्गं जित्वा वा भोक्ष्यसे महीम् ।
तस्मादुत्तिष्ठ कौन्तेय युद्धाय कृतनिश्चयः ॥ २.३७ ॥
โศลก 37
hato vā prāpsyasi svargaṁ  jitvā vā bhokṣyase mahīm
tasmād uttiṣṭha kaunteya  yuddhāya kṛta-niścayaḥ
หโต วา ปฺราปฺสฺยสิ สฺวรฺคํ  ชิตฺวา วา โภกฺษฺยเส มหีมฺ
ตสฺมาทฺ อุตฺติษฺฐ เกานฺเตย  ยุทฺธาย กฺฤต-นิศฺจยห์
หตห์ — ถูกฆ่า, วา — ไม่ก็, ปฺราปฺสฺยสิ — เธอได้รับ, สฺวรฺคมฺ — อาณาจักรสวรรค์, ชิตฺวา — ด้วยชัยชนะ, วา — หรือ, โภกฺษฺยเส — เธอมีความสุข, มหีมฺ — โลก, ตสฺมาตฺ — ดังนั้น, อุตฺติษฺฐ — ลุกขึ้น, เกานฺเตย — โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี, ยุทฺธาย — ต่อสู้, กฺฤต — ความ มั่นใจ, นิศฺจยห์ — แน่นอน
คำแปล
โอ้  โอรสพระนาง  กุนฺตี  เธออาจถูกสังหารในสมรภูมิและไปสู่สรวงสวรรค์  หรืออาจได้รับชัยชนะและมีความสุขกับอาณาจักรโลก  ฉะนั้น  จงลุกขึ้นมาสู้ด้วยความมั่นใจ
คำอธิบาย
ถึงแม้ยังไม่แน่นอนว่า  อรฺชุน  จะทรงเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ  แต่พระองค์ทรงต้องสู้  แม้ถูกสังหารก็จะเสด็จสู่สรวงสวรรค์
सुखदुःखे समे कृत्वा लाभालाभौ जयाजयौ ।
ततो युद्धाय युज्यस्व नैवं पापमवाप्स्यसि ॥ २.३८ ॥
โศลก 38
sukha-duḥkhe same kṛtvā  lābhālābhau jayājayau
tato yuddhāya yujyasva  naivaṁ pāpam avāpsyasi
สุข-ทุห์เข สเม กฺฤตฺวา  ลาภาลาเภา ชยาชเยา
ตโต ยุทฺธาย ยุชฺยสฺว  ไนวํ ปาปมฺ อวาปฺสฺยสิ
สุข — ความสุข, ทุห์เข — และความทุกข์, สเม — ในความสงบ, กฺฤตฺวา — ทำเช่นนั้น, ลาภ-อลาเภา — ทั้งกำไรและขาดทุน, ชย-อชเยา — ทั้งชัยชนะและพ่ายแพ้, ตตห์ — หลังจาก นั้น, ยุทฺธาย — เพื่อเห็นแก่การต่อสู้, ยุชฺยสฺว — ปฏิบัติ (การต่อสู้), — ไม่เคย, เอวมฺ — ในทางนี้, ปาปมฺ — ผลแห่งบาป, อวาปฺสฺยสิ — เธอจะได้รับ
คำแปล
เธอจงสู้เพื่อการต่อสู้  โดยไม่พิจารณาถึงความสุขหรือความทุกข์  ขาดทุนหรือกำไร  ชัยชนะหรือพ่ายแพ้  ด้วยการกระทำเช่นนี้  เธอจะไม่ได้รับผลแห่งบาป
คำอธิบาย
บัดนี้  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ตรัสกับ  อรฺชุน  โดยตรงว่า  ควรสู้เพื่อการต่อสู้  เพราะว่า  กฺฤษฺณ  ทรงปรารถนาสงค  ราม  นี้  โดยไม่ต้องพิจารณาถึงความสุขหรือความทุกข์  ผลกำไรหรือขาดทุน  ชัยชนะหรือพ่ายแพ้  ในกิจกรรม  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกทุกสิ่งทุกอย่างกระทำไปเพื่อ  กฺฤษฺณ  จึงเป็นจิตสำนึกทิพย์  ดังนั้น  จะไม่มีผลกรรมทางวัตถุ  ผู้กระทำเพื่อสนองประสาทสัมผัสของตนเอง  ไม่ว่าในความดีหรือตัณหาจะต้องได้รับผลดีหรือผลชั่ว  แต่ผู้ที่ศิโรราบอย่างสมบูรณ์ในกิจกรรม  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ไม่เป็นหนี้บุญคุณใครหรือติดหนี้กรรมผู้ใดอีกต่อไป  ซึ่งไม่เหมือนกับการทำกิจกรรมธรรมดาทั่วไป  ได้กล่าวไว้ว่า
เทวรฺษิ-ภูตาปฺต-นฺฤณำ ปิตฺฤๅณำ  น กิงฺกโร นายมฺ ฤณี จ ราชนฺ
สรฺวาตฺมนา ยห์ ศรณํ ศรณฺยํ  คโต มุกุนฺทํ ปริหฺฤตฺย กรฺตมฺ
“ผู้ใดที่ศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  มุกุนฺท  อย่างสมบูรณ์  ยกเลิกหน้าที่อื่นทั้งหมด  จะไม่ติดหนี้กรรมหรือหนี้บุญคุณผู้ใดอีกต่อไป  แม้แต่เทวดา  นักบวช  บุคคลทั่วไป  สังคญาติมนุษยชาติ  หรือบรรพบุรุษ”  (ภาควต  11.5.41)  นี่คือสิ่งที่  กฺฤษฺณ  ทรงเปรยโดยอ้อมแด่  อรฺชุน  ในโศลกนี้  และจะอธิบายให้ละเอียดในโศลกต่อ  ๆ  ไป
एषा तेऽभिहिता सांख्ये बुद्धिर्योगे त्विमां शृणु ।
बुद्ध्या युक्तो यया पार्थ कर्मबन्धं प्रहास्यसि ॥ २.३९ ॥
โศลก 39
eṣā te ’bhihitā sāṅkhye  buddhir yoge tv imāṁ śṛṇu
buddhyā yukto yayā pārtha  karma-bandhaṁ prahāsyasi
เอษา เต ’ภิหิตา สางฺเขฺย  พุทฺธิรฺ โยเค ตฺวฺ อิมำ ศฺฤณุ
พุทฺธฺยา ยุกฺโต ยยา ปารฺถ  กรฺม-พนฺธํ ปฺรหาสฺยสิ
เอษา — ทั้งหมดนี้, เต — แด่เธอ, อภิหิตา — อธิบาย, สางฺเขฺย — ด้วยการวิเคราะห์ศึกษา, พุทฺธิห์ — ปัญญา, โยเค — ในงานที่ไม่มีผลตอบแทน, ตุ — แต่, อิมามฺ — นี้ -นี้, ศฺฤณุ — เพียงแต่สดับ ฟัง, พุทฺธฺยา — ด้วยปัญญา, ยุกฺตห์ — รับเอา, ยยา — ซึ่ง, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, กรฺม-พนฺธมฺ — พันธนาการแห่งผลกรรม, ปฺรหาสฺยสิ — เธอสามารถหลุดพ้น จากมัน
คำแปล
ข้าได้อธิบายความรู้นี้แด่เธอด้วยการวิเคราะห์ศึกษา  บัดนี้จงฟัง  ข้าจะอธิบายเกี่ยวกับการทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทนทางวัตถุ  โอ้  โอรสพระนาง  ปฺฤถา  เมื่อปฏิบัติด้วยความรู้เช่นนี้  เธอจะสามารถเป็นอิสระจากพันธนาการของงาน
คำอธิบาย
ตาม  นิรุกฺติ  หรือพจนานุกรมพระ  เวท  สงฺขฺยา  หมายถึงการอธิบายสิ่งต่างๆอย่างละเอียด  สางฺขฺย  หมายถึงปรัชญาที่อธิบายธรรมชาติอันแท้จริงของดวงวิญญาณและ  โยค  เกี่ยวกับการควบคุมประสาทสัมผัส  คำเสนอของ  อรฺชุน  ที่จะไม่ต่อสู้มีฐานอยู่ที่การสนองประสาทสัมผัสโดยลืมหน้าที่สำคัญของตน  อรฺชุน  ไม่ต้องการต่อสู้เพราะคิดว่าการไม่ฆ่าสังคญาติ  จะทำให้พระองค์ทรงมีความสุขมากกว่าการครองราชหลังจากได้รับชัยชนะจากญาติพี่น้องเหล่าโอรสของ  ธฺฤตราษฺฏฺร  แนวคิดทั้งสองประการนี้มีฐานอยู่ที่การสนองประสาทสัมผัส  ความสุขที่ได้รับจากชัยชนะและความสุขที่ได้รับจากการเห็นสังคญาติมีชีวิตอยู่  ทั้งสองสิ่งนี้ตั้งอยู่บนฐานแห่งการสนองประสาทสัมผัสตนเอง  จนกระทั่งสูญเสียปัญญาและละเว้นหน้าที่  ฉะนั้น  กฺฤษฺณ  ทรงประสงค์จะอธิบายให้  อรฺชุน  เห็นว่าการสังหารร่างกายพระอัยกา  ดวงวิญญาณมิได้ถูกสังหารและอธิบายว่ามวลปัจเจกชีวิตรวมทั้งองค์  ภควานฺ  เองเป็นปัจเจกนิรันดร  ทั้งหมดเป็นปัจเจกบุคคลในอดีต  เป็นปัจเจกบุคคลในปัจจุบัน  และยังคงเป็นปัจเจกบุคคลในอนาคตเพราะว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดเป็นปัจเจกดวงวิญญาณนิรันดร  เราเพียงแต่เปลี่ยนเครื่องแต่งกายในรูปแบบต่าง  ๆ  กัน  แต่อันที่จริงเรายังคงรักษาความเป็นปัจเจกดวงวิญญาณแม้หลังจากหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งเครื่องแต่งกายวัตถุ  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงอธิบายการวิเคราะห์ศึกษาระหว่างดวงวิญญาณและร่างกายอย่างเห็นภาพได้ชัดเจน  ความรู้ที่ทรงอธิบายเกี่ยวกับดวงวิญญาณและร่างกายในแง่มุมต่าง  ๆ  กันนี้ได้อธิบายไว้  ณ  ที่นี้ว่าเป็น  สางฺขฺย  ตามพจนานุกรม  นิรุกฺติ  สงฺขฺยา  นี้ไม่มีความสัมพันธ์กับปรัชญา  สางฺขฺย  ของ  กปิล  ผู้ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  ก่อนหน้า  สางฺขฺย  ของ  กปิล  ตัวปลอมนี้  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ได้อธิบายถึงปรัชญา  สางฺขฺย  โดยองค์  ภควานฺ  กปิล  ตัวจริงอวตารของ  กฺฤษฺณ  ผู้ทรงอธิบายให้พระมารดาเดวะฮูทิ  ทรงอธิบายอย่างชัดเจนว่า  ปุรุษ  หรือองค์  ภควานฺ  ทรงตื่นตัว  พระองค์ทรงสร้างด้วยการทอดพระเนตรไปที่  ปฺรกฺฤติ  ซึ่งเป็นที่ยอมรับในคัมภีร์พระ  เวท  และใน  คีตา  คัมภีร์พระ  เวท  อธิบายว่าองค์  ภควานฺ  ทรงทอดพระเนตรไปที่  ปฺรกฺฤติ  หรือธรรมชาติและทรงทำให้มีครรภ์ด้วยปัจเจกละอองวิญญาณปัจเจกวิญญาณทั้งหมดทำงานในโลกวัตถุเพื่อสนองประสาทสัมผัส  และภายใต้มนต์สะกดของพลังงานวัตถุทำให้พวกเขาคิดว่าตนเองเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญ  แนวคิดเช่นนี้จะถูกลากไปจนถึงจุดสุดท้ายแห่งความหลุดพ้น  และเมื่อนั้นสิ่งมีชีวิตต้องการเป็นหนึ่งเดียวกับองค์  ภควานฺ  นี่คือบ่วงสุดท้ายของ  มายา  หรือความหลงอยู่ในการสนองประสาทสัมผัส  และหลังจากการสนองประสาทสัมผัสหลายต่อหลายชาติ  ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่จะศิโรราบต่อองค์  วาสุเทว  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ซึ่งทำให้การค้นหาสัจธรรมสูงสุดประสบผลสำเร็จ
อรฺชุน  ทรงยอมรับ  กฺฤษฺณ  ว่าทรงเป็นพระอาจารย์ทิพย์  ด้วยการศิโรราบต่อพระองค์  ศิษฺยสฺ  เต  ’หํ  ศาธิ  มำ  ตฺวำ  ปฺรปนฺนมฺ  '  จากนี้ไป  กฺฤษฺณ  จะทรงตรัสเกี่ยวกับวิธีการทำงานใน  พุทฺธิ-โยค  หรือ  กรฺม-โยค  หรืออีกนัยหนึ่ง  คือปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้เพื่อสนองประสาทสัมผัสขององค์  ภควานฺ  เท่านั้น  พุทฺธิ-โยค  นี้  บทที่สิบ  โศลกที่สิบ  อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า  เป็นการติดต่อกับองค์  ภควานฺ  ผู้ทรงประทับเป็น  ปรมาตฺมา  อยู่ในหัวใจของทุกคนโดยตรง  แต่การติดต่อเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นหากปราศจากการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ฉะนั้น  บุคคลผู้สถิตในการอุทิศตนเสียสละหรือการรับใช้ด้วยความรักทิพย์แด่องค์  ภควานฺ  ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะบรรลุถึงระดับ  พุทฺธิ-โยค  นี้  ด้วยพระกรุณาธิคุณโดยเฉพาะขององค์  ภควานฺ  และตรัสว่าผู้ปฏิบัติการอุทิศตนรับใช้ด้วยความรักทิพย์อยู่เสมอเท่านั้น  พระองค์จะทรงให้รางวัลความรู้บริสุทธิ์แห่งการอุทิศตนเสียสละในความรัก  เช่นนี้  สาวกสามารถบรรลุถึงองค์  ภควานฺ  ได้โดยง่ายดาย  ในอาณาจักรของพระองค์ด้วยความปลื้มปีติสุข
ดังนั้น  พุทฺธิ-โยค  ที่กล่าวไว้ในโศลกนี้  คือการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควานฺ  และคำว่า  สางฺขฺย-โยค  ที่ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  ซึ่ง  กปิล  ตัวปลอมเป็นผู้ประกาศ  ฉะนั้น  เราไม่ควรเข้าใจผิดคิดว่า  สางฺขฺย-โยค  ที่กล่าวในที่นี้มีความสัมพันธ์กับ  สางฺขฺย  ที่ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  หรือปรัชญา  สางฺขฺย  นี้มีอิทธิพลใด  ๆ  ในขณะนั้นหรือคิดว่าองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเอาใจใส่มาตรัสถึงปรัชญาคาดคะเนที่ไร้องค์  ภควานฺ  เช่นนี้องค์  กปิล  ทรงอธิบายปรัชญา  สางฺขฺย  ที่แท้จริงไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  แม้  สางฺขฺย  นั้นจะไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นในปัจจุบัน  ณ  ที่นี้  สางฺขฺย  หมายถึงการวิเคราะห์อธิบายถึงร่างกายและดวงวิญญาณ  กฺฤษฺณ  ทรงวิเคราะห์อธิบายถึงดวงวิญญาณเพื่อนำอรฺชุน  ให้มาถึงจุด  พุทฺธิ-โยค  หรือ  ภกฺติ-โยค  ฉะนั้น  สางฺขฺย  ของ  กฺฤษฺณ  และ  สางฺขฺย  ของ  กปิล  ดังที่ได้อธิบายไว้ใน  ภาควต  เป็นหนึ่งเดียวและเหมือนกัน  ทั้งคู่คือ  ภกฺติ-โยค  ดังนั้น  กฺฤษฺณ  ตรัสว่าผู้ด้อยปัญญาเท่านั้นที่เห็นว่า  สางฺขฺย-โยค  และ  ภกฺติ-โยค  ไม่เหมือนกัน  (สางฺขฺย-โยเคา  ปฺฤถคฺ  พาลาห์  ปฺรวทนฺติ  น  ปณฺฑิตาห์)  
แน่นอนที่  สางฺขฺย-โยค  ที่ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  ไม่มีความสัมพันธ์กับ  ภกฺติ-โยค  แต่ผู้ด้อยปัญญายังอ้างว่า  สางฺขฺย-โยค  และ  ภกฺติ-โยค  ที่ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  ได้ถูกอ้างอิงไว้ใน  ภควัท-คีตา  
ฉะนั้น  เราควรเข้าใจว่า  พุทฺธิ-โยค  หมายถึงการทำงานใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกด้วยความปลื้มปีติสุขและด้วยความรู้อย่างสมบูรณ์ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ผู้ทำงานเพื่อให้องค์  ภควานฺ  ทรงพอพระทัยเพียงอย่างเดียว  ไม่ว่างานนั้นจะยากลำบากแค่ไหนเป็นการทำงานภายใต้หลักธรรมของ  พุทฺธิ-โยค  และจะพบว่าตนเองอยู่ในความปลื้มปีติสุขทิพย์เสมอ  ด้วยการปฏิบัติทิพย์เช่นนี้เขาจะบรรลุความเข้าใจทิพย์ทั้งหมดโดยปริยายด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควานฺ  ดังนั้น  ความหลุดพ้นของเขามีความสมบูรณ์อยู่ในตัว  โดยไม่ต้องพยายามเป็นพิเศษเพื่อให้ได้รับความรู้  มีข้อแตกต่างกันมากระหว่างการทำงานใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  และการทำงานเพื่อหวังผลประโยชน์ทางวัตถุโดยเฉพาะเกี่ยวกับการสนองประสาทสัมผัสเพื่อบรรลุผลทางครอบครัวหรือความสุขทางวัตถุ  ฉะนั้น  พุทฺธิ-โยค  จึงเป็นคุณสมบัติทิพย์แห่งงานที่เราปฏิบัติ
नेहाभिक्रमनाशोऽस्ति प्रत्यवायो न विद्यते ।
स्वल्पमप्यस्य धर्मस्य त्रायते महतो भयात् ॥ २.४० ॥
โศลก 40
nehābhikrama-nāśo ’sti  pratyavāyo na vidyate
sv-alpam apy asya dharmasya  trāyate mahato bhayāt
เนหาภิกฺรม-นาโศ ’สฺติ  ปฺรตฺยวาโย น วิทฺยเต
สฺวฺ-อลฺปมฺ อปฺยฺ อสฺย ธรฺมสฺย  ตฺรายเต มหโต ภยาตฺ
— ไม่มี,อิห — ใน โยค นี้, อภิกฺรม — ในความพยายาม, นาศห์ — สูญเสีย, อสฺติ — มี, ปฺรตฺยวายห์ — ลดน้อยลง, — ไม่เคย, วิทฺยเต — มี, สุ-อลฺปมฺ — เล็กน้อย, อปิ — ถึงแม้ว่า, อสฺย — นี้, ธรฺมสฺย — อาชีพ, ตฺรายเต — ปลดปล่อย, มหตห์ — จากความยิ่งใหญ่มาก, ภยาตฺ — อันตราย
คำแปล
ความพยายามเช่นนี้ไม่มีการสูญเสียหรือลดน้อยลง  และความเจริญบนวิถีทางนี้แม้เพียงเล็กน้อย  สามารถปกป้องเราจากความกลัวที่มีอันตรายมากที่สุด
คำอธิบาย
กิจกรรมใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  หรือการปฎิบัติเพื่อประโยชน์ของ  กฺฤษฺณ  โดยไม่คาดหวังจะสนองประสาทสัมผัสของตนเองเป็นคุณสมบัติทิพย์สูงสุดแห่งการทำงาน  แม้เริ่มต้นเพียงเล็กน้อยในกิจกรรมเช่นนี้จะไม่มีอุปสรรคใดขัดขวาง  และการเริ่มต้นเพียงเล็กน้อยนี้จะไม่สูญหายไม่ว่าในระดับใด  งานที่เริ่มต้นในระดับวัตถุต้องทำให้สมบูรณ์มิฉะนั้น  จะถือว่าความพยายามทั้งหมดล้มเหลว  แต่งานที่เริ่มทำใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมีผลที่ถาวรแม้จะไม่สำเร็จสมบูรณ์  ดังนั้น  ผู้ปฏิบัติงานนี้ไม่มีการสูญเสีย  แม้งานที่ทำใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่สมบูรณ์  หนึ่งเปอร์เซ็นต์ที่ทำใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกให้ผลลัพธ์ที่ถาวร  เมื่อเริ่มครั้งต่อไปจะเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สอง  ขณะที่กิจกรรมในโลกวัตถุหากทำไม่สำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์จะไม่ได้รับผลกำไรอะไรเลย  อชามิล  ได้ปฏิบัติหน้าที่ใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์  แต่ได้รับผลแห่งความสุขหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควานฺ  มีโศลกอันงดงามที่สัมพันธ์กับประเด็นนี้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (1.5.17)  ดังนี้
ตฺยกฺตฺวา สฺว-ธรฺมํ จรณามฺพุชํ หเรรฺ  ภชนฺนฺ อปโกฺว ’ถ ปเตตฺ ตโต ยทิ
ยตฺร กฺว วาภทฺรมฺ อภูทฺ อมุษฺย กึ  โก วารฺถ อาปฺโต ’ภชตำ สฺว-ธรฺมตห์
“หากผู้ใดยกเลิกอาชีพของตนแล้วมาทำงานใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ต่อมาตกลงต่ำโดยทำไม่สำเร็จสมบูรณ์  บุคคลนี้จะไม่สูญเสียอะไรเลย  แต่หากเขาปฏิบัติกิจกรรมทางวัตถุอย่างสมบูรณ์  แล้วจะได้รับประโยชน์อันใด?”  ดังเช่นชาวคริสเตียนกล่าวว่า  “จะมีประโยชน์อันใด  หากมนุษย์ครอบครองได้ทั้งโลก  แต่ได้รับความทุกข์ในการสูญเสียดวงวิญญาณอมตะของตนเอง?”
กิจกรรมทางวัตถุและผลของมันจบลงพร้อมกับร่างกาย  แต่การปฏิบัติงานในกฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะนำเราไปสู่  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอีกครั้งหนึ่ง  แม้หลังจากสูญเสียร่างกายนี้ไปแล้ว  อย่างน้อยจะต้องได้รับโอกาสในชาติหน้าโดยเกิดมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง  อาจจะเกิดในครอบครัว  พฺราหฺมณ  ที่มีวัฒนธรรมสูง  หรือเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยเพื่อได้รับโอกาสทำความเจริญสืบต่อไป  นี่คือคุณสมบัติเฉพาะสำหรับงานปฏิบัติใน  กฺฤษฺณจิตสำนึก
व्यवसायात्मिका बुद्धिरेकेह कुरुनन्दन ।
बहुशाखा ह्यनन्ताश्च बुद्धयोऽव्यवसायिनाम् ॥ २.४१ ॥
โศลก 41
vyavasāyātmikā buddhir  ekeha kuru-nandana
bahu-śākhā hy anantāś ca  buddhayo ’vyavasāyinām
วฺยวสายาตฺมิกา พุทฺธิรฺ  เอเกห กุรุ-นนฺทน
พหุ-ศาขา หฺยฺ อนนฺตาศฺ จ  พุทฺธโย ’วฺยวสายินามฺ
วฺยวสาย-อาตฺมิกา — แน่วแน่ใน กฺฤษฺณ จิตสำนึก, พุทฺธิห์ — ปัญญา, เอกา — คนเดียว เท่านั้น, อิห — ในโลกนี้, กุรุ-นนฺทน — โอ้ โอรสที่รักแห่งราชวงค์ กุรุ, พหุ-ศาขาห์ — มี สาขามากมาย, หิ — แน่นอน, อนนฺตาห์ — ไม่จำกัด, — เช่นกัน, พุทฺธยห์ — ปัญญา, อวฺยวสายินามฺ — ของผู้ที่ไม่อยู่ใน กฺฤษฺณ จิตสำนึก
คำแปล
โอ้  ผู้เป็นที่รักแห่งราชวงศ์  กุรุ  บุคคลเดินอยู่บนหนทางสายนี้มีเป้าหมายที่แน่วแน่และมีจุดมุ่งหมายเป็นหนึ่ง  ปัญญาของผู้ที่ไม่แน่วแน่มั่นคงจะแตกสาขามากมาย
คำอธิบาย
ความศรัทธาอันมั่นคงใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  จะทำให้เราเจริญไปถึงความสมบูรณ์สูงสุดแห่งชีวิตเรียกว่าปัญญาแห่ง  วฺยวสายาตฺมิกา  ใน  ไจตนฺย-จริตามฺฤต  (มธฺย  22.62)  กล่าวไว้ว่า
‘ศฺรทฺธา’-ศพฺเท – วิศฺวาส กเห สุทฺฤฒ นิศฺจย
กฺฤษฺเณ ภกฺติ ไกเล สรฺว-กรฺม กฺฤต หย
ความศรัทธาหมายถึงความเชื่ออย่างมั่นคงในสิ่งที่ประเสริฐ  เมื่อปฏิบัติหน้าที่ใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกเราไม่จำเป็นต้องปฏิบัติในความสัมพันธ์กับโลกวัตถุอันเนื่องมาจากพันธกรณีตามประเพณีครอบครัว  มนุษยชาติ  หรือประเทศชาติ  กิจกรรมเพื่อผลประโยชน์เป็นการกระทำตามผลกรรมของเราในอดีตไม่ว่าดีหรือชั่ว  เมื่อเราได้ตื่นขึ้นมาใน  กฺฤษฺณจิตสำนึก  เราไม่จำเป็นต้องพยายามเพื่อผลดีในกิจกรรมของเรา  หากสถิตใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกกิจกรรมทั้งหมดอยู่ในระดับที่สมบูรณ์  ไม่ขึ้นอยู่กับสภาวะคู่  เช่นความดีหรือความชั่ว  ความสมบูรณ์สูงสุดของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกคือการสลัดแนวคิดชีวิตทางวัตถุระดับนี้จะบรรลุถึงโดยปริยายเมื่อเราเจริญขึ้นใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
จุดมุ่งหมายอันแน่วแน่ของบุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมีพื้นฐานอยู่ที่ความรู้  วาสุเทวห์  สรฺวมฺ  อิติ  ส  มหาตฺมา  สุ-ทุรฺลภห์  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกคือดวงวิญญาณดีที่หาได้ยากและเป็นผู้รู้อย่างสมบูรณ์ว่า  วาสุเทว  หรือ  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นรากฐานแห่งแหล่งกำเนิดของปรากฏการณ์ทั้งมวล  ด้วยการรดน้ำที่รากของต้นไม้เท่ากับเราได้แจกจ่ายน้ำไปที่ใบและกิ่งก้านสาขาโดยปริยาย  ฉะนั้น  ด้วยการปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเท่ากับเป็นการรับใช้อย่างสูงสุดแด่ทุก  ๆ  คน  เช่น  รับใช้ตัวเราเองครอบครัว  สังคม  ประเทศชาติ  มนุษยชาติ  ฯลฯ  หากองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงพอพระทัยในการปฏิบัติของเรา  ทุก  ๆ  คนก็จะพึงพอใจ
อย่างไรก็ดี  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ทำได้ดีที่สุดภายใต้คำแนะนำที่ถูกต้องของพระอาจารย์ทิพย์ซึ่งเป็นผู้แทนที่เชื่อถือได้ของ  กฺฤษฺณ  ท่านรู้ธรรมชาติของศิษย์และสามารถนำศิษย์ให้ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกได้  ดังนั้น  การจะเป็นผู้มีความชำนาญใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เราต้องปฏิบัติตามผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  อย่างแน่วแน่  และเราควรน้อมรับคำสั่งสอนของพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้เสมือนเป็นภารกิจแห่งชีวิตของเรา  ศฺรีล  วิศฺวนาถ  จกฺรวรฺตี  ฐากุร  สอนเราในบทมนต์ที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับพระอาจารย์ทิพย์ดังนี้
ยสฺย ปฺรสาทาทฺ ภควตฺ-ปฺรสาโท  ยสฺยาปฺรสาทานฺ น คติห์ กุโต ’ปิ
ธฺยายนฺ สฺตุวํสฺ ตสฺย ยศสฺ ตฺริ-สนฺธฺยํ  วนฺเท คุโรห์ ศฺรี-จรณารวินฺทมฺ
“การทำให้พระอาจารย์ทิพย์พึงพอใจ  องค์  ภควานฺ  ก็จะทรงพึงพอพระทัย  หากพระอาจารย์ทิพย์ไม่พึงพอใจ  เราจะไม่มีโอกาสได้รับการส่งเสริมมาสู่ระดับแห่ง  กฺฤษฺณจิตสำนึก  ฉะนั้น  ข้าพเจ้าควรทำสมาธิและสวดมนต์ภาวนาเพื่อพระเมตตาจากพระอาจารย์ทิพย์วันละสามครั้ง  และแสดงความเคารพอย่างสูงแด่ท่าน”
อย่างไรก็ดี  กรรมวิธีทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความรู้อันสมบูรณ์ว่าดวงวิญญาณอยู่เหนือแนวความคิดทางร่างกาย  นี่ไม่ใช่เป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้นแต่เป็นการปฏิบัติจริงเพื่อไม่เปิดโอกาสให้บุคคลได้สนองประสาทสัมผัสซึ่งปรากฏออกมาในกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ  ผู้ไม่มีจิตใจที่แน่วแน่มั่นคงจะถูกหันเหไปในกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุต่าง  ๆ  นานา
यामिमां पुष्पितां वाचं प्रवदन्त्यविपश्चितः ।
वेदवादरताः पार्थ नान्यदस्तीति वादिनः ॥ २.४२ ॥
कामात्मानः स्वर्गपरा जन्मकर्मफलप्रदाम् ।
क्रियाविशेषबहुलां भोगैश्वर्यगतिं प्रति ॥ २.४३ ॥
โศลก 42-43
yām imāṁ puṣpitāṁ vācaṁ  pravadanty avipaścitaḥ
veda-vāda-ratāḥ pārtha  nānyad astīti vādinaḥ
ยามฺ อิมำ ปุษฺปิตำ วาจํ  ปฺรวทนฺตฺยฺ อวิปศฺจิตห์
เวท-วาท-รตาห์ ปารฺถ  นานฺยทฺ อสฺตีติ วาทินห์
kāmātmānaḥ svarga-parā  janma-karma-phala-pradām
kriyā-viśeṣa-bahulāṁ  bhogaiśvarya-gatiṁ prati
กามาตฺมานห์ สฺวรฺค-ปรา  ชนฺม-กรฺม-ผล-ปฺรทามฺ
กฺริยา-วิเศษ-พหุลำ  โภไคศฺวรฺย-คตึ ปฺรติ
ยามฺ อิมามฺ — ทั้งหมดนี้, ปุษฺปิตามฺ — สำนวนโวหาร, วาจมฺ — คำพูด, ปฺรวทนฺติ — กล่าว, อวิปศฺจิตห์ — ผู้ด้อยปัญญา, เวท-วาท-รตาห์ — ผู้อ้างตนว่าปฏิบัติตามพระ เวท, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, — ไม่เคย, อนฺยตฺ — อื่น ๆ, อสฺติ — มี, อิติ — ดังนั้น, วาทินห์ — สนับสนุน, กาม-อาตฺมานห์ — ต้องการสนองประสาทสัมผัส, สฺวรฺค-ปราห์ — จุดมุ่ง หมายไปถึงโลกสวรรค์, ชนฺม-กรฺม-ผล-ปฺรทามฺ — ได้ผลเกิดในตระกูลดีและผล ดีอื่น ๆ ทางวัตถุ, กฺริยา-วิเศษ — พิธีกรรมอันหรูหรา, พหุลามฺ — ต่าง ๆ, โภค — ความสุข ทางประสาทสัมผัส, ไอศฺวรฺย — และความมั่นคั่ง, คติมฺ — ความก้าวหน้า, ปฺรติ — ไปสู่
คำแปล
บุคคลผู้ด้อยปัญญาจะยึดติดอยู่กับคำพูดสำนวนโวหารในคัมภีร์พระ  เวท  ที่แนะนำกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ต่าง  ๆ  เช่น  เจริญขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์  เกิดในตระกูลดี  และมีอำนาจ  ฯลฯ  จากความปรารถนาเพื่อสนองประสาทสัมผัสและมีชีวิตที่มั่งคั่ง  พวกเขาจะกล่าวว่าไม่มีอะไรมากไปกว่านี้
คำอธิบาย
บุคคลทั่วไปไม่ฉลาดเท่าไรนักอันเนื่องมาจากอวิชชา  ส่วนใหญ่จะยึดติดในกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ที่คัมภีร์พระ  เวท  แนะนำไว้ในบท  กรฺม-กาณฺฑ  พวกเขาไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าข้อเสนอให้สนองประสาทสัมผัสเพื่อหาความเพลิดเพลินในชีวิตบนสวรรค์ที่มี  สุรา  นารี  พร้อมทั้งความมั่งคั่งทางวัตถุอันเป็นปกติธรรมดา  คัมภีร์พระ  เวท  แนะนำพิธีบูชาหลายวิธีเพื่อให้ไปสู่สวรรค์  โดยเฉพาะพิธีบูชา  โชฺยติษฺโฏม  ได้กล่าวไว้ว่าผู้ใดปรารถนาความเจริญก้าวหน้าไปสู่สวรรค์ต้องปฏิบัติพิธีบูชาเหล่านี้  และมนุษย์ผู้ด้อยปัญญาคิดว่านี่คือจุดมุ่งหมายทั้งหมดของปรัชญาพระ  เวท  เป็นสิ่งยากลำบากมากสำหรับผู้ที่ด้อยประสบการณ์เหล่านี้จะสถิตด้วยความมั่นใจในการปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ดังเช่น  คนโง่ยึดติดอยู่กับดอกไม้ของต้นที่มีพิษโดยไม่รู้ถึงผลแห่งการยึดติดนี้  บุคคลผู้ไม่รู้แจ้งสนุกสนานอยู่กับความมั่งคั่งแห่งสวรรค์และหาความสุขทางประสาทสัมผัสก็เช่นเดียวกัน
ในบท  กรฺม-กาณฺฑ  ของคัมภีร์พระ  เวท  ได้กล่าวไว้ว่า  อปาม  โสมมฺ  อมฺฤตา  อภูม  และ  อกฺษยฺยํ  ห  ไว  จาตุรฺมาสฺย-ยาชินห์  สุกฺฤตํ  ภวติ  หมายความว่าผู้ปฏิบัติตนเอย่างเคร่งครัดเป็นเวลาสี่เดือน  มีสิทธิ์ดื่มเครื่องดื่ม  โสม-รส  เพื่อเป็นอมตะและมีความสุขตลอดกาล  แม้ในโลกนี้บางคนกระตือรือร้นจะดื่ม  โสม-รส  เพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรงเหมาะที่จะหาความสุขในการสนองประสาทสัมผัส  บุคคลเช่นนี้ไม่มีความศรัทธาที่จะหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุ  และจะยึดมั่นมากกับพิธีการบูชาอย่างหรูหราของพระ  เวท  ส่วนมากเพื่อสนองประสาทสัมผัสและไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าความสุขเหมือนชีวิตบนสวรรค์  เข้าใจว่ามีอุทยานชื่อ  นนฺทน-กานน  สถานที่ซึ่งเปิดโอกาสอย่างดีให้คบหาสมาคมกับนางฟ้าที่สวยสดงดงาม  และมีไวน์  โสม-รส  ให้ดื่มอย่างเหลือเฟื่อความสุขทางร่างกายเช่นนี้แน่นอนว่าเป็นความใคร่  ดังนั้นจึงมีผู้ยึดติดอย่างจริงจังกับความสุขทางวัตถุที่ไม่ถาวรเช่นนี้  เสมือนดั่งตนเองเป็นเจ้าแห่งโลกวัตถุ
भोगैश्वर्यप्रसक्तानां तयापहृतचेतसाम् ।
व्यवसायात्मिका बुद्धिः समाधौ न विधीयते ॥ २.४४ ॥
โศลก 44
bhogaiśvarya-prasaktānāṁ  tayāpahṛta-cetasām
vyavasāyātmikā buddhiḥ  samādhau na vidhīyate
โภไคศฺวรฺย-ปฺรสกฺตานำ  ตยาปหฺฤต-เจตสามฺ
วฺยวสายาตฺมิกา พุทฺธิห์  สมาเธา น วิธียเต
โภค — ความสุขทางวัตถุ, ไอศฺวรฺย — และความมั่งคั่ง, ปฺรสกฺตานามฺ — สำหรับผู้ที่ยึด ติด, ตยา — ด้วยสิ่งเหล่านี้, อปหฺฤต-เจตสามฺ — สับสนในใจ, วฺยวสาย-อาตฺมิกา — ความมั่นใจอันแน่วแน่, พุทฺธิห์ — การอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควาน, สมาเธา — ในการ ควบคุมจิตใจ, — ไม่เคย, วิธียเต — เกิดขึ้น
คำแปล
ในใจของผู้ที่ยึดติดมากอยู่กับความสุขทางประสาทสัมผัสและความมั่งคั่งทางวัตถุและผู้ที่สับสนอยู่กับสิ่งเหล่านี้  ความมั่นใจอันแน่วแน่ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควานจะไม่บังเกิดขึ้น
คำอธิบาย
สมาธิ  หมายความว่า  “จิตที่ตั้งมั่น”  พจนานุกรมพระ  เวท  นิรุกฺติ  กล่าวว่า  สมฺยคฺ  อาธียเต  ’สฺมินฺนฺ  อาตฺม-ตตฺตฺว-ยาถาตฺมฺยมฺ  '  “เมื่อจิตตั้งมั่นเพื่อให้เข้าใจตนเองเรียกว่าจิตอยู่ใน  สมาธิ“  สมาธิ  จะไม่เกิดขึ้นกับบุคคลผู้ฝักใฝ่ในความสุขทางประสาทสัมผัสวัตถุ  หรือผู้ที่สับสนอยู่ในสิ่งอันไม่ถาวรเหล่านี้  พวกเขาถูกลงโทษด้วยขบวนการแห่งพลังงานวัตถุ
त्रैगुण्यविषया वेदा निस्त्रैगुण्यो भवार्जुन ।
निर्द्वन्द्वो नित्यसत्त्वस्थो निर्योगक्षेम आत्मवान् ॥ २.४५ ॥
โศลก 45
trai-guṇya-viṣayā vedā  nistrai-guṇyo bhavārjuna
nirdvandvo nitya-sattva-stho  niryoga-kṣema ātmavān
ไตฺร-คุณฺย-วิษยา เวทา  นิไสฺตฺร-คุโณฺย ภวารฺชุน
นิรฺทฺวนฺโทฺว นิตฺย-สตฺตฺว-โสฺถ  นิโรฺยค-กฺเษม อาตฺมวานฺ
ไตฺร-คุณฺย — เกี่ยวเนื่องกับสามระดับของธรรมชาติวัตถุ, วิษยาห์ — เรื่องนี้, เวทาห์ — วรรณกรรมพระ เวท, นิไสฺตฺร-คุณฺยห์ — อยู่เหนือสามระดับของธรรมชาติวัตถุ, ภว — เป็น, อรฺชุน — โอ้ อรฺชุน, นิรฺทฺวนฺทฺวห์ — ปราศจากสภาวะคู่, นิตฺย-สตฺตฺว-สฺถห์ — ในระดับบริสุทธิ์ของความเป็นอยู่ทิพย์, นิโรฺยค-กฺเษมห์ — ปราศจากความคิดเพื่อผล กำไรและสวัสดิภาพ, อาตฺม-วานฺ — สถิตอยู่ในตัว
คำแปล
คัมภีร์พระ  เวท  ส่วนใหญ่กล่าวถึงเรื่องสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  โอ้  อรฺชุน  จงอยู่เหนือทั้งสามระดับนี้  จงเป็นอิสระจากสภาวะคู่ทั้งปวง  เป็นอิสระจากความวิตกกังวลเพื่อผลกำไรและความปลอดภัยทั้งปวง  และจงสถิตในตนเอง
คำอธิบาย
กิจกรรมทางวัตถุทั้งหมดเกี่ยวกับกรรมและผลกรรมในสามระดับของธรรมชาติวัตถุเพื่อผลประโยชน์ซึ่งเป็นเหตุให้ถูกพันธนาการในโลกวัตถุ  คัมภีร์พระ  เวทส่วนใหญ่จะกล่าวถึงกิจกรรมที่ให้ผลทางวัตถุ  แล้วจึงค่อย  ๆ  พัฒนาประชาชนทั่วไปให้เจริญขึ้นจากสนามแห่งการสนองประสาทสัมผัสมาสู่ระดับทิพย์  อรฺชุน  ทรงเป็นทั้งศิษย์และสหายขององค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงได้รับคำแนะนำให้ยกระดับตนเองมาสู่ระดับทิพย์แห่งปรัชญา  เวทานฺต  ซึ่งในตอนต้นมี  พฺรหฺม-ชิชฺญาสา  หรือคำถามเกี่ยวกับองค์  ภควานฺ  สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกวัตถุดิ้นรนด้วยความยากลำบากมากเพื่อความอยู่รอดดังนั้น  หลังจากการสร้างโลกวัตถุ  องค์  ภควานฺ  ทรงให้ปรัชญาพระ  เวท  เพื่อแนะนำวิธีการดำรงชีวิตและขจัดพันธนาการทางวัตถุ  พระองค์ทรงให้ปรัชญาพระ  เวท  เพื่อแนะนำวิธีการดำรงชีวิตและขจัดพันธนาการทางวัตถุ  เมื่อกิจกรรมเพื่อสนองประสาทสัมผัสชื่อบท  กรฺม-กาณฺฑ  สิ้นสุดลง  ก็จะเปิดโอกาสเพื่อความรู้แจ้งทิพย์ในรูปของ  อุปนิษทฺ  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์พระ  เวท  ที่มีหลายเล่ม  ดังเช่น  ภควัท-คีตา  เป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์พระ  เวท  เล่มที่ห้าชื่อ  มหาภารต  หนังสือ  อุปนิษทฺ  จึงเป็นจุดเริ่มต้นแห่งชีวิตทิพย์
ตราบใดที่เรายังมีร่างกายวัตถุอยู่  จะมีกรรมและผลกรรมในสามระดับทางวัตถุ  เราต้องฝึกฝนความอดทนในการเผชิญหน้ากับสภาวะคู่เช่นความสุขและความทุกข์  ความเย็นและความร้อน  และจากการอดทนต่อสภาวะคู่เช่นนี้  เราจะได้รับอิสรภาพจากความวิตกกังวลอันเนื่องมาจากผลกำไรและขาดทุนระดับทิพย์นี้บรรลุได้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกที่สมบูรณ์  เมื่อเราขึ้นอยู่กับพระราชประสงค์อันดีงามของ  กฺฤษฺณ  อย่างบริบูรณ์
यावानर्थ उदपाने सर्वतः संप्लुतोदके ।
तावान्सर्वेषु वेदेषु ब्राह्मणस्य विजानतः ॥ २.४६ ॥
โศลก 46
yāvān artha uda-pāne  sarvataḥ samplutodake
tāvān sarveṣu vedeṣu  brāhmaṇasya vijānataḥ
ยาวานฺ อรฺถ อุท-ปาเน  สรฺวตห์ สมฺปฺลุโตทเก
ตาวานฺ สเรฺวษุ เวเทษุ  พฺราหฺมณสฺย วิชานตห์
ยาวานฺ — ทั้งหมดนั้น, อรฺถห์ — หมายถึง, อุท-ปาเน — ในบ่อน้ำ, สรฺวตห์ — ทุกแง่ทุกมุม, สมฺปฺลุต-อุทเก — ในแหล่งน้ำอันยิ่งใหญ่, ตาวานฺ — เช่นเดียวกัน, สเรฺวษุ — ในทั้งหมด, เวเทษุ — วรรณกรรมพระ เวท, พฺราหฺมณสฺย — ของผู้ที่รู้ พฺรหฺมนฺ สูงสุด, วิชานตห์ — ผู้ อยู่ในความรู้อันสมบูรณ์
คำแปล
ความปรารถนาทั้งหลายที่ได้มาจากบ่อน้ำเล็ก  ๆ  แหล่งน้ำอันยิ่งใหญ่สามารถตอบสนองได้ในทันที  ในทำนองเดียวกัน  ความปรารถนาทั้งปวงในคัมภีร์พระ  เวท  สามารถได้รับการสนองตอบ  โดยผู้ที่รู้จุดมุ่งหมายอันแท้จริง
คำอธิบาย
พิธีกรรมและการบูชาที่กล่าวไว้ในบท  กรฺม-กาณฺฑ  ของวรรณกรรมพระ  เวท  มีไว้เพื่อส่งเสริมการค่อย  ๆ  พัฒนาความรู้แจ้งแห่งตน  และจุดมุ่งหมายของการรู้แจ้งแห่งตนเอง  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในบทที่สิบห้าของ  ภควัท-คีตา  (15.15)  ว่า  จุดมุ่งหมายของการศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  เพื่อให้ทราบถึงองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดแรกของสรรพสิ่ง  ดังนั้น  การรู้แจ้งตนเองหมายถึงการเข้าใจ  กฺฤษฺณ  และความสัมพันธ์นิรันดรที่เ  ราม  ีต่อพระองค์  ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่มีต่อ  กฺฤษฺณ  ได้กล่าวไว้ในบทที่สิบห้าของ  ภควัท-คีตา  (15.7)  เช่นกันว่า  สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูของ  กฺฤษฺณ  ฉะนั้นการฟื้นฟู  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกของปัจเจกชีวิตจึงเป็นระดับที่สมบูรณ์สูงสุดของวิชาพระ  เวท  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (3.33.7)  ได้ยืนยันไว้ดังต่อไปนี้
อโห พต ศฺว-ปโจ ’โต ครียานฺ  ยชฺ-ชิหฺวาเคฺร วรฺตเต นาม ตุภฺยมฺ
เตปุสฺ ตปสฺ เต ชุหุวุห์ สสฺนุรฺ อารฺยา  พฺรหฺมานูจุรฺ นาม คฺฤณนฺติ เย เต
“โอ้  องค์  ภควานฺ  บุคคลผู้สวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์  แม้เกิดในตระกูลต่ำ  เช่น  จณฺฑาล  (คนกินสุนัข)  จะสถิตในระดับสูงสุดแห่งการรู้แจ้งตนเอง  บุคคลเช่นนี้ต้องปฏิบัติการบำเพ็ญเพียรและการบูชานานัปการตามพิธีกรรมพระ  เวท  และศึกษาวรรณกรรมพระ  เวท  มาแล้วหลายต่อหลายครั้งหลังจากได้อาบน้ำในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ทุกแห่งของนักบุญ  บุคคลนี้พิจารณาว่าดีที่สุดในครอบครัว  อารฺยนฺ  ”
ดังนั้น  เราต้องมีปัญญาพอที่จะเข้าใจจุดมุ่งหมายของพระ  เวท  โดยไม่ยึดติดกับพิธีกรรมเท่านั้น  และต้องไม่ปรารถนาจะพัฒนาตนเองไปสู่อาณาจักรสวรรค์  เพื่อคุณภาพแห่งการสนองประสาทสัมผัสที่ดีกว่า  เป็นไปไม่ได้สำหรับคนธรรมดาทั่วไปในยุคนี้  ที่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทั้งหมดในพิธีกรรมพระ  เวท  หรือจะศึกษา  เวทานฺต  และ  อุปนิษทฺ  อย่างละเอียดถี่ถ้วน  เพราะต้องใช้เวลา  พลังงาน  ความรู้  และทรัพยากรอย่างมากมายเพื่อปฏิบัติตามจุดมุ่งหมายต่าง  ๆ  ของพระ  เวท  จึงเป็นไปได้ยากมากในยุคนี้  อย่างไรก็ดี  จุดประสงค์ที่ดีที่สุดของวัฒนธรรมพระ  เวท  สามารถตอบสนองได้ด้วยการสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์  ภควานฺ  ดังที่องค์  ไจตนฺย  ผู้จัดส่งมวลวิญญาณที่ตกต่ำ  เมื่อนักวิชาการพระ  เวท  ผู้ยิ่งใหญ่ชื่อ  ปฺรกาศานนฺท  สรสฺวตี  ถามองค์  ไจตนฺย  ว่า  ทำไมมาสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององ  ภควานฺ  เหมือนเป็นคนเจ้าอารมณ์  แทนที่จะไปศึกษาปรัชญา  เวทานฺต  องค์  ไจตนฺย  ทรงตอบว่าพระอาจารย์เห็นว่าพระองค์ทรงเบาปัญญายิ่งนัก  ดังนั้น  ท่านจึงขอร้องให้ไปสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  พระองค์จึงทรงทำเช่นนี้และมีความปลื้มปีติสุขเหมือนคนเสียสติ  ใน  กลิ  ยุคนี้ประชาชนส่วนใหญ่เบาปัญญา  ไม่พร้อมที่จะศึกษาและเข้าใจปรัชญา  เวทานฺต  จุดประสงค์ที่ดีที่สุดของปรัชญา  เวทานฺต  จะได้รับการตอบสนองด้วยการสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์  ภควานฺ  อย่างไร้อาบัติ  เวทานฺต  เป็นคำสุดท้ายของปรัชญาพระ  เวท  ผู้เขียนและผู้รู้ปรัชญาเวทานฺต  คือองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  และนักเวทานฺต  สูงสุดคือดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ที่มีความสุขในการสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์  ภควานฺ  นี่คือจุดมุ่งหมายสูงสุดแห่งความเร้นลับของคัมภีร์พระ  เวท  ทั้งหมด
कर्मण्येवाधिकारस्ते मा फलेषु कदाचन ।
मा कर्मफलहेतुर्भूर्मा ते सङ्गोऽस्त्वकर्मणि ॥ २.४७ ॥
โศลก 47
karmaṇy evādhikāras te  mā phaleṣu kadācana
mā karma-phala-hetur bhūr  mā te saṅgo ’stv akarmaṇi
กรฺมณฺยฺ เอวาธิการสฺ เต  มา ผเลษุ กทาจน
มา กรฺม-ผล-เหตุรฺ ภูรฺ  มา เต สงฺโค ’สฺตฺวฺ อกรฺมณิ
กรฺมณิ — ในหน้าที่ที่กำหนดไว้, เอว — แน่นอน, อธิการห์ — ถูกต้อง, เต — ของเธอ, มา — ไม่ เคย, ผเลษุ — ในผล, กทาจน — ทุกเวลา, มา — ไม่เคย, กรฺม-ผล — ในผลของงาน, เหตุห์ — เหตุ, ภูห์ — มาเป็น, มา — ไม่เคย, เต — ของเธอ, สงฺคห์ — ความยึดติด, อสฺตุ — ควรมี, อกรฺมณิ — ในการไม่ทำตามหน้าที่ที่กำหนดไว้
คำแปล
เธอมีสิทธิ์ในการปฏิบัติหน้าที่ดังที่กำหนดไว้  แต่ไม่มีสิทธิ์ได้รับผลของการกระทำจงอย่าพิจารณาว่าตัวเองเป็นแหล่งกำเนิดของผลงานที่ทำ  และอย่ายึดติดกับการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของเธอ
คำอธิบาย
ณ  ที่นี้  พิจารณาได้สามประเด็นคือ  หน้าที่ที่กำหนดไว้  การทำงานตามอำเภอใจ  และการอยู่เฉย  ๆ  หน้าที่ที่กำหนดไว้คือคำสั่งที่ได้รับให้ทำกิจกรรมตามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุที่ตนได้มา  งานตามอำเภอใจหมายถึงงานที่ทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ที่เชื่อถือได้  และการอยู่เฉย  ๆ  คือไม่ทำตามหน้าที่ที่กำหนดไว้  องค์  ภควานฺ  ทรงมิได้แนะนำให้  อรฺชุน  ทรงอยู่เฉย  ๆ  แต่ให้ปฏิบัติตามหน้าที่ของตนที่ได้กำหนดไว้  โดยไม่ยึดติดกับผลงาน  ผู้ที่ยึดติดกับผลของงานก็เป็นต้นเหตุแห่งการทำงานเช่นกัน  ดังนั้น  เขาจะได้รับความสุขหรือความทุกข์จากผลกรรม
หน้าที่ที่กำหนดไว้แบ่งออกเป็นสามประเภท  คือ  งานประจำ  งานฉุกเฉิน  และงานที่ปรารถนา  งานประจำคือการปฏิบัติตามข้อบังคับตามคำสั่งของพระคัมภีร์โดยไม่หวังผล  เป็นการกระทำในระดับแห่งความดี  การทำงานเพื่อหวังผลจะเป็นเหตุแห่งพันธนาการ  ดังนั้น  งานประเภทนี้ไม่เป็นสิริมงคล  ทุกคนมีสิทธ์ิเบื้องต้นเกี่ยวกับหน้าที่ที่กำหนดไว้  แต่ควรทำโดยไม่ยึดติดกับผล  พันธหน้าที่ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียเช่นนี้จะนำเราไปสู่หนทางแห่งอิสรภาพโดยไม่ต้องสงสัย
ฉะนั้น  องค์  ภควานฺ  ทรงแนะนำ  อรฺชุน  ให้ต่อสู้ในฐานะที่เป็นหน้าที่โดยไม่ยึดติดกับผล  การอยู่เฉย  ๆ  ของ  อรฺชุน  ในสนามรบเป็นการยึดติดอีกด้านหนึ่ง  การยึดติดเช่นนี้จะไม่นำเราไปสู่หนทางแห่งความหลุดพ้น  การยึดติดใด  ๆ  ไม่ว่าจะในเชิงบวกหรือเชิงลบเป็นเหตุแห่งพันธนาการ  การอยู่เฉย  ๆ  เป็นบาป  ฉะนั้น  การต่อสู้ตามหน้าที่จึงเป็นวิถีทางเดียวที่เป็นสิริมงคลเพื่อความหลุดพ้นของ  อรฺชุน  
योगस्थः कुरु कर्माणि सङ्गं त्यक्त्वा धनंजय ।
सिद्ध्यसिद्ध्योः समो भूत्वा समत्वं योग उच्यते ॥ २.४८ ॥
โศลก 48
yoga-sthaḥ kuru karmāṇi  saṅgaṁ tyaktvā dhanañ-jaya
siddhy-asiddhyoḥ samo bhūtvā  samatvaṁ yoga ucyate
โยค-สฺถห์ กุรุ กรฺมาณิ  สงฺคํ ตฺยกฺตฺวา ธนญฺ-ชย
สิทฺธฺยฺ-อสิทฺโธฺยห์ สโม ภูตฺวา  สมตฺวํ โยค อุจฺยเต
โยค-สฺถห์ — แน่วแน่, กุรุ — ปฏิบัติ, กรฺมาณิ — หน้าที่ของเธอ, สงฺคมฺ — ความยึดติด, ตฺยกฺตฺวา — ยกเลิก, ธนมฺ-ชย — โอ้ อรฺชุน, สิทฺธิ-อสิทฺโธฺยห์ — ในความสำเร็จและล้มเหลว, สมห์ — สมดุล, ภูตฺวา — มาเป็น, สมตฺวมฺ — ความสงบ, โยคห์โยค, อุจฺยเต — เรียกว่า
คำแปล
โอ้  อรฺชุน  จงปฏิบัติหน้าที่ของเธอด้วยความแน่วแน่  สลัดการยึดติดต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวทั้งปวง  ความสงบอันมั่นคงเช่นนี้เรียกว่า  โยค  
คำอธิบาย
กฺฤษฺณ  ตรัสแด่  อรฺชุน  ว่าควรปฏิบัติ  โยค  และ  โยค  ที่ว่านี้คืออะไร?  โยคหมายถึงการตั้งสมาธิจิตอยู่ที่บุคลิกภาพสูงสุดด้วยการควบคุมประสาทสัมผัสที่คอยรบกวนอยู่เสมอ  และใครคือบุคลิกภาพสูงสุด?  บุคลิกภาพสูงสุดคือองค์  ภควานฺ  เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ตรัสสั่งให้  อรฺชุน  ต่อสู้  อรฺชุน  จึงไม่เกี่ยวข้องกับผลของการต่อสู้ผลกำไรหรือชัยชนะเป็นความรับผิดชอบของ  กฺฤษฺณ  อรฺชุน  เพียงแต่ได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติตามคำสั่งของ  กฺฤษฺณ  การปฏิบัติตามคำสั่งของ  กฺฤษฺณ  คือ  โยค  ที่แท้จริง  และวิธีการปฏิบัติเช่นนี้เรียกว่า  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ด้วย  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเท่านั้นเราจึงสามารถยกเลิกความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ  เราต้องมาเป็นผู้รับใช้ของ  กฺฤษฺณ  หรือเป็นผู้รับใช้ของผู้รับใช้ของ  กฺฤษฺณ  นี่คือวิธีที่ถูกต้องในการปฏิบัติหน้าที่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่สามารถช่วยให้เราได้ปฏิบัติ  โยค  
อรฺชุน  ทรงเป็น  กฺษตฺริย  ดังนั้น  จึงร่วมอยู่ในสถาบัน  วรฺณาศฺรม-ธรฺม  ได้กล่าวไว้ใน  วิษฺณุ  ปุราณ  ว่า  จุดมุ่งหมายทั้งหมดใน  วรฺณาศฺรม-ธรฺม  คือการทำให้พระ  วิษฺณุ  ทรงพอพระทัย  ไม่มีใครควรทำให้ตนเองพึงพอใจเหมือนกฏเกณฑ์ในโลกวัตถุ  แต่เราควรทำให้  กฺฤษฺณ  ทรงพอพระทัย  ดังนั้น  นอกจากเราจะทำให้  กฺฤษฺณ  ทรงพอพระทัย  มิฉะนั้น  เราจะไม่สามารถปฏิบัติตามหลัก  วรฺณาศฺรม-ธรฺม  อย่างถูกต้องได้  ในทางอ้อม  อรฺชุน  ทรงได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติตามที่  กฺฤษฺณ  ทรงสั่ง
दूरेण ह्यवरं कर्म बुद्धियोगाद्धनंजय ।
बुद्धौ शरणमन्विच्छ कृपणाः फलहेतवः ॥ २.४९ ॥
โศลก 49
dūreṇa hy avaraṁ karma  buddhi-yogād dhanañ-jaya
buddhau śaranam anviccha  kṛpaṇāḥ phala-hetavaḥ
ทูเรณ หฺยฺ อวรํ กรฺม  พุทฺธิ-โยคาทฺ ธนญฺ-ชย
พุทฺเธา ศรนมฺ อนฺวิจฺฉ  กฺฤปณาห์ ผล-เหตวห์
ทูเรณ — ละทิ้งไปให้ไกล, หิ — แน่นอน, อวรมฺ — น่ารังเกียจ, กรฺม — กิจกรรม, พุทฺธิ-โยคาตฺ — ด้วยพลังของ กฺฤษฺณ จิตสำนึก, ธนมฺ-ชย — โอ้ ผู้ชนะความร่ำรวย, พุทฺเธา — ใน จิตสำนึกเช่นนี้, ศรณมฺ — ศิโรราบอย่างสมบูรณ์, อนฺวิจฺฉ — พยายามเพื่อ,กฺฤปณาห์ — คนโลภ, ผล-เหตวห์ — ผู้ปรารถนาผลทางวัตถุ
คำแปล
โอ้  ธนญฺชย  เธอจงละทิ้งการกระทำอันน่ารังเกียจนี้ไปให้ไกลแสนไกล  ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้  และด้วยจิตสำนึกเช่นนี้  จงศิโรราบต่อองค์ภควาน  ผู้ใดที่ปรารถนาจะหาความสุขจากผลงานของตนเองเป็นคนโลภ
คำอธิบาย
ผู้ที่เข้าใจสถานภาพพื้นฐานของตนเองอย่างแท้จริงว่าเป็นผู้รับใช้นิรันดรขององค์  ภควานฺ  ยกเลิกกิจกรรมอื่น  ๆ  ทั้งหมดนอกจากการทำงานใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ดังที่อธิบายไว้แล้ว  พุทฺธิ-โยค  หมายถึงการรับใช้ทิพย์แด่องค์  ภควานฺ  ด้วยความรัก  การอุทิศตนเสียสละรับใช้เช่นนี้เป็นวิธีการทำงานที่ถูกต้องของสิ่งมีชีวิต  คนโลภเท่านั้นที่ปรารถนาจะหาความสุขกับผลงานของตนเองซึ่งทำให้ถูกพันธนาการทางวัตถุมากยิ่งขึ้น  นอกจากการทำงานใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกแล้วกิจกรรมอื่นทั้งหลายเป็นที่น่ารังเกียจเพราะว่าจะผูกมัดผู้กระทำให้เวียนว่ายอยู่ในวัฏจักรแห่งการเกิดและการตายตลอดไปฉะนั้น  เราไม่ควรปรารถนาที่จะเป็นต้นเหตุของงาน  ทุกสิ่งทุกอย่างควรทำไปใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกเพื่อให้  กฺฤษฺณ  ทรงพอพระทัย  คนโลภไม่รู้ว่าควรใช้ทรัพย์สินความร่ำรวยที่ตนได้มาอันเนื่องมาจากความโชคดีหรือจากการทำงานหนักอย่างไร  เราควรใช้พลังงานทั้งหมดทำงานใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกซึ่งจะทำให้ชีวิตเราประสบความสำเร็จ  ไม่เหมือนกับคนโลภผู้อับโชคที่ไม่รู้จักใช้พลังงานมนุษย์ในการรับใช้องค์  ภควานฺ  
बुद्धियुक्तो जहातीह उभे सुकृतदुष्कृते ।
तस्माद्योगाय युज्यस्व योगः कर्मसु कौशलम् ॥ २.५० ॥
โศลก 50
buddhi-yukto jahātīha  ubhe sukṛta-duṣkṛte
tasmād yogāya yujyasva  yogaḥ karmasu kauśalam
พุทฺธิ-ยุกฺโต ชหาตีห  อุเภ สุกฺฤต-ทุษฺกฺฤเต
ตสฺมาทฺ โยคาย ยุชฺยสฺว  โยคห์ กรฺมสุ เกาศลมฺ
พุทฺธิ-ยุกฺตห์ — ผู้ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้, ชหาติ — สามารถขจัด, อิห — ในชีวิต นี้, อุเภ — ทั้งคู่, สุกฺฤต-ทุษฺกฺฤเต — ผลดีและผลเลว, ตสฺมาตฺ — ดังนั้น, โยคาย — เพื่อเห็น แก่การอุทิศตนเสียสละรับใช้, ยุชฺยสฺว — ปฏิบัติงานเช่นนั้น, โยคห์กฺฤษฺณ จิตสำนึก, กรฺมสุ — ในกิจกรรมทั้งมวล,เกาศลมฺ — ศิลป
คำแปล
บุคคลผู้ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้จะทำให้ตนเองหลุดพ้นไปจากผลกรรมทั้งดีและชั่วแม้ในชาตินี้  ฉะนั้น  จงสู้เพื่อ  โยค  ซึ่งเป็นศิลปะแห่งการทำงานทั้งปวง
คำอธิบาย
แต่ละชีวิตได้สะสมผลกรรมต่าง  ๆ  ทั้งดีและชั่วนับตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์  เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงอยู่ในอวิชชาตลอดเวลาเกี่ยวกับสถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงของเราอวิชชานี้สามารถขจัดออกไปได้ด้วยคำสั่งสอนของภควัท-คีตา  ที่สอนให้เราศิโรราบต่อองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ในทุก  ๆ  ด้าน  และมีอิสรภาพจากโซ่ตรวนในการเป็นเหยื่อแห่งกรรมและผลกรรมชาติแล้วชาติเล่า  ดังนั้น  อรฺชุน  ทรงได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติงานใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้บริสุทธิ์จากผลกรรม
कर्मजं बुद्धियुक्ता हि फलं त्यक्त्वा मनीषिणः ।
जन्मबन्धविनिर्मुक्ताः पदं गच्छन्त्यनामयम् ॥ २.५१ ॥
โศลก 51
karma-jaṁ buddhi-yuktā hi  phalaṁ tyaktvā manīṣiṇaḥ
janma-bandha-vinirmuktāḥ  padaṁ gacchanty anāmayam
กรฺม-ชํ พุทฺธิ-ยุกฺตา หิ  ผลํ ตฺยกฺตฺวา มนีษิณห์
ชนฺม-พนฺธ-วินิรฺมุกฺตาห์  ปทํ คจฺฉนฺตฺยฺ อนามยมฺ
กรฺม-ชมฺ — เนื่องมาจากกิจกรรมเพื่อหวังผล, พุทฺธิ-ยุกฺตาห์ — ปฏิบัติในการอุทิศตนรับ ใช้, หิ — แน่นอน, ผลมฺ — ผลงาน, ตฺยกฺตฺวา — ยกเลิก, มนีษิณห์ — นักปราชณ์ผู้ยิ่งใหญ่หรือ สาวก, ชนฺม-พนฺธ — จากพันธนาการแห่งการเกิดและการตาย, วินิรฺมุกฺตาห์ — อิสรภาพ, ปทมฺ — ตำแหน่ง, คจฺฉนฺติ — พวกเขาบรรลุถึง, อนามยมฺ — ไม่มีความทุกข์
คำแปล
ด้วยการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์ภควาน  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่หรือสาวกทำให้ตนเองได้รับอิสรภาพจากผลกรรมในโลกวัตถุ  ซึ่งเท่ากับได้รับอิสรภาพจากวัฏจักรแห่งการเกิดและการตาย  และบรรลุถึงระดับที่อยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวง(ด้วยการกลับคืนสู่องค์ภควาน)
คำอธิบาย
สิ่งมีชีวิตผู้หลุดพ้น  อยู่  ณ  สถานที่ที่ไม่มีความทุกข์ทางวัตถุ  ภาควต  (10.14.58)  กล่าวว่า
สมาษฺริตา เย ปท-ปลฺลว-ปฺลวํ  มหตฺ-ปทํ ปุณฺย-ยโศ มุราเรห์
ภวามฺพุธิรฺ วตฺส-ปทํ ปรํ ปทํ  ปทํ ปทํ ยทฺ วิปทำ น เตษามฺ
“สำหรับผู้ที่ยอมรับเอาพระบาทรูปดอกบัวขององค์  ภควานฺ  มาเป็นนาวา  องค์  ภควานฺผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสรรพสิ่งที่ปรากฏอยู่ในจักรวาล  ทรงมีชื่อเสียงในพระนาม  มุกุนฺท  หรือผู้ให้  มุกฺติ  (ความหลุดพ้น)  ทำให้มหาสมุทรแห่งโลกวัตถุกลายมาเป็นน้ำที่อยู่ในรอยเท้าของลูกวัว  ปรํ  ปทมฺ  คือสถานที่ที่ไม่มีความทุกข์ทางวัตถุ  หรือ  ไวกุณฺฐ  ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมาย  ไม่ใช่สถานที่ที่มีภยันตรายอยู่ทุกฝีก้าวในชีวิต”
เนื่องด้วยอวิชชา  ทำให้เราไม่รู้ว่าโลกวัตถุนี้เป็นสถานที่ที่มีความทุกข์และมีภยันตรายอยู่ทุกฝีก้าว  อวิชชาเท่านั้นที่ทำให้ผู้ด้อยปัญญาพยายามปรับสถานการณ์ด้วยกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ  โดยคิดว่าผลแห่งการกระทำเช่นนี้จะทำให้ตนเองมีความสุข  โดยไม่รู้ว่าไม่มีร่างกายวัตถุชนิดใดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนภายในจักรวาลวัตถุนี้สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีความทุกข์  ความทุกข์ในชีวิตเช่น  การเกิด  การตาย  ความแก่  และโรคภัยต่าง  ๆ  มีอยู่ทุกหนทุกแห่งภายในโลกวัตถุ  แต่ผู้ที่เข้าใจสถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงของตนเองว่าเป็นผู้รับใช้นิรันดรขององค์  ภควานฺ  และทราบถึงสถานภาพของบุคลิกภาพแห่งองค์  ภควานฺ  ปฏิบัติตนรับใช้พระองค์ด้วยความรักทิพย์  หลังจากนี้เราจะเป็นผู้มีคุณวุฒิที่จะเข้าไปในโลก  ไวกุณฺฐ  สถานที่ที่ทุกชีวิตไม่มีความทุกข์ทางวัตถุ  ไม่มีอิทธิพลของเวลาและความตาย  การทราบถึงสถานภาพพื้นฐานของตัวเรา  หมายถึงการทราบสถานภาพอันประเสริฐขององค์  ภควานฺ  เช่นกัน  ผู้ที่คิดผิด  ๆ  ว่า  สถานภาพของสิ่งมีชีวิตและสถานภาพขององค์  ภควานฺ  อยู่ในระดับเดียวกัน  แน่นอนว่าผู้นั้นอยู่ในความมืดมน  ดังนั้น  เขาจะไม่สามารถปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่องค์  ภควานฺ  ได้  แต่จะพยายามเป็นองค์  ภควานฺ  เสียเอง  ซึ่งเป็นการปูทางเพื่อวัฏจักรแห่งการเกิดและการตายผู้ที่เข้าใจว่าสถานภาพของตนคือผู้รับใช้และหันมารับใช้องค์  ภควานฺ  ทันใดนั้นเขามีสิทธิ์ิเข้าไปสู่  ไวกุณฺฐ-โลก  การรับใช้องค์  ภควานฺ  เรียกว่า  กรฺม-โยค  หรือ  พุทฺธิ-โยค  หรือในคำพูดง่าย  ๆ  คือการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่องค์  ภควานฺ  
यदा ते मोहकलिलं बुद्धिर्व्यतितरिष्यति ।
तदा गन्तासि निर्वेदं श्रोतव्यस्य श्रुतस्य च ॥ २.५२ ॥
โศลก 52
yadā te moha-kalilaṁ  buddhir vyatitariṣyati
tadā gantāsi nirvedaṁ  śrotavyasya śrutasya ca
ยทา เต โมห-กลิลํ  พุทฺธิรฺ วฺยติตริษฺยติ
ตทา คนฺตาสิ นิเรฺวทํ  โศฺรตวฺยสฺย ศฺรุตสฺย จ
ยทา — เมื่อ, เต — ของเธอ,โมห — ความหลง, กลิลมฺ — ป่าทึบ, พุทฺธิห์ — การรับใช้ทิพย์ด้วย ปัญญา, วฺยติตริษฺยติ — ข้ามพ้น, ตทา — ในเวลานั้น, คนฺตา อสิ — ท่านจะไป, นิเรฺวทมฺ — ไม่แตกต่าง, โศฺรตวฺยสฺย — ไปสู่ทั้งหมดที่จะได้ยิน, ศฺรุตสฺย — ทั้งหมดที่ได้ยินมาแล้ว, — เช่นกัน
คำแปล
เมื่อสติปัญญาของเธอได้ผ่านออกมาจากป่าทึบแห่งความหลง  เธอจะเป็นกลางต่อสิ่งที่ได้ยินมาแล้วทั้งหมด  และสิ่งที่จะได้ยินทั้งหมด
คำอธิบาย
มีตัวอย่างที่ดีมากมายในชีวิตสาวกผู้ยิ่งใหญ่ขององค์  ภควานฺ  ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่องค์  ภควานฺ  ทำให้ท่านไม่สนใจใยดีต่อพิธีกรรมของพระ  เวท  เมื่อผู้ใดเข้าใจ  กฺฤษฺณ  และความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับ  กฺฤษฺณ  อย่างแท้จริง  โดยธรรมชาติเขาจะไม่สนใจกับพิธีกรรมเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ  แม้จาก  พฺราหฺมณ  ผู้มีประสบการณ์  ศฺรี  มาธเวนฺทฺร  ปุรี  สาวกและอารชารยะผู้ยิ่งใหญ่  ในสายของสาวก  กล่าวว่า
สนฺธฺยา-วนฺทน ภทฺรมฺ อสฺตุ ภวโต โภห์ สฺนาน ตุภฺยํ นโม
โภ เทวาห์ ปิตรศฺ จ ตรฺปณ-วิเธา นาหํ กฺษมห์ กฺษมฺยตามฺ
ยตฺร กฺวาปิ นิษทฺย ยาทว-กุโลตฺตํสสฺย กํส-ทฺวิษห์
สฺมารํ สฺมารมฺ อฆํ หรามิ ตทฺ อลํ มเนฺย กิมฺ อเนฺยน เม
“โอ้  การสวดมนต์ของข้าวันละสามครั้ง  จงเจริญ!  โอ้  ข้าขอแสดงความเคารพแด่การอาบน้ำ!  โอ้  เทวดา!  โอ้  บรรพบุรุษ!  โปรดให้อภัยแด่ข้าที่ไม่สามารถแสดงความเคารพแด่ท่าน  ไม่ว่าจะนั่งอยู่ที่ไหนข้าจะระลึกถึงแต่ผู้สืบราชวงศ์อันยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์  ยทุ  (กฺฤษฺณ)  ผู้เป็นศัตรูของ  กํส  เช่นนี้  ทำให้ข้าปราศจากพันธนาการแห่งบาปทั้งมวล  ข้าคิดว่าเท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับตัวข้า”
พิธีกรรมต่าง  ๆ  ของพระ  เวท  บังคับใช้สำหรับนวกะ  เช่น  การทำความเข้าใจกับบทมนต์ทั้งหมดวันละสามครั้ง  การอาบน้ำในตอนเช้า  การแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษ  ฯลฯ  หากเราอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์และปฏิบัติตนรับใช้องค์  ภควานฺ  ด้วยความรักทิพย์  เราจะไม่สนใจใยดีต่อกฎเกณฑ์เหล่านี้  เพราะว่าเราได้บรรลุถึงความสมบูรณ์แล้ว  หากสามารถบรรลุถึงระดับความเข้าใจด้วยการรับใช้องค์ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เราไม่จำเป็นต้องปฏิบัติการบำเพ็ญเพียรและการบูชาต่าง  ๆ  ที่แนะนำไว้ในพระคัมภีร์อีกต่อไป  ในทำนองเดียวกัน  หากว่าเราไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายของพระ  เวท  ว่าให้เข้าถึง  กฺฤษฺณ  และมัวแต่ปฏิบัติตามพิธีกรรมต่าง  ๆ  ฯลฯ  เราจะสูญเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์กับการกระทำเช่นนี้  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกข้ามพ้นขีดจำกัดของ  ศพฺท-พฺรหฺม  หรือขอบเขตแห่งพระ  เวท  และ  อุปนิษทฺ  
श्रुतिविप्रतिपन्ना ते यदा स्थास्यति निश्चला ।
समाधावचला बुद्धिस्तदा योगमवाप्स्यसि ॥ २.५३ ॥
โศลก 53
śruti-vipratipannā te  yadā sthāsyati niścalā
samādhāv acalā buddhis  tadā yogam avāpsyasi
ศฺรุติ-วิปฺรติปนฺนา เต  ยทา สฺถาสฺยติ นิศฺจลา
สมาธาวฺ อจลา พุทฺธิสฺ  ตทา โยคมฺ อวาปฺสฺยสิ
ศฺรุติ — ประทีปแห่งพระ เวท, วิปฺรติปนฺนา — โดยไม่ถูกอิทธิพลแห่งผลทางวัตถุ, เต — ของ เธอ, ยทา — เมื่อ, สฺถาสฺยติ — คงอยู่, นิศฺจลา — ไม่เคลื่อนที่, สมาเธา — ในจิตสำนึกทิพย์ หรือ กฺฤษฺณ จิตสำนึก, อจลา — ความแน่วแน่, พุทฺธิห์ — ปัญญา, ตทา — ในเวลานั้น, โยคมฺ — ความรู้แจ้งตนเอง, อวาปฺสฺยสิ — เธอจะบรรลุผล
คำแปล
เมื่อจิตใจของเธอไม่ถูกรบกวนจากสำนวนโวหารของคัมภีร์พระ  เวท  และเมื่อจิตของเธอตั้งมั่นอยู่ในสมาธิเพื่อความรู้แจ้งแห่งตน  เมื่อนั้นเธอได้บรรลุถึงจิตสำนึกทิพย์แล้ว
คำอธิบาย
เมื่อกล่าวว่าบุคคลนี้อยู่ในสมาธิ  หรือ  สมาธิ  หมายความว่าผู้นั้นมี  กฺฤษฺณจิตสำนึกอย่างบริบูรณ์  ผู้อยู่ใน  สมาธิ  ที่สมบูรณ์รู้แจ้งถึง  พฺรหฺมนฺ  ปรมาตฺมา  และ  ภควานฺ  ความสมบูรณ์สูงสุดแห่งการรู้แจ้งแห่งตนคือการเข้าใจอย่างถูกต้องว่าตนเองเป็นผู้รับใช้นิรันดรของ  กฺฤษฺณ  ภารกิจเดียวของตนคือการปฏิบัติหน้าที่ใน  กฺฤษฺณจิตสำนึก  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกหรือสาวกผู้มีความมั่นคงต่อองค์  ภควานฺ  จะไม่ถูกรบกวนจากสำนวนโวหารของคัมภีร์พระ  เวท  หรือไปปฏิบัติกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุให้เจริญขึ้นไปสู่สวรรค์  ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเ  ราม  ีความสัมพันธ์กับ  กฺฤษฺณ  โดยตรง  และคำแนะนำทั้งหมดของ  กฺฤษฺณ  เราอาจเข้าใจได้จากระดับทิพย์นี้  ด้วยการกระทำเช่นนี้เรามั่นใจได้ว่าจะบรรลุผลและได้รับความรู้ที่แท้จริงอย่างแน่นอน  เราเพียงแต่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของ  กฺฤษฺณ  หรือพระอาจารย์ทิพย์ซึ่งเป็นผู้แทนของพระองค์
अर्जुन उवाच ।
स्थितप्रज्ञस्य का भाषा समाधिस्थस्य केशव
स्थितधीः किं प्रभाषेत किमासीत व्रजेत किम् ॥ २.५४ ॥
โศลก 54
arjuna uvāca
sthita-prajñasya kā bhāṣā  samādhi-sthasya keśava
sthita-dhīḥ kiṁ prabhāṣeta  kim āsīta vrajeta kim
อรฺชุน อุวาจ
สฺถิต-ปฺรชฺญสฺย กา ภาษา  สมาธิ-สฺถสฺย เกศว
สฺถิต-ธีห์ กึ ปฺรภาเษต  กิมฺ อาสีต วฺรเชต กิมฺ
อรฺชุนห์ อุวาจอรฺชุน ตรัส, สฺถิต-ปฺรชฺญสฺย — ของผู้ที่สถิตใน กฺฤษฺณ จิตสำนึก อย่างมั่นคง, กา — อะไร, ภาษา — ภาษา, สมาธิ-สฺถสฺย — ของผู้ที่สถิตในสมาธิ, เกศว — โอ้ กฺฤษฺณ, สฺถิต-ธีห์ — ผู้ที่ตั้งมั่นใน กฺฤษฺณ จิตสำนึก, กิมฺ — อะไร, ปฺรภาเษต — พูด, กิมฺ — อย่างไร, อาสีต — คงอยู่เหมือนเดิม, วฺรเชต — เดิน, กิมฺ — อย่างไร
คำแปล
  อรฺชุน  ตรัสว่า  โอ้  กฺฤษฺณ  บุคคลที่จิตสำนึกซึมซาบอยู่กับองค์ภควาน  มีลักษณะอาการเช่นไร?  เขาพูดอย่างไรและใช้ภาษาอะไร?  เขานั่งและเดินอย่างไร?
คำอธิบาย
ดังที่ทุกคนมีลักษณะอาการเฉพาะตนในสถานการณ์เฉพาะของตน  เช่นเดียวกัน  ผู้ที่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกก็มีธรรมชาติเฉพาะตน  เช่น  การพูด  การเดิน  การคิดและความรู้สึก  ฯลฯ  คนรวยจะมีลักษณะอาการที่ส่อให้เห็นว่าเขาเป็นคนรวย  คนเป็นโรคมีอาการที่แสดงให้รู้ว่าเขาเป็นโรค  คนได้รับการศึกษาสูงก็มีลักษณะอาการของตนดังนั้น  ผู้มีจิตสำนึกทิพย์แห่ง  กฺฤษฺณ  ก็มีลักษณะอาการเฉพาะตัวในการกระทำสิ่งต่าง  ๆเราสามารถทราบลักษณะอาการเฉพาะตัวนี้ได้จาก  ภควัท-คีตา  สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกพูดอย่างไร  เพราะการพูดเป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุดของมนุษย์  ได้กล่าวไว้ว่า  คนโง่จะไม่มีใครรู้ถ้าหากเขาไม่พูด  และคนโง่ที่แต่งตัวดีจะไม่มีใครรู้นอกจากเขาพูด  ทันทีที่พูดออกมาเขาจะเปิดเผยตนเองออกมา  ลักษณะอาการที่เห็นได้ชัดเจนของผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกคือเขาจะพูดถึงแต่  กฺฤษฺณ  และเรื่องราวที่เกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  เท่านั้นลักษณะอาการอื่น  ๆ  จะตามมาโดยปริยาย  ดังจะกล่าวต่อไป
श्रीभगवानुवाच ।
प्रजहाति यदा कामान्सर्वान्पार्थ मनोगतान्
आत्मन्येवात्मना तुष्टः स्थितप्रज्ञस्तदोच्यते ॥ २.५५ ॥
โศลก 55
śrī-bhagavān uvāca
prajahāti yadā kāmān  sarvān pārtha mano-gatān
ātmany evātmanā tuṣṭaḥ  sthita-prajñas tadocyate
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
ปฺรชหาติ ยทา กามานฺ  สรฺวานฺ ปารฺถ มโน-คตานฺ
อาตฺมนฺยฺ เอวาตฺมนา ตุษฺฏห์  สฺถิต-ปฺรชฺญสฺ ตโทจฺยเต
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, ปฺรชหาติ — ยกเลิก, ยทา — เมื่อ, กามานฺ — ปรารถนาเพื่อสนองประสาทสัมผัส,สรฺวานฺ — ของสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมด, ปารฺถ — โอ้ โอรสของพระนาง ปฺฤถา, มนห์-คตานฺ — การคาดคะเนทางจิตใจ,อาตฺมนิ — ในระดับที่บริสุทธิ์ของดวงวิญญาณ, เอว — แน่นอน,อาตฺมนา — ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์, ตุษฺฏห์ — พึงพอใจ, สฺถิต-ปฺรชฺญห์ — สถิตอยู่เหนือโลก, ตทา — ในเวลานั้น, อุจฺยเต — ถูกกล่าวไว้
คำแปล
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  โอ้  ปารฺถ  เมื่อบุคคลยกเลิกความปรารถนานานับปการเพื่อสนองประสาทสัมผัส  ซึ่งเกิดขึ้นจากการคาดคะเนของจิต  และเมื่อจิตบริสุทธิ์ขึ้น  เขาจะพบแต่ความพึงพอใจในตนเองเท่านั้น  กล่าวไว้ว่าบุคคลผู้นี้มีจิตสำนึกทิพย์ที่บริสุทธิ์
คำอธิบาย
ภาควต  ยืนยันว่าบุคคลใดที่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  หรืออุทิศตนรับใช้องค์  ภควานฺ  จะมีคุณสมบัติที่ดีทั้งหมดของนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่  ในขณะที่ผู้ที่มิได้สถิตในระดับทิพย์นี้จะไม่มีคุณสมบัติที่ดีเลย  เพราะว่าเขาจะพึ่งแต่การคาดคะเนทางจิตใจของตนเองอย่างแน่นอน  ดังนั้นจึงกล่าวได้อย่างถูกต้อง  ณ  ที่นี้ว่าเราต้องยกเลิกความต้องการทางประสาทสัมผัสทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นจากการคาดคะเนของจิตใจความต้องการทางประสาทสัมผัสนี้ไม่สามารถหยุดอย่างผิดธรรมชาติได้  แต่ทันทีที่เราเริ่มปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ความต้องการทางประสาทสัมผัสจะบรรเทาลงโดยปริยายโดยไม่ต้องพยายามเป็นพิเศษ  ฉะนั้น  เราต้องปฏิบัติตนใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยไม่ลังเล  เพราะการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้  จะช่วยนำเ  ราม  าสู่ระดับจิตสำนึกทิพย์ทันทีจิตวิญญาณที่พัฒนาสูงแล้วจะมีความพึงพอใจในตนเองเสมอ  ด้วยสำนึกที่ว่าตนเองเป็นผู้รับใช้ขององค์  ภควานฺ  บุคคลผู้สถิตในระดับทิพย์เช่นนี้จะไม่มีความต้องการทางประสาทสัมผัสอันเนื่องมาจากลัทธิวัตถุนิยมที่ไม่สำคัญ  แต่เขาจะมีความสุขอยู่เสมอในสภาวะธรรมชาติแห่งการรับใช้องค์  ภควานฺ  นิรันดร
दुःखेष्वनुद्विग्नमनाः सुखेषु विगतस्पृहः ।
वीतरागभयक्रोधः स्थितधीर्मुनिरुच्यते ॥ २.५६ ॥
โศลก 56
duḥkheṣv anudvigna-manāḥ  sukheṣu vigata-spṛhaḥ
vīta-rāga-bhaya-krodhaḥ  sthita-dhīr munir ucyate
ทุห์เขษฺวฺ อนุทฺวิคฺน-มนาห์  สุเขษุ วิคต-สฺปฺฤหห์
วีต-ราค-ภย-โกฺรธห์  สฺถิต-ธีรฺ มุนิรฺ อุจฺยเต
ทุห์เขษุ — ในความทุกข์สามคำรบ, อนุทฺวิคฺน-มนาห์ — ไม่มีความวุ่นวายภายในใจ, สุเขษุ — ในความสุข, วิคต-สฺปฺฤหห์ — ไม่มีความสนใจ, วีต — เป็นอิสระจาก, ราค — ความยึด ติด, ภย — ความกลัว, โกฺรธห์ — และความโกรธ, สฺถิต-ธีห์ — ผู้ที่มีจิตใจมั่นคง, มุนิห์ — นักปราชญ์, อุจฺยเต — เรียกว่า
คำแปล
ผู้ที่จิตใจไม่ถูกรบกวนแม้ท่ามกลางความทุกข์สามคำรบ  หรือมีความปีติเมื่อได้รับความสุข  และเป็นอิสระจากความยึดติด  ความกลัว  และความโกรธ  ได้ชื่อว่าเป็นนักปราชญ์ผู้มีจิตใจมั่นคง
คำอธิบาย
คำว่า  มุนิ  หมายถึงผู้ที่สามารถรบกวนจิตใจตนเองด้วยวิธีต่าง  ๆ  จากการคาดคะเนทางจิตโดยไม่มีข้อสรุปอย่างแท้จริง  กล่าวไว้ว่า  มุนิ  ทุกรูปมีมุมมองที่แตกต่างกันหากไม่มีมุมมองที่ต่างจาก  มุนิ  อื่นจะเรียกว่าเป็น  มุนิ  ไม่ได้  ตามคำนิยาม  นาสาวฺ  ฤษิรฺ  ยสฺย  มตํ  น  ภินฺนมฺ  (มหาภารต,  วน-ปรฺว  313.117)  แต่  สฺถิต-ธีรฺ  มุนิ  ที่องค์  ภควานฺ  ตรัส  ณ  ที่นี้  แตกต่างจาก  มุนิ  ทั่วไป  สฺถิต-ธีรฺ  มุนิ  อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเสมอเพราะได้เสร็จสิ้นจากภารกิจการคาดคะเนสร้างสรรค์ทั้งปวง  ท่านได้ชื่อว่า  ปฺรศานฺต-นิห์เศษ-มโน-รถานฺตร  (โสฺตตฺร-รตฺน  43)  หรือผู้ที่ข้ามพ้นระดับแห่งการคาดคะเนทางจิตใจ  และได้ผลสรุปว่า  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  หรือ  วาสุเทว  คือทุกสิ่งทุกอย่าง(วาสุเทวห์  สรฺวมฺ  อิติ  ส  มหาตฺมา  สุ-ทุรฺลภห์)  ท่านได้ชื่อว่า  มุนิ  ผู้มีจิตใจมั่นคงผู้ที่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์เช่นนี้จะไม่ถูกรบกวนจากการรุกรานของความทุกข์สามคำรบ  เพราะท่านน้อมรับความทุกข์ทั้งหมดว่าเป็นพระเมตตาขององค์  ภควานฺ  และคิดว่าตนเองควรได้รับทุกข์ทรมานมากกว่านี้อันเนื่องมาจากกรรมเก่า  และยังเห็นอีกว่าด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควานฺ  ที่ทำให้ความทุกข์ได้รับการลดโทษจนถึงขีดต่ำสุดลักษณะเดียวกัน  เมื่อได้รับความสุขท่านจะส่งมอบให้แด่องค์  ภควานฺ  และคิดว่าตนเองไม่ควรค่ากับความสุขนี้  สำนึกว่าด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควานฺ  เท่านั้นท่านจึงได้มาอยู่ในสภาวะที่สะดวกสบายเช่นนี้  และทำให้สามารถปฏิบัติรับใช้พระองค์ได้ดียิ่งขึ้น  สำหรับการรับใช้องค์  ภควานฺ  ท่านจะมีความกล้าหาญและตื่นตัวเสมอ  โดยไม่มีอิทธิพลของการยึดติดหรือการไม่ยึดติดใด  ๆ  มาครอบงำ  การยึดติดหมายถึงยอมรับเอาบางสิ่งเพื่อสนองประสาทสัมผัสและการไม่ยึดติดคือปราศจากการยึดติดกับการสนองประสาทสัมผัสเช่นนี้  แต่ผู้ที่ตั้งมั่นใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะไม่มีทั้งการยึดติดและการไม่ยึดติดเพราะท่านได้อุทิศชีวิตเพื่อการรับใช้องค์  ภควานฺ  เท่านั้น  ดังนั้น  จึงไม่มีความโกรธเลยแม้ว่าความพยายามจะไม่ประสบผลสำเร็จ  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะมีความมั่นใจอยู่เสมอไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว
यः सर्वत्रानभिस्नेहस्तत्तत्प्राप्य शुभाशुभम् ।
नाभिनन्दति न द्वेष्टि तस्य प्रज्ञा प्रतिष्ठिता ॥ २.५७ ॥
โศลก 57
yaḥ sarvatrānabhisnehas  tat tat prāpya śubhāśubham
nābhinandati na dveṣṭi  tasya prajñā pratiṣṭhitā
ยห์ สรฺวตฺรานภิเสฺนหสฺ  ตตฺ ตตฺ ปฺราปฺย ศุภาศุภมฺ
นาภินนฺทติ น เทฺวษฺฏิ  ตสฺย ปฺรชฺญา ปฺรติษฺฐิตา
ยห์ — ผู้ซึ่ง, สรฺวตฺร — ทุกหนทุกแห่ง, อนภิเสฺนหห์ — ไม่มีความรัก, ตตฺ — นั้น, ตตฺ — นั้น, ปฺราปฺย — ได้รับ, ศุภ — ดี, อศุภมฺ — ชั่ว, — ไม่เคย, อภินนฺทติ — สรรเสริญ, — ไม่เคย, เทฺวษฺฏิ — อิจฉา, ตสฺย — ของเขา, ปฺรชฺญา — ความรู้ที่สมบูรณ์, ปฺรติษฺฐิตา — มั่นคง
คำแปล
ในโลกวัตถุนี้  ผู้ที่ไม่เสน่หาต่อสิ่งดีหรือชั่วที่ตนเองอาจได้รับ  ทั้งไม่ยกย่องหรือเหยียดหยาม  ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความแน่วแน่มั่นคงในความรู้อันสมบูรณ์
คำอธิบาย
จะมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในโลกวัตถุอยู่เสมอซึ่งอาจจะดีหรือเลว  ผู้ที่ไม่ถูกรบกวนจากการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุเช่นนี้  ผู้ที่ไม่เสน่หากับความดีหรือความชั่วเข้าใจได้ว่าเป็นผู้มีความมั่นคงใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ตราบใดที่เรายังอยู่ในโลกวัตถุจะมีทั้งดีและชั่วอยู่เสมอเพราะว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยสภาวะคู่  แต่ผู้ที่มั่นคงใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะไม่เสน่หากับความดีหรือความชั่ว  เพราะเขาสนใจแต่  กฺฤษฺณ  ผู้ทรงไว้ซึ่งความดีทั้งหมดอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์เท่านั้น  จิตสำนึกใน  กฺฤษฺณ  เช่นนี้จะสถิตตนเองให้อยู่ในสภาวะทิพย์โดยสมบูรณ์  เรียกตามศัพท์เทคนิคว่า  สมาธิ  
यदा संहरते चायं कूर्मोऽङ्गानीव सर्वशः ।
इन्द्रियाणीन्द्रियार्थेभ्यस्तस्य प्रज्ञा प्रतिष्ठिता ॥ २.५८ ॥
โศลก 58
yadā saṁharate cāyaṁ  kūrmo ’ṅgānīva sarvaśaḥ
indriyāṇīndriyārthebhyas  tasya prajñā pratiṣṭhitā
ยทา สํหรเต จายํ  กูรฺโม ’งฺคานีว สรฺวศห์
อินฺทฺริยาณีนฺทฺริยารฺเถภฺยสฺ  ตสฺย ปฺรชฺญา ปฺรติษฺฐิตา
ยทา — เมื่อ, สํหรเต — ม้วนกลับ, — เช่นกัน, อยมฺ — เขา,กูรฺมห์ — เต่า, องฺคานิ — แขน ขา, อิว — เหมือน, สรฺวศห์ — ทั้งหมด, อินฺทฺริยาณิ — ประสาทสัมผัสต่างๆ, อินฺทฺริย-อรฺเถภฺยห์ — จากอายตะภายนอก, ตสฺย — ของเขา, ปฺรชฺญา — จิตสำนึก, ปฺรติษฺฐิตา — มั่นคง
คำแปล
ผู้ที่สามารถดึงประสาทสัมผัสของตนเองให้กลับมาจากอายตนะภายนอก  ดังเช่นเต่าที่หดแขนขาเข้าไว้ในกระดอง  เป็นผู้ที่มีความแน่วแน่มั่นคงในจิตสำนึกที่สมบูรณ์
คำอธิบาย
การทดสอบ  โยค  สาวก  หรือดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งแห่งตน  คือเขาสามารถควบคุมประสาทสัมผัสตามแผนของตนเองได้  อย่างไรก็ดี  คนส่วนใหญ่เป็นทาสของประสาทสัมผัสจึงให้ประสาทสัมผัสเป็นผู้นำทาง  นี่คือคำตอบต่อคำถามที่ว่า  โยค  สถิตอย่างไร  ประสาทสัมผัสเปรียบเสมือนงูพิษที่ต้องการทำอะไรตามอำเภอใจอย่างไร้กฎเกณฑ์  โยค  หรือสาวกจะต้องเข็มแข็งมากในการควบคุมงู  เหมือนกับหมองูผู้ไม่ยอมปล่อยให้งูเลื้อยไปอย่างอิสระ  มีกฎเกณฑ์มากมายในพระคัมภีร์ที่เปิดเผย  บ้างเป็นข้อห้าม  บ้างเป็นข้อปฏิบัติ  นอกจากว่าเราสามารถทำตามข้อห้ามและข้อปฏิบัติ  และควบคุมตนเองจากความสุขทางประสาทสัมผัส  มิฉะนั้น  เป็นไปไม่ได้ที่จะมีความแน่วแน่มั่นคงใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ตัวอย่างที่ดีที่สุด  ณ  ที่นี้คือเต่า  ไม่ว่าในขณะใดเต่าสามารถหดประสาทสัมผัสของตนเองให้เข้ามาอยู่ภายในกระดอง  และยืดออกมาใหม่เมื่อต้องการใช้งาน  ทำนองเดียวกัน  ประสาทสัมผัสของบุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกใช้เฉพาะในจุดมุ่งหมายเพื่อรับใช้องค์  ภควานฺ  เท่านั้น  มิฉะนั้น  จะดึงกลับมา  อรฺชุน  ทรงได้รับคำสั่งสอนณ  ที่นี้  ให้ใช้ประสาทสัมผัสของพระองค์เพื่อรับใช้องค์  ภควานฺ  แทนที่จะใช้เพื่อความพึงพอใจของตนเอง  การรักษาประสาทสัมผัสไว้เพื่อรับใช้องค์  ภควานฺ  อยู่เสมอ  คือตัวอย่างเปรียบเทียบกับเต่าที่สามารถรักษาประสาทสัมผัสของตนเองไว้ให้อยู่ภายในได้
विषया विनिवर्तन्ते निराहारस्य देहिनः ।
रसवर्जं रसोऽप्यस्य परं दृष्ट्वा निवर्तते ॥ २.५९ ॥
โศลก 59
viṣayā vinivartante  nirāhārasya dehinaḥ
rasa-varjaṁ raso ’py asya   paraṁ dṛṣṭvā nivartate
วิษยา วินิวรฺตนฺเต  นิราหารสฺย เทหินห์
รส-วรฺชํ รโส ’ปฺยฺ อสฺย   ปรํ ทฺฤษฺฏฺวา นิวรฺตเต
วิษยาห์ — อาตนะภายนอกเพื่อความสุขทางประสาทสัมผัส, วินิวรฺตนฺเต — ฝึกฝนเพื่อให้ ละเว้นจาก, นิราหารสฺย — ด้วยข้อห้ามเชิงลบ, เทหินห์ — สำหรับร่างกาย,รส-วรฺชมฺ — ยกเลิกรส,รสห์ — ความสุขทางประสาทสัมผัส, อปิ — ถึงแม้ว่าจะมี, อสฺย — ของเขา, ปรมฺ — สิ่งที่สูงส่งกว่ามาก, ทฺฤษฺฏฺวา — โดยประสบการณ์, นิวรฺตเต — เขาหยุดจาก
คำแปล
ดวงวิญญาณในร่างอาจถูกควบคุมจากความสุขทางประสาทสัมผัส  แม้รสของอายตนะภายนอกยังคงอยู่  แต่หยุดการกระทำเช่นนี้ได้ด้วยการมาสัมผัสกับรสที่สูงกว่า  จะทำให้เขามีความมั่นคงในจิตสำนึก
คำอธิบาย
นอกจากเราสถิตในระดับทิพย์  มิฉะนั้น  เป็นไปไม่ได้ที่จะหยุดแสวงหาความสุขทางประสาทสัมผัส  วิธีการควบคุมความสุขทางประสาทสัมผัสด้วยกฎเกณฑ์เหมือนกับการจำกัดอาหารบางชนิดสำหรับผู้ป่วย  อย่างไรก็ดี  คนป่วยไม่ชอบทั้งการควบคุมและการสูญเสียรสอาหาร  ในทำนองเดียวกันการจำกัดประสาทสัมผัสด้วยวิธีปฏิบัติธรรมเช่น  อษฺฏางฺค-โยค  ในเรื่องของ  ยม,  นิยม,  อาสน,  ปฺราณายาม,  ปฺรตฺยาหาร,  ธารณา,  ธฺยาน,  ฯลฯ  แนะนำไว้สำหรับผู้ด้อยปัญญาที่ไม่รู้อะไรดีไปกว่านี้  แต่สำหรับผู้ที่ได้รับรสแห่งความสง่างามของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ในขณะที่เจริญก้าวหน้าใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  จะไม่มีรสสำหรับสิ่งของวัตถุที่ตายซากอีกต่อไป  ฉะนั้น  ข้อจำกัดมีไว้สำหรับนวกะผู้ด้อยปัญญาเพื่อให้ชีวิตก้าวหน้าในวิถีทิพย์  แต่การจำกัดเช่นนี้จะเป็นผลดีจนกระทั่งเราได้รับรสอันแท้จริงใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เมื่อมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างแท้จริง  เราจะสูญเสียรสชาติในสิ่งที่ตายซากไปโดยปริยาย
यततो ह्यपि कौन्तेय पुरुषस्य विपश्चितः ।
इन्द्रियाणि प्रमाथीनि हरन्ति प्रसभं मनः ॥ २.६० ॥
โศลก 60
yatato hy api kaunteya  puruṣasya vipaścitaḥ
indriyāṇi pramāthīni  haranti prasabhaṁ manaḥ
ยตโต หฺยฺ อปิ เกานฺเตย  ปุรุษสฺย วิปศฺจิตห์
อินฺทฺริยาณิ ปฺรมาถีนิ  หรนฺติ ปฺรสภํ มนห์
ยตตห์ — ขณะที่พยายาม, หิ — แน่นอน, อปิ — ถึงแม้ว่า, เกานฺเตย — โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี, ปุรุษสฺย — ของมนุษย์, วิปศฺจิตห์ — เต็มไปด้วยความรู้ที่แยกแยะ, อินฺทฺริยาณิ — ประสาทสัมผัส, ปฺรมาถีนิ — เร่าร้อน, หรนฺติ — โยน, ปฺรสภมฺ — โดยการบังคับ, มนห์ — จิตใจ
คำแปล
โอ้  อรฺชุน  ประสาทสัมผัสนั้นรุนแรงและรวดเร็วมาก  จนสามารถบังคับนำพาจิตใจให้เตลิดเปิดเปิงไป  แม้จิตใจของผู้มีดุลยพินิจที่พยามยามควบคุมมัน
คำอธิบาย
มีนักบุญผู้คงแก่เรียน  นักปราชญ์  และนักทิพย์นิยมมากมายที่พยายามเอาชนะประสาทสัมผัส  แต่ถึงจะพยายามอย่างไร  แม้ผู้เก่งกาจที่สุดบางครั้งยังพ่ายแพ้ตกลงมาเสพสุขทางประสาทสัมผัสวัตถุอันเนื่องมาจากจิตใจที่หวั่นไหว  แม้แต่  วิศฺวามิตฺร  ผู้เป็นทั้งนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่และ  โยค  ที่สมบูรณ์ได้ถูกนาง  เมนะคา  ยั่วยวนให้ไปเสพสุขทางเพศ  ถึงแม้ว่า  โยค  พยายามจะควบคุมประสาทสัมผัสด้วยการบำเพ็ญเพียรอย่างหนักและฝึก  โยค  ด้วยวิธีการต่าง  ๆ  แน่นอนว่ามีตัวอย่างคล้ายคลึงกันนี้อีกมากในประวัติศาสตร์โลก  ฉะนั้น  จึงเป็นการยากมากที่จะควบคุมจิตใจและประสาทสัมผัสโดยไม่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  หากไม่ใช้จิตใจทำสมาธิอยู่ที่  กฺฤษฺณ  เราจะไม่สามารถหยุดกิจกรรมทางวัตถุได้  ศฺรี  ยามุนาจารฺย  นักบุญและสาวกผู้ยิ่งใหญ่ได้ให้ตัวอย่างเชิงปฏิบัติดังนี้
ยทฺ-อวธิ มม เจตห์ กฺฤษฺณ-ปาทารวินฺเท
นว-นว-รส-ธามนฺยฺ อุทฺยตํ รนฺตุมฺ อาสีตฺ
ตทฺ-อวธิ พต นารี-สงฺคเม สฺมรฺยมาเน
ภวติ มุข-วิการห์ สุษฺฐุ นิษฺฐีวนํ จ
“ตั้งแต่นำจิตใจมาปฏิบัติรับใช้พระบาทรูปดอกบัวขององค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  อาตมาได้รับความสุขในอารมณ์ทิพย์ที่สดใหม่อยู่เสมอ  เมื่อใดที่เริ่มคิดถึงเรื่องเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงอาตมาจะเมินหน้าหนีทันที  และถ่มน้ำลายให้กับความคิดเช่นนี้”
กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมีความสวยงามแบบทิพย์จนทำให้ความสุขทางวัตถุหมดรสชาติไปโดยปริยาย  เหมือนกับคนที่หิวโหยเมื่อได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารในปริมาณที่เพียงพอจะรู้สึกพึงพอใจ  มหาราช  อมฺพรีษ  ทรงได้รับชัยชนะจาก  โยค  ผู้ยิ่งใหญ่  ดุรวาสา  มุนิ  เพียงเพราะว่าจิตใจของพระองค์ทรงปฏิบัติอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  (ส  ไว  มนห์  กฺฤษฺณ-ปทารวินฺทโยรฺ  วจำสิ  ไวกุณฺฐ-คุณานุวรฺณเน)
तानि सर्वाणि संयम्य युक्त आसीत मत्परः ।
वशे हि यस्येन्द्रियाणि तस्य प्रज्ञा प्रतिष्ठिता ॥ २.६१ ॥
โศลก 61
tāni sarvāṇi saṁyamya  yukta āsīta mat-paraḥ
vaśe hi yasyendriyāṇi  tasya prajñā pratiṣṭhitā
ตานิ สรฺวาณิ สํยมฺย  ยุกฺต อาสีต มตฺ-ปรห์
วเศ หิ ยเสฺยนฺทฺริยาณิ  ตสฺย ปฺรชฺญา ปฺรติษฺฐิตา
ตานิ — ประสาทสัมผัสเหล่านี้, สรฺวาณิ — ทั้งหมด, สํยมฺย — อยู่ภายใต้การควบคุม, ยุกฺตห์ — ใช้, อาสีต — ควรสถิต, มตฺ-ปรห์ — ในความสัมพันธ์กับข้า(กฺฤษฺณ), วเศ — ในการ ปรามอย่างสมบูรณ์, หิ — แน่นอน, ยสฺย — ผู้ซึ่ง, อินฺทฺริยาณิ — ประสาทสัมผัส, ตสฺย — ของ เขา, ปฺรชฺญา — จิตสำนึก, ปฺรติษฺฐิตา — ตั้งมั่น
คำแปล
บุคคลผู้สามารถปรามประสาทสัมผัสของตนเอง  รักษาให้อยู่ภายใต้การควบคุมได้อย่างสมบูรณ์  และตั้งมั่นจิตสำนึกอยู่ที่ข้า  ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีปัญญามั่นคง
คำอธิบาย
แนวคิดสูงสุดแห่งความสมบูรณ์ของ  โยค  คือ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกซึ่งได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนในโศลกนี้  นอกจากเราจะมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกแล้ว  เป็นไปไม่ได้เลยที่จะควบคุมประสาทสัมผัสไว้ได้  ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า  ดุรวาสา  มุนิ  ผู้ยิ่งใหญ่  มีเรื่องบาดหมางกับ  มหาราช  อมฺพรีษ,  ดุรวาสา  มุนิ  เกิดโมโหโดยที่ควรหลีกเลียงได้เพราะทะนงตนจึงไม่สามารถควบคุมประสาทสัมผัสของตนเองได้  อีกด้านหนึ่ง  กฺษตฺริยแม้จะไม่ใช่  โยค  หรือเป็นผู้มีฤทธิ์เช่น  มุนิ  แต่ทรงเป็นสาวกขององค์  ภควานฺ  ทรงอดทนและนิ่งเฉยต่อความไม่ยุติธรรมของ  มุนิ  จนได้รับชัยชนะ  เป็นเพราะ  กฺษตฺริย  ทรงสามารถควบคุมประสาทสัมผัสของพระองค์ไว้ได้  ได้กล่าวถึงคุณสมบัติที่ดีใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (9.4.18-20)  ดังต่อไปนี้
ส ไว มนห์ กฺฤษฺณ-ปทารวินฺทโยรฺ  วจำสิ ไวกุณฺฐ-คุณานุวรฺณเน
กเรา หเรรฺ มนฺทิร-มารฺชนาทิษุ  ศฺรุตึ จการาจฺยุต-สตฺ-กโถทเย
มุกุนฺท-ลิงฺคาลย-ทรฺศเน ทฺฤเศา  ตทฺ-ภฺฤตฺย-คาตฺร-สฺปรฺเศ ’งฺค-สงฺคมมฺ
ฆฺราณํ จ ตตฺ-ปาท-สโรช-เสารเภ  ศฺรีมตฺ-ตุลสฺยา รสนำ ตทฺ-อรฺปิเต
ปาเทา หเรห์ เกฺษตฺร-ปทานุสรฺปเณ  ศิโร หฺฤษีเกศ-ปทาภิวนฺทเน
กามํ จ ทาเสฺย น ตุ กาม-กามฺยยา  ยโถตฺตม-โศฺลก-ชนาศฺรยา รติห์
“  กฺษตฺริย  อมฺพรีษ  ทรงตั้งมั่นจิตใจของพระองค์อยู่ที่พระบาทรูปดอกบัวขององค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงใช้พระราชดำรัสอธิบายถึงอาณาจักรขององค์  ภควานฺ  ทรงใช้พระหัตถ์ทำความสะอาดวัดขององค์  ภควานฺ  ใช้พระกรรณสดับฟังลีลาขององค์  ภควานฺ  ใช้พระเนตรดูรูปลักษณ์ขององค์  ภควานฺ  ใช้พระวรกายสัมผัสร่างของสาวก  ใช้พระนาสิกดมกลิ่นดอกไม้ที่ถวายให้พระบาทรูปดอกบัวขององค์  ภควานฺ  ใช้พระชิวหาลิ้มรสใบ  ตุลสี  ที่ถวายให้องค์  ภควานฺ  ใช้พระบาทเดินทางไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีวัดขององค์  ภควานฺ  อยู่  ใช้พระเศียรถวายความเคารพแด่องค์  ภควานฺ  และทรงใช้พระราชประสงค์เพื่อให้พระราชประสงค์ขององค์  ภควานฺ  สมปรารถนา  ฯลฯ  คุณสมบัติทั้งหมดนี้ทรงทำให้  กฺษตฺริย  อมฺพรีษ  เหมาะสมที่จะเป็นสาวก  มตฺ-ปร  ขององค์  ภควานฺ  ”
คำว่า  มตฺ-ปร  มีความสำคัญมาก  ณ  ที่นี้  เราจะมาเป็น  มตฺ-ปร  ได้อย่างไรได้อธิบายไว้ในชีวิตของ  มหาราช  อมฺพรีษ,  ศฺรีล  วิทฺยาภูษณ  วิทยาบูชะณะนักวิชาการและอาชรยะผู้ยิ่งใหญ่ในสายของ  มตฺ-ปร  กล่าวว่า  มทฺ-ภกฺติ-ปฺรภาเวน  สเรฺวนฺทฺริย-วิชย-ปูรฺวิกา  สฺวาตฺม-ทฺฤษฺฏิห์  สุ-ลเภติ  ภาวห์  “ประสาทสัมผัสสามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ด้วยพลังแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้กฺฤษฺณ  เท่านั้น”  บางครั้งได้ให้ไฟไว้เป็นตัวอย่างเช่นกันว่า  “เสมือนดั่งเปลวไฟเผาไหม้ทุกสิ่งทุกอย่างภายในห้อง  พระ  วิษฺณุ  ผู้ทรงสถิตในหัวใจของ  โยค  ทรงเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งหมด”  โยค-สูตฺร  ได้อธิบายการทำสมาธิที่พระ  วิษฺณุ  เช่นกันว่ามิใช่เป็นการทำสมาธิอยู่กับสิ่งที่ว่างเปล่า  ผู้ที่สมมุติว่าเป็น  โยค  ทำสมาธิอยู่กับบางสิ่งที่ไม่ใช่พระ  วิษฺณุ  จะเสียเวลาของตนไปโดยเปล่าประโยชน์ในการค้นหาสิ่งที่เป็นภาพหลอน  เราต้องมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกด้วยการอุทิศตนให้แด่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  นี่คือจุดมุ่งหมายของ  โยค  ที่แท้จริง
ध्यायतो विषयान्पुंसः सङ्गस्तेषूपजायते ।
सङ्गात्संजायते कामः कामात्क्रोधोऽभिजायते ॥ २.६२ ॥
โศลก 62
dhyāyato viṣayān puṁsaḥ  saṅgas teṣūpajāyate
saṅgāt sañjāyate kāmaḥ  kāmāt krodho ’bhijāyate
ธฺยายโต วิษยานฺ ปุํสห์  สงฺคสฺ เตษูปชายเต
สงฺคาตฺ สญฺชายเต กามห์  กามาตฺ โกฺรโธ ’ภิชายเต
ธฺยายตห์ — ขณะที่จิตจดจ่อ, วิษยานฺ — อายตนะภายนอก, ปุํสห์ — ของบุคคล, สงฺคห์ — ความยึดติด, เตษุ — ในอายตนะภายนอก, อุปชายเต — พัฒนา, สงฺคาตฺ — จากการยึดติด, สญฺชายเต — พัฒนา, กามห์ — ความต้องการ, กามาตฺ — จากความต้องการ, โกฺรธห์ — ความโกรธ, อภิชายเต — ปรากฏออกมา
คำแปล
ขณะที่จิตจดจ่ออยู่ในรูป  รส  กลิ่น  เสียง  และสัมผัส  ผู้นั้นจะเกิดความยึดติดต่อสิ่งเหล่านี้  จากการยึดติดราคะเริ่มก่อตัว  และจากราคะความโกรธก็ตามมา
คำอธิบาย
ผู้ที่ไม่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะต้องตกอยู่ภายใต้ความต้องการทางวัตถุ  ขณะที่จิตจดจ่ออยู่ที่รูป  รส  กลิ่น  เสียง  และสัมผัส  ประสาทสัมผัสจำเป็นต้องปฏิบัติงาน  ถ้าหากว่าประสาทสัมผัสมิได้ปฏิบัติงานรับใช้องค์  ภควานฺ  ด้วยความรักทิพย์  ประสาทสัมผัสจะแสวงหางานรับใช้ลัทธิวัตถุนิยมอย่างแน่นอน  ในโลกวัตถุทุก  ๆ  คนรวมทั้งพระ  ศิว  และพระ  พฺรหฺมา  โดยไม่ต้องกล่าวถึงเทวดาองค์อื่น  ๆ  บนสวรรค์  ทุก  ๆ  ชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของรูป  รส  กลิ่น  เสียง  และสัมผัส  มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะออกจากปัญหาทางโลกวัตถุนี้คือการมาปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  พระ  ศิว  ทรงเข้าฌานอย่างลึกซึ้งแต่เมื่อพระนางปารฺวตี  มายั่วยวนพระองค์เพื่อความสุขทางประสาทสัมผัส  พระ  ศิว  ทรงคล้อยตามผลก็คือ  การฺติเกย  ได้กำเนิดออกมา  เมื่อ  หริทาส  ฐากุร  สาวกหนุ่มขององค์  ภควานฺ  ถูกยั่วยวนในลักษณะเดียวกันโดยอวตารของ  มายา-เทวี  แต่  หริทาส  สามารถผ่านการทดสอบไปได้อย่างง่ายดาย  เพราะว่าท่านได้อุทิศตนเสียสละแด่องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ด้วยความบริสุทธิ์ใจ  ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกของ  ศฺรี  ยามุนาจารฺย  สาวกขององค์  ภควานฺ  ผู้มีความจริงใจสามารถหลีกเลี่ยงความสุขทางประสาทสัมผัสทั้งหมดได้  เนื่องจากได้รับรสความสุขทิพย์ที่สูงกว่าในความสัมพันธิ์กับองค์  ภควานฺ  นี่คือเคล็ดลับแห่งความสำเร็จฉะนั้น  ผู้ที่ไม่อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่ว่าจะมีพลังอำนาจมากมายเพียงใดในการควบคุมประสาทสัมผัสด้วยการเก็บกดอย่างผิดธรรมชาติ  ในที่สุดจะต้องล้มเหลวอย่างแน่นอนเพราะแม้แต่เสี้ยวแห่งความคิดเพื่อความสุขทางประสาทสัมผัส  จะทำให้เขาหวั่นไหวไปกับการสนองความต้องการนั้น
क्रोधाद्भवति संमोहः संमोहात्स्मृतिविभ्रमः ।
स्मृतिभ्रंशाद्बुद्धिनाशो बुद्धिनाशात्प्रणश्यति ॥ २.६३ ॥
โศลก 63
krodhād bhavati sammohaḥ  sammohāt smṛti-vibhramaḥ
smṛti-bhraṁśād buddhi-nāśo  buddhi-nāśāt praṇaśyati
โกฺรธาทฺ ภวติ สมฺโมหห์  สมฺโมหาตฺ สฺมฺฤติ-วิภฺรมห์
สฺมฺฤติ-ภฺรํศาทฺ พุทฺธิ-นาโศ  พุทฺธิ-นาศาตฺ ปฺรณศฺยติ
โกฺรธาตฺ — จากความโกรธ, ภวติ — เกิดขึ้น, สมฺโมหห์ — ความหลงที่สมบูรณ์, สมฺโมหาตฺ — จากความหลง, สฺมฺฤติ — ของความจำ,วิภฺรมห์ — ความสับสน, สฺมฺฤติ-ภฺรํศาตฺ — หลัง จากความจำสับสน, พุทฺธิ-นาศห์ — สูญเสียปัญญา, พุทฺธิ-นาศาตฺ — และจากการสูญเสีย ปัญญา, ปฺรณศฺยติ — เขาตกต่ำลง
คำแปล
จากความโกรธความหลงงมงายเกิดขึ้น  จากความหลงงมงายทำให้ความจำเกิดสับสน  เมื่อความจำสับสนปัญญาก็สูญเสียไป  และเมื่อปัญญาได้สูญเสียไปแล้วเขาจะตกต่ำลงมาในสระวัตถุอีกครั้งหนึ่ง
คำอธิบาย
ศฺรีล  รูป  โคสฺวามี  ให้คำแนะนำเราดังนี้
ปฺราปญฺจิกตยา พุทฺธฺยา  หริ-สมฺพนฺธิ-วสฺตุนห์
มุมุกฺษุภิห์ ปริตฺยาโค  ไวราคฺยํ ผลฺคุ กถฺยเต
(ภกฺติ-รสามฺฤต-สินฺธุ ๑ฯ๒ฯ๒๕๘)
ด้วยการพัฒนา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเราทราบว่าทุกสิ่งทุกอย่างสามาถนำมาใช้สอยเพื่อประโยชน์ในการรับใช้องค์  ภควานฺ  ได้  ผู้ที่ไม่มีความรู้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของวัตถุอย่างผิดธรรมชาติ  ผลก็คือแม้จะต้องการเสรีภาพจากพันธนาการทางวัตถุเพียงใด  ก็จะไม่สามารถบรรลุถึงระดับความสมบูรณ์แห่งการเสียสละ  สิ่งที่เรียกว่าการเสียสละของพวกเขาเรียกว่า  ผลฺคุ  หรือสำคัญน้อย  อีกด้านหนึ่ง  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกทราบว่าควรใช้ทุกสิ่งทุกอย่างในการรับใช้องค์  ภควานฺ  ได้อย่างไร  ฉะนั้นท่านไม่มาเป็นผู้พ่ายแพ้แก่จิตสำนึกทางวัตถุ  ดังตัวอย่างของผู้ที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์และเข้าใจว่าองค์  ภควานฺ  หรือสัจธรรมทรงไม่มีรูปลักษณ์จึงไม่สามารถรับประทานอาหารได้ขณะที่ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์พยายามหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารดี  ๆ  สาวกทราบว่าองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญสูงสุด  พระองค์ทรงเสวยทุกสิ่งทุกอย่างที่เราถวายให้พระองค์ด้วยการอุทิศตนเสียสละ  ฉะนั้น  หลังจากการถวายเครื่องเสวยอันประณีตแด่องค์  ภควานฺ  แล้ว  สาวกจะรับประทานส่วนที่เหลือซึ่งเรียกว่า  ปฺรสาทมฺ  ดังนั้น  ทุกสิ่งทุกอย่างจึงกลายมาเป็นทิพย์  และไม่มีอันตรายที่จะทำให้ตกลงต่ำสาวกรับประทาน  ปฺรสาทมฺ  ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ขณะที่ผู้ไม่ใช่สาวกปฏิเสธว่าเป็นวัตถุฉะนั้น  ผู้ที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ไม่สามารถมีความสุขในชีวิตอันเนื่องมาจากการเสียสละที่ผิดธรรมชาติ  และด้วยเหตุนี้ความหวั่นไหวทางจิตใจเพียงเล็กน้อยจะดึงเขาให้ตกต่ำลงมาในสระแห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุอีกครั้ง  ได้กล่าวไว้ว่า  จิตวิญญาณนี้ถึงแม้จะเจริญขึ้นมาถึงจุดแห่งความหลุดพ้น  แต่จะสามารถตกลงต่ำได้อีกครั้งหนึ่ง  เนื่องจากไม่มีการอุทิศตนเสียสละรับใช้มาสนับสนุน
रागद्वेषवियुक्तैस्तु विषयानिन्द्रियैश्चरन् ।
आत्मवश्यैर्विधेयात्मा प्रसादमधिगच्छति ॥ २.६४ ॥
โศลก 64
rāga-dveṣa-vimuktais tu  viṣayān indriyaiś caran
ātma-vaśyair vidheyātmā  prasādam adhigacchati
ราค-เทฺวษ-วิมุกฺไตสฺ ตุ  วิษยานฺ อินฺทฺริไยศฺ จรนฺ
อาตฺม-วไศฺยรฺ วิเธยาตฺมา  ปฺรสาทมฺ อธิคจฺฉติ
ราค — ความยึดติด, เทฺวษ — และความรังเกียจ,วิมุกฺไตห์ — โดยผู้มีอิสระจาก, ตุ — แต่, วิษยานฺ — อายตนะภายนอก, อินฺทฺริไยห์ — ด้วยประสาทสัมผัส, จรนฺ — กระทำอยู่, อาตฺม-วไศฺยห์ — ภายใต้การควบคุมของตน, วิเธย-อาตฺมา — ผู้ปฏิบัติตามกฎแห่ง อิสรภาพ, ปฺรสาทมฺ — พระเมตตาธิคุณขององค์ภควาน, อธิคจฺฉติ — ได้รับ
คำแปล
แต่ผู้ที่มีอิสรภาพจากการยึดติดและความรังเกียจจะสามารถควบคุมประสาทสัมผัสของตนเองได้  และด้วยการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แห่งอิสรภาพ  สามารถได้รับพระเมตตาโดยสมบูรณ์จากองค์ภควาน
คำอธิบาย
ได้อธิบายแล้วว่าภายนอกเราอาจควบคุมประสาทสัมผัสด้วยวิธีที่ฝืนธรรมชาตินอกจากประสาทสัมผัสจะได้มาปฏิบัติการรับใช้ทิพย์ต่อองค์  ภควานฺ  มิฉะนั้นแล้ว  จะมีโอกาสตกต่ำลงได้ทุกเมื่อ  อาจดูเหมือนว่าผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์อยู่ในระดับประสาทสัมผัส  แต่เนื่องจากมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์จึงไม่ยึดติดกับกิจกรรมทางประสาทสัมผัส  ผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกคำนึงเพียงแต่ให้  กฺฤษฺณ  ทรงพอพระทัยเท่านั้นไม่มีอะไรมากไปกว่านี้  ฉะนั้น  ท่านจึงอยู่เหนือความยึดติดและความรังเกียจทั้งปวง  หาก  กฺฤษฺณ  ทรงปรารถนาสาวกสามารถทำอะไรก็ได้  ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ชอบทำ  และถ้าหาก  กฺฤษฺณ  ไม่ทรงปรารถนาท่านจะไม่ทำ  แม้โดยปกติธรรมดาชอบทำเพื่อความพึงพอใจของตนเอง  ดังนั้น  การทำหรือไม่ทำจะอยู่ภายใต้การควบคุมของท่าน  แต่จะปฏิบัติภายใต้การแนะนำของ  กฺฤษฺณ  เท่านั้น  จิตสำนึกเช่นนี้คือพระเมตตาธิคุณอันหาที่สุดมิได้จากองค์  ภควานฺ  ซึ่งสาวกสามารถบรรลุได้แม้จะมีความยึดติดอยู่ในระดับประสาทสัมผัส
प्रसादे सर्वदुःखानां हानिरस्योपजायते ।
प्रसन्नचेतसो ह्याशु बुद्धिः पर्यवतिष्ठते ॥ २.६५ ॥
โศลก 65
prasāde sarva-duḥkhānāṁ  hānir asyopajāyate
prasanna-cetaso hy āśu  buddhiḥ paryavatiṣṭhate
ปฺรสาเท สรฺว-ทุห์ขานำ  หานิรฺ อโสฺยปชายเต
ปฺรสนฺน-เจตโส หฺยฺ อาศุ  พุทฺธิห์ ปรฺยวติษฺฐเต
ปฺรสาเท — จากการได้รับพระเมตตาธิคุณอันล้นพ้นขององค์ภควาน, สรฺว — ทั้งหมด, ทุห์ขานามฺ — ความทุกข์ทางวัตถุ, หานิห์ — การทำลาย, อสฺย — ของเขา, อุปชายเต — เกิด ขึ้น, ปฺรสนฺน-เจตสห์ — ของจิตใจที่มีความสุข, หิ — แน่นอน, อาศุ — เร็ว ๆ นี้, พุทฺธิห์ — ปัญญา, ปริ — เพียงพอ, อวติษฺฐเต — มั่นคง
คำแปล
สำหรับผู้ที่มีความพึงพอใจ  (ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก)  ความทุกข์สามคำรบแห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุจะไม่มีอีกต่อไป  ในจิตสำนึกที่มีความพึงพอใจเช่นนี้  ในไม่ช้าปัญญาของเขาจะแน่วแน่มั่นคง
नास्ति बुद्धिरयुक्तस्य न चायुक्तस्य भावना ।
न चाभावयतः शान्तिरशान्तस्य कुतः सुखम् ॥ २.६६ ॥
โศลก 66
nāsti buddhir ayuktasya  na cāyuktasya bhāvanā
na cābhāvayataḥ śāntir  aśāntasya kutaḥ sukham
นาสฺติ พุทฺธิรฺ อยุกฺตสฺย  น จายุกฺตสฺย ภาวนา
น จาภาวยตห์ ศานฺติรฺ  อศานฺตสฺย กุตห์ สุขมฺ
น อสฺติ — ไม่สามารถมี, พุทฺธิห์ — ปัญญาทิพย์, อยุกฺตสฺย — ของผู้ที่ไม่สัมพันธ์ (กับ กฺฤษฺณ จิตสำนึก), — ไม่, — และ, อยุกฺตสฺย — ของผู้ไม่มี กฺฤษฺณ จิตสำนึก,ภาวนา — จิตตั้ง มั่น (ในความสุข), — ไม่, — และ, อภาวยตห์ — ของผู้ที่ไม่ตั้งมั่น, ศานฺติห์ — ความ สงบ, อศานฺตสฺย — ของความไม่สงบ,กุตห์ — ที่ไหน, สุขมฺ — ความสุข
คำแปล
ผู้ที่ไม่เชื่อมสัมพันธ์กับองค์ภควาน  (ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก)  ไม่มีทั้งปัญญาทิพย์หรือจิตใจที่มั่นคง  ขาดสองสิ่งนี้แล้วจะหาความสงบไม่ได้  แล้วจะมีความสุขได้อย่างไรโดยปราศจากความสงบ?
คำอธิบาย
หากเราไม่อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะไม่มีความสงบ  บทที่ห้า  (5.29)  ได้ยืนยันว่าเมื่อเราเข้าใจว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญเพียงพระองค์เดียวจากผลดีแห่งพิธีบูชาและการบำเพ็ญเพียรทั้งหมด  พระองค์ทรงเป็นเจ้าของสิ่งที่ปรากฏอยู่ในจักรวาลทั้งหมด  และพระองค์ทรงเป็นมิตรแท้ของมวลชีวิต  ด้วยความเข้าใจเช่นนี้เท่านั้นเราจึงสามารถมีความสงบที่แท้จริงได้  ดังนั้น  หากไม่อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเราจะไม่มีจุดมุ่งหมายสูงสุดภายในจิตใจ  ความวุ่นวายใจเกิดจากความต้องการจุดมุ่งหมายสูงสุดและเมื่อมั่นใจว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญ  ทรงเป็นเจ้าของและทรงเป็นเพื่อนของทุกชีวิตและทุกสิ่ง  ด้วยจิตใจอันแน่วแน่มั่นคงเช่นนี้จะนำมาซึ่งความสงบ  ดังนั้น  ผู้ที่ปฏิบัติตนโดยไม่มีความสัมพันธ์กับ  กฺฤษฺณ  แน่นอนว่าจะต้องมีความทุกข์  ไร้ความสงบ  ไม่ว่าเขาจะพยายามแสดงออกมาว่าชีวิตมีความสงบและมีความเจริญในวิถีทิพย์มากเพียงใด  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นสภาวะแห่งความสงบร่มเย็นที่ปรากฏอยู่ในตัวเอง  ซึ่งสามารถบรรลุได้ด้วยการมาเชื่อมสัมพันธ์กับ  กฺฤษฺณ  เท่านั้น
इन्द्रियाणां हि चरतां यन्मनोऽनु विधीयते ।
तदस्य हरति प्रज्ञां वायुर्नावमिवाम्भसि ॥ २.६७ ॥
โศลก 67
indriyāṇāṁ hi caratāṁ  yan mano ’nuvidhīyate
tad asya harati prajñāṁ  vāyur nāvam ivāmbhasi
อินฺทฺริยาณำ หิ จรตำ  ยนฺ มโน ’นุวิธียเต
ตทฺ อสฺย หรติ ปฺรชฺญำ  วายุรฺ นาวมฺ อิวามฺภสิ
อินฺทฺริยาณามฺ — ของประสาทสัมผัส, หิ — แน่นอน,จรตามฺ — ขณะที่ท่องไป, ยตฺ — กับสิ่งที่, มนห์ — จิตใจ, อนุวิธียเต — ปฏิบัติอยู่เป็นประจำ, ตตฺ — นั้น, อสฺย — ของเขา,หรติ — นำ ไป, ปฺรชฺญามฺ — ปัญญา, วายุห์ — ลม, นาวมฺ — เรือ, อิว — เหมือน, อมฺภสิ — บนน้ำ
คำแปล
เสมือนดั่งเรือในกระแสน้ำที่ถูกลมพายุพัดพาไป  แม้ประสาทสัมผัสเพียงส่วนเดียวที่เตลิดเปิดเปิงไปตามกระแสแห่งจิตใจ  สามารถนำพาปัญญาของผู้นั้นให้ล่องลอยไปได้
คำอธิบาย
หากประสาทสัมผัสทั้งหมดมิได้ปฏิบัติรับใช้องค์  ภควานฺ  แม้ประสาทสัมผัสเพียงส่วนเดียวที่ปฏิบัติเพื่อสนองประสาทสัมผัสก็สามารถหันเหสาวกจากวิถีทางเพื่อความเจริญในวิถีทิพย์ได้  ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในชีวิตของ  มหาราช  อมฺพรีษ  ประสาทสัมผัสทั้งหมดจะต้องใช้ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเท่านั้น  เพราะนี่คือเทคนิคที่ถูกต้องในการควบคุมจิตใจ
तस्माद्यस्य महाबाहो निगृहीतानि सर्वशः ।
इन्द्रियाणीन्द्रियार्थेभ्यस्तस्य प्रज्ञा प्रतिष्ठिता ॥ २.६८ ॥
โศลก 68
tasmād yasya mahā-bāho  nigṛhītāni sarvaśaḥ
indriyāṇīndriyārthebhyas  tasya prajñā pratiṣṭhitā
ตสฺมาทฺ ยสฺย มหา-พาโห  นิคฺฤหีตานิ สรฺวศห์
อินฺทฺริยาณีนฺทฺริยารฺเถภฺยสฺ  ตสฺย ปฺรชฺญา ปฺรติษฺฐิตา
ตสฺมาตฺ — ดังนั้น, ยสฺย — ผู้ซึ่ง, มหา-พาโห — โอ้ นักรบผู้ยอดเยี่ยม, นิคฺฤหีตานิ — เหนี่ยวรั้ง ลงมา, สรฺวศห์ — รอบ ๆ ทั้งหมด, อินฺทฺริยาณิ — ประสาทสัมผัส, อินฺทฺริย-อรฺเถภฺยห์ — จากอายตนะภายนอก, ตสฺย — ของเขา, ปฺรชฺญา — ปัญญา, ปฺรติษฺฐิตา — ตั้งมั่น
คำแปล
ฉะนั้น  โอ้ขุนศึกผู้ยอดเยี่ยม  ผู้ที่สามารถปรามประสาทสัมผัสจากอายตนะภายนอกได้  จึงเป็นผู้มีปัญญาที่มั่นคงอย่างแน่นอน
คำอธิบาย
เราสามารถป  ราม  พลังแห่งความต้องการสนองประสาทสัมผัสด้วยวิธีการใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  หรือการใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดเพื่อรับใช้องค์  ภควานฺ  ด้วยความรักเท่านั้น  เปรียบเสมือนศัตรูถูกกักบริเวณไว้ด้วยอำนาจที่สูงกว่า  ประสาทสัมผัสสามารถถูกป  ราม  ไว้ได้เช่นเดียวกัน  ไม่ใช่จากความพยายามใด  ๆ  ของมนุษย์  แต่จากการให้ประสาทสัมผัสทั้งหมดปฏิบัติรับใช้องค์  ภควานฺ  เท่านั้น  ผู้ที่เข้าใจว่าจากการปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเพียงอย่างเดียว  ปัญญาจึงจะมีความมั่นคงอย่างแท้จริง  และเราสมควรฝึกฝนศิลปะนี้ภายใต้การแนะนำของพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  จึงจะได้ชื่อว่า  สาธก  หรือผู้ที่เหมาะสมเพื่อความหลุดพ้น
या निशा सर्वभूतानां तस्यां जागर्ति संयमी ।
यस्यां जाग्रति भूतानि सा निशा पश्यतो मुनेः ॥ २.६९ ॥
โศลก 69
yā niśā sarva-bhūtānāṁ  tasyāṁ jāgarti saṁyamī
yasyāṁ jāgrati bhūtāni  sā niśā paśyato muneḥ
ยา นิศา สรฺว-ภูตานำ  ตสฺยำ ชาครฺติ สํยมี
ยสฺยำ ชาคฺรติ ภูตานิ  สา นิศา ปศฺยโต มุเนห์
ยา — อะไร, นิศา — เป็นเวลากลางคืน, สรฺว — ทั้งหมด, ภูตานามฺ — ของสิ่งมีชีวิต,ตสฺยามฺ — ในนั้น, ชาครฺติ — จะตื่น, สํยมี — การควบคุมตนเอง, ยสฺยามฺ — ในที่ซึ่ง,ชาคฺรติ — ตื่นอยู่, ภูตานิ — สิ่งมีชีวิตทั้งหมด, สา — นั้นเป็น,นิศา — กลางคืน, ปศฺยตห์ — สำหรับผู้ใคร่ครวญ, มุเนห์ — นักปราชญ์
คำแปล
เวลากลางคืนของมวลชีวิตเป็นเวลาตื่นของผู้ควบคุมตนเองได้  และเวลาตื่นของมวลชีวิตจะเป็นเวลากลางคืนของนักปราชญ์ผู้พิจารณาใคร่ครวญตนเอง
คำอธิบาย
มีผู้มีปัญญาอยู่สองประเภท  ประเภทที่หนึ่งมีปัญญาในกิจกรรมทางวัตถุเพื่อสนองประสาทสัมผัส  และอีกประเภทหนึ่งเป็นผู้พิจารณาใคร่ครวญตนเองและเป็นผู้ตื่นในการฝึกฝนเพื่อความรู้แจ้งแห่งตน  เวลาปฏิบัติธรรมของนักปราชญ์ผู้พิจารณาใคร่ครวญตนเองหรือผู้มีความสุขุมรอบคอบ  จะเป็นเวลากลางคืนของผู้ที่ซึมซาบอยู่ในวัตถุ  นักวัตถุนิยมจะคงนอนในเวลากลางคืนเช่นนี้เนื่องมาจากอวิชชาในความรู้แจ้งแห่งตน  นักปราชญ์ผู้พิจารณาใคร่ครวญตนเองจะตื่น  “ในเวลากลางคืน”  ของนักวัตถุนิยมนักปราชญ์มีความรู้สึกปลื้มปีติสุขทิพย์ในการพัฒนาวัฒนธรรมแห่งดวงวิญญาณทีละน้อย  ขณะที่นักวัตถุนิยมนอนหลับต่อความรู้แจ้งแห่งตน  ฝันถึงความสุขทางประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  นานา  มีความรู้สึกสุขบ้างและทุกข์บ้างในขณะที่หลับอยู่  ผู้ที่พิจารณาใคร่ครวญตนเองจะไม่ใยดีกับความสุขหรือความทุกข์ทางวัตถุ  ท่านมุ่งหน้าต่อไปกับกิจกรรมเพื่อความรู้แจ้งแห่งตนโดยไม่หวั่นไหวต่อผลกรรมทางวัตถุ
आपूर्यमाणमचलप्रतिष्ठं समुद्रमापः प्रविशन्ति यद्वत् ।
तद्वत्कामा यं प्रविशन्ति सर्वे स शान्तिमाप्नोति न कामकामी ॥ २.७० ॥
โศลก 70
āpūryamāṇam acala-pratiṣṭhaṁ  samudram āpaḥ praviśanti yadvat
tadvat kāmā yaṁ praviśanti sarve  sa śāntim āpnoti na kāma-kāmī
อาปูรฺยมาณมฺ อจล-ปฺรติษฺฐํ  สมุทฺรมฺ อาปห์ ปฺรวิศนฺติ ยทฺวตฺ
ตทฺวตฺ กามา ยํ ปฺรวิศนฺติ สเรฺว  ส ศานฺติมฺ อาปฺโนติ น กาม-กามี
อาปูรฺยมาณมฺ — เต็มเปี่ยมอยู่เสมอ, อจล-ปฺรติษฺฐมฺ — สถิตอย่างมั่นคง, สมุทฺรมฺ — มหาสมุทร, อาปห์ — น้ำ, ปฺรวิศนฺติ — เข้า, ยทฺวตฺ — ดังเช่น, ตทฺวตฺ — ดังนั้น, กามาห์ — ความ ต้องการ, ยมฺ — แด่ผู้ซึ่ง, ปฺรวิศนฺติ — เข้า, สเรฺว — ทั้งหมด, สห์ — ผู้นั้น,ศานฺติมฺ — ความ สงบ, อาปฺโนติ — บรรลุ, — ไม่, กาม-กามี — ผู้ปรารถนาสนองความต้องการ
คำแปล
ผู้ที่ไม่หวั่นไหวต่อความต้องการที่ไหลเชี่ยวอย่างไม่หยุดยั้ง  เสมือนดังน้ำในแม่น้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทร  ซึ่งเต็มเปี่ยมแต่นิ่งสงบอยู่เสมอ  จะเป็นผู้เดียวที่สามารถได้รับความสงบ  มิใช่บุคคลผู้พยายามสนองความต้องการเหล่านี้
คำอธิบาย
แม้มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลจะเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำอยู่เสมอ  โดยเฉพาะในฤดูฝนที่มีน้ำไหลเข้ามาอย่างมากมาย  แต่มหาสมุทรก็ยังคงเหมือนเดิม  มีความมั่นคงไม่หวั่นไหว  และน้ำไม่เคยข้ามพ้นขอบเขตของมหาสมุทร  นี่คือความจริงเช่นเดียวกันกับผู้ที่มีความมั่นคงใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ตราบใดที่เรายังมีร่างวัตถุอยู่  ความต้องการทางร่างกายเพื่อสนองประสาทสัมผัสจะดำเนินต่อไป  อย่างไรก็ดี  สาวกไม่หวั่นไหวไปกับความต้องการเหล่านี้  เนื่องจากความเต็มเปี่ยมในตนเอง  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่ต้องการสิ่งใด  เพราะว่าองค์  ภควานฺ  ทรงประทานสิ่งจำเป็นทางวัตถุทั้งหมดให้อยู่แล้วดังนั้น  ตัวเขาเปรียบเสมือนกับมหาสมุทรที่มีความเต็มเปี่ยมอยู่ในตัวเองเสมอ  ความต้องการอาจไหลเข้ามาเสมือนดังน้ำในแม่น้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทร  แต่เขายังมั่นคงในกิจกรรมของตนเองเสมอ  ไม่เคยหวั่นไหวแม้แต่เพียงนิดเดียวจากความต้องการเพื่อสนองประสาทสัมผัส  นี่คือข้อพิสูจน์ของบุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ผู้ที่สูญเสียความต้องการทั้งหมดเพื่อสนองประสาทสัมผัสวัตถุ  ถึงแม้ความต้องการจะยังปรากฏอยู่เพราะว่าเขายังคงรักษาความพึงพอใจในการรับใช้องค์  ภควานฺ  ด้วยความรักทิพย์  ยังคงสามารถรักษาความมั่นคงเหมือนดั่งมหาสมุทร  ดังนั้น  จึงได้รับความสุขจากความสงบอย่างสมบูรณ์  อย่างไรก็ดี  ผู้อื่นที่ต้องการสนองความต้องการของตน  แม้มาถึงจุดแห่งความหลุดพ้นก็จะไม่ได้รับความสงบ  จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงความสำเร็จทางวัตถุ  ผู้ทำงานเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ  ผู้ต้องการความหลุดพ้น  รวมทั้ง  โยค  ที่ต้องการอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์  ทั้งหมดไม่ได้รับความสุขเพราะความต้องการจะไม่ได้รับการสนองตอบแต่บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมีความสุขในการรับใช้องค์  ภควานฺ  และไม่มีความต้องการใด  ๆ  ที่จะต้องตอบสนอง  อันที่จริง  เขาไม่ต้องการแม้กระทั่งความหลุดพ้นจากสิ่งที่เรียกว่าพันธนาการทางวัตถุ  สาวกของ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ไม่มีความต้องการทางวัตถุ  ดังนั้น  จึงเป็นผู้ที่มีความสงบอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์
विहाय कामान्यः सर्वान् पुमांश्चरति निःस्पृहः ।
निर्ममो निरहंकारः स शान्तिमधिगच्छति ॥ २.७१ ॥
โศลก 71
vihāya kāmān yaḥ sarvān  pumāṁś carati niḥspṛhaḥ
nirmamo nirahaṅkāraḥ  sa śāntim adhigacchati
วิหาย กามานฺ ยห์ สรฺวานฺ  ปุมำศฺ จรติ นิห์สฺปฺฤหห์
นิรฺมโม นิรหงฺการห์  ส ศานฺติมฺ อธิคจฺฉติ
วิหาย — ยกเลิก, กามานฺ — ความต้องการทางวัตถุเพื่อสนองประสาทสัมผัส, ยห์ — ผู้ซึ่ง, สรฺวานฺ — ทั้งหมด, ปุมานฺ — บุคคล, จรติ — มีชีวิต,นิห์สฺปฺฤหห์ — ไม่มีความต้องการ, นิรฺมมห์ — ไม่มีความคิดว่าเป็นเจ้าของ, นิรหงฺการห์ — ไม่มีอหังการ, สห์ — เขา, ศานฺติมฺ — ความสงบที่สมบูรณ์, อธิคจฺฉติ — ได้รับ
คำแปล
บุคคลผู้สลัดความต้องการทั้งหมดในการสนองประสาทสัมผัส  มีชีวิตอยู่โดยปราศจากความต้องการ  สลัดความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ  ปราศจากอหังการ  จะเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถได้รับความสงบอย่างแท้จริง
คำอธิบาย
ไม่มีความต้องการหมายความว่าไม่ต้องการสิ่งใดเพื่อสนองประสาทสัมผัสอีกนัยหนึ่งคือการมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกคือการไม่มีความต้องการอย่างแท้จริง  การเข้าใจสถานภาพอันแท้จริงของเราว่าเป็นผู้รับใช้นิรันดรของ  กฺฤษฺณ  โดยไม่อ้างอย่างผิด  ๆ  ว่าร่างกายวัตถุนี้เป็นตนเอง  และไม่อ้างอย่างผิด  ๆ  ว่าตนเป็นเจ้าของสิ่งหนึ่งสิ่งใดในโลกนี่คือระดับสมบูรณ์ของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกผู้ที่สถิตในระดับอันสมบูรณ์นี้ทราบว่า  กฺฤษฺณทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง  ดังนั้น  ทุกสิ่งทุกอย่างจึงต้องนำมาใช้เพื่อให้  กฺฤษฺณ  ทรงพอพระทัย  อรฺชุน  ไม่ต้องการต่อสู้  เช่นนี้  เป็นการกระทำเพื่อสนองประสาทสัมผัสของตนเอง  แต่เมื่อมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  อรฺชุน  จะต่อสู้เพราะ  กฺฤษฺณ  ทรงปราถนาให้สู้  เพื่อสนองความต้องการของตนเอง  อรฺชุน  ไม่ต้องการสู้  แต่เพื่อ  กฺฤษฺณ  อรฺชุน  องค์เดียวกันนี้จะต่อสู้อย่างสุดความสามารถ  การไม่มีความต้องการที่แท้จริงคือต้องการเพียงให้  กฺฤษฺณ  ทรงพึงพอพระทัย  มิใช่พยายามละทิ้งความต้องการแบบผิดธรรมชาติ  เป็นไปไม่ได้ที่สิ่งมีชีวิตจะไม่มีความต้องการหรือไม่มีความรู้สึก  แต่เราต้องเปลี่ยนคุณภาพของความต้องการ  บุคคลผู้ไม่มีความต้องการทางวัตถุ  ทราบดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของ  กฺฤษฺณ  (อีศาวาสฺยมฺ  อิทํ  สรฺวมฺ)  ดังนั้น  จึงไม่อ้างอย่างผิด  ๆ  ว่าเป็นเจ้าของสิ่งใด  ความรู้ทิพย์นี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความรู้แจ้งตนเอง  เช่น  รู้ดีว่าในบุคลิกภาพทิพย์ทุก  ๆ  ชีวิตเป็นละอองอณูนิรันดรของ  กฺฤษฺณ  ฉะนั้น  สถานภาพนิรันดรของสิ่งมีชีวิตจะไม่มีวันอยู่ในระดับเดียวกันกับ  กฺฤษฺณ  หรือจะยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์ความเข้าใจ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเช่นนี้เป็นหลักพื้นฐานแห่งความสงบอย่างแท้จริง
एषा ब्राह्मी स्थितिः पार्थ नैनां प्राप्य विमुह्यति ।
स्थित्वास्यामन्तकालेऽपि ब्रह्मनिर्वाणमृच्छति ॥ २.७२ ॥
โศลก 72
eṣā brāhmī sthitiḥ pārtha  naināṁ prāpya vimuhyati
sthitvāsyām anta-kāle ’pi  brahma-nirvāṇam ṛcchati
เอษา พฺราหฺมี สฺถิติห์ ปารฺถ  ไนนำ ปฺราปฺย วิมุหฺยติ
สฺถิตฺวาสฺยามฺ อนฺต-กาเล ’ปิ  พฺรหฺม-นิรฺวาณมฺ ฤจฺฉติ
เอษา — นี้, พฺราหฺมี — ทิพย์, สฺถิติห์ — สถานการณ์, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, — ไม่ เคย, เอนามฺ — นี้, ปฺราปฺย — บรรลุถึง,วิมุหฺยติ — ผู้ที่สับสน, สฺถิตฺวา — สถิต, อสฺยามฺ — ในนี้, อนฺต-กาเล — ในบั้นปลายของชีวิต, อปิ — เช่นกัน, พฺรหฺม-นิรฺวาณมฺ — อาณาจักรทิพย์ ขององค์ภควาน, ฤจฺฉติ — ผู้ได้รับ
คำแปล
นี่คือวิถีแห่งชีวิตทิพย์ที่มีศีลธรรม  หลังจากบรรลุแล้วผู้นั้นจะไม่สับสน  หากเราสถิตเช่นนี้แม้ในชั่วโมงแห่งความตาย  เราสามารถบรรลุถึงอาณาจักรแห่งองค์ภควาน
คำอธิบาย
เราสามารถบรรลุถึง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกหรือชีวิตทิพย์นี้ได้ในทันทีภายในหนึ่งวินาที  หรือเราอาจไม่บรรลุถึงระดับชีวิตเช่นนี้ได้เลยแม้เป็นเวลาล้าน  ๆ  ชาติ  มันเป็นเรื่องของความเข้าใจและยอมรับความจริงเท่านั้น  ขฏฺวางฺค  มหาราช  ทรงบรรลุถึงระดับชีวิตเช่นนี้เพียงไม่กี่นาทีก่อนจะสวรรคตด้วยการศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  นิรฺวาณ  หมายถึงสิ้นสุดการดำเนินชีวิตทางวัตถุ  ตามปรัชญา  ศูนฺยวาทิ  จะมีแต่ความว่างเปล่าหลังจากเสร็จสิ้นชีวิตวัตถุนี้  แต่  ภควัท-คีตา  สอนแตกต่างออกไป  ชีวิตจริงเริ่มต้นหลังจากชีวิตวัตถุนี้สิ้นสุดลง  สำหรับนักวัตถุนิยมหยาบ  ๆ  เป็นการเพียงพอแล้วที่ได้รู้ว่าเราต้องจบสิ้นวิถีชีวิตทางวัตถุนี้  แต่สำหรับบุคคลผู้เจริญทางจิตวิญญาณจะมีอีกชีวิตหนึ่งหลังจากชีวิตวัตถุนี้  ก่อนจบสิ้นชีวิตนี้หากเราโชคดีพอที่จะพัฒนา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เราจะบรรลุถึงระดับ  พฺรหฺม-นิรฺวาณ  ทันที  ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างอาณาจักรแห่งองค์  ภควานฺ  และการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์  ภควานฺ  เพราะทั้งสองสิ่งอยู่ในระดับที่สมบูรณ์บริบูรณ์  การอุทิศตนรับใช้องค์  ภควานฺ  ด้วยความรักทิพย์คือการบรรลุถึงอาณาจักรทิพย์ในโลกวัตถุมีกิจกรรมเพื่อสนองประสาทสัมผัส  ขณะที่ในโลกทิพย์มีกิจกรรม  กฺฤษฺณจิตสำนึก  การบรรลุถึง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกแม้ในชีวิตนี้ก็เป็นการบรรลุถึง  พฺรหฺมนฺ  ทันทีและผู้ที่สถิตใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกได้เข้าไปสู่อาณาจักรแห่งองค์  ภควานฺ  เรียบร้อยแล้วอย่างแน่นอน
พฺรหฺมนฺ  เป็นสิ่งตรงข้ามกับวัตถุ  ดังนั้น  พฺราหฺมี  สฺถิติ  หมายถึง  “ไม่อยู่ในระดับกิจกรรมทางวัตถุ”  การอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์  ภควานฺ  ได้รับการยอมรับในภควัท-คีตา  ว่าเป็นระดับหลุดพ้น  (ส  คุณานฺ  สมตีไตฺยตานฺ  พฺรหฺม-ภูยาย  กลฺปเต)  ดังนั้น  พฺราหฺมี  สฺถิติ  คือความหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุ
ศฺรีล  ภกฺติวิโนท  ฐากุร  สรุปบทที่สองของ  ภควัท-คีตา  ว่าเป็นบทสรุปทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้  ใน  ภควัท-คีตา  เป็นเรื่องของ  กรฺม-โยค,  ชฺญาน-โยค  .และ  ภกฺติ-โยค  ในบทที่สองได้อธิบาย  กรฺม-โยค  และ  ชฺญาน-โยค  อย่างชัดเจนและกล่าวถึง  ภกฺติ-โยค  เพียงเล็กน้อย  ดังนั้น  จึงเป็นบทสรุปของหนังสือเล่มนี้
ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย ภกฺติเวทนฺต บทที่สองของหนังสือ ศฺรีมทฺ ภควัท-คีตา ในหัวข้อเรื่องบทสรุป ภควัท-คีตา

ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

บทที่ สาม

บทที่ 3

กรฺม-โยค

chapterImage

กรฺม-โยค

अर्जुन उवाच ।
ज्यायसी चेत्कर्मणस्ते मता बुद्धिर्जनार्दन
तत्किं कर्मणि घोरे मां नियोजयसि केशव ॥ ३.१ ॥
โศลก 1
arjuna uvāca
jyāyasī cet karmaṇas te  matā buddhir janārdana
tat kiṁ karmaṇi ghore māṁ  niyojayasi keśava
อรฺชุน อุวาจ
ชฺยายสี เจตฺ กรฺมณสฺ เต  มตา พุทฺธิรฺ ชนารฺทน
ตตฺ กึ กรฺมณิ โฆเร มำ  นิโยชยสิ เกศว
อรฺชุนห์ อุวาจอรฺชุน ตรัส, ชฺยายสี — ดีกว่า, เจตฺ — ถ้าหาก, กรฺมณห์ — กว่า กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ, เต — โดยพระองค์, มตา — พิจารณาว่า, พุทฺธิห์ — ปัญญา, ชนารฺทน — โอ้ กฺฤษฺณ, ตตฺ — ดังนั้น, กิมฺ — ทำไม, กรฺมณิ — ในการกระทำ, โฆเร — น่าสะ พรึงกลัว, มามฺ — ข้าพเจ้า, นิโยชยสิ — พระองค์ทรงปฎิบัติอยู่, เกศว — โอ้ กฺฤษฺณ
คำแปล
  อรฺชุน  ตรัสว่า  โอ้  ชนารฺทน  โอ้  เกศว  ทำไมพระองค์ทรงปรารถนาให้ข้าพเจ้าต่อสู้ในสงครามอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้  หากทรงคิดว่าปัญญานั้นดีกว่าการทำงานเพื่อผลทางวัตถุ?
คำอธิบาย
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงอธิบายถึงสถานภาพพื้นฐานของดวงวิญญาณอย่างละเอียดในบทที่ผ่านมา  ด้วยพระประสงค์ที่จะส่ง  อรฺชุน  สหายสนิทของพระองค์ให้ออกจากมหาสมุทรแห่งความทุกข์ทางวัตถุ  และทรงแนะนำวิถีแห่งการรู้แจ้งตนเองคือ  พุทฺธิ-โยค  หรือ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  บางครั้งมีผู้เข้าใจผิดคิดว่า  กฺฤษฺณจิตสำนึกหมายถึงความเฉื่อยชา  เกียจคร้าน  ผู้ที่เข้าใจผิดเช่นนี้จะปลีกตัวไปอยู่ตามลำพังสวดมนต์ภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เพื่อให้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยสมบูรณ์  หากว่าไม่ได้รับการฝึกฝนในปรัชญาแห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกแล้ว  ไม่แนะนำให้ไปสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์  ภควานฺ  โดยลำพัง  ซึ่งอาจได้รับการสรรเสริญเยินยอจากประชาชนผู้พาซื่อ  อรฺชุน  ทรงคิดเช่นเดียวกันว่า  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกหรือ  พุทฺธิ-โยค  หรือการใช้สติปัญญาในความเจริญก้าวหน้าแห่งความรู้ทิพย์เป็นเสมือนเกษียณจากชีวิตการทำงาน  ไปบำเพ็ญเพียรและสมถะอย่างเคร่งครัดในที่โดดเดี่ยว  อีกนัยหนึ่ง  อรฺชุน  ทรงปรารถนาที่จะหลีกเลี่ยงการต่อสู้  และใช้ความชำนาญอ้างเอา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมาเป็นข้อแก้ตัว  แต่ในฐานะที่เป็นศิษย์ผู้มีความจริงใจ  อรฺชุน  ได้วางปัญหาลงต่อหน้าพระอาจารย์  และถาม  กฺฤษฺณ  ว่าควรปฎิบัติอย่างไรจึงจะดีที่สุด  ในการตอบคำถามนี้  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงอธิบาย  กรฺม-โยค  หรือการทำงานใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกอย่างละเอียดในบทที่สามนี้
व्यामिश्रेणेव वाक्येन बुद्धिं मोहयसीव मे ।
तदेकं वद निश्चित्य येन श्रेयोऽहमाप्नुयाम् ॥ ३.२ ॥
โศลก 2
vyāmiśreṇeva vākyena  buddhiṁ mohayasīva me
tad ekaṁ vada niścitya  yena śreyo ’ham āpnuyām
วฺยามิเศฺรเณว วาเกฺยน  พุทฺธึ โมหยสีว เม
ตทฺ เอกํ วท นิศฺจิตฺย  เยน เศฺรโย ’หมฺ อาปฺนุยามฺ
วฺยามิเศฺรณ — ด้วยความไม่แน่นอน, อิว — แน่นอน, วาเกฺยน — คำพูด, พุทฺธิมฺ — ปัญญา, โมหยสิ — พระองค์ทรงสับสน, อิว — แน่นอน, เม — ของข้าพเจ้า, ตตฺ — ดังนั้น, เอกมฺ — ผู้ เดียวเท่านั้น, วท — กรุณาตรัส, นิศฺจิตฺย — อย่างชัดเจน, เยน — ที่ซึ่ง, เศฺรยห์ — ประโยชน์ อันแท้จริง, อหมฺ — ข้าพเจ้า, อาปฺนุยามฺ — อาจได้รับ
คำแปล
ปัญญาของข้าพเจ้ารู้สึกสับสนจากคำสั่งสอนที่ไม่แน่นอนของพระองค์  ฉะนั้น  ทรงโปรดตรัสอย่างชัดเจนว่า  อะไรคือสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับข้าพเจ้า
คำอธิบาย
บทที่ผ่านมาเป็นการเริ่มดำเนินเรื่องของ  ภควัท-คีตา  ได้อธิบายถึงวิธีต่างๆเช่น  สางฺขฺย-โยค,  พุทฺธิ-โยค  หรือการควบคุมประสาทสัมผัสด้วยปัญญา  การทำงานโดยไม่ปรารถนาผลทางวัตถุ  และสถานภาพของผู้เริ่มฝึกปฎิบัติ  ทั้งหมดนี้ได้เสนอไว้อย่างไม่เป็นระบบ  วิธีจัดการให้เป็นระเบียบเรียบร้อยกว่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เข้าใจและนำไปปฎิบัติได้  ดังนั้น  อรฺชุน  ทรงปรารถนาจะขจัดสิ่งที่ดูเหมือนว่ายังสับสนอยู่  และเพื่อบุคคลธรรมดาสามัญทั่วไปจะได้รับไปปฎิบัติได้อย่างถูกต้อง  โดยไม่ตีความหมายอย่างผิด  ๆ  ถึงแม้ว่า  กฺฤษฺณ  ทรงไม่ตั้งใจที่จะทำให้  อรฺชุน  รู้สึกสับสนด้วยสำนวนโวหาร  อรฺชุน  ทรงไม่สามารถเข้าใจในวิธีการของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ไม่รู้ว่าจะให้อยู่นิ่งเฉยหรือให้ปฎิบัติตนรับใช้  อีกนัยหนึ่งคือคำถามของ  อรฺชุน  จะทำให้วิธีการปฎิบัติกฺฤษฺณ  จิตสำนึกชัดเจนขึ้น  เพื่อให้นักศึกษาทั้งหลายผู้ที่มีความจริงจังจะได้เข้าใจความเร้นลับของ  ภควัท-คีตา  
श्रीभगवानुवाच ।
लोकेऽस्मिन्द्विविधा निष्ठा पुरा प्रोक्ता मयानघ
ज्ञानयोगेन सांख्यानां कर्मयोगेन योगिनाम् ॥ ३.३ ॥
โศลก 3
śrī-bhagavān uvāca
loke ’smin dvi-vidhā niṣṭhā  purā proktā mayānagha
jñāna-yogena sāṅkhyānāṁ  karma-yogena yoginām
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
โลเก ’สฺมินฺ ทฺวิ-วิธา นิษฺฐา  ปุรา โปฺรกฺตา มยานฆ
ชฺญาน-โยเคน สางฺขฺยานำ  กรฺม-โยเคน โยคินามฺ
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, โลเก — ในโลก, อสฺมินฺ — นี้, ทฺวิ-วิธา — สองประเภท, นิษฺฐา — ความศรัทธา, ปุรา — อดีต, โปฺรกฺตา — ได้กล่าวไว้, มยา — โดย ข้า, อนฆ — โอ้ ผู้ไร้บาป, ชฺญาน-โยเคน — โดยวิธีการเชื่อมด้วยความรู้, สางฺขฺยานามฺ — ของปราชญ์ผู้สังเกตุ, กรฺม-โยเคน — โดยวิธีการเชื่อมด้วยการอุทิศตนเสียสละ, โยคินามฺ — ของสาวก
คำแปล
องค์ภควานตรัสว่า  โอ้  อรฺชุน  ผู้ไร้บาป  ข้าได้อธิบายเรียบร้อยแล้วว่ามีคนอยู่สองประเภทที่พยายามรู้แจ้งตนเอง  บางคนมีแนวโน้มที่จะเข้าใจด้วยการสังเกตและคาดคะเนทางปรัชญา  และบางคนเข้าใจด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้
คำอธิบาย
ในบทที่สอง  โศลก  39  องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายไปแล้วสองวิธีคือ  สางฺขฺย-โยค  และ  กรฺม-โยค  หรือ  พุทฺธิ-โยค  ในโศลกนี้องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายเรื่องเดียวกันแต่ว่าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น  สางฺขฺย-โยค  หรือการศึกษาด้วยการวิเคราะห์ธรรมชาติของดวงวิญญาณและวัตถุ  เป็นเรื่องของผู้ที่มีแนวโน้มในทางคาดคะเนและเข้าใจสิ่งต่าง  ๆ  ด้วยความรู้จากการทดลองและปรัชญา  บุคคลอีกประเภทหนึ่งทำงานใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกดังที่ได้อธิบายไว้ในโศลก  61  ของบทที่สอง  องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายในโศลก  39  เช่นกันว่า  ด้วยการทำงานตามหลักของ  พุทฺธิ-โยค  หรือ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เราสามารถหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งกรรมได้  ยิ่งไปกว่านั้นจะไม่มีข้อบกพร่องในวิธีการ  หลักเดียวกันนี้ได้อธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในโศลก  61  ว่า  พุทฺธิ-โยค  คือทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับองค์  ภควานฺ  (หรือขึ้นอยู่กับ  กฺฤษฺณ  โดยตรง)  ด้วยวิธีนี้ประสาทสัมผัสทั้งหมดสามารถถูกควบคุมได้อย่างง่ายดาย  ฉะนั้น  โยค  ทั้งสองต่างต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเหมือนเช่นศาสนาและปรัชญา  ศาสนาที่ไร้ปรัชญาคือความอ่อนไหวทางอารมณ์หรือบางครั้งก็บ้าคลั่ง  และปรัชญาที่ไร้ศาสนาคือการคาดคะเนทางจิตใจ  จุดมุ่งหายสูงสุดคือ  กฺฤษฺณ  เพราะนักปราชญ์ผู้ค้นหาสัจธรรมด้วยความจริงใจจะมาจบลงที่  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ได้กล่าวไว้ใน  ภควัท-คีตา  เช่นกันว่า  วิธีการทั้งหมดนี้เพื่อให้เข้าใจถึงสถานภาพอันแท้จริงของตัวเราในความสัมพันธ์กับองค์  ภควานฺ  วิธีทางอ้อมคือการคาดคะเนทางปรัชญาซึ่งอาจจะค่อย  ๆ  นำเ  ราม  าถึงจุดแห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  อีกวิธีหนึ่งคือการเชื่อมสัมพันธ์ทุกสิ่งทุกอย่างกับ  กฺฤษฺณ  ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยตรง  ทั้งสองวิธีนี้วิธี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะดีกว่า  เพราะว่าไม่ขึ้นอยู่กับการทำให้ประสาทสัมผัสบริสุทธิ์ด้วยวิธีทางปรัชญา  กฺฤษฺณจิตสำนึกเป็นวิธีการที่มีความบริสุทธิ์อยู่ในตัว  ปฎิบัติโดยตรงด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้จึงเป็นวิธีที่ทั้งง่ายและประเสริฐพร้อม  ๆ  กัน
न कर्मणामनारम्भान्नैष्कर्म्यं पुरुषोऽश्नुते ।
न च संन्यसनादेव सिद्धिं समधिगच्छति ॥ ३.४ ॥
โศลก 4
na karmaṇām anārambhān  naiṣkarmyaṁ puruṣo ’śnute
na ca sannyasanād eva  siddhiṁ samadhigacchati
น กรฺมณามฺ อนารมฺภานฺ  ไนษฺกรฺมฺยํ ปุรุโษ ’ศฺนุเต
น จ สนฺนฺยสนาทฺ เอว  สิทฺธึ สมธิคจฺฉติ
— ไม่, กรฺมณามฺ — แห่งหน้าที่ที่กำหนดไว้, อนารมฺภาตฺ — ด้วยการไม่ปฎิบัติ, ไนษฺกรฺมฺยมฺ — มีอิสระจากผลกรรม, ปุรุษห์ — บุคคล, อศฺนุเต — บรรลุ, — ไม่, — เช่นกัน, สนฺนฺยสนาตฺ — ด้วยการเสียสละ, เอว — เพียงแต่, สิทฺธิมฺ — ประสบผลสำเร็จ, สมธิคจฺฉติ — บรรลุ
คำแปล
มิใช่เพียงแต่หยุดทำงานที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากผลกรรม  หรือด้วยการเสียสละเพียงอย่างเดียวที่สามารถทำให้เราบรรลุความสมบูรณ์
คำอธิบาย
ชีวิตระดับสละโลกรับนำมาปฎิบัติหลังจากจิตใจได้รับความบริสุทธิ์  จากการปฎิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้  หน้าที่นี้วางไว้เพื่อทำให้จิตใจของนักวัตถุนิยมบริสุทธิ์ขึ้น  หากไร้ซึ่งความบริสุทธิ์การรับเอาชีวิตระดับที่สี่หรือ  สนฺนฺยาส  มาปฎิบัติอย่างเร่งด่วนนั้นไม่สามารถทำให้เราประสบผลสำเร็จได้  ตามที่นักปราชญ์ชอบทดลองกล่าวว่าเพียงแต่รับเอาชีวิต  สนฺนฺยาส  หรือเกษียณจากกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุแล้วเราจะดีเทียบเท่ากับพระ  นารายณ  ทันที  หลักการนี้องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงไม่ยอมรับ  หากจิตใจยังไม่บริสุทธิ์การอุปสมบทในระดับ  สนฺนฺยาส  เพียงแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้สังคมเท่านั้น  อีกด้านหนึ่ง  หากบางคนมีความยินดีปฎิบัติรับใช้ทิพย์ต่อองค์  ภควานฺ  ถึงแม้ว่าจะไม่ปฎิบัติตามหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้  ไม่ว่าอะไรที่เขาสามารถทำให้เจริญขึ้นในวิถีทางนี้  องค์  ภควานฺ  จะทรงรับไว้  (พุทฺธิ-โยค)  สฺวฺ-อลฺปมฺ  อปฺยฺ  อสฺย  ธรฺมสฺย  ตฺรายเต  มหโต  ภยาตฺ  แม้แต่การปฎิบัติตนเพียงนิดเดียวในหลักธรรมนี้จะสามารถนำเราให้ข้ามพ้นความยากลำบากอันใหญ่หลวงได้
न हि कश्चित्क्षणमपि जातु तिष्ठत्यकर्मकृत् ।
कार्यते ह्यवशः कर्म सर्वः प्रकृतिजैर्गुणैः ॥ ३.५ ॥
โศลก 5
na hi kaścit kṣaṇam api  jātu tiṣṭhaty akarma-kṛt
kāryate hy avaśaḥ karma  sarvaḥ prakṛti-jair guṇaiḥ
น หิ กศฺจิตฺ กฺษณมฺ อปิ  ชาตุ ติษฺฐตฺยฺ อกรฺม-กฺฤตฺ
การฺยเต หฺยฺ อวศห์ กรฺม  สรฺวห์ ปฺรกฺฤติ-ไชรฺ คุไณห์
— ไม่, หิ — แน่นอน, กศฺจิตฺ — ทุกคน, กฺษณมฺ — ชั่วครู่, อปิ — เช่นกัน, ชาตุ — ไม่ว่าในเวลา ใด, ติษฺฐติ — คงอยู่, อกรฺม-กฺฤตฺ — ไม่ทำอะไร, การฺยเต — ถูกบังคับให้ทำ, หิ — แน่นอน, อวศห์ — อย่างช่วยไม่ได้, กรฺม — งาน, สรฺวห์ — ทั้งหมด, ปฺรกฺฤติ-ไชห์ — เกิดขึ้นจาก ระดับของธรรมชาติวัตถุ, คุไณห์ — โดยคุณสมบัติ
คำแปล
ทุกคนถูกบังคับให้ทำงานตามคุณสมบัติที่ตนได้รับมา  จากระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติวัตถุอย่างช่วยไม่ได้  ดังนั้น  จึงไม่มีใครสามารถหยุดการกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้แม้แต่เพียงชั่วครู่
คำอธิบาย
ไม่ใช่ร่างกายแต่เป็นธรรมชาติของดวงวิญญาณที่มีความกระตือรือร้นอยู่เสมอหากดวงวิญญาณไม่อยู่ภายในร่างกาย  ร่างกายก็ไม่สามารถขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้ร่างกายเป็นเพียงพาหนะที่ไร้ชีวิตจำต้องให้ดวงวิญญาณเป็นผู้สั่งงาน  ดวงวิญญาณเป็นผู้ที่มีความตื่นตัวอยู่เสมอไม่สามารถหยุดนิ่งได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว  เมื่อเป็นเช่นนี้ดวงวิญญาณควรปฎิบัติงานที่ดีใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  มิฉะนั้นดวงวิญญาณจะไปปฎิบัติในอาชีพการงานที่พลังงานแห่งความหลงเป็นผู้บงการ  การไปสัมผัสกับพลังงานวัตถุ  ดวงวิญญาณจะได้รับระดับแห่งวัตถุเข้ามา  และการจะทำให้ดวงวิญญาณบริสุทธิ์ขึ้นจากความผูกพันเช่นนี้  มีความจำเป็นที่จะต้องปฎิบัติหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้ใน  ศาสฺตฺร  หากดวงวิญญาณปฎิบัติหน้าที่ตามธรรมชาติของตนใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  อะไรก็แล้วแต่ที่สามารถทำได้จะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับตนเอง  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (1.5.17)  ยืนยันไว้ดังนี้
ตฺยกฺตฺวา สฺว-ธรฺมํ จรณามฺพุชํ หเรรฺ  ภชนฺนฺ อปโกฺว ’ถ ปเตตฺ ตโต ยทิ
ยตฺร กฺว วาภทฺรมฺ อภูทฺ อมุษฺย กึ  โก วารฺถ อาปฺโต ’ภชตำ สฺว-ธรฺมตห์
“หากผู้ใดเริ่มรับเอา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมาปฎิบัติ  ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ปฎิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในศาสฺตฺร  หรือไม่ปฎิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างถูกต้อง  และแม้ว่าเขาอาจจะตกลงต่ำกว่ามาตรฐาน  เช่นนี้จะไม่สูญเสียและไม่มีความชั่วร้ายสำหรับเขาแต่ถ้าหากว่าเขาปฎิบัติตามคำสั่งสอนของ  ศาสฺตฺร  ทั้งหมดเพื่อความบริสุทธิ์  แล้วไม่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ตัวเขาจะได้รับประโยชน์อันใด”  ดังนั้น  วิธีการที่ทำให้บริสุทธิ์จึงมีความจำเป็นเพื่อที่จะมาถึงจุดแห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกนี้  ฉะนั้น  สนฺนฺยาส  หรือวิธีการที่ทำให้บริสุทธิ์อื่นใด  ก็เพื่อที่จะช่วยให้เ  ราม  าถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดคือมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ถ้าหากว่ามาไม่ถึงจุดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างถือว่าล้มเหลว
कर्मेन्द्रियाणि संयम्य य आस्ते मनसा स्मरन् ।
इन्द्रियार्थान्विमूढात्मा मिथ्याचारः स उच्यते ॥ ३.६ ॥
โศลก 6
karmendriyāṇi saṁyamya  ya āste manasā smaran
indriyārthān vimūḍhātmā  mithyācāraḥ sa ucyate
กรฺเมนฺทฺริยาณิ สํยมฺย  ย อาเสฺต มนสา สฺมรนฺ
อินฺทฺริยารฺถานฺ วิมูฒาตฺมา  มิถฺยาจารห์ ส อุจฺยเต
กรฺม-อินฺทฺริยาณิ — อวัยวะประสาทสัมผัสสำหรับทำงานทั้งห้า, สํยมฺย — ควบคุม, ยห์ — ผู้ใดซึ่ง, อาเสฺต — ยังคง, มนสา — โดยจิตใจ, สฺมรนฺ — คิดถึง, อินฺทฺริย-อรฺถานฺ — รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส, วิมูฒ — ความโง่, อาตฺมา — ดวงวิญญาณ, มิถฺยา-อาจารห์ — ผู้ เสแสร้ง, สห์ — เขา, อุจฺยเต — เรียกว่า
คำแปล
ผู้ที่เหนี่ยวรั้งการทำงานของประสาทสัมผัส  แต่ว่าจิตใจยังจดจ่ออยู่ที่  รูป  รส  กลิ่นเสียง  และ  สัมผัส  แน่นอนว่าเขาเป็นผู้หลอกตัวเอง  และได้ชื่อว่าเป็นผู้เสแสร้ง
คำอธิบาย
มีผู้เสแสร้งมากมายที่ปฎิเสธการทำงานใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกแต่จะแสดงท่าว่าเป็นนักปฎิบัติสมาธิ  ในขณะที่ความเป็นจริงภายในจิตใจของเขาจดจ่ออยู่ที่ความสุขทางประสาทสัมผัส  บางครั้งผู้เสแสร้งเช่นนี้อาจคุยปรัชญาอย่างลม  ๆ  แล้ง  ๆ  เพื่อชักชวนศิษย์ผู้สับสนไปในทางที่ผิด  ตามโศลกนี้  บุคคลเหล่านี้ถือว่าเป็นผู้ฉ้อโกงอย่างมหันต์สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมเพื่อความสุขทางประสาทสัมผัส  หากว่าเขาปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ในระดับสังคมที่ตนเองอยู่ก็จะสามารถค่อย  ๆ  ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่บริสุทธิ์ขึ้น  แต่ถ้าเขาอวดตนว่าเป็น  โยค  ในขณะที่ความเป็นจริงแล้วเขากำลังแสวงหาอายตนะภายนอกเพื่อสนองประสาทสัมผัส  จะต้องถูกเรียกว่าเป็นผู้ฉ้อโกงอย่างมหันต์แม้บางครั้งเขาอาจพูดคุยเกี่ยวกับปรัชญา  แต่วิชาความรู้ของเขานั้นไร้คุณค่าเพราะว่าผลแห่งวิชาความรู้ของคนบาปเช่นนี้ได้ถูกพลังงานแห่งความหลงขององค์  ภควานฺ  ยึดเอาไปเสียแล้ว  จิตใจของผู้เสแสร้งเช่นนี้จะไม่มีความบริสุทธิ์  ดังนั้น  การแสดงออกว่าตนเองเป็น  โยค  นักทำสมาธิจะไม่มีคุณค่าอันใดเลย
यस्त्विन्द्रियाणि मनसा नियम्यारभतेऽर्जुन ।
कर्मेन्द्रियैः कर्मयोगमसक्तः स विशिष्यते ॥ ३.७ ॥
โศลก 7
yas tv indriyāṇi manasā  niyamyārabhate ’rjuna
karmendriyaiḥ karma-yogam  asaktaḥ sa viśiṣyate
ยสฺ ตฺวฺ อินฺทฺริยาณิ มนสา  นิยมฺยารภเต ’รฺชุน
กรฺเมนฺทฺริไยห์ กรฺม-โยคมฺ  อสกฺตห์ ส วิศิษฺยเต
ยห์ — ผู้ซึ่ง, ตุ — แต่, อินฺทฺริยาณิ — ประสาทสัมผัส, มนสา — ด้วยจิตใจ, นิยมฺย — ประมาณ, อารภเต — เริ่มต้น, อรฺชุน — โอ้ อรฺชุน, กรฺม-อินฺทฺริไยห์ — ด้วยอวัยวะประสาท สัมผัสที่ทำงาน, กรฺม-โยคมฺ — อุทิศตนเสียสละ, อสกฺตห์ — ไม่ยึดติด, สห์ — เขา, วิศิษฺยเต — ดีกว่าเป็นไหน ๆ
คำแปล
อีกด้านหนึ่ง  ถ้าหากผู้มีความจริงใจพยายามใช้จิตใจควบคุมประสาทสัมผัสที่ตื่นตัว  และเริ่มปฎิบัติ  กรฺม  -  โยค  (ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก)  โดยไม่ยึดติด  บุคคลเช่นนี้สูงส่งกว่าเป็นไหน  ๆ
คำอธิบาย
แทนที่จะมาเป็นนักทิพย์นิยมจอมปลอมเพื่อมีชีวิตอยู่อย่างสำมะเลเทเมาและแสวงหาความสุขทางประสาทสัมผัส  สู้อยู่ในธุรกิจของตนเองและปฎิบัติตามจุดมุ่งหมายของชีวิตเพื่อให้ได้รับอิสรภาพจากพันธนาการทางวัตถุ  และบรรลุถึงอาณาจักรแห่งองค์  ภควานฺ  จะดีกว่าเป็นไหน  ๆ  สฺวารฺถ-คติ  หรือจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์แห่งตน  คือบรรลุถึงพระ  วิษฺณุ  การวางรูปแบบสถาบัน  วรฺณ  และ  อาศฺรม  ทั้งหมดเพื่อช่วยให้เราบรรลุถึงจุดมุ่งหมายแห่งชีวิตนี้  คฤหัสถ์ก็สามารถบรรลุถึงจุดหมายปลายทางนี้ได้เช่นเดียวกัน  ด้วยการประมาณการปฎิบัติรับใช้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเพื่อความรู้แจ้งแห่งตน  เราสามารถใช้ชีวิตอยู่แบบควบคุมได้ดังที่ได้อธิบายไว้ใน  ศาสฺตฺร  ดำเนินธุรกิจของตนต่อไปโดยไม่ยึดติด  และเจริญก้าวหน้าด้วยวิธีนี้  ผู้ที่มีความจริงใจปฎิบัติตามวิธีนี้สถิตในสถานภาพที่ดีกว่าผู้เสแสร้งจอมปลอมที่อวดอ้างตนเองว่าเป็นนักทิพย์นิยมเพื่อหลอกลวงประชาชนผู้พาซื่อโดยทั่วไปเป็นไหน  ๆ  คนกวาดถนนผู้มีความจริงใจยังดีกว่านักปฎิบัติธรรมจอมปลอมที่ทำสมาธิเพียงเพื่อหาเลี้ยงชีพเท่านั้น
नियतं कुरु कर्म त्वं कर्म ज्यायो ह्यकर्मणः ।
शरीरयात्रापि च ते न प्रसिद्ध्येदकर्मणः ॥ ३.८ ॥
โศลก 8
niyataṁ kuru karma tvaṁ  karma jyāyo hy akarmaṇaḥ
śarīra-yātrāpi ca te  na prasidhyed akarmaṇaḥ
นิยตํ กุรุ กรฺม ตฺวํ  กรฺม ชฺยาโย หฺยฺ อกรฺมณห์
ศรีร-ยาตฺราปิ จ เต  น ปฺรสิเธฺยทฺ อกรฺมณห์
นิยตมฺ — กำหนด, กุรุ — ทำ, กรฺม — หน้าที่, ตฺวมฺ — ท่าน, กรฺม — งาน, ชฺยายห์ — ดีกว่า, หิ — แนน่นอน, อกรฺมณห์ — ดีกว่าไม่ทำงาน, ศรีร — ร่างกาย, ยาตฺรา — รักษา, อปิ — แม้, — เช่นกัน, เต — ของท่าน, — ไม่เคย, ปฺรสิเธฺยตฺ — มีผล, อกรฺมณห์ — ไม่ทำงาน
คำแปล
จงปฎิบัติหน้าที่ของเธอที่ได้กำหนดไว้  การกระทำเช่นนี้ดีกว่าไม่ทำงาน  เราไม่สามารถแม้แต่จะดำรงรักษาร่างกายนี้ไว้ได้โดยไม่ทำงาน
คำอธิบาย
มีนักปฎิบัติสมาธิจอมปลอมมากมายที่อวดอ้างตนอย่างผิด  ๆ  ว่าตนเองอยู่ในตระกูลสูง  และมีบุคคลผู้มีอาชีพสูงอวดอ้างอย่างผิด  ๆ  ว่าตนเองได้เสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเห็นแก่ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงไม่ปรารถนาให้อรฺชุน  มาเป็นผู้เสแสร้ง  แต่พระองค์ทรงปรารถนาให้มาปฏิบัติหน้าที่ที่กำหนดไว้สำหรับ  กฺษตฺริย  อรฺชุน  ทรงเป็นคฤหัสถ์และเป็นขุนพล  ดังนั้น  จึงเป็นการดีที่จะดำรงรักษาตำแหน่งนี้ไว้  และปฎิบัติหน้าที่ทางศาสนาที่กำหนดไว้สำหรับ  กฺษตฺริย  ในฐานะคฤหัสถ์กิจกรรมเช่นนี้จะชะล้างจิตใจของบุคคลทางโลกให้ค่อย  ๆ  สะอาดขึ้น  และมีอิสระจากมลทินทางวัตถุ  สิ่งที่อ้างว่าเป็นการเสียสละที่ทำไปเพื่อหาเลี้ยงชีพ  องค์  ภควานฺหรือแม้แต่พระคัมภีร์ของศาสนาใด  ๆ  ก็ไม่เห็นด้วย  แต่ว่าเราจะต้องทำงานบางอย่างเพื่อดำรงรักษาร่างกายและดวงวิญญาณนี้ให้อยู่ด้วยกัน  จึงไม่ควรยกเลิกงานตามอำเภอใจโดยไม่มีการชะล้างนิสัยทางวัตถุให้บริสุทธิ์ขึ้น  ไม่ว่าใครที่อยู่ในโลกวัตถุจะต้องมีนิสัยที่ไม่บริสุทธิ์  อยากเป็นเจ้าเหนือธรรมชาติวัตถุหรืออยากสนองประสาทสัมผัสของตนเองอย่างแน่นอน  นิสัยที่ไม่ดีเช่นนี้ต้องทำให้บริสุทธิ์ขึ้นด้วยการปฎิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้หากไม่ทำเช่นนี้เราไม่ควรพยายามอวดอ้างว่าเป็นนักทิพย์นิยมที่ยกเลิกกิจการงานและยังชีพอยู่ด้วยค่าใช้จ่ายของคนอื่น
यज्ञार्थात्कर्मणोऽन्यत्र लोकोऽयं कर्मबन्धनः ।
तदर्थं कर्म कौन्तेय मुक्तसङ्गः समाचर ॥ ३.९ ॥
โศลก 9
yajñārthāt karmaṇo ’nyatra  loko ’yaṁ karma-bandhanaḥ
tad-arthaṁ karma kaunteya  mukta-saṅgaḥ samācara
ยชฺญารฺถาตฺ กรฺมโณ ’นฺยตฺร  โลโก ’ยํ กรฺม-พนฺธนห์
ตทฺ-อรฺถํ กรฺม เกานฺเตย  มุกฺต-สงฺคห์ สมาจร
ยชฺญ-อรฺถาตฺ — ทำไปเพื่อ ยชฺญ หรือพระ วิษฺณุ, กรฺมณห์ — ดีกว่างาน, อนฺยตฺร — มิฉะนั้น,โลกห์ — โลก, อยมฺ — นี้, กรฺม-พนฺธนห์ — พันธนาการด้วยงาน, ตตฺ — ของ พระองค์, อรฺถมฺ — เพื่อประโยชน์, กรฺม — งาน, เกานฺเตย — โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี, มุกฺต-สงฺคห์ — มีอิสระจากการคบหาสมาคม, สมาจร — ทำอย่างสมบูรณ์
คำแปล
งานทำไปเพื่อเป็นการบูชาพระ  วิษฺณุ  จะต้องปฎิบัติ  มิฉะนั้น  งานจะเป็นต้นเหตุแห่งพันธนาการในโลกวัตถุนี้  ดังนั้น  โอ้  โอรสพระนาง  กุนฺตี  จงปฏิบัติหน้าที่ของเธอที่กำหนดไว้เพื่อให้องค์ภควานทรงพอพระทัย  ด้วยการกระทำเช่นนี้เธอจะมีอิสรภาพจากพันธนาการทางวัตถุอยู่ตลอดเวลา
คำอธิบาย
เนื่องจากเราจะต้องทำงานแม้เพื่อการดำรงชีวิตอยู่อย่างง่าย  ๆ  หน้าที่และคุณสมบัติที่กำหนดไว้สำหรับสถานภาพโดยเฉพาะในสังคมที่ได้จัดไว้เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายนี้  ยชฺญ  หมายถึงพระ  วิษฺณุ  หรือการปฎิบัติบูชา  การปฎิบัติบูชาทั้งหมดก็เพื่อให้พระ  วิษฺณุ  ทรงพอพระทัย  คัมภีร์พระ  เวท  กล่าวไว้ว่า  ยชฺโญ  ไว  วิษฺณุห์  หมายความว่า  เราสามารถบรรลุจุดมุ่งหมายเดียวกันไม่ว่าเราจะปฏิบัติ  ยชฺญ  ที่กำหนดไว้หรือรับใช้พระ  วิษฺณุ  โดยตรง  ดังนั้น  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจึงเป็นการปฎิบัติ  ยชฺญ  ดังที่อธิบายไว้ในโศลกนี้  สถาบัน  วรฺณาศฺรม  ก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้พระ  วิษฺณุ  ทรงพอพระทัยเช่นเดียวกัน  วรฺณาศฺรมาจารวตา  ปุรุเษณ  ปรห์  ปุมานฺ/  วิษฺณุรฺ  อาราธฺยเต  (วิษฺณุ  ปุราณ  3.8.8)
ดังนั้น  เราต้องทำงานเพื่อให้พระ  วิษฺณุ  ทรงพอพระทัย  งานใด  ๆ  ก็ตามที่ทำในโลกวัตถุนี้จะเป็นต้นเหตุแห่งพันธนาการ  ทั้งกรรมดีและกรรมชั่วจะต้องมีผลกรรม  ไม่ว่าผลกรรมใดก็ตามมันจะพันธนาการผู้กระทำ  ฉะนั้น  เราต้องทำงานใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเพื่อให้  กฺฤษฺณ  (หรือ  วิษฺณุ)  ทรงพอพระทัย  และในขณะที่ปฎิบัติกิจกรรมเช่นนี้  เราจะอยู่ในระดับหลุดพ้น  นี่คือศิลปะอันยิ่งใหญ่ในการทำงาน  ในขั้นต้นวิธีการนี้จำเป็นต้องมีผู้แนะนำที่มีความชำนาญเป็นพิเศษ  ฉะนั้น  เราต้องปฎิบัติด้วยความอดทน  ขยันหมั่นเพียรมากภายใต้การแนะนำที่เชี่ยวชาญของสาวกขององค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  หรือภายใต้คำสั่งสอนโดยตรงของ  กฺฤษฺณ  (ซึ่ง  อรฺชุน  ทรงได้รับโอกาสปฎิบัติงานเช่นนี้)  เราไม่ควรทำงานใดๆเพื่อสนองประสาทสัมผัสของตนเอง  แต่ทุกสิ่งทุกอย่างควรทำไปเพื่อให้  กฺฤษฺณ  ทรงพอพระทัย  การปฎิบัติเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะปกป้องเราจากผลกรรม  หากแต่ยังจะค่อย  ๆ  ยกระดับตัวเราไปสู่การรับใช้ทิพย์ด้วยความรักต่อพระองค์  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะส่งเสริมเราให้ขึ้นไปถึงอาณาจักรแห่งองค์  ภควานฺ  ได้
सहयज्ञाः प्रजाः सृष्ट्वा पुरोवाच प्रजापतिः ।
अनेन प्रसविष्यध्वमेष वोऽस्त्विष्टकामधुक् ॥ ३.१० ॥
โศลก 10
saha-yajñāḥ prajāḥ sṛṣṭvā  purovāca prajāpatiḥ
anena prasaviṣyadhvam  eṣa vo ’stv iṣṭa-kāma-dhuk
สห-ยชฺญาห์ ปฺรชาห์ สฺฤษฺฏฺวา  ปุโรวาจ ปฺรชาปติห์
อเนน ปฺรสวิษฺยธฺวมฺ  เอษ โว ’สฺตฺวฺ อิษฺฏ-กาม-ธุกฺ
สห — พร้อมกับ, ยชฺญาห์ — การบูชา, ปฺรชาห์ — ชั่วอายุคน, สฺฤษฺฏฺวา — การสร้าง, ปุรา — โบราณกาล, อุวาจ — กล่าว, ปฺรชา-ปติห์ — พระผู้เป็นเจ้าแห่งสรรพสัตว์, อเนน — ด้วย วิธีนี้, ปฺรสวิษฺยธฺวมฺ — จงเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น, เอษห์ — นี้, วห์ — ของท่าน, อสฺตุ — อนุญาตให้เป็น, อิษฺฏ — ของสิ่งที่ปรารถนาทั้งหมด, กาม-ธุกฺ — ผู้ให้
คำแปล
ในตอนเริ่มต้นของการสร้าง  พระผู้เป็นเจ้าแห่งสรรพสัตว์ทรงส่งประชากรมนุษย์และเทวดา  พร้อมทั้งพิธีการบูชาพระ  วิษฺณุ  และทรงให้พรด้วยการตรัสว่า  “พวกเธอจงมีความสุขด้วย  ยชฺญ  (การบูชา)  นี้  เพราะการปฎิบัติเช่นนี้จะส่งผลทุกสิ่งที่เธอปรารถนา  เพื่อให้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขและได้รับอิสรภาพหลุดพ้น”
คำอธิบาย
พระผู้เป็นเจ้าแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย  (พระ  วิษฺณุ)  ทรงสร้างโลกวัตถุ  เพื่อเสนอให้พันธวิญญาณได้มีโอกาสกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์  ภควานฺ  สิ่งมีชีวิตทั้งหลายภายในการสร้างโลกวัตถุอยู่ภายใต้สภาวะของธรรมชาติวัตถุ  เพราะลืมความสัมพันธ์กับพระ  วิษฺณุ  หรือ  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  หลักการพระ  เวท  มีไว้เพื่อช่วยเราให้เข้าใจความสัมพันธ์นิรันดรนี้  ดังที่กล่าวไว้ใน  ภควัท-คีตา:  เวไทศฺ  จ  สไรฺวรฺ  อหมฺ  เอว  เวทฺยห์  องค์  ภควานฺ  ตรัสว่าจุดมุ่งหมายของพระ  เวท  คือเพื่อให้เข้าใจพระองค์บทสวดมนต์พระ  เวท  ได้กล่าวว่า  ปตึ  วิศฺวสฺยาตฺเมศฺวรมฺ  ดังนั้น  พระผู้เป็นเจ้าของมวลชีวิตคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  พระ  วิษฺณุ  ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (2.4.20)ศฺรีล  ศุกเทว  โคสฺวามี  อธิบายถึงองค์  ภควานฺ  ว่าเป็น  ปติ  ในหลายรูปแบบ
ศฺริยห์ ปติรฺ ยชฺญ-ปติห์ ปฺรชา-ปติรฺ  ธิยำ ปติรฺ โลก-ปติรฺ ธรา-ปติห์
ปติรฺ คติศฺ จานฺธก-วฺฤษฺณิ-สาตฺวตำ  ปฺรสีทตำ เม ภควานฺ สตำ ปติห์
ปฺรชา-ปติ  คือพระ  วิษฺณุ  พระองค์ทรงเป็นองค์  ภควานฺ  ของมวลชีวิต  เป็นเจ้าแห่งโลกทั้งหมด  เป็นเจ้าแห่งความสง่างามทั้งหมด  และเป็นผู้ปกป้องทุก  ๆ  คนพระองค์ทรงสร้างโลกวัตถุนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ดวงวิญญาณที่อยู่ในสภาวะ  ได้เรียนรู้การปฎิบัติ  ยชฺญ  (การบูชา)  เพื่อให้พระ  วิษฺณุ  ทรงพอพระทัย  เพื่อให้เราขณะที่อยู่ในโลกวัตถุนี้ได้สามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบายโดยไม่มีความวิตกกังวล  และหลังจากร่างกายวัตถุปัจจุบันนี้เสร็จสิ้นลงเราจะสามารถบรรลุถึงอาณาจักรแห่งองค์ภควานฺ  ได้  นี่คือโครงการทั้งหมดสำหรับพันธวิญญาณ  ด้วยการปฎิบัติ  ยชฺญ  พันธวิญญาณจะค่อย  ๆ  มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกและมีคุณธรรมในทุกแง่ทุกมุม  ใน  กลิ  ยุคนี้คัมภีร์พระ  เวท  แนะนำ  สงฺกีรฺตน-ยชฺญ  (การร้องเพลงภาวนาพระนามขององค์  ภควานฺ)  ระบบทิพย์นี้องค์  ไจตนฺย  ทรงแนะนำไว้เพื่อการขนส่งมวลมนุษย์ในยุคนี้  สงฺกีรฺตน-ยชฺญ  และ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (11.5.32)  ได้กล่าวถึงองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ในรูปของผู้ปฎิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  (องค์  ไจตนฺย)  สัมพันธ์กับ  สงฺกีรฺตน-ยชฺญ  เป็นพิเศษไว้ดังนี้
กฺฤษฺณ-วรฺณํ ตฺวิษากฺฤษฺณํ  สางฺโคปางฺคาสฺตฺร-ปารฺษทมฺ
ยชฺไญห์ สงฺกีรฺตน-ปฺราไยรฺ  ยชนฺติ หิ สุ-เมธสห์
“ใน  กลิ  ยุคนี้  บุคคลผู้มีสติปัญญาเพียงพอจะบูชาองค์  ภควานฺ  ผู้ทรงมีพระสหายร่วมปฏิบัติ  สงฺกีรฺตน-ยชฺญ  ”  ยชฺญ  อื่น  ๆ  ที่ได้อธิบายไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  ปฎิบัติได้ยากลำบากมากใน  กลิ  ยุคนี้  แต่  สงฺกีรฺตน-ยชฺญ  นี้  ทั้งง่ายและประเสริฐด้วยประการทั้งปวง  ดังที่ได้แนะนำไว้เช่นเดียวกันใน  ภควัท-คีตา  (9.14)
देवान्भावयतानेन ते देवा भावयन्तु वः ।
परस्परं भावयन्तः श्रेयः परमवाप्स्यथ ॥ ३.११ ॥
โศลก 11
devān bhāvayatānena  te devā bhāvayantu vaḥ
parasparaṁ bhāvayantaḥ  śreyaḥ param avāpsyatha
เทวานฺ ภาวยตาเนน  เต เทวา ภาวยนฺตุ วห์
ปรสฺปรํ ภาวยนฺตห์  เศฺรยห์ ปรมฺ อวาปฺสฺยถ
เทวานฺ — เทวดา, ภาวยตา — มีความพึงพอใจ, อเนน — ด้วยการบูชานี้, เต — ท่านเหล่า นั้น, เทวาห์ — เทวดา, ภาวยนฺตุ — จะมีความพอใจ, วห์ — ท่าน, ปรสฺปรมฺ — ทั้งสองฝ่าย, ภาวยนฺตห์ — ต่างทำให้พึงพอใจซึ่งกันและกัน, เศฺรยห์ — พร, ปรมฺ — สูงสุด, อวาปฺสฺยถ — ท่านจะได้รับ
คำแปล
เหล่าเทวดาทรงพอพระทัยจากการปฎิบัติบูชาจะทำให้พวกเธอได้รับความพึงพอใจด้วยเช่นเดียวกัน  จากการร่วมมือกันระหว่างมนุษย์และเทวดาความเจริญรุ่งเรืองจะครอบคลุมไปทั่วสำหรับทุก  ๆ  ชีวิต
คำอธิบาย
เทวดาได้รับพลังอำนาจให้เป็นผู้บริหารภารกิจทางวัตถุ  ทรงเป็นผู้จัดส่ง  ลมแสง  น้ำ  และพรอื่น  ๆ  ทั้งหมดเพื่อดำรงรักษาร่างกายและดวงวิญญาณของมวลชีวิตภาระหน้าที่นี้องค์  ภควานฺ  ทรงมอบให้มวลเทวดาจำนวนมหาศาลทรงเป็นผู้ช่วย  ตามส่วนต่าง  ๆ  ของพระวรกายของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ความพึงพอพระทัยและไม่พึงพอพระทัยของมวลเทวดาขึ้นอยู่กับการปฎิบัติ  ยชฺญ  ของมนุษย์  ยชฺญ  บางประเภทปฎิบัติเพื่อให้เทวดาเฉพาะองค์ได้รับความพอพระทัย  ถึงกระนั้นพระ  วิษฺณุ  ทรงเป็นผู้ได้รับการบูชาใน  ยชฺญ  ทั้งหมด  เพราะพระ  วิษฺณุ  ทรงเป็นผู้นำในการได้รับประโยชน์ทั้งหมดดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ภควัท-คีตา  ว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้ได้รับประโยชน์จาก  ยชฺญ  ทั้งหมด  โภกฺตารํ  ยชฺญ-ตปสามฺ  ดังนั้น  ความพึงพอพระทัยครั้งสุดท้ายของ  ยชฺญ-ปติ  คือจุดมุ่งหมายที่สำคัญของ  ยชฺญ  ทั้งหมด  เมื่อ  ยชฺญ  เหล่านี้ได้ปฎิบัติอย่างสมบูรณ์โดยธรรมชาติเทวดาผู้ควบคุมหน่วยที่แจกจ่ายสิ่งต่าง  ๆ  ก็ทรงพอพระทัยและจะไม่มีการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ
การปฎิบัติ  ยชฺญ  มีผลดีตามมามากมายและในที่สุดจะนำเราให้หลุดพ้นมีอิสรภาพจากพันธนาการทางวัตถุ  ด้วยการปฎิบัติ  ยชฺญ  จะทำให้กิจกรรมทั้งหมดบริสุทธิ์ดังที่ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์พระ  เวท  ว่า  อาหาร-ศุทฺเธา  สตฺตฺว-ศุทฺธิห์  สตฺตฺว-ศุทฺเธา  ธฺรุวา  สฺมฺฤติห์  สฺมฺฤติ-ลมฺเภ  สรฺว-คฺรนฺถีนำ  วิปฺรโมกฺษห์  จากการปฎิบัติ  ยชฺญ  ทำให้อาหารบริสุทธิ์และถูกต้อง  จากการรับประทานอาหารที่บริสุทธิ์ถูกต้องชีวิตความเป็นอยู่จะบริสุทธิ์ถูกต้อง  และจากการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่บริสุทธิ์ถูกต้องเนื้อเยื่ออันละเอียดอ่อนที่ช่วยในความจำจะมีความบริสุทธิ์ถูกต้อง  เมื่อความจำบริสุทธิ์ถูกต้อง  เราจึงสามารถคิดถึงวิถีแห่งความหลุดพ้นเพื่ออิสรภาพ  และทั้งหมดนี้เมื่อรวมกันเข้าจะนำเราไปสู่  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบัน
इष्टान्भोगान्हि वो देवा दास्यन्ते यज्ञभाविताः ।
तैर्दत्तानप्रदायैभ्यो यो भुङ्क्ते स्तेन एव सः ॥ ३.१२ ॥
โศลก 12
iṣṭān bhogān hi vo devā  dāsyante yajña-bhāvitāḥ
tair dattān apradāyaibhyo  yo bhuṅkte stena eva saḥ
อิษฺฏานฺ โภคานฺ หิ โว เทวา  ทาสฺยนฺเต ยชฺญ-ภาวิตาห์
ไตรฺ ทตฺตานฺ อปฺรทาไยโภฺย  โย ภุงฺกฺเต เสฺตน เอว สห์
อิษฺฏานฺ — ปรารถนา, โภคานฺ — ความจำเป็นของชีวิต, หิ — แน่นอน, วห์ — แด่ท่าน, เทวาห์ — เทวดา, ทาสฺยนฺเต — จะให้รางวัล, ยชฺญ-ภาวิตาห์ — ได้รับความพึงพอใจจากการปฎิบัติ บูชา, ไตห์ — โดยพวกเขา, ทตฺตานฺ — สิ่งที่ให้, อปฺรทาย — ไม่มีการถวาย, เอภฺยห์ — แด่ เหล่าเทวดา, ยห์ — ผู้ซึ่ง, ภุงฺกฺเต — มีความสุข, เสฺตนห์ — ขโมย, เอว — แน่นอน, สห์ — เขา
คำแปล
เหล่าเทวดาผู้ควบคุมสิ่งจำเป็นต่าง  ๆ  สำหรับชีวิต  ได้รับความพึงพอพระทัยจากการปฏิบัติ  ยชฺญ  (การบูชา)  จะจัดส่งสิ่งของจำเป็นทั้งหมดให้แด่พวกเธอ  แต่ผู้ที่ได้รับความสุขจากของขวัญเหล่านี้โดยมิได้นำมาถวายคืนให้เทวดา  เป็นขโมยอย่างแน่นอน
คำอธิบาย
มวลเทวดาเป็นผู้แทนที่ได้รับมอบอำนาจจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์  วิษฺณุ  ในการจัดส่ง  ฉะนั้น  เหล่าเทวดาต้องได้รับความพึงพอพระทัยจากการปฎิบัติ  ยชฺญ  ที่ได้กำหนดไว้  ในคัมภีร์พระ  เวท  มี  ยชฺญ  ต่าง  ๆ  ที่ได้กำหนดไว้สำหรับมวลเทวดา  แต่ว่าในที่สุดการบูชาทั้งหมดจะถวายให้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  สำหรับผู้ที่ไม่เข้าใจว่าบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าคือใครจึงได้แนะนำการบูชาเทวดา  คัมภีร์พระ  เวท  ได้แนะนำ  ยชฺญ  ต่าง  ๆ  ตามลักษณะทางวัตถุของแต่ละบุคคล  การบูชาเทวดาก็มีหลักพื้นฐานเหมือนกัน  คือตามคุณลักษณะที่แตกต่างกันไป  ตัวอย่างเช่น  ผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์จะได้รับคำแนะนำให้บูชาสัตว์ต่อหน้าเจ้าแม่  กลิ  รูปลักษณ์อันน่าสะพรึงกลัวของธรรมชาติวัตถุ  สำหรับผู้ที่อยู่ในระดับความดีได้แนะนำให้ปฎิบัติทิพย์บูชาแด่พระ  วิษฺณุ  แต่ในที่สุดผลของ  ยชฺญ  ทั้งหมดจะค่อย  ๆ  ส่งเสริมเราให้มาอยู่ในสถานภาพทิพย์  สำหรับบุคคลทั่วไปอย่างน้อยที่สุด  ยชฺญ  ห้าอย่าง  มีชื่อว่า  ปญฺจ-มหา-ยชฺญ  เป็นสิ่งจำเป็น
อย่างไรก็ตามเราควรทราบว่าสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตทั้งหมดที่สังคมมนุษย์ต้องการ  เทวดาผู้เป็นตัวแทนขององค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้จัดส่ง  ไม่มีผู้ใดสามารถผลิตอะไรขึ้นมาได้  ตัวอย่างเช่น  อาหารทั้งหมดในสังคมมนุษย์ที่อยู่ในระดับความดีซึ่งรวมทั้งเมล็ดข้าว  ผลไม้  ผัก  นม  น้ำตาล  ฯลฯ  และอาหารสำหรับนักมังสะบริโภคด้วย  เช่น  เนื้อสัตว์มนุษย์ไม่สามารถผลิตอะไรได้เลย  มีตัวอย่างอีกเช่น  ความร้อน  แสง  น้ำ  ลม  ฯลฯ  ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตเช่นกัน  สังคมมนุษย์ก็ไม่สามารถผลิตได้  ถ้าไม่มีองค์  ภควานฺ  จะไม่มีแสงอาทิตย์  แสงจันทร์  ฝน  และลม  ฯลฯ  หากขาดสิ่งเหล่านี้จะไม่มีใครสามารถมีชีวิตอยู่ได้  ดังนั้น  ชีวิตเราจึงขึ้นอยู่กับการจัดส่งสิ่งต่าง  ๆ  จากองค์  ภควานฺ  แม้แต่โรงงานผู้ผลิตซึ่งต้องการวัตถุดิบมากมาย  เช่น  โลหะ  กำมะถัน  เมอร์คิวรี่  แมงกานีส  และ  สิ่งจำเป็นอื่น  ๆ  อีกมาก  ทั้งหมดนี้ผู้แทนขององค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้จัดส่งให้ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อให้เราได้ใช้สิ่งต่าง  ๆ  อย่างเหมาะสมในการที่จะรักษาสุขภาพพลามัยให้ดีเพื่อความรู้แจ้งแห่งตน  และนำเราไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต  นั่นคือเสรีภาพจากการดิ้นรนทางวัตถุเพื่อความอยู่รอด  จุดมุ่งหมายของชีวิตนี้สามารถบรรลุได้ด้วยการปฎิบัติ  ยชฺญ  หากเราลืมจุดมุ่งหมายของชีวิตมนุษย์  ได้แต่รับเอาสิ่งของต่าง  ๆ  จากผู้แทนขององค์  ภควานฺเพื่อสนองประสาทสัมผัสตนเองก็จะถูกพันธนาการมากยิ่งขึ้นในความเป็นอยู่ทางวัตถุซึ่งไม่ใช่จุดมุ่งหมายของการสร้าง  เราจึงเป็นขโมยอย่างแน่นอน  ดังนั้น  เราต้องถูกลงโทษตามกฎแห่งธรรมชาติวัตถุ  ในสังคมโจรจะไม่มีวันมีความสุขเพราะว่าพวกโจรไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต  โจรหยาบหรือนักวัตถุนิยมไม่มีจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตพวกโจรมุ่งแต่จะสนองประสาทสัมผัส  และไม่มีความรู้ว่าจะปฎิบัติ  ยชฺญ  อย่างไร  อย่างไรก็ดีองค์  ไจตนฺย  ได้ทรงสถาปนาการปฎิบัติ  ยชฺญ  ที่ง่ายที่สุดเรียกว่า  สงฺกีรฺตน-ยชฺญ  ซึ่งไม่ว่าใครในโลกก็สามารถปฎิบัติได้หากยอมรับในหลักการของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
यज्ञशिष्टाशिनः सन्तो मुच्यन्ते सर्वकिल्बिषैः ।
भुञ्जते ते त्वघं पापा ये पचन्त्यात्मकारणात् ॥ ३.१३ ॥
โศลก 13
yajña-śiṣṭāśinaḥ santo  mucyante sarva-kilbiṣaiḥ
bhuñjate te tv aghaṁ pāpā  ye pacanty ātma-kāraṇāt
ยชฺญ-ศิษฺฏาศินห์ สนฺโต  มุจฺยนฺเต สรฺว-กิลฺพิไษห์
ภุญฺชเต เต ตฺวฺ อฆํ ปาปา  เย ปจนฺตฺยฺ อาตฺม-การณาตฺ
ยชฺญ-ศิษฺฏ — อาหารที่รับประทานหลังจากการปฎิบัติ ยชฺญ, อศินห์ — ผู้รับประทาน, สนฺตห์ — สาวก, มุจฺยนฺเต — ได้รับการปลดเปลื้อง, สรฺว — ทุกชนิด, กิลฺพิไษห์ — จากความ บาป, ภุญฺชเต — ความสุข, เต — พวกเขา, ตุ — แต่, อฆมฺ — บาปที่เศร้าโศก, ปาปาห์ — ผู้ ทำบาป, เย — ผู้ซึ่ง, ปจนฺติ — ปรุงอาหาร, อาตฺม-การณาตฺ — เพื่อความสุขทางประสาท สัมผัส
คำแปล
สาวกขององค์ภควานได้รับการปลดเปลื้องจากบาปทั้งปวงเพราะว่ารับประทานอาหารที่ถวายเพื่อเป็นการบูชาก่อน  บุคคลอื่นที่ปรุงอาหารเพื่อความสุขทางประสาทสัมผัสของตนเอง  แน่นอนว่ารับประทานแต่ความบาปเท่านั้น
คำอธิบาย
สาวกขององค์  ภควานฺ  หรือบุคคลที่อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเรียกว่า  สนฺต  พวกท่านอยู่ในความรักกับองค์  ภควานฺ  เสมอ  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  (5.38):  เปฺรมาญฺชน-จฺฉุริต-ภกฺติ-วิโลจเนน  สนฺตห์  สไทว  หฺฤทเยษุ  วิโลกยนฺติ,  สนฺต  อยู่ในความรักอย่างแน่นแฟ้นกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์  โควินฺท  (ผู้ให้ความสุขทั้งปวง)  หรือองค์  มุกุนฺท  (ผู้ให้อิสรภาพ)  หรือองค์  กฺฤษฺณ  (ผู้มีเสน่ห์สูงสุด)อยู่เสมอ  ไม่สามารถรับเอาสิ่งใดที่ไม่ได้ถวายให้องค์  ภควานฺ  ก่อน  ฉะนั้น  สาวกเหล่านี้ปฎิบัติ  ยชฺญ  ในระดับต่าง  ๆ  แห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้อยู่เสมอ  เช่น  ศฺรวณมฺ,  กีรฺตนมฺ,  สฺมรณมฺ,  อรฺจนมฺ  ฯลฯ  และการปฎิบัติ  ยชฺญ  เหล่านี้จะคุ้มครองท่านให้อยู่ห่างจากมลทินแห่งการคบหาสมาคมที่เป็นบาปในโลกวัตถุทุกชนิด  ผู้ที่ปรุงอาหารเพื่อตนเองหรือเพื่อสนองประสาทสัมผัสแห่งตนไม่เพียงแต่เป็นขโมยเท่านั้น  หากแต่ยังเป็นผู้ที่รับประทานเอาความบาปทุกชนิดเข้าไปด้วย  เป็นทั้งขโมยและคนบาปจะมีความสุขได้อย่างไรมันเป็นไปไม่ได้  ฉะนั้น  เพื่อให้ประชากรมีความสุขในทุก  ๆ  ด้านจึงต้องได้รับการสอนให้ปฎิบัติวิธีการง่าย  ๆ  คือ  สงฺกีรฺตน-ยชฺญ  ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  มิฉะนั้น  จะไม่มีความสงบหรือความสุขในโลกนี้
अन्नाद्भवन्ति भूतानि पर्जन्यादन्नसम्भवः ।
यज्ञाद्भवति पर्जन्यो यज्ञः कर्मसमुद्भवः ॥ ३.१४ ॥
โศลก 14
annād bhavanti bhūtāni  parjanyād anna-sambhavaḥ
yajñād bhavati parjanyo  yajñaḥ karma-samudbhavaḥ
อนฺนาทฺ ภวนฺติ ภูตานิ  ปรฺชนฺยาทฺ อนฺน-สมฺภวห์
ยชฺญาทฺ ภวติ ปรฺชโนฺย  ยชฺญห์ กรฺม-สมุทฺภวห์
อนฺนาตฺ — จากธัญพืช, ภวนฺติ — เจริญเติบโต, ภูตานิ — ร่างวัตถุ, ปรฺชนฺยาตฺ — จากฝน, อนฺน — ของธัญญาหาร, สมฺภวห์ — การผลิต, ยชฺญาตฺ — จากการปฎิบัติบูชา,ภวติ — ทำให้เป็นไปได้, ปรฺชนฺยห์ — ฝน, ยชฺญห์ — การปฎิบัติ ยชฺญ, กรฺม — หน้าที่ที่กำหนด ไว้, สมุทฺภวห์ — เกิดจาก
คำแปล
ร่างที่มีชีวิตทั้งหมด  มีชีวิตอยู่ได้ด้วยธัญญาหารซึ่งผลิตมาจากฝน  ฝนเป็นผลผลิตจากการปฎิบัติ  ยชฺญ  (การบูชา)  และ  ยชฺญ  เกิดจากหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้
คำอธิบาย
ศฺรีล  วิทฺยาภูษณ  วิทฺยาภูษณ  นักเขียนและนักบรรยาย  ภควัท-คีตา  ผู้ยิ่งใหญ่ได้เขียนดังต่อไปนี้:  เย  อินฺทฺราทฺยฺ-องฺคตยาวสฺถิตํ  ยชฺญํ  สเรฺวศฺวรํ  วิษฺณุมฺ  อภฺยรฺจฺย  ตจฺ-เฉษมฺ  อศฺนนฺติ  เตน  ตทฺ  เทห-ยาตฺรำ  สมฺปาทยนฺติ,  เต  สนฺตห์  สเรฺวศฺวรสฺย  ยชฺญ-ปุรุษสฺย  ภกฺตาห์  สรฺว-กิลฺพิไษรฺ  อนาทิ-กาล-วิวฺฤทฺไธรฺ  อาตฺมานุภว-ปฺรติพนฺธไกรฺ  นิขิไลห์  ปาไปรฺ  วิมุจฺยนฺเต  องค์  ภควานฺ  ทรงมีพระนามว่า  ยชฺญ-ปุรุษ  หรือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการบูชาทั้งหมด  ทรงเป็นเจ้านายของปวงเทวดาผู้ทรงรับใช้พระองค์เสมือนส่วนต่าง  ๆ  ของพระวรกายที่รับใช้ทั่วทั้งพระวรกายเทวดาเช่น  พระ  อินฺทฺร  (อินฺทฺร)  พระจันทร์  (จนฺทฺร)  และพระ  วรุณ  ทรงเป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งให้บริหารภารกิจในโลกวัตถุ  คัมภีร์พระ  เวท  แนะนำการบูชาเทวดาเพื่อให้เทพเหล่านี้ทรงได้รับความพึงพอพระทัยและยินดีจัดส่ง  ลม  แสง  และน้ำให้เพียงพอในการผลิตธัญญาหาร  เมื่อองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ได้รับการบูชามวลเทวดาที่เปรียบเสมือนส่วนต่าง  ๆ  ของพระวรกายขององค์  ภควานฺ  ก็ทรงได้รับการบูชาโดยปริยายเช่นเดียวกันดังนั้น  จึงไม่มีความจำเป็นต้องบูชาเหล่าเทวดาอีกต่างหาก  ด้วยเหตุนี้สาวกผู้อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจึงถวายเครื่องเสวยแด่  กฺฤษฺณ  ก่อนแล้วตนเองจึงค่อยรับประทานซึ่งเป็นวิธีการบำรุงรักษาร่างทิพย์  การปฎิบัติเช่นนี้ไม่เพียงแต่ผลบาปของร่างกายในอดีตถูกชะล้างไป  แต่ร่างกายยังได้รับเชื้อวัคซีนป้องกันมลพิษทั้งมวลจากธรรมชาติวัตถุเมื่อมีเชื้อโรคระบาด  วัคซีนป้องกันโรคจะป้องกันเราจากการบุกรุกของโรคระบาดนั้นๆเครื่องเสวยที่ถวายให้พระ  วิษฺณุ  และเรานำมารับประทานก็เช่นเดียวกัน  จะทำให้เ  ราม  ีภูมิต้านทานเชื้อโรคทางวัตถุอย่างเพียงพอ  ผู้เคยชินต่อการปฎิบัติเช่นนี้เรียกว่าสาวกขององค์  ภควานฺ  ดังนั้น  บุคคลที่อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจึงรับประทานแต่อาหารที่ถวายแด่  กฺฤษฺณ  แล้ว  สิ่งนี้สามารถต่อต้านผลกรรมทั้งมวลจากเชื้อโรคทางวัตถุในอดีตซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าในการรู้แจ้งตนเอง  ขณะเดียวกันบุคคลที่ไม่ทำเช่นนี้จะเพิ่มพูนการกระทำบาปให้มากยิ่ง  ๆ  ขึ้นไป  และจะเตรียมร่างต่อไปที่เหมือนกับสุกรและสุนัขเพื่อรับกรรมจากผลบาปทั้งหมด  โลกวัตถุเต็มไปด้วยมลพิษและผู้ที่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันด้วยการรับประทานพระสาดัมขององค์  ภควานฺ  (เครื่องเสวยที่ถวายให้พระ  วิษฺณุแล้ว)  จะได้รับความปลอดภัยจากการบุกรุก  ผู้ไม่ทำเช่นนี้ต้องได้รับมลพิษอย่างแน่นอน
ธัญพืชหรือผักเป็นอาหารที่ควรรับประทาน  มนุษย์รับประทานข้าว  ผัก  และผลไม้ต่าง  ๆ  ฯลฯ  สัตว์กินกากอาหารจากข้าวและผัก  กินหญ้า  กินพืช  ฯลฯ  มนุษย์ผู้เคยชินกับการรับประทานเนื้อสัตว์ต้องขึ้นอยู่กับผลผลิตของพืชพันธุ์ธัญญาหารเช่นกันถึงจะกินสัตว์ได้  ดังนั้น  ในที่สุดเราจะต้องขึ้นอยู่กับผลผลิตของไร่นาไม่ใช่ผลผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่โต  ผลผลิตจากไร่นามาจากฝนที่ตกลงมาจากฟากฟ้าอย่างเพียงพอและฝนนี้เหล่าเทวดาเช่น  พระ  อินฺทฺร  พระอาทิตย์  พระจันทร์  ฯลฯ  ทรงเป็นผู้ควบคุม  และเทวดาทั้งหมดนี้ทรงเป็นผู้รับใช้ขององค์  ภควานฺ  พระองค์ทรงได้รับความพึงพอพระทัยจากการบูชา  ดังนั้น  ผู้ที่ไม่สามารถปฎิบัติการบูชาจะพบว่าตนเองอยู่ในสภาวะขาดแคลนนี่คือกฎแห่งธรรมชาติ  ยชฺญ  โดยเฉพาะ  สงฺกีรฺตน-ยชฺญ  ได้กำหนดไว้สำหรับยุคนี้จะต้องปฎิบัติเพื่อคุ้มครองเราอย่างน้อยที่สุดก็จากการขาดแคลนอาหาร
कर्म ब्रह्मोद्भवं विद्धि ब्रह्माक्षरसमुद्भवम् ।
तस्मात्सर्वगतं ब्रह्म नित्यं यज्ञे प्रतिष्ठितम् ॥ ३.१५ ॥
โศลก 15
karma brahmodbhavaṁ viddhi  brahmākṣara-samudbhavam
tasmāt sarva-gataṁ brahma  nityaṁ yajñe pratiṣṭhitam
กรฺม พฺรโหฺมทฺภวํ วิทฺธิ  พฺรหฺมากฺษร-สมุทฺภวมฺ
ตสฺมาตฺ สรฺว-คตํ พฺรหฺม  นิตฺยํ ยชฺเญ ปฺรติษฺฐิตมฺ
กรฺม — งาน, พฺรหฺม — จากคัมภีร์พระ เวท, อุทฺภวมฺ — ผลิต, วิทฺธิ — เธอควรรู้,พฺรหฺม — คัมภีร์พระ เวท, อกฺษร — จาก พฺรหฺมนฺ สูงสุด (บุคลิกภาพแห่งพระเจ้า), สมุทฺภวมฺ — ปรากฎออกมาโดยตรง, ตสฺมาตฺ — ดังนั้น, สรฺว-คตมฺ — แผ่พระจายไปทั่ว, พฺรหฺม — เหนือโลก, นิตฺยมฺ — อมตะ, ยชฺเญ — ในการบูชา, ปฺรติษฺฐิตมฺ — สถิต
คำแปล
ระเบียบกิจกรรมได้กำหนดไว้ในคัมภีร์พระ  เวท  และคัมภีร์พระ  เวท  ปรากฎออกมาโดยตรงจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ดังนั้น  องค์ภควานผู้ทรงแผ่กระจายไปทั่วทรงสถิตในการปฎิบัติบูชานิรันดร
คำอธิบาย
ยชฺญารฺถ-กรฺม  หรือความจำเป็นของงานเพื่อให้  กฺฤษฺณ  ทรงพอพระทัยเพียงอย่างเดียวได้เน้นมากขึ้นในโศลกนี้  หากเราต้องทำงานเพื่อให้  ยชฺญ-ปุรุษ  หรือพระ  วิษฺณุ  ทรงพอพระทัย  เราต้องค้นหาวิธีการทำงานใน  พฺรหฺมนฺ  หรือคัมภีร์ทิพย์พระ  เวท  ดังนั้น  คัมภีร์พระ  เวท  จึงเป็นกฎระเบียบแนะนำวิธีการทำงาน  การทำอะไรที่คัมภีร์พระ  เวท  ไม่ได้แนะนำไว้เรียกว่า  วิกรฺม  งานที่ไม่ได้รับอนุญาตหรืองานที่เป็นบาป  ดังนั้น  เราจึงควรรับคำแนะนำจากคัมภีร์พระ  เวท  เสมอเพื่อความปลอดภัยจากผลกรรม  เฉกเช่นเราต้องทำงานในชีวิตประจำวันทั่วไปตามคำแนะนำของรัฐ  ในทำนองเดียวกัน  เราต้องทำงานภายใต้คำแนะนำของรัฐสูงสุดแห่งองค์  ภควานฺ  คำแนะนำเช่นนี้อยู่ในคัมภีร์พระ  เวท  ซึ่งออกมาโดยตรงจากการหายใจของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าได้กล่าวไว้ว่า  อสฺย  มหโต  ภูตสฺย  นิศฺวสิตมฺ  เอตทฺ  ยทฺ  ฤคฺ-เวโท  ยชุรฺ-เวทห์  สาม-เวโท  ’ถรฺวางฺคิรสห์  “คัมภีร์พระ  เวท  ทั้งสี่เล่ม  ฤคฺ  เวท,  ยชุรฺ  เวท,  สาม  เวท  และ  อถรฺว  เวท  ทั้งหมดออกมาจากการหายใจของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่”  (พฺฤหทฺ-อารณฺยก  อุปนิษทฺ  4.5.11)  องค์  ภควานฺ  ในฐานะที่ทรงมีพระเดชทั้งปวง  ทรงสามารถตรัสด้วยลมหายใจดังที่ได้ยืนยันไว้ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  ว่าพระองค์ทรงพระเดชทั้งปวง  ประสาทสัมผัสแต่ละส่วนของพระองค์ทรงสามารถทำหน้าที่ของประสาทสัมผัสอื่น  ๆ  ได้  หรืออีกนัยหนึ่งองค์  ภควานฺ  ทรงสามารถตรัสด้วยการหายใจ  และทรงสามารถทำให้มีครรภ์ได้ด้วยพระเนตรของพระองค์  อันที่จริงได้กล่าวไว้ว่าพระองค์ทรงชำเลืองไปที่ธรรมชาติวัตถุและทรงเป็นพระบิดาของมวลชีวิต  หลังจากการสร้างหรือการให้พันธวิญญาณไปอยู่ในครรภ์ของธรรมชาติวัตถุ  พระองค์ทรงให้คำแนะนำสั่งสอนในปรัชญาพระ  เวท  ว่าพันธวิญญาณเหล่านี้จะกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์  ภควานฺ  ได้อย่างไร  เราควรระลึกเสมอว่าพันธวิญญาณในโลกวัตถุทั้งหมดมีความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาความสุขทางวัตถุ  แต่คำแนะนำของคัมภีร์พระ  เวท  ทำให้เราสามารถทำให้ความต้องการนอกลู่นอกทางของเราสมปรารถนาและกลับคืนสู่พระองค์จบสิ้นกับสิ่งที่สมมุติว่าเป็นความสุข  เป็นโอกาสของพันธวิญญาณที่จะได้รับอิสรภาพดังนั้น  พันธวิญญาณต้องพยายามปฏิบัติตามวิธีการ  ยชฺญ  ด้วยการมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกแม้พวกที่ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของคัมภีร์พระ  เวท  อาจรับเอาหลักการของ  กฺฤษฺณจิตสำนึกไปปฏิบัติแทนการปฏิบัติ  ยชฺญ  หรือ  กรฺม  ตามคัมภีร์พระ  เวท  ได้
एवं प्रवर्तितं चक्रं नानुवर्तयतीह यः ।
अघायुरिन्द्रियारामो मोघं पार्थ स जीवति ॥ ३.१६ ॥
โศลก 16
evaṁ pravartitaṁ cakraṁ  nānuvartayatīha yaḥ
aghāyur indriyārāmo  moghaṁ pārtha sa jīvati
เอวํ ปฺรวรฺติตํ จกฺรํ  นานุวรฺตยตีห ยห์
อฆายุรฺ อินฺทฺริยาราโม  โมฆํ ปารฺถ ส ชีวติ
เอวมฺ — ดังนั้น, ปฺรวรฺติตมฺ — สถาปนาโดยคัมภีร์พระ เวท, จกฺรมฺ — วัฎจักร, — ไม่, อนุวรฺตยติ — รับเอา, อิห — ในชีวิตนี้, ยห์ — ผู้ซึ่ง, อฆ-อายุห์ — ผู้ที่ชีวิตเต็มไปด้วย ความบาป, อินฺทฺริย-อารามห์ — พึงพอใจในการสนองประสาทสัมผัส, โมฆมฺ — อย่างไร้ ประโยชน์, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา (อารจุนะ), สห์ — เขา, ชีวติ — มีชีวิตอยู่
คำแปล
  อรฺชุน  ที่รัก  ผู้ที่ไม่ปฏิบัติบูชาอย่างครบวงจรตามที่คัมภัร์พระ  เวท  ได้สถาปนาไว้แน่นอนว่าชีวิตในร่างมนุษย์นี้เต็มไปด้วยความบาป  มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อความพึงพอใจของประสาทสัมผัสเท่านั้น  บุคคลเช่นนี้มีชีวิตอยู่อย่างไร้สาระประโยชน์
คำอธิบาย
ปรัชญาละโมบที่ว่า  “จงทำงานให้หนักและหาความสุขด้วยการสนองประสาทสัมผัส”  องค์  ภควานฺ  ทรงตำหนิไว้  ณ  ที่นี้  ดังนั้น  สำหรับพวกที่ต้องการหาความสุขในโลกวัตถุนี้  วงจรแห่งการปฎิบัติ  ยชฺญ  ที่กล่าวไว้ข้างต้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง  ผู้ที่ไม่ปฎิบัติตามกฎเกณฑ์นี้มีชีวิตอยู่ด้วยความเสี่ยงสูง  และจะถูกลงโทษมากยิ่งขึ้นตามกฎแห่งธรรมชาติ  ชีวิตมนุษย์มีไว้เพื่อความรู้แจ้งแห่งตนโดยเฉพาะจากหนึ่งในสามวิธีคือ  กรฺม-โยค,  ชฺญาน-โยค  หรือ  ภกฺติ-โยค  ไม่จำเป็นสำหรับนักทิพย์นิยมผู้อยู่เหนือความดีและความชั่วต้องปฎิบัติตาม  ยชฺญ  ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด  แต่สำหรับพวกที่ทำไปเพื่อสนองประสาทสัมผัสของตนเองจำเป็นต้องปฎิบัติ  ยชฺญ  ตามวงจรที่กล่าวไว้เพื่อความบริสุทธิ์ซึ่งมีกิจกรรมต่าง  ๆ  นานา  ผู้ที่ไม่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกแน่นอนว่าปฎิบัติตนอยู่ในประสาทสัมผัสจิตสำนึก  ฉะนั้น  จึงมีความจำเป็นต้องทำงานที่เป็นกุศล  ระบบ  ยชฺญ  ได้วางแผนไว้เพื่อให้บุคคลผู้มีประสาทสัมผัสจิตสำนึกอาจสามารถทำให้ประสาทสัมผัสของตนพึงพอใจได้โดยไม่ต้องถูกพันธนาการอยู่ในผลกรรมจากการสนองประสาทสัมผัส  ความเจริญรุ่งเรืองของโลกมิได้ขึ้นอยู่ที่ความพยายามของเรา  แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารขององค์  ภควานฺ  ที่ทรงอยู่เบื้องหลังซึ่งมอบหมายให้มวลเทวดาเป็นผู้ปฏิบัติโดยตรง  ดังนั้น  ยชฺญ  จึงมีเป้าหมายไปที่เทวดาโดยเฉพาะดังที่ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์พระ  เวท  ซึ่งเป็นทางอ้อมในการปฎิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เพราะว่าเมื่อเราประสบผลสำเร็จในการปฎิบัติ  ยชฺญ  แล้ว  เราต้องมาเป็นผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างแน่นอน  หากหลังจากปฎิบัติ  ยชฺญ  แล้วเราไม่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ถือว่าหลักธรรมนี้เป็นเพียงแค่หลักศีลธรรมเท่านั้น  ดังนั้น  เราไม่ควรจำกัดความเจริญก้าวหน้าให้มาถึงแค่ระดับศีลธรรมเท่านั้น  แต่ควรข้ามพ้นไปให้บรรลุถึง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
यस्त्वात्मरतिरेव स्यादात्मतृप्तश्च मानवः ।
आत्मन्येव च सन्तुष्टस्तस्य कार्यं न विद्यते ॥ ३.१७ ॥
โศลก 17
yas tv ātma-ratir eva syād  ātma-tṛptaś ca mānavaḥ
ātmany eva ca santuṣṭas  tasya kāryaṁ na vidyate
ยสฺ ตฺวฺ อาตฺม-รติรฺ เอว สฺยาทฺ  อาตฺม-ตฺฤปฺตศฺ จ มานวห์
อาตฺมนฺยฺ เอว จ สนฺตุษฺฏสฺ  ตสฺย การฺยํ น วิทฺยเต
ยห์ — ผู้ซึ่ง, ตุ — แต่, อาตฺม-รติห์ — มีความสุขอยู่ในตัว, เอว — แน่นอน, สฺยาตฺ — ยังคง, อาตฺม-ตฺฤปฺตห์ — ส่องแสงในตัว, — และ, มานวห์ — มนุษย์, อาตฺมนิ — ในตัวเขา, เอว — เท่านั้น, — และ, สนฺตุษฺฏห์ — เพียงพออย่างบริบูรณ์, ตสฺย — เขา, การฺยมฺ — หน้าที่, — ไม่, วิทฺยเต — เป็นอยู่
คำแปล
สำหรับผู้ที่มีความสุขอยู่ในตัวเอง  ผู้ซึ่งชีวิตมนุษย์ของเขาเป็นไปเพื่อความรู้แจ้งแห่งตน  เป็นผู้ที่มีความพึงพอใจในตนเองเท่านั้น  มีความพอเพียงอย่างบริบูรณ์สำหรับบุคคลเช่นนี้ไม่มีหน้าที่การงานใด  ๆ
คำอธิบาย
ผู้ที่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์และมีความพึงพอใจอย่างบริบูรณ์ในการปฎิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะไม่มีหน้าที่การงานอื่นใดที่ต้องทำ  เพราะว่าอยู่ใน  กฺฤษฺณจิตสำนึก  ความไม่บริสุทธิ์ทั้งหมดภายในตัวเขาได้ถูกชะล้างให้สะอาดโดยฉับพลัน  เทียบเท่ากับผลของการปฎิบัติ  ยชฺญ  หลาย  ๆ  พันครั้ง  จากการทำให้จิตสำนึกบริสุทธิ์เช่นนี้จะมีความมั่นใจอย่างแน่วแน่เกี่ยวกับสถานภาพนิรันดรในความสัมพันธ์กับองค์ภควานฺ  หน้าที่ของเขาจึงมีความสว่างไสวในตัวเองอันเนื่องมาจากพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควานฺ  ดังนั้น  เขาจะไม่มีพันธกรณีใดๆ  เกี่ยวกับคำสั่งสอนในคัมภีร์พระ  เวท  บุคคลผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเช่นนี้จะไม่สนใจกิจกรรมทางวัตถุและจะไม่ใฝ่หาความสุขทางวัตถุเช่น  สุรา  นารี  และสิ่งที่ทำให้ลุ่มหลงในลักษณะเดียวกันนี้
नैव तस्य कृतेनार्थो नाकृतेनेह कश्चन ।
न चास्य सर्वभूतेषु कश्चिदर्थव्यपाश्रयः ॥ ३.१८ ॥
โศลก 18
naiva tasya kṛtenārtho  nākṛteneha kaścana
na cāsya sarva-bhūteṣu  kaścid artha-vyapāśrayaḥ
ไนว ตสฺย กฺฤเตนารฺโถ  นากฺฤเตเนห กศฺจน
น จาสฺย สรฺว-ภูเตษุ  กศฺจิทฺ อรฺถ-วฺยปาศฺรยห์
— ไม่เคย, เอว — แน่นอน, ตสฺย — ของเขา, กฺฤเตน — ด้วยการปฏิบัติหน้าที่, อรฺถห์ — จุดมุ่งหมาย, — ไม่, อกฺฤเตน — โดยไม่ปฎิบัติหน้าที่, อิห — ในโลกนี้, กศฺจน — อะไร ก็แล้วแต่, — ไม่เคย, — และ, อสฺย — ของเขา, สรฺว-ภูเตษุ — ระหว่างสิ่งมีชีวิตทั้ง หลาย, กศฺจิตฺ — ใด ๆ, อรฺถ — จุดมุ่งหมาย, วฺยปาศฺรยห์ — เป็นที่พึ่ง
คำแปล
บุคคลผู้รู้แจ้งตนเองไม่มีจุดมุ่งหมายอื่นใดที่จะต้องบรรลุในการปฎิบัติหน้าที่ของตนที่กำหนดไว้  เขาไม่มีเหตุผลอันใดที่จะไม่ปฎิบัติงานนี้  และก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขึ้นอยู่กับสิ่งมีชีวิตใด  ๆ
คำอธิบาย
บุคคลผู้รู้แจ้งแห่งตนจะไม่มีพันธกรณีใด  ๆ  ในการปฎิบัติหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้  นอกจากกิจกรรมใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมิใช่ว่าไม่มีกิจกรรม  ดังจะอธิบายในโศลกต่อ  ๆ  ไป  บุคคลที่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่จำเป็นต้องไปพึ่งผู้ใดไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือเทวดา  สิ่งใดที่สามารถทำได้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกถือว่าเพียงพอในการปฏิบัติภาระกิจหน้าที่ของเขา
तस्मादसक्तः सततं कार्यं कर्म समाचर ।
असक्तो ह्याचरन्कर्म परमाप्नोति पूरुषः ॥ ३.१९ ॥
โศลก 19
tasmād asaktaḥ satataṁ  kāryaṁ karma samācara
asakto hy ācaran karma  param āpnoti pūruṣaḥ
ตสฺมาทฺ อสกฺตห์ สตตํ  การฺยํ กรฺม สมาจร
อสกฺโต หฺยฺ อาจรนฺ กรฺม  ปรมฺ อาปฺโนติ ปูรุษห์
ตสฺมาตฺ — ดังนั้น, อสกฺตห์ — ไม่ยึดติด, สตตมฺ — สม่ำเสมอ, การฺยมฺ — เป็นหน้าที่, กรฺม — งาน, สมาจร — ปฏิบัติ, อสกฺตห์ — ไม่ยึดติด, หิ — แน่นอน, อาจรนฺ — ปฏิบัติ, กรฺม — งาน, ปรมฺ — สูงสุด, อาปฺโนติ — ได้รับ, ปูรุษห์ — มนุษย์
คำแปล
ฉะนั้น  โดยปราศจากการยึดติดกับผลของงาน  เราควรปฎิบัติตนตามหน้าที่เพราะจากการทำงานโดยไม่ยึดติด  เราจะบรรลุถึงองค์ภควาน
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  คือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าสำหรับสาวก  คือความหลุดพ้นสำหรับผู้ที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์  ดังนั้น  บุคคลผู้ปฎิบัติตนเพื่อ  กฺฤษฺณ  หรืออยู่ในกฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ภายใต้การแนะนำที่ถูกต้องโดยไม่ยึดติดต่อผลของงาน  แน่นอนว่าต้องเจริญก้าวหน้าไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดแห่งชีวิต  อรฺชุน  ได้รับคำแนะนำว่าควรต่อสู้ในสนามรบ  กุรุกฺเษตฺร  เพื่อประโยชน์ของ  กฺฤษฺณ  เพราะว่า  กฺฤษฺณ  ทรงปรารถนาให้  อรฺชุนสู้  การเป็นคนดีหรือเป็นคนที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่นเป็นการยึดติดส่วนตัว  แต่การปฎิบัติตนเพื่อองค์  ภควานฺ  เป็นการปฎิบัติโดยไม่ยึดติดต่อผลงาน  นี่คือการปฎิบัติที่สมบูรณ์สูงสุดที่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงแนะนำ
พิธีกรรมในคัมภีร์พระ  เวท  เป็นพิธีการบวงสรวงบูชา  กำหนดให้ปฎิบัติเพื่อชะล้างความไม่บริสุทธิ์อันเนื่องมาจากกิจกรรมที่ไม่เป็นมงคลในการสนองประสาทสัมผัส  แต่การปฎิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอยู่เหนือผลกรรมทั้งดีและชั่ว  บุคคลผู้มี  กฺฤษฺณจิตสำนึกจะไม่ยึดติดกับผลของงาน  แต่ปฎิบัติไปเพื่อ  กฺฤษฺณ  เท่านั้น  เขาสามารถทำกิจกรรมทุกชนิดแต่ว่าไม่มีความยึดติดใด  ๆ  เลย
कर्मणैव हि संसिद्धिमास्थिता जनकादयः ।
लोकसंग्रहमेवापि संपश्यन्कर्तुमर्हसि ॥ ३.२० ॥
โศลก 20
karmaṇaiva hi saṁsiddhim  āsthitā janakādayaḥ
loka-saṅgraham evāpi  sampaśyan kartum arhasi
กรฺมไณว หิ สํสิทฺธิมฺ  อาสฺถิตา ชนกาทยห์
โลก-สงฺคฺรหมฺ เอวาปิ  สมฺปศฺยนฺ กรฺตุมฺ อรฺหสิ
กรฺมณา — ด้วยงาน, เอว — แม้แต่, หิ — แน่นอน, สํสิทฺธิมฺ — ในความสมบูรณ์, อาสฺถิตาห์ — สถิต, ชนก-อาทยห์ชนก และกษัตริย์อื่น ๆ, โลก-สงฺคฺรหมฺ — ผู้คนโดย ทั่วไป, เอว อปิ — เช่นกัน, สมฺปศฺยนฺ — พิจารณา, กรฺตุมฺ — ปฎิบัติ, อรฺหสิ — เธอควรได้รับ
คำแปล
กษัตริย์  เช่น  พระเจ้า  ชนก  ทรงบรรลุถึงความสมบูรณ์ด้วยเพียงแต่ทรงปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้เท่านั้น  ดังนั้น  เพื่อเป็นการส่งเสริมการศึกษาแก่ประชาชนโดยทั่วไป  เธอควรจะปฎิบัติงานของเธอ
คำอธิบาย
เหล่า  กฺษตฺริย  ดังเช่นพระเจ้า  ชนก  ทรงเป็นดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งแห่งตน  ดังนั้น  กฺษตฺริย  เหล่านี้ทรงไม่มีข้อผูกพันในการที่จะต้องฎิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในคัมภีร์พระ  เวท  แต่ถึงกระนั้น  กฺษตฺริย  เหล่านี้ก็ยังทรงปฎิบัติตามหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้ทั้งหมดเพื่อทำตนเป็นตัวอย่างสำหรับประชาชนโดยทั่วไป  พระเจ้า  ชนก  เป็นพระราชบิดาของพระนาง  สีตา  ทรงเป็นพระสัสสุระของพระ  ราม  เนื่องจากเป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่ขององค์  ภควานฺ  พระองค์ทรงสถิตเหนือโลกวัตถุ  แต่เนื่องจากทรงเป็น  กฺษตฺริย  แห่งนคร  มิถิลา  (เมืองหนึ่งของจังหวัดบิฮารในประเทศอินเดีย)  จึงจำเป็นต้องสอนประชาชนของพระองค์ว่าควรปฎิบัติหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างไร  อรฺชุน  ผู้เป็นสหายนิรันดรของ  กฺฤษฺณ  ไม่มีความจำเป็นต้องต่อสู้ในสนามรบ  กุรุกฺเษตฺร  แต่ทั้งสองพระองค์ทรงต่อสู้เพื่อสอนประชาชนโดยทั่วไปว่า  ความรุนแรงบางครั้งมีความจำเป็นในสถานการณ์ที่ความถูกต้องยุติธรรมพ่ายแพ้  ก่อนจะเกิดสงค  ราม  ที่  กุรุกฺเษตฺร  ได้มีความพยายามทุกวิถีทางที่จะหลีกเลี่ยงสงค  ราม  แม้แต่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าเองก็ทรงพยายาม  แต่ฝ่ายตรงข้ามยืนกรานว่าจะต้องรบ  ดังนั้น  เพื่อความถูกต้องยุติธรรมสงค  ราม  จึงเป็นสิ่งจำเป็น  ถึงแม้ว่าผู้ที่สถิตใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอาจจะไม่มีความสนใจต่อสิ่งใดในโลก  แต่ยังต้องทำงานเพื่อสอนประชาชนทั่วไปว่าควรจะมีชีวิตอยู่อย่างไรและควรจะทำงานอย่างไร  บุคคลผู้มีประสบการณ์ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกสามารถปฎิบัติตนให้ผู้อื่นปฎิบัติตามได้  ดังจะได้อธิบายในโศลกต่อไป
यद्यदाचरति श्रेष्ठस्तत्तदेवेतरो जनः ।
स यत्प्रमाणं कुरुते लोकस्तदनुवर्तते ॥ ३.२१ ॥
โศลก 21
yad yad ācarati śreṣṭhas  tat tad evetaro janaḥ
sa yat pramāṇaṁ kurute  lokas tad anuvartate
ยทฺ ยทฺ อาจรติ เศฺรษฺฐสฺ  ตตฺ ตทฺ เอเวตโร ชนห์
ส ยตฺ ปฺรมาณํ กุรุเต  โลกสฺ ตทฺ อนุวรฺตเต
ยตฺ ยตฺ — อะไรก็แล้วแต่, อาจรติ — เขากระทำ, เศฺรษฺฐห์ — ผู้นำที่ควรเคารพ, ตตฺ — นั้น, ตตฺ — และสิ่งนั้นสิ่งเดียว, เอว — แน่นอน, อิตรห์ — ทั่วไป, ชนห์ — บุคคล, สห์ — เขา, ยตฺ — อะไรก็แล้วแต่, ปฺรมาณมฺ — ตัวอย่าง, กุรุเต — ปฎิบัติ, โลกห์ — โลกทั้งหมด, ตตฺ — นั้น, อนุวรฺตเต — ปฎิบัติตามรอยพระบาท
คำแปล
มหาบุรุษปฎิบัติอย่างไรบุคคลธรรมดาทั่วไปจะปฎิบัติตาม  และมาตรฐานใดที่ท่านวางไว้ด้วยการปฎิบัติตนเป็นตัวอย่าง  ทั่วโลกจะเจริญรอยตาม
คำอธิบาย
ประชาชนทั่วไปจำเป็นต้องมีผู้นำที่สามารถสอนด้วยการปฎิบัติให้ดูเป็นตัวอย่าง  ผู้นำไม่สามารถสอนให้ประชาชนงดสูบบุหรี่หากตนเองยังสูบบุหรี่อยู่  องค์  ไจตนฺย  ตรัสว่า  ครูควรจะปฎิบัติตนให้เหมาะสมถูกต้องก่อนที่จะเริ่มทำการสอนผู้อื่น  ผู้ที่สอนแบบนี้เรียกว่า  อาจารฺย  หรือครูที่ดีเลิศ  ฉะนั้น  ครูต้องปฎิบัติตามหลักของ  ศาสฺตฺร  (พระคัมภีร์)  ในการสอนบุคคลทั่วไปครูไม่ควรออกกฎเกณฑ์ที่ขัดกับหลักธรรมในพระคัมภีร์ที่เปิดเผย  พระคัมภีร์ที่เปิดเผยเช่น  มนุ-สํหิตา  และเล่มอื่น  ๆ  ในลักษณะเดียวกันนี้ถือว่าเป็นหนังสือมาตรฐานที่สังคมมนุษย์ควรปฎิบัติตาม  ฉะนั้น  คำสอนของผู้นำควรจะมีพื้นฐานมาจากหลักธรรมของศาสฺตฺร  ที่ได้มาตรฐานเหล่านี้  ผู้ปรารถนาจะพัฒนาตนเองต้องปฎิบัติตามหลักมาตรฐานดังที่พระอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ปฎิบัติ  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ได้ยืนยันเช่นเดียวกันว่าเราควรเจริญรอยตามพระบาทของสาวกผู้ยิ่งใหญ่นี่คือวิธีแห่งความเจริญก้าวหน้าบนหนทางแห่งความรู้แจ้งทิพย์  กฺษตฺริย  หรือผู้บริหารรัฐบิดา  และครูอาจารย์  ถือว่าเป็นผู้นำโดยธรรมชาติของประชาชนผู้พาซื่อโดยทั่วไป  ผู้นำโดยธรรมชาติทั้งหมดนี้มีความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงต่อผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของตน  ฉะนั้น  ผู้นำเหล่านี้จะต้องรอบรู้เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ศีลธรรมและศาสนาของหนังสือมาตรฐานเหล่านี้
न मे पार्थास्ति कर्तव्यं त्रिषु लोकेषु किंचन ।
नानवाप्तमवाप्तव्यं वर्त एव च कर्मणि ॥ ३.२२ ॥
โศลก 22
na me pārthāsti kartavyaṁ  triṣu lokeṣu kiñcana
nānavāptam avāptavyaṁ  varta eva ca karmaṇi
น เม ปารฺถาสฺติ กรฺตวฺยํ  ตฺริษุ โลเกษุ กิญฺจน
นานวาปฺตมฺ อวาปฺตวฺยํ  วรฺต เอว จ กรฺมณิ
— ไม่, เม — ของข้า, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, อสฺติ — มี, กรฺตวฺยมฺ — หน้าที่ ที่กำหนดไว้, ตฺริษุ — ในทั้งสาม, โลเกษุ — ระบบดาวเคราะห์, กิญฺจน — ใด, — ไม่มี, อนวาปฺตมฺ — ต้องการ, อวาปฺตวฺยมฺ — ได้กำไร, วรฺเต — ข้าปฎิบัติอยู่, เอว — แน่นอน, — เช่นกัน, กรฺมณิ — ในหน้าที่ที่กำหนดไว้
คำแปล
โอ้  โอรสพระนาง  ปฺฤถา  ไม่มีงานใดที่กำหนดไว้สำหรับข้าภายในระบบดาวเคราะห์ทั้งสาม  ข้าไม่ต้องการสิ่งใด  และข้าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องบรรลุถึงอะไร  ถึงกระนั้นข้ายังต้องฎิบัติหน้าที่ตามที่ได้กำหนดไว้
คำอธิบาย
วรรณกรรมพระ  เวท  ได้อธิบายถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าดังต่อไปนี้
ตมฺ อีศฺวราณำ ปรมํ มเหศฺวรํ  ตํ เทวตานำ ปรมํ จ ไทวตมฺ
ปตึ ปตีนำ ปรมํ ปรสฺตาทฺ  วิทาม เทวํ ภุวเนศมฺ อีฑฺยมฺ
น ตสฺย การฺยํ กรณํ จ วิทฺยเต  น ตตฺ-สมศฺ จาภฺยธิกศฺ จ ทฺฤศฺยเต
ปราสฺย ศกฺติรฺ วิวิไธว ศฺรูยเต  สฺวาภาวิกี ชฺญาน-พล-กฺริยา จ
“องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้ควบคุมผู้ควบคุมทั้งหลาย  พระองค์ทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาผู้นำของดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  ทั้งหมด  ทุก  ๆ  ชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุมของพระองค์สิ่งมีชีวิตทั้งมวลมิใช่ผู้สูงสุด  หากแต่ได้รับพลังอำนาจเฉพาะจากองค์  ภควานฺ  มวลเทวดาบูชาพระองค์  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้บัญชาการสูงสุดในหมู่ผู้บัญชาการทั้งหลาย  ฉะนั้นทรงเป็นทิพย์อยู่เหนือผู้นำและผู้ควบคุมทางวัตถุทั้งมวล  ทุก  ๆ  ชีวิตบูชาพระองค์  ไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์  และพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง
“องค์  ภควานฺ  ทรงมิได้มีพระวรกายเหมือนกับสิ่งมีชีวิตสามัญทั่วไป  ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างพระวรกายและดวงวิญญาณของพระองค์  พระองค์ทรงสมบูรณ์บริบูรณ์ทุกประการ  ประสาทสัมผัสทั้งหมดของพระองค์เป็นทิพย์  แต่ละประสาทสัมผัสสามารถทำหน้าที่ของประสาทสัมผัสอื่น  ๆ  ได้ทั้งหมด  ดังนั้น  จึงไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่าหรือเสมอเหมือนพระองค์  พระเดชของพระองค์มีหลากหลายมากมาย  ฉะนั้น  กิจกรรมของพระองค์เป็นไปตามลำดับตามธรรมชาติ”  (เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  6.7-8)
เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างมีความมั่งคั่งสมบูรณ์อยู่ในองค์  ภควานฺ  และปรากฎอยู่เป็นสัจธรรมที่สมบูรณ์  ไม่มีหน้าที่อันใดสำหรับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงต้องปฎิบัติ  ผู้ที่ต้องรับผลของงานจะต้องมีหน้าที่ที่กำหนดไว้บางประการ  แต่ผู้ที่ไม่มีจุดมุ่งหมายใด  ๆ  จะต้องบรรลุภายในระบบดาวเคราะห์ทั้งสามย่อมไม่มีหน้าที่อย่างแน่นอนถึงกระนั้น  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ยังทรงรับพระภารกิจในสมรภูมิ  กุรุกฺเษตฺร  ในฐานะเป็นผู้นำ  กฺษตฺริย  เพราะเป็นหน้าที่ของ  กฺษตฺริย  ที่ต้องปกป้องคุ้มครองประชาชนผู้ได้รับความทุกข์แม้ว่าองค์  ภควานฺ  ทรงอยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งหลายที่ปรากฎอยู่ในพระคัมภีร์  แต่พระองค์ทรงมิได้กระทำสิ่งที่ละเมิดพระคัมภีร์ที่เปิดเผยไว้
यदि ह्यहं न वर्तेयं जातु कर्मण्यतन्द्रितः ।
मम वर्त्मानुवर्तन्ते मनुष्याः पार्थ सर्वशः ॥ ३.२३ ॥
โศลก 23
yadi hy ahaṁ na varteyaṁ  jātu karmaṇy atandritaḥ
mama vartmānuvartante  manuṣyāḥ pārtha sarvaśaḥ
ยทิ หฺยฺ อหํ น วรฺเตยํ  ชาตุ กรฺมณฺยฺ อตนฺทฺริตห์
มม วรฺตฺมานุวรฺตนฺเต  มนุษฺยาห์ ปารฺถ สรฺวศห์
ยทิ — ถ้าหาก, หิ — แน่นอน, อหมฺ — ข้า, — ไม่, วรฺเตยมฺ — ปฎิบัติ, ชาตุ — เคย, กรฺมณิ — ในการปฎิบัติหน้าที่ที่กำหนดไว้, อตนฺทฺริตห์ — ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง, มม — ของข้า, วรฺตฺม — วิถีทาง, อนุวรฺตนฺเต — จะปฎิบัติตาม, มนุษฺยาห์ — มนุษย์ทั้งหลาย, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, สรฺวศห์ — ในทั้งหมด
คำแปล
ถ้าหากข้าไม่ปฎิบัติหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างระมัดระวังแล้วไซร้  โอ้  ปารฺถ  ทุกคนจะปฎิบัติตามแนวทางของข้าอย่างแน่นอน
คำอธิบาย
เพื่อรักษาสมดุลแห่งความสงบของสังคมให้เจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์จึงมีขนบธรรมเนียมประเพณีของครอบครัวที่มีอารยธรรม  แม้ว่ากฎเกณฑ์เหล่านี้มีไว้สำหรับพันธวิญญาณไม่ใช่สำหรับองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  แต่เนื่องจากเสด็จลงมาเพื่อสถาปนาหลักศาสนา  พระองค์จึงทรงปฎิบัติหน้าที่ตามกฎเกณฑ์ต่าง  ๆ  ที่กำหนดไว้ให้เป็นแบบอย่างเพื่อคนธรรมดาสามัญทั่วไปจะได้เจริญรอยตามพระบาทของพระองค์  เนื่องจากทรงเป็นผู้ที่เชื่อถือได้มากที่สุด  จาก  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  เราเข้าใจว่าองค์  กฺฤษฺณ  ทรงปฎิบัติหน้าที่ทางศาสนาทั้งหมดทั้งในบ้านและนอกบ้านตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับชีวิตคฤหัสถ์
उत्सीदेयुरिमे लोका न कुर्यां कर्म चेदहम् ।
संकरस्य च कर्ता स्यामुपहन्यामिमाः प्रजाः ॥ ३.२४ ॥
โศลก 24
utsīdeyur ime lokā  na kuryāṁ karma ced aham
saṅkarasya ca kartā syām  upahanyām imāḥ prajāḥ
อุตฺสีเทยุรฺ อิเม โลกา  น กุรฺยำ กรฺม เจทฺ อหมฺ
สงฺกรสฺย จ กรฺตา สฺยามฺ  อุปหนฺยามฺ อิมาห์ ปฺรชาห์
อุตฺสีเทยุห์ — จะตกอยู่ในความหายนะ,อิเม — ทั้งหมดนี้, โลกาห์ — โลกต่าง ๆ, — ไม่, กุรฺยามฺ — ข้าปฎิบัติ, กรฺม — หน้าที่ที่ได้กำหนดไว้, เจตฺ — หาก, อหมฺ — ข้า, สงฺกรสฺย — ของประชากรที่ไม่ต้องการ, — และ, กรฺตา — ผู้สร้าง, สฺยามฺ — จะเป็น, อุปหนฺยามฺ — จะทำลาย, อิมาห์ — ทั้งหมดนี้, ปฺรชาห์ — สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ
คำแปล
หากข้าไม่ปฎิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้  โลกทั้งหลายจะตกอยู่ในความหายนะ  ข้าจะเป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดประชากรที่ไม่พึงปรารถนา  และจะเป็นผู้ทำลายความสงบของมวลชีวิต
คำอธิบาย
วรฺณ-สงฺกร  คือประชากรที่ไม่พึงปรารถนา  ผู้ชอบก่อความไม่สงบให้เกิดขึ้นในสังคมโดยทั่วไป  เพื่อเป็นการถ่วงดุลความไม่สงบในสังคม  จึงมีกฎเกณฑ์กำหนดไว้ให้ประชาชนสามารถได้รับความสงบและรวมพลังเพื่อความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์เมื่อองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เสด็จลงมา  โดยธรรมชาติพระองค์ทรงปฎิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้  เพื่อรักษาชื่อเสียงและทำให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฎิบัติสิ่งสำคัญเหล่านี้  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นพระบิดาของมวลชีวิต  หากสิ่งมีชีวิตถูกนำพาไปในทางที่ผิด  โดยทางอ้อมพระองค์ทรงรับผิดชอบ  ดังนั้น  เมื่อใดที่มีการละเลยหลักธรรมโดยทั่วไปพระองค์จะเสด็จลงมาเพื่อแก้ปัญหาสังคม  อย่างไรก็ดีเราควรจะระมัดระวังไว้  ถึงแม้ว่าเราต้องปฎิบัติตามรอยพระบาทขององค์  ภควานฺ  ต้องจดจำไว้เสมอว่าเราไม่สามารถเลียนแบบพระองค์  การปฎิบัติตามและการเลียนแบบไม่เหมือนกัน  เราไม่สามารถเลียนแบบองค์  ภควานฺ  ด้วยการยกภูเขา  โควรฺธน  ดังที่ทรงกระทำในขณะที่ยังทรงพระเยาว์ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์  เราต้องปฎิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์  แต่ไม่ควรเลียนแบบพระองค์  ไม่ว่าในขณะใด  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (10.33.30-31)  ยืนยันไว้ดังนี้
ไนตตฺ สมาจเรชฺ ชาตุ  มนสาปิ หฺยฺ อนีศฺวรห์
วินศฺยตฺยฺ อาจรนฺ เมาฒฺยาทฺ  ยถารุโทฺร ’พฺธิ-ชํ วิษมฺ
อีศฺวราณำ วจห์ สตฺยํ  ตไถวาจริตํ กฺวจิตฺ
เตษำ ยตฺ สฺว-วโจ-ยุกฺตํ  พุทฺธิมำสฺ ตตฺ สมาจเรตฺ
“เราควรปฎิบัติตามคำสั่งสอนขององค์  ภควานฺ  และผู้รับใช้ของพระองค์ที่ได้รับมอบอำนาจมา  คำสั่งสอนของท่านเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ดีสำหรับพวกเรา  ผู้มีสติปัญญาจะปฎิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้  อย่างไรก็ดี  เราควรระวังว่าจะไม่พยายามเลียนแบบการกระทำของพวกท่าน  เฉกเช่นเราไม่ควรดื่มมหาสมุทรยาพิษเพื่อเลียนแบบพระ  ศิว  ”
เราควรพิจารณาตำแหน่งของ  อีศฺวร  หรือผู้ที่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ว่าทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่อยู่เสมอ  หากเราไม่มีพลังอำนาจเช่นนี้เราไม่สามารถเลียนแบบอีศฺวร  ผู้งทรงพลังที่สูกว่า  พระ  ศิว  ทรงดื่มยาพิษถึงขนาดกลืนมหาสมุทรได้  แต่หากว่าคนธรรมดาสามัญทั่วไปพยายามดื่มยาพิษนี้แม้เพียงนิดเดียวจะตายทันที  มีสาวกจอมปลอมมากมายของพระ  ศิว  ผู้ต้องการสูบกัญชาและยาเสพติดในลักษณะเดียวกันนี้  โดยลืมไปว่าการเลียนแบบการกระทำของพระ  ศิว  เช่นนี้เทียบเท่ากับเรียกหาความตายเข้ามาใกล้ตัว  ในทำนองเดียวกันมีสาวกจอมปลอมของ  กฺฤษฺณ  ที่ชอบเลียนแบบองค์  ภควานฺ  ใน  ราส-ลีลา  หรือลีลาศแห่งความรัก  โดยลืมไปว่าตนเองไม่มีความสามารถที่จะยกภูเขา  โควรฺธน  ได้  ฉะนั้น  เป็นการดีที่สุดที่เราจะไม่พยายามเลียนแบบพระองค์ผู้ทรงเดช  เพียงแค่ปฎิบัติตามคำสั่งสอนก็พอแล้ว  เราไม่ควรพยายามไปยึดตำแหน่งของพระองค์โดยที่เราไม่มีคุณสมบัติ  มี“อวตาร”ขององค์  ภควานฺ  อยู่เกลื่อนกลาดที่ปราศจากพระเดชแห่งองค์  ภควานฺ  
सक्ताः कर्मण्यविद्वांसो यथा कुर्वन्ति भारत ।
कुर्याद्विद्वांस्तथासक्तश्चिकीर्षुर्लोकसंग्रहम् ॥ ३.२५ ॥
โศลก 25
saktāḥ karmaṇy avidvāṁso  yathā kurvanti bhārata
kuryād vidvāṁs tathāsaktaś  cikīrṣur loka-saṅgraham
สกฺตาห์ กรฺมณฺยฺ อวิทฺวำโส  ยถา กุรฺวนฺติ ภารต
กุรฺยาทฺ วิทฺวำสฺ ตถาสกฺตศฺ  จิกีรฺษุรฺ โลก-สงฺคฺรหมฺ
สกฺตาห์ — มีความยึดติด,กรฺมณิ — ในหน้าที่ที่กำหนดไว้, อวิทฺวำสห์ — อวิชชา, ยถา — มากเท่ากับ, กุรฺวนฺติ — พวกเขาทำ, ภารต — โอ้ ผู้สืบราชวงศ์ ภรต, กุรฺยาตฺ — จะต้อง ทำ, วิทฺวานฺ — ผู้รู้, ตถา — ดังนั้น, อสกฺตห์ — ไม่มีความยึดติด, จิกีรฺษุห์ — ต้องการนำ, โลก-สงฺคฺรหมฺ — ผู้คนโดยทั่วไป
คำแปล
เฉกเช่นผู้อยู่ในอวิชชา  ปฎิบัติหน้าที่ของตนด้วยความยึดติดในผลของงาน  ผู้รู้อาจปฎิบัติหน้าที่เช่นเดียวกัน  แต่ไม่ยึดติด  ทำไปเพียงเพื่อที่จะนำผู้คนให้มาสู่วิถีทางที่ถูกต้องเท่านั้น
คำอธิบาย
บุคคลผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกและบุคคลผู้ไม่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกต่างกันที่ความปรารถนาไม่เหมือนกัน  บุคคลผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะไม่ทำอะไรที่ไม่เอื้ออำนวยให้พัฒนา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เขาอาจปฎิบัติตนเหมือนกับบุคคลผู้อยู่ในอวิชชาที่ยึดติดในกิจกรรมทางวัตถุทุกประการ  แต่คนหนึ่งปฎิบัติในกิจกรรมเหล่านี้เพื่อสนองประสาทสัมผัสของตน  ในขณะที่อีกคนหนึ่งปฎิบัติตนเพื่อให้  กฺฤษฺณ  ทรงพอพระทัย  ดังนั้น  บุคคลผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจำเป็นต้องแสดงให้ผู้คนเห็นว่าควรปฎิบัติตนอย่างไร  และควรนำผลของการปฎิบัติมาใช้เพื่อจุดมุ่งหมายใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกได้อย่างไร
न बुद्धिभेदं जनयेदज्ञानां कर्मसङ्गिनाम् ।
जोषयेत्सर्वकर्माणि विद्वान्युक्तः समाचरन् ॥ ३.२६ ॥
โศลก 26
na buddhi-bhedaṁ janayed  ajñānāṁ karma-saṅginām
joṣayet sarva-karmāṇi  vidvān yuktaḥ samācaran
น พุทฺธิ-เภทํ ชนเยทฺ  อชฺญานำ กรฺม-สงฺคินามฺ
โชษเยตฺ สรฺว-กรฺมาณิ  วิทฺวานฺ ยุกฺตห์ สมาจรนฺ
— ไม่, พุทฺธิ-เภทมฺ — ความยุ่งของปัญญา, ชนเยตฺ — เขาอาจเป็นต้นเหตุ, อชฺญานามฺ — ของคนโง่, กรฺม-สงฺคินามฺ — ผู้ที่ยึดติดในผลของงาน, โชษเยตฺ — เขาควรจะประสาน, สรฺว — ทั้งหมด, กรฺมาณิ — งาน, วิทฺวานฺ — ผู้รู้, ยุกฺตห์ — ปฎิบัติ, สมาจรนฺ — ฝึกฝน
คำแปล
เพื่อไม่เป็นการรบกวนจิตใจของผู้อยู่ในอวิชชาที่ยึดติดต่อผลของงานในหน้าที่ที่กำหนดไว้  ผู้รู้ไม่ควรแนะนำให้พวกเขาหยุดทำงาน  แต่ให้ทำงานในสปิริตแห่งการเสียสละ  ควรแนะนำให้พวกเขาปฎิบัติกิจกรรมต่าง  ๆ  (เพื่อค่อย  ๆ  พัฒนามาสู่กฺฤษฺณ  จิตสำนึก)
คำอธิบาย
เวไทศฺ  จ  สไรฺวรฺ  อหมฺ  เอว  เวทฺยห์  นี่คือจุดหมายปลายทางของพิธีกรรมทั้งหลายในคัมภีร์พระ  เวท  พิธีกรรมทั้งหมด  การปฎิบัติบูชาทั้งหมด  และทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในคัมภีร์พระ  เวท  รวมทั้งคำแนะนำทั้งหมดเพื่อกิจกรรมทางวัตถุ  ทั้งหมดนี้เพื่อให้เข้าใจ  กฺฤษฺณ  ผู้ทรงเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต  แต่เนื่องจากพันธวิญญาณไม่รู้อะไรมากไปกว่าการสนองประสาทสัมผัส  จึงศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อสนองประสาทสัมผัส  จากการปฎิบัติกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์และสนองประสาทสัมผัสที่ประมาณไว้โดยพิธีกรรมทางพระ  เวท  เราจะค่อย  ๆ  พัฒนามาสู่  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ดังนั้นดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่ควรรบกวนผู้อื่นในกิจกรรมหรือความเข้าใจของพวกเขา  แต่ควรปฎิบัติด้วยการแสดงให้เห็นว่าผลของงานทั้งหมดสามารถอุทิศเพื่อรับใช้  กฺฤษฺณ  ได้อย่างไร  บุคคลผู้รู้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอาจปฎิบัติในวิธีที่จะทำให้บุคคลผู้อยู่ในอวิชชาซึ่งทำงานเพื่อสนองประสาทสัมผัสได้เรียนรู้ว่าควรทำงานและปฎิบัติตนอย่างไร  ถึงแม้ว่าผู้ที่อยู่ในอวิชชาไม่ควรถูกรบกวนในกิจกรรมของเขา  แต่บุคคลผู้พัฒนา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกแม้เพียงเล็กน้อยอาจปฎิบัติตนรับใช้องค์  ภควานฺ  โดยตรงได้  โดยไม่ต้องรอสูตรต่าง  ๆ  จากคัมภีร์พระ  เวท  สำหรับผู้โชคดีเช่นนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปฎิบัติตามพิธีกรรมทางพระ  เวท  เพราะจากการปฎิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยตรง  เราสามารถได้รับผลพวงทั้งหมดที่อาจจะได้รับจากการปฎิบัติตามหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้
प्रकृतेः क्रियमाणानि गुणैः कर्माणि सर्वशः ।
अहंकारविमूढात्मा कर्ताहमिति मन्यते ॥ ३.२७ ॥
โศลก 27
prakṛteḥ kriyamāṇāni  guṇaiḥ karmāṇi sarvaśaḥ
ahaṅkāra-vimūḍhātmā  kartāham iti manyate
ปฺรกฺฤเตห์ กฺริยมาณานิ  คุไณห์ กรฺมาณิ สรฺวศห์
อหงฺการ-วิมูฒาตฺมา  กรฺตาหมฺ อิติ มนฺยเต
ปฺรกฺฤเตห์ — ของธรรมชาติวัตถุ, กฺริยมาณานิ — กระทำอยู่, คุไณห์ — โดยระดับต่าง ๆ, กรฺมาณิ — กิจกรรม, สรฺวศห์ — ทุกชนิด, อหงฺการ-วิมูฒ — สับสนด้วยอหังการ, อาตฺมา — ดวงวิญญาณ, กรฺตา — ผู้กระทำ, อหมฺ — ข้า,อิติ — ดังนั้น, มนฺยเต — เขาคิด
คำแปล
จิตวิญญาณเกิดสับสนอันเนื่องมาจากอิทธิพลของอหังการ  ที่คิดว่าตนเองเป็นผู้กระทำกิจกรรมทั้งหลาย  แท้ที่จริงสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุเป็นผู้นำพาไป
คำอธิบาย
บุคคลสองคน  คนหนึ่งมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกและอีกคนหนึ่งมีวัตถุจิตสำนึก  ทำงานในระดับเดียวกันอาจดูเหมือนว่าทำงานอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน  แต่มีข้อแตกต่างอย่างมหาศาลในสถาภาพของบุคคลทั้งสอง  บุคคลในวัตถุจิตสำนึกมีความมั่นใจด้วยอหังการว่าตนเองเป็นผู้กระทำทุกสิ่งทุกอย่าง  โดยไม่รู้ว่ากลไกแห่งร่างกายนี้ธรรมชาติวัตถุซึ่งทำงานภายใต้การควบคุมขององค์  ภควานฺ  เป็นผู้ผลิต  นักวัตถุนิยมไม่รู้ว่าในที่สุดตัวเขาเองก็อยู่ภายใต้การควบคุมของ  กฺฤษฺณ  บุคคลผู้อยู่ภายใต้อหังการจะรับเอาเกียรติยศชื่อเสียงทั้งหมดในการทำทุกสิ่งโดยเอกเทศ  และนี่คือลักษณะอาการแห่งอวิชชา  โดยไม่รู้ว่าร่างกายทั้งหยาบและละเอียดของเขานี้ธรรมชาติวัตถุเป็นผู้สร้างภายใต้คำสั่งขององค์  ภควานฺ  เมื่อเป็นเช่นนี้กิจกรรมของร่างกายและจิตใจของเขาควรทำไปเพื่อรับใช้  กฺฤษฺณใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ผู้อยู่ในอวิชชาลืมไปว่าบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงพระนามว่าหฺฤษีเกศ  หรือเจ้านายของประสาทสัมผัสแห่งร่างวัตถุ  เนื่องจากการใช้ประสาทสัมผัสไปในทางที่ผิดเพื่อสนองประสาทสัมผัสของตนเองเป็นเวลายาวนาน  เขาจึงเกิดสับสนอย่างจริงจังจากอหังการซึ่งทำให้ลืมความสัมพันธ์นิรันดรกับ  กฺฤษฺณ  
तत्त्ववित्तु महाबाहो गुणकर्मविभागयोः ।
गुणा गुणेषु वर्तन्त इति मत्वा न सज्जते ॥ ३.२८ ॥
โศลก 28
tattva-vit tu mahā-bāho  guṇa-karma-vibhāgayoḥ
guṇā guṇeṣu vartanta  iti matvā na sajjate
ตตฺตฺว-วิตฺ ตุ มหา-พาโห  คุณ-กรฺม-วิภาคโยห์
คุณา คุเณษุ วรฺตนฺต  อิติ มตฺวา น สชฺชเต
ตตฺตฺว-วิตฺ — ผู้รู้สัจธรรมอันสมบูรณ์, ตุ — แต่, มหา-พาโห — โอ้ นักรบผู้ยิ่งใหญ่, คุณ-กรฺม — งานภายใต้อิทธิพลของวัตถุ, วิภาคโยห์ — แตกต่างกัน, คุณาห์ — ประสาทสัมผัส, คุเณษุ — ในการสนองประสาทสัมผัส, วรฺตนฺเต — กำลังปฎิบัติ, อิติ — ดังนั้น, มตฺวา — ความ คิด, — ไม่เคย, สชฺชเต — ยึดติด
คำแปล
โอ้  นักรบผู้ยอดเยี่ยม  ผู้รู้สัจธรรมอันสมบูรณ์จะไม่ปฎิบัติตนอยู่ในระดับประสาทสัมผัส  และจะไม่สนองประสาทสัมผัส  เขารู้ดีถึงข้อแตกต่างระหว่างงานเพื่อการอุทิศตนเสียสละ  และงานเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ
คำอธิบาย
ผู้รู้สัจธรรมอันสมบูรณ์มีความมั่นใจในสถานภาพอันเคอะเขินของตนในการที่มาคลุกคลีกับวัตถุ  รู้ดีว่าตนเองเป็นละอองอณูของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้ากฺฤษฺณ  และสถานภาพของตนไม่ควรอยู่ภายในการสร้างทางวัตถุ  รู้ตัวจริงของตนเองว่าเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  ผู้ทรงมีความสุขเกษมสำราญนิรันดรและทรงเป็นสัพพัญญู  อย่างไรก็ดี  ยังรู้แจ้งอีกด้วยว่าตนเองมาติดกับดักในชีวิตที่มีแนวคิดทางวัตถุในสภาวะความเป็นอยู่ที่บริสุทธิ์เขาควรประสานกิจกรรมต่าง  ๆ  ของตนเพื่อการอุทิศเสียสละรับใช้องค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  ดังนั้นจะปฎิบัติตนในกิจกรรมของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  และโดยธรรมชาติจะไม่ยึดติดกับกิจกรรมทางประสาทสัมผัสวัตถุซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงสภาวะชั่วคราวไม่ถาวร  โดยรู้ดีว่าสภาวะวัตถุของชีวิตตนอยู่ภายใต้การควบคุมสูงสุดขององค์  ภควานฺ  ฉะนั้น  จึงไม่ถูกรบกวนจากผลกรรมนานัปการทางวัตถุซึ่งพิจารณาว่าเป็นพระเมตตาธิคุณของพระองค์  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  กล่าวว่าผู้ที่รู้สัจธรรมอันสมบูรณ์ทั้งสามลักษณะ  คือ  พฺรหฺมนฺ,  ปรมาตฺมา  และ  องค์  ภควนฺ  เรียกว่า  ตตฺตฺว-วิตฺ  เพราะว่าเขารู้ถึงตำแหน่งอันแท้จริงของตนเองในความสัมพันธ์กับองค์  ภควานฺ  
प्रकृतेर्गुणसंमूढाः सज्जन्ते गुणकर्मसु ।
तानकृत्स्नविदो मन्दान्कृत्स्नविन्न विचालयेत् ॥ ३.२९ ॥
โศลก 29
prakṛter guṇa-sammūḍhāḥ  sajjante guṇa-karmasu
tān akṛtsna-vido mandān  kṛtsna-vin na vicālayet
ปฺรกฺฤเตรฺ คุณ-สมฺมูฒาห์  สชฺชนฺเต คุณ-กรฺมสุ
ตานฺ อกฺฤตฺสฺน-วิโท มนฺทานฺ  กฺฤตฺสฺน-วินฺ น วิจาลเยตฺ
ปฺรกฺฤเตห์ — ของธรรมชาติวัตถุ, คุณ — โดยสามระดับ, สมฺมูฒาห์ — โง่เพราะสำนึกตนกับ วัตถุ, สชฺชนฺเต — พวกเขามาปฎิบัติ, คุณ-กรฺมสุ — ในกิจกรรมทางวัตถุ, ตานฺ — ของพวก เขา, อกฺฤตฺสฺน-วิทห์ — บุคคลผู้ด้อยความรู้, มนฺทานฺ — เกียจคร้านที่จะเข้าใจการรู้แจ้ง แห่งตน, กฺฤตฺสฺน-วิตฺ — ผู้มีความรู้ที่ถูกต้อง, — ไม่, วิจาลเยตฺ — ควรพยายามรบกวน
คำแปล
เนื่องด้วยสับสนจากระดับของธรรมชาติวัตถุ  ผู้อยู่ในอวิชชาปฎิบัติตนอย่างเต็มที่ในกิจกรรมทางวัตถุและเกิดการยึดติด  แต่ผู้ฉลาดไม่ควรกังวลกับสิ่งเหล่านี้แม้ว่าหน้าที่เหล่านี้จะต่ำกว่าอันเนื่องมาจากผู้ปฎิบัติขาดความรู้
คำอธิบาย
ผู้ไม่มีความรู้สำนึกตนเองอย่างผิด  ๆ  กับจิตสำนึกวัตถุหยาบ  ๆ  และเต็มไปด้วยชื่อระบุทางวัตถุต่าง  ๆ  ร่างกายนี้เป็นของขวัญจากธรรมชาติวัตถุ  ผู้ที่ยึดติดมากกับจิตสำนึกทางร่างกายเรียกว่า  มนฺท  หรือผู้เกียจคร้านที่ไม่เข้าใจดวงวิญญาณ  ผู้ที่อยู่ภายใต้อวิชชาคิดว่าตนเองคือร่างกาย  ยอมรับความสัมพันธ์ทางร่างกายกับผู้อื่นว่าเป็นวงศาคณาญาติ  แผ่นดินที่ร่างกายนี้ได้รับมาเป็นสถานที่สักการะบูชา  และพิจารณาว่าระเบียบการของพิธีกรรมทางศาสนาคือจุดมุ่งหมายสูงสุดในตัวมันเอง  งานสังคม  ลัทธิความรักชาติ  และลัทธิการเห็นประโยชน์ผู้อื่น  เหล่านี้คือกิจกรรมบางประการของบุคคลผู้อยู่ภายใต้ชื่อระบุทางวัตถุ  ภายใต้มนต์สะกดแห่งชื่อระบุนี้ทำให้พวกเขามีภารกิจยุ่งยากอยู่ในสนามวัตถุเสมอ  สำหรับบุคคลเหล่านี้  ความรู้แจ้งดวงวิญญาณเป็นสิ่งเร้นลับดังนั้น  พวกเขาจะไม่สนใจ  อย่างไรก็ดี  ผู้ที่ได้รับแสงสว่างในชีวิตทิพย์ไม่ควรพยายามรบกวนบุคคลผู้หมกมุ่นอยู่ในวัตถุเช่นนี้  ทางที่ดีเราควรปฎิบัติกิจกรรมทิพย์ของเราอย่างเงียบสงบ  ผู้สับสนเช่นนี้อาจปฎิบัติตนตามหลักศีลธรรมพื้นฐานของชีวิต  เช่นไม่เบียดเบียนกันและร่วมงานการกุศลทางวัตถุ
ผู้อยู่ในอวิชชาไม่สามารถรู้ถึงคุณค่าแห่งกิจกรรมใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ฉะนั้นองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงแนะนำไม่ให้ไปรบกวนพวกเขาและเสียเวลาอันมีค่าไปโดยเปล่าประโยชน์  แต่สาวกขององค์  ภควานฺ  มีความเมตตามากกว่าพระองค์  เพราะเข้าใจจุดมุ่งหมายขององค์  ภควานฺ  ดังนั้น  ท่านจึงยอมเสี่ยงอันตรายนานัปการ  แม้กระทั่งต้องเข้าพบผู้อยู่ภายใต้อวิชชาเพื่อแนะนำให้ปฎิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชีวิตมนุษย์
मयि सर्वाणि कर्माणि संन्यस्याध्यात्मचेतसा ।
निराशीर्निर्ममो भूत्वा युध्यस्व विगतज्वरः ॥ ३.३० ॥
โศลก 30
mayi sarvāṇi karmāṇi  sannyasyādhyātma-cetasā
nirāśīr nirmamo bhūtvā  yudhyasva vigata-jvaraḥ
มยิ สรฺวาณิ กรฺมาณิ  สนฺนฺยสฺยาธฺยาตฺม-เจตสา
นิราศีรฺ นิรฺมโม ภูตฺวา  ยุธฺยสฺว วิคต-ชฺวรห์
มยิ — แต่ข้า, สรฺวาณิ — ทุกชนิด, กรฺมาณิ — กิจกรรม, สนฺนฺยสฺย — ยกเลิกทั้งหมด, อธฺยาตฺม — ด้วยความรู้อันสมบูรณ์เกี่ยวกับตนเอง, เจตสา — ด้วยจิตสำนึก, นิราศีห์ — ไม่มีความปรารถนาเพื่อผลกำไร, นิรฺมมห์ — ไม่เป็นเจ้าของ, ภูตฺวา — เป็นดังนี้, ยุธฺยสฺว — ต่อสู้, วิคต-ชฺวรห์ — ไม่เฉื่อยชา
คำแปล
ฉะนั้น  โอ้  อรฺชุน  จงศิโรราบงานของเธอทั้งหมดแด่ข้า  เปี่ยมไปด้วยความรู้แห่งข้า  ไม่ปรารถนาผลกำไร  ไม่อ้างความเป็นเจ้าของ  และปราศจากความเฉื่อยชาเธอจงสู้
คำอธิบาย
โศลกนี้แสดงถึงจุดมุ่งหมายของ  ภควัท-คีตา  อย่างชัดเจน  องค์  ภควานฺ  ทรงสอนว่าเราต้องมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ในการปฎิบัติหน้าที่เฉกเช่นการมีวินัยในกองทัพ  คำสั่งสอนเช่นนี้อาจทำได้ยากแต่ถึงอย่างไรหน้าที่จะต้องดำเนินต่อไปโดยขึ้นอยู่กับ  กฺฤษฺณ  เพราะว่านั่นคือสถานภาพพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต  สิ่งมีชีวิตไม่สามารถมีความสุขโดยปราศจากการร่วมมือกับองค์  ภควานฺ  เพราะว่าสถานภาพพื้นฐานนิรันดรของสิ่งมีชีวิตคือมาเป็นผู้ร่วมงานกับความปรารถนาขององค์  ภควานฺ  ฉะนั้นองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงรับสั่งให้  อรฺชุน  ต่อสู้เสมือนดั่ง  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้บังคับบัญชาทหาร  เราต้องเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความปรารถนาดีขององค์  ภควานฺ  และในขณะเดียวกันปฎิบัติหน้าที่ที่กำหนดไว้โดยไม่อ้างความเป็นเจ้าของ  อรฺชุน  ทรงไม่ต้องพิจารณาคำสั่งของพระองค์เพียงแต่ทรงต้องปฎิบัติตามคำสั่งเท่านั้น  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นดวงวิญญาณของมวลวิญญาณ  ฉะนั้น  ผู้ที่ขึ้นอยู่กับองค์อภิวิญญาณสูงสุดร้อยเปอร์เซ็นต์โดยปราศจากการพิจารณาส่วนตัว  หรืออีกนัยหนึ่งผู้ที่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  เรียกว่า  อธฺยาตฺม-เจตา  คำว่า  นิราศีห์  หมายความว่าเราต้องปฎิบัติตามคำสั่งของเจ้านายแต่ไม่ควรคาดหวังผลประโยชน์  แคชเชียร์อาจนับเงินเป็นจำนวนล้าน  ๆ  บาทให้นายจ้างแต่จะไม่อ้างแม้แต่สตางค์แดงเดียวสำหรับตนเอง  ในลักษณะเดียวกันแเราต้องรู้แจ้งว่าไม่มีอะไรในโลกนี้เป็นของผู้หนึ่งผู้ใด  แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นขององค์  ภควานฺ  นั่นคือความหมายอันแท้จริงของคำว่า  มยิ  หรือ“แด่ข้า”  และเมื่อเราปฎิบัติตนใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเช่นนี้  แน่นอนว่าเราจะไม่อ้างความเป็นเจ้าของในสิ่งใด  ๆ  จิตสำนึกเช่นนี้เรียกว่า  นิรฺมม  หรือ  “ไม่มีอะไรเป็นของข้า”  หากเกิดมีความไม่เต็มใจในการปฎิบัติตามคำสั่งอันเข้มงวดเช่นนี้  โดยปราศจากการพิจารณาถึงสิ่งที่สมมุติว่าเป็นวงศาคณาญาติในความสัมพันธ์ทางร่างกาย  ความไม่เต็มใจเช่นนี้ควรสลัดทิ้งไป  ดังนี้เราอาจมาเป็น  วิคต-ชฺวร  หรือปราศจากอารมณ์เร่าร้อนหรืออารมณ์เฉื่อยชา  ทุก  ๆ  คนตามคุณสมบัติและสถานภาพของตนมีงานโดยเฉพาะให้ปฎิบัติ  และงานทั้งหมดนี้อาจปฎิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นซึ่งจะนำเราไปสู่หนทางแห่งอิสรภาพ
ये मे मतमिदं नित्यमनुतिष्ठन्ति मानवाः ।
श्रद्धावन्तोऽनसूयन्तो मुच्यन्ते तेऽपि कर्मभिः ॥ ३.३१ ॥
โศลก 31
ye me matam idaṁ nityam  anutiṣṭhanti mānavāḥ
śraddhāvanto ’nasūyanto  mucyante te ’pi karmabhiḥ
เย เม มตมฺ อิทํ นิตฺยมฺ  อนุติษฺฐนฺติ มานวาห์
ศฺรทฺธาวนฺโต ’นสูยนฺโต  มุจฺยนฺเต เต ’ปิ กรฺมภิห์
เย — ผู้ซึ่ง, เม — ของข้า, มตมฺ — คำสั่งสอน, อิทมฺ — เหล่านั้น, นิตฺยมฺ — เสมือนดังหน้าที่ นิรันดร, อนุติษฺฐนฺติ — ปฎิบัติสม่ำเสมอ, มานวาห์ — มนุษย์,ศฺรทฺธา-วนฺตห์ — ด้วยความ ศรัทธาและอุทิศตนเสียสละ,อนสูยนฺตห์ — ไม่มีความอิจฉาริษยา, มุจฺยนฺเต — เป็นอิสระ, เต — ทั้งหมด, อปิ — แม้แต่, กรฺมภิห์ — จากพันธนาการแห่งกฎของการปฎิบัติเพื่อหวังผล
คำแปล
ผู้ปฎิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของข้า  และปฎิบัติตามคำสั่งสอนนี้ด้วยความศรัทธาปราศจากความอิจฉาริษยา  จะได้รับอิสรภาพจากพันธนาการแห่งการกระทำเพื่อผลทางวัตถุ
คำอธิบาย
คาสั่งของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  กฺฤษฺณ  เป็นแก่นสารสาระสำคัญที่สุดของปรัชญาพระ  เวท  ทั้งหมด  ฉะนั้น  จึงเป็นสัจธรรมอมตะโดยไม่มีข้อแม้  เฉกเช่นคัมภีร์พระ  เวท  เป็นอมตะ  สัจธรรมแห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกนี้ก็เป็นอมตะเช่นเดียวกัน  เราควรมีความศรัทธาอย่างแน่วแน่ในคำสั่งนี้โดยไม่อิจฉาริษยาองค์  ภควานฺ  มีนักปราชญ์มากมายเขียนคำอธิบวยเกี่ยวกับ  ภควัท-คีตา  หากแต่ไม่มีความศรัทธาใน  กฺฤษฺณ  นักปราชญ์เหล่านี้จะไม่มีวันได้รับอิสรภาพจากพันธนาการแห่งการกระทำเพื่อผลทงวัตถุหากสามัญชนทั่วไปมีความศรัทธาอย่างมั่นคงในคำสั่งอมตะขององค์  ภควานฺ  แม้จะไม่สามารถปฎิบัติตามคำสั่งเหล่านี้ก็สามารถได้รับอิสรภาพจากพันธนาการของกฎแห่งกรรม  (กรฺม)  ได้  ในเบื้องต้นของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเราอาจจะไม่สามารถปฎิบัติตามคำสั่งของพระองค์ได้อย่างสมบูรณ์  แต่เนื่องจากการที่เราไม่ขัดข้องใจต่อหลักธรรมนี้และทำงานด้วยความจริงใจโดยไม่พิจารณาถึงเรื่องพ่ายแพ้และสิ้นหวัง  แน่นอนว่าเราจะได้รับการส่งเสริมไปจนถึงระดับที่บริสุทธิ์แห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
ये त्वेतदभ्यसूयन्तो नानुतिष्ठन्ति मे मतम् ।
सर्वज्ञानविमूढांस्तान्विद्धि नष्टानचेतसः ॥ ३.३२ ॥
โศลก 32
ye tv etad abhyasūyanto  nānutiṣṭhanti me matam
sarva-jñāna-vimūḍhāṁs tān  viddhi naṣṭān acetasaḥ
เย ตฺวฺ เอตทฺ อภฺยสูยนฺโต  นานุติษฺฐนฺติ เม มตมฺ
สรฺว-ชฺญาน-วิมูฒำสฺ ตานฺ  วิทฺธิ นษฺฏานฺ อเจตสห์
เย — เขาเหล่านั้น, ตุ — อย่างไรก็ดี,เอตตฺ — นี้, อภฺยสูยนฺตห์ — ด้วยความอิจฉาริษยา, — ไม่, อนุติษฺฐนฺติ — ปฎิบัติอย่างสม่ำเสมอ, เม — ของข้า, มตมฺ — คำสั่ง, สรฺว-ชฺญาน — ใน ความรู้ทั้งหมด, วิมูฒานฺ — โง่อย่างสมบูรณ์, ตานฺ — เขาเหล่านั้น, วิทฺธิ — รู้ดีว่า, นษฺฏานฺ — ถูก ทำลายทั้งหมด, อเจตสห์ — ไม่มี กฺฤษฺณ จิตสำนึก
คำแปล
แต่ผู้ที่มีความอิจฉาริษยา  ละเลยคำสั่งสอนเหล่านี้และไม่ปฏิบัติตามอย่างสม่ำเสมอ  พิจารณาว่าความรู้ทั้งหมดได้สูญเสียไป  เป็นคนโง่  และได้ทำลายความพยายามเพื่อความสมบูรณ์
คำอธิบาย
ข้อผิดพลาดในการที่ไม่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้เหมือนกับมีการลงโทษผู้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บริหารสูงสุดของรัฐ  แน่นอนว่าจะมีการลงโทษผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งขององค์  ภควานฺ  ผู้ไม่ปฏิบัติตามไม่ว่ายิ่งใหญ่แค่ไหนจะมีอวิชชาเกี่ยวกับตนเอง  เกี่ยวกับ  พฺรหฺมนฺ  สูงสุด  เกี่ยวกับ  ปรมาตฺมา  และเกี่ยวกับ  อง  ภควานฺ  อันเนื่องมาจากหัวใจที่ว่างเปล่า  ดังนั้น  จึงไม่มีความหวังแห่งความสมบูรณ์ในชีวิตสำหรับบุคคลผู้นี้
सदृशं चेष्टते स्वस्याः प्रकृतेर्ज्ञानवानपि ।
प्रकृतिं यान्ति भूतानि निग्रहः किं करिष्यति ॥ ३.३३ ॥
โศลก 33
sadṛśaṁ ceṣṭate svasyāḥ  prakṛter jñānavān api
prakṛtiṁ yānti bhūtāni  nigrahaḥ kiṁ kariṣyati
สทฺฤศํ เจษฺฏเต สฺวสฺยาห์  ปฺรกฺฤเตรฺ ชฺญานวานฺ อปิ
ปฺรกฺฤตึ ยานฺติ ภูตานิ  นิคฺรหห์ กึ กริษฺยติ
สทฺฤศมฺ — ตามนั้น, เจษฺฏเต — พยายาม, สฺวสฺยาห์ — ด้วยตัวเขาเอง, ปฺรกฺฤเตห์ — ระดับ ของธรรมชาติ, ชฺญาน-วานฺ — มีความรู้, อปิ — ถึงแม้ว่า, ปฺรกฺฤติมฺ — ธรรมชาติ, ยานฺติ — ได้ รับ,ภูตานิ — มวลสิ่งมีชีวิต, นิคฺรหห์ — ความอดกลั้น, กิมฺ — อะไร, กริษฺยติ — สามารถทำ
คำแปล
แม้ผู้รู้ยังต้องปฏิบัติตามธรรมชาติของตนเอง  เพราะทุกคนปฏิบัติตามธรรมชาติที่ตนได้รับมาจากสามระดับ  การเก็บกดเอาไว้จะได้รับผลสำเร็จอันใด?
คำอธิบาย
นอกเสียจากว่าเราจะสถิตในระดับทิพย์แห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  มิฉะนั้น  เราจะไม่สามารถมีอิสรภาพจากอิทธิพลของระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  ดังที่  องค์  ภควานฺ  ได้ทรงยืนยันไว้ในบทที่เจ็ด  (7.14)  ฉะนั้น  แม้ผู้มีการศึกษาสูงสุดทางโลกก็ยังหลุดพ้นจากบ่วงของ  มายา  ไม่ได้  ด้วยความรู้ทางทฤษฎีหรือด้วยการแยกดวงวิญญาณออกจากร่างกายมีผู้ที่สมมุติว่าเป็นนักทิพย์นิยมมากมาย  ภายนอกวางตัวว่ามีความเจริญในศาสตร์นี้แต่ภายในหรือส่วนตัวยังอยู่ภายใต้ระดับใดระดับหนึ่งของธรรมชาติวัตถุอย่างราบคาบ  ซึ่งตนเองไม่สามารถข้ามพ้นไปได้  ในเชิงวิชาการเขาอาจจะเป็นผู้มีการศึกษาสูงมาก  แต่เนื่องจากมาคลุกคลีอยู่กับธรรมชาติวัตถุอันแสนจะยาวนานจึงถูกพันธนาการ  กฺฤษฺณจิตสำนึกสามารถช่วยให้เราออกจากพันธนาการทางวัตถุได้  ถึงแม้ว่าเราจะปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ตามความเป็นอยู่ทางวัตถุ  ฉะนั้น  หากไม่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  เราไม่ควรยกเลิกอาชีพการงาน  ไม่มีผู้ใดควรยกเลิกหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้โดยฉับพลัน  และมาสมมุติตนเองว่าเป็น  โยค  หรือนักทิพย์นิยมแบบผิดธรรมชาติ  สถิตในสถานภาพของตนเองและพยายามบรรลุถึง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกภายใต้การฝึกฝนที่สูงยังจะดีกว่า  เช่นนี้  เราอาจได้รับอิสรภาพจากเงื้อมมือพระนาง  มายา  ซึ่งก็เป็นผู้รับใช้ของกฺฤษฺณ  เช่นกัน
इन्द्रियस्येन्द्रियस्यार्थे रागद्वेषौ व्यवस्थितौ ।
तयोर्न वशमागच्छेत्तौ ह्यस्य परिपन्थिनौ ॥ ३.३४ ॥
โศลก 34
indriyasyendriyasyārthe  rāga-dveṣau vyavasthitau
tayor na vaśam āgacchet  tau hy asya paripanthinau
อินฺทฺริยเสฺยนฺทฺริยสฺยารฺเถ  ราค-เทฺวเษา วฺยวสฺถิเตา
ตโยรฺ น วศมฺ อาคจฺเฉตฺ  เตา หฺยฺ อสฺย ปริปนฺถิเนา
อินฺทฺริยสฺย — ของประสาทสัมผัส, อินฺทฺริยสฺย อรฺเถ — ในอายตนะภายนอก, ราค — การ ยึดติด, เทฺวเษา — การไม่ยึดติดก็เช่นกัน, วฺยวสฺถิเตา — ไว้ภายใต้กฎเกณฑ์, ตโยห์ — ของเขา เหล่านั้น, — ไม่เคย, วศมฺ — ควบคุม, อาคจฺเฉตฺ — เราควรจจะมา, เตา — ของเขาเหล่านั้น, หิ — แน่นอน, อสฺย — ของเขา, ปริปนฺถิเนา — อุปสรรค
คำแปล
มีหลักการประมาณความยึดติดและความเกลียดชังที่เกี่ยวกับอายตนะภายในและอายตนะภายนอก  เราไม่ควรมาอยู่ภายใต้การควบคุมของความยึดติดและความเกลียดชังเช่นนี้  เพราะมันเป็นอุปสรรคในความรู้แจ้งแห่งตน
คำอธิบาย
ผู้อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยธรรมชาติจะไม่เต็มใจปฏิบัติตนเพื่อสนองประสาทสัมผัสวัตถุ  แต่ผู้ที่ไม่อยู่ในจิตสำนึกเช่นนี้ควรปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์  ความสุขทางประสาทสัมผัสที่ไม่มีขอบเขตเป็นเหตุให้ถูกกักขังทางวัตถุ  แต่ผู้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ดังที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์จะไม่ถูกพันธนาการโดยอายตนะภายนอก  ตัวอย่างเช่น  ความสุขทางเพศสัมพันธ์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพันธวิญญาณ  และความสุขทางเพศสัมพันธ์อนุโลมให้ภายใต้ใบอนุญาตสมรส  คำสั่งสอนของพระคัมภีร์ห้ามไม่ให้เ  ราม  ีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่นนอกจากภรรยาของตนเอง  สตรีอื่นทั้งหมดถือว่าเป็นมารดา  แม้มีคำสั่งเช่นนี้  ผู้ชายยังมีแนวโน้มที่จะมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่น  นิสัยเช่นนี้ต้องปรับปรุง  มิฉะนั้น  จะเป็นสิ่งกีดขวางทางในความรู้แจ้งแห่งตน  ตราบเท่าที่เรายังมีร่างวัตถุอยู่ความจำเป็นต่าง  ๆ  ของร่างกายอนุญาตให้ได้แต่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์  และไม่ควรขึ้นอยู่กับการควบคุมกับสิ่งที่ได้รับอนุญาตเช่นนี้  เราต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้โดยไม่ยึดติดกับมัน  เพราะการฝึกฝนเพื่อสนองประสาทสัมผัสภายใต้กฎเกณฑ์อาจนำเราให้หลงทางได้เหมือนกัน  มากเท่า  ๆ  กับที่มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุเสมอแม้บนทางหลวงที่มีการดูแลรักษาเป็นอย่างดี  ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่มีอันตรายเกิดขึ้นแม้บนถนนที่ปลอดภัยที่สุด  แนวโน้มในความสุขทางประสาทสัมผัสโดยประมาณก็มีโอกาสมากที่จะทำให้เราตกต่ำลงได้  ดังนั้น  การยึดติดใด  ๆ  แม้กับความสุขทางประสาทสัมผัสโดยประมาณจะต้องหลีกเลี่ยงทุกวิถีทางเช่นเดียวกัน  แต่ควรยึดมั่นกับ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกหรือปฏิบัติรับใช้  กฺฤษฺณ  ด้วยความรักอยู่เสมอ  และไม่ยึดติดกับกิจกรรมทางประสาทสัมผัสทุกชนิด  ฉะนั้น  ไม่มีใครควรปลีกตัวออกห่างจาก  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่ว่าในช่วงไหนของชีวิต  จุดมุ่งหมายในการเป็นอิสระจากการยึดติดอยู่กับประสาทสัมผัสทั้งหมด  ก็เพื่อในที่สุดให้เ  ราม  าสถิตในระดับ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
श्रेयान्स्वधर्मो विगुणः परधर्मात्स्वनुष्ठितात् ।
स्वधर्मे निधनं श्रेयः परधर्मो भयावहः ॥ ३.३५ ॥
โศลก 35
śreyān sva-dharmo viguṇaḥ  para-dharmāt sv-anuṣṭhitāt
sva-dharme nidhanaṁ śreyaḥ  para-dharmo bhayāvahaḥ
เศฺรยานฺ สฺว-ธรฺโม วิคุณห์  ปร-ธรฺมาตฺ สฺวฺ-อนุษฺฐิตาตฺ
สฺว-ธรฺเม นิธนํ เศฺรยห์  ปร-ธรฺโม ภยาวหห์
เศฺรยานฺ — ดีกว่าเป็นไหน ๆ, สฺว-ธรฺมห์ — หน้าที่ของตนที่ได้กำหนดไว้, วิคุณห์ — แม้ว่า จะผิดพลาด, ปร-ธรฺมาตฺ — มากกว่าหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้สำหรับผู้อื่น,สุ-อนุษฺฐิตาตฺ — กระทำอย่างสมบูรณ์, สฺว-ธรฺเม — ในหน้าที่ของตนที่กำหนดไว้, นิธนมฺ — การ ทำลาย, เศฺรยห์ — ดีกว่า, ปร-ธรฺมห์ — หน้าที่ที่ได้กำหนดไว้สำหรับผู้อื่น, ภย-อาวหห์ — อันตราย
คำแปล
การปฏิบัติหน้าที่ของตนที่ได้กำหนดไว้ถึงแม้ว่าจะมีข้อบกพร่อง  ยังดีกว่าไปทำหน้าที่ของผู้อื่นอย่างสมบูรณ์เป็นไหน  ๆ  การถูกทำลายขณะปฏิบัติหน้าที่ของตนเองยังดีกว่าไปปฏิบัติหน้าที่ของผู้อื่น  เพราะการปฏิบัติตามวิถีทางของผู้อื่นเป็นอันตราย
คำอธิบาย
เราควรปฏิบัติหน้าที่ของเราที่ได้กำหนดไว้ด้วย กฺฤษฺณ จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ดีกว่าไปทำงานที่กำหนดไว้สำหรับผู้อื่น ในวิถีวัตถุหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้เป็นหน้าที่ที่ถูกบัญชาตามสภาวะทางจิตวิทยาของแต่ละคนภายใต้มนต์สะกดของระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ ในวิถีทิพย์หน้าที่คือคำสั่งจากพระอาจารย์ทิพย์เพื่อให้เรารับใช้ทิพย์แด่ กฺฤษฺณ ไม่ว่าจะเป็นวิถีวัตถุหรือวิถีทิพย์เราควรจะยึดอยู่กับหน้าที่ของเราตามที่ได้กำหนดไว้จนวันตาย ดีกว่าไปเลียนแบบหน้าที่ที่กำหนดไว้สำหรับผู้อื่น หน้าที่ในระดับทิพย์และหน้าที่ในระดับวัตถุอาจแตกต่างกัน แต่หลักการปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ที่เชื่อถือได้เป็นสิ่งดีสำหรับผู้ปฏิบัติเสมอ เมื่ออยู่ภายใต้มนต์สะกดของระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ ควรปฏิบัติตามกฎที่ได้กำหนดไว้สำหรับสภาวะโดยเฉพาะของเรา ไม่ควรเลียนแบบผู้อื่น ตัวอย่างเช่น พฺราหฺมณ อยู่ในระดับความดีไม่เบียดเบียนผู้อื่น ในขณะที่ กฺษตฺริย อยู่ในระดับตัณหาอนุญาตให้เบียดเบียนได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ กฺษตฺริย จึงปฏิบัติตามกฎที่เบียดเบียนได้และกำราบศัตรู ดีกว่าที่จะมาเลียนแบบ พฺราหฺมณ ผู้ยึดหลักอหิงสา ทุกคนต้องชะล้างจิตใจของตนเองทีละน้อย ไม่ใช่โดยฉับพลัน อย่างไรก็ดีเมื่อเราข้ามพ้นระดับต่าง ๆ ของธรรมชาติวัตถุ และสถิตใน กฺฤษฺณ จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ เราจะปฏิบัติอย่างไรก็ได้ภายใต้คำแนะนำของพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้ ในระดับสมบูรณ์ของ กฺฤษฺณจิตสำนึกนี้ กฺษตฺริย อาจปฏิบัติตนเป็น พฺราหฺมณ หรือว่า พฺราหฺมณ อาจจะปฏิบัติตนเป็น กฺษตฺริย ในระดับทิพย์แล้วข้อแตกต่างทางโลกวัตถุนำมาใช้ไม่ได้ ตัวอย่างเช่น วิศฺวามิตฺร เดิมทีทรงเป็น กฺษตฺริย แต่ต่อมาปฏิบัติตนเป็น พฺราหฺมณ ในขณะที่ para ชุ ราม ะ เดิมเป็น พฺราหฺมณ แต่ต่อมาปฏิบัติตนเป็น กฺษตฺริย เมื่อสถิตในระดับทิพย์ ทั้งสองท่านสามารถทำเช่นนี้ได้ แต่ตราบใดที่เรายังอยู่ในระดับวัตถุ ต้องปฏิบัติหน้าที่ของเราตามระดับของธรรมชาติวัตถุ ในขณะเดียวกันเราจะต้องมีสติอย่างสมบูรณ์ใน กฺฤษฺณ จิตสำนึก
अर्जुन उवाच ।
अथ केन प्रयुक्तोऽयं पापं चरति पूरुषः
अनिच्छन्नपि वार्ष्णेय बलादिव नियोजितः ॥ ३.३६ ॥
โศลก 36
arjuna uvāca
atha kena prayukto ’yaṁ  pāpaṁ carati pūruṣaḥ
anicchann api vārṣṇeya  balād iva niyojitaḥ
อรฺชุน อุวาจ
อถ เกน ปฺรยุกฺโต ’ยํ  ปาปํ จรติ ปูรุษห์
อนิจฺฉนฺนฺ อปิ วารฺษฺเณย  พลาทฺ อิว นิโยชิตห์
อรฺชุนห์ อุวาจอรฺชุน ตรัส, อถ — จากนั้น, เกน — ด้วยอะไร, ปฺรยุกฺตห์ — กระตุ้น, อยมฺ — บุคคล, ปาปมฺ — ความบาป, จรติ — ทำ,ปูรุษห์ — มนุษย์, อนิจฺฉนฺ — ไม่มีความ ปรารถนา, อปิ — ถึงแม้ว่า, วารฺษฺเณย — โอ้ ผู้สืบราชวงศ์ วฺฤษฺณิ,พลาตฺ — ด้วยกำลัง, อิว — ประหนึ่งว่า, นิโยชิตห์ — ปฏิบัติ
คำแปล
  อรฺชุน  ตรัสว่า  โอ้  ผู้สืบราชวงศ์  วฺฤษฺณิ  อะไรคือสิ่งกระตุ้นให้คนทำบาปแม้จะไม่เต็มใจ  ประหนึ่งทำไปเพราะถูกบังคับ?
คำอธิบาย
สิ่งมีชีวิตซึ่งเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  เดิมทีเป็ทิพย์  บริสุทธิ์  และปราศจากมลทินทางวัตถุทั้งปวง  ฉะนั้น  โดยธรรมชาติจะไม่อยู่ภายใต้อำนาจแห่งความบาปในโลกวัตถุ  แต่เมื่อมาสัมผัสกับธรรมชาติวัตถุเราทำบาปนานัปการโดยไม่ลังเลใจ  แม้บางครั้งตนเองไม่ปรารถนา  ดังนั้น  อรฺชุน  ทรงถาม  กฺฤษฺณ  เช่นนี้จึงให้ความหวังมากเกี่ยวกับธรรมชาติอันวิปริตของสิ่งมีชีวิต  แม้สิ่งมีชีวิตบางครั้งไม่ต้องการทำบาปแต่ถูกบังคับให้ทำ  อย่างไรก็ดีอภิวิญญาณผู้ประทับอยู่ภายในหัวใจของเราทรงมิได้เป็นผู้กระตุ้นให้ทำบาปแต่เนื่องมาจากสาเหตุอื่น  ดังที่องค์  ภควานฺ  จะทรงอธิบายในโศลกต่อไป
श्रीभगवानुवाच ।
काम एष क्रोध एष रजोगुणसमुद्भवः
महाशनो महापाप्मा विद्ध्येनमिह वैरिणम् ॥ ३.३७ ॥
โศลก 37
śrī-bhagavān uvāca
kāma eṣa krodha eṣa  rajo-guṇa-samudbhavaḥ
mahāśano mahā-pāpmā  viddhy enam iha vairiṇam
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
กาม เอษ โกฺรธ เอษ  รโช-คุณ-สมุทฺภวห์
มหาศโน มหา-ปาปฺมา  วิทฺธฺยฺ เอนมฺ อิห ไวริณมฺ
ศฺริ-ภควานฺ อุวาจ — บุคลิกภาพแห่งพระเจ้าตรัส, กามห์ — ราคะ, เอษห์ — นี้, โกฺรธห์ — ความโกรธ, เอษห์ — นี้, รชห์-คุณ — ระดับของตัณหา, สมุทฺภวห์ — เกิดจาก,มหา-อศนห์ — เผาผลาญทั้งหมด, มหา-ปาปฺมา — ความบาปอันยิ่งใหญ่, วิทฺธิ — รู้, เอนมฺ — นี้,อิห — ในโลกวัตถุ, ไวริณมฺ — ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด
คำแปล
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  โอ้  อรฺชุน  ราคะเท่านั้นที่เกิดจากการมาสัมผัสกับระดับตัณหาทางวัตถุ  และต่อมากลายเป็นความโกรธ  ซึ่งเป็นศัตรูบาปที่จะเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้
คำอธิบาย
เมื่อสิ่งมีชีวิตมาสัมผัสกับการสร้างทางวัตถุ  ความรักนิรันดรที่มีต่อ  กฺฤษฺณกลายมาเป็นราคะอันเนื่องมาจากการที่มาคบหาสมาคมกับระดับของตัณหา  หรืออีกนัยหนึ่ง  ความรู้สึกรักองค์  ภควานฺ  ได้เปลี่ยนแปลงกลายมาเป็นราคะ  เฉกเช่นนมเมื่อมาสัมผัสกับมะขามเปรี้ยวจะกลายมาเป็นนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต  หลังจากราคะไม่สมดังใจปราถนาจะกลายมาเป็นความโกรธ  จากนั้นความโกรธจะเปลี่ยนมาเป็นความหลง  และความหลงทำให้การเป็นอยู่ทางวัตถุดำเนินต่อไป  ฉะนั้น  ราคะจึงเป็นศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสิ่งมีชีวิต  ราคะเท่านั้นที่ล่อใจให้สิ่งมีชีวิตผู้บริสุทธิ์ยังคงวนเวียนอยู่ในโลกวัตถุ  ความโกรธคือปรากฏการณ์ของระดับอวิชชา  ระดับเหล่านี้ปรากฏตัวเองออกมาในรูปของความโกรธและอาการอื่น  ๆ  ในลักษณะเดียวกันนี้  ฉะนั้น  หากว่าระดับตัณหาแทนที่จะตกต่ำไปอยู่ในระดับอวิชชา  แต่ควรจะพัฒนาให้สูงขึ้นมาสู่ระดับความดี  ด้วยการใช้ชีวิตและปฏิบัติตนตามวิถีทิพย์ที่กำหนดไว้  เราจะสามารถอยู่รอดปลอดภัยจากการตกลงต่ำอันเนื่องมาจากความโกรธ
องค์  ภควานฺ  ทรงแบ่งภาคมากมายเพื่อความสุขเกษมสำราญทิพย์อันหาที่สุดมิได้ของพระองค์  สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูของความสุขเกษมสำราญทิพย์นี้  มีส่วนของเสรีภาพเช่นกัน  แต่เมื่อเสรีภาพถูกใช้ไปในทางที่ผิด  เมื่อนิสัยชอบรับใช้กลายมาเป็นนิสัยชอบหาความสุขทางประสาทสัมผัสเราจึงมาอยู่ภายใต้อำนาจของราคะ  การสร้างวัตถุนี้องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้สร้างเพื่อเปิดโอกาสให้พันธวิญญาณสนองนิสัยแห่งราคะนี้  และเมื่อกิจกรรมแห่งราคะอันแสนจะยาวนานนี้ทำให้จนปัญญาโดยสิ้นเชิงแล้ว  สิ่งมีชีวิตจึงเริ่มถามถึงสถานภาพอันแท้จริงของตนเอง
คำถามเช่นนี้คือจุดเริ่มต้นของ  เวทานฺต-สูตฺร  ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า  อถาโต  พฺรหฺม-ชิชฺญาสา  เราควรถามถึงองค์  ภควานฺ  และคำว่าองค์  ภควานฺ  ได้ให้คำนิยามไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ว่า  ชนฺมาทฺยฺ  อสฺย  ยโต  ’นฺวยาทฺ  อิตรตศฺ  จ  หรือ  “แหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่างคือ  พฺรหฺมนฺ  สูงสุด”  ฉะนั้น  จุดเริ่มต้นของราคะก็อยู่ในองค์  ภควานฺเช่นเดียวกัน  หากราคะเปลี่ยนมาเป็นความรักต่อองค์  ภควานฺ  หรือเปลี่ยนมาเป็น  กฺฤษฺณจิตสำนึก  อีกนัยหนึ่งคือปรารถนาทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อ  กฺฤษฺณ  ตรงนี้ทั้งราคะและความโกรธสามารถเปลี่ยนมาเป็นทิพย์ได้  หนุมานฺ  ผู้รับใช้ที่ยิ่งใหญ่ของพระ  ราม  แสดงความโกรธด้วยการเผาเมืองทองของ  ราวณ  (ทศกัณฑ์)  การกระทำเช่นนี้ทำให้  หนุมานฺ  กลายมาเป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระ  ราม  ใน  ภควัท-คีตา  ก็เช่นเดียวกันองค์  ภควานฺ  ทรงแนะนำให้  อรฺชุน  ใช้ความโกรธกับศัตรูเพื่อให้พระองค์ทรงพอพระทัย  ฉะนั้น  ทั้งราคะและความโกรธเมื่อนำมาใช้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะกลายมาเป็นเพื่อนแทนที่จะเป็นศัตรู
धूमेनाव्रियते वह्निर्यथादर्शो मलेन च ।
यथोल्बेनावृतो गर्भस्तथा तेनेदमावृतम् ॥ ३.३८ ॥
โศลก 38
dhūmenāvriyate vahnir  yathādarśo malena ca
yatholbenāvṛto garbhas  tathā tenedam āvṛtam
ธูเมนาวฺริยเต วหฺนิรฺ  ยถาทรฺโศ มเลน จ
ยโถลฺเพนาวฺฤโต ครฺภสฺ  ตถา เตเนทมฺ อาวฺฤตมฺ
ธูเมน — ด้วยควัน, อาวฺริยเต — ถูกปกคลุม, วหฺนิห์ — ไฟ, ยถา — ดังเช่น, อาทรฺศห์ — กระจก, มเลน — ด้วยฝุ่น, — เช่นกัน, ยถา — ดังเช่น, อุลฺเพน — ด้วยครรภ์, อาวฺฤตห์ — ถูกปกคลุม, ครฺภห์ — ตัวอ่อนในครรภ์, ตถา — ดังนั้น, เตน — ด้วยราคะ, อิทมฺ — นี้, อาวฺฤตมฺ — ถูกปกคลุม
คำแปล
เสมือนดังควันที่ปกคลุมไฟ  ฝุ่นที่ปกคลุมกระจกเงา  หรือครรภ์ที่ปกคลุมทารกสิ่งมีชีวิตก็ถูกปกคลุมไปด้วยระดับต่าง  ๆ  ของราคะนี้เช่นเดียวกัน
คำอธิบาย
มีสิ่งปกคลุมสิ่งมีชีวิตอยู่สามระดับที่ทำให้จิตสำนึกอันบริสุทธิ์ของเขามืดมนสิ่งปกคลุมนี้คือราคะภายใต้ปรากฏการณ์ที่แตกต่างกัน  ดังเช่น  ควันที่อยู่ในไฟ  ฝุ่นที่อยู่บนกระจก  และครรภ์ที่ปกคลุมทารก  เมื่อราคะเปรียบเทียบกับควัน  เข้าใจได้ว่าประกายไฟของสิ่งมีชีวิตสามารถสำเหนียกได้เล็กน้อย  หรือว่าขณะที่สิ่งมีชีวิตแสดงกฺฤษฺณ  จิตสำนึกออกมาเล็กน้อย  อาจเปรียบได้กับไฟที่ถูกปกคลุมด้วยควัน  แม้ว่าที่ใดมีควันที่นั่นต้องมีไฟ  แต่ไฟมิได้ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดในระยะเริ่มต้น  ระยะนี้คล้ายกับระยะเริ่มแรกของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ฝุ่นบนกระจกเปรียบเทียบกับวิธีการทำความสะอาดกระจกแห่งจิตใจ  ด้วยวิธีการปฏิบัติธรรมต่าง  ๆ  นานา  วิธีที่ดีที่สุดคือการสวดมนต์ภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์  ภควานฺ  ครรภ์ที่ปกคลุมทารกอุปมาให้เห็นถึงสภาวะที่ช่วยไม่ได้  เด็กในครรภ์ช่วยตัวเองไม่ได้เพราะว่ายังไม่สามารถเคลื่อนไหวตัวเองได้  ระดับของสภาวะชีวิตเช่นนี้เปรียบเทียบได้กับต้นไม้  ต้นไม้ก็เป็นสิ่งมีชีวิตแต่ถูกจับให้มาอยู่ในสภาวะชีวิตที่แสดงให้เห็นว่ามีราคะมากเสียจนเกือบจะไม่มีจิตสำนึกเหลืออยู่เลย  ฝุ่นที่ปกคลุมกระจกเปรียบเทียบได้กับนกและสัตว์ต่าง  ๆ  และควันที่ปกคลุมไฟเปรียบเทียบได้กับมนุษย์  ในร่างมนุษย์สิ่งมีชีวิตอาจฟื้นฟู  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกได้เล็กน้อยและหากว่าพัฒนาต่อไปไฟแห่งชีวิตทิพย์อาจสามารถจุดให้เป็นประกายขึ้นมาในร่างชีวิตมนุษย์ได้  ด้วยการดูแลควันไฟอย่างระมัดระวัง  ไฟอาจจะลุกโชติช่วงขึ้นมาได้  ฉะนั้น  ชีวิตในร่างมนุษย์จึงเป็นโอกาสสำหรับสิ่งมีชีวิตที่จะหลบหนีจากพันธนาการแห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุ  ในร่างชีวิตมนุษย์เราสามารถกำราบศัตรูหรือราคะนี้ได้ด้วยการพัฒนากฺฤษฺณ  จิตสำนึกภายใต้คำชี้แนะของผู้นำที่มีความสามารถ
आवृतं ज्ञानमेतेन ज्ञानिनो नित्यवैरिणा ।
कामरूपेण कौन्तेय दुष्पूरेणानलेन च ॥ ३.३९ ॥
โศลก 39
āvṛtaṁ jñānam etena  jñānino nitya-vairiṇā
kāma-rūpeṇa kaunteya  duṣpūreṇānalena ca
อาวฺฤตํ ชฺญานมฺ เอเตน  ชฺญานิโน นิตฺย-ไวริณา
กาม-รูเปณ เกานฺเตย  ทุษฺปูเรณานเลน จ
อาวฺฤตมฺ — ปกคลุม, ชฺญานมฺ — จิตสำนึกที่บริสุทธิ์,เอเตน — ด้วยสิ่งนี้, ชฺญานินห์ — ของผู้รู้, นิตฺย-ไวริณา — โดยศัตรูนิรันดร, กาม-รูเปณ — ในรูปของราคะ, เกานฺเตย — โอ้ โอรส พระนาง กุนฺตี, ทุษฺปูเรณ — จะไม่มีวันพึงพอใจ, อนเลน — ด้วยไฟ, — เช่นกัน
คำแปล
ดังนั้น  จิตสำนึกอันบริสุทธิ์ของสิ่งมีชีวิต  ผู้มีปัญญาถูกปกคลุมไปด้วยศัตรูนิรันดรในรูปของราคะ  ซึ่งไม่รู้จักพอเพียงและเผาผลาญเหมือนเปลวเพลิง
คำอธิบาย
ได้กล่าวไว้ใน  มนุ-สฺมฺฤติ  ว่าราคะไม่รู้จักพอเพียงไม่ว่าจะป้อนด้วยความสุขทางประสาทสัมผัสในปริมาณมากเพียงใด  เหมือนกับไฟที่ไม่มีวันดับลงได้ตราบใดที่ยังมีเชื้อเพลิงอยู่  ในโลกวัตถุจุดศูนย์กลางของกิจกรรมทั้งหมดคือเพศสัมพันธ์  ดังนั้น  โลกวัตถุนี้จึงได้ชื่อว่า  ไมถุนฺย-อาคาร  หรือโซ่ตรวนแห่งชีวิตเพศสัมพันธ์  โดยทั่วไปในตะรางนักโทษจะถูกกักขังให้อยู่ภายในกรงขัง  ทำนองเดียวกัน  นักโทษผู้ไม่เชื่อฟังกฎแห่งองค์  ภควานฺ  จะถูกล่ามโซ่ด้วยชีวิตเพศสัมพันธ์  ความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุบนฐานแห่งการตอบสนองประสาทสัมผัสหมายถึงการเพิ่มระยะเวลาแห่งการเป็นอยู่ทางวัตถุของสิ่งมีชีวิต  ฉะนั้น  ราคะคือเครื่องหมายแห่งอวิชชาที่กักขังสิ่งมีชีวิตให้อยู่ในโลกวัตถุ  ขณะที่เราเพลิดเพลินกับการสนองประสาทสัมผัส  อาจรู้สึกว่ามีความสุขอยู่บ้าง  แต่แท้ที่จริงความรู้สึกกับความสุขที่สมมุติขึ้นมานี้  ในที่สุดมันคือศัตรูของผู้แสวงหาความสุขทางประสาทสัมผัสนั่นเอง
इन्द्रियाणि मनो बुद्धिरस्याधिष्ठानमुच्यते ।
एतैर्विमोहयत्येष ज्ञानमावृत्य देहिनम् ॥ ३.४० ॥
โศลก 40
indriyāṇi mano buddhir  asyādhiṣṭhānam ucyate
etair vimohayaty eṣa  jñānam āvṛtya dehinam
อินฺทฺริยาณิ มโน พุทฺธิรฺ  อสฺยาธิษฺฐานมฺ อุจฺยเต
เอไตรฺ วิโมหยตฺยฺ เอษ  ชฺญานมฺ อาวฺฤตฺย เทหินมฺ
อินฺทฺริยาณิ — ประสาทสัมผัส, มนห์ — จิตใจ, พุทฺธิห์ — ปัญญา, อสฺย — ของราคะนี้, อธิษฺฐานมฺ — ที่พำนัก, อุจฺยเต — เรียกว่า, เอไตห์ — ด้วยทั้งหมดนี้, วิโมหยติ — สับสน, เอษห์ — ราคะนี้, ชฺญานมฺ — ความรู้, อาวฺฤตฺย — ปกคลุม, เทหินมฺ — ของร่างกาย
คำแปล
ประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  รวมทั้งจิตใจและปัญญาเป็นสถานที่พำนักพักพิงของตัวราคะนี้  ราคะปิดบังความรู้อันแท้จริงของสิ่งมีชีวิตผ่านตามจุดต่าง  ๆ  เหล่านี้และทำให้เขาสับสนงุนงง
คำอธิบาย
ศัตรู  (ราคะ)  ได้ยึดจุดยุทธศาสตร์ต่าง  ๆ  ภายในร่างกายของพันธวิญญาณ  ดังนั้น  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงแนะนำสถานที่เหล่านี้  เพื่อผู้ที่ต้องการกำราบศัตรูจะได้รู้ว่าศัตรูอยู่ที่ไหน  จิตใจเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของประสาทสัมผัสทั้งหมด  ดังนั้น  เมื่อเราได้ยินเกี่ยวกับรูป  รส  กลิ่น  เสียง  และสัมผัส  โดยทั่วไปจิตใจจะเป็นที่รวมความคิดเพื่อสนองประสาทสัมผัสทั้งหมด  ผลคือจิตใจและประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  กลายมาเป็นศูนย์รวมของราคะ  จากนั้นปัญญาก็กลายมาเป็นเมืองหลวงของนิสัยชอบราคะนี้  ปัญญาเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ชิดติดกับดวงวิญญาณ  ปัญญาที่ชอบราคะจะมีอิทธิพลต่อดวงวิญญาณทำให้เกิดอหังการ  และเชื่อมสัมพันธ์ตนเองกับวัตถุ  คือสัมพันธ์กับจิตใจและประสาทสัมผัส  ดวงวิญญาณมาหลงติดกับความสุขทางประสาทสัมผัสวัตถุ  และเข้าใจผิดคิดว่านี่คือความสุขที่แท้จริง  การแสดงตัวผิดของดวงวิญญาณนี้ได้อธิบายไว้อย่างงดงามใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (10.84.13)  ดังนี้
ยสฺยาตฺม-พุทฺธิห์ กุณเป ตฺริ-ธาตุเก  สฺว-ธีห์ กลตฺราทิษุ เภาม อิชฺย-ธีห์
ยตฺ-ตีรฺถ-พุทฺธิห์ สลิเล น กรฺหิจิชฺ  ชเนษฺวฺ อภิชฺเญษุ ส เอว โค-ขรห์
“มนุษย์ผู้แสดงตนว่าร่างกายที่ทำมาจากธาตุสามประการนี้คือตัวตนจริง  พิจารณาว่าผลผลิตของร่างกายเป็นสังคญาติของตน  พิจารณาว่าแผ่นดินที่เกิดเป็นสถานที่สักการะบูชา  และไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของผู้แสวงบุญเพียงเพื่อไปอาบน้ำ  แทนที่จะไปพบผู้มีความรู้ทิพย์  พิจารณาได้ว่าบุคคลเช่นนี้เปรียบเสมือนกับลาหรือโค”
तस्मात्त्वमिन्द्रियाण्यादौ नियम्य भरतर्षभ ।
पाप्मानं प्रजहि ह्येनं ज्ञानविज्ञाननाशनम् ॥ ३.४१ ॥
โศลก 41
tasmāt tvam indriyāṇy ādau  niyamya bharatarṣabha
pāpmānaṁ prajahi hy enaṁ  jñāna-vijñāna-nāśanam
ตสฺมาตฺ ตฺวมฺ อินฺทฺริยาณฺยฺ อาเทา  นิยมฺย ภรตรฺษภ
ปาปฺมานํ ปฺรชหิ หฺยฺ เอนํ  ชฺญาน-วิชฺญาน-นาศนมฺ
ตสฺมาตฺ — ดังนั้น, ตฺวมฺ — เธอ, อินฺทฺริยาณิ — ประสาทสัมผัส, อาเทา — ในตอนต้น, นิยมฺย — ด้วยการประมาณ, ภรต-ฤษภ — โอ้ ผู้นำในหมู่ผู้สืบราชวงศ์ ภรต, ปาปฺมานมฺ — เครื่องหมายบาปอันยิ่งใหญ่, ปฺรชหิ — ดัด, หิ — แน่นอน, เอนมฺ — นี้, ชฺญาน — ของความรู้, วิชฺญาน — และศาสตร์แห่งความรู้ดวงวิญญาณบริสุทธิ์, นาศนมฺ — ผู้ทำลาย
คำแปล
ฉะนั้น  โอ้  อรฺชุน  ผู้ดีเลิศแห่ง  ภารต  ในตอนแรกจงกั้นขอบเครื่องหมายแห่งบาปอันยิ่งใหญ่นี้  (ราคะ)  ด้วยการประมาณประสาทสัมผัส  และจงสังหารผู้ทำลายวิชาความรู้และความรู้แจ้งแห่งตนนี้เสีย
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ทรงแนะนำ  อรฺชุน  ให้ทรงประมาณประสาทสัมผัสตั้งแต่ตอนแรกเพื่อให้สามารถกั้นขอบเขตของศัตรูบาปที่ร้ายกาจที่สุดคือตัวราคะ  ซึ่งเป็นตัวทำลายพลังเพื่อความรู้แจ้งแห่งตนและวิชาความรู้แห่งตนโดยเฉพาะ  ชฺญาน  หมายถึงวิชาความรู้แห่งตน  ซึ่งแตกต่างจากความรู้ที่ไม่ใช่ตน  อีกนัยหนึ่ง  คือความรู้ที่ว่าดวงวิญญาณไม่ใช่ร่างกาย  วิชฺญาน  หมายถึงความรู้โดยเฉพาะ  คือรู้ถึงสถานภาพพื้นฐานของดวงวิญญาณและความสัมพันธ์ที่ตนเองมีต่อดวงอภิวิญญาณสูงสุด  ได้อธิบายไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (2.9.31)  ดังนี้
ชฺญานํ ปรม-คุหฺยํ เม  ยทฺ วิชฺญาน-สมนฺวิตมฺ
ส-รหสฺยํ ตทฺ-องฺคํ จ  คฺฤหาณ คทิตํ มยา
“ความรู้แห่งตนเองและความรู้แห่งองค์  ภควานฺ  เป็นความรู้ที่ลับเฉพาะ  และลึกซึ้งมากความรู้เช่นนี้และความรู้แจ้งโดยเฉพาะนี้สามารถเข้าใจได้  หากองค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายทุกแง่ทุกมุมด้วยพระองค์เอง”  ภควัท-คีตา  ได้ให้ความรู้ทั่วไปและความรู้โดยเฉพาะของตัวเรา  สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  ฉะนั้น  ชีวิตเ  ราม  ีไว้เพียงเพื่อรับใช้พระองค์เท่านั้น  จิตสำนึกเช่นนี้เรียกว่า  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  จากตอนเริ่มต้นของชีวิตต้องเรียนรู้  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกนี้  หลังจากนั้นเราอาจมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยสมบูรณ์และปฏิบัติตนตามนั้น
ราคะเป็นความวิปริตที่สะท้อนมาจากความรักแห่งองค์  ภควานฺ  อันเป็นธรรมชาติของทุก  ๆ  ชีวิต  หากเราได้รับการศึกษาใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกตั้งแต่แรกเริ่ม  ความรักองค์  ภควานฺ  โดยธรรมชาติไม่สามารถเสื่อมท  ราม  มาเป็นราคะได้  เมื่อความรักแห่งองค์  ภควานฺ  เสื่อมท  ราม  มาเป็นราคะ  ยากมากที่จะให้กลับคืนมาสู่สภาวะปรกติดังเดิม  แต่กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมีพลังมากแม้แต่ผู้เริ่มต้นช้าก็ยังสามารถกลายมาเป็นผู้รักองค์  ภควานฺได้  ด้วยการปฏิบัติตามหลักธรรมแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ฉะนั้น  ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงไหนของชีวิต  หรือเริ่มจากจุดที่เข้าใจความฉุกเฉินนี้  เราสามารถเริ่มประมาณประสาทสัมผัสใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์  ภควานฺ  และเปลี่ยนจากราคะมาเป็นความรักพระองค์  ซึ่งเป็นระดับที่สมบูรณ์สูงสุดของชีวิตมนุษย์
इन्द्रियाणि पराण्याहुरिन्द्रियेभ्यः परं मनः ।
मनसस्तु परा बुद्धिर्यो बुद्धेः परतस्तु सः ॥ ३.४२ ॥
โศลก 42
indriyāṇi parāṇy āhur  indriyebhyaḥ paraṁ manaḥ
manasas tu parā buddhir  yo buddheḥ paratas tu saḥ
อินฺทฺริยาณิ ปราณฺยฺ อาหุรฺ  อินฺทฺริเยภฺยห์ ปรํ มนห์
มนสสฺ ตุ ปรา พุทฺธิรฺ  โย พุทฺเธห์ ปรตสฺ ตุ สห์
อินฺทฺริยาณิ — ประสาทสัมผัส, ปราณิ — สูงกว่า, อาหุห์ — ได้กล่าวไว้, อินฺทฺริเยภฺยห์ — มากกว่าประสาทสัมผัส, ปรมฺ — เหนือกว่า, มนห์ — จิตใจ, มนสห์ — มากกว่าจิตใจ, ตุ — เช่นเดียวกัน, ปรา — เหนือกว่า, พุทฺธิห์ — ปัญญา, ยห์ — ใคร, พุทฺเธห์ — มากกว่าปัญญา, ปรตห์ — เหนือกว่า, ตุ — แต่, สห์ — เขา
คำแปล
ประสาทสัมผัสที่ทำงาน  สูงกว่าวัตถุที่ไม่มีชีวิต  จิตใจสูงกว่าประสาทสัมผัส  ปัญญาสูงไปกว่าจิตใจ  และเขา  (ดวงวิญญาณ)  ยิ่งสูงขึ้นไปกว่าปัญญา
คำอธิบาย
ประสาทสัมผัสเป็นทางออกให้กิจกรรมของราคะ  ราคะสงบนิ่งอยู่ภายในร่างกายแต่ได้รับการระบายออกผ่านทางประสาทสัมผัส  ดังนั้น  ประสาทสัมผัสจึงเหนือกว่าร่างกายทั้งร่าง  ทางออกเหล่านี้ไม่ได้ใช้เมื่อมีจิตสำนึกที่สูงกว่าหรือมี  กฺฤษฺณจิตสำนึก  ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกดวงวิญญาณจะเชื่อมสัมพันธ์โดยตรงกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ดังนั้น  ลำดับชั้นตามหน้าที่ของร่างกายจะมาจบลงที่องค์อภิวิญญาณกิจกรรมของร่างกายหมายถึงหน้าที่ของประสาทสัมผัส  และการหยุดประสาทสัมผัสหมายถึงการหยุดทำงานของร่างกายทั้งหมด  แต่เนื่องจากจิตใจไม่เคยหยุดนิ่ง  ถึงแม้ว่าร่างกายอาจจะนิ่งสงบและพักผ่อนแต่จิตใจยังคงทำงานต่อไป  ดังเช่นขณะที่เราฝัน  แต่เหนือไปกว่าจิตใจคือการตัดสินใจของปัญญา  และเหนือไปกว่าปัญญาคือดวงวิญญาณ  ฉะนั้น  ถ้าหากดวงวิญญาณปฏิบัติงานกับองค์  ภควานฺ  โดยตรง  ตามธรรมชาติส่วนที่รองลงมาทั้งหมด  เช่น  ปัญญา  จิตใจ  และประสาทสัมผัสก็จะร่วมปฏิบัติงานโดยปริยาย  ใน  กฐ  อุปนิษทฺ  มีข้อความคล้าย  ๆ  กันซึ่งกล่าวไว้ว่า  อายตนะภายนอกเพื่อสนองประสาทสัมผัสเหนือกว่าประสาทสัมผัส  และจิตใจเหนือกว่าอายตนะภายนอกฉะนั้น  หากจิตใจปฏิบัติงานโดยตรงในการรับใช้องค์  ภควานฺ  อยู่เสมอจะไม่เปิดโอกาสให้ประสาทสัมผัสถูกใช้ไปในทางอื่น  ท่าทีของจิตใจเช่นนี้ได้อธิบายไว้แล้ว  ปรํ  ทฺฤษฺฏฺวา  นิวรฺตเต  หากจิตใจถูกใช้ไปในการรับใช้ทิพย์แด่องค์  ภควานฺ  จะไม่เปิดโอกาสให้มันไปรับใช้นิสัยที่ต่ำกว่า  ใน  กฐ  อุปนิษทฺ  ได้อธิบายดวงวิญญาณว่า  มหานฺ  หรือยิ่งใหญ่ดังนั้นดวงวิญญาณอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด  เช่น  อายตนะภายนอก  อายตนะภายในหรือประสาทสัมผัส  จิตใจ  และปัญญา  ดังนั้น  การเข้าใจสถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงโดยตรงของดวงวิญญาณคือคำตอบของปัญหาทั้งปวง
ด้วยสติปัญญาเราจะต้องค้นหาสถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงของดวงวิญญาณและให้จิตใจทำงานใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอยู่เสมอซึ่งจะแก้ไขปัญหาทั้งหมด  ผู้ปฏิบัติเริ่มแรกจะได้รับคำแนะนำให้อยู่ห่างจากอายตนะภายนอก  นอกจากนี้ยังต้องฝึกจิตใจให้เข้มแข็งด้วยการใช้สติปัญญา  และด้วยสติปัญญาเราใช้จิตใจของเราปฏิบัติใน  กฺฤษฺณจิตสำนึก  จากการศิโรราบอย่างสมบูรณ์แด่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  จิตใจจะเข้มแข็งขึ้นโดยปริยาย  ถึงแม้ว่าประสาทสัมผัสจะร้ายกาจมากเหมือนกับงูพิษ  แต่จะกลายมาเป็นงูพิษที่ปราศจากเขี้ยว  แม้ว่าดวงวิญญาณเป็นนายของปัญญา  จิตใจ  รวมทั้งประสาทสัมผัส  ถึงกระนั้นดวงวิญญาณจะยังต้องได้รับการฝึกฝนให้เข้มแข็งด้วยการมาคบหาสมาคมกับ  กฺฤษฺณ  ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  มิฉะนั้น  จะมีโอกาสตกต่ำลงอันเนื่องมาจากจิตใจที่หวั่นไหว
एवं बुद्धेः परं बुद्ध्वा संस्तभ्यात्मानमात्मना ।
जहि शत्रुं महाबाहो कामरूपं दुरासदम् ॥ ३.४३ ॥
โศลก 43
evaṁ buddheḥ paraṁ buddhvā  saṁstabhyātmānam ātmanā
jahi śatruṁ mahā-bāho  kāma-rūpaṁ durāsadam
เอวํ พุทฺเธห์ ปรํ พุทฺธฺวา  สํสฺตภฺยาตฺมานมฺ อาตฺมนา
ชหิ ศตฺรุํ มหา-พาโห  กาม-รูปํ ทุราสทมฺ
เอวมฺ — ดังนั้น,พุทฺเธห์ — แด่ปัญญา, ปรมฺ — เหนือกว่า, พุทฺธฺวา — รู้, สํสฺตภฺย — ด้วยความ มั่นคง, อาตฺมานมฺ — จิตใจ, อาตฺมนา — ด้วยปัญญาที่สุขุม, ชหิ — ได้ชัยชนะ, ศตฺรุมฺ — ศัตรู,มหา-พาโห — โอ้ นักรบผู้เก่งกล้า, กาม-รูปมฺ — ในรูปของราคะ, ทุราสทมฺ — น่าสะพรึง กลัว
คำแปล
ดังนั้น  เมื่อรู้ว่าตนเองเป็นทิพย์อยู่เหนือประสาทสัมผัสวัตถุ  จิตใจ  และปัญญา  โอ้อรฺชุน  นักรบผู้เก่งกล้า  เธอควรทำจิตใจให้แน่วแน่มั่นคงด้วยปัญญาทิพย์ที่สุขุม(กฺฤษฺณ  จิตสำนึก)  และด้วยพลังทิพย์จงกำราบเจ้าตัวราคะ  ศัตรูผู้ไม่รู้จักพอ
คำอธิบาย
บทที่สามของ  ภควัท-คีตา  นี้  ได้นำเ  ราม  าถึงจุดสรุปของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกด้วยการรู้จักตนเองว่าเป็นผู้รับใช้นิรันดรของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  โดยไม่พิจารณาว่าในที่สุดคือความว่างเปล่าไร้บุคลิกภาพ  ในชีวิตความเป็นอยู่ทางวัตถุ  แน่นอนว่าเราจะต้องได้รับอิทธิพลที่มีนิสัยชอบราคะ  และต้องการมีอำนาจเหนือทรัพยากรธรรมชาติวัตถุ  ความต้องการเป็นเจ้าเหนือหัวและต้องการสนองประสาทสัมผัสเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของพันธวิญญาณ  แต่ด้วยพลังอำนาจแห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เราสามารถควบคุมประสาทสัมผัสทางวัตถุ  จิตใจ  และปัญญาได้  เราอาจจะไม่ต้องยกเลิกการงานและหน้าที่ที่กำหนดไว้ทั้งหมดโดยฉับพลัน  แต่ด้วยการพัฒนา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกทีละน้อยเราสามารถสถิตในสถานภาพทิพย์โดยไม่ถูกอิทธิพลของประสาทสัมผัสวัตถุและจิตใจครอบงำ  ด้วยปัญญาอันแน่วแน่มั่นคงจะนำเราไปสู่ตัวของเราเองที่บริสุทธิ์  นี่คือข้อสรุปของบทนี้  ในระดับความเป็นอยู่ทางวัตถุที่ยังไม่พัฒนา  การคาดคะเนทางปรัชญาและความพยายามที่ฝืนธรรมชาติในการที่จะควบคุมประสาทสัมผัสด้วยการฝึกปฏิบัติสิ่งที่เรียกว่าท่า  โยค  ต่าง  ๆ  จะไม่มีวันช่วยให้มาสู่ชีวิตทิพย์  เราจะต้องได้รับการฝึกฝนในกฺฤษฺณ  จิตสำนึกด้วยสติปัญญาที่สูงกว่า
ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย ภกฺติเวทนฺต บทที่สามของหนังสือ ศฺรีมทฺ ภควัท-คีตา ในหัวข้อเรื่อง กรฺม-โยค หรือการปฏิบัติหน้าที่ของตนที่กำหนดไว้ใน กฺฤษฺณ จิตสำนึก

ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

บทที่ สี่

บทที่ 4

ความรู้ทิพย์

chapterImage

ความรู้ทิพย์

श्रीभगवानुवाच ।
इमं विवस्वते योगं प्रोक्तवानहमव्ययम्
विवस्वान्मनवे प्राह मनुरिक्ष्वाकवेऽब्रवीत् ॥ ४.१ ॥
โศลก 1
śrī-bhagavān uvāca
imaṁ vivasvate yogaṁ  proktavān aham avyayam
vivasvān manave prāha  manur ikṣvākave ’bravīt
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
อิมํ วิวสฺวเต โยคํ  โปฺรกฺตวานฺ อหมฺ อวฺยยมฺ
วิวสฺวานฺ มนเว ปฺราห  มนุรฺ อิกฺษฺวากเว ’พฺรวีตฺ
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, อิมมฺ — นี้, วิวสฺวเต — แด่สุริย เทพ, โยคมฺ — ศาสตร์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างเรากับองค์ภควาน, โปฺรกฺตวานฺ — สอน, อหมฺ — ข้า, อวฺยยมฺ — อมตะ, วิวสฺวานฺวิวสฺวานฺ (พระนามของสุริยเทพ), มนเว — แด่ พระบิดาของมนุษยชาติ (มีพระนามว่า ไววัสวะทา), ปฺราห — บอก, มนุห์ — พระบิดาแห่ง มนุษยชาติ,อิกฺษฺวากเว — แด่กษัตริย์ อิกฺษฺวากุ, อพฺรวีตฺ — ตรัส
คำแปล
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ตรัสว่า  ข้าได้สอนศาสตร์อมตะแห่ง  โยค  นี้แด่พระอาทิตย์  วิวสฺวานฺ  และ  วิวสฺวานฺ  ได้สอนแด่  มนุ  พระบิดาแห่งมนุษยชาติ  และ  มนุ  ได้สอนให้แด่  อิกฺษฺวากุ  
คำอธิบาย
ณ  ที่นี้เราพบประวัติศาสตร์แห่ง  ภควัท-คีตา  ย้อนอดีตถึงกาลเวลาที่ได้ถ่ายทอดผ่านราชวงศ์  กฺษตฺริย  ของดาวเคราะห์ทั้งหลายเริ่มต้นจากดวงอาทิตย์  เจตนาโดยเฉพาะของ  กฺษตฺริย  แห่งดาวเคราะห์ทั้งหลายก็เพื่อปกป้องคุ้มครองผู้อยู่อาศัย  ฉะนั้นราชวงศ์  กฺษตฺริย  ควรเข้าใจศาสตร์แห่ง  ภควัท-คีตา  เพื่อสามารถปกครองและคุ้มครองป้องกันประชากรจากราคะซึ่งเป็นพันธนาการทางวัตถุ  จุดมุ่งหมายของชีวิตมนุษย์เพื่อพัฒนาความรู้ทิพย์ในความสัมพันธ์นิรันดรกับองค์  ภควานฺ  และมวลผู้นำรัฐแห่งดาวเคราะห์ทั้งหลายมีพันธกรณีในการถ่ายทอดบทเรียนนี้แด่ประชากรด้วยการศึกษาวัฒนธรรม  และการอุทิศตนเสียสละ  อีกนัยหนึ่ง  เจตนาของมวลผู้นำรัฐคือเผยแพร่ศาสตร์แห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเพื่อประชากรอาจได้รับประโยชน์จากศาสตร์อันยิ่งใหญ่นี้และมุ่งหน้าอยู่บนหนทางแห่งความสำเร็จ  ใช้ประโยชน์ที่ได้มีโอกาสมาอยู่ในร่างมนุษย์
ในกัปนี้  เจ้าแห่งดวงอาทิตย์ทรงมีพระนามว่า  วิวสฺวานฺ  ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของมวลดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ  ได้กล่าวไว้ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  (5.52)  ว่า
ยจฺ-จกฺษุรฺ เอษ สวิตา สกล-คฺรหาณำ
ราชา สมสฺต-สุร-มูรฺติรฺ อเศษ-เตชาห์
ยสฺยาชฺญยา ภฺรมติ สมฺภฺฤต-กาล-จโกฺร
โควินฺทมฺ อาทิ-ปุรุษํ ตมฺ อหํ ภชามิ
พระ  พฺรหฺมา  ตรัสว่า  “ข้าพเจ้าขอบูชาบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  โควินฺท  (กฺฤษฺณ)ผู้ทรงเป็นบุคคลแรก  จากคำสั่งของพระองค์  พระอาทิตย์ผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งมวลดาวเคราะห์ได้รับพลังและความร้อนอย่างมหาศาล  ดวงอาทิตย์เสมือนดุจดังพระเนตรขององค์  ภควานฺ  และโคจรไปโดยรอบด้วยความเคารพในพระราชดำริของพระองค์”
พระอาทิตย์ทรงเป็นเจ้าแห่งมวลดาวเคราะห์  สุริยเทพ  (องค์ปัจจุบันทรงพระนามว่า  วิวสฺวานฺ)  ทรงเป็นผู้ปกครองดวงอาทิตย์  และควบคุมมวลดาวเคราะห์โดยการแจกจ่ายความร้อนและแสง  พระองค์ทรงโคจรไปรอบ  ๆ  ภายใต้คำสั่งของ  กฺฤษฺณ  เดิมทีองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงให้  วิวสฺวานฺ  เป็นสาวกองค์แรกที่เข้าใจศาสตร์แห่ง  ภควัท-คีตา  ดังนั้น  คีตา  จึงไม่ใช่ตำราคาดคะเนสำหรับนักวิชาการทางวัตถุผู้ไม่มีความสำคัญอันใด  แต่เป็นหนังสือมาตรฐานที่ถ่ายทอดลงมาจากโบราณกาล
ในมหา  ภรต  ะ  (ศานฺติ-ปรฺว  348.51-52)  เราสามารถย้อนรอยประวัติศาสตร์ของ  คีตา  ได้ดังนี้
เตฺรตา-ยุคาเทา จ ตโต  วิวสฺวานฺ มนเว ทเทา
มนุศฺ จ โลก-ภฺฤตฺยฺ-อรฺถํ  สุตาเยกฺษฺวากเว ทเทา
อิกฺษฺวากุณา จ กถิโต  วฺยาปฺย โลกานฺ อวสฺถิตห์
“ในตอนต้นของกัปที่มีชื่อว่า  เตฺรตา-ยุค  ศาสตร์แห่งความสัมพันธ์กับองค์  ภควานฺ  นี้ได้ถ่ายทอดจากองค์  วิวสฺวานฺ  แด่  มนุ  มนุ  ผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งมนุษยชาติทรงประทานศาสตร์นี้แด่โอรสมีนามว่า  มหาราช  อิกฺษฺวากุ  ผู้ทรงเป็น  กฺษตฺริย  แห่งโลกนี้  และทรงเป็นบรรพบุรุษแห่งราชวงศ์  รฆุ  ซึ่งพระ  รามจนฺทฺร  ทรงปรากฏพระวรกาย”  ฉะนั้น  ภควัท-คีตา  มีอยู่ในสังคมมนุษย์ตั้งแต่สมัย  มหาราช  อิกฺษฺวากุ  
ปัจจุบันเพิ่งผ่าน  กลิ-ยุค  มาห้าพันปี  กลิ-ยุค  นี้จะมีเวลายาวนานถึง  432,000  ปี  ก่อนหน้านี้เป็น  ทฺวาปร-ยุค  (800,000  ปี)  และก่อนหน้านั้นเป็น  เตฺรตา-ยุค  (1,200,000  ปี)  ดังนั้น  ประมาณ  2,005,000  ปีก่อนหน้านี้  มนุ  ตรัส  ภควัท-คีตา  แด่สาวกและโอรสทรงพระนามว่า  มหาราช  อิกฺษฺวากุ  ผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งโลกนี้อายุขัยของ  มนุ  องค์ปัจจุบันคำนวณได้ประมาณ  305,300,000  ปี  ปัจจุบันได้ผ่านไปแล้ว120,400,000  ปี  เรายอมรับว่าก่อน  มนุ  ประสูติ  องค์  ภควานฺ  ได้ตรัส  คีตา  แด่สาวกสุริยเทพ  วิวสฺวานฺ  เราคำนวณอย่างคร่าว  ๆ  ได้ว่า  คีตา  ได้ถูกตรัสขึ้นอย่างน้อย  120,400,000ปีก่อนและได้มีอยู่ในสังคมมนุษย์เป็นเวลาสองล้านปี  ภควัท-คีตา  ได้ถูกตรัสขึ้นอีกครั้งแด่  อรฺชุน  ประมาณห้าพันปีก่อน  ทั้งหมดนี้คือการประมาณประวัติของ  คีตา  อย่างคร่าวๆ  ตามที่  คีตา  กล่าวและตามคำบอกเล่าของผู้ตรัสคือองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  คีตา  ได้ถูกตรัสแด่สุริยเทพ  วิวสฺวานฺ  เนื่องจากทรงเป็น  กฺษตฺริย  และทรงเป็นพระบิดาของ  กฺษตฺริย  ทั้งหลายที่สืบราชวงศ์มาจากพระอาทิตย์หรือ  สูรฺย-วํศ  กฺษตฺริย  เพราะว่า  ภควัท-คีตา  ดีเท่ากับพระ  เวท  เนื่องจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นผู้ตรัส  ความรู้นี้เป็นความรู้เหนือมนุษย์  อเปารุเษย  และเนื่องจากคำสอนพระ  เวท  เป็นที่ยอมรับตามที่ปรากฏโดยไม่มีการตีความตามโลกียวัตร  นักถกเถียงทางโลกอาจคาดคะเน  คีตา  ตามแนวความคิดของตน  แต่นั่นมิใช่  ภควัท-คีตา  ฉบับเดิม  ฉะนั้น  ภควัท-คีตา  จะต้องยอมรับไว้ให้เหมือนต้นฉบับเดิมจากสาย  ปรมฺปรา  และได้อธิบาย  ณ  ที่นี้ว่าองค์  ภควานฺ  ตรัสแด่สุริยเทพและสุริยเทพตรัสแด่พระโอรสของพระองค์ทรงพระนามว่า  มนุ  และ  มนุ  ตรัสแด่พระโอรสของพระองค์  ทรงพระนามว่า  อิกฺษฺวากุ  
एवं परम्पराप्राप्तमिमं राजर्षयो विदुः ।
स कालेनेह महता योगो नष्टः परन्तप ॥ ४.२ ॥
โศลก 2
evaṁ paramparā-prāptam  imaṁ rājarṣayo viduḥ
sa kāleneha mahatā  yogo naṣṭaḥ paran-tapa
เอวํ ปรมฺปรา-ปฺราปฺตมฺ  อิมํ ราชรฺษโย วิทุห์
ส กาเลเนห มหตา  โยโค นษฺฏห์ ปรนฺ-ตป
เอวมฺ — ดังนั้น, ปรมฺปรา — โดย ปรมฺปรา, ปฺราปฺตมฺ — ได้รับ, อิมมฺ — ศาสตร์นี้, ราช-ฤษยห์ — กษัตริย์ผู้ทรงธรรม, วิทุห์ — เข้าใจ, สห์ — ความรู้นั้น, กาเลน — กาลเวลาผ่านไป, อิห — ในโลกนี้, มหตา — ยิ่งใหญ่,โยคห์ — ศาสตร์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างเรากับองค์ ภควาน, นษฺฏห์ — กระจัดกระจาย, ปรมฺ-ตป — โอ้ อรฺชุน ผู้กำราบศัตรู
คำแปล
ฉะนั้น  ศาสตร์สูงสุดนี้ได้รับสืบทอดผ่านทางสาย  พะรัมพะรา  และกษัตริย์ผู้ทรงธรรมทรงเข้าใจตามสายนี้  แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปสาย  พะรัมพะรา  ได้ขาดตอนลง  จึงดูเหมือนว่าศาสตร์นี้สูญหายไป
คำอธิบาย
ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  คีตา  มีไว้เฉพาะสำหรับ  กฺษตฺริย  ผู้ทรงธรรม  เพราะว่า  กฺษตฺริย  ผู้ทรงธรรมเหล่านี้จะนำเจตนารมณ์ของ  คีตา  ไปบริหารปกครองประชากรแน่นอนว่าภควัท-คีตา  มิได้มีไว้สำหรับหมู่มารผู้ตัดทอนคุณค่าของ  คีตา  เพื่อไม่ให้ผู้ใดได้รับประโยชน์  และจะออกอุบายต่างๆ  นานาเพื่อตีความหมายตามอำเภอใจของตนเองทันทีที่จุดมุ่งหมายเดิมเลือนหายไปอันเนื่องมาจากเจตนาของนักวิจารณ์ผู้ไร้คุณธรรมจึงมีความจำเป็นที่จะต้องสถาปนาสาย  ปรมฺปรา  ขึ้นมาใหม่  โดยองค์  ภควานฺ  ทรงตรวจพบเมื่อห้าพันปีก่อนนี้ว่าสาย  ปรมฺปรา  ได้ขาดตอนลง  ฉะนั้น  พระองค์ทรงประกาศว่าจุดมุ่งหมายของ  คีตา  ดูเหมือนจะสูญหายไป  ในทำนองเดียวกัน  ปัจจุบันมีหนังสือ  คีตา  หลายเล่ม  (โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ)  แต่เกือบทั้งหมดไม่ใช่ตามสาย  ปรมฺปรา  ที่เชื่อถือได้  มีการแปลอย่างมากมายโดยนักวิชาการทางโลก  แต่เกือบทั้งหมดบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  กฺฤษฺณ  ทรงไม่ยอมรับ  ถึงแม้ว่าพวกนักวิชาการทางโลกจะทำธุรกิจได้ดีจากคำดำรัสขององค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  จิตวิญญาณเช่นนี้เป็นมาร  เพราะมารไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  แต่ชอบหาความสุขกับทรัพย์สมบัติของพระองค์เนื่องจากมีความต้องการหนังสือ  คีตา  ที่เป็นภาษาอังกฤษเป็นอย่างมากในระบบปรมฺปรา  จึงได้เกิดมีความพยายาม  ณ  ที่นี้เพื่อสนองความต้องการอันใหญ่หลวงนี้  ภควัท-คีตา  ที่ได้รับการยอมรับเหมือนต้นฉบับเดิมเป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์อย่างมหาศาลต่อมนุษยชาติ  แต่ถ้าหากว่าเรายอมรับ  คีตา  ว่าเป็นเพียงหนังสือตำราแห่งการคาดคะเนทางปรัชญา  จะทำให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
स एवायं मया तेऽद्य योगः प्रोक्तः पुरातनः ।
भक्तोऽसि मे सखा चेति रहस्यं ह्येतदुत्तमम् ॥ ४.३ ॥
โศลก 3
sa evāyaṁ mayā te ’dya  yogaḥ proktaḥ purātanaḥ
bhakto ’si me sakhā ceti  rahasyaṁ hy etad uttamam
ส เอวายํ มยา เต ’ทฺย  โยคห์ โปฺรกฺตห์ ปุราตนห์
ภกฺโต ’สิ เม สขา เจติ  รหสฺยํ หฺยฺ เอตทฺ อุตฺตมมฺ
สห์ — เหมือนกัน, เอว — แน่นอน, อยมฺ — นี้, มยา — โดยข้า, เต — แก่เธอ, อทฺย — วันนี้, โยคห์ — ศาสตร์แห่ง โยค, โปฺรกฺตห์ — ตรัส,ปุราตนห์ — โบราณมาก, ภกฺตห์ — สาวก,อสิ — เธอเป็น,เม — ของข้า, สขา — สหาย, — เช่นกัน, อิติ — ฉะนั้น, รหสฺยมฺ — ลึกลับ, หิ — แน่นอน, เอตตฺ — นี้, อุตฺตมมฺ — ทิพย์
คำแปล
ศาสตร์แห่งความสัมพันธ์กับองค์ภควานที่โบราณมากนั้น  บัดนี้  ข้าตรัสแก่เธอเพราะว่าเธอเป็นทั้งสาวกและสหายของข้า  ฉะนั้น  เธอจึงสามารถเข้าใจความเร้นลับแห่งศาสตร์ทิพย์นี้
คำอธิบาย
มีบุคคลอยู่สองประเภทคือสาวกและมาร  องค์  ภควานฺ  ทรงเลือก  อรฺชุน  ให้เป็นผู้รับศาสตร์อันยิ่งใหญ่นี้เนื่องจาก  อรฺชุน  ทรงเป็นสาวกของพระองค์  แต่สำหรับมารเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจศาสตร์อันเร้นลับที่ยิ่งใหญ่นี้  มีหนังสือแห่งความรู้ยิ่งใหญ่นี้หลายเล่ม  บางเล่มเป็นคำอธิบายของสาวกและบางเล่มเป็นคำอธิบายของมาร  คำวิจารณ์ของสาวกเป็นความจริง  ขณะที่คำวิจารณ์ของมารไร้ประโยชน์  อรฺชุน  ทรงยอมรับองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ว่าทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และคำอธิบายใดๆ  เกี่ยวกับ  คีตา  ตามรอยพระบาทของ  อรฺชุน  เป็นการรับใช้อุทิศตนเสียสละต่อแหล่งกำเนิดของศาสตร์อันยิ่งใหญ่นี้  อย่างไรก็ดี  มารไม่ยอมรับองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ตามความเป็นจริง  และกุเรื่องบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  อันจะนำพาผู้อ่านโดยทั่วไปให้ห่างจากวิถีทางที่  กฺฤษฺณทรงสั่งสอน  ณ  ที่นี้ได้เตือนเกี่ยวกับวิถีทางที่ผิดเช่นนี้  เราควรพยายามปฏิบัติตามสาย  ปรมฺปรา  จาก  อรฺชุน  และได้รับประโยชน์จากศาสตร์อันยิ่งใหญ่แห่ง  ศฺรีมทฺ  ภควัท-คีตา  นี้
अर्जुन उवाच ।
अपरं भवतो जन्म परं जन्म विवस्वतः
कथमेतद्विजानीयां त्वमादौ प्रोक्तवानिति ॥ ४.४ ॥
โศลก 4
arjuna uvāca
aparaṁ bhavato janma  paraṁ janma vivasvataḥ
katham etad vijānīyāṁ  tvam ādau proktavān iti
อรฺชุน อุวาจ
อปรํ ภวโต ชนฺม  ปรํ ชนฺม วิวสฺวตห์
กถมฺ เอตทฺ วิชานียำ  ตฺวมฺ อาเทา โปฺรกฺตวานฺ อิติ
อรฺชุนห์ อุวาจอรฺชุน ตรัส, อปรมฺ — อ่อนวัยกว่า, ภวตห์ — ของท่าน, ชนฺม — เกิด, ปรมฺ — อาวุโสกว่า, ชนฺม — เกิด,วิวสฺวตห์ — แห่งองค์สุริยเทพ, กถมฺ — อย่างไร, เอตตฺ — นี้, วิชานียามฺ — ข้าพเจ้าจะเข้าใจ, ตฺวมฺ — ท่าน, อาเทา — ในตอนต้น, โปฺรกฺตวานฺ — สอน, อิติ — ดังนั้น
คำแปล
  อรฺชุน  ตรัสว่า  สุริยเทพ  วิวสฺวานฺ  ทรงเป็นผู้อาวุโสกว่าและประสูติก่อนพระองค์ข้าพเจ้าจะทราบได้อย่างไรว่าในตอนแรกพระองค์ทรงสอนศาสตร์นี้แก่สุริยเทพ
คำอธิบาย
อรฺชุน  ทรงได้รับการยอมรับว่าเป็นสาวกขององค์  ภควานฺ  ฉะนั้น  จะทรงไม่เชื่อในคำดำรัสของ  กฺฤษฺณ  ได้อย่างไร?  อันที่จริง  อรฺชุน  ทรงมิได้ถามคำถามนี้เพื่อพระองค์เอง  แต่ทรงถามเพื่อผู้ที่ไม่เชื่อในบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าหรือเพื่อหมู่มารผู้ไม่ชอบความคิดที่ว่า  กฺฤษฺณ  ควรได้รับการยอมรับว่าทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าอรฺชุน  ทรงถามคำถามนี้เพื่อพวกมารเท่านั้น  ประหนึ่งว่าไม่ทราบเกี่ยวกับบุคลิกภาพแห่งพระเจ้าหรือ  กฺฤษฺณ  ดังจะมีหลักฐานในบทที่สิบ  อรฺชุน  ทรงทราบเป็นอย่างดีว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่างและทรงเป็นคำสุดท้ายในความเป็นทิพย์  แน่นอนว่า  กฺฤษฺณ  ทรงปรากฏพระวรกายเป็นโอรสของพระนาง  เทวกี  บนโลกนี้  แล้ว  กฺฤษฺณ  จะทรงรักษาความเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  บุคคลแรกผู้ทรงความเป็นอมตะได้อย่างไร  เป็นสิ่งที่สามัญชนทั่วไปเข้าใจได้ยากมาก  ดังนั้น  เพื่อทำให้จุดนี้กระจ่างขึ้น  อรฺชุน  ทรงตั้งคำถามต่อหน้าพระพักตร์ของ  กฺฤษฺณ  เพื่อให้พระองค์ตรัสเยี่ยงผู้ที่เชื่อถือได้และเป็นที่ยอมรับกันทั่วสากลโลกว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้มีอำนาจเชื่อถือได้สูงสุด  ไม่เพียงแต่ปัจจุบันนี้เท่านั้น  แต่เป็นที่ยอมรับมาตั้งแต่โบราณกาล  มีแต่พวกมารเท่านั้นที่ปฏิเสธพระองค์  อย่างไรก็ดีเนื่องจาก  กฺฤษฺณทรงเป็นผู้มีอำนาจเชื่อถือได้ที่ยอมรับกันโดยทั่วไป  อรฺชุน  ทรงตั้งคำถามนี้ต่อหน้าพระองค์เพื่อให้  กฺฤษฺณ  ทรงอธิบายถึงตัวพระองค์เองโดยไม่ต้องให้พวกมารมาพรรณนาแล้วพยายามบิดเบือน  กฺฤษฺณ  ไปในทางที่พวกมารและสาวกของตนต้องการเข้าใจ  มีความจำเป็นที่ทุกคนควรทราบศาสตร์แห่ง  กฺฤษฺณ  เพื่อประโยชน์แห่งตน  ดังนั้น  เมื่อ  กฺฤษฺณ  ตรัสเกี่ยวกับตัวพระองค์เองจึงเป็นสิริมงคลแด่โลกทั้งหลายสำหรับพวกมารคำอธิบายของ  กฺฤษฺณ  เช่นนี้อาจดูแปลก  เพราะว่ามารชอบศึกษาเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  จากมุมมองของตนเอง  แต่สาวกยินดีต้อนรับพระดำรัสของ  กฺฤษฺณ  ด้วยหัวใจ  เมื่อ  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้ตรัสเอง  สาวกจะเคารพบูชาพระดำรัสที่เชื่อถือได้ของพระองค์เสมอ  เพราะสาวกมีความกระตือรือร้นที่จะทราบเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  ให้มากยิ่งขึ้น  ผู้ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  คิดว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นมนุษย์ธรรมดา  ด้วยวิธีนี้อาจรู้ว่าพระองค์ทรงเหนือมนุษย์เป็น  สจฺ-จิทฺ-อานนฺท-วิคฺรห  รูปลักษณ์อมตะแห่งความสุขเกษมสำราญและความรู้  ทรงเป็นทิพย์อยู่เหนือการครอบงำของสามลักษณะแห่งธรรมชาติวัตถุ  และทรงอยู่เหนืออิทธิพลของเวลาและอวกาศ  สาวกของ  กฺฤษฺณ  เช่น  อรฺชุน  ทรงอยู่เหนือความเข้าใจผิดทั้งปวงอย่างไร้ข้อกังขาเกี่ยวกับสภาวะความเป็นทิพย์ของ  กฺฤษฺณ  อรฺชุน  ทรงตั้งคำถามนี้ต่อหน้าพระพักตร์ขององค์  ภควานฺ  เป็นเพียงความพยายามของสาวกเพื่อท้าทายท่าทีของผู้ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  ที่คิดว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นมนุษย์ธรรมดาผู้อยู่ภายใต้อำนาจของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ
श्रीभगवानुवाच ।
बहूनि मे व्यतीतानि जन्मानि तव चार्जुन
तान्यहं वेद सर्वाणि न त्वं वेत्थ परन्तप ॥ ४.५ ॥
โศลก 5
śrī-bhagavān uvāca
bahūni me vyatītāni  janmāni tava cārjuna
tāny ahaṁ veda sarvāṇi  na tvaṁ vettha paran-tapa
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
พหูนิ เม วฺยตีตานิ  ชนฺมานิ ตว จารฺชุน
ตานฺยฺ อหํ เวท สรฺวาณิ  น ตฺวํ เวตฺถ ปรนฺ-ตป
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — บุคลิกภาพแห่งพระเจ้าตรัส,พหูนิ — หลาย, เม — ของข้า, วฺยตีตานิ — ได้ผ่านมา, ชนฺมานิ — เกิด, ตว — ของเธอ, — และเช่นกัน, อรฺชุน — โอ้ อรฺชุน, ตานิ — เหล่านั้น, อหมฺ — ข้า, เวท — ทราบ, สรฺวาณิ — ทั้งหมด, — ไม่, ตฺวมฺ — เธอ, เวตฺถ — ทราบ, ปรมฺ-ตป — โอ้ ผู้กำราบศัตรู
คำแปล
บุคลิกภาพแห่งพระเจ้าตรัสว่า  หลายต่อหลายชาติทั้งเธอและข้าได้ผ่านมา  ข้าสามารถระลึกได้ทุก  ๆ  ชาติ  แต่เธอจำไม่ได้  โอ้  ผู้กำราบศัตรู
คำอธิบาย
ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  (5.33)  เ  ราม  ีข้อมูลเกี่ยวกับอวตารต่าง  ๆ  ขององค์  ภควานฺ  มากมาย  ได้กล่าวไว้ดังนี้
อไทฺวตมฺ อจฺยุตมฺ อนาทิมฺ อนนฺต-รูปมฺ
อาทฺยํ ปุราณ-ปุรุษํ นว-เยาวนํ จ
เวเทษุ ทุรฺลภมฺ อทุรฺลภมฺ อาตฺม-ภกฺเตา
โควินฺทมฺ อาทิ-ปุรุษํ ตมฺ อหํ ภชามิ
“ข้าขอบูชาบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  โควินฺท  (กฺฤษฺณ)  ผู้ทรงเป็นบุคคลแรกที่มีความสมบูรณ์บริบูรณ์  ไม่มีข้อผิดพลาด  ไม่มีจุดเริ่มต้น  แม้ว่าทรงอวตารมาในรูปลักษณ์ไม่มีที่สิ้นสุด  พระองค์ยังทรงเป็น  ภควานฺ  องค์แรกเหมือนเดิม  อาวุโสที่สุด  และทรงปรากฏอยู่ในรูปของชายหนุ่มผู้สดใสอยู่เสมอ  รูปลักษณ์ที่เป็นอมตะ  เปี่ยมไปด้วยความสุขเกษมสำราญ  และสัพพัญญูของพระองค์นี้  โดยทั่วไปแม้นักวิชาการพระ  เวท  ที่ดีที่สุดยังไม่เข้าใจ  แต่รูปลักษณ์เหล่านี้จะปรากฏอยู่เสมอกับสาวกบริสุทธิ์ผู้ไร้มลทินเจือปน”
ได้กล่าวไว้ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  (5.39)  อีกเช่นกันว่า
รามาทิ-มูรฺติษุ กลา-นิยเมน ติษฺฐนฺ
นานาวตารมฺ อกโรทฺ ภุวเนษุ กินฺตุ
กฺฤษฺณห์ สฺวยํ สมภวตฺ ปรมห์ ปุมานฺ โย
โควินฺทมฺ อาทิ-ปุรุษํ ตมฺ อหํ ภชามิ
“ข้าขอบูชาบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  โควินฺท  (กฺฤษฺณ)  ผู้สถิตในอวตารต่าง  ๆเสมอ  เช่น  ราม  ะ  นฺฤสึห  และในอนุอวตารอีกมากมายเช่นกัน  แต่ทรงเป็น  ภควานฺ  องค์เดิมผู้ทรงพระนามว่า  กฺฤษฺณ  และทรงอวตารด้วยพระองค์เองเช่นกัน”
ในคัมภีร์พระ  เวท  ได้กล่าวไว้เช่นกันว่า  องค์  ภควานฺ  แม้ทรงเป็นหนึ่งไม่มีสอง  ยังทรงปรากฏพระวรกายในรูปลักษณ์ต่าง  ๆ  มากมาย  เหมือนกับมณี  ไวทูรฺย  ซึ่งเปลี่ยนสีแต่ยังคงเป็นหนึ่ง  รูปลักษณ์อันหลากหลายทั้งหมดขององค์  ภควานฺ  สาวกบริสุทธิ์ผู้ไร้มลทินจึงจะเข้าใจ  มิใช่เพียงแต่ศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  (เวเทษุ  ทุรฺลภมฺ  อทุรฺลภมฺ  อาตฺม-ภกฺเตา)  สาวกเช่น  อรฺชุน  ทรงเป็นสหายสนิทขององค์  ภควานฺ  เสมอ  เมื่อใดที่องค์  ภควานฺ  ทรงอวตารเหล่าสาวกจะอวตารมาร่วมด้วยเช่นเดียวกันเพื่อรับใช้พระองค์ในขีดความสามารถของตนที่แตกต่างกันไป  อรฺชุน  ทรงเป็นหนึ่งในจำนวนสาวกเหล่านี้  ในโศลกนี้เราเข้าใจได้ว่าหลายล้านปีมาแล้วเมื่อองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ตรัส  ภควัท-คีตา  แก่สุริยเทพ  วิวสฺวานฺ  อรฺชุน  ในขีดความสามารถที่แตกต่างกันก็ทรงปรากฏเช่นเดียวกันข้อแตกต่างระหว่างองค์  ภควานฺ  และ  อรฺชุน  คือ  องค์  ภควานฺ  ทรงจำเหตุการณ์ได้ในขณะที่  อรฺชุน  ทรงจำไม่ได้  นี่คือข้อแตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิตผู้เป็นละอองอณูและองค์  ภควานฺ  แม้  อรฺชุน  จะทรงได้รับการยกย่อง  ณ  ที่นี้ว่าเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่สามารถกำราบศัตรู  แต่ไม่สามารถเรียกความจำกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชาติก่อนให้กลับคืนมาได้ฉะนั้น  สิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะยิ่งใหญ่แค่ไหนในการประเมินค่าทางวัตถุจะไม่มีวันเทียบเท่าองค์  ภควานฺ  ได้  ผู้ใดเป็นสหายสนิทขององค์  ภควานฺ  แน่นอนว่าเป็นบุคคลผู้หลุดพ้นแล้วแต่ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถเทียบเท่ากับองค์  ภควานฺ  ได้  พฺรหฺม-สํหิตา  ได้อธิบายถึงองค์  ภควานฺ  ว่าทรงเป็นผู้ที่ไม่มีความผิดพลาด  (อจฺยุต)  หมายความว่าทรงไม่เคยลืมพระองค์เองแม้จะมาสัมผัสกับวัตถุ  ดังนั้น  องค์  ภควานฺ  และสิ่งมีชีวิตจะไม่มีวันเทียบเท่ากันได้ไม่ว่าในกรณีใด  แม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตที่หลุดพ้นแล้วเหมือนกับ  อรฺชุน  แม้  อรฺชุนทรงเป็นสาวกขององค์  ภควานฺ  บางครั้งทรงลืมธรรมชาติขององค์  ภควานฺ  แต่ด้วยพระกรุณาธิคุณของพระองค์  สาวกสามารถเข้าใจสภาวะที่ไม่มีข้อผิดพลาดขององค์  ภควานฺ  ได้ทันที  ในขณะที่ผู้ไม่ใช่สาวกหรือมารไม่สามารถเข้าใจธรรมชาติทิพย์นี้  ฉะนั้นคำอธิบายใน  คีตา  เหล่านี้สมองมารไม่สามารถเข้าใจได้  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงจำสิ่งที่กระทำเมื่อล้าน  ๆ  ปีก่อนหน้านี้  แต่  อรฺชุน  ทรงไม่สามารถจำได้  ถึงแม้ว่าทั้ง  กฺฤษฺณ  และ  อรฺชุน  ทรงเป็นอมตะโดยธรรมชาติ  เราอาจพิจารณา  ณ  ที่นี้ว่า  สิ่งมีชีวิตลืมทุกสิ่งทุกอย่างเนื่องมาจากการเปลี่ยนร่างกาย  แต่องค์  ภควานฺ  ทรงจำได้เพราะทรงมิได้เปลี่ยนร่าง  สจฺ-จิทฺ-อานนฺท  ของพระองค์  ทรงเป็น  อไทฺวต  หมายความว่าไม่มีข้อแตกต่างระหว่างพระวรกายและวิญญาณของพระองค์  ทุกสิ่งทุกอย่างที่สัมพันธ์กับพระองค์เป็นทิพย์  ในขณะที่พันธวิญญาณแตกต่างจากร่างวัตถุของตน  และเนื่องจากร่างขององค์  ภควานฺ  และดวงวิญญาณเหมือนกัน  สภาวะขององค์  ภควานฺ  จึงทรงแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตโดยทั่วไปเสมอ  แม้ในขณะที่พระองค์เสด็จมาในระดับวัตถุ  พวกมารไม่สามารถปรับตนเองให้เข้ากับธรรมชาติทิพย์ขององค์  ภควานฺ  ได้  ซึ่งพระองค์จะทรงอธิบายในโศลกต่อไป
अजोऽपि सन्नव्ययात्मा भूतानामीश्वरोऽपि सन् ।
प्रकृतिं स्वामधिष्ठाय संभवाम्यात्ममायया ॥ ४.६ ॥
โศลก 6
ajo ’pi sann avyayātmā  bhūtānām īśvaro ’pi san
prakṛtiṁ svām adhiṣṭhāya  sambhavāmy ātma-māyayā
อโช ’ปิ สนฺนฺ อวฺยยาตฺมา  ภูตานามฺ อีศฺวโร ’ปิ สนฺ
ปฺรกฺฤตึ สฺวามฺ อธิษฺฐาย  สมฺภวามฺยฺ อาตฺม-มายยา
อชห์ — ไม่มีการเกิด, อปิ — ถึงแม้ว่า, สนฺ — เป็นเช่นนั้น, อวฺยย — ไม่มีการเสื่อมสลาย, อาตฺมา — ร่างกาย, ภูตานามฺ — ของผู้ที่เกิดทั้งหมด, อีศฺวรห์ — องค์ภควาน, อปิ — ถึงแม้ว่า, สนฺ — เป็นเช่นนั้น, ปฺรกฺฤติมฺ — ในรูปทิพย์, สฺวามฺ — ของตัวข้า, อธิษฺฐาย — สถิตเช่นนั้น, สมฺภวามิ — ข้าอวตาร, อาตฺม-มายยา — ด้วยพลังเบื้องสูงของข้า
คำแปล
แม้ไม่มีการเกิด  ร่างทิพย์ของข้าไม่เคยเสื่อมสลาย  และแม้เป็นเจ้าแห่งมวลชีวิตข้าก็ยังปรากฏในร่างทิพย์เดิมของข้าทุก  ๆ  กัป
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ตรัสเกี่ยวกับลักษณะพิเศษแห่งการเกิดของพระองค์  แม้ทรงอาจปรากฏพระวรกายคล้ายบุคคลธรรมดา  แต่ทรงจำทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับ  “การเสด็จมา”  หลายต่อหลายชาติของพระองค์ในอดีตได้  ขณะที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถจำได้ว่าได้ทำอะไรไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อนหน้านี้  หากมีใครมาถามว่าท่านได้ทำอะไรเมื่อวานนี้ในเวลาเดียวกัน  สำหรับคนทั่วไปจะให้ตอบโดยทันทีได้ยากมาก  แน่นอนว่าต้องเค้นความจำว่าเมื่อวานนี้และเวลาเดียวกันนี้ได้ทำอะไรอยู่  ถึงกระนั้น  ยังมีบ่อยครั้งที่มนุษย์กล้าอ้างว่าตนเป็นองค์  ภควานฺ  หรือ  กฺฤษฺณ  เราไม่ควรหลงผิดกับคำกล่าวอ้างที่ไร้สาระเช่นนี้  จากนั้นองค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายถึง  ปฺรกฺฤติ  หรือพระวรกายของพระองค์  คำว่า  ปฺรกฺฤติ  มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า  สฺวรูป  “ธรรมชาติ”  หรือ  “รูปลักษณ์ของตนเอง”  องค์  ภควานฺ  ตรัสว่าพระองค์ทรงปรากฏมาในพระวรกายของพระองค์เอง  ทรงมิได้เปลี่ยนพระวรกายของพระองค์เยี่ยงสิ่งมีชีวิตทั่วไปที่เปลี่ยนจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่ง  พันธวิญญาณอาจมีร่างหนึ่งในชาตินี้แต่จะมีร่างอื่นในชาติหน้า  ในโลกวัตถุสิ่งมีชีวิตไม่มีร่างกายที่ถาวร  แต่จะเปลี่ยนจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่ง  อย่างไรก็ดี  องค์  ภควานฺ  ทรงมิได้เป็นเช่นนั้น  เมื่อใดที่ทรงปรากฏ  จะทรงปรากฏในร่างเดิมด้วยพลังเบื้องสูงของพระองค์  อีกนัยหนึ่ง  กฺฤษฺณ  ทรงปรากฏพระวรกายในโลกวัตถุนี้ในร่างอมตะเดิมแท้ของพระองค์ที่มีสองกร  ทรงขลุ่ย  ทรงปรากฏมาในร่างอมตะของพระองค์เหมือนเดิมโดยปราศจากมลทินของโลกวัตถุนี้  แม้ทรงปรากฏในร่างทิพย์เดิมและทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าแห่งจักรวาล  แต่ยังปรากฏว่าทรงประสูติเหมือนกับสิ่งมีชีวิตธรรมดาทั่วไป  และแม้ว่าพระวรกายของพระองค์ทรงไม่เสื่อมสลายเหมือนร่างวัตถุ  ยังปรากฏว่าองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเจริญเติบโตจากวัยทารกมาเป็นวัยเด็ก  และจากวัยเด็กมาเป็นวัยหนุ่ม  แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าพระองค์ทรงไม่แก่ไปกว่าวัยหนุ่ม  ขณะที่อยู่ในสมรภูมิ  กุรุกฺเษตฺร  ทรงมีพระราชนัดดาหลายองค์อยู่ที่พระราชวัง  อีกนัยหนึ่ง  พระองค์ทรงมีพระชนมายุค่อนข้างมากจากการคำนวณทางวัตถุ  แต่ทรงดูเหมือนเด็กหนุ่มที่มีอายุประมาณยี่สิบถึงยี่สิบห้าพรรษา  เราไม่เคยเห็นภาพของ  กฺฤษฺณ  ในร่างของผู้สูงอายุ  เพราะพระองค์ทรงไม่ชราเหมือนพวกเราถึงแม้ทรงเป็นบุคคลผู้อาวุโสที่สุดในขบวนการสร้างทั้งหมด  ไม่ว่าในอดีตปัจจุบัน  และอนาคต  ทั้งพระวรกายและสติปัญญาของพระองค์ทรงไม่เคยเสื่อมสลายหรือเปลี่ยนแปลง  ฉะนั้น  จึงปรากฏชัดเจนว่าถึงแม้จะทรงประทับอยู่ในโลกวัตถุ  แต่ทรงอยู่ในร่างอมตะที่ไม่มีการเกิด  เปี่ยมไปด้วยความสุขเกษมสำราญและความรู้  พระวรกายทิพย์และสติปัญญาของพระองค์ทรงไม่มีการเปลี่ยนแปลง  อันที่จริงการปรากฏและไม่ปรากฏของพระองค์ทรงเปรียบเสมือนกับดวงอาทิตย์ขึ้น  ที่ค่อย  ๆ  เคลื่อนผ่านหน้าเราและหายลับจากสายตาของเราไป  เมื่อดวงอาทิตย์ลับตาเราคิดว่าดวงอาทิตย์ตกและเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ในสายตาของเรา  เราคิดว่าดวงอาทิตย์อยู่บนขอบฟ้า  อันที่จริงดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งถาวรเสมอ  แต่เนื่องมาจากข้อบกพร่องของเราเอง  ประสาทสัมผัสที่สมบูรณ์ไม่เพียงพอของเราคำนวณการปรากฏและไม่ปรากฏของดวงอาทิตย์ในท้องฟ้า  และเพราะว่าการปรากฏและไม่ปรากฏของ  กฺฤษฺณ  ทรงแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตสามัญธรรมดาทั่วไปโดยสิ้นเชิง  จึงเป็นหลักฐานว่าพระองค์ทรงเป็นอมตะ  เปี่ยมไปด้วยความสุขเกษมสำราญและความรู้  อันเนื่องมาจากพลังอำนาจเบื้องสูงของพระองค์และปราศจากมลทินจากธรรมชาติวัตถุ  คัมภีร์พระ  เวท  ได้ยืนยันไว้เช่นกันว่า  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงไม่มีการเกิด  แต่ยังปรากฏว่าพระองค์ทรงเกิดมาในอวตารหลากหลายมากมาย  ภาคผนวกของวรรณกรรมพระ  เวท  ยืนยันไว้เช่นกันว่า  แม้ดูเหมือนว่าจะมีการเกิด  แต่พระองค์ทรงไม่มีการเปลี่ยนแปลงพระวรกาย  ใน  ภาควต  พระองค์ทรงปรากฏต่อหน้าพระพักตร์ของพระมารดาในรูปของพระ  นารายณ  สี่กร  พร้อมทั้งเครื่องประดับหกชนิดด้วยความมั่งคั่งสมบูรณ์  การปรากฏมาในพระวรกายอมตะเดิมแท้ของพระองค์ทรงเป็นพระเมตตาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงประทานแก่สิ่งมีชีวิต  เพื่อให้พวกเราสามารถทำสมาธิอยู่ที่องค์  ภควานฺ  ได้ตามความเป็นจริง  มิใช่เป็นการกุขึ้นหรือเป็นจินตนาการจากจิตใจของเรา  ดังเช่นพวก  มายาวาที  คิดผิด  ๆ  ว่าพระวรกายขององค์  ภควานฺ  ทรงควรเป็นเช่นนั้นหรือเช่นนี้  คำว่า  มายา  หรือ  อาตฺม-มายา  หมายถึงพระเมตตาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ขององค์  ภควานฺ  ตามพจนานุกรม  วิศฺว-โกศ  องค์  ภควานฺ  ทรงมีจิตสำนึกถึงการปรากฏและไม่ปรากฏของพระองค์ในอดีต  แต่สิ่งมีชีวิตจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับอดีตชาติทันทีที่ได้รับร่างใหม่  พระองค์ทรงเป็นองค์  ภควานฺ  ของมวลชีวิต  เพราะทรงปฏิบัติกิจกรรมอันมหัศจรรย์เหนือมนุษย์ขณะที่ทรงประทับอยู่บนโลกนี้  ดังนั้น  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นสัจธรรมเหมือนเดิมอยู่เสมอ  และทรงเป็นสัจธรรมที่ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างพระวรกายและดวงวิญญาณของพระองค์  หรือระหว่างคุณสมบัติและพระวรกายของพระองค์  อาจมีคำถามว่าแล้วทำไมองค์  ภควานฺ  จึงทรงปรากฏและไม่ปรากฏบนโลกนี้  คำถามนี้จะอธิบายในโศลกต่อไป
यदा यदा हि धर्मस्य ग्लानिर्भवति भारत ।
अभ्युत्थानमधर्मस्य तदात्मानं सृजाम्यहम् ॥ ४.७ ॥
โศลก 7
yadā yadā hi dharmasya  glānir bhavati bhārata
abhyutthānam adharmasya  tadātmānaṁ sṛjāmy aham
ยทา ยทา หิ ธรฺมสฺย  คฺลานิรฺ ภวติ ภารต
อภฺยุตฺถานมฺ อธรฺมสฺย  ตทาตฺมานํ สฺฤชามฺยฺ อหมฺ
ยทา ยทา — เมื่อใดและที่ไหน, หิ — แน่นอน, ธรฺมสฺย — ของศาสนา, คฺลานิห์ — ขัดแย้ง, ภวติ — ปรากฏออกมา, ภารต — โอ้ ผู้สืบราชวงศ์ ภรต, อภฺยุตฺถานมฺ — มีอำนาจเหนือ, อธรฺมสฺย — ไร้ศาสนา, ตทา — เวลานั้น, อาตฺมานมฺ — ตัวข้า, สฺฤชามิ — ปรากฏ, อหมฺ — ข้า
คำแปล
เมื่อใดและที่ไหนที่การปฏิบัติตามหลักศาสนา  (ธรรมะ)  เสื่อมลง  โอ้  ผู้สืบราชวงศ์  ภรต  และการปฏิบัติที่ผิดหลักศาสนา  (อธรรม)  มีอำนาจเหนือในขณะนั้นตัวข้าจะเสด็จลงมา
คำอธิบาย
คำว่า  สฺฤชามิ  มีความสำคัญ  ณ  ที่นี้  สฺฤชามิ  มิใช่แปลว่าการสร้าง  เพราะว่าโศลกก่อนหน้านี้ได้กล่าวไว้ว่า  ไม่มีการสร้างรูปร่างหรือพระวรกายขององค์  ภควานฺ  เนื่องจากรูปลักษณ์ของพระองค์นั้นทรงมีอยู่ชั่วกัลปวสาน  ฉะนั้นคำว่า  สฺฤชามิ  หมายความว่าองค์  ภควานฺ  ทรงปรากฏมาตามความเป็นจริง  แม้จะทรงปรากฏตามกำหนดเวลา  เช่น  ในปลาย  ทฺวาปร-ยุค  ของกัปที่ยี่สิบแปดแห่ง  มนุ-สํหิตา  องค์ที่เจ็ดในหนึ่งวันของพระ  พฺรหฺมา  พระองค์ทรงไม่มีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้  เพราะทรงมีอิสระเสรีอย่างสมบูรณ์ในการปฏิบัตอย่างไรก็ได้ตามพระราชอัธยาศัย  ฉะนั้น  ทรงปรากฏด้วยความปรารถนาของพระองค์เอง  เมื่ออธรรมเฟื่องฟูมีอำนาจเหนือ  และศาสนาที่แท้จริงสูญหายไป  หลักธรรมแห่งศาสนานี้ได้วางไว้ในคัมภีร์พระ  เวท  การปฏิบัติใด  ๆ  ที่ขัดแย้งต่อกฎเกณฑ์อันถูกต้องของคัมภีร์พระ  เวท  จะทำให้เราเป็นผู้ไร้คุณธรรม  ใน  ภาควต  ได้กล่าวไว้ว่าหลักธรรมนี้คือกฎขององค์  ภควานฺ  พระองค์เท่านั้นที่ทรงสามารถสร้างระบบศาสนา  เป็นที่ยอมรับกันว่าองค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้ตรัสคัมภีร์พระ  เวท  เข้าสู่หัวใจของพระ  พฺรหฺมา  ฉะนั้น  หลัก  ธรฺม  หรือหลักศาสนาคือคำสั่งโดยตรงของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  (ธรฺมํ  ตุ  สากฺษาทฺ  ภควตฺ-ปฺรณีตมฺ)  หลักธรรมต่าง  ๆ  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนตลอดทั้งเล่มใน  ภควัท-คีตา  จุดมุ่งหมายของคัมภีรพระ  เวท  คือสถาปนาหลักธรรมเช่นนี้ภายใต้คำสั่งขององค์  ภควานฺ  และพระองค์ทรงสั่งโดยตรงในตอนท้ายของ  คีตา  ว่าหลักธรรมสูงสุดของศาสนาคือศิโรราบต่อองค์  ภควานฺ  เท่านั้น  ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้  หลักธรรมของพระ  เวท  จะส่งเสริมเราไปสู่การศิโรราบอย่างสมบูรณ์ต่อพระองค์และเมื่อใดที่มีมารมารังควานหลักธรรมนี้  องค์  ภควานฺ  จะทรงปรากฏ  จาก  ภาควต  เราเข้าใจว่า  กฺฤษฺณ  ทรงอวตารลงมาเป็นองค์บุดดะขณะที่ลัทธิวัตถุนิยมแพร่หลาย  และนักวัตถุนิยมได้ใช้ข้ออ้างจากอำนาจแห่งคัมภีร์พระ  เวท  ถึงแม้ว่าจะมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับเกี่ยวกับการบูชายัญสัตว์เพื่อจุดมุ่งหมายบางประการในคัมภีร์พระ  เวท  แต่บุคคลผู้มีแนวโน้มไปในทางมารก็ยังทำการบูชายัญสัตว์โดยไม่มีการอ้างอิงถึงหลักธรรมของพระ  เวท  องค์บุดดะทรงปรากฏเพื่อหยุดความเหลวไหลเช่นนี้  และทรงสถาปนาหลักอหิงสาแห่งพระ  เวท  ดังนั้นทุก  ๆ  อวตาร  หรืออวตารขององค์  ภควานฺ  จะทรงมีพระภารกิจโดยเฉพาะ  และทั้งหมดได้อธิบายไว้ในพระคัมภีร์อย่างเปิดเผย  เราไม่ควรยอมรับผู้ใดว่าเป็นอวตารนอกจากพระคัมภีร์ได้อ้างอิงไว้  ไม่เป็นความจริงที่ว่าองค์  ภควานฺ  ทรงปรากฏบนแผ่นดินของประเทศอินเดียเท่านั้น  พระองค์ทรงสามารถปรากฏพระวรกายได้ทุกหนทุกแห่งตามที่ทรงปรารถนา  องค์  ภควานฺ  ในรูปของอวตารทุกพระองค์จะตรัสเกี่ยวกับศาสนามากเท่าที่ประชาชนในยุคและสถานการณ์นั้น  ๆ  จะเข้าใจได้  แต่พระภารกิจของทุกพระองค์ทรงเหมือนกัน  คือทรงนำประชาชนมาสู่  ภควานฺ  จิตสำนึก  และเชื่อฟังปฏิบัติตามหลักธรรมแห่งศาสนา  บางครั้งพระองค์เสด็จลงมาเอง  บางครั้งทรงส่งผู้แทนที่เชื่อถือได้มาในรูปของสาวกหรือผู้รับใช้  หรือทรงแปลงพระวรกายมา
หลักธรรมแห่ง  ภควัท-คีตา  ได้ตรัสแก่  อรฺชุน  ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการตรัสแก่บุคคลอื่น  ๆ  ผู้ที่เจริญแล้ว  เนื่องจาก  อรฺชุน  ทรงมีความเจริญก้าวหน้ามากเมื่อเปรียบเทียบกับคนธรรมดาทั่วไป  ในส่วนอื่น  ๆ  ของโลก  สองบวกสองเป็นสี่คือหลักคณิตศาสตร์ที่เป็นความจริงไม่ว่าในชั้นคณิตศาสตร์เบื้องต้นหรือชั้นสูง  ถึงกระนั้นก็ยังมีการคำนวณที่สูงกว่าและต่ำกว่า  ดังนั้น  อวตารทั้งหมดขององค์  ภควานฺ  จะสอนหลักธรรมเดียวกัน  แต่จะปรากฏว่าสูงกว่าหรือต่ำกว่าขึ้นอยู่กับแต่ละสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป  หลักศาสนาที่สูงกว่าเริ่มจากการยอมรับสี่ระดับและสี่อาชีพแห่งชีวิตสังคม  ดังจะอธิบายต่อไป  จุดมุ่งหมายทั้งหมดแห่งพระภารกิจขององค์อวตารคือการรณรงค์  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกทั่วทุกหนทุกแห่ง  จิตสำนึกเช่นนี้ปรากฏหรือไม่ปรากฏจะอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างกันเท่านั้น
परित्राणाय साधूनां विनाशाय च दुष्कृताम् ।
धर्मसंस्थापनार्थाय सम्भवामि युगे युगे ॥ ४.८ ॥
โศลก 8
paritrāṇāya sādhūnāṁ  vināśāya ca duṣkṛtām
dharma-saṁsthāpanārthāya  sambhavāmi yuge yuge
ปริตฺราณาย สาธูนำ  วินาศาย จ ทุษฺกฺฤตามฺ
ธรฺม-สํสฺถาปนารฺถาย  สมฺภวามิ ยุเค ยุเค
ปริตฺราณาย — เพื่อการจัดส่ง, สาธูนามฺ — สาวก, วินาศาย — เพื่อการทำลาย, — และ, ทุษฺกฺฤตามฺ — คนสารเลว, ธรฺม — หลักธรรมของศาสนา, สํสฺถาปน-อรฺถาย — สถาปนา ขึ้นใหม่, สมฺภวามิ — ข้าปรากฏตัว, ยุเค — กัปแล้ว, ยุเค — กัปเล่า
คำแปล
เพื่อจัดส่งคนดีมีธรรมะและทำลายคนชั่ว  พร้อมกับสถาปนาหลักธรรมแห่งศาสนาขึ้นมาใหม่  ตัวข้าจึงปรากฏกัปแล้วกัปเล่า
คำอธิบาย
ตาม  ภควัท-คีตา  คำว่า  สาธุ  (ผู้บริสุทธิ์)  คือบุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  บุคคลที่ดูเหมือนว่าทำผิดหลักศาสนาแต่หากว่ามีคุณสมบัติของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์  ผู้นี้คือสาธุ  และ  ทุษฺกฺฤตามฺ  คือพวกที่ไม่สนใจใยดีกับ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ทุษฺกฺฤตามฺ  หรือคนเลวเหล่านี้อธิบายไว้ว่าเป็นผู้ที่โง่เขลาเบาปัญญา  ต่ำสุดในหมู่มนุษย์  ถึงแม้จะประดับไปด้วยการศึกษาทางโลกที่สูงส่ง  แต่บุคคลผู้ปฏิบัติตนในกฺฤษฺณ  จิตสำนึกร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นที่ยอมรับกันว่าคือ  สาธุ  แม้ว่าบุคคลนี้อาจไม่ได้รับการศึกษาหรือมีวัฒนธรรมสูง  สำหรับพวกที่ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  ไม่จำเป็นที่พระองค์ทรงต้องปรากฏพระวรกายมาทำลายพวกเขาดังที่ทรงปรากฏมาเพื่อทำลายมารเช่นราวณ  (ทศกัณฑ์)  และ  กํส  องค์  ภควานฺ  ทรงมีผู้แทนมากมายที่มีขีดความสามารถเพียงพอในการทำลายมาร  แต่ทรงเสด็จลงมาโดยเฉพาะเพื่อปลอบใจสาวกผู้ไร้มลทินที่ถูกมารข่มเหงอยู่เสมอ  มารชอบข่มเหงสาวกแม้เป็นญาติเกี่ยวดองกัน  แม้  ปฺรหฺลาท  มหาราช  ทรงเป็นโอรสของ  หิรณฺยกศิปุ  ก็ยังถูกพระบิดาสั่งประหาร  และแม้ว่าพระนาง  เทวกี  พระมารดาของ  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นพระขนิษฐภคินีของ  กํส  พระนางและพระสวามี  วสุเทว  ยังถูกตามประหารเนื่องจาก  กฺฤษฺณ  จะทรงมาประสูติ  ฉะนั้น  กฺฤษฺณ  ทรงปรากฏเพื่อจัดส่งพระนาง  เทวกี  มากกว่าที่จะมาสังหาร  กํส  แต่ทั้งสองสิ่งทรงกระทำควบคู่กันไป  ดังนั้น  จึงได้กล่าว  ณ  ที่นี้ว่าเพื่อจัดส่งสาวกและทำลายมารชั่ว  องค์  ภควานฺจึงทรงปรากฏในอวตารต่าง  ๆ
ใน  ไจตนฺย-จริตามฺฤต  ของ  กฺฤษฺณทาส  ดาวิราจะ  โศลกต่อไปนี้  (มธฺย  20.263-264)  จะสรุปหลักธรรมขององค์อวตาร
สฺฤษฺฏิ-เหตุ เยอิ มูรฺติ ปฺรปญฺเจ อวตเร
เสอิ อีศฺวร-มูรฺติ ‘อวตาร’ นาม ธเร
มายาตีต ปรโวฺยเม สพาร อวสฺถาน
วิเศฺว อวตริ’ ธเร ‘อวตาร’ นาม
อวตาร  หรืออวตารขององค์  ภควานฺ  เสด็จลงมาจากอาณาจักรของพระองค์เพื่อมาปรากฏที่โลกวัตถุ  และรูปลักษณ์โดยเฉพาะของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าผู้เสด็จลงมา  เรียกว่าอวตารหรือ  อวตาร  อวตารเหล่านี้ทรงสถิตอยู่ในโลกทิพย์  อาณาจักรแห่งองค์  ภควานฺ  เมื่อเสด็จลงมาในจักรวาลวัตถุทรงพระนามว่า  อวตาร  ”
มีอวตารหลายรูปแบบ  เช่น  ปุรุษาวตารสฺ,  คุณาวตารสฺ,  ลีลาวตารสฺ,  ศกฺตฺยฺ-อาเวศ  อวตารสฺ,  มนฺวนฺตร-อวตาร  และ  ยุคาวตาร  ทั้งหมดทรงปรากฏตามตารางเวลาในจักรวาลทั้งหลาย  แต่องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเป็น  ภควานฺ  องค์แรก  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของ  อวตาร  ทั้งมวล  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เสด็จลงมาเพื่อจุดประสงค์โดยเฉพาะ  คือทรงขจัดความวิตกกังวลของสาวกผู้บริสุทธิ์ที่มีความกระตือรือร้นอยากพบพระองค์ในลีลาเดิมแห่ง  วฺฤนฺทาวน  ดังนั้น  จุดมุ่งหมายแรกของ  กฺฤษฺณ  อวตารคือทรงตอบสนองความปราถนาของสาวกผู้บริสุทธิ์ของพระองค์
องค์  ภควานฺ  ตรัสว่า  พระองค์ทรงอวตารลงมาในทุก  ๆ  กัป  เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าทรงอวตารลงมาใน  กลิ  ยุคเช่นกัน  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ว่าอวตารใน  กลิ  ยุคคือ  องค์  ไจตนฺย  มหาปฺรภุ  ผู้ทรงเผยแพร่การบูชา  กฺฤษฺณ  ด้วยขบวนการ  สงฺกีรฺตน  (การชุมนุมร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์  ภควานฺ)  และเผยแพร่  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไปทั่วประเทศอินเดีย  องค์  ไจตนฺย  ทรงทำนายไว้ว่าวัฒนธรรมแห่ง  สงฺกีรฺตน  จะขจรขจายไปทั่วโลก  จากเมืองสู่เมือง  และจากหมู่บ้านสู่หมู่บ้าน  องค์  ไจตนฺย  ทรงเป็นอวตารของ  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ได้อธิบายไว้ในส่วนลับเฉพาะของพระคัมภีร์ที่เปิดเผย  เช่น  อุปนิษทฺสฺ,  มหาภารต  และ  ภาควต  ว่า  สาวกของ  กฺฤษฺณ  รักขบวนการ  สงฺกีรฺตน  ขององค์  ไจตนฺย  มาก  อวตารของ  ภควานฺ  องค์นี้ไม่สังหารคนเลว  แต่จะจัดส่งพวกคนเลวให้หลุดพ้น  ด้วยพระเมตตาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
जन्म कर्म च मे दिव्यमेवं यो वेत्ति तत्त्वतः ।
त्यक्त्वा देहं पुनर्जन्म नैति मामेति सोऽर्जुन ॥ ४.९ ॥
โศลก 9
janma karma ca me divyam  evaṁ yo vetti tattvataḥ
tyaktvā dehaṁ punar janma  naiti mām eti so ’rjuna
ชนฺม กรฺม จ เม ทิวฺยมฺ  เอวํ โย เวตฺติ ตตฺตฺวตห์
ตฺยกฺตฺวา เทหํ ปุนรฺ ชนฺม  ไนติ มามฺ เอติ โส ’รฺชุน
ชนฺม — เกิด, กรฺม — งาน, — เช่นกัน, เม — ของข้า, ทิวฺยมฺ — ทิพย์, เอวมฺ — เหมือนนี้, ยห์ — ผู้ใดซึ่ง, เวตฺติ — ทราบ, ตตฺตฺวตห์ — ในความเป็นจริง, ตฺยกฺตฺวา — ปล่อยวาง, เทหมฺ — ร่าง นี้, ปุนห์ — อีกครั้ง, ชนฺม — เกิด, — ไม่เคย, เอติ — บรรลุ, มามฺ — แด่ข้า, เอติ — บรรลุ, สห์ — เขา, อรฺชุน — โอ้ อารจุนะ
คำแปล
ผู้ที่รู้ธรรมชาติทิพย์แห่งการปรากฏและกิจกรรมของข้า  เมื่อออกจากร่างไปแล้วจะไม่กลับมาเกิดในโลกวัตถุนี้อีก  แต่บรรลุถึงอาณาจักรอมตะของข้า  โอ้  อรฺชุน  
คำอธิบาย
การเสด็จลงมาขององค์  ภควานฺ  จากอาณาจักรทิพย์ได้อธิบายไว้แล้วในโศลกที่หก  ผู้ที่สามารถเข้าใจสัจธรรมแห่งการปรากฏของพระองค์เป็นผู้หลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุ  ฉะนั้น  เขาจะกลับคืนสู่อาณาจักรแห่งองค์  ภควานฺ  ทันทีหลังจากออกจากร่างวัตถุปัจจุบันนี้ไป  การหลุดพ้นของสิ่งมีชีวิตจากพันธนาการทางวัตถุเช่นนี้มิใช่ของง่าย  มายาวาที  และ  โยคี  ได้รับความหลุดพ้นหลังจากความยากลำบากมากมายหลายต่อหลายชาติ  ถึงกระนั้น  ความหลุดพ้นที่พวกเขาได้รับคือ  การกลืนเข้าไปใน  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  อันไร้รูปลักษณ์ขององค์  ภควานฺ  ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระองค์เท่านั้นและยังเสี่ยงที่จะต้องกลับมาในโลกวัตถุนี้อีก  แต่สาวกเพียงแต่เข้าใจธรรมชาติทิพย์แห่งพระวรกายและกิจกรรมของพระองค์ก็จะบรรลุถึงอาณาจักรแห่งองค์  ภควานฺ  หลังจากจบสิ้นร่างกายนี้  และไม่ต้องเสี่ยงในการกลับมาโลกวัตถุนี้อีก  ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  (5.33)  ได้กล่าวไว้ว่า  องค์  ภควานฺ  ทรงมีรูปลักษณ์และอวตารมากมาย  อไทฺวตมฺ  อจฺยุตมฺ  อนาทิมฺ  อนนฺต-รูปมฺ  แม้ทรงมีรูปลักษณ์ทิพย์มากมายทั้งหมดยังทรงเป็นหนึ่งเดียวกันคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เราต้องเข้าใจความจริงอันนี้ด้วยความมั่นใจแม้ว่าอาจจะเข้าใจยากสำหรับนักวิชาการและนักปราชญ์ช่างสังเกตทางโลก  ดังที่ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์พระ  เวท  (ปุรุษ-โพธินี  อุปนิษทฺ)  ว่า
เอโก เทโว นิตฺย-ลีลานุรกฺโต
ภกฺต-วฺยาปี หฺฤทฺยฺ อนฺตรฺ-อาตฺมา
“บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์เดียวกันนี้ทรงมีกิจกรรมในรูปลักษณ์ทิพย์มากมายในความสัมพันธ์กับสาวกผู้บริสุทธิ์ของพระองค์”  คำแปลของคัมภีร์พระ  เวท  ได้ยืนยันในโศลกนี้ของ  คีตา  โดยองค์  ภควานฺ  เอง  ผู้ที่ยอมรับสัจธรรมนี้ภายใต้อำนาจที่เชื่อถือได้ของคัมภีร์พระ  เวท  และบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และไม่เสียเวลาไปในการคาดคะเนทางปรัชญา  จะบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดแห่งอิสรภาพ  เพียงแต่ยอมรับสัจธรรมนี้ด้วยความศรัทธา  เราสามารถบรรลุถึงความหลุดพ้นได้โดยไม่ต้องสงสัย  คำแปลของพระ  เวท  ตตฺ  ตฺวมฺ  อสิ  อันที่จริงใช้ในกรณีนี้ได้  ผู้ใดเข้าใจองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ว่าสูงสุดหรือกล่าวต่อพระองค์ว่า  “พระองค์ทรงเป็นองค์เดียวกับ  พฺรหฺมนฺ  สูงสุด  บุคลิกภาพแห่งพระเจ้า”  เป็นผู้หลุดพ้นโดยทันทีอย่างแน่นอน  จากนั้น  การเข้าสู่การคบหาสมาคมทิพย์กับพระองค์เป็นที่รับประกันหรืออีกนัยหนึ่ง  สาวกขององค์  ภควานฺ  ผู้มีความศรัทธาเช่นนี้จะบรรลุความสมบูรณ์  ได้รับการยืนยันโดยคำอ้างอิงของพระ  เวท  ดังต่อไปนี้
ตมฺ เอว วิทิตฺวาติ มฺฤตฺยุมฺ เอติ
นานฺยห์ ปนฺถา วิทฺยเต ’ยนาย
“เราสามารถบรรลุถึงระดับสมบูรณ์แห่งอิสรภาพจากการเกิดและการตาย  เพียงแต่รู้ถึงองค์  ภควานฺ  บุคลิกภาพสูงสุดแห้งพระเจ้า  และไม่มีทางอื่นในการบรรลุถึงความสมบูรณ์นี้”  (เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  3.8)  ไม่มีทางเลือกอื่นหมายความว่าผู้ใดไม่เข้าใจองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ว่าทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  แน่นอนว่าเขาอยู่ในรระดับแห่งอวิชชาและจะไม่บรรลุถึงความหลุดพ้น  จากการพยายามที่จะลิ้มรสภายนอกของขวดน้ำผึ้งหรือจากการตีความ  ภควัท-คีตา  ตามหลักวิชาการทางโลก  นักปราชญ์ผู้คาดคะเนเช่นนี้อาจเล่นบทที่มีความสำคัญมากในโลกวัตถุ  แต่ไม่มีสิทธิ์เพื่อความหลุดพ้นนักวิชาการทางโลกผู้ผยองเช่นนี้จะต้องรอพระเมตตาจากสาวกขององค์  ภควานฺ  ฉะนั้นเราควรปลูกฝัง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกด้วยความศรัทธาและความรู้  เช่นนี้จะทำให้เราบรรลุถึงความสมบูรณ์
वीतरागभयक्रोधा मन्मया मामुपाश्रिताः ।
बहवो ज्ञानतपसा पूता मद्भावमागताः ॥ ४.१० ॥
โศลก 10
vīta-rāga-bhaya-krodhā  man-mayā mām upāśritāḥ
bahavo jñāna-tapasā  pūtā mad-bhāvam āgatāḥ
วีต-ราค-ภย-โกฺรธา  มนฺ-มยา มามฺ อุปาศฺริตาห์
พหโว ชฺญาน-ตปสา  ปูตา มทฺ-ภาวมฺ อาคตาห์
วีต — อิสระจาก,ราค — การยึดติด, ภย — ความกลัว, โกฺรธาห์ — และความโกรธ, มตฺ-มยาห์ — ในข้าอย่างสมูรณ์, มามฺ — ในข้า, อุปาศฺริตาห์ — สถิตอย่างสมบูรณ์, พหวห์ — มากมาย, ชฺญาน — แห่งความรู้, ตปสา — ด้วยการบำเพ็ญเพียร, ปูตาห์ — บริสุทธิ์, มตฺ-ภาวมฺ — ความรักทิพย์ต่อข้า, อาคตาห์ — บรรลุถึง
คำแปล
มีอิสรเสรีจากการยึดติด  ความกลัว  และความโกรธ  ซึมซาบอย่างเต็มเปี่ยมในข้า  และยึดข้าเป็นที่พึ่ง  บุคคลมากมายในอดีตได้รับความบริสุทธิ์ด้วยความรู้แห่งข้า  และบรรลุถึงความรักทิพย์ต่อข้า
คำอธิบาย
ดังที่ได้อธิบายก่อนหน้านี้ว่าเป็นการยากมากสำหรับผู้มีความเสน่หามากทางวัตถุที่จะเข้าใจธรรมชาติของบุคลิกภาพแห่งสัจธรรมสูงสุด  โดยทั่วไปผู้ยึดติดกับแนวคิดชีวิตทางร่างกายจะซึมซาบอยู่ในลัทธิวัตถุนิยม  เกือบเป็นไปไม่ได้สำหรับคนพวกนี้ที่จะเข้าใจว่าองค์  ภควานฺ  ทรงเป็นบุคคลได้อย่างไร  นักวัตถุนิยมเช่นนี้ไม่สามารถแม้แต่จะจินตนาการว่ามีร่างทิพย์ที่ไม่มีวันเสื่อมสลาย  เต็มไปด้วยความรู้  และมีความปลื้มปิติสุขชั่วกัลปวสาน  ในแนวคิดทางวัตถุ  ร่างกายเสื่อมสลาย  เต็มไปด้วยอวิชชาและความทุกข์  ฉะนั้น  ผู้คนโดยทั่วไปจะรักษาแนวคิดเช่นเดียวกับร่างกายนี้อยู่ภายในใจเมื่อได้รับข้อมูลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ส่วนพระองค์ขององค์  ภควานฺ  สำหรับนักวัตถุนิยมประเภทนี้  ปรากฏการณ์ทางวัตถุที่ยิ่งใหญ่มโหฬารคือสิ่งสูงสุด  ดังนั้น  จึงพิจารณาว่าองค์  ภควานฺ  ไร้รูปลักษณ์  และเนื่องจากซึมซาบอยู่ในวัตถุมาก  แนวคิดว่าจะมีบุคลิกภาพหลังหลุดพ้นจากโลกวัตถุแล้วทำให้เกิดความกลัว  เมื่อได้รับข้อมูลว่าชีวิตทิพย์ยังเป็นปัจเจกบุคคลและมีบุคลิกภาพเช่นเดียวกัน  รู้สึกกลัวที่จะมาเป็นบุคคลอีกครั้งหนึ่ง  ดังนั้นโดยธรรมชาติพวกเขาชอบกลืนหายเข้าไปในความว่างเปล่าที่ไร้รูปลักษณ์มากกว่าโดยเปรียบเทียบสิ่งมีชีวิตเหมือนกับฟองน้ำในมหาสมุทรที่กลืนหายเข้าไปในมหาสมุทรนี่คือความสมบูรณ์สูงสุดแห่งชีวิตทิพย์ที่บรรลุโดยไร้ปัจเจกบุคลิกภาพ  เช่นนี้  เป็นระดับชีวิตที่น่ากลัวแบบหนึ่ง  ซึ่งขาดความรู้อย่างสมบูรณ์แห่งชีวิตทิพย์  นอกจากนั้นยังมีหลายคนที่ไม่สามารถเข้าใจชีวิตทิพย์ได้เลย  พวกนี้รู้สึกอึดอัดจากหลายทฤษฎีและข้อขัดแย้งต่าง  ๆ  นานาในการคาดคะเนทางปรัชญา  ในที่สุดก็รู้สึกเบื่อหน่าย  โมโห  และสรุปอย่างโง่  ๆ  ว่าไม่มีแหล่งกำเนิดสูงสุด  ทุกสิ่งทุกอย่างว่างเปล่า  บุคคลเช่นนี้อยู่ในสภาวะชีวิตที่ป่วยเป็นโรค  บางคนยึดติดทางวัตถุมาก  ดังนั้น  จึงไม่ได้ให้ความสนใจกับชีวิตทิพย์  บางคนต้องการกลืนหายเข้าไปในแหล่งกำเนิดทิพย์สูงสุด  และบางคนไม่เชื่อในทุกสิ่งทุกอย่าง  ด้วยความหมดหวังจึงโมโหต่อการคาดคะเนในวิถีทิพย์ทั้งหมด  คนกลุ่มสุดท้ายจะไปพึ่งยาเสพติดบางชนิด  และบางครั้งเกิดภาพหลอนแต่กลับคิดว่าเป็นจักษุทิพย์  เราต้องขจัดการยึดติดในโลกวัตถุทั้งสามระดับ  คือ  ละเลยต่อชีวิตทิพย์กลัวต่อปัจเจกบุคลิกภาพทิพย์  และแนวคิดในความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นจากความผิดหวังในชีวิต  การที่จะได้รับอิสรภาพจากสามระดับของแนวคิดชีวิตทางวัตถุ  เราต้องยึดองค์  ภควานฺ  เป็นที่พึ่งโดยสมบูรณ์ด้วยการนำทางของพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  และปฏิบัติตามระเบียบวินัยและหลักธรรมแห่งชีวิตอุทิศตนเสียสละ  ระดับสุดท้ายของชีวิตอุทิศตนเสียสละเรียกว่า  ภาว  หรือความรักทิพย์ต่อองค์  ภควานฺ  
ภกฺติ-รสามฺฤต-สินฺธุ  (1.4.15-16)  ศาสตร์แห่งกาอุทิศตนเสียสละรับใช้กล่าวว่า
อาเทา ศฺรทฺธา ตตห์ สาธุ-  สงฺโค ’ถ ภชน-กฺริยา
ตโต ’นรฺถ-นิวฺฤตฺติห์ สฺยาตฺ  ตโต นิษฺฐา รุจิสฺ ตตห์
อถาสกฺติสฺ ตโต ภาวสฺ  ตตห์ เปฺรมาภฺยุทญฺจติ
สาธกานามฺ อยํ เปฺรมฺณห์  ปฺราทุรฺภาเว ภเวตฺ กฺรมห์
“ในตอนต้นเราต้องมีความปรารถนาพื้นฐานเพื่อความรู้แจ้งแห่งตนจึงจะนำเ  ราม  าถึงจุดที่จะพยายามคบหาสมาคมกับบุคคลผู้มีความเจริญในวิถีทิพย์  ระดับต่อไปเราจะต้องอุปสมบทโดยพระอาจารย์ทิพย์ผู้เจริญแล้ว  และภายใต้คำสั่งสอนของท่าน  สาวกนวกะจึงเริ่มปฏิบัติตามขบวนการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ด้วยการปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ภายใต้คำแนะนำของพระอาจารย์ทิพย์  ทำให้เราเป็นอิสระจากการยึดติดทางวัตถุทั้งมวล  บรรลุถึงความมั่นคงในการรู้แจ้งแห่งตน  และได้รับรสแห่งการสดับฟังเกี่ยวกับองค์  ภควานฺ  ผู้สมบูรณ์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  รสนี้จะนำเราก้าวต่อไปถึงความยึดมั่นใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ซึ่งจะเจริญงอกงามจนถึง  ภาว  หรือระดับพื้นฐานของความรักทิพย์แห่งองค์  ภควานฺ  ความรักที่แท้จริงต่อองค์  ภควานฺ  เรียกว่า  เปฺรม  ซึ่งเป็นระดับสมบูรณ์สูงสุดแห่งชีวิต”  ในระดับ  เปฺรม  จะมีการปฏิบัติรับใช้ด้วยความรักทิพย์ต่อองค์  ภควานฺเสมอ  ดังนั้น  ด้วยขบวนการแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างค่อยเป็นค่อยไป  ภายใต้คำแนะนำของพระอาจารย์ทิพย์ที่เชื่อถือได้  ทำให้เราสามารถบรรลุถึงระดับสูงสุดซึ่งมีอิสระจากการยึดติดทางวัตถุทั้งปวง  และเสรีภาพจากความกลัวปัจเจกบุคลิกภาพทิพย์ของตนเอง  รวมทั้งเสรีภาพจากความผิดหวังอันสืบเนื่องมาจากปรัชญาที่สูญเปล่า  ในที่สุดเราจะสามารถบรรลุถึงอาณาจักรแห่งองค์  ภควานฺ  
ये यथा मां प्रपद्यन्ते तांस्तथैव भजाम्यहम् ।
मम वर्त्मानुवर्तन्ते मनुष्याः पार्थ सर्वशः ॥ ४.११ ॥
โศลก 11
ye yathā māṁ prapadyante  tāṁs tathaiva bhajāmy aham
mama vartmānuvartante  manuṣyāḥ pārtha sarvaśaḥ
เย ยถา มำ ปฺรปทฺยนฺเต  ตำสฺ ตไถว ภชามฺยฺ อหมฺ
มม วรฺตฺมานุวรฺตนฺเต  มนุษฺยาห์ ปารฺถ สรฺวศห์
เย — ทั้งหมดผู้ซึ่ง, ยถา — ดังที่, มามฺ — แด่ข้า, ปฺรปทฺยนฺเต — ศิโรราบ, ตานฺ — พวกเขา, ตถา — ดังนั้น, เอว — แน่นอน, ภชามิ — ได้รับรางวัล, อหมฺ — ข้า, มม — ของข้า, วรฺตฺม — หนทาง, อนุวรฺตนฺเต — ปฏิบัติตาม, มนุษฺยาห์ — มวลมนุษย์, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, สรฺวศห์ — ด้วยประการทั้งปวง
คำแปล
ดังที่ทั้งหมดศิโรราบต่อข้า  ข้าให้รางวัลไปตามระดับแห่งการศิโรราบ  ทุก  ๆ  คนปฏิบัติตามวิถีทางของข้าด้วยประการทั้งปวง  โอ้  โอรสพระนาง  ปฺฤถา  
คำอธิบาย
ทุกคนกำลังเสาะแสวงหา  กฺฤษฺณ  ในมุมมองต่าง  ๆ  แห่งปรากฏการณ์ของพระองค์  กฺฤษฺณ  บุลคิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงรู้แจ้งได้เพียงบางส่วนในรัศมี  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  อันไร้รูปลักษณ์ของพระองค์  และทรงเป็นอภิวิญญาณที่แผ่กระจายไปทั่วและทรงประทับอยู่ภายในทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งภายในละอองปรมาณู  แต่สาวกผู้บริสุทธิ์ของ  กฺฤษฺณ  เท่านั้นที่จะรู้แจ้งถึงพระองค์อย่างสมบูรณ์บริบูรณ์  ดังนั้น  กฺฤษฺณ  จึงทรงเป็นจุดมุ่งหมายสำหรับทุกคนเพื่อความรู้แจ้ง  และทุก  ๆ  คนจะได้รับความพึงพอใจตามที่ตนปรารถนาในองค์  กฺฤษฺณ  ในโลกทิพย์ก็เช่นเดียวกัน  กฺฤษฺณ  ทรงตอบสนองต่อสาวกผู้บริสุทธิ์ของพระองค์ในท่าทีทิพย์ตามที่สาวกปรารถนาพระองค์  สาวกรูปหนึ่งอาจปรารถนา  กฺฤษฺณ  มาเป็นพระอาจารย์สูงสุด  สาวกอีกรูปหนึ่งอาจปรารถนา  กฺฤษฺณ  มาเป็นเพื่อนสนิทของตน  สาวกอีกรูปหนึ่งอาจปรารถนา  กฺฤษฺณ  มาเป็นบุตร  และสาวกอีกรูปหนึ่งอาจปรารถนา  กฺฤษฺณ  มาเป็นคู่รัก  กฺฤษฺณ  ทรงประทานรางวัลแก่สาวกทั้งหลายอย่างเสมอภาคตามความแรงกล้าแห่งความรักที่แตกต่างกันของสาวกที่มีต่อพระองค์ในโลกวัตถุความรู้สึกในการสนองตอบเช่นเดียวกันนี้ก็มีอยู่  และการสนองตอบเช่นนี้องค์  ภควานฺ  ทรงแลกเปลี่ยนกับผู้บูชาที่แตกต่างกันอย่างเสมอภาค  สาวกผู้บริสุทธิ์ทั้งในโลกนี้และในโลกทิพย์คบหาสมาคมกับ  กฺฤษฺณ  เป็นการส่วนตัว  และสามารถปฏิบัติตนรับใช้พระองค์เป็นการส่วนตัว  จึงได้รับความปลื้มปีติสุขทิพย์ในการรับใช้ด้วยความรักต่อพระองค์  สำหรับ  มายาวาที  และผู้ที่ต้องการฆ่าชีวิตทิพย์ของตนเองด้วยการทำลายปัจเจกบุคคลของสิ่งมีชีวิต  กฺฤษฺณ  ก็ทรงช่วยเช่นกันด้วยการดูดพวกเขาให้ไปอยู่ในรัศมีของพระองค์  พวก  มายาวาที  ไม่ยอมรับองค์  ภควานฺ  ผู้เป็นอมตะและมีแต่ความสุขเกษมสำราญ  ดังนั้น  จึงไม่สามารถรับรสแห่งความปลื้มปีติในการรับใช้ทิพย์ต่อพระองค์เป็นการส่วนตัว  หลังจากที่ได้ดับขันธ์ปัจเจกบุคลิกภาพของตนเองบางคนที่ยังไม่สถิตใน  มายาวาที  อย่างมั่นคง  จะกลับมาในสนามวัตถุนี้ทำกิจกรรมต่าง  ๆ  เพื่อแสดงออกถึงความปรารถนาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน  พวกนี้ไม่ได้รับการยอมรับให้ไปอยู่ในโลกทิพย์แต่จะได้รับโอกาสให้มาปฏิบัติอยู่ในโลกวัตถุอีกครั้งหนึ่ง  สำหรับผู้ทำงานเพื่อหวังผลทางวัตถุ  องค์  ภควานฺ  ทรงประทานผลที่พวกเขาปรารถนาตามหน้าที่ที่กำหนดไว้  ในฐานะยชฺเญศฺวร  และพวก  โยค  ผู้ปรารถนาอิทธิฤทธิ์องค์  ภควานฺ  ทรงประทานอิทธิฤทธิ์นั้นให้  อีกนัยหนึ่ง  ความสำเร็จของทุกคนขึ้นอยู่กับพระเมตตาขององค์  ภควานฺ  เท่านั้นขบวนการในวิถีทิพย์ทั้งหมดคือระดับแห่งความสำเร็จที่แตกต่างกันบนเส้นทางเดียวกันดังนั้น  นอกเสียจากว่าเ  ราม  าถึงจุดสมบูรณ์สูงสุดแห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ความพยายามอื่น  ๆ  ทั้งหมดถือว่าไม่สมบูรณ์  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (2.3.10)  ว่า
อกามห์ สรฺว-กาโม วา  โมกฺษ-กาม อุทาร-ธีห์
ตีเวฺรณ ภกฺติ-โยเคน  ยเชต ปุรุษํ ปรมฺ
“ไม่ว่าเราจะเป็นผู้ที่ไม่มีความปรารถนา  (สภาวะของสาวก)  หรือปรารถนาผลทางวัตถุทั้งหมด  หรือปรารถนาความหลุดพ้น  ด้วยความพยายามทั้งปวงเราควรบูชาองค์ภควานฺ  เพื่อความบริบูรณ์และมาถึงซึ่งจุดสมบูรณ์สูงสุดที่  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก”
काङ्क्षन्तः कर्मणां सिद्धिं यजन्त इह देवताः ।
क्षिप्रं हि मानुषे लोके सिद्धिर्भवति कर्मजा ॥ ४.१२ ॥
โศลก 12
kāṅkṣantaḥ karmaṇāṁ siddhiṁ  yajanta iha devatāḥ
kṣipraṁ hi mānuṣe loke  siddhir bhavati karma-jā
กางฺกฺษนฺตห์ กรฺมณำ สิทฺธึ  ยชนฺต อิห เทวตาห์
กฺษิปฺรํ หิ มานุเษ โลเก  สิทฺธิรฺ ภวติ กรฺม-ชา
กางฺกฺษนฺตห์ — ปรารถนา, กรฺมณามฺ — กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ, สิทฺธิมฺ — ความ สมบูรณ์, ยชนฺเต — พวกเขาบูชาด้วยการเสียสละ, อิห — ในโลกวัตถุ, เทวตาห์ — เทวดา, กฺษิปฺรมฺ — โดยเร็ว, หิ — แน่นอน, มานุเษ — ในสังคมมนุษย์, โลเก — ภายในโลกนี้, สิทฺธิห์ — สำเร็จ, ภวติ — มา, กรฺม-ชา — จากงานเพื่อผลทางวัตถุ
คำแปล
มนุษย์ในโลกนี้ปรารถนาความสำเร็จในกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  ดังนั้น  จึงบูชาเทวดา  แน่นอนว่ามนุษย์จะได้รับผลโดยเร็วจากงานทางวัตถุในโลกนี้
คำอธิบาย
มีความคิดที่ผิดอย่างใหญ่หลวงเกี่ยวกับเหล่าเทวดาของโลกวัตถุนี้  มนุษย์ผู้ด้อยปัญญาแม้จะได้ชื่อว่าเป็นนักวิชาการผู้ยิ่งใหญ่  แต่ยังคิดว่าเทวดาเหล่านี้คือภาพลักษณ์ต่าง  ๆ  ขององค์  ภควานฺ  อันที่จริงเทวดามิใช่ภาพลักษณ์ขององค์  ภควานฺ  แต่เป็นส่วนต่าง  ๆ  ของพระองค์  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นหนึ่งและทรงมีส่วนต่าง  ๆ  มากมายคัมภีร์พระ  เวท  กล่าวว่า  นิโตฺย  นิตฺยานามฺ  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นหนึ่ง  อีศฺวรห์  ปรมห์  กฺฤษฺณห์  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นหนึ่งคือ  กฺฤษฺณ  และเทวดาทรงเป็นผู้ได้รับพลังอำนาจให้ไปบริหารโลกวัตถุนี้  เทวดาเหล่านี้คือสิ่งมีชีวิตทั้งหมด  (นิตฺยานามฺ)  พร้อมด้วยพลังอำนาจทางวัตถุในระดับต่าง  ๆ  กัน  เทวดาไม่สามารถเทียบเท่ากับองค์  ภควานฺ  พระ  นารายณ  พระ  วิษฺณุ  หรือ  กฺฤษฺณ  ได้  ผู้ใดที่คิดว่าองค์  ภควานฺ  และเทวดาอยู่ในระดับเดียวกันได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  หรือ  ปาษณฺฑี  แม้เทวดาผู้ยิ่งใหญ่เช่น  พระ  พฺรหฺมา  และพระ  ศิว  ก็ไม่สามารถเปรียบเทียบกับองค์  ภควานฺ  ได้  อันที่จริงเทวดาเช่นพระ  พฺรหฺมา  และพระ  ศิว  จะบูชาองค์  ภควานฺ  (ศิว-วิริญฺจิ-นุตมฺ)  แต่เป็นเรื่องน่าแปลกที่มนุษย์โง่เขาเบาปัญญาไปบูชาผู้นำมนุษย์ด้วยกันหลายคน  ภายใต้ความเข้าใจผิดแห่งลัทธิการเปรียบเทียบรูปร่างลักษณะคนหรือลัทธิการดูรูปพรรณลักษณะของสัตว์  คำว่า  อิห  เทวตาห์  หมายความว่ามนุษย์ผู้มีอำนาจมากหรือเทวดาของโลกวัตถุนี้  แต่องค์  นารายณ  องค์  วิษฺณุ  หรือองค์  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ทรงมิใช่เป็นของโลกวัตถุนี้  พระองค์ทรงอยู่เหนือการสร้างทางวัตถุ  แม้  ศฺรีปาท  ชังคะราชารยะผู้นำของพวก  มายาวาที  ยังยืนยันว่า  องค์  นารายณ  หรือองค์  กฺฤษฺณ  ทรงอยู่เหนือการสร้างของโลกวัตถุนี้  อย่างไรก็ดี  คนโง่  (หฺฤต-ชฺญาน)  จะบูชาเทวดาเพราะต้องการผลตอบแทนในทันที  พวกเขาได้รับผลตอบแทน  แต่ไม่รู้ว่าผลตอบแทนที่ตนเองได้รับนั้นเป็นสิ่งชั่วคราวและมีไว้สำหรับมนุษย์ผู้ด้อยปัญญา  บุคคลผู้มีปัญญาอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่จำเป็นต้องบูชาเทวดาที่ไม่สำคัญเพื่อผลประโยชน์อันรวดเร็วชั่วคราวบางประการเทวดาแห่งโลกวัตถุพร้อมทั้งเหล่าสาวกของตนจะถูกทำลายไปพร้อมกับโลกวัตถุนี้  ผลประโยชน์ที่เทวดาให้จะเป็นวัตถุและไม่ถาวร  ทั้งโลกวัตถุและผู้อยู่อาศัยทั้งหมดรวมทั้งเทวดาและผู้บูชาเทวดาทั้งหลายเปรียบเสมือนฟองน้ำในมหาสมุทรแห่งจักรวาล  อย่างไรก็ดี  ในโลกสังคมมนุษย์คลั่งใคล้ในสิ่งที่ไม่ถาวร  เช่น  ความมั่งคั่งทางวัตถุด้วยการเป็นเจ้าของที่ดิน  ครอบครัว  และส่วนประกอบต่าง  ๆ  ที่อำนวยความสุข  เพื่อจะได้รับสิ่งของชั่วคราวเหล่านี้  มนุษย์บูชาเทวดาหรือบูชามนุษย์ผู้มีอำนาจในสังคมมนุษย์ด้วยกัน  หากใครได้ตำแหน่งในรัฐบาลด้วยการบูชาผู้นำนักการเมือง  เขาคิดว่าได้รับผลตอบแทนอย่างใหญ่หลวง  ดังนั้น  พวกเขาจึงก้มลงกราบพวกผู้นำเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ชั่วคราว  และได้รับผลประโยชน์เช่นนั้นจริง  ๆ  บุคคลผู้ด้อยปัญญาเช่นนี้ไม่สนใจใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเพื่อแก้ปัญหาอย่างถาวรกับการที่ต้องลำบากอยู่ในโลกวัตถุ  พวกเขาเสาะแสวงหาความสุขทางประสาทสัมผัส  และได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกเพียงเล็กน้อยเพื่อความสุขทางประสาทสัมผัส  จึงหลงใหลไปในการบูชาสิ่งมีชีวิตผู้มีอำนาจหรือเทวดา  โศลกนี้แสดงให้เห็นว่ามีอยู่น้อยคนนักที่จะสนใจใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เพระส่วนใหญ่แล้วจะสนใจอยู่กับความสุขทางวัตถุ  ดังนั้น  จึงบูชาสิ่งมีชีวิตผู้มีอำนาจ
चातुर्वर्ण्यं मया सृष्टं गुणकर्मविभागशः ।
तस्य कर्तारमपि मां विद्ध्यकर्तारमव्ययम् ॥ ४.१३ ॥
โศลก 13
cātur-varṇyaṁ mayā sṛṣṭaṁ  guṇa-karma-vibhāgaśaḥ
tasya kartāram api māṁ  viddhy akartāram avyayam
จาตุรฺ-วรฺณฺยํ มยา สฺฤษฺฏํ  คุณ-กรฺม-วิภาคศห์
ตสฺย กรฺตารมฺ อปิ มำ  วิทฺธฺยฺ อกรฺตารมฺ อวฺยยมฺ
จาตุห์-วรฺณฺยมฺ — การแบ่งสังคมมนุษย์ออกเป็นสี่ส่วน, มยา — โดยข้า, สฺฤษฺฏมฺ — ได้สร้าง, คุณ — คุณสมบัติ, กรฺม — และงาน, วิภาคศห์ — ในการแบ่งส่วน, ตสฺย — ในนั้น, กรฺตารมฺ — พระบิดา, อปิ — ถึงแม้ว่า, มามฺ — ข้า, วิทฺธิ — เธออาจทราบ, อกรฺตารมฺ — มิใช่ผู้ทำ, อวฺยยมฺ — ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
คำแปล
ตามสามระดับของธรรมชาติวัตถุและงานที่สัมพันธ์กับระดับต่าง  ๆ  นั้น  ข้าเป็นผู้สร้างสี่ส่วนของสังคมมนุษย์  ถึงแม้ว่าข้าเป็นผู้สร้างระบบนี้  เธอควรรู้ว่าข้ามิใช่ผู้กระทำและข้าไม่เปลี่ยนแปลง
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง  ทุกสิ่งทุกอย่างกำเนิดมาจากพระองค์พระองค์ทรงค้ำจุนทุกสิ่งทุกอย่าง  และหลังจากการทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างจะพำนักอยู่ในพระองค์  ฉะนั้น  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้สร้างสี่ส่วนของสังคมมนุษย์  เริ่มจากระดับมนุษย์ผู้มีปัญญาเรียกทางเทคนิคว่า  พฺราหฺมณ  หรือ  พฺราหฺมณ  เนื่องจากสถิตในระดับแห่งความดี  ถัดไปเป็นระดับบริหารเรียกทางเทคนิคว่า  กฺษตฺริย  หรือ  กฺษตฺริย  เนื่องจากสถิตในระดับแห่งตัณหา  พ่อค้าวาณิชหรือ  ไวศฺย  สถิตในระดับผสมผสานระหว่างตัณหาและอวิชชา  และ  ศูทฺร  หรือระดับใช้แรงงาน  สถิตในระดับอวิชชาของธรรมชาติวัตถุ  ถึงแม้ว่าองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้สร้างสี่ส่วนของสังคมมนุษย์แต่พระองค์ทรงมิได้อยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่ง  เนื่องจากพระองค์ทรงมิได้เป็นพันธวิญญาณที่อยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของสังคมมนุษย์  สังคมมนุษย์นั้นคล้ายกับสังคมสัตว์ทั่วไป  แต่เพื่อยกระดับสภาพความเป็นสัตว์  พระองค์จึงทรงสร้างการแบ่งส่วนเพื่อพัฒนา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างเป็นระบบ  นิสัยชอบหรือถนัดในเรื่องการทำงานขึ้นอยู่กับระดับของธรรมชาติวัตถุที่ตนได้รับลักษณะอาการของชีวิตตามระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติวัตถุจะอธิบายในบทที่สิบแปดของหนังสือเล่มนี้  อย่างไรก็ดี  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอยู่เหนือแม้แต่  พฺราหฺมณ  แม้โดยคุณสมบัติ  พฺราหฺมณ  ควรทราบเกี่ยวกับ  พฺรหฺมนฺ  หรือสัจธรรมสูงสุด  แต่ส่วนใหญ่พวก  พฺราหฺมณ  จะเข้าหา  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์ขององค์  กฺฤษฺณ  เท่านั้น  แต่ผู้ที่ข้ามพ้นขีดจำกัดแห่งความรู้ของ  พฺราหฺมณ  และบรรลุถึงความรู้แห่งบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  จะมาเป็นบุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกหรือ  ไวษฺณว  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะรวมถึงความรู้แห่งองค์อวตารทั้งหลายของ  กฺฤษฺณ  เช่น  พระ  ราม  นฺฤสึห  วราห  ฯลฯในฐานะที่  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นทิพย์อยู่เหนือระบบสี่ส่วนแห่งสังคมมนุษย์นี้  บุคคลใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกก็อยู่เหนือการแบ่งส่วนทั้งหลายในสังคมมนุษย์  ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งส่วนในระดับกลุ่มชน  ระดับชาติ  หรือระดับเผ่าพันธุ์
न मां कर्माणि लिम्पन्ति न मे कर्मफले स्पृहा ।
इति मां योऽभिजानाति कर्मभिर्न स बध्यते ॥ ४.१४ ॥
โศลก 14
na māṁ karmāṇi limpanti  na me karma-phale spṛhā
iti māṁ yo ’bhijānāti  karmabhir na sa badhyate
น มำ กรฺมาณิ ลิมฺปนฺติ  น เม กรฺม-ผเล สฺปฺฤหา
อิติ มำ โย ’ภิชานาติ  กรฺมภิรฺ น ส พธฺยเต
— ไม่เคย, มามฺ — ข้า, กรฺมาณิ — งานทุกชนิด, ลิมฺปนฺติ — มีผล, — ไม่, เม — ของข้า, กรฺม-ผเล — ในการกระทำเพื่อผลทางวัตถุ, สฺปฺฤหา — ปรารถนา, อิติ — ดังนั้น, มามฺ — ข้า, ยห์ — ผู้ซึ่ง, อภิชานาติ — ทราบ, กรฺมภิห์ — ด้วยผลแห่งกรรมนี้, — ไม่เคย, สห์ — เขา, พธฺยเต — ถูกพันธนาการ
คำแปล
ไม่มีงานใดที่มีผลกระทบต่อข้า  หรือว่าข้าปรารถนาผลแห่งการกระทำใด  ๆ  ผู้ที่เข้าใจสัจธรรมเกี่ยวกับตัวข้าเช่นนี้  จะไม่ถูกพันธนาการอยู่ในผลกรรมทางวัตถุ
คำอธิบาย
ดังเช่นมีกฎหมายธรรมนูญในโลกวัตถุกล่าวว่า  กฺษตฺริย  ทรงไม่ทำผิด  หรือว่า  กฺษตฺริย  ทรงอยู่เหนือกฎหมายรัฐธรรมนูญ  ในลักษณะเดียวกัน  ถึงแม้ว่าองค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้สร้างโลกวัตถุนี้  แต่พระองค์ทรงไม่ได้รับผลกระทบใด  ๆ  จากกิจกรรมในโลกวัตถุนี้เลย  พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างและทรงอยู่นอกเหนือจากการสร้าง  ในขณะที่สิ่งมีชีวิตถูกพันธนาการอยู่กับผลตอบแทนของกิจกรรมทางวัตถุเพราะมีนิสัยชอบเป็นเจ้าครองทรัพยากรวัตถุ  เปรียบเทียบได้กับเจ้าของกิจการที่ไม่รับผิดชอบต่อกิจกรรมของคนงานไม่ว่าจะถูกหรือผิด  แต่ตัวคนงานเองเป็นผู้รับผิดชอบ  สิ่งมีชีวิตปฏิบัติในแต่ละกิจกรรมเพื่อสนองประสาทสัมผัสของตน  กิจกรรมเหล่านี้องค์  ภควานฺ  ทรงมิได้เป็นผู้บัญญัติ  เพื่อความเจริญก้าวหน้าในการสนองประสาทสัมผัสสิ่งมีชีวิตจึงปฏิบัติงานในโลกนี้  และใฝ่ฝันที่จะได้รับความสุขบนสวรรค์หลังจากตายไป  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้มีความเต็มเปี่ยมอยู่ในพระองค์เอง  ไม่ทรงหลงใหลอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าความสุขบนสวรรค์เทวดาบนสรวงสวรรค์ทรงเป็นเพียงผู้ปฏิบัติรับใช้ของพระองค์  เจ้าของกิจการไม่เคยปรารถนาความสุขชั้นต่ำเหมือนเช่นพวกคนงานปรารถนา  พระองค์ทรงปลีกตัวให้ห่างจากกิจกรรมและผลกรรมทางวัตถุ  ตัวอย่างเช่น  ฝนไม่ต้องรับผิดชอบต่อพืชพันธุ์ต่าง  ๆที่ปรากฏบนโลก  ถึงแม้ว่าหากไม่มีฝนพืชพันธุ์ต่าง  ๆ  ก็ไม่สามารถเจริญเติบโตขึ้นมาได้พระ  เวท  สฺมฺฤติ  ได้ยืนยันความจริงนี้  ดังต่อไปนี้
นิมิตฺต-มาตฺรมฺ เอวาเสา  สฺฤชฺยานำ สรฺค-กรฺมณิ
ปฺรธาน-การณี-ภูตา  ยโต ไว สฺฤชฺย-ศกฺตยห์
“ในการสร้างวัตถุ  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นเพียงแหล่งกำเนิดสูงสุด  แหล่งกำเนิดโดยตรงคือธรรมชาติวัตถุซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์แห่งจักรวาล”  สิ่งมีชีวิตที่สร้างขึ้นมามีมากมายเช่น  เทวดา  มนุษย์  และสัตว์ที่ต่ำกว่า  ทั้งหมดขึ้นอยู่กับผลกรรมในอดีตไม่ว่าดีหรือชั่วองค์  ภควานฺ  ทรงเพียงแต่ให้สิ่งอำนวยความสะดวกอันเหมาะสมสำหรับกิจกรรมเหล่านี้  และทรงให้กฎข้อบังคับตามระดับของธรรมชาติ  แต่พระองค์ทรงไม่รับผิดชอบต่อกิจกรรมทั้งในอดีตและปัจจุบันของพวกเขา  ใน  เวทานฺต-สูตฺร  (2.1.34)  ได้ยืนยันไว้ว่า  ไวษมฺย-ไนรฺฆฺฤเณฺย  น  สาเปกฺษตฺวาตฺ  องค์  ภควานฺ  ทรงไม่เคยลำเอียงต่อสิ่งมีชีวิตใด  ๆสิ่งมีชีวิตรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง  พระองค์ทรงเพียงแต่ให้สิ่งอำนวยความสะดวกโดยผ่านผู้แทนทางธรรมชาติวัตถุหรือพลังงานเบื้องต่ำ  ผู้ใดที่รอบรู้ความละเอียดอ่อนทั้งหลายของกฎแห่งกรรม  หรือกิจกรรมเพื่อหวังผลนี้จะไม่ได้รับผลกระทบจากผลกรรม  หรืออีกนัยหนึ่ง  บุคคลผู้เข้าใจธรรมชาติทิพย์ขององค์  ภควานฺ  เป็นผู้มีความชำนาญใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ดังนั้น  เขาไม่อยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม  ผู้ที่ไม่ทราบธรรมชาติทิพย์ของพระองค์  และคิดว่ากิจกรรมขององค์  ภควานฺ  ทรงมุ่งไปที่ผลทางวัตถุเหมือนดังเช่นกิจกรรมของสิ่งมีชีวิตธรรมดาทั่วไป  แน่นอนว่าเขาจะถูกพันธนาการอยู่ในผลกรรมทางวัตถุ  แต่ผู้ที่รู้สัจธรรมสูงสุดเป็นดวงวิญญาณที่หลุดพ้นและมั่นคงอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
एवं ज्ञात्वा कृतं कर्म पूर्वैरपि मुमुक्षुभिः ।
कुरु कर्मैव तस्मात्त्वं पूर्वैः पूर्वतरं कृतम् ॥ ४.१५ ॥
โศลก 15
evaṁ jñātvā kṛtaṁ karma  pūrvair api mumukṣubhiḥ
kuru karmaiva tasmāt tvaṁ  pūrvaiḥ pūrva-taraṁ kṛtam
เอวํ ชฺญาตฺวา กฺฤตํ กรฺม  ปูไรฺวรฺ อปิ มุมุกฺษุภิห์
กุรุ กรฺไมว ตสฺมาตฺ ตฺวํ  ปูไรฺวห์ ปูรฺว-ตรํ กฺฤตมฺ
เอวมฺ — ดังนั้น, ชฺญาตฺวา — ทราบดี, กฺฤตมฺ — ปฏิบัติ, กรฺม — งาน, ปูไรฺวห์ — โดยผู้ที่เชื่อถือได้ ในอดีต, อปิ — ที่จริง, มุมุกฺษุภิห์ — ผู้บรรลุความหลุดพ้น, กุรุ — เพียงปฏิบัติ, กรฺม — งานที่ กำหนดไว้, เอว — แน่นอน, ตสฺมาตฺ — ดังนั้น, ตฺวมฺ — เธอ, ปูไรฺวห์ — โดยบรรพบุรุษ, ปูรฺว-ตรมฺ — ในโบราณกาล, กฺฤตมฺ — ได้ปฎิบัติ
คำแปล
ดวงวิญญาณผู้หลุดพ้นทั้งหลายในอดีตกาลปฏิบัติด้วยความเข้าใจในธรรมชาติทิพย์ของข้า  ดังนั้น  เธอควรปฏิบัติหน้าที่ของเธอ  เจริญตามรอยพระบาทบรรพบุรุษ
คำอธิบาย
มีมนุษย์อยู่สองประเภท  บางคนเต็มไปด้วยมลพิษทางวัตถุปกคลุมอยู่ในหัวใจและบางคนมีเสรีทางวัตถุ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะมีคุณประโยชน์เท่ากันต่อบุคคลทั้งสองประเภทนี้  ผู้ที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรกสามารถเข้ามาในสายของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเพื่อเข้าขบวนการชะล้างทีละน้อย  โดยการปฏิบัติตามหลักธรรมแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ผู้ที่มีความสะอาดจากมลทินต่าง  ๆ  แล้วอาจปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกันในกฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เพื่อผู้อื่นอาจปฏิบัติกิจกรรมตามเป็นตัวอย่างและได้รับประโยชน์  คนโง่หรือนวกะใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกชอบเกษียณตัวเองจากกิจกรรมต่าง  ๆ  โดยยังไม่มีความรู้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  อรฺชุน  ทรงปรารถนาที่จะเกษียณจากกิจกรรมในสมรภูมิ  แต่องค์  ภควานฺ  ทรงไม่อนุมัติ  เราควรรู้ว่าควรจะปฏิบัติตนอย่างไร  สำหรับการเกษียณจากกิจกรรมใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  และไปนั่งอยู่ห่าง  ๆ  แสดงท่าว่าตนเองมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เช่นนี้ไม่สำคัญเท่ากับการปฏิบัติจริงในสนามกิจกรรมเพื่อ  กฺฤษฺณ  ณ  ที่นี้  อรฺชุน  ทรงได้รับการแนะนำให้ปฏิบัติตนใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกตามรอยพระบาทสาวกของ  กฺฤษฺณ  ในอดีต  เช่น  สุริยเทพองค์  วิวสฺวานฺ  ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า  องค์  ภควานฺ  ทรงทราบกิจกรรมทั้งหลายในอดีตของพระองค์  รวมทั้งบุคคลต่าง  ๆ  ผู้ปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกในอดีต  ดังนั้น  พระองค์ทรงแนะนำการปฏิบัติของสุริยเทพผู้ทรงเรียนศิลปะนี้จากพระองค์เมื่อหลายล้านปีก่อน  นักศึกษาเช่นนี้ของ  กฺฤษฺณ  ได้ถูกกล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่า  ทรงเป็นผู้หลุดพ้นและปฏิบัติตนตามหน้าที่ที่  กฺฤษฺณ  ทรงกำหนดให้
किं कर्म किमकर्मेति कवयोऽप्यत्र मोहिताः ।
तत्ते कर्म प्रवक्ष्यामि यज्ज्ञात्वा मोक्ष्यसेऽशुभात् ॥ ४.१६ ॥
โศลก 16
kiṁ karma kim akarmeti  kavayo ’py atra mohitāḥ
tat te karma pravakṣyāmi  yaj jñātvā mokṣyase ’śubhāt
กึ กรฺม กิมฺ อกรฺเมติ  กวโย ’ปฺยฺ อตฺร โมหิตาห์
ตตฺ เต กรฺม ปฺรวกฺษฺยามิ  ยชฺ ชฺญาตฺวา โมกฺษฺยเส ’ศุภาตฺ
กิมฺ — คืออะไร, กรฺม — การกระทำ, กิมฺ — คืออะไร, อกรฺม — การไม่ทำอะไร, อิติ — ดังนั้น, กวยห์ — ผู้มีปัญญา, อปิ — เช่นกัน, อตฺร — ในเรื่องนี้, โมหิตาห์ — สับสน, ตตฺ — นั้น, เต — แก่ เธอ, กรฺม — งาน, ปฺรวกฺษฺยามิ — ข้าจะอธิบาย, ยตฺ — ซึ่ง, ชฺญาตฺวา — รู้, โมกฺษฺยเส — เธอจะ หลุดพ้น, อศุภาตฺ — จากโชคร้าย
คำแปล
แม้แต่ผู้มีปัญญายังสับสนในการพิจารณาว่า  อะไรคือการกระทำ  และอะไรคือการไม่กระทำ  บัดนี้  ข้าจะอธิบายแก่เธอว่ากรรมหรือการกระทำคืออะไร  เมื่อรู้แล้วเธอจะหลุดพ้นจากโชคร้ายทั้งปวง
คำอธิบาย
งานใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกต้องปฏิบัติตามตัวอย่างจากสาวกที่แท้จริงในอดีต  ซึ่งได้แนะนำไว้แล้วในโศลกที่สิบห้า  เหตุใดงานนี้ไม่ควรปล่อยให้เป็นอิสระเสรีจะได้อธิบายในโศลกต่อไป
การปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เราต้องปฏิบัติตามการนำทางของบุคคลผู้เชื่อถือได้ที่อยู่ในสาย  ปรมฺปรา  ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วในตอนต้นของบทนี้  ระบบ  กฺฤษฺณจิตสำนึกครั้งแรกได้บรรยายให้สุริยเทพ  และสุริยเทพทรงอธิบายให้พระโอรส  มนุ  มนุ  ทรงอธิบายให้พระโอรส  อิกฺษฺวากุ  และจากโบราณกาลระบบนี้ได้อยู่บนโลกมาจนถึงปัจจุบันนี้  ฉะนั้น  เราต้องปฏิบัติตามรอยพระบาทของบุคคลผู้เชื่อถือได้ในสาย  ปรมฺปรา  มิฉะนั้น  แม้แต่บุคคลผู้มีสติปัญญาสูงสุดจะสับสนเกี่ยวกับมาตรฐานการปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ด้วยเหตุนี้องค์  ภควานฺ  ทรงตัดสินพระทัยสอน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกแก่  อรฺชุน  โดยตรง  จากการตรัสสอนแก่  อรฺชุน  โดยตรงเช่นนี้  หากผู้ใดปฏิบัติตามรอยพระบาทของ  อรฺชุน  แน่นอนว่าจะไม่สับสน
ได้กล่าวไว้ว่า  เพียงความรู้จากการทดลองที่ไม่สมบูรณ์เราไม่สามารถค้นคว้าหาวิธีทางศาสนาได้  อันที่จริง  องค์  ภควานฺ  เท่านั้นที่ทรงสามารถวางหลักแห่งศาสนาได้  ธรฺมํ  ตุ  สากฺษาทฺ  ภควตฺ-ปฺรณีตมฺ  (ภาควต  6.3.19)  ไม่มีผู้ใดสามารถสร้างหลักศาสนาจากการคาดคะเนที่ไม่สมบูรณ์ได้  เราต้องปฏิบัติตามรอยพระบาทของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่เชื่อถือได้  เช่น  พระ  พฺรหฺมา,  พระ  ศิว,  นารท,  มนุ,  กุมาร,  กปิล,  ปฺรหฺลาท,  ภีษฺม,  ศุกเทว  โคสฺวามี,  ยมราช,  ชนก,  และ  พลิ  มหาราช  จากการคาดคะเนทางจิตเราไม่สามารถค้นคว้าว่าศาสนาหรือการรู้แจ้งแห่งตนนั้นคืออะไร  ดังนั้น  ด้วยพระเมตตาแก่สาวก  องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายโดยตรงแก่  อรฺชุน  ว่าอะไรคือการปฏิบัติ  และอะไรคือการไม่ปฏิบัติ  การปฏิบัติตนใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเท่านั้นที่สามารถนำพาเราให้ออกจากพันธนาการแห่งชีวิตทางวัตถุ
कर्मणो ह्यपि बोद्धव्यं बोद्धव्यं च विकर्मणः ।
अकर्मणश्च बोद्धव्यं गहना कर्मणो गतिः ॥ ४.१७ ॥
โศลก 17
karmaṇo hy api boddhavyaṁ  boddhavyaṁ ca vikarmaṇaḥ
akarmaṇaś ca boddhavyaṁ  gahanā karmaṇo gatiḥ
กรฺมโณ หฺยฺ อปิ โพทฺธวฺยํ  โพทฺธวฺยํ จ วิกรฺมณห์
อกรฺมณศฺ จ โพทฺธวฺยํ  คหนา กรฺมโณ คติห์
กรฺมณห์ — ของงาน, หิ — แน่นอน, อปิ — เช่นกัน, โพทฺธวฺยมฺ — ควรเข้าใจ, โพทฺธวฺยมฺ — ควร เข้าใจ, — เช่นกัน, วิกรฺมณห์ — ของงานต้องห้าม, อกรฺมณห์ — ของการไม่ทำ, — เช่นกัน, โพทฺธวฺยมฺ — ควรเข้าใจ,คหนา — ยากมาก, กรฺมณห์ — ของงาน, คติห์ — เข้า
คำแปล
ความละเอียดอ่อนของการปฏิบัติเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยากมาก  ดังนั้น  เราควรรู้อย่างถูกต้องว่ากรรมคืออะไร  วิกรรมคืออะไร  และอกรรมคืออะไร
คำอธิบาย
หากเ  ราม  ีความจริงจังเกี่ยวกับความหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุ  เราต้องเข้าใจข้อแตกต่างระหว่าง  การกระทำ  การไม่กระทำ  และสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาตให้กระทำ  เราต้องใช้สติปัญญาของเราเองในการวิเคราะห์เรื่อง  กรรม  ผลแห่งกรรม  และกรรมที่ต้องห้าม  เพราะว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจยากมาก  ในการเข้าใจ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกและการปฏิบัติตามระดับของตัวเอง  เราต้องเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับองค์  ภควานฺ  ตัวอย่างเช่นผู้ที่ได้ฝึกฝนเล่าเรียนจนรอบรู้  ทราบดีว่าทุก  ๆ  ชีวิตคือผู้รับใช้นิรันดรของพระองค์  และผลที่ตามมาคือเราต้องปฏิบัติตนใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ตลอดเล่ม  ภควัท-คีตา  จะนำเ  ราม  าถึงจุดสรุปนี้  จุดสรุปใด  ๆ  ที่ขัดต่อจิตสำนึกนี้และมีการปฏิบัติที่ตามมาเรียกว่า  วิกรฺม  หรือการปฏิบัติที่ต้องห้าม  เพื่อให้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดอย่างถ่องแท้เราต้องคบหาสมาคมกับบุคคลผู้เชื่อถือได้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  และศึกษาความลับจากท่านเหล่านี้  การกระทำเช่นนี้  ดีเท่า  ๆ  กับการเรียนจากองค์  ภควานฺ  โดยตรง  มิฉะนั้นแม้บุคคลผู้มีปัญญาสูงสุดก็จะยังสับสน
कर्मण्यकर्म यः पश्येदकर्मणि च कर्म यः ।
स बुद्धिमान्मनुष्येषु स युक्तः कृत्स्नकर्मकृत् ॥ ४.१८ ॥
โศลก 18
karmaṇy akarma yaḥ paśyed  akarmaṇi ca karma yaḥ
sa buddhimān manuṣyeṣu  sa yuktaḥ kṛtsna-karma-kṛt
กรฺมณฺยฺ อกรฺม ยห์ ปเศฺยทฺ  อกรฺมณิ จ กรฺม ยห์
ส พุทฺธิมานฺ มนุเษฺยษุ  ส ยุกฺตห์ กฺฤตฺสฺน-กรฺม-กฺฤตฺ
กรฺมณิ — ในกรรม, อกรฺม — อกรรม, ยห์ — ผู้ซึ่ง, ปเศฺยตฺ — สังเกต, อกรฺมณิ — ใน อกรรม, — เช่นกัน, กรฺม — การกระทำเพื่อหวังผลทางวัตถุ, ยห์ — ผู้ซึ่ง, สห์ — เขา, พุทฺธิ-มานฺ — มีปัญญา, มนุเษฺยษุ — ในสังคมมนุษย์, สห์ — เขา, ยุกฺตห์ — อยู่ในสถานภาพ ทิพย์, กฺฤตฺสฺน-กรฺม-กฺฤตฺ — แม้ปฏิบัติอยู่ในกิจกรรมทั้งหลาย
คำแปล
ผู้ที่เห็นอกรรมในกรรม  และกรรมในอกรรม  เป็นผู้มีปัญญาในหมู่มนุษย์  และอยู่ในสถานภาพทิพย์แม้จะปฏิบัติอยู่ในกิจกรรมทั้งหลาย
คำอธิบาย
บุคคลผู้ปฏิบัติอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  โดยธรรมชาติจะหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งกรรม  กิจกรรมของเขาทั้งหมดปฏิบัติไปเพื่อ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  จะไม่ได้รับความสุขหรือความทุกข์จากผลของงาน  จึงเป็นผู้มีปัญญาในสังคมมนุษย์แม้ขณะปฏิบัติกิจกรรมอยู่มากมายเพื่อ  กฺฤษฺณ  อกรรมหมายถึงไม่มีผลกรรมจากการทำงาน  มายาวาที  หยุดกิจกรรมเพื่อหวังผลทางวัตถุ  อันเนื่องมาจากความกลัวและเพื่อผลกรรมจะไม่มากีดขวางทางเพื่อความรู้แจ้งตนเอง  แต่  ภกฺต  จะทราบดีถึงสถานภาพของตนเองว่าเป็นผู้รับใช้นิรันดรของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ฉะนั้น  จึงปฏิบัติอยู่ในกิจกรรมของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างกระทำไปเพื่อ  กฺฤษฺณ  เขาจึงได้รับรสแห่งความสุขทิพย์อยู่กับการปฏิบัติรับใช้เช่นนี้เท่านั้น  ผู้ที่ปฏิบัติอยู่ในขบวนการนี้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีความปรารถนาเพื่อสนองประสาทสัมผัสของตนเอง  ความรู้สึกที่ว่าตนเองเป็นผู้รับใช้นิรันดรของ  กฺฤษฺณ  ทำให้เขาปลอดภัยจากผลกรรมทั้งปวง
यस्य सर्वे समारम्भाः कामसंकल्पवर्जिताः ।
ज्ञानाग्निदग्धकर्माणं तमाहुः पण्डितं बुधाः ॥ ४.१९ ॥
โศลก 19
yasya sarve samārambhāḥ  kāma-saṅkalpa-varjitāḥ
jñānāgni-dagdha-karmāṇaṁ  tam āhuḥ paṇḍitaṁ budhāḥ
ยสฺย สเรฺว สมารมฺภาห์  กาม-สงฺกลฺป-วรฺชิตาห์
ชฺญานาคฺนิ-ทคฺธ-กรฺมาณํ  ตมฺ อาหุห์ ปณฺฑิตํ พุธาห์
ยสฺย — ผู้ซึ่ง, สเรฺว — ทั้งหมด, สมารมฺภาห์ — พยายาม, กาม — บนฐานแห่งความ ปรารถนาเพื่อสนองประสาทสัมผัส, สงฺกลฺป — ตั้งใจแน่วแน่, วรฺชิตาห์ — ปราศจาก, ชฺญาน — ความรู้อันสมบูรณ์, อคฺนิ — โดยไฟ, ทคฺธ — เผาไหม้, กรฺมาณมฺ — งานของเขา, ตมฺ — เขา, อาหุห์ — ประกาศ, ปณฺฑิตมฺ — บัณฑิต,พุธาห์ — หมู่ผู้รู้
คำแปล
ผู้ที่มีความรู้ถ่องแท้  ผู้ที่ความพยายามทั้งหมดปราศจากความปรารถนาเพื่อสนองประสาทสัมผัสของตนเอง  เหล่านักปราชญ์กล่าวไว้ว่าเป็นผู้ทำงานที่ผลกรรมได้ถูกเผาไหม้ไปจนหมดด้วยไฟแห่งความรู้อันสมบูรณ์
คำอธิบาย
บุคคลผู้มีความรู้ถ่องแท้เท่านั้นที่สามารถเข้าใจกิจกรรมของบุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เพราะว่าบุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกปราศจากนิสัยที่ชอบสนองประสาทสัมผัสของตนเองทุกชนิด  เป็นที่เข้าใจว่าเขาได้เผาไหม้ผลกรรมจากการทำงานด้วยความรู้อันสมบูรณ์และรู้ซึ้งถึงสถานภาพพื้นฐานของตนว่าเป็นผู้รับใช้นิรันดรของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ผู้ที่มีความรู้อย่างถ่องแท้จึงจะสามารถบรรลุถึงความรู้อันสมบูรณ์เช่นนี้การพัฒนาความรู้แห่งการเป็นผู้รับใช้นิรันดรขององค์  ภควานฺ  เปรียบเสมือนไฟ  และไฟนี้เมื่อถูกจุดขึ้นมาแล้วจะสามารถเผาผลาญผลกรรมทั้งปวงได้
त्यक्त्वा कर्मफलासङ्गं नित्यतृप्तो निराश्रयः ।
कर्मण्यभिप्रवृत्तोऽपि नैव किंचित्करोति सः ॥ ४.२० ॥
โศลก 20
tyaktvā karma-phalāsaṅgaṁ  nitya-tṛpto nirāśrayaḥ
karmaṇy abhipravṛtto ’pi  naiva kiñcit karoti saḥ
ตฺยกฺตฺวา กรฺม-ผลาสงฺคํ  นิตฺย-ตฺฤปฺโต นิราศฺรยห์
กรฺมณฺยฺ อภิปฺรวฺฤตฺโต ’ปิ  ไนว กิญฺจิตฺ กโรติ สห์
ตฺยกฺตฺวา — ได้ยกเลิก, กรฺม-ผล-อาสงฺคมฺ — การยึดติดต่อผลทางวัตถุ, นิตฺย — เสมอ, ตฺฤปฺตห์ — มีความพึงพอใจ, นิราศฺรยห์ — ไม่มีที่พึ่ง, กรฺมณิ — ในกิจกรรม, อภิปฺรวฺฤตฺตห์ — ปฏิบัติอย่างเต็มที่, อปิ — ถึงแม้ว่า, — ไม่, เอว — แน่นอน, กิญฺจิตฺ — ทุกสิ่ง, กโรติ — ทำ, สห์ — เขา
คำแปล
ปล่อยวางการยึดติดต่อผลของกิจกรรมทั้งปวง  มีความพึงพอใจและมีอิสระเสรีอยู่เสมอ  เขาไม่กระทำสิ่งใด  ๆ  เพื่อผลทางวัตถุ  ถึงแม้จะปฏิบัติงานนานัปการ
คำอธิบาย
ความหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งกรรมเป็นไปได้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเท่านั้นเมื่อเราทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อ  กฺฤษฺณ  บุคคลผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะปฏิบัติตนด้วยความรักอันบริสุทธิ์ที่มีต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ดังนั้น  เขาไม่มีความเสน่หาต่อผลของการกระทำ  และไม่ยึดติดแม้แต่การดำรงชีวิตส่วนตัวของเขาเอง  เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับ  กฺฤษฺณ  เสมอ  เขาจึงไม่กระตือรือร้นที่จะสะสมสิ่งของหรือปกป้องสิ่งที่มีอยู่  แต่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดตามความสามารถของตนเอง  นอกจากนั้นจะปล่อยให้ขึ้นอยู่กับ  กฺฤษฺณ  ผู้ที่ไม่ยึดติดเช่นนี้มีความหลุดพ้นจากผลกรรมไม่ว่าดีหรือชั่ว  ประหนึ่งว่าตัวเขามิได้ทำอะไรเลย  นี่คือเครื่องหมายของอกรรม  หรือการกระทำที่ปราศจากผลกรรมทางวัตถุ  ดังนั้น  การกระทำใด  ๆ  ที่ปราศจาก  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะพันธนาการผู้กระทำ  และนี่คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า  วิกรฺม  หรือวิกรรม  ดังที่ได้อธิบายไปแล้ว
निराशीर्यतचित्तात्मा त्यक्तसर्वपरिग्रहः ।
शारीरं केवलं कर्म कुर्वन्नाप्नोति किल्बिषम् ॥ ४.२१ ॥
โศลก 21
nirāśīr yata-cittātmā  tyakta-sarva-parigrahaḥ
śārīraṁ kevalaṁ karma  kurvan nāpnoti kilbiṣam
นิราศีรฺ ยต-จิตฺตาตฺมา  ตฺยกฺต-สรฺว-ปริคฺรหห์
ศารีรํ เกวลํ กรฺม  กุรฺวนฺ นาปฺโนติ กิลฺพิษมฺ
นิราศีห์ — ไม่ปรารถนาผล,ยต — ควบคุม, จิตฺต-อาตฺมา — จิตใจและปัญญา, ตฺยกฺต — ยกเลิก, สรฺว — ทั้งหมด, ปริคฺรหห์ — ความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของสิ่งต่าง ๆ, ศารีรมฺ — ใน การรักษาร่างกายและวิญญาณให้อยู่ด้วยกัน, เกวลมฺ — เท่านั้น,กรฺม — งาน, กุรฺวนฺ — ทำ, — ไม่เคย, อาปฺโนติ — ได้รับ, กิลฺพิษมฺ — ผลบาป
คำแปล
ผู้ที่มีความเข้าใจเช่นนี้  จะทำงานด้วยจิตใจและปัญญาที่ควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ยกเลิกความรู้สึกที่ว่าเป็นเจ้าของสิ่งต่าง  ๆ  ทั้งมวล  และทำงานเท่าที่จำเป็นจริง  ๆเพื่อดำรงชีวิตเท่านั้น  ด้วยการทำงานเช่นนี้เขาจะไม่ได้รับผลบาป
คำอธิบาย
บุคคลผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่คาดหวังผลดีหรือผลชั่วในกิจกรรมของตนเองจิตใจและปัญญาอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์  ตระหนักดีว่าส่วนที่เขากระทำเป็นเพียงเศษย่อย  ๆ  ของส่วนทั้งหมด  เนื่องจากเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  มันจึงไม่ใช่กิจกรรมของเขาเองแต่ถูกกระทำผ่านตัวเขาโดยพระองค์  เมื่อมือเคลื่อนไหวมันไม่ได้เคลื่อนด้วยตัวมันเอง  แต่ด้วยความพยายามของทั่วทั้งเรือนร่าง  ผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะประสานตนเองกับความปรารถนาของพระองค์เสมอ  เพราะไม่มีความปรารถนาเพื่อสนองประสาทสัมผัสของตนเอง  เขาเคลื่อนไหวไปเหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องยนต์เฉกเช่นส่วนของเครื่องยนต์จำเป็นต้องมีการหล่อลื่นและทำความสะอาดเพื่อให้ดำรงอยู่ได้  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกก็เช่นเดียวกัน  จะดำรงรักษาตนเองไว้ด้วยการทำงานเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีไว้คอยทำงานรับใช้ด้วยความรักทิพย์ต่อพระองค์  ฉะนั้น  จึงปลอดภัยจากผลกรรมทั้งมวลในความพยายามของตน  เช่นเดียวกับสัตว์เลี้ยงที่ไม่ได้เป็นเจ้าของแม้แต่ร่างกายของตัวมันเอง  เจ้าของสัตว์ผู้โหดร้ายบางครั้งฆ่าสัตว์เลี้ยงของตนเอง  ถึงกระนั้น  มันก็ไม่เคยต่อต้านหรือว่ามีเสรีภาพอย่างแท้จริง  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกปฏิบัติตนอย่างสมบูรณ์เพื่อความรู้แจ้งแห่งตน  จึงมีเวลาน้อยมากที่จะมาคิดอย่างผิด  ๆว่าตนเองเป็นเจ้าของวัตถุใด  ๆ  ในการดำรงรักษาให้ร่างกายและดวงวิญญาณให้อยู่ด้วยกัน  เขาไม่จำเป็นต้องใช้วิธีที่ไม่เป็นธรรมเพื่อสะสมเงินทอง  ดังนั้น  จึงไม่มีมลทินอันเนื่องมาจากความบาปทางวัตถุนี้  เขาเป็นอิสระจากผลกรรมทั้งปวงอันเนื่องมาจากการปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
यदृच्छालाभसंतुष्टो द्वन्द्वातीतो विमत्सरः ।
समः सिद्धावसिद्धौ च कृत्वापि न निबध्यते ॥ ४.२२ ॥
โศลก 22
yadṛcchā-lābha-santuṣṭo  dvandvātīto vimatsaraḥ
samaḥ siddhāv asiddhau ca  kṛtvāpi na nibadhyate
ยทฺฤจฺฉา-ลาภ-สนฺตุษฺโฏ  ทฺวนฺทฺวาตีโต วิมตฺสรห์
สมห์ สิทฺธาวฺ อสิทฺเธา จ  กฺฤตฺวาปิ น นิพธฺยเต
ยทฺฤจฺฉา — จากครรลองของตัวมันเอง, ลาภ — กับผลกำไร, สนฺตุษฺฏห์ — พึงพอใจ, ทฺวนฺทฺว — สิ่งคู่, อตีตห์ — ข้ามพ้น, วิมตฺสรห์ — ปราศจากความอิจฉาริษยา, สมห์ — มั่นคง, สิทฺเธา — ในความสำเร็จ, อสิทฺเธา — ความล้มเหลว, — เช่นกัน, กฺฤตฺวา — ทำ, อปิ — ถึงแม้ว่า, — ไม่เคย, นิพธฺยเต — มีผลกระทบ
คำแปล
ผู้มีความพึงพอใจกับผลกำไรที่ได้มาตามครรลองของตัวมันเอง  ผู้เป็นอิสระจากสิ่งคู่และไม่อิจฉาริษยา  ผู้มีความมั่นคงทั้งในความสำเร็จและล้มเหลว  ถึงแม้ปฏิบัติงานแต่จะไม่มีวันถูกพันธนาการ
คำอธิบาย
บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะไม่พยายามมากแม้ในการดำรงรักษาร่างกายพึงพอใจกับผลกำไรที่ได้รับตามครรลองของตัวมันเอง  เขาไม่ขอหรือว่าขอยืม  แต่จะทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตามกำลังความสามารถของตน  และมีความพึงพอใจกับสิ่งที่ตนได้รับจากการทำงานด้วยความซื่อสัตย์  ฉะนั้น  จึงเป็นอิสระในการหาเลี้ยงชีพ  เขาไม่ปล่อยให้สิ่งใดมากีดขวางการรับใช้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  อย่างไรก็ดี  สำหรับการรับใช้องค์  ภควานฺ  เขาสามารถร่วมขบวนด้วยไม่ว่างานใด  ๆ  โดยไม่ให้สิ่งคู่ในโลกวัตถุมารบกวน  สิ่งคู่ในโลกวัตถุรู้สึกได้เช่น  ความร้อนและความเย็น  ความทุกข์และความสุข  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอยู่เหนือสิ่งคู่  เพราะไม่เคยลังเลที่จะปฏิบัติสิ่งใดก็ได้เพื่อความพึงพอพระทัยขององค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ฉะนั้น  เขาจึงมีความมั่นคงทั้งในความสำเร็จและล้มเหลว  ลักษณะเหล่านี้ปรากฏให้เห็นเมื่อเ  ราม  ีความรู้ทิพย์อย่างถ่องแท้
गतसङ्गस्य मुक्तस्य ज्ञानावस्थितचेतसः ।
यज्ञायाचरतः कर्म समग्रं प्रविलीयते ॥ ४.२३ ॥
โศลก 23
gata-saṅgasya muktasya  jñānāvasthita-cetasaḥ
yajñāyācarataḥ karma  samagraṁ pravilīyate
คต-สงฺคสฺย มุกฺตสฺย  ชฺญานาวสฺถิต-เจตสห์
ยชฺญายาจรตห์ กรฺม  สมคฺรํ ปฺรวิลียเต
คต-สงฺคสฺย — ของผู้ที่ไม่ยึดติดกับสามระดับของธรรมชาติวัตถุ, มุกฺตสฺย — ของผู้หลุด พ้น, ชฺญาน-อวสฺถิต — สถิตในความเป็นทิพย์, เจตสห์ — ปัญญาของเขา, ยชฺญาย — เพื่อ ยชฺญ (กฺฤษฺณ), อาจรตห์ — กระทำ, กรฺม — งาน, สมคฺรมฺ — รวมทั้งหมด, ปฺรวิลียเต — กลืนไปทั้งหมด
คำแปล
งานของผู้ที่ไม่ยึดติดอยู่กับสามระดับของธรรมชาติวัตถุ  และเป็นผู้สถิตในความรู้ทิพย์อย่างสมบูรณ์  ทั้งหมดจะรวมเข้าไปในความเป็นทิพย์
คำอธิบาย
การอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ทำให้เป็นอิสระจากสิ่งคู่ทั้งมวล  ดังนั้น  จึงเป็อิสระจากมลทินของระดับต่าง  ๆ  ทางวัตถุและสามารถหลุดพ้นได้  เพราะว่าเขาทราบถึงสถานภาพพื้นฐานของตนในความสัมพันธ์กับ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  จิตใจของเขาจึงไม่หันเหไปจาก  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  หลังจากนั้นไม่ว่าสิ่งใดที่ทำเขาจะทำเพื่อ  กฺฤษฺณ  ผู้ทรงเป็นพระวิชณองค์แรก  ฉะนั้น  งานทั้งหมดโดยเทคนิคแล้วจะเป็นการบูชา  เพราะว่าการบูชามีจุดมุ่งหมายเพื่อให้องค์  ภควานฺ  วิษฺณุ  หรือ  กฺฤษฺณ  ทรงพอพระทัย  ผลกรรมทั้งหมดจากการทำงานเช่นนี้แน่นอนว่าจะรวมเข้าไปในความเป็นทิพย์  และเขาไม่ต้องรับทุกข์จากผลกระทบทางวัตถุ
ब्रह्मार्पणं ब्रह्म हविर्ब्रह्माग्नौ ब्रह्मणा हुतम् ।
ब्रह्मैव तेन गन्तव्यं ब्रह्मकर्मसमाधिना ॥ ४.२४ ॥
โศลก 24
brahmārpaṇaṁ brahma havir  brahmāgnau brahmaṇā hutam
brahmaiva tena gantavyaṁ  brahma-karma-samādhinā
พฺรหฺมารฺปณํ พฺรหฺม หวิรฺ  พฺรหฺมาคฺเนา พฺรหฺมณา หุตมฺ
พฺรไหฺมว เตน คนฺตวฺยํ  พฺรหฺม-กรฺม-สมาธินา
พฺรหฺม — เป็นทิพย์โดยธรรมชาติ, อรฺปณมฺ — ช่วยเหลือสนับสนุน, พฺรหฺม — องค์ ภควาน, หวิห์ — เนย, พฺรหฺม — ทิพย์, อคฺเนา — ในไฟแห่งจุดมุ่งหมายที่บริบูรณ์, พฺรหฺมณา — โดยดวงวิญญาณ, หุตมฺ — ถวาย, พฺรหฺม — อาณาจักรทิพย์, เอว — แน่นอน, เตน — โดยเขา, คนฺตวฺยมฺ — บรรลุถึง, พฺรหฺม — ทิพย์, กรฺม — ในกิจกรรม, สมาธินา — ในสมาธิที่สมบูรณ์
คำแปล
บุคคลผู้ซึมซาบอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์แน่นอนว่าจะบรรลุถึงอาณาจักรทิพย์  เพราะการช่วยเหลือสนับสนุนในกิจกรรมทิพย์อย่างสมบูรณ์ซึ่งจุดมุ่งหมายคือสัจธรรม  และสิ่งที่ถวายก็เป็นธรรมชาติทิพย์เช่นเดียวกัน
คำอธิบาย
กิจกรรมใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ในที่สุดสามารถนำพาเราไปสู่จุดหมายปลายทางทิพย์ได้อย่างไรนั้น  ได้อธิบายไว้  ณ  ที่นี้  มีกิจกรรมมากมายใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกซึ่งทั้งหมดจะอธิบายในโศลกต่อ  ๆ  ไป  แต่ในปัจจุบันจะอธิบายเพียงหลักของ  กฺฤษฺณจิตสำนึก  พันธวิญญาณถูกพันธนาการอยู่ในมลทินทางวัตถุ  แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องปฏิบัติกิจกรรมต่าง  ๆ  อยู่ในบรรยากาศวัตถุ  ถึงกระนั้น  ก็ยังต้องการอิสรภาพจากสิ่งแวดล้อมนี้  วิธีการที่พันธวิญญาณสามารถออกจากบรรยากาศวัตถุได้คือ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ตัวอย่างเช่น  คนไข้ได้รับความทุกข์จากโรคท้องเดินอันเนื่องมาจากดื่มผลิตภัณฑ์นมมากเกินไป  วิธีรักษาคือต้องใช้ผลิตภัณฑ์นมอีกชนิดหนึ่งคือนมที่ข้นแข็ง  (CURDS)  พันธวิญญาณผู้ซึมซาบอยู่ในวัตถุสามารถรักษาได้ด้วย  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกดังที่ได้วางหลักการไว้ในหนังสือ  ภควัท-คีตา  -  คีตา  เล่มนี้  วิธีการนี้โดยทั่วไปเรียกว่า  ยชฺญ  หรือกิจกรรม  (การบูชา)  เพียงเพื่อให้  วิษฺณุ  หรือ  กฺฤษฺณ  ทรงพอพระทัยเท่านั้น  กิจกรรมในโลกวัตถุที่ทำถวายให้พระ  วิษฺณุ  หรือใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกด้วยการซึมซาบมากเพียงใดก็จะเปลี่ยนบรรยากาศให้กลายมาเป็นทิพย์มากเพียงนั้น  คำว่า  พฺรหฺม  มีความหมายว่า  “ทิพย์”  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นทิพย์และรัศมีจากพระวรกายทิพย์ของพระองค์เรียกว่า  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  รัศมีทิพย์ของพระองค์  ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่สถิตใน  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  นั้น  แต่เมื่อ  โชฺยติรฺ  นั้น  ถูกปกคลุมไปด้วยความหลงแห่ง  มายา  หรือการสนองประสาทสัมผัสจึงเรียกว่าวัตถุ  ม่านแห่งวัตถุนี้สามารถถูกรูดออกไปได้ทันทีด้วย  กฺฤษฺณจิตสำนึก  ฉะนั้น  การถวายเพื่อ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  กรรมวิธีในการถวาย  ผู้ถวาย  และผลทั้งหมดเมื่อรวมกันคือ  พฺรหฺมนฺ  หรือสัจธรรมที่สมบูรณ์  สัจธรรมที่สมบูรณ์ถูกปกคลุมด้วย  มายา  เรียกว่าวัตถุ  เมื่อวัตถุมาประสานกับสัจธรรมที่สมบูรณ์จะได้รับคุณสมบัติทิพย์ของตนเองกลับคืนมา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจึงเป็นวิธีเปลี่ยนสภาพจิตสำนึกที่หลงผิดมาเป็น  พฺรหฺมนฺ  หรือองค์  ภควานฺ  เมื่อจิตใจซึมซาบอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์เรียกว่าอยู่ในสมาธิหรือ  สมาธิ  ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำไปด้วยจิตสำนึกทิพย์เช่นนี้เรียกว่า  ยชฺญ  หรือการบูชาเพื่อสัจธรรมที่สมบูรณ์  ในสภาวะจิตสำนึกทิพย์นี้  ผู้ช่วยเหลือสนับสนุน  การช่วยเหลือสนับสนุน  การบริโภค  ผู้ปฏิบัติ  หรือผู้นำการปฏิบัติ  และผล  หรือผลที่ได้รับสูงสุดคือ-ทุกสิ่งทุกอย่าง-กลายมาเป็นหนึ่งในสัจธรรมที่สมบูรณ์  พฺรหฺมนฺ  สูงสุด  นั่นคือวิธีการของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
दैवमेवापरे यज्ञं योगिनः पर्युपासते ।
ब्रह्माग्नावपरे यज्ञं यज्ञेनैवोपजुह्वति ॥ ४.२५ ॥
โศลก 25
daivam evāpare yajñaṁ  yoginaḥ paryupāsate
brahmāgnāv apare yajñaṁ  yajñenaivopajuhvati
ไทวมฺ เอวาปเร ยชฺญํ  โยคินห์ ปรฺยุปาสเต
พฺรหฺมาคฺนาวฺ อปเร ยชฺญํ  ยชฺเญไนโวปชุหฺวติ
ไทวมฺ — ในการบูชาเทวดา, เอว — เช่นนี้, อปเร — บุคคลอื่นๆ, ยชฺญมฺ — การบูชา, โยคินห์ — โยคี, ปรฺยุปาสเต — บูชาอย่างสมบูรณ์, พฺรหฺม — ของสัจธรรมสูงสุด, อคฺเนา — ในไฟ, อปเร — ผู้อื่น, ยชฺญมฺ — บูชา, ยชฺเญน — ด้วยการบูชา -ด้วยการบูชา, เอว — ดังนั้น, อุปชุหฺวติ — ถวาย
คำแปล
  โยคี  บางท่านบูชาเทวดาอย่างสมบูรณ์ด้วยการถวายเครื่องบูชาต่าง  ๆ  ให้เทวดาและ  โยคี  บางท่านถวายการบูชาในไฟแห่ง  พฺรหฺมนฺ  สูงสุด
คำอธิบาย
ดังที่ได้อธิบายไว้ข้างต้น  บุคคลผู้ปฏิบัติหน้าที่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเรียกว่า  โยค  ผู้สมบูรณ์หรือนักทิพย์นิยมชั้นหนึ่ง  มีผู้อื่นที่ปฏิบัติการบูชาคล้ายคลึงกันนี้แต่บูชาเทวดาและยังมีผู้อื่นอีกที่บูชา  พฺรหฺมนฺ  สูงสุดหรือลักษณะที่ไร้รูปลักษณ์ขององค์  ภควานฺ  ดังนั้น  จึงมีการบูชาประเภทต่าง  ๆ  กัน  ประเภทของการบูชาที่ต่างกันโดยผู้ปฏิบัติที่ต่างกันแสดงให้เห็นว่าการบูชาที่หลากหลาย  แตกต่างกันโดยผิวเผินเท่านั้น  อันที่จริงการบูชาหมายถึงการทำให้องค์  ภควานฺ  พระ  วิษฺณุ  ผู้ทรงมีอีกพระนามหนึ่งว่า  ยชฺญ  ทรงพอพระทัย  การบูชาที่หลากหลายทั้งหมดนี้จัดเข้าอยู่ในสองประเภทหลักคือ  การบูชาด้วยสิ่งของวัตถุทางโลก  และการบูชาเพื่อผลแห่งความรู้ทิพย์  ผู้ที่อยู่ใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกสละความเป็นเจ้าของวัตถุทั้งหลาย  เป็นการบูชาเพื่อให้องค์  ภควานฺ  ทรงพอพระทัย  ในขณะที่ผู้อื่นต้องการความสุขชั่วคราวทางวัตถุ  บูชาสิ่งของวัตถุเพื่อให้เทวดาเช่นพระ  อินฺทฺร  พระอาทิตย์  ฯลฯ  ทรงพอพระทัย  และยังมี  มายาวาที  บูชารูปลักษณ์ของตนเองให้กลืนเข้าไปในความเป็นอยู่แห่ง  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  เทวดาคือสิ่งมีชีวิตผู้มีพลังอำนาจที่องค์  ภควานฺ  ทรงแต่งตั้งให้ดำรงรักษาและบริหารหน้าที่ทั้งหลายในโลกวัตถุ  เช่น  ความร้อน  น้ำ  และแสงของจักรวาล  ผู้ที่สนใจในผลประโยชน์ทางวัตถุจะบูชาเทวดาด้วยพิธีบูชาต่าง  ๆ  ตามพิธีกรรมพระ  เวท  พวกนี้เรียกว่า  พหฺวฺ-อีศฺวร-วาที  หรือผู้เชื่อในเทวดาหลายองค์  แต่พวกที่บูชาสัจธรรมสูงสุดที่ไร้รูปลักษณ์  และคิดว่ารูปลักษณ์ของเทวดาไม่ถาวรจะบูชาปัจเจกชีวิตของตนเองไปในไฟสูงสุด  ดังนั้น  จึงจบปัจเจกชีวิตของตนด้วยการกลืนหายเข้าไปในความเป็นอยู่ขององค์  ภควานฺ  มายาวาที  พวกนี้บูชาเวลาของพวกตนไปกับการคาดคะเนทางปรัชญาเพื่อที่จะเข้าใจธรรมชาติทิพย์ของพระองค์  หรืออีกนัยหนึ่ง  ผู้ทำงานเพื่อหวังผลบูชาวัตถุสิ่งของของตนเพื่อความสุขทางวัตถุ  ขณะที่  มายาวาที  ถวายบูชาชื่อระบุต่าง  ๆ  ทางวัตถุด้วยแนวคิดที่จะกลืนเข้าไปในความเป็นอยู่ขององค์  ภควานฺ  สำหรับ  มายาวาที  แท่นบูชาแห่งการบูชาไฟคือ  พฺรหฺมนฺ  สูงสุด  และสิ่งของบูชาคือชีวิตของตนเองที่ถูกเผาผลาญไปในไฟแห่ง  พฺรหฺมนฺ  อย่างไรก็ดี  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเช่น  อรฺชุน  ทรงบูชาทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้  กฺฤษฺณ  ทรงพอพระทัย  ดังนั้น  ความเป็นเจ้าของวัตถุทั้งหลายรวมทั้งชีวิตของตนเอง  ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเครื่องบูชาสำหรับ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  จึงเป็น  โยค  ชั้นหนึ่ง  แต่ท่านมิได้สูญเสียความเป็นปัจเจกบุคคล
श्रोत्रादीनीन्द्रियाण्यन्ये संयमाग्निषु जुह्वति ।
शब्दादीन्विषयानन्य इन्द्रियाग्निषु जुह्वति ॥ ४.२६ ॥
โศลก 26
śrotrādīnīndriyāṇy anye  saṁyamāgniṣu juhvati
śabdādīn viṣayān anya  indriyāgniṣu juhvati
โศฺรตฺราทีนีนฺทฺริยาณฺยฺ อเนฺย  สํยมาคฺนิษุ ชุหฺวติ
ศพฺทาทีนฺ วิษยานฺ อนฺย  อินฺทฺริยาคฺนิษุ ชุหฺวติ
โศฺรตฺร-อาทีนิ — เช่นวิธีการฟัง,อินฺทฺริยาณิ — ประสาทสัมผัส, อเนฺย — ผู้อื่น, สํยม — หน่วงเหนี่ยว, อคฺนิษุ — ในไฟ, ชุหฺวติ — ถวาย, ศพฺท-อาทีนฺ — คลื่นเสียง ฯลฯ, วิษยานฺ — อายตนะภายนอกเพื่อสนองประสาทสัมผัส, อเนฺย — ผู้อื่น, อินฺทฺริย — ประสาทสัมผัส, อคฺนิษุ — ในไฟ, ชุหฺวติ — พวกเขาบูชา
คำแปล
บางคน  (พฺรหฺมจารี  ผู้บริสุทธิ์)  บูชาวิธีการสดับฟังและประสาทสัมผัสไปในเพลิงแห่งการควบคุมจิตใจ  และบางคน  (คฤหัสถ์ผู้มีวินัย)  ถวายอายตนะภายนอกไปในเพลิงแห่งประสาทสัมผัส
คำอธิบาย
สมาชิกของสี่ระดับแห่งชีวิตมนุษย์  เช่น  พฺรหฺมจารี,  คฺฤหสฺถ,  วานปฺรสฺถ  และ  สนฺนฺยาสี  ทั้งหมดมีจุดมุ่งหมายเพื่อมาเป็น  โยค  หรือนักทิพย์นิยมที่สมบูรณ์  เพราะว่าชีวิตมนุษย์มิได้มีไว้เพื่อหาความสุขด้วยการสนองประสาทสัมผัสเหมือนพวกสัตว์  ชีวิตมนุษย์จึงถูกจัดแบ่งไว้สี่ระดับ  เพื่อเราอาจบรรลุถึงความสมบูรณ์ในชีวิตทิพย์  พฺรหฺมจารี  หรือนักศึกษาภายใต้การดูแลของพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  ควบคุมจิตใจของตนเองด้วยการละเว้นการสนองประสาทสัมผัส  พฺรหฺมจารี  สดับฟังเฉพาะคำพูดที่เกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  การสดับฟังคือหลักปฏิบัติพื้นฐานเพื่อความเข้าใจ  ดังนั้น  พฺรหฺมจารี  ผู้บริสุทธิ์จะต้องปฏิบัติตนอย่างเต็มที่ใน  หเรรฺ  นามานุกีรฺตนมฺ  หรือการสวดมนต์ภาวนาและการสดับฟังคำสรรเสริญพระบารมีขององค์  ภควานฺ  โดยจะหลีกเลี่ยงคลื่นเสียงวัตถุ  และสดับฟังเฉพาะคลื่นเสียงทิพย์ของ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเรกฺฤษฺณ  ในลักษณะเดียวกันคฤหัสถ์ผู้ได้รับอนุญาตในการสนองประสาทสัมผัสปฏิบัติตนด้วยความอดกลั้นเป็นอย่างมาก  โดยทั่วไปสังคมมนุษย์มีนิสัยชอบชีวิตเพศสัมพันธ์ยาเสพติด  และรับประทานเนื้อสัตว์แต่คฤหัสถ์ผู้มีวินัยจะไม่ปล่อยตัวตามใจไปกับชีวิตเพศสัมพันธ์  และการสนองประสาทสัมผัสที่ไร้วินัย  ฉะนั้น  การสมรสตามหลักของชีวิตทางศาสนาจึงปฏิบัติกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ในสังคมที่มีอารยธรรม  เพราะว่านั่นคือชีวิตเพศสัมพันธ์ที่มีระเบียบวินัย  ชีวิตเพศสัมพันธ์ที่มีวินัยและไม่ยึดติดเช่นนี้ก็เป็น  ยชฺญ  ชนิดหนึ่ง  เพราะว่าคฤหัสถ์ผู้มีระเบียบวินัยจะถวายนิสัยชอบสนองประสาทสัมผัสของตนเองโดยทั่วไป  เพื่อชีวิตทิพย์ที่สูงกว่า
सर्वाणीन्द्रियकर्माणि प्राणकर्माणि चापरे ।
आत्मसंयमयोगाग्नौ जुह्वति ज्ञानदीपिते ॥ ४.२७ ॥
โศลก 27
sarvāṇīndriya-karmāṇi  prāṇa-karmāṇi cāpare
ātma-saṁyama-yogāgnau  juhvati jñāna-dīpite
สรฺวาณีนฺทฺริย-กรฺมาณิ  ปฺราณ-กรฺมาณิ จาปเร
อาตฺม-สํยม-โยคาคฺเนา  ชุหฺวติ ชฺญาน-ทีปิเต
สรฺวาณิ — ของทั้งหมด, อินฺทฺริย — ประสาทสัมผัส, กรฺมาณิ — หน้าที่, ปฺราณ-กรฺมาณิ — หน้าที่ของลมหายใจแห่งชีวิต, — เช่นกัน, อปเร — คนอื่นๆ, อาตฺม-สํยม — ของการควบคุมจิตใจ, โยค — วิธีการเชื่อม, อคฺเนา — ในไฟแห่ง, ชุหฺวติ — ถวาย, ชฺญาน-ทีปิเต — เพราะแรงกระตุ้นเพื่อความรู้แจ้งแห่งตน
คำแปล
คนอื่นผู้สนใจการบรรลุความรู้แจ้งแห่งตนด้วยการควบคุมจิตใจและประสาทสัมผัส  ถวายหน้าที่ของประสาทสัมผัสทั้งหมดและลมปราณแห่งชีวิต  เพื่อเป็นการบวงสรวงไปในไฟแห่งการควบคุมจิตใจ
คำอธิบาย
ระบบ  โยค  ที่เริ่มโดย  พะทันจะลิ  ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้  ใน  โยค-สูตฺร  ของพะทันจะลิ  เรียกดวงวิญญาณว่า  ปฺรตฺยคฺ-อาตฺมา  และ  ปราคฺ-อาตฺมา  ตราบใดที่ดวงวิญญาณยึดติดอยู่กับความสุขทางประสาทสัมผัส  เรียกว่า  ปราคฺ-อาตฺมา  แต่ในทันทีที่วิญญาณดวงเดียวกันนี้ไม่ยึดติดกับความสุขทางประสาทสัมผัสเรียกว่า  ปฺรตฺยคฺ-อาตฺมา  ดวงวิญญาณอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของลมสิบชนิดที่ทำงานอยู่ภายในร่างกาย  สำเหนียกได้โดยผ่านทางระบบการหายใจ  ระบบ  โยค  พะทันจะลิสอนเราให้ควบคุมหน้าที่ของลมภายในร่างกาย  แบบใช้เทคนิคเพื่อในที่สุดหน้าที่ทั้งหมดของลมภายในจะเอื้ออำนวยให้ดวงวิญญาณบริสุทธิ์ขึ้นจากการยึดติดกับวัตถุ  ตามระบบ  โยค  นี้  ปฺรตฺยคฺ-อาตฺมา  คือจุดมุ่งหมายสูงสุด  ปฺรตฺยคฺ-อาตฺมา  นี้ถอนตัวจากกิจกรรมทางวัตถุ  การกระทบกันระหว่างอายตนะภายในและอายตนะภายนอกเช่น  หูกับการฟังจมูกกับกลิ่น  ลิ้นกับรส  มือกับสัมผัส  ทั้งหมดเป็นการปฏิบัติกิจกรรมนอกตัวเรา  เรียกว่าหน้าที่ของ  ปฺราณ-วายุ  ลม  อปาน-วายุ  ลงข้างล่าง  วฺยาน-วายุ  หดตัวและขยายตัว  สมาน-วายุ  ปรับสมดุล  อุทาน-วายุ  ขึ้นข้างบน  และเมื่อได้รับแสงสว่างเราจะทำทั้งหมดนี้เพื่อค้นหาความรู้แจ้งแห่งตน
द्रव्ययज्ञास्तपोयज्ञा योगयज्ञास्तथापरे ।
स्वाध्यायज्ञानयज्ञाश्च यतयः संशितव्रताः ॥ ४.२८ ॥
โศลก 28
dravya-yajñās tapo-yajñā  yoga-yajñās tathāpare
svādhyāya-jñāna-yajñāś ca  yatayaḥ saṁśita-vratāḥ
ทฺรวฺย-ยชฺญาสฺ ตโป-ยชฺญา  โยค-ยชฺญาสฺ ตถาปเร
สฺวาธฺยาย-ชฺญาน-ยชฺญาศฺ จ  ยตยห์ สํศิต-วฺรตาห์
ทฺรวฺย-ยชฺญาห์ — บูชาสิ่งของของตน, ตปห์-ยชฺญาห์ — บูชาในความสมถะ, โยค-ยชฺญาห์ — บูชาในระบบเข้าฌานทั้งแปด, ตถา — ดังนั้น, อปเร — ผู้อื่น, สฺวาธฺยาย — บูชา ในการศึกษาคัมภีร์พระ เวท, ชฺญาน-ยชฺญาห์ — ถวายในการพัฒนาความรู้ทิพย์, — เช่นกัน, ยตยห์ — ผู้ได้รับแสงสว่าง, สํศิต-วฺรตาห์ — ปฏิญาณตนโดยเคร่งครัด
คำแปล
จากการถือคำปฏิญาณโดยเคร่งครัด  บางคนรู้แจ้งด้วยการบูชาสิ่งของของตนและบางคนปฏิบัติสมถะความเพียรอย่างเคร่งครัด  ด้วยการฝึก  โยค  อิทธิฤทธิ์แปดวิธี  หรือด้วยการศึกษาคัมภีรพระ  เวท  เพื่อพัฒนาความรู้ทิพย์
คำอธิบาย
การบูชาทั้งหมดนี้อาจจัดอยู่ในประเภทต่าง  ๆ  กัน  มีบุคคลผู้บูชาสิ่งของของตนในรูปของการบริจาคทานต่าง  ๆ  ในประเทศอินเดีย  กลุ่มนักธุรกิจคนรวยหรือกลุ่มผู้มียศเป็นเจ้าจะเปิดสถาบันการกุศลต่าง  ๆ  เช่น  ธรฺม-ศาลา,  อนฺน-กฺเษตฺร,  อติถิ-ศาลา,  อนาถาลย  และ  วิทฺยา-ปีฐ  ในประเทศต่าง  ๆ  ก็เช่นเดียวกันมีโรงพยาบาลบ้านผู้สูงอายุ  และมูลนิธิการกุศลในทำนองนี้มากมายที่แจกจ่ายอาหาร  การศึกษาและรักษาโรคฟรีสำหรับคนจน  กิจกรรมการกุศลทั้งหมดนี้เรียกว่า  ทฺรวฺยมย-ยชฺญ  มีบางคน  เพื่อความเจริญสูงขึ้นในชีวิต  หรือเพื่อส่งเสริมให้ไปสู่โลกที่สูงกว่าภายในจักรวาล  อาสาปฏิบัติสมถะมากมาย  เช่น  จนฺทฺรายณ  และ  จาตุรฺมาสฺย  วิธีการเหล่านี้มีเงื่อนไขคำอธิฐานที่เคร่งครัดในการใช้ชีวิตภายใต้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดกวดขัน  ตัวอย่างเช่น  ภายใต้คำปฏิญาณ  จาตุรฺมาสฺย  ผู้อาสาจะไม่โกนหนวดเป็นเวลาสี่เดือนในหนึ่งปี  (กรกฎาคม  ถึง  ตุลาคม)  ไม่รับประทานอาหารบางชนิด  ไม่รับประทานวันละสองมื้อ  และไม่ออกไปจากบ้าน  การถวายบูชาความสะดวกสบายของชีวิตเช่นนี้เรียกว่า  ตโปมย-ยชฺญ  ยังมีบางคนปฏิบัติ  โยค  การเข้าฌานต่าง  ๆ  เช่น  ระบบ  ปตญฺชลิ  (เพื่อกลืนเข้าไปในความเป็นอยู่แห่งสัจธรรม)  หรือ  หฐ-โยค  หรือ  อษฺฏางฺค-โยค  (เพื่อความสมบูรณ์บางอย่างโดยเฉพาะ)  และบางคนเดินทางไปตามสถานที่ทางศักดิ์สิทธิ์ต่าง  ๆ  ของนักบุญ  การปฏิบัติทั้งหมดนี้เรียกว่า  โยค-ยชฺญ  ถวายการบูชาเพื่อความสมบูรณ์บางประการในโลกวัตถุ  มีบางคนศึกษาวรรณกรรมพระ  เวท  ต่าง  ๆ  โดยเฉพาะ  เช่น  อุปนิษทฺ  และ  เวทานฺต-สูตฺร  หรือปรัชญา  สางฺขฺย  ทั้งหมดนี้เรียกว่า  สฺวาธฺยาย-ยชฺญ  หรือปฏิบัติตนถวายบูชาด้วยการศึกษา  โยคทั้งหมดนี้ปฏิบัติด้วยความศรัทธาในการถวายการบูชาต่างๆ  นานา  และค้นหาสภาวะชีวิตที่สูงกว่า  อย่างไรก็ดี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกแตกต่างจากสิ่งเหล่านี้  เพราะว่าเป็นการรับใช้องค์  ภควานฺ  โดยตรงเราไม่สามารถบรรลุถึง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกได้ด้วยการถวายบูชาวิธีหนึ่งวิธีใดดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้  แต่เราสามารถบรรลุได้โดยพระเมตตาธิคุณขององค์  ภควานฺ  และสาวกผู้เชื่อถือได้ของพระองค์เท่านั้น  ดังนั้น  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจึงเป็นทิพย์
अपाने जुह्वति प्राणं प्राणेऽपानं तथापरे
प्राणापानगती रुद्ध्वा प्राणायामपरायणाः
अपरे नियताहाराः प्राणान्प्राणेषु जुह्वति ॥ ४.२९ ॥
โศลก 29
apāne juhvati prāṇaṁ  prāṇe ’pānaṁ tathāpare
prāṇāpāna-gatī ruddhvā  prāṇāyāma-parāyaṇāḥ
apare niyatāhārāḥ  prāṇān prāṇeṣu juhvati
อปาเน ชุหฺวติ ปฺราณํ  ปฺราเณ ’ปานํ ตถาปเร
ปฺราณาปาน-คตี รุทฺธฺวา  ปฺราณายาม-ปรายณาห์
อปเร นิยตาหาราห์  ปฺราณานฺ ปฺราเณษุ ชุหฺวติ
อปาเน — ในลมซึ่งเดินลงข้างล่าง, ชุหฺวติ — ถวาย, ปฺราณมฺ — ลมเดินออกข้างนอก, ปฺราเณ — ในลมที่เดินออก, อปานมฺ — ลมเดินลงข้างล่าง, ตถา — เป็นเช่นเดียวกัน, อปเร — คนอื่น, ปฺราณ — ของลมเดินออก, อปาน — และลมเดินลงข้างล่าง, คตี — การ เคลื่อนไหว, รุทฺธฺวา — ตรวจสอบ, ปฺราณ-อายาม — ฌานอันเกิดจากการกลั้นลมหายใจ ทั้งหมด, ปรายณาห์ — เอนเอียง, อปเร — คนอื่น, นิยต — ควบคุม, อาหาราห์ — การรับ ประทาน, ปฺราณานฺ — ลมที่เดินออก, ปฺราเณษุ — ในลมที่เดินออก, ชุหฺวติ — บูชา
คำแปล
ยังมีผู้อื่นที่ชอบวิธีการกลั้นลมหายใจให้อยู่ในฌาน  ปฏิบัติด้วยการถวายการเคลื่อนไหวของลมหายใจออกไปในลมหายใจเข้า  และถวายลมหายใจเข้าไปในลมหายใจออก  เช่นนี้ในที่สุดจะอยู่ในฌาน  หยุดการหายใจทั้งหมด  และยังมีผู้อื่นตัดทอนวิธีการรับประทานอาหาร  ถวายลมหายใจออกไปในตัวมันเองเป็นการบูชา
คำอธิบาย
ระบบ  โยค  แห่งการควบคุมขบวนการหายใจนี้เรียกว่า  ปฺราณายาม  ในตอนต้นฝึกปฏิบัติในระบบ  หฐ-โยค  ด้วยท่านั่งต่าง  ๆ  วิธีการทั้งหมดนี้แนะนำเพื่อให้ควบคุมประสาทสัมผัสและพัฒนาในความรู้แจ้งทิพย์  การปฏิบัติเช่นนี้เกี่ยวกับการควบคุมลมต่าง  ๆ  ภายในร่างกายเพื่อให้มันเดินไปในทางตรงกันข้าม  ลม  อปาน  เดินลงข้างล่าง  และลม  ปฺราณ  เดินขึ้นข้างบน  ปฺราณายาม-โยคี  ฝึกปฏิบัติการหายใจไปในทางตรงกันข้ามจนกว่ากระแสลมจะเป็นกลางอยู่ใน  ปูรก  หรือดุลยภาพสงบนิ่ง  การถวายลมหายใจออกไปในลมหายใจเข้าเรียกว่า  เรจก  เมื่อลมทั้งสองกระแสหยุดแน่นิ่งกล่าวได้ว่าผู้นั้นอยู่ใน  กุมฺภก-โยค  ด้วยการฝึกปฏิบัติ  กุมฺภก-โยค  เราสามารถเพิ่มเวลาให้แก่ชีวิตเพื่อความสมบูรณ์แห่งความรู้แจ้งทิพย์  โยค  ผู้มีปัญญาสนใจในการบรรลุความสมบูรณ์ในชาติเดียวโดยไม่ต้องรอชาติหน้า  ด้วยการฝึกปฏิบัติ  กุมฺภก-โยค  พวก  โยค  สามารถเพิ่มเวลาให้แก่ชีวิตได้หลายต่อหลายปี  อย่างไรก็ดีบุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกสถิตในการปฏิบัติรับใช้ทิพย์ด้วยความรักต่อองค์  ภควานฺ  และเป็นผู้ควบคุมประสาทสัมผัสได้โดยปริยาย  ประสาทสัมผัสของท่านปฏิบัติรับใช้  กฺฤษฺณเสมอ  โดยไม่เปิดโอกาสให้ไปทำอย่างอื่น  ดังนั้น  ในบั้นปลายของชีวิตจะถูกย้ายไปสู่ระดับทิพย์แห่งองค์  กฺฤษฺณ  โดยธรรมชาติ  ด้วยเหตุนี้จึงไม่พยายามต่ออายุ  ท่านได้ยกระดับมาถึงจุดหลุดพ้นทันที  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ภควัท-คีตา  (14.26)
มำ จ โย ’วฺยภิจาเรณ  ภกฺติ-โยเคน เสวเต
ส คุณานฺ สมตีไตฺยตานฺ  พฺรหฺม-ภูยาย กลฺปเต
“ผู้ที่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์  ภควานฺ  ด้วยความบริสุทธิ์ใจได้ข้ามพ้นระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติวัตถุ  และพัฒนามาสู่ระดับทิพย์โดยทันที”  บุคคลใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกเริ่มต้นจากระดับทิพย์  และจะอยู่ในจิตสำนึกเช่นนี้เสมอ  ดังนั้นจึงไม่มีการตกต่ำลง  และในที่สุดจะบรรลุถึงอาณาจักรขององค์  ภควานฺ  โดยไม่ล่าช้า  การฝึกปฏิบัติตัดทอนการรับประทานอาหารทำไปโดยปริยายเมื่อเรารับประทาน  กฺฤษฺณ-ปฺรสาทมฺ  หรืออาหารที่ถวายให้องค์  ภควานฺ  ก่อนเท่านั้น  วิธีการลดอาหารช่วยได้มากในเรื่องของการควบคุมประสาทสัมผัส  ปราศจากการควบคุมประสาทสัมผัสเป็นไปไม่ได้ที่จะหลุดออกจากพันธนาการทางวัตถุ
सर्वेऽप्येते यज्ञविदो यज्ञक्षपितकल्मषाः ।
यज्ञशिष्टामृतभुजो यान्ति ब्रह्म सनातनम् ॥ ४.३० ॥
โศลก 30
sarve ’py ete yajña-vido  yajña-kṣapita-kalmaṣāḥ
yajña-śiṣṭāmṛta-bhujo  yānti brahma sanātanam
สเรฺว ’ปฺยฺ เอเต ยชฺญ-วิโท  ยชฺญ-กฺษปิต-กลฺมษาห์
ยชฺญ-ศิษฺฏามฺฤต-ภุโช  ยานฺติ พฺรหฺม สนาตนมฺ
สเรฺว — ทั้งหมด, อปิ — แม้ว่าดูเหมือนแตกต่างกัน, เอเต — เหล่านี้, ยชฺญ-วิทห์ — รอบรู้ กับจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติพิธีบวงสรวง, ยชฺญ-กฺษปิต — บริสุทธิ์ขึ้นจากผลของ การปฏิบัติเช่นนี้, กลฺมษาห์ — ของผลบาป, ยชฺญ-ศิษฺฏ — ของผลแห่งการปฏิบัติ ยชฺญ เช่นนี้, อมฺฤต-ภุชห์ — ผู้ที่ได้รับรสน้ำทิพย์นี้, ยานฺติ — เข้าพบ, พฺรหฺม — สูงสุด, สนาตนมฺ — บรรยากาศนิรันดร
คำแปล
ผู้ปฏิบัติทั้งหลายที่ทราบความหมายของการถวายบูชาทำให้บริสุทธิ์จากผลบาปและได้รับรสน้ำทิพย์จากผลแห่งการถวายบูชา  พวกเขาพัฒนาไปสู่บรรยากาศสูงสุดนิรันดร
คำอธิบาย
การอธิบายวิธีการถวายบูชาต่าง  ๆ  ข้างบนนี้  (เช่น  การถวายบูชาสิ่งของของตน  การศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  หรือคำสอนปรัชญา  และการปฏิบัติตามระบบ  โยค)  เราได้พบว่าจุดมุ่งหมายทั้งหมดนี้เพื่อควบคุมประสาทสัมผัส  การสนองประสาทสัมผัสคือสาเหตุแห่งการเป็นอยู่ทางวัตถุ  ฉะนั้น  นอกจากเราจะสถิตในระดับที่ปลีกตัวออกห่างจากการสนองประสาทสัมผัส  มิฉะนั้น  จะไม่มีโอกาสพัฒนามาถึงระดับอมตะแห่งความรู้อันสมบูรณ์  เต็มไปด้วยความปลื้มปีติสุข  และเต็มไปด้วยชีวิตทิพย์  ระดับนี้อยู่ในบรรยากาศนิรันดร  หรือบรรยากาศแห่ง  พฺรหฺมนฺ  การถวายบูชาที่กล่าวมาทั้งหมดช่วยให้เราบริสุทธิ์จากผลบาปแห่งการเป็นอยู่ทางวัตถุ  ด้วยการพัฒนาชีวิตเช่นนี้  ไม่เพียงแต่จะทำให้เ  ราม  ีความสุขและมั่งคั่งในชีวิตนี้  แต่ในที่สุดเราจะบรรลุถึงอาณาจักรนิรันดรแห่งองค์  ภควานฺ  ด้วย  ไม่ว่าจะกลืนเข้าไปใน  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์หรือไปคบหาสมาคมกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  
नायं लोकोऽस्त्ययज्ञस्य कुतोऽन्यः कुरुसत्तम ॥ ४.३१ ॥
โศลก 31
nāyaṁ loko ’sty ayajñasya  kuto ’nyaḥ kuru-sattama
นายํ โลโก ’สฺตฺยฺ อยชฺญสฺย  กุโต ’นฺยห์ กุรุ-สตฺตม
— ไม่เคย, อยมฺ — นี้, โลกห์ — โลก, อสฺติ — มี, อยชฺญสฺย — สำหรับผู้ที่ไม่เคยปฏิบัติการ ถวายบูชา, กุตห์ — มีที่ไหน, อนฺยห์ — ผู้อื่น, กุรุ-สตฺ-ตม — โอ้ ผู้ยอดเยี่ยมในหมู่คุรุ
คำแปล
โอ้  ผู้ยอดเยี่ยมแห่งราชวงศ์  กุรุ  ปราศจากการถวายบูชาเราจะไม่มีความสุขอยู่บนโลกนี้หรือในชีวิตนี้  แล้วอะไรจะเกิดขึ้นในชาติหน้า?
คำอธิบาย
ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่ทางวัตถุในรูปใด  แน่นอนว่าเราจะอยู่ในอวิชชาเกี่ยวกับสถานการณ์อันแท้จริงของเรา  หรืออีกนัยหนึ่ง  การมีชีวิตอยู่ในโลกวัตถุเนื่องมาจากผลกรรมมากมายจากความบาปหลาย  ๆ  ชาติของเรา  อวิชชาคือต้นเหตุของชีวิตบาปและชีวิตบาปคือต้นเหตุที่ฉุดให้เราอยู่ต่อไปในชีวิตทางวัตถุ  ชีวิตในร่างมนุษย์เป็นหนทางเดียวที่อาจจะออกไปจากพันธนาการเช่นนี้ได้  ฉะนั้น  คัมภีร์พระ  เวท  เปิดโอกาสให้เราหลบหนีโดยการชี้วิถีทางแห่งศาสนา  ความสะดวกทางเศรษฐกิจ  การประมาณการสนองประสาทสัมผัส  และในที่สุด  วิถีทางที่จะออกจากสภาวะแห่งความทุกข์ทั้งหมดวิถีทางแห่งศาสนาหรือการถวายบูชาต่าง  ๆ  ที่ได้แนะนำมาแล้วข้างต้นจะแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจได้โดยปริยาย  ด้วยการปฏิบัติ  ยชฺญ  เราจะมีอาหาร  นม  ฯลฯ  เพียงพอแม้จะมีสิ่งที่เรียกว่าประชากรเพิ่มมากขึ้น  เมื่อร่างกายได้รับอาหารเพียงพอโดยธรรมชาติขั้นต่อไปจะสนองประสาทสัมผัส  ดังนั้น  คัมภีร์พระ  เวท  จึงแนะนำพิธีสมรสอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อประมาณการสนองประสาทสัมผัส  จากนั้นเราจะค่อย  ๆ  พัฒนามาถึงระดับที่ปล่อยวางจากพันธนาการทางวัตถุ  และความสมบูรณ์สูงสุดแห่งชีวิตอิสรเสรี  คือการมาคบหาสมาคมกับองค์  ภควานฺ  ความสมบูรณ์บรรลุได้ด้วยการปฏิบัติ  ยชฺญ  (การถวายบูชา)ดังที่ได้อธิบายมาข้างต้น  หากเรายังไม่ชอบการปฏิบัติ  ยชฺญ  ตามคัมภีร์พระ  เวท  เราคาดหวังชีวิตที่มีความสุขแม้ในร่างนี้ยังไม่ได้  แล้วจะพูดถึงร่างหน้าในโลกหน้าได้อย่างไรมีระดับแห่งความสะดวกสบายทางวัตถุที่แตกต่างกันในโลกสวรรค์  และทั้งหมดมีความสุขอย่างมหาศาลสำหรับผู้ปฏิบัติ  ยชฺญ  ต่าง  ๆ  แต่ความสุขสูงสุดที่มนุษย์สามารถบรรลุได้คือได้รับการส่งเสริมให้ไปถึงโลกทิพย์ด้วยการปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ดังนั้นชีวิตของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกคือผลสรุปในการแก้ปัญหาชีวิตทางวัตถุทั้งปวง
एवं बहुविधा यज्ञा वितता ब्रह्मणो मुखे ।
कर्मजान्विद्धि तान्सर्वानेवं ज्ञात्वा विमोक्ष्यसे ॥ ४.३२ ॥
โศลก 32
evaṁ bahu-vidhā yajñā  vitatā brahmaṇo mukhe
karma-jān viddhi tān sarvān  evaṁ jñātvā vimokṣyase
เอวํ พหุ-วิธา ยชฺญา  วิตตา พฺรหฺมโณ มุเข
กรฺม-ชานฺ วิทฺธิ ตานฺ สรฺวานฺ  เอวํ ชฺญาตฺวา วิโมกฺษฺยเส
เอวมฺ — ดังนั้น, พหุ-วิธาห์ — ชนิดต่าง ๆ ของ, ยชฺญาห์ — การบูชา, วิตตาห์ — เผยแพร่, พฺรหฺมณห์ — ของคัมภีร์พระ เวท, มุเข — ผ่านทางพระโอษฐ์, กรฺม-ชานฺ — เกิดจาก งาน, วิทฺธิ — เธอควรรู้, ตานฺ — พวกเขา, สรฺวานฺ — ทั้งหมด, เอวมฺ — ดังนั้น, ชฺญาตฺวา — รู้, วิโมกฺษฺยเส — เธอจะเป็นอิสระเสรี
คำแปล
การบูชาต่าง  ๆ  ทั้งหมดนี้คัมภีร์พระ  เวท  รับรอง  และทั้งหมดเกิดขึ้นจากงานที่แตกต่างกันไป  เมื่อทราบเช่นนี้เธอจะมีอิสรภาพ
คำอธิบาย
การถวายเพื่อเป็นการบูชาต่าง  ๆ  ดังที่ได้อธิบายข้างต้น  ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์พระ  เวท  เพื่อให้เหมาะสมกับผู้ปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน  เพราะว่ามนุษย์ซึมซาบอย่างลึกซึ้งในแนวคิดทางร่างกาย  การถวายบูชาเหล่านี้จัดไว้เพื่อให้เราสามารถปฏิบัติได้ไม่ว่าในทางร่างกาย  ทางจิตใจ  หรือทางปัญญา  แต่ทั้งหมดแนะนำให้เราได้รับอิสรเสรีภาพจากร่างกายในที่สุด  ณ  ที่นี้  องค์  ภควานฺ  ทรงยืนยันด้วยพระโอษฐ์ของพระองค์เอง
श्रेयान्द्रव्यमयाद्यज्ञाज्ज्ञानयज्ञः परन्तप ।
सर्वं कर्माखिलं पार्थ ज्ञाने परिसमाप्यते ॥ ४.३३ ॥
โศลก 33
śreyān dravya-mayād yajñāj  jñāna-yajñaḥ paran-tapa
sarvaṁ karmākhilaṁ pārtha  jñāne parisamāpyate
เศฺรยานฺ ทฺรวฺย-มยาทฺ ยชฺญาชฺ  ชฺญาน-ยชฺญห์ ปรนฺ-ตป
สรฺวํ กรฺมาขิลํ ปารฺถ  ชฺญาเน ปริสมาปฺยเต
เศฺรยานฺ — ยิ่งใหญ่กว่า, ทฺรวฺย-มยาตฺ — ของความเป็นเจ้าของวัตถุ, ยชฺญาตฺ — กว่า การถวายการบูชา, ชฺญาน-ยชฺญห์ — ถวายในความรู้, ปรมฺ-ตป — โอ้ ผู้กำราบศัตรู, สรฺวมฺ — ทั้งหมด, กรฺม — กิจกรรม, อขิลมฺ — ในทั้งหมด, ปารฺถ — โอ้ โอรสของพระนาง ปฺฤถา, ชฺญาเน — ในความรู้, ปริสมาปฺยเต — สุดท้าย
คำแปล
โอ้  ผู้กำราบศัตรู  การบูชาปฏิบัติไปด้วยความรู้ดีกว่าถวายการบูชาด้วยเพียงสิ่งของวัตถุเท่านั้น  โอ้  โอรสพระนาง  ปฺฤถา  ในที่สุดการถวายการบูชาของงานทั้งหมดจะมาจบลงที่ความรู้ทิพย์
คำอธิบาย
จุดมุ่งหมายของการถวายบูชาทั้งหมดเพื่อให้มาถึงระดับแห่งความรู้อันสมบูรณ์  หลุดพ้นจากความทุกข์ทางวัตถุ  และในที่สุดจะมาปฏิบัติรับใช้ทิพย์ต่อองค์  ภควานฺ  (กฺฤษฺณ  จิตสำนึก)  ด้วยความรัก  มีความเร้นลับเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง  ๆ  ในการถวายบูชาทั้งหมดนี้  และเราควรทราบความเร้นลับนี้  บางครั้งการถวายบูชามาในรูปแบบต่าง  ๆ  กันตามความศรัธทาโดยเฉพาะของผู้ปฏิบัติ  เมื่อความศรัทธาของเ  ราม  าถึงระดับแห่งความรู้ทิพย์  ผู้ปฏิบัติการถวายบูชาควรพิจารณาได้ว่าเป็นผู้ที่เจริญกว่าพวกที่เพียงแต่ถวายบูชาสิ่งของโดยไม่มีความรู้เช่นนี้  ปราศจากความรู้การถวายบูชายังคงอยู่ในระดับวัตถุ  และไม่ได้รับผลประโยชน์ทิพย์  ความรู้ที่แท้จริงคือการมาถึงจุดสุดยอดใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของความรู้ทิพย์  ปราศจากการพัฒนาความรู้  การถวายบูชาเป็นเพียงกิจกรรมทางวัตถุ  อย่างไรก็ดี  เมื่อพัฒนามาถึงระดับความรู้ทิพย์  กิจกรรมทั้งหมดขึ้นไปสู่ระดับทิพย์  มันขึ้นอยู่กับจิตสำนึกที่แตกต่างกันกิจกรรมถวายการบูชาบางครั้งเรียกว่า  กรฺม-กาณฺฑ  (กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ)และบางครั้งเป็น  ชฺญาน-กาณฺฑ  (ความรู้เพื่อแสวงหาสัจธรรม)  เมื่อในที่สุดมาจบลงที่ความรู้จะดีกว่า
तद्विद्धि प्रणिपातेन परिप्रश्नेन सेवया ।
उपदेक्ष्यन्ति ते ज्ञानं ज्ञानिनस्तत्त्वदर्शिनः ॥ ४.३४ ॥
โศลก 34
tad viddhi praṇipātena  paripraśnena sevayā
upadekṣyanti te jñānaṁ  jñāninas tattva-darśinaḥ
ตทฺ วิทฺธิ ปฺรณิปาเตน  ปริปฺรศฺเนน เสวยา
อุปเทกฺษฺยนฺติ เต ชฺญานํ  ชฺญานินสฺ ตตฺตฺว-ทรฺศินห์
ตตฺ — ความรู้แห่งการถวายบูชาต่าง ๆ, วิทฺธิ — พยายามเข้าใจ, ปฺรณิปาเตน — ด้วย การเข้าพบพระอาจารย์ทิพย์, ปริปฺรศฺเนน — ด้วยคำถามที่อ่อนน้อม, เสวยา — ด้วย การถวายการรับใช้, อุปเทกฺษฺยนฺติ — ท่านจะเริ่มสอน, เต — เธอ,ชฺญานมฺ — ในความรู้, ชฺญานินห์ — ผู้รู้แจ้งแห่งตน, ตตฺตฺว — ของสัจธรรม, ทรฺศินห์ — ผู้เห็น
คำแปล
เพียงแต่พยายามเรียนรู้สัจธรรมด้วยการเข้าพบพระอาจารย์ทิพย์  ถามท่านด้วยความอ่อนน้อมยอมจำนน  และถวายการรับใช้แด่ท่าน  ดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งแห่งตนสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แด่เธอ  เพราะท่านได้พบเห็นสัจธรรมแล้ว
คำอธิบาย
หนทางแห่งความรู้แจ้งทิพย์เป็นสิ่งที่ยากโดยไม่ต้องสงสัย  ฉะนั้น  ทรงแนะนำเราให้เข้าพบพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้ที่อยู่ในสาย  ปรมฺปรา  เริ่มต้นจากองค์  ภควานฺ  เอง  ไม่มีใครสามารถเป็นพระอาจารย์ทิพย์ที่เชื่อถือได้โดยปราศจากการปฏิบัติตามหลักธรรมแห่ง  ปรมฺปรา  นี้  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นพระอาจารย์ทิพย์องค์แรก  และบุคคลในสายปรมฺปรา  สามารถถ่ายทอดสาสน์แห่งองค์  ภควานฺ  ที่เหมือนเดิมให้แก่  สาวก  ไม่มีผู้ใดสามารถรู้แจ้งทิพย์ได้ด้วยการผลิตวิธีการของตนเอง  เหมือนดังที่เป็นแฟชั่นของพวกจอมปลอมผู้ด้อยปัญญา  ภาควต  (6.3.19)  กล่าวว่า  ธรฺมํ  ตุ  สากฺษาทฺ  ภควตฺ-ปฺรณีตมฺ  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้กำหนดวิถีทางแห่งศาสนาโดยตรง  ดังนั้น  การคาดคะเนทางจิตใจหรือการถกเถียงอย่างลม  ๆ  แล้ง  ๆ  ไม่สามารถช่วยนำเราไปสู่หนทางที่ถูกต้องได้  หรือด้วยการศึกษาหนังสือแห่งความรู้โดยเสรีก็ไม่สามารถทำให้เจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์ได้  เราต้องเข้าพบพระอาจารย์ผู้เชื่อถือได้และรับความรู้จากท่าน  พระอาจารย์ทิพย์เช่นนี้ควรได้รับการยอมรับด้วยการศิโรราบอย่างราบคาบ  และเราควรรับใช้พระอาจารย์ทิพย์เหมือนกับคนรับใช้โดยปราศจากการถือศักดิ์ศรีที่ผิด  ๆการทำให้พระอาจารย์ทิพย์ผู้รู้แจ้งแห่งตนพึงพอใจคือเคล็ดลับแห่งความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  คำถามและความอ่อนน้อมยอมจำนนเป็นปัจจัยอย่างดีที่รวมกันเพื่อให้เราเข้าใจวิถีทิพย์  นอกจากมีการยอมจำนนและการรับใช้  เฉพาะคำถามอย่างเดียวจากพระอาจารย์ทิพย์ผู้ทรงคุณวุฒิจะไม่ได้รับผล  เราจะต้องผ่านการทดสอบของพระอาจารย์ทิพย์  และเมื่อเห็นความปรารถนาอันบริสุทธิ์ใจของสาวก  ท่านจะประทานพรแก่สาวกให้เข้าใจวิถีทิพย์อย่างถ่องแท้โดยปริยาย  โศลกนี้  การปฏิบัติตามเยี่ยงคนตาบอด  และคำถามที่เหลวไหลไร้สาระไม่เป็นที่ยอมรับ  ไม่เพียงแต่เราสดับฟังด้วยการยอมจำนนต่อพระอาจารย์ทิพย์เท่านั้น  แต่เรายังต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้จากท่านอีกด้วย  จากการยอมจำนน  การรับใช้  และคำถาม  โดยธรรมชาติ  พระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้จะมีความเมตตากรุณามากต่อสาวก  ฉะนั้น  เมื่อนักศึกษายอมจำนน  และพร้อมที่จะถวายการรับใช้อยู่เสมอ  การตอบสนองความรู้และคำถามก็จะสมบูรณ์
यज्ज्ञात्वा न पुनर्मोहमेवं यास्यसि पाण्डव ।
येन भूतान्यशेषेण द्रक्ष्यस्यात्मन्यथो मयि ॥ ४.३५ ॥
โศลก 35
yaj jñātvā na punar moham  evaṁ yāsyasi pāṇḍava
yena bhūtāny aśeṣāṇi  drakṣyasy ātmany atho mayi
ยชฺ ชฺญาตฺวา น ปุนรฺ โมหมฺ  เอวํ ยาสฺยสิ ปาณฺฑว
เยน ภูตานฺยฺ อเศษาณิ  ทฺรกฺษฺยสฺยฺ อาตฺมนฺยฺ อโถ มยิ
ยตฺ — ซึ่ง, ชฺญาตฺวา — รู้, — ไม่เคย, ปุนห์ — อีกครั้ง, โมหมฺ — ความหลง, เอวมฺ — เหมือนนี้, ยาสฺยสิ — เธอจะไป, ปาณฺฑว — โอ้ โอรสของ ปาณฺฑุ, เยน — โดยซึ่ง, ภูตานิ — สิ่งมีชีวิต, อเศษาณิ — ทั้งหมด, ทฺรกฺษฺยสิ — เธอจะเห็น, อาตฺมนิ — ในดวงวิญญาณสูงสุด, อถ อุ — หรือ อีกนัยหนึ่ง, มยิ — ในข้า
คำแปล
เมื่อได้รับความรู้ที่แท้จริงจากดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งตนเอง  เธอจะไม่ตกลงไปในความหลงนี้อีก  ด้วยความรู้นี้  เธอจะเห็นว่ามวลชีวิตเป็นส่วนขององค์ภควานหรืออีกนัยหนึ่ง  พวกเขาเป็นของข้า
คำอธิบาย
ผลของการได้รับความรู้จากดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งแห่งตน  หรือจากผู้รู้สิ่งต่าง  ๆตามความเป็นจริง  คือการเรียนรู้ว่าสิ่งมีชีวิตทั้งมวลเป็นละอองอณูของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ความรู้สึกที่ว่ามีชีวิตอยู่แยกจาก  กฺฤษฺณ  เรียกว่า  มายา  (มา  -ไม่,  ยา  -นี้)  บางคนคิดว่าตัวเราไม่มีอะไรสัมพันธ์กับ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นเพียงบุคลิกภาพในประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งเท่านั้น  และสัจธรรมคือ  พฺรหฺมนฺ  ที่ไร้รูปลักษณ์  อันที่จริง  ได้กล่าวไว้แล้วใน  ภควัท-คีตา  ว่า  พฺรหฺมนฺ  ที่ไร้รูปลักษณ์นี้เป็นรัศมีส่วนพระองค์ของ  กฺฤษฺณ  องค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง  ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  แหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  แม้อวตารเป็นล้าน  ๆ  องค์ทรงเป็นเพียงภาคที่แบ่งแยกออกมาจาก  กฺฤษฺณ  เท่านั้น  ในทำนองเดียวกัน  สิ่งมีชีวิตก็เป็นส่วนที่แยกออกมาจาก  กฺฤษฺณ  เช่นเดียวกัน  นักปราชญ์  มายาวาที  คิดผิด  ๆ  ว่า  กฺฤษฺณทรงสูญเสียความเป็นตัวของพระองค์เองไปในอวตารต่าง  ๆ  มากมาย  ความคิดเช่นนี้โดยธรรมชาติเป็นแนวคิดทางวัตถุ  เ  ราม  ีประสบการณ์ในโลกวัตถุว่าสิ่งของสิ่งหนึ่งเมื่อถูกแบ่งแยกแจกจ่ายออกไป  จะสูญเสียบุคลิกภาพเดิมของตัวเองแต่นักปราชญ์  มายาวาที  ไม่เข้าใจว่าความสมบูรณ์หมายความว่าหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับหนึ่ง  และหนึ่งลบหนึ่งก็เท่ากับหนึ่ง  นี่คือกรณีในโลกแห่งความสมบูรณ์
เนื่องจากมีความต้องการความรู้ให้เพียงพอในศาสตร์แห่งความสมบูรณ์  แต่บัดนี้เราถูกครอบคลุมไปด้วยความหลง  ดังนี้  จึงทำให้เราคิดว่าตัวเราไม่เกี่ยวข้องกับกฺฤษฺณ  ถึงแม้ว่าเราจะเป็นส่วนที่แยกมาจาก  กฺฤษฺณ  แต่เ  ราม  ิได้แตกต่างไปจากพระองค์ความแตกต่างทางร่างกายของสิ่งมีชีวิตคือ  มายา  หรือไม่ใช่ความจริง  เราทั้งหมดมีชีวิตอยู่เพื่อทำให้  กฺฤษฺณ  ทรงพอพระทัย  มายา  เท่านั้นที่ทำให้  อรฺชุน  ทรงคิดว่าความสัมพันธ์ทางร่างกายชั่วคราวกับวงศาคณาญาติของพระองค์มีความสำคัญมากกว่าความสัมพันธ์ทิพย์นิรันดรกับ  กฺฤษฺณ  คำสอนทั้งหมดของ  คีตา  ตั้งเป้าอยู่ที่จุดหมายนี้ว่า  สิ่งมีชีวิตเป็นผู้รับใช้นิรันดรของ  กฺฤษฺณ  ไม่สามารถแยกไปจาก  กฺฤษฺณ  ได้  และความรู้สึกที่ว่าตัวเขาไม่เกี่ยวข้องกับ  กฺฤษฺณ  เรียกว่า  มายา  สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  มีจุดมุ่งหมายที่ต้องทำให้สำเร็จ  จากการลืมจุดมุ่งหมายเดิมตั้งแต่สมัยดึกคำบรรพ์  ทำให้สถิตในร่างต่าง  ๆ  เช่น  ร่างมนุษย์  ร่างสัตว์  ร่างเทวดา  ฯลฯ  ร่างกายที่แตกต่างกันเช่นนี้เกิดขึ้นจากการลืมการรับใช้ทิพย์ต่อพระองค์  แต่เมื่อปฏิบัติรับใช้ทิพย์ผ่านทาง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ทันใดนั้นจะเป็นอิสระเสรีจากความหลง  เขาสามารถได้รับความรู้อันบริสุทธิ์นี้จากพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้เท่านั้น  จากนั้นก็หลีกเลี่ยงความหลงที่ว่าสิ่งมีชีวิตนั้นเทียบเท่ากับ  กฺฤษฺณ  ความรู้อันสมบูรณ์คือดวงวิญญาณสูงสุดองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นที่พึ่งสูงสุดของมวลชีวิต  และการยกเลิกที่พึ่งนี้เนื่องจากสิ่งมีชีวิตถูกพลังงานวัตถุทำให้หลงผิดคิดว่าตนเองมีบุคลิกภาพที่แยกออกไป  ดังนั้น  ภายใต้มาตรฐานต่าง  ๆ  ของบุคลิกภาพทางวัตถุพวกเขาจึงลืม  กฺฤษฺณ  อย่างไรก็ดี  เมื่อสิ่งมีชีวิตผู้อยู่ในความหลงนี้สถิตใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เข้าใจได้ว่าพวกเขาอยู่บนหนทางเพื่อความหลุดพ้น  ดังที่ได้ยืนยันไว้ใน  ภาควต  (2.10.6)  มุกฺติรฺ  หิตฺวานฺยถา-รูปํ  สฺวรูเปณ  วฺยวสฺถิติห์  ความหลุดพ้นหมายถึงสถิตในสถานภาพพื้นฐานเดิมของตนเองว่าเป็นผู้รับใช้นิรันดรของ  กฺฤษฺณ  (กฺฤษฺณ  จิตสำนึก)
अपि चेदसि पापेभ्यः सर्वेभ्यः पापकृत्तमः ।
सर्वं ज्ञानप्लवेनैव वृजिनं सन्तरिष्यसि ॥ ४.३६ ॥
โศลก 36
api ced asi pāpebhyaḥ  sarvebhyaḥ pāpa-kṛt-tamaḥ
sarvaṁ jñāna-plavenaiva  vṛjinaṁ santariṣyasi
อปิ เจทฺ อสิ ปาเปภฺยห์  สเรฺวภฺยห์ ปาป-กฺฤตฺ-ตมห์
สรฺวํ ชฺญาน-ปฺลเวไนว  วฺฤชินํ สนฺตริษฺยสิ
อปิ — ถึงแม้, เจตฺ — ถ้า, อสิ — เธอเป็น, ปาเปภฺยห์ — ของคนบาป, สเรฺวภฺยห์ — ทั้งหมด, ปาป-กฺฤตฺ-ตมห์ — คนบาปที่สุด, สรฺวมฺ — ผลบาปทั้งหมดนี้, ชฺญาน-ปฺลเวน — ด้วย นาวาแห่งความรู้ทิพย์, เอว — แน่นอน, วฺฤชินมฺ — มหาสมุทรแห่งความทุกข์, สนฺตริษฺยสิ — เธอจะข้ามได้อย่างสมบูรณ์
คำแปล
ถึงแม้ว่าจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นคนบาปที่สุดในหมู่คนบาปทั้งหลาย  แต่เมื่อสถิตในนาวาแห่งความรู้ทิพย์  เธอจะสามารถข้ามพ้นมหาสมุทรแห่งความทุกข์ได้
คำอธิบาย
การเข้าใจสถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงของตนเองอย่างถูกต้องในความสัมพันธ์กับ  กฺฤษฺณ  เป็นสิ่งที่ดีมาก  เพราะความเข้าใจเช่นนี้สามารถนำเราให้ออกจากการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดที่กำลังดำเนินอยู่ในมหาสมุทรแห่งอวิชชาได้โดยทันที  โลกวัตถุนี้บางครั้งถือว่าเป็นมหาสมุทรแห่งอวิชชา  บางครั้งถือว่าเป็นป่าที่กำลังถูกไฟเผาไหม้  เราอาจเป็นนักว่ายน้ำที่เก่งมาก  แต่ในมหาสมุทรการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดเป็นสิ่งที่ยากลำบากมาก  ถ้าหากว่ามีใครคนหนึ่งยื่นมือเข้ามาอุ้มนักว่ายน้ำที่กำลังดิ้นรนต่อสู้อยู่ให้ออกจากมหาสมุทร  ท่านผู้นี้เป็นผู้ช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  ความรู้อันสมบูรณ์ที่ได้รับจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าคือวิถีทางแห่งความหลุดพ้น  นาวาแห่ง  กฺฤษฺณจิตสำนึกนั้นเรียบง่ายมาก  แต่ในขณะเดียวกันก็ประเสริฐที่สุด
यथैधांसि समिद्धोऽग्निर्भस्मसात्कुरुतेऽर्जुन ।
ज्ञानाग्निः सर्वकर्माणि भस्मसात्कुरुते तथा ॥ ४.३७ ॥
โศลก 37
yathaidhāṁsi samiddho ’gnir  bhasma-sāt kurute ’rjuna
jñānāgniḥ sarva-karmāṇi  bhasma-sāt kurute tathā
ยไถธำสิ สมิทฺโธ ’คฺนิรฺ  ภสฺม-สาตฺ กุรุเต ’รฺชุน
ชฺญานาคฺนิห์ สรฺว-กรฺมาณิ  ภสฺม-สาตฺ กุรุเต ตถา
ยถา — ดังเช่น, เอธำสิ — ไม้ฟืน, สมิทฺธห์ — เผาไหม้, อคฺนิห์ — ไฟ, ภสฺม-สาตฺ — เถ้า ถ่าน, กุรุเต — เปลี่ยน, อรฺชุน — โอ้ อรฺชุน, ชฺญาน-อคฺนิห์ — ไฟแห่งความรู้, สรฺว-กรฺมาณิ — ผลกรรมจากกิจกรรมทางวัตถุทั้งหมด, ภสฺม-สาตฺ — เป็นเถ้าถ่าน, กุรุเต — มัน กลับกลาย, ตถา — ในทำนองเดียวกัน
คำแปล
ดังเช่นเปลวไฟเปลี่ยนสภาพไม้ฟืนให้เป็นเถ้าถ่านได้ฉันใด  โอ้  อรฺชุน  ไฟแห่งความรู้ก็สามารถเผาผลาญผลกรรมทั้งมวลจากกิจกรรมทางวัตถุได้ฉันนั้น
คำอธิบาย
ความรู้อันสมบูรณ์แห่งตัวเราพร้อมทั้งองค์  ภควานฺ  และความสัมพันธ์ของทั้งสองเปรียบเทียบได้กับไฟ  ณ  ที่นี้  ไฟไม่เพียงเผาผลาญผลกรรมจากกิจกรรมบาปทั้งมวล  แต่ยังเผาผลาญผลกรรมจากกิจกรรมบุญทั้งมวลด้วย  เผาผลาญทั้งหมดให้เป็นเถ้าถ่าน  มีผลกรรมอยู่หลายลักษณะ  เช่น  ผลกรรมที่กำลังก่ออยู่  ผลกรรมที่กำลังบังเกิดผล  ผลกรรมที่ได้รับเรียบร้อยแล้ว  และผลกรรมก่อนหน้านี้  แต่ความรู้สถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงของสิ่งมีชีวิตเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นจุณ  เมื่อเ  ราม  ีความรู้อันสมบูรณ์  ผลกรรมทั้งหมดทั้งตั้งแต่ก่อนหน้านี้และหลังจากนี้  จะถูกเผาผลาญจนหมดสิ้น  ในคัมภีร์พระ  เวท  (พฺฤหทฺ-อารณฺยก  อุปนิษทฺ  4.4.22)  กล่าวไว้ว่า  อุเภ  อุไหไวษ  เอเต  ตรตฺยฺ  อมฺฤตห์  สาธฺวฺ-อสาธูนี  “เราได้รับชัยชนะจากผลกรรมทั้งสอง  คือจากผลบุญและผลบาป“
न हि ज्ञानेन सदृशं पवित्रमिह विद्यते ।
तत्स्वयं योगसंसिद्धः कालेनात्मनि विन्दति ॥ ४.३८ ॥
โศลก 38
na hi jñānena sadṛśaṁ  pavitram iha vidyate
tat svayaṁ yoga-saṁsiddhaḥ  kālenātmani vindati
น หิ ชฺญาเนน สทฺฤศํ  ปวิตฺรมฺ อิห วิทฺยเต
ตตฺ สฺวยํ โยค-สํสิทฺธห์  กาเลนาตฺมนิ วินฺทติ
— ไม่มีสิ่งใด, หิ — แน่นอน, ชฺญาเนน — ด้วยความรู้, สทฺฤศมฺ — ในการเปรียบเทียบ, ปวิตฺรมฺ — ทำให้ถูกต้อง, อิห — ในโลกนี้, วิทฺยเต — มีอยู่, ตตฺ — นั้น, สฺวยมฺ — ตัวเขา, โยค — ในการอุทิศตนเสียสละ, สํสิทฺธห์ — ผู้ที่มีวุฒิภาวะ, กาเลน — ตามกาลเวลา, อาตฺมนิ — ในตัวเขา, วินฺทติ — ได้รับความสุข
คำแปล
ในโลกนี้ไม่มีอะไรประเสริฐและบริสุทธิ์เท่ากับความรู้ทิพย์  ความรู้เช่นนี้คือผลอันสมบูรณ์จากการเข้าฌานทั้งหลาย  และผู้ที่ได้รับผลสำเร็จในการปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  จะได้รับความสุขกับความรู้นี้ภายในตัวเขาเองตามกาลเวลา
คำอธิบาย
เมื่อพูดถึงความรู้ทิพย์  เราพูดถึงความเข้าใจทางจิตวิญญาณ  ฉะนั้น  จึงไม่มีสิ่งใดประเสริฐและบริสุทธิ์ไปกว่าความรู้ทิพย์  อวิชชาคือต้นเหตุแห่งการพันธนาการและความรู้คือต้นเหตุแห่งความหลุดพ้น  ความรู้นี้คือผลอันสมบูรณ์แห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  และเมื่อเราสถิตในความรู้ทิพย์  เราไม่จำเป็นต้องแสวงหาความสงบที่ไหนอีก  เพราะเราได้รับความสุขจากความสงบภายในตัวเรา  หรืออีกนัยหนึ่ง  ความรู้และความสงบนี้เกิดขึ้นใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  และนี่คือคำสุดท้ายใน  ภควัท-คีตา  
श्रद्धावाँल्लभते ज्ञानं तत्परः संयतेन्द्रियः ।
ज्ञानं लब्ध्वा परां शान्तिमचिरेणाधिगच्छति ॥ ४.३९ ॥
โศลก 39
śraddhāvāḻ labhate jñānaṁ  tat-paraḥ saṁyatendriyaḥ
jñānaṁ labdhvā parāṁ śāntim  acireṇādhigacchati
ศฺรทฺธาวาฬฺ ลภเต ชฺญานํ  ตตฺ-ปรห์ สํยเตนฺทฺริยห์
ชฺญานํ ลพฺธฺวา ปรำ ศานฺติมฺ  อจิเรณาธิคจฺฉติ
ศฺรทฺธา-วานฺ — ผู้ที่มีความศรัทธา, ลภเต — ได้รับ, ชฺญานมฺ — ความรู้, ตตฺ-ปรห์ — ยึดติด มากกับมัน, สํยต — ควบคุม, อินฺทฺริยห์ — ประสาทสัมผัส, ชฺญานมฺ — ความรู้, ลพฺธฺวา — ได้รับแล้ว, ปรามฺ — ทิพย์, ศานฺติมฺ — ความสงบ, อจิเรณ — เร็ว ๆ นี้, อธิคจฺฉติ — ได้รับ
คำแปล
ผู้มีความศรัทธาที่อุทิศตนให้กับความรู้ทิพย์  และเป็นผู้ปรามประสาทสัมผัสของตนเองได้  มีสิทธิ์ที่จะได้รับความรู้เช่นนี้  และเมื่อได้รับความรู้นี้แล้วเขาจะบรรลุถึงความสงบสูงสุดทางจิตวิญญาณโดยเร็ว
คำอธิบาย
ผู้มีความศรัทธาอย่างแน่วแน่ใน  กฺฤษฺณ  สามารถได้รับความรู้นี้ใน  กฺฤษฺณจิตสำนึก  บุคคลที่ได้ชื่อว่ามีความศรัทธาคือผู้ที่คิดว่าความเชื่อว่าเพียงแต่ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เขาจะบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุด  ความศรัทธานี้บรรลุได้ด้วยการปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  และด้วยการสวดภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร  ซึ่งทำให้หัวใจเขาบริสุทธิ์จากความสกปรกทางวัตถุทั้งมวล  นอกเหนือไปจากนี้เขาควรควบคุมประสาทสัมผัส  บุคคลผู้มีความศรัทธาต่อ  กฺฤษฺณ  และควบคุมประสาทสัมผัสได้  สามารถบรรลุถึงความสมบูรณ์อย่างง่ายดายในความรู้แห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยไม่ล่าช้า
अज्ञश्चाश्रद्दधानश्च संशयात्मा विनश्यति ।
नायं लोकोऽस्ति न परो न सुखं संशयात्मनः ॥ ४.४० ॥
โศลก 40
ajñaś cāśraddadhānaś ca  saṁśayātmā vinaśyati
nāyaṁ loko ’sti na paro  na sukhaṁ saṁśayātmanaḥ
อชฺญศฺ จาศฺรทฺทธานศฺ จ  สํศยาตฺมา วินศฺยติ
นายํ โลโก ’สฺติ น ปโร  น สุขํ สํศยาตฺมนห์
อชฺญห์ — ผู้อยู่ในอวิชชาไม่มีความรู้ในพระคัมภีร์มาตรฐาน, — และ, อศฺรทฺทธานห์ — ไม่มีความศรัทธาในพระคัมภีร์ที่เปิดเผย, — เช่นกัน, สํศย — แห่งความสงสัย, อาตฺมา — บุคคล, วินศฺยติ — ตกต่ำ, — ไม่เคย, อยมฺ — ในนี้, โลกห์ — โลก, อสฺติ — มี, — ไม่, ปรห์ — ในชาติหน้า, — ไม่, สุขมฺ — ความสุข, สํศย — สงสัย, อาตฺมนห์ — ของบุคคล
คำแปล
แต่บุคคลผู้อยู่ในอวิชชา  ไม่มีความศรัทธา  และสงสัยในพระคัมภีร์ที่เปิดเผย  จะไม่บรรลุถึงจิตสำนึกแห่งองค์ภควาน  พวกเขาตกต่ำลง  สำหรับดวงวิญญาณผู้มีความสงสัยจะไม่มีความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า
คำอธิบาย
จากพระคัมภีร์มาตรฐานและเชื่อถือได้ที่เปิดเผยมากมาย  ภควัท-คีตา  ดีที่สุดบุคคลผู้ด้อยปัญญาที่เกือบเหมือนสัตว์ไม่มีทั้งความศรัทธาและความรู้ในพระคัมภีร์มาตรฐานที่เปิดเผยเหล่านี้  บางคนถึงแม้มีความรู้หรือสามารถท่องบทมนต์ต่าง  ๆ  จากพระคัมภีร์ที่เปิดเผยได้  แต่อันที่จริงไม่มีความศรัทธาในคำพูดเหล่านี้  และถึงแม้ว่าบางคนมีความศรัทธาในพระคัมภีร์เช่น  ภควัท-คีตา  แต่ไม่เชื่อหรือไม่บูชาบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ศฺรี  กฺฤษฺณ  บุคคลเช่นนี้ไม่มีจุดยืนใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  พวกเขาตกต่ำลง  จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้  พวกที่ไม่มีความศรัทธาและมีความสงสัยอยู่เสมอจะไม่พัฒนาเลย  มนุษย์ผู้ไม่มีความศรัทธาในองค์  ภควานฺ  และพระราชดำรัสที่เปิดเผยของพระองค์จะไม่มีอะไรดีในโลกนี้หรือโลกหน้าและจะไม่มีความสุขอันใดเลย  ฉะนั้น  เราควรปฏิบัติตามหลักธรรมของพระคัมภีร์ที่เปิดเผยด้วยความศรัทธา  จากนั้นยกระดับขึ้นไปสู่ระดับแห่งความรู้  ความรู้นี้เท่านั้นจะช่วยส่งเสริมเราไปสู่ระดับทิพย์แห่งความเข้าใจจิตวิญญาณ  อีกนัยหนึ่ง  บุคคลผู้มีความสงสัยจะไม่มีจุดยืนในความหลุดพ้นของดวงวิญญาณ  ดังนั้น  เราควรปฏิบัติตามรอยพระบาทของ  อาจารฺย  ผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่ในสาย  ปรมฺปรา  และบรรลุถึงความสำเร็จ
योगसंन्यस्तकर्माणं ज्ञानसंछिन्नसंशयम् ।
आत्मवन्तं न कर्माणि निबध्नन्ति धनंजय ॥ ४.४१ ॥
โศลก 41
yoga-sannyasta-karmāṇaṁ  jñāna-sañchinna-saṁśayam
ātmavantaṁ na karmāṇi  nibadhnanti dhanañ-jaya
โยค-สนฺนฺยสฺต-กรฺมาณํ  ชฺญาน-สญฺฉินฺน-สํศยมฺ
อาตฺมวนฺตํ น กรฺมาณิ  นิพธฺนนฺติ ธนญฺ-ชย
โยค — ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้ในกรฺม-โยค, สนฺนฺยสฺต — ผู้ที่สละทางโลก, กรฺมาณมฺ — ผลของการกระทำ, ชฺญาน — ด้วยความรู้, สญฺฉินฺน — ตัด, สํศยมฺ — สงสัย, อาตฺม-วนฺตมฺ — สถิตในตนเอง, — ไม่เคย, กรฺมาณิ — ทำงาน, นิพธฺนนฺติ — พันธนาการ, ธนมฺ-ชย — โอ้ ผู้ชนะความร่ำรวย
คำแปล
ผู้ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  สละผลการกระทำของตนเอง  และความสงสัยของเขาได้ถูกทำลายไปด้วยความรู้ทิพย์  สถิตอย่างแท้จริงในตัวเอง  ฉะนั้นเขาไม่ถูกพันธนาการด้วยผลกรรมจากงาน  โอ้  ผู้ชนะความร่ำรวย
คำอธิบาย
ผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของ  ภควัท-คีตา  ตามที่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นผู้ถ่ายทอดด้วยพระองค์เอง  จะได้รับอิสรภาพจากความสงสัยทั้งปวงด้วยพระกรุณาธิคุณแห่งความรู้ทิพย์  ในฐานะที่เป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  ตัวเขาจะอยู่ในกฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  สถิตในความรู้แห่งตนเรียบร้อยแล้ว  เมื่อเป็นเช่นนี้เขาจึงอยู่เหนือพันธนาการแห่งกรรมโดยไม่ต้องสงสัย
तस्मादज्ञानसम्भूतं हृत्स्थं ज्ञानासिनात्मनः ।
छित्त्वैनं संशयं योगमातिष्ठोत्तिष्ठ भारत ॥ ४.४२ ॥
โศลก 42
tasmād ajñāna-sambhūtaṁ  hṛt-sthaṁ jñānāsinātmanaḥ
chittvainaṁ saṁśayaṁ yogam  ātiṣṭhottiṣṭha bhārata
ตสฺมาทฺ อชฺญาน-สมฺภูตํ  หฺฤตฺ-สฺถํ ชฺญานาสินาตฺมนห์
ฉิตฺไตฺวนํ สํศยํ โยคมฺ  อาติษฺโฐตฺติษฺฐ ภารต
ตสฺมาตฺ — ดังนั้น, อชฺญาน-สมฺภูตมฺ — เกิดจากอวิชชา, หฺฤตฺ-สฺถมฺ — สถิตในหัวใจ, ชฺญาน — แห่งความรู้, อสินา — ด้วยอาวุธ, อาตฺมนห์ — ของชีวิต, ฉิตฺตฺวา — ตัดออก, เอนมฺ — นี้, สํศยมฺ — สงสัย, โยคมฺ — ใน โยค, อาติษฺฐ — สถิต, อุตฺติษฺฐ — ลุกขึ้นมาสู้, ภารต — โอ้ ผู้ สืบราชวงศ์บาระทะ
คำแปล
ฉะนั้น  ความสงสัยที่เกิดขึ้นในหัวใจของเธออันเนื่องมาจากอวิชชาควรถูกตัดออกด้วยอาวุธแห่งความรู้  เตรียมพร้อมด้วย  โยค  จงลุกขึ้นมาและสู้  โอ้  ภารต  
คำอธิบาย
ระบบ  โยค  ที่สอนในบทนี้เรียกว่า  สนาตน-โยค  หรือกิจกรรมอมตะที่สิ่งมีชีวิตปฏิบัติ  โยค  นี้แบ่งเป็นการปฏิบัติบูชาได้สองส่วน  ส่วนหนึ่งเรียกว่าการถวายบูชาสิ่งของวัตถุของตน  และอีกส่วนหนึ่งเรียกว่าความรู้แห่งชีวิต  ซึ่งเป็นกิจกรรมทิพย์ที่บริสุทธิ์  หากถวายบูชาสิ่งของวัตถุของตนโดยไม่ประสานกับความรู้แจ้งทิพย์การถวายเช่นนี้เป็นวัตถุ  แต่ผู้ที่ปฏิบัติการถวายบูชาเช่นนี้ด้วยจุดมุ่งหมายทิพย์หรือในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ทำให้การถวายบูชาสมบูรณ์  เมื่อเ  ราม  าถึงกิจกรรมทิพย์จะพบว่าแบ่งเป็นสองส่วนอีกเช่นกัน  คือ  การเข้าใจตัวเราเอง  (หรือเข้าใจสถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงของเรา)  และเข้าใจสัจธรรมเกี่ยวกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ผู้ปฏิบัติตามวิธีของ  ภควัท-คีตา  ฉบับเดิม  สามารถเข้าใจสองส่วนสำคัญแห่งความรู้ทิพย์นี้  สำหรับบุคคลนี้ไม่เป็นการยากที่จะบรรลุถึงความรู้ที่สมบูรณ์แห่งตนว่าเป็นละอองอณูขององค์ภควานฺ  ดังนั้น  การเข้าใจเช่นนี้จึงเป็นประโยชน์  เพราะบุคคลนี้สามารถเข้าใจกิจกรรมทิพย์ของพระองค์ได้อย่างง่ายดาย  ในตอนต้นของบทนี้องค์  ภควานฺ  ทรงกล่าวถึงกิจกรรมทิพย์ของพระองค์ด้วยตัวพระองค์เอง  ผู้ที่ไม่เข้าใจคำสั่งสอนของ  คีตา  คือผู้ไม่มีความศรัทธา  และถือว่าได้ใช้เสรีภาพส่วนน้อยนิดที่พระองค์ทรงประทานให้ไปในทางที่ผิดแม้มีคำสอนเหล่านี้เราก็ยังไม่เข้าใจธรรมชาติอันแท้จริงขององค์  ภควานฺ  ว่าทรงเป็นบุคลิกภาพที่มีความเป็นอมตะเต็มไปด้วยความสุขเกษมสำราญและความรู้  ผู้ไม่รู้เช่นนี้แน่นอนว่าเป็นคนโง่อันดับหนึ่ง  อวิชชาสามารถลบออกได้ด้วยการค่อย  ๆ  ยอมรับหลักธรรมของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกฟื้นฟูขึ้นมาได้ด้วยวิธีการถวายบูชาต่างๆ  แด่เทวดา  ถวายบูชาแด่  พฺรหฺมนฺ  ถวายบูชาในการถือเพศ  พฺรหฺมา  จรรย์  ถวายบูชาในชีวิตคฤหัสถ์  ถวายบูชาในการควบคุมประสาทสัมผัส  ถวายบูชาในการฝึกปฏิบัติ  โยคเข้าฌานสมาธิ  ถวายบูชาด้วยการบำเพ็ญเพียร  ถวายบูชาด้วยการยอมสละสิ่งของวัตถุถวายบูชาด้วยการศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  และถวายบูชาด้วยการมีส่วนร่วมในสถาบันสังคมที่เรียกว่า  วรฺณาศฺรม-ธรฺม  ทั้งหมดนี้เรียกว่าการถวายบูชา  และทั้งหมดมีพื้นฐานอยู่ที่การประมาณการปฏิบัติ  แต่ภายในกิจกรรมทั้งหลายเหล่านี้  ปัจจัยสำคัญคือการรู้แจ้งแห่งตน  ผู้แสวงหาจุดมุ่งหมายนี้คือนักศึกษาที่แท้จริงของ  ภควัท-คีตา  แต่ผู้ที่สงสัยความน่าเชื่อถือได้ของ  กฺฤษฺณ  จะถอยหลัง  ฉะนั้น  จึงแนะนำให้เราศึกษา  ภควัท-คีตา  หรือพระคัมภีร์เล่มใดก็ได้  ภายใต้การแนะนำของพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้ด้วยการรับใช้และศิโรราบ  พระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้อยู่ในสาย  ปรมฺปรา  ตั้งแต่โบราณกาล  ท่านจะไม่บิดเบือนจากคำสั่งสอนขององค์  ภควานฺ  เลยแม้แต่น้อย  ดังที่ได้ถูกถ่ายทอดมาเป็นเวลาหลาย  ๆ  ล้านปีมาแล้วแด่สุริยเทพ  จากสุริยเทพคำสั่งสอนของ  ภควัท-คีตา  ได้ถูกส่งลงมายังอาณาจักรโลก  ดังนั้น  เราควรปฏิบัติตามวิธีของ  ภควัท-คีตา  ให้เหมือนเดิมดังที่ได้กล่าวไว้ใน  คีตา  เอง  และโปรดจงระวังคนเห็นแก่ตัวที่พยายามคุยโวหาเสียงให้แก่ตนเอง  และหันเหผู้อื่นไปจากวิถีทางที่แท้จริง  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นบุคลิกภาพที่สูงสุดอย่างแน่นอน  และกิจกรรมของพระองค์ทรงเป็นทิพย์ผู้ใดที่เข้าใจเช่นนี้เป็นผู้ที่หลุดพ้นแล้วตั้งแต่เริ่มศึกษา  ภควัท-คีตา  
ฉะนั้น ได้จบคำอธิบายโดย ภกฺติเวทนฺต บทที่สี่ของหนังสือ ศฺรีมทฺ ภควัท-คีตา ในหัวข้อเรื่องความรู้ทิพย์

ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

บทที่ ห้า

บทที่ 5

กรฺม-โยค
การปฏิบัติใน กฺฤษฺณ จิตสำนึก

chapterImage

กรฺม-โยค
การปฏิบัติใน กฺฤษฺณ จิตสำนึก

अर्जुन उवाच ।
संन्यासं कर्मणां कृष्ण पुनर्योगं च शंससि
यच्छ्रेय एतयोरेकं तन्मे ब्रूहि सुनिश्चितम् ॥ ५.१ ॥
โศลก 1
arjuna uvāca
sannyāsaṁ karmaṇāṁ kṛṣṇa  punar yogaṁ ca śaṁsasi
yac chreya etayor ekaṁ  tan me brūhi su-niścitam
อรฺชุน อุวาจ
สนฺนฺยาสํ กรฺมณำ กฺฤษฺณ  ปุนรฺ โยคํ จ ศํสสิ
ยจฺ เฉฺรย เอตโยรฺ เอกํ  ตนฺ เม พฺรูหิ สุ-นิศฺจิตมฺ
อรฺชุนห์ อุวาจอรฺชุน ตรัส, สนฺนฺยาสมฺ — สละ, กรฺมณามฺ — ของกิจกรรมทั้งหลาย, กฺฤษฺณ — โอ้ กฺฤษฺณ, ปุนห์ — อีกครั้ง, โยคมฺ — การอุทิศตนเสียสละรับใช้, — เช่นกัน, ศํสสิ — ท่านสรรเสริญ, ยตฺ — ซึ่ง, เศฺรยห์ — มีประโยชน์มากกว่า, เอตโยห์ — ทั้งสองสิ่ง นี้, เอกมฺ — หนึ่ง, ตตฺ — นั้น, เม — แก่ข้าพเจ้า, พฺรูหิ — กรุณาบอก, สุ-นิศฺจิตมฺ — อย่างชัดเจน
คำแปล
  อรฺชุน  ตรัสว่า  โอ้  กฺฤษฺณ  เริ่มแรกพระองค์ทรงบอกให้ข้าพเจ้าสละงาน  และแล้วทรงแนะนำให้ทำงานด้วยการอุทิศตนเสียสละ  ขอให้พระองค์ทรงโปรดกรุณาตรัสอย่างชัดเจนว่า  ทั้งสองสิ่งนี้สิ่งไหนจะมีประโยชน์มากกว่ากัน
คำอธิบาย
ในบทที่ห้าของ  ภควัท-คีตา  นี้  องค์  ภควานฺ  ตรัสว่างานในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ดีกว่าการคาดคะเนทางจิตใจอย่างลม  ๆ  แล้ง  ๆ  การอุทิศตนเสียสละรับใช้นั้นง่ายกว่าเพราะว่าเป็นทิพย์โดยธรรมชาติ  และทำให้เราเป็นอิสระจากวิบากกรรม  ในบทที่สองได้อธิบายถึงความรู้พื้นฐานของดวงวิญญาณและการที่ดวงวิญญาณถูกพันธนาการในร่างวัตถุ  พร้อมทั้งอธิบายถึงความหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุนี้ด้วย  พุทฺธิ-โยค  หรือการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ในบทที่สาม  ได้อธิบายถึงบุคคลผู้สถิตในระดับแห่งความรู้  จะไม่มีหน้าที่ใด  ๆ  ต้องปฏิบัติอีกต่อไป  ในบทที่สี่  พระองค์ตรัสแก่  อรฺชุน  ว่างานบูชาทั้งหมดมาจบลงที่ความรู้  อย่างไรก็ดี  ในตอนท้ายของบทที่สี่  องค์  ภควานฺ  ทรงแนะนำให้  อรฺชุน  ตื่นขึ้น  ต่อสู้  และสถิตในความรู้อันสมบูรณ์  ดังนั้น  จากการเน้นถึงความสำคัญพร้อม  ๆ  กันทั้งงานแห่งการอุทิศตนเสียสละและการวางเฉยอยู่ในความรู้  ได้สร้างความงุนงงและสับสนให้แก่  อรฺชุน  ในการตัดสินใจ  อรฺชุน  ทรงเข้าใจว่าการเสียสละในความรู้คือหยุดการงานทั้งหมดที่เป็นกิจกรรมทางประสาทสัมผัส  แต่ถ้าหากว่าเราปฏิบัติงานในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  แล้วงานจะหยุดลงได้อย่างไร  หรืออีกนัยหนึ่ง  อรฺชุนทรงคิดว่า  สนฺนฺยาส  หรือการสละในความรู้  ควรเป็นอิสระจากกิจกรรมทั้งมวล  เพราะว่าการทำงานและการเสียสละไปด้วยกันไม่ได้  ปรากฏว่า  อรฺชุน  ทรงไม่เข้าใจว่าการทำงานที่เปี่ยมไปด้วยความรู้นั้นจะไม่มีวิบากกรรมจึงดูเหมือนว่าไม่ได้ทำอะไรเลย  ดังนั้นจึงทรงถามว่าควรจะหยุดทำงานทั้งหมดหรือควรทำงานในแบบที่เปี่ยมไปด้วยความรู้
श्रीभगवानुवाच ।
संन्यासः कर्मयोगश्च निःश्रेयसकरावुभौ
तयोस्तु कर्मसंन्यासात्कर्मयोगो विशिष्यते ॥ ५.२ ॥
โศลก 2
śrī-bhagavān uvāca
sannyāsaḥ karma-yogaś ca  niḥśreyasa-karāv ubhau
tayos tu karma-sannyāsāt  karma-yogo viśiṣyate
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
สนฺนฺยาสห์ กรฺม-โยคศฺ จ  นิห์เศฺรยส-กราวฺ อุเภา
ตโยสฺ ตุ กรฺม-สนฺนฺยาสาตฺ  กรฺม-โยโค วิศิษฺยเต
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — องค์ภควานตรัส, สนฺนฺยาสห์ — การสละงาน, กรฺม-โยคห์ — งานในการอุทิศตนเสียสละ, — เช่นกัน, นิห์เศฺรยส-กเรา — นำไปสู่วิถีทางแห่งความ หลุดพ้น, อุเภา — ทั้งสอง, ตโยห์ — ของทั้งสอง, ตุ — แต่, กรฺม-สนฺนฺยาสาตฺ — เมื่อเปรียบ เทียบกับการสละงานเพื่อผลทางวัตถุ, กรฺม-โยคห์ — งานในการอุทิศตนเสียสละ, วิศิษฺยเต — ดีกว่า
คำแปล
องค์ภควานตรัสตอบว่า  การสละงานและการทำงานด้วยการอุทิศตนเสียสละทั้งคู่ดีเพื่อความหลุดพ้น  แต่เมื่อเปรียบเทียบสองสิ่งนี้  การทำงานอุทิศตนเสียสละรับใช้ดีกว่าการสละงาน
คำอธิบาย
กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  (แสวงหาการสนองประสาทสัมผัส)  เป็นต้นเหตุแห่งพันธนาการทางวัตถุ  ตราบที่เรายังปฏิบัติกิจกรรมเพื่อมุ่งพัฒนามาตรฐานความสะดวกของร่างกาย  แน่นอนว่าเราต้องเคลื่อนย้ายเข้าไปสู่ร่างต่าง  ๆ  กัน  และสืบสานการพันธนาการทางวัตถุชั่วกัลปวสาน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (5.5.4-6)  ได้ยืนยันไว้ดังต่อไปนี้
นูนํ ปฺรมตฺตห์ กุรุเต วิกรฺม  ยทฺ อินฺทฺริย-ปฺรีตย อาปฺฤโณติ
น สาธุ มเนฺย ยต อาตฺมโน ’ยมฺ  อสนฺนฺ อปิ เกฺลศ-ท อาส เทหห์
ปราภวสฺ ตาวทฺ อโพธ-ชาโต  ยาวนฺ น ชิชฺญาสต อาตฺม-ตตฺตฺวมฺ
ยาวตฺ กฺริยาสฺ ตาวทฺ อิทํ มโน ไว  กรฺมาตฺมกํ เยน ศรีร-พนฺธห์
เอวํ มนห์ กรฺม-วศํ ปฺรยุงฺกฺเต  อวิทฺยยาตฺมนฺยฺ อุปธียมาเน
ปฺรีติรฺ น ยาวนฺ มยิ วาสุเทเว  น มุจฺยเต เทห-โยเคน ตาวตฺ
“บุคคลผู้บ้าคลั่งในการสนองประสาทสัมผัส  โดยไม่รู้ว่าร่างกายวัตถุที่เต็มไปด้วยความทุกข์นี้  เป็นผลพวงมาจากกิจกรรมเพื่อหวังผลทางวัตถุในอดีตของตนเอง  ถึงแม้ว่าร่างกายนี้ไม่ถาวร  แต่มันก็สร้างความเดือดร้อนให้เราอยู่เสมอในหลาย  ๆ  ด้าน  ฉะนั้นการกระทำเพื่อสนองประสาทสัมผัสมิใช่สิ่งที่ดี  ตราบเท่าที่เรายังไม่ตั้งคำถามเกี่ยวกับบุคลิกภาพอันแท้จริงของตัวเราเอง  ถือว่าชีวิตเราล้มเหลวเพราะตราบใดที่เรายังไม่รู้ถึงบุคลิกภาพอันแท้จริงของตัวเรา  เราจะทำงานเพื่อผลทางวัตถุเพื่อสนองประสาทสัมผัสและตราบใดที่เรายังหมกมุ่นอยู่ในจิตสำนึกแห่งการสนองประสาทสัมผัส  เราจะต้องเคลื่อนย้ายออกจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่ง  ถึงแม้ว่าจิตใจอาจหมกมุ่นอยู่ในกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุและถูกครอบงำโดยอวิชชา  แต่ถ้าเราพัฒนาความรักเพื่อการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  วาสุเทว  จากจุดนี้เท่านั้นที่เราสามารถได้รับโอกาสหลุดพ้นจากพันธนาการในความเป็นอยู่ทางวัตถุ”
ฉะนั้น  ชฺญาน  (หรือความรู้ที่ว่าตัวเราไม่ใช่ร่างวัตถุนี้แต่เป็นดวงวิญญาณ)  ไม่เพียงพอสำหรับความหลุดพ้น  เราจะต้องปฏิบัติตนในสถานภาพของดวงวิญญาณ  มิฉะนั้น  จะไม่มีหนทางหลบหนีออกไปจากพันธนาการทางวัตถุ  อย่างไรก็ดี  การปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมิใช่การปฏิบัติในระดับเพื่อผลทางวัตถุ  แต่เป็นกิจกรรมที่ปฏิบัติด้วยความรู้อันสมบูรณ์จะช่วยให้เราเจริญขึ้นในความรู้ที่แท้จริง  การสละผลของงานอย่างเดียวโดยปราศจาก  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมิได้ทำให้หัวใจของพันธวิญญาณบริสุทธิ์ขึ้นอย่างแท้จริง  ตราบใดที่หัวใจยังไม่บริสุทธิ์เราต้องทำงานในระดับที่หวังผล  แต่การปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะช่วยเราให้หลบหนีจากผลของการปฏิบัติเพื่อผลทางวัตถุโดยปริยายเพื่อเราจะได้ไม่ตกลงมาสู่ระดับวัตถุ  ฉะนั้น  การปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจึงสูงกว่าการสละหรือการปล่อยวางอย่างแน่นอน  การสละหรือการปล่อยวางยังมีความเสี่ยงในการตกลงต่ำอยู่เสมอ  การสละโดยปราศจาก  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกนั้นไม่สมบูรณ์  ดังที่  ศฺรีล  รูป  โคสฺวามี  ได้ยืนยันไว้ใน  ภกฺติ-รสามฺฤต-สินฺธุ  (1.2.258)  ว่า
ปฺราปญฺจิกตยา พุทฺธฺยา  หริ-สมฺพนฺธิ-วสฺตุนห์
มุมุกฺษุภิห์ ปริตฺยาโค  ไวราคฺยํ ผลฺคุ กถฺยเต
“เมื่อบุคคลผู้มีความกระตือรือร้นที่จะบรรลุความหลุดพ้น  สละสิ่งต่าง  ๆ  ที่สัมพันธ์กับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  โดยคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นวัตถุ  การสละเช่นนี้ถือว่าไม่สมบูรณ์”  การเสียสละหรือการปล่อยวางที่สมบูรณ์จะเกิดขึ้นเมื่ออยู่ในความรู้ที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่เป็นขององค์  ภควานฺ  เมื่อเป็นเช่นนี้  จึงไม่ควรมีผู้ใดอ้างความเป็นเจ้าของในสิ่งใด  ๆ  เราควรเข้าใจว่าอันที่จริงไม่มีอะไรเป็นของใคร  ดังนั้น  จึงไม่มีผู้ใดจะต้องไปเสียสละอะไร  ผู้ที่ทราบว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสมบัติของ  กฺฤษฺณ  จะสถิตในความปล่อยวางหรือเสียสละอยู่เสมอ  เนื่องจากทุกสิ่งอย่างป็นของ  กฺฤษฺณ  จึงควรถูกนำมาใช้เพื่อเป็นการรับใช้  กฺฤษฺณ  การปฏิบัติที่สมบูรณ์แบบใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเช่นนี้ดีกว่าการเสียสละหรือการปล่อยวางที่ฝืนธรรมชาติโดย  สนฺนฺยาสี  แห่งสถาบัน  มายาวาที  
ज्ञेयः स नित्यसंन्यासी यो न द्वेष्टि न काङ्क्षति ।
निर्द्वन्द्वो हि महाबाहो सुखं बन्धात्प्रमुच्यते ॥ ५.३ ॥
โศลก 3
jñeyaḥ sa nitya-sannyāsī  yo na dveṣṭi na kāṅkṣati
nirdvandvo hi mahā-bāho  sukhaṁ bandhāt pramucyate
ชฺเญยห์ ส นิตฺย-สนฺนฺยาสี  โย น เทฺวษฺฏิ น กางฺกฺษติ
นิรฺทฺวนฺโทฺว หิ มหา-พาโห  สุขํ พนฺธาตฺ ปฺรมุจฺยเต
ชฺเญยห์ — ควรรู้, สห์ — เขา, นิตฺย — เสมอ, สนฺนฺยาสี — ผู้สละทางโลก, ยห์ — ผู้ซึ่ง, — ไม่ เคย, เทฺวษฺฏิ — เกลียดชัง, — หรือไม่, กางฺกฺษติ — ปรารถนา, นิรฺทฺวนฺทฺวห์ — เป็นอิสระ จากมวลสิ่งคู่, หิ — แน่นอน, มหา-พาโห — โอ้ ยอดนักรบ, สุขมฺ — มีความสุข, พนฺธาตฺ — จาก พันธนาการ, ปฺรมุจฺยเต — หลุดพ้นอย่างสมบูรณ์
คำแปล
ผู้ที่ไม่รังเกียจกิจกรรมและไม่ปรารถนาผลตอบแทนจากกิจกรรมของตนเอง  ได้ชื่อว่าเป็นผู้เสียสละอยู่เสมอ  บุคคลเช่นนี้เป็นอิสระจากมวลสิ่งคู่  ข้ามพ้นจากพันธนาการทางวัตถุได้โดยง่ายดาย  และได้รับความหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์  โอ้อรฺชุน  ยอดนักรบ
คำอธิบาย
บุคคลที่อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นผู้เสียสละอยู่เสมอ  เพราะไม่รู้สึกรังเกียจหรือต้องการผลตอบแทนจากการกระทำของตนเอง  ผู้เสียสละเช่นนี้อุทิศตนรับใช้ด้วยความรักทิพย์ต่อองค์  ภควานฺ  มีวุฒิภาวะที่สมบูรณ์เพราะทราบดีถึงสถานภาพพื้นฐานของตนเองในความสัมพันธ์กับ  กฺฤษฺณ  ทราบเป็นอย่างดีว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นส่วนที่สมบูรณ์  และตนเองเป็นเพียงละอองอณูของพระองค์  ความรู้เช่นนี้สมบูรณ์เพราะว่าถูกต้องทั้งคุณภาพและปริมาณ  ทัศนคติที่มาเป็นหนึ่งเดียวกับ  กฺฤษฺณ  ไม่ถูกต้อง  เพราะว่าละอองอณูจะมาเทียบเท่ากับส่วนที่สมบูรณ์บริบูรณ์สูงสุดไม่ได้  ความรู้ที่ว่าเป็นหนึ่งเดียวกันในคุณภาพแต่แตกต่างกันในปริมาณเป็นความรู้ทิพย์ที่ถูกต้อง  ซึ่งจะนำเราไปสู่ความสมบูรณ์ในตนเองโดยปราศจากสิ่งที่ปรารถนาหรือสิ่งที่ต้องเศร้าโศก  ภายในจิตใจปราศจากสิ่งคู่เพราะว่าอะไรก็แล้วแต่ที่ทำจะทำไปเพื่อ  กฺฤษฺณ  เนื่องจากเป็นอิสระจากระดับของสิ่งคู่ท่านจึงหลุดพ้นอยู่เสมอถึงแม้ว่าจะอยู่ในโลกวัตถุนี้
सांख्ययोगौ पृथग्बालाः प्रवदन्ति न पण्डिताः ।
एकमप्यास्थितः सम्यगुभयोर्विन्दते फलम् ॥ ५.४ ॥
โศลก 4
sāṅkhya-yogau pṛthag bālāḥ  pravadanti na paṇḍitāḥ
ekam apy āsthitaḥ samyag  ubhayor vindate phalam
สางฺขฺย-โยเคา ปฺฤถคฺ พาลาห์  ปฺรวทนฺติ น ปณฺฑิตาห์
เอกมฺ อปฺยฺ อาสฺถิตห์ สมฺยคฺ  อุภโยรฺ วินฺทเต ผลมฺ
สางฺขฺย — การศึกษาวิเคราะห์โลกวัตถุ, โยเคา — ทำงานด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้, ปฺฤถกฺ — แตกต่าง, พาลาห์ — ผู้ด้อยปัญญา, ปฺรวทนฺติ — พูด, — ไม่เคย, ปณฺฑิตาห์ — บัณฑิต, เอกมฺ — ในหนึ่ง, อปิ — ถึงแม้, อาสฺถิตห์ — สถิต, สมฺยกฺ — สมบูรณ์, อุภโยห์ — ของ ทั้งสอง, วินฺทเต — ได้รับความสุข, ผลมฺ — ผล
คำแปล
คนโง่เท่านั้นที่พูดว่าการอุทิศตนเสียสละรับใช้  (กรฺม  -  โยค)  แตกต่างจากการศึกษาวิเคราะห์โลกวัตถุ  (สางฺขฺย)  พวกบัณฑิตที่แท้จริงกล่าวว่าผู้ใดปฏิบัติตนดีหนึ่งในสองวิถีทางนี้จะบรรลุผลทั้งสอง
คำอธิบาย
จุดมุ่งหมายของการศึกษาวิเคราะห์โลกวัตถุก็เพื่อที่จะค้นหาว่ามีดวงวิญญาณดวงวิญญาณของโลกวัตถุคือพระ  วิษฺณุ  หรือองค์อภิวิญญาณ  การอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์  ภควานฺ  นำมาซึ่งการรับใช้อภิวิญญาณ  วิธีหนึ่งเป็นการค้นหารากของต้นไม้และอีกวิธีหนึ่งเป็นการรดน้ำที่รากของต้นไม้  นักศึกษาที่แท้จริงของปรัชญา  สางฺขฺย  ค้นพบรากของโลกวัตถุคือพระ  วิษฺณุ  และด้วยความรู้ที่สมบูรณ์เขาจะปฏิบัติรับใช้องค์  ภควานฺ  ดังนั้น  ในจุดสำคัญไม่มีข้อแตกต่างกันทั้งสองวิธี  เพราะว่าจุดมุ่งหมายของทั้งสองเหมือนกันคือพระ  วิษฺณุ  ผู้ที่ไม่รู้เป้าหมายสูงสุดกล่าวว่าจุดประสงค์ของ  สางฺขฺย  และ  กรฺม-โยค  ไม่เหมือนกัน  แต่ผู้ที่เป็นบัณฑิตทราบว่าทั้งสองวิธีที่แตกต่างกันนี้มีจุดมุ่งหมายเหมือนกัน
यत्सांख्यैः प्राप्यते स्थानं तद्योगैरपि गम्यते ।
एकं सांख्यं च योगं च यः पश्यति स: पश्यति ॥ ५.५ ॥
โศลก 5
yat sāṅkhyaiḥ prāpyate sthānaṁ  tad yogair api gamyate
ekaṁ sāṅkhyaṁ ca yogaṁ ca  yaḥ paśyati sa paśyati
ยตฺ สางฺไขฺยห์ ปฺราปฺยเต สฺถานํ  ตทฺ โยไครฺ อปิ คมฺยเต
เอกํ สางฺขฺยํ จ โยคํ จ  ยห์ ปศฺยติ ส ปศฺยติ
ยตฺ — อะไร, สางฺไขฺยห์ — ด้วยวิธีของปรัชญา สางฺขฺย, ปฺราปฺยเต — บรรลุ, สฺถานมฺ — สถาน ที่, ตตฺ — นั้น, โยไคห์ — ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้, อปิ — เช่นกัน, คมฺยเต — เราสามารถ ได้รับ, เอกมฺ — หนึ่ง, สางฺขฺยมฺ — การศึกษาวิเคราห์, — และ, โยคมฺ — ปฏิบัติในการอุทิศตน เสียสละ, — และ, ยห์ — ผู้ซึ่ง, ปศฺยติ — เห็น, สห์ — เขา, ปศฺยติ — เห็นโดยแท้จริง
คำแปล
ผู้ที่รู้ว่าสภาวะที่ไปถึงด้วยวิธีการศึกษาวิเคราะห์สามารถบรรลุถึงได้ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้เช่นเดียวกัน  ดังนั้น  จึงเห็นว่าการศึกษาวิเคราะห์และการอุทิศตนเสียสละรับใช้อยู่ในระดับเดียวกัน  ผู้นี้เห็นสิ่งต่าง  ๆ  ตามความเป็นจริง
คำอธิบาย
จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการค้นคว้าทางปรัชญาคือการค้นหาเป้าหมายสูงสุดของชีวิต  เนื่องจากเป้าหมายสูงสุดของชีวิตคือการรู้แจ้งตนเอง  จึงไม่มีข้อแตกต่างระหว่างผลสรุปที่บรรลุได้ด้วยทั้งสองวิธี  ด้วยการค้นคว้าทางปรัชญา  สางฺขฺย  เราสรุปได้ว่าสิ่งมีชีวิตไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของโลกวัตถุแต่เป็นส่วนของดวงวิญญาณที่สมบูรณ์สูงสุด  ดังนั้น  ดวงวิญญาณของเราจึงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับโลกวัตถุ  การปฏิบัติของเราจึงต้องมีความสัมพันธ์กับองค์  ภควานฺ  เมื่อปฏิบัติตนใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเราอยู่ในสถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงของเรา  ในวิธีแรกหรือ  สางฺขฺย  คือเราต้องไม่ยึดติดกับวัตถุและในวิธี  โยค  แห่งการอุทิศตนเสียสละเราต้องยึดมั่นอยู่กับงานใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  อันที่จริงทั้งสองวิธีนี้เหมือนกัน  แม้ว่าโดยผิวเผินวิธีหนึ่งจะเกี่ยวกับการไม่ยึดติด  และอีกวิธีหนึ่งเกี่ยวกับการยึดมั่น  การไม่ยึดติดกับวัตถุและการยึดมั่นกับ  กฺฤษฺณ  เป็นหนึ่งเดียวกันผู้ที่เห็นเช่นนี้เห็นสิ่งต่าง  ๆ  ตามความเป็นจริง
संन्यासस्तु महाबाहो दुःखमाप्तुमयोगतः ।
योगयुक्तो मुनिर्ब्रह्म नचिरेणाधिगच्छति ॥ ५.६ ॥
โศลก 6
sannyāsas tu mahā-bāho  duḥkham āptum ayogataḥ
yoga-yukto munir brahma  na cireṇādhigacchati
สนฺนฺยาสสฺ ตุ มหา-พาโห  ทุห์ขมฺ อาปฺตุมฺ อโยคตห์
โยค-ยุกฺโต มุนิรฺ พฺรหฺม  น จิเรณาธิคจฺฉติ
สนฺนฺยาสห์ — ชีวิตสละโลกวัตถุ, ตุ — แต่, มหา-พาโห — โอ้ ยอดนักรบ, ทุห์ขมฺ — ความ ทุกข์, อาปฺตุมฺ — ซึ่งทำให้ตนลำบาก, อโยคตห์ — ปราศจากการอุทิศตนเสียสละรับใช้, โยค-ยุกฺตห์ — ผู้ปฏิบัติตนในการอุทิศตนเสียสละรับใช้, มุนิห์ — นักคิด, พฺรหฺม — สูงสุด, น จิเรณ — โดยไม่รอช้า, อธิคจฺฉติ — ได้รับ
คำแปล
หากเพียงแต่สละกิจกรรมทั้งหมดโดยไม่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่องค์ภควาน  ไม่สามารถทำให้เรามีความสุข  แต่ผู้ที่ใคร่ครวญรอบคอบปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้สามารถบรรลุถึงองค์ภควานโดยไม่ล่าช้า
คำอธิบาย
มีสนฺนฺยาสี  หรือผู้ปฏิบัติตนสละโลกวัตถุอยู่สองประเภทมายาวาที  สนฺนฺยาสี  ปฏิบัติในการศึกษาปรัชญา  สางฺขฺย  ขณะที่  ไวษฺณว  สนฺนฺยาสี  ปฏิบัติในการศึกษาปรัชญา  ภาควต  ซึ่งให้คำอธิบาย  เวทานฺต-สูตฺร  อย่างถูกต้อง  มายาวาที  สนฺนฺยาสี  ศึกษาเวทานฺต-สูตฺร  เหมือนกัน  แต่ใช้คำอธิบายของพวกตนเรียกว่า  ศารีรก-ภาษฺย  เขียนโดยชังคะราชารยะ  นักศึกษาของสถาบัน  ภาควตมฺ  ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์  ภควานฺ  ตามกฎเกณฑ์ของ  ปาญฺจราตฺริกี  ดังนั้น  ไวษฺณว  สนฺนฺยาสี  จึงมีการปฏิบัติรับใช้ทิพย์อย่างมากมายแด่องค์  ภควานฺ  ไวษฺณว  สนฺนฺยาสี  ไม่มีอะไรที่จะต้องทำเกี่ยวกับกิจกรรมทางวัตถุ  แต่ยังปฏิบัติกิจกรรมมากมายในการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์  ภควานฺ  แต่  มายาวาที  สนฺนฺยาสี  ปฏิบัติในการศึกษา  สางฺขฺย  และ  เวทานฺต  และได้แต่คาดคะเน  ไม่สามารถได้รับรสแห่งการรับใช้ทิพย์แด่องค์  ภควานฺ  เพราะว่าการศึกษาเช่นนี้น่าเบื่อมาก  บางครั้งจะเบื่อหน่ายต่อการคาดคะเน  พฺรหฺมนฺ  แล้วจึงมาพึ่ง  ภาควตมฺ  โดยปราศจากความเข้าใจที่ถูกต้อง  ดังนั้น  การศึกษา  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ของพวกนี้จึงมีปัญหา  การคาดคะเนอย่างลม  ๆ  แล้ง  ๆ  และการตีความที่ไร้รูปลักษณ์ด้วยวิธีที่ผิดธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงสำหรับมายาวาที  สนฺนฺยาสี  ในขณะที่  ไวษฺณว  สนฺนฺยาสี  ผู้ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ได้รับความสุขอยู่ตลอดเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ทิพย์  และรับประกันได้ว่าในที่สุดจะบรรลุถึงอาณาจักรแห่งองค์  ภควานฺ  มายาวาที  สนฺนฺยาสี  บางครั้งตกต่่ำลงจากวิถีแห่งความรู้แจ้งแห่งตน  และเข้าไปร่วมกับกิจกรรมทางวัตถุ  เช่น  การทำทานช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และสละความเห็นแก่ตัว  ซึ่งเป็นกิจกรรมทางวัตถุ  ดังนั้น  ผลสรุปคือผู้ที่ปฏิบัติในกิจกรรมของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกสถิตในตำแหน่งที่ดีกว่าพวก  สนฺนฺยาสี  ที่ปฏิบัติเพียงแค่คาดคะเนว่าอะไรคือ  พฺรหฺมนฺ  และอะไรไม่ใช่  พฺรหฺมนฺ  ถึงแม้ว่าหลังจากหลายต่อหลายชาติพวกนี้ก็จะกลายมาเป็น  กฺฤษฺณจิตสำนึก
योगयुक्तो विशुद्धात्मा विजितात्मा जितेन्द्रियः ।
सर्वभूतात्मभूतात्मा कुर्वन्नपि न लिप्यते ॥ ५.७ ॥
โศลก 7
yoga-yukto viśuddhātmā  vijitātmā jitendriyaḥ
sarva-bhūtātma-bhūtātmā  kurvann api na lipyate
โยค-ยุกฺโต วิศุทฺธาตฺมา  วิชิตาตฺมา ชิเตนฺทฺริยห์
สรฺว-ภูตาตฺม-ภูตาตฺมา  กุรฺวนฺนฺ อปิ น ลิปฺยเต
โยค-ยุกฺตห์ — ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้, วิศุทฺธ-อาตฺมา — วิญญาณผู้บริสุทธิ์, วิชิต-อาตฺมา — ควบคุมตนเองได้, ชิต-อินฺทฺริยห์ — ได้ปรามประสาทสัมผัส, สรฺว-ภูต — แด่มวลชีวิต, อาตฺม-ภูต-อาตฺมา — เมตตากรุณา, กุรฺวนฺ อปิ — แม้ปฏิบัติงาน, — ไม่เคย, ลิปฺยเต — ถูกพันธนาการ
คำแปล
ผู้ที่ทำงานด้วยการอุทิศตนเสียสละ  มีดวงวิญญาณบริสุทธิ์  สามารถควบคุมจิตใจและประสาทสัมผัสของตนเองได้  จะเป็นที่รักของทุกคน  และทุกคนก็เป็นที่รักของเขา  แม้ทำงานอยู่ตลอดเวลา  แต่บุคคลเช่นนี้จะไม่มีวันถูกพันธนาการ
คำอธิบาย
ผู้ที่อยู่บนหนทางแห่งความหลุดพ้นใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นที่รักยิ่งของทุก  ๆชีวิตและทุกชีวิตก็เป็นที่รักของท่าน  ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เนื่องมาจากมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกบุคคลนี้ไม่สามารถคิดว่าสิ่งมีชีวิตใด  ๆ  สามารถแยกออกจาก  กฺฤษฺณ  ได้  ดังเช่นใบไม้และกิ่งไม้ที่ไม่สามารถแยกออกจากต้นไม้ได้ฉันใด  ท่านทราบดีว่าจากการรดน้ำที่รากของต้นไม้  น้ำจะถูกแจกจ่ายไปที่ใบและกิ่งก้านทั้งหมด  หรือจากการส่งอาหารไปที่กระเพาะอาหารพลังงานจะถูกส่งไปทั่วร่างกายโดยปริยาย  เพราะผู้ที่ทำงานใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นผู้รับใช้ของมวลชีวิต  จึงเป็นที่รักยิ่งของทุก  ๆ  คน  และเนื่องจากทุกคนได้รับความพึงพอใจจากงานของท่าน  จึงทำให้มีจิตสำนึกที่บริสุทธิ์  เนื่องจากมีจิตสำนึกที่บริสุทธิ์จิตใจจึงอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์  และเนื่องจากจิตใจอยู่ภายใต้การควบคุมประสาทสัมผัสก็อยู่ภายใต้การควบคุมเช่นเดียวกัน  เนื่องจากจิตใจตั้งมั่นอยู่ที่  กฺฤษฺณเสมอท่านจึงไม่มีโอกาสเบี่ยงเบนไปจาก  กฺฤษฺณ  หรือเปิดโอกาสให้ประสาทสัมผัสของท่านปฏิบัติในสิ่งที่มิใช่เป็นการรับใช้องค์  ภควานฺ  ท่านจะไม่ชอบฟังอะไรนอกจากเรื่องราวที่เกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  จะไม่ชอบรับประทานอะไรที่ไม่ได้ถวายให้  กฺฤษฺณ  และจะไม่ปรารถนาจะไปไหนหาก  กฺฤษฺณ  ทรงไม่มีส่วนร่วม  ดังนั้น  ประสาทสัมผัสของท่านอยู่ภายใต้การควบคุม  บุคคลที่ประสาทสัมผัสอยู่ภายใต้การควบคุมไม่สามารถก้าวร้าวผู้ใด  อาจมีคนถามว่า  “แล้วทำไม  อรฺชุน  จึงทรงก้าวร้าวผู้อื่นในสนามรบ?  ท่านมี  กฺฤษฺณจิตสำนึกอยู่ใช่หรือไม่?”  อรฺชุน  ทรงก้าวร้าวโดยผิวเผินเท่านั้น  (ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วในบทที่สอง)  เพราะว่าผู้ที่มารวมกันอยู่ในสนามรบจะยังคงมีปัจเจกชีวิตอยู่ต่อไปเนื่องจากดวงวิญญาณไม่สามารถถูกฆ่าได้  ฉะนั้น  ในวิถีทิพย์ไม่มีผู้ใดถูกฆ่าในสนามรบ  กุรุกฺเษตฺร  เพียงแต่เสื้อผ้าของพวกเขาเท่านั้นที่ได้ถูกเปลี่ยนไปโดยคำสั่งของ  กฺฤษฺณ  ผู้ทรงปรากฏพระวรกายด้วยพระองค์เอง  ดังนั้น  ในขณะที่  อรฺชุน  ทรงต่อสู้อยู่ที่สนามรบ  กุรุกฺเษตฺร  อรฺชุน  ทรงมิได้ต่อสู้จริง  ๆ  ท่านเพียงแต่ปฏิบัติตามคำสั่งของ  กฺฤษฺณ  ด้วย  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกที่สมบูรณ์  บุคคลเช่นนี้จะไม่มีวันถูกพันธนาการอยู่ในวิบากกรรม
नैव किंचित्करोमीति युक्तो मन्येत तत्त्ववित् ।
पश्यञ्श्रृण्वन्स्पृशञ्जिघ्रन्नश्नन्‌गच्छन्स्वपञ्श्वसन् ॥ ५.८ ॥
प्रलपन्विसृजन्गृह्णन्नुन्मिषन्निमिषन्नपि ।
इन्द्रियाणीन्द्रियार्थेषु वर्तन्त इति धारयन् ॥ ५.९ ॥
โศลก 8-9
naiva kiñcit karomīti  yukto manyeta tattva-vit
paśyañ śṛṇvan spṛśañ jighrann  aśnan gacchan svapañ śvasan
ไนว กิญฺจิตฺ กโรมีติ  ยุกฺโต มเนฺยต ตตฺตฺว-วิตฺ
ปศฺยญฺ ศฺฤณฺวนฺ สฺปฺฤศญฺ ชิฆฺรนฺนฺ  อศฺนนฺ คจฺฉนฺ สฺวปญฺ ศฺวสนฺ
pralapan visṛjan gṛhṇann  unmiṣan nimiṣann api
indriyāṇīndriyārtheṣu  vartanta iti dhārayan
ปฺรลปนฺ วิสฺฤชนฺ คฺฤหฺณนฺนฺ  อุนฺมิษนฺ นิมิษนฺนฺ อปิ
อินฺทฺริยาณีนฺทฺริยารฺเถษุ  วรฺตนฺต อิติ ธารยนฺ
— ไม่, เอว — แน่นอน, กิญฺจิตฺ — สิ่งใด ๆ, กโรมิ — ข้าพเจ้าทำ, อิติ — ดังนั้น, ยุกฺตห์ — ปฏิบัติ อยู่ในจิตสำนึกทิพย์, มเนฺยต — คิด, ตตฺตฺว-วิตฺ — ผู้ที่ทราบความจริง, ปศฺยนฺ — เห็น, ศฺฤณฺวนฺ — ได้ยิน, สฺปฺฤศนฺ — สัมผัส, ชิฆฺรนฺ — กลิ่น, อศฺนนฺ — รับประทาน, คจฺฉนฺ — ไป, สฺวปนฺ — ฝัน, ศฺวสนฺ — หายใจ, ปฺรลปนฺ — พูด, วิสฺฤชนฺ — ยกเลิก, คฺฤหฺณนฺ — ยอมรับ, อุนฺมิษนฺ — เปิด, นิมิษนฺ — ปิด, อปิ — ถึงแม้ว่า, อินฺทฺริยาณิ — ประสาทสัมผัส, อินฺทฺริย-อรฺเถษุ — ในการสนอง ประสาทสัมผัส, วรฺตนฺเต — ปล่อยให้พวกเขาปฏิบัติ, อิติ — ดังนั้น, ธารยนฺ — พิจารณา
คำแปล
บุคคลผู้อยู่ในจิตสำนึกทิพย์  แม้ปฏิบัติอยู่ในการเห็น  ได้ยิน  สัมผัส  ดมกลิ่น  รับประทาน  เคลื่อนไหวไปมา  นอน  และหายใจ  ทราบดีอยู่ภายในตัวเสมอว่า  อันที่จริงตนเองไม่ได้ทำอะไรเลย  เพราะว่าขณะที่กำลังพูด  ถ่าย  รับ  หรือเปิดปิดตาเขาทราบเสมอว่าประสาทสัมผัสวัตถุเท่านั้นที่ปฏิบัติอยู่กับรูป  เสียง  กลิ่น  รสสัมผัส  และตัวเขาเองอยู่ห่างจากสิ่งเหล่านี้
คำอธิบาย
บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมีความเป็นอยู่ที่บริสุทธิ์  ฉะนั้น  ท่านไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับงานใด  ๆ  ที่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยทั้งใกล้และไกลห้าประการคือ  ผู้กระทำ  งานสถานการณ์  ความพยายาม  และโชคลาภ  เป็นเช่นนี้เพราะว่าท่านปฏิบัติในการรับใช้ทิพย์ด้วยความรักต่อ  กฺฤษฺณ  ถึงแม้ดูเหมือนว่าปฏิบัติด้วยร่างกายและประสาทสัมผัส  ท่านรู้สำนึกอยู่เสมอถึงสถานภาพอันแท้จริงในการปฏิบัติทิพย์  ในวัตถุจิตสำนึก  ประสาทสัมผัสปฏิบัติเพื่อสนองประสาทสัมผัสของตนเอง  แต่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกประสาทสัมผัสปฏิบัติเพื่อสนองประสาทสัมผัสของ  กฺฤษฺณ  ให้ทรงพอพระทัย  ดังนั้น  บุคคลผู้มี  กฺฤษฺณจิตสำนึกจะเป็นอิสระอยู่เสมอถึงแม้จะดูเหมือนว่าตัวท่านปฏิบัติอยู่ในภารกิจของประสาทสัมผัส  กิจกรรมต่าง  ๆ  เช่น  การเห็นและได้ยินเป็นการปฏิบัติของประสาทสัมผัสเพื่อให้ได้ความรู้  ขณะที่การเคลื่อนไหว  การพูด  การขับถ่าย  ฯลฯ  เป็นการปฏิบัติของประสาทสัมผัสเพื่อทำงาน  บุคคลผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่มีวันได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติของประสาทสัมผัส  ท่านไม่สามารถปฏิบัติสิ่งใดนอกจากการรับใช้องค์  ภควานฺ  เพราะทราบดีว่า  ตัวท่านเป็นผู้รับใช้นิรันดรของ  กฺฤษฺณ  
ब्रह्मण्याधाय कर्माणि सङ्गं त्यक्त्वा करोति यः ।
लिप्यते न स पापेन पद्मपत्रमिवाम्भसा ॥ ५.१० ॥
โศลก 10
brahmaṇy ādhāya karmāṇi  saṅgaṁ tyaktvā karoti yaḥ
lipyate na sa pāpena  padma-patram ivāmbhasā
พฺรหฺมณฺยฺ อาธาย กรฺมาณิ  สงฺคํ ตฺยกฺตฺวา กโรติ ยห์
ลิปฺยเต น ส ปาเปน  ปทฺม-ปตฺรมฺ อิวามฺภสา
พฺรหฺมณิ — แด่องค์ภควาน, อาธาย — สละ, กรฺมาณิ — งานทั้งหมด, สงฺคมฺ — การยึดติด, ตฺยกฺตฺวา — ยกเลิก, กโรติ — ปฏิบัติ, ยห์ — ผู้ซึ่ง, ลิปฺยเต — มีผลกระทบ, — ไม่, สห์ — เขา, ปาเปน — ด้วยความบาป, ปทฺม-ปตฺรมฺ — ใบบัว, อิว — เหมือน, อมฺภสา — ด้วยน้ำ
คำแปล
ผู้ปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยปราศจากการยึดติด  ศิโรราบผลของงานแด่องค์ภควาน  จะไม่ได้รับผลกระทบจากการทำบาป  เสมือนดั่งเช่นใบบัวที่น้ำไม่สามารถซึมเข้าไปได้ฉันใด
คำอธิบาย
ณ  ที่นี้คำว่า  พฺรหฺมณิ  หมายถึงใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  โลกวัตถุคือปรากฏการณ์มวลรวมของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  เรียกทางเทคนิคว่าปฺรธาน  บทมนต์พระ  เวท  สรฺวํ  หฺยฺ  เอตทฺ  พฺรหฺม  (มาณฺฑูกฺย  อุปนิษทฺ  2),  ตสฺมาทฺ  เอตทฺ  พฺรหฺม  นาม  รูปมฺ  อนฺนํ  จ  ชายเต  (มาณฺฑูกฺย  อุปนิษทฺ  1.2.10),  และใน  ภควัท-คีตา  (14.3),  มม  โยนิรฺ  มหทฺ  พฺรหฺม  แสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกวัตถุคือปรากฏการณ์ของ  พฺรหฺมนฺ  แม้ว่าผลจะปรากฎออกมาแตกต่างกัน  แต่มันไม่แตกต่างจากแหล่งกำเนิด  ใน  อีโศปนิษทฺ  ได้กล่าวไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างสัมพันธ์กับ  พฺรหฺมนฺ  สูงสุดหรือ  กฺฤษฺณ  ฉะนั้น  ทุกสิ่งทุกอย่างจึงเป็นของพระองค์เท่านั้น  ผู้ที่ทราบดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของ  กฺฤษฺณ  และพระองค์ทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง  ดังนั้น  ทุกสิ่งทุกอย่างจึงควรนำมารับใช้องค์  ภควานฺ  โดยธรรมชาติตัวท่านไม่เกี่ยวข้องกับผลของกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นผลบุญหรือบาป  ร่างวัตถุของทุก  ๆ  คนเป็นของขวัญจากองค์  ภควานฺ  เพื่อปฏิบัติงานบางอย่างโดยเฉพาะ  เราสามารถนำมาใช้ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกได้  เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอยู่เหนือมลทินจากผลแห่งบาป  เช่นเดียวกับใบบัวถึงแม้จะอยู่ในน้ำแต่ไม่เปียก  องค์  ภควานฺ  ตรัสไว้ใน  คีตา  (3.30.)  เช่นกันว่า  มยิ  สรฺวาณิ  กรฺมาณิ  สนฺนฺยสฺย  “จงสละงานทั้งหมดแด่ข้า  (กฺฤษฺณ)”  ข้อสรุปคือบุคคลผู้ปราศจาก  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกปฏิบัติตามทัศนคติของร่างกายและประสาทสัมผัสวัตถุ  แต่บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกปฏิบัติตามความรู้ที่ว่าร่างกายเป็นสมบัติของ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  จึงควรใช้ไปในการรับใช้  กฺฤษฺณ  
कायेन मनसा बुद्ध्या केवलैरिन्द्रियैरपि ।
योगिनः कर्म कुर्वन्ति सङ्गं त्यक्त्वात्मशुद्धये ॥ ५.११ ॥
โศลก 11
kāyena manasā buddhyā  kevalair indriyair api
yoginaḥ karma kurvanti  saṅgaṁ tyaktvātma-śuddhaye
กาเยน มนสา พุทฺธฺยา  เกวไลรฺ อินฺทฺริไยรฺ อปิ
โยคินห์ กรฺม กุรฺวนฺติ  สงฺคํ ตฺยกฺตฺวาตฺม-ศุทฺธเย
กาเยน — ด้วยร่างกาย, มนสา — ด้วยจิตใจ, พุทฺธฺยา — ด้วยปัญญา, เกวไลห์ — บริสุทธิ์, อินฺทฺริไยห์ — ด้วยประสาทสัมผัส, อปิ — แม้แต่, โยคินห์ — บุคคลผู้มี กฺฤษฺณ จิตสำนึก, กรฺม — การกระทำ, กุรฺวนฺติ — พวกเขาปฏิบัติ, สงฺคมฺ — การยึดติด, ตฺยกฺตฺวา — สละ, อาตฺม — ของตนเอง, ศุทฺธเย — เพื่อจุดมุ่งหมายแห่งความบริสุทธิ์
คำแปล
  โยคี  ผู้สละความยึดติด  ปฏิบัติด้วยร่างกาย  จิตใจ  ปัญญา  และแม้แต่ด้วยประสาทสัมผัส  เพียงเพื่อจุดมุ่งหมายแห่งความบริสุทธิ์เท่านั้น
คำอธิบาย
เมื่อเราปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยสนองประสาทสัมผัสของ  กฺฤษฺณ  เพื่อให้พระองค์ทรงพอพระทัย  การปฏิบัติไม่ว่าด้วยส่วนไหน  เช่น  ร่างกาย  จิตใจ  ปัญญา  หรือแม้แต่ประสาทสัมผัสจะทำให้บริสุทธิ์จากมลทินทางวัตถุ  และจะไม่มีวิบากกรรมทางวัตถุใด  ๆ  ที่เป็นผลมาจากกิจกรรมของผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ฉะนั้น  กิจกรรมบริสุทธิ์โดยทั่วไปเรียกว่า  สทฺ-อาจาร  สามารถปฏิบัติได้โดยง่ายด้วยการปฏิบัติใน  กฺฤษฺณจิตสำนึก  ศฺรี  รูป  โคสฺวามี  ใน  ภกฺติ-รสามฺฤต-สินฺธุ  (1.2.187)  ได้อธิบายไว้ดังนี้
อีหา ยสฺย หเรรฺ ทาเสฺย  กรฺมณา มนสา คิรา
นิขิลาสฺวฺ อปฺยฺ อวสฺถาสุ  ชีวนฺ-มุกฺตห์ ส อุจฺยเต
“บุคคลผู้ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  (หรืออีกนัยหนึ่งรับใช้  กฺฤษฺณ)  ด้วยร่างกาย  จิตใจปัญญา  และคำพูดเป็นผู้หลุดพ้นแม้อยู่ในโลกวัตถุ  ถึงแม้ท่านอาจปฏิบัติสิ่งที่เรียกว่ากิจกรรมทางวัตถุมากมาย”  แต่ไม่มีอหังการเพราะท่านไม่เชื่อว่าตัวท่านคือร่างวัตถุนี้หรือว่าตัวท่านเป็นเจ้าของร่างวัตถุ  รู้ดีว่าตัวท่านไม่ใช่ร่างกายนี้และร่างกายนี้ไม่ใช่เป็นของท่าน  ตัวท่านเองเป็นของ  กฺฤษฺณ  และร่างกายก็เช่นกันเป็นของ  กฺฤษฺณ  เมื่อนำทุกสิ่งทุกอย่างที่ผลิตโดย  ร่างกาย  จิตใจ  ปัญญา  คำพูด  ชีวิต  ทรัพย์สมบัติ  ฯลฯ  และอะไรก็แล้วแต่ที่ท่านอาจเป็นเจ้าของ  นำมารับใช้  กฺฤษฺณ  เช่นนี้  ท่านจะประสานกับ  กฺฤษฺณ  ทันทีโดยเป็นหนึ่งเดียวกับ  กฺฤษฺณ  และปราศจากอหังการที่จะนำท่านให้เชื่อว่าตัวท่านคือร่างกาย  ฯลฯ  นี่คือระดับสมบูรณ์แห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
युक्तः कर्मफलं त्यक्त्वा शान्तिमाप्नोति नैष्ठिकीम् ।
अयुक्तः कामकारेण फले सक्तो निबध्यते ॥ ५.१२ ॥
โศลก 12
yuktaḥ karma-phalaṁ tyaktvā  śāntim āpnoti naiṣṭhikīm
ayuktaḥ kāma-kāreṇa  phale sakto nibadhyate
ยุกฺตห์ กรฺม-ผลํ ตฺยกฺตฺวา  ศานฺติมฺ อาปฺโนติ ไนษฺฐิกีมฺ
อยุกฺตห์ กาม-กาเรณ  ผเล สกฺโต นิพธฺยเต
ยุกฺตห์ — ผู้ปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้, กรฺม-ผลมฺ — ผลของกิจกรรมทั้งหมด, ตฺยกฺตฺวา — สละ, ศานฺติมฺ — ความสงบอันสมบูรณ์, อาปฺโนติ — ได้รับ,ไนษฺฐิกีมฺ — แน่วแน่, อยุกฺตห์ — ผู้ที่ไม่อยู่ใน กฺฤษฺณ จิตสำนึก, กาม-กาเรณ — เพื่อความสุขกับผลของงาน, ผเล — ในผล, สกฺตห์ — ยึดติด, นิพธฺยเต — ถูกพันธนาการ
คำแปล
ดวงวิญญาณผู้อุทิศตนเสียสละอยู่เสมอได้รับความสงบที่บริสุทธิ์  เพราะถวายผลของกิจกรรมทั้งหมดแด่ข้า  ขณะที่ผู้ไม่ร่วมกับองค์ภควาน  โลภในผลแห่งแรงงานของตน  จะถูกพันธนาการ
คำอธิบาย
ข้อแตกต่างระหว่างบุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกและบุคคลในร่างกายจิตสำนึกคือ  คนหนึ่งยึดมั่นกับ  กฺฤษฺณ  และอีกคนหนึ่งยึดติดกับผลของกิจกรรมของตนเอง  บุคคลผู้ยึดมั่นต่อ  กฺฤษฺณ  และทำงานเพื่อพระองค์เท่านั้น  แน่นอนว่าเป็นผู้หลุดพ้นและจะไม่มีความวิตกกังวลกับผลงานของตนเอง  ใน  ภาควต  อธิบายว่าสาเหตุแห่งความวิตกกังวลกับผลของกิจกรรมเกิดจาการทำหน้าที่ในทัศนคติของสิ่งคู่  โดยไม่มีความรู้แห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดองค์  ภควานฺ  ใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกไม่มีสิ่งคู่  ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่เป็นผลผลิตจากพลังงานของ  กฺฤษฺณ  และ  กฺฤษฺณ  ทรงดีไปหมด  ฉะนั้น  กิจกรรมใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจึงอยู่ในระดับที่สมบูรณ์  เป็นทิพย์  และไม่มีผลทางวัตถุ  ผู้ปฏิบัติจึงเปี่ยมไปด้วยความสงบใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  แต่ผู้ที่ถูกพันธนาการอยู่ในการคำนวณผลกำไรเพื่อสนองประสาทสัมผัสไม่สามารถได้รับความสงบเช่นนี้  นี่คือความลับของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ความรู้แจ้งที่ว่าไม่มีสิ่งอื่นใดมีอยู่นอกจาก  กฺฤษฺณ  คือฐานแห่งความสงบและความไม่กลัว
सर्वकर्माणि मनसा संन्यस्यास्ते सुखं वशी ।
नवद्वारे पुरे देही नैव कुर्वन्न कारयन् ॥ ५.१३ ॥
โศลก 13
sarva-karmāṇi manasā  sannyasyāste sukhaṁ vaśī
nava-dvāre pure dehī  naiva kurvan na kārayan
สรฺว-กรฺมาณิ มนสา  สนฺนฺยสฺยาเสฺต สุขํ วศี
นว-ทฺวาเร ปุเร เทหี  ไนว กุรฺวนฺ น การยนฺ
สรฺว — ทั้งหมด, กรฺมาณิ — กิจกรรม, มนสา — ด้วยจิตใจ, สนฺนฺยสฺย — สละ, อาเสฺต — คงอยู่, สุขมฺ — ในความสุข, วศี — ผู้ควบคุม, นว-ทฺวาเร — ในสถานที่ที่มีเก้าประตู, ปุเร — ในเมือง, เทหี — วิญญาณในร่าง, — ไม่, เอว — แน่นอน, กุรฺวนฺ — ทำอะไร, — ไม่, การยนฺ — เป็นต้นเหตุให้ทำ
คำแปล
เมื่อดวงชีวิตในร่างควบคุมธรรมชาติของตนเองได้  และด้วยจิตใจที่สละการกระทำทั้งหมด  เขาเป็นผู้พำนักอยู่ในเมืองที่มีเก้าประตู  (ร่างวัตถุ)  อย่างมีความสุขไม่ได้ทำงานหรือเป็นต้นเหตุให้งานสำเร็จ
คำอธิบาย
วิญญาณในร่างอาศัยอยู่ในเมืองที่มีเก้าประตู  กิจกรรมของร่างกายหรือเมืองอุปมาแห่งร่างกาย  ธรรมชาติวัตถุเฉพาะระดับเป็นผู้ควบคุมโดยปริยาย  ดวงวิญญาณถึงแม้ว่าจะทำตัวเองให้ขึ้นอยู่กับสภาวะของร่างกาย  สามารถอยู่เหนือสภาวะเหล่านี้ได้หากตัวเขาต้องการ  ที่เป็นเช่นนี้เพราะลืมธรรมชาติที่สูงกว่าของตนและไปสำคัญตัวเองกับร่างวัตถุจึงต้องรับทุกข์  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะสามารถฟื้นฟูสถานภาพอันแท้จริงและออกมาจากร่างกายนี้  เมื่อยอมรับ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเราจะออกห่างจากกิจกรรมทางร่างกายอย่างสมบูรณ์ทันที  ในชีวิตที่ควบคุมได้เช่นนี้  ซึ่งเจตนารมณ์ได้เปลี่ยนไป  เราจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขในเมืองเก้าประตู  ได้กล่าวถึงประตูทั้งเก้าไว้ดังนี้
นว-ทฺวาเร ปุเร เทหี  หํโส เลลายเต พหิห์
วศี สรฺวสฺย โลกสฺย  สฺถาวรสฺย จรสฺย จ
“บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงประทับอยู่ภายในร่างของสิ่งมีชีวิต  และทรงเป็นผู้ควบคุมมวลชีวิตในมวลจักรวาล  ร่างกายประกอบด้วยเก้าประตู  (สองตา  สองโพรงจมูกสองหู  หนึ่งปาก  หนึ่งทวาร  และอวัยวะสืบพันธุ์)  สิ่งมีชีวิตในระดับวัตถุสำคัญตนเองกับร่างกาย  แต่เมื่อสำคัญตนเองกับองค์  ภควานฺ  ภายในร่าง  เขาจะมีอิสรภาพเท่า  ๆ  กับองค์  ภควานฺ  แม้ขณะอยู่ในร่างกายนี้”  (เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  3.18)
ฉะนั้น  บุคคลผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจึงเป็นอิสระจากกิจกรรมทั้งภายนอกและภายในร่างวัตถุ
न कर्तृत्वं न कर्माणि लोकस्य सृजति प्रभुः ।
न कर्मफलसंयोगं स्वभावस्तु प्रवर्तते ॥ ५.१४ ॥
โศลก 14
na kartṛtvaṁ na karmāṇi  lokasya sṛjati prabhuḥ
na karma-phala-saṁyogaṁ  svabhāvas tu pravartate
น กรฺตฺฤตฺวํ น กรฺมาณิ  โลกสฺย สฺฤชติ ปฺรภุห์
น กรฺม-ผล-สํโยคํ  สฺวภาวสฺ ตุ ปฺรวรฺตเต
— ไม่, กรฺตฺฤตฺวมฺ — ความเป็นเจ้าของ, — ไม่, กรฺมาณิ — กิจกรรม, โลกสฺย — ของ ประชาชน, สฺฤชติ — สร้าง, ปฺรภุห์ — เจ้านายของนครแห่งร่างกาย, — ไม่, กรฺม-ผล — ด้วยผลของกิจกรรม, สํโยคมฺ — เชื่อม, สฺวภาวห์ — ระดับของธรรมชาติวัตถุ, ตุ — แต่, ปฺรวรฺตเต — ปฏิบัติ
คำแปล
วิญญาณในร่างเป็นเจ้าเมืองแห่งร่างกายของเขา  มิได้เป็นผู้สร้างกิจกรรม  หรือว่าชักนำให้ผู้คนกระทำ  หรือว่าตัวเขาเป็นผู้สร้างผลของการกระทำ  ทั้งหมดนี้บัญญัติโดยระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ
คำอธิบาย
สิ่งมีชีวิตซึ่งจะอธิบายในบทที่เจ็ด  เป็นหนึ่งในพลังงานหรือธรรมชาติขององค์  ภควานฺ  แต่แตกต่างจากวัตถุซึ่งเป็นอีกธรรมชาติหนึ่งที่ต่ำกว่าขององค์  ภควานฺ  อย่างไรก็ดี  สิ่งมีชีวิตหรือธรรมชาติที่สูงกว่าได้มาสัมผัสกับธรรมชาติวัตถุตั้งแต่โบราณกาลร่างกายอันไม่ถาวรหรือสถานที่พำนักวัตถุที่เขาได้รับเป็นต้นเหตุของกิจกรรมและวิบากกรรมต่าง  ๆ  นานา  มีชีวิตอยู่ในบรรยากาศวัตถุเช่นนี้เขาได้รับความทุกข์จากผลกรรมของร่างกายเนื่องจากสำคัญตัวเองกับร่างกาย  (ในอวิชชา)  อวิชชาเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์และความเศร้าโศกทางร่างกายที่รับเอามาตั้งแต่โบราณกาล  ทันทีที่สิ่งมีชีวิตตีตัวออกห่างจากกิจกรรมทางร่างกาย  ก็จะมีอิสรเสรีจากวิบากกรรมด้วย  ตราบใดที่ยังอยู่ในนครแห่งร่างกายอาจดูเหมือนว่าเป็นเจ้านาย  แต่แท้ที่จริงไม่ได้เป็นทั้งเจ้าของหรือผู้ควบคุมการกระทำและผลกรรมของร่างกาย  เขาเพียงแต่อยู่ในใจกลางมหาสมุทรวัตถุดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด  คลื่นแห่งมหาสมุทรกำลังซัดพาไป  และตัวเขาควบคุมมันไม่ได้ผลสรุปที่ดีที่สุดของเขาคือออกจากมหาสมุทรนี้ด้วย  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกทิพย์  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะช่วยเขาให้พ้นจากความยุ่งยากทั้งปวง
नादत्ते कस्यचित्पापं न चैव सुकृतं विभुः ।
अज्ञानेनावृतं ज्ञानं तेन मुह्यन्ति जन्तवः ॥ ५.१५ ॥
โศลก 15
nādatte kasyacit pāpaṁ  na caiva sukṛtaṁ vibhuḥ
ajñānenāvṛtaṁ jñānaṁ  tena muhyanti jantavaḥ
นาทตฺเต กสฺยจิตฺ ปาปํ  น ไจว สุกฺฤตํ วิภุห์
อชฺญาเนนาวฺฤตํ ชฺญานํ  เตน มุหฺยนฺติ ชนฺตวห์
— ไม่, อาทตฺเต — รับ, กสฺยจิตฺ — ของผู้ใด, ปาปมฺ — บาป, — ไม่, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, สุ-กฺฤตมฺ — กิจกรรมบุญ, วิภุห์ — องค์ภควาน, อชฺญาเนน — ด้วยอวิชชา, อาวฺฤตมฺ — ปกคลุม, ชฺญานมฺ — ความรู้, เตน — ด้วยสิ่งนั้น, มุหฺยนฺติ — สับสน, ชนฺตวห์ — สิ่งมี ชีวิต
คำแปล
องค์ภควานทรงมิได้ถืออภิสิทธิ์เอากิจกรรมบาปหรือบุญของผู้ใด  อย่างไรก็ดี  ดวงวิญญาณในร่างสับสนเนื่องมาจากอวิชชาที่ปกคลุมความรู้อันแท้จริงของพวกเขา
คำอธิบาย
คำสันสกฤษ  วิภุ  หมายความถึงองค์  ภควานฺ  ผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยความรู้  ความร่ำรวย  พลังอำนาจ  ชื่อเสียง  ความสง่างาม  และความเสียสละ  พระองค์ทรงพึงพอพระทัยในพระองค์เองอยู่เสมอ  ไม่ทรงถูกรบกวนด้วยการทำบาปหรือทำบุญ  พระองค์ทรงมิได้สร้างสถานการณ์เฉพาะสำหรับสิ่งมีชีวิตใด  ๆ  แต่สิ่งมีชีวิตสับสนด้วยอวิชชาและต้องการให้ตนเองถูกส่งมาอยู่ในสภาวะชีวิตวัตถุบางแห่ง  ดังนั้น  โซ่ตรวนแห่งกรรมและวิบากกรรมจึงเริ่มขึ้น  สิ่งมีชีวิตเป็นธรรมชาติที่สูงกว่าซึ่งเปี่ยมไปด้วยความรู้  อย่างไรก็ดี  เขามีแนวโน้มที่จะถูกอวิชชาครอบงำอันเนื่องมาจากพลังอำนาจที่จำกัดในตนเอง  องค์  ภควานฺ  ทรงมีพระเดชทั้งปวงแต่สิ่งมีชีวิตไม่มี  พระองค์ทรงเป็น  วิภุ  หรือสัพพัญญู  แต่สิ่งมีชีวิตเป็น  อณุ  หรือละอองเล็ก  ๆ  เนื่องจากเป็นวิญญาณที่มีชีวิตจึงมีความสามารถที่จะต้องการตามสิทธิของตน  ความต้องการเช่นนี้องค์  ภควานฺ  ผู้ทรงมีพระเดชทั้งปวงเท่านั้นที่จะตอบสนองให้ได้  ฉะนั้น  เมื่อสิ่งมีชีวิตสับสนอยู่ในความต้องการของตนเอง  พระองค์ทรงอนุญาตให้เขาตอบสนองความต้องการเหล่านั้น  แต่ทรงมิได้รับผิดชอบต่อกรรมหรือผลกรรมของแต่ละสถานการณ์ที่แต่ละชีวิตอาจปรารถนา  ดังนั้นขณะที่อยู่ในสภาวะสับสน  ชีวิตในร่างสำคัญตนเองกับสถานการณ์ร่างกายวัตถุและถูกจำกัดอยู่ในความทุกข์และความสุขอันไม่ถาวรของชีวิต  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นสหายของสิ่งมีชีวิตอยู่เสมอในฐานะ  ปรมาตฺมา  หรืออภิวิญญาณ  ฉะนั้น  พระองค์ทรงเข้าใจความต้องการของปัจเจกวิญญาณ  เสมือนเช่นเราสามารถได้กลิ่นของดอกไม้เมื่อเข้าไปใกล้ความต้องการเป็นรูปแบบที่ละเอียดอ่อนของสิ่งมีชีวิตในสภาวะวัตถุ  พระองค์ทรงสนองตอบความต้องการตามที่เขาควรได้รับ  มนุษย์เสนอและ  ภควานฺ  สนอง  ดังนั้น  ปัจเจกชีวิตมิได้มีอำนาจทั้งหมดในการสนองตอบความต้องการของตนเอง  อย่างไรก็ดี  ภควานฺ  ทรงสามารถสนองตอบความต้องการทั้งหมด  และทรงไม่มีอคติต่อผู้ใด  พระองค์จึงทรงไม่รบกวนกับความต้องการของสิ่งมีชีวิตผู้มีเสรีภาพเพียงน้อยนิด  เมื่อเขาปรารถนากฺฤษฺณ  จะทรงดูแลเป็นพิเศษและสนับสนุนเขาให้ปรารถนาในหนทางที่สามารถบรรลุถึงพระองค์และมีความสุขนิรันดร  ฉะนั้น  บทมนต์พระ  เวท  กล่าวว่า  เอษ  อุ  หฺยฺ  เอว  สาธุ  กรฺม  การยติ  ตํ  ยมฺ  เอโภฺย  โลเกภฺย  อุนฺนินีษเตฯ  เอษ  อุ  เอวาสาธุ  กรฺม  การยติ  ยมฺ  อโธ  นินีษเต  “องค์  ภควานฺ  ทรงให้สิ่งมีชีวิตทำบุญเพื่ออาจเจริญขึ้น  ทรงให้สิ่งมีชีวิตทำบาปเพื่ออาจไปลงนรก”  (เกาษีตกี  อุปนิษทฺ  3.8)
อชฺโญ ชนฺตุรฺ อนีโศ ’ยมฺ  อาตฺมนห์ สุข-ทุห์ขโยห์
อีศฺวร-เปฺรริโต คจฺเฉตฺ  สฺวรฺคํ วาศฺวฺ อภฺรมฺ เอว จ
“สิ่งมีชีวิตมีเสรีภาพโดยสมบูรณ์ต่อความทุกข์หรือความสุขของตนเอง  ด้วยความปรารถนาขององค์  ภควานฺ  ทำให้เขาสามารถไปสวรรค์หรือลงนรก  เสมือนดั่งเมฆที่ลอยไปตามลม”
ฉะนั้น  วิญญาณในร่างพร้อมทั้งความต้องการตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ปรารถนาจะหลีกเลี่ยง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจึงเป็นสาเหตุแห่งความสับสนของตนเอง  ดังนั้น  ถึงแม้ว่าโดยพื้นฐานตัวเขาจะเป็นอมตะ  มีความปลื้มปีติสุข  และรอบรู้  แต่ด้วยความเป็นละอองอณูเล็ก  ๆ  จึงถูกอวิชชาครอบงำจนลืมสถานภาพพื้นฐานว่าเป็นผู้รับใช้ขององค์  ภควานฺ  สิ่งมีชีวิตอ้างว่าพระองค์ทรงเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเป็นอยู่ทางสภาวะวัตถุของเขา  เวทานฺต-สูตฺร  (2.1.34)  ได้ยืนยันเช่นกันว่า  ไวษมฺย-ไนรฺฆฺฤเณฺย  น  สาเปกฺษตฺวาตฺ  ตถา  หิ  ทรฺศยติ  “องค์  ภควานฺ  ทรงไม่เกลียดและไม่ชอบผู้ใด  แม้ว่าพระองค์ทรงดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้น”
ज्ञानेन तु तदज्ञानं येषां नाशितमात्मनः ।
तेषामादित्यवज्ज्ञानं प्रकाशयति तत्परम् ॥ ५.१६ ॥
โศลก 16
jñānena tu tad ajñānaṁ  yeṣāṁ nāśitam ātmanaḥ
teṣām āditya-vaj jñānaṁ  prakāśayati tat param
ชฺญาเนน ตุ ตทฺ อชฺญานํ  เยษำ นาศิตมฺ อาตฺมนห์
เตษามฺ อาทิตฺย-วชฺ ชฺญานํ  ปฺรกาศยติ ตตฺ ปรมฺ
ชฺญาเนน — ด้วยความรู้, ตุ — แต่, ตตฺ — นั้น, อชฺญานมฺ — อวิชชา, เยษามฺ — ของเขา, นาศิตมฺ — ถูกทำลาย, อาตฺมนห์ — ของสิ่งมีชีวิต, เตษามฺ — ของพวกเขา, อาทิตฺย-วตฺ — เหมือนกับ ดวงอาทิตย์ขึ้น, ชฺญานมฺ — ความรู้, ปฺรกาศยติ — เปิดเผย, ตตฺ ปรมฺกฺฤษฺณ จิตสำนึก
คำแปล
อย่างไรก็ดี  เมื่อเขาได้รับแสงสว่างจากความรู้ซึ่งอวิชชาถูกทำลายลง  ความรู้จะเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่าง  เสมือนดังดวงอาทิตย์ที่บันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างสว่างไสวขึ้นในเวลากลางวัน
คำอธิบาย
บุคคลที่ลืม  กฺฤษฺณ  ต้องสับสนอย่างแน่นอน  แต่บุคคลที่อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะไม่สับสนเลย  ได้กล่าวไว้ใน  ภควัท-คีตา  ว่า  สรฺวํ  ชฺญาน-ปฺลเวน,  ชฺญานาคฺนิห์  สรฺว-กรฺมาณิ  และ  น  หิ  ชฺญาเนน  สทฺฤศมฺ  ความรู้เป็นที่น่าสรรเสริญอย่างยิ่งเสมอ  และความรู้นั้นคืออะไร?  ความรู้ที่สมบูรณ์ได้รับเมื่อเขาศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทที่เจ็ด  โศลก  19  ว่า  พหูนำ  ชนฺมนามฺ  อนฺเต  ชฺญานวานฺ  มำ  ปฺรปทฺยเต  หลังจากที่ได้ผ่านมาหลายต่อหลายชาติ  เมื่อความรู้สมบูรณ์  เขาจะศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  หรือเมื่อมาถึง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกทุกสิ่งทุกอย่างจะเปิดเผยแก่เขา  เสมือนทุกสิ่งทุกอย่างเปิดเผยโดยพระอาทิตย์ในเวลากลางวัน  สิ่งมีชีวิตสับสนในหลาย  ๆ  ด้านตัวอย่างเช่นเมื่อคิดอย่างไม่มีพิธีรีตรองว่าตัวเขาเป็น  ภควานฺ  เขาได้ตกลงสู่หลุมพรางสุดท้ายแห่งอวิชชา  โดยแท้จริง  หากสิ่งมีชีวิตเป็น  ภควานฺ  แล้วจะสับสนด้วยอวิชชาได้อย่างไร?  องค์  ภควานฺ  ทรงสับสนด้วยอวิชชาได้เช่นนั้นหรือ?  หากเป็นเช่นนั้นอวิชชาหรือซาตานก็ยิ่งใหญ่ไปกว่า  ภควานฺ  ความรู้ที่แท้จริงรับได้จากบุคคลผู้อยู่ใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  ฉะนั้น  เราต้องค้นหาพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้นี้  และภายใต้การแนะนำของท่านเราเรียนรู้ว่า  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกคืออะไร  เพราะ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะผลักดันอวิชชาทั้งหมดให้ออกไปอย่างแน่นอน  เหมือนกับดวงอาทิตย์ที่ผลักดันความมืดได้ฉันใด  แม้ว่าบุคคลอาจมีความรู้อย่างสมบูรณ์ว่าตัวเขาไม่ใช่ร่างกาย  แต่เป็นทิพย์เหนือร่างกายนี้  เขาอาจจะไม่สามารถแยกแยะระหว่างอนุวิญญาณและอภิวิญญาณได้  อย่างไรก็ดี  เขาสามารถรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้เป็นอย่างดีหากยินดีมาพึ่งพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้ที่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  เขาสามารถรู้ถึงองค์  ภควานฺ  และความสัมพันธ์ของเขากับพระองค์ได้เมื่อมาพบผู้แทนของพระองค์จริง  ๆ  ผู้แทนขององค์  ภควานฺ  จะไม่อ้างตนเองว่าเป็น  ภควานฺ  แม้ว่าผู้คนจะให้ความเคารพบูชาท่านทุกอย่างเสมือนดัง  ภควานฺ  เพราะว่าท่านมีความรู้แห่งองค์  ภควานฺ  เราต้องเรียนรู้ถึงข้อแตกต่างระหว่างองค์ภค  วานและสิ่งมีชีวิต  ดังนั้น  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ตรัสไว้ในบทที่สอง  (2.12)  ว่า  สิ่งมีชีวิตทั้งหมดเป็นปัจเจกบุคคลและองค์  ภควานฺ  ก็ทรงเป็นปัจเจกบุคคลเช่นเดียวกัน  พวกเขาเป็นปัจเจกบุคคลในอดีต  เป็นปัจเจกบุคคลในปัจจุบัน  และจะยังคงเป็นปัจเจกบุคคลต่อไปในอนาคตแม้หลังจากหลุดพ้นแล้ว  ในเวลากลางคืนเราเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่ในความมืด  แต่ในเวลากลางวันเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นเราจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามรูปพรรณอันแท้จริงของทุกสิ่งทุกอย่าง  รูปพรรณและความเป็นปัจเจกบุคคลในชีวิตทิพย์คือความรู้ที่แท้จริง
तद्‌बुद्धयस्तदात्मानस्तन्निष्ठास्तत्परायणाः ।
गच्छन्त्यपुनरावृत्तिं ज्ञाननिर्धूतकल्मषाः ॥ ५.१७ ॥
โศลก 17
tad-buddhayas tad-ātmānas  tan-niṣṭhās tat-parāyaṇāḥ
gacchanty apunar-āvṛttiṁ  jñāna-nirdhūta-kalmaṣāḥ
ตทฺ-พุทฺธยสฺ ตทฺ-อาตฺมานสฺ  ตนฺ-นิษฺฐาสฺ ตตฺ-ปรายณาห์
คจฺฉนฺตฺยฺ อปุนรฺ-อาวฺฤตฺตึ  ชฺญาน-นิรฺธูต-กลฺมษาห์
ตตฺ-พุทฺธยห์ — ผู้ที่ปัญญาอยู่ในองค์ภควานเสมอ, ตตฺ-อาตฺมานห์ — ผู้ที่จิตใจอยู่ใน องค์ภควานเสมอ, ตตฺ-นิษฺฐาห์ — ผู้ที่มีความศรัทธาอยู่ในองค์ภควานเท่านั้น, ตตฺ-ปรายณาห์ — ผู้ที่รับเอาองค์ภควานเป็นที่พึ่งโดยสมบูรณ์, คจฺฉนฺติ — ไป, อปุนห์-อาวฺฤตฺติมฺ — สู่ ความหลุดพ้น, ชฺญาน — ด้วยความรู้, นิรฺธูต — ทำให้บริสุทธิ์, กลฺมษาห์ — ความแคลงใจ
คำแปล
เมื่อปัญญา  จิตใจ  ศรัทธา  และที่พึ่งของเขาทั้งหมดตั้งมั่นอยู่ในองค์ภควาน  จากนั้นความสงสัยได้ถูกชะล้างไปจนหมดสิ้นด้วยความรู้ที่สมบูรณ์  เขาก็จะมุ่งหน้าไปสู่หนทางแห่งความหลุดพ้น
คำอธิบาย
สัจธรรมทิพย์สูงสุดคือองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ภควัท-คีตา  ทั้งเล่มมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่การประกาศว่า  กฺฤษฺณ  คือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  นั่นคือวิสัยทัศน์ของวรรณกรรมพระ  เวท  ทั้งหมด  ปร-ตตฺตฺว  หมายถึงความจริงแท้ที่สูงสุด  ที่ผู้ทราบว่าองค์  ภควานฺทรงเป็น  พฺรหฺมนฺ,  ปรมาตฺมา  และ  ภควานฺ  เข้าใจ  ภควานฺ  หรือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าคือคำสุดท้ายแห่งความสมบูรณ์ที่แท้จริง  ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้  พระองค์ตรัสว่า  มตฺตห์  ปรตรํ  นานฺยตฺ  กิญฺจิทฺ  อสฺติ  ธนญฺ-ชย  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้ค้ำจุน  พฺรหฺมนฺ  ที่ไร้รูปลักษณ์ไว้เช่นเดียวกัน  พฺรหฺมโณ  หิ  ปฺรติษฺฐาหมฺ  ฉะนั้น  ในทุก  ๆ  ทาง  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นความจริงแท้ที่สูงสุด  ผู้ที่จิตใจ  ปัญญา  ความศรัทธา  และที่พึ่งอยู่  ในกฺฤษฺณ  เสมอ  หรืออีกนัยหนึ่ง  คือผู้ที่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  ความเคลือบแคลงทั้งหมดได้ถูกชะล้างให้สะอาดอย่างไม่ต้องสงสัย  และสถิตในความรู้อันสมบูรณ์ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับความเป็นทิพย์  บุคคลผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกสามารถเข้าใจโดยตลอดว่ามีสิ่งคู่  (มีรูปพรรณและความเป็นปัจเจกบุคคลในขณะเดียวกัน)  ใน  กฺฤษฺณ  และเพียบพร้อมไปด้วยความรู้ทิพย์เช่นนี้  เขาสามารถเจริญก้าวหน้าด้วยความมั่นคงบนหนทางแห่งความหลุดพ้น
विद्याविनयसंपन्ने ब्राह्मणे गवि हस्तिनि ।
शुनि चैव श्वपाके च पण्डिताः समदर्शिनः ॥ ५.१८ ॥
โศลก 18
vidyā-vinaya-sampanne  brāhmaṇe gavi hastini
śuni caiva śva-pāke ca  paṇḍitāḥ sama-darśinaḥ
วิทฺยา-วินย-สมฺปนฺเน  พฺราหฺมเณ ควิ หสฺตินิ
ศุนิ ไจว ศฺว-ปาเก จ  ปณฺฑิตาห์ สม-ทรฺศินห์
วิทฺยา — ด้วยการศึกษา, วินย — และความอ่อนโยน, สมฺปนฺเน — เพียบพร้อมด้วย, พฺราหฺมเณ — ใน พฺราหฺมณ, ควิ — ในวัว, หสฺตินิ — ในช้าง, ศุนิ — ในสุนัข, — และ, เอว — แน่นอน, ศฺว-ปาเก — ในผู้กินเนื้อสุนัข (คนชั้นต่ำ), — โดยลำดับ, ปณฺฑิตาห์ — พวกที่มีสติปัญญา, สม-ทรฺศินห์ — ผู้เห็นด้วยสายตาที่เสมอภาค
คำแปล
ด้วยผลจากความรู้ที่แท้จริง  นักปราชญ์ผู้ถ่อมตนมองเห็น  พฺราหฺมณ  สุภาพผู้คงแก่เรียน  วัว  ช้าง  สุนัข  หรือคนกินสุนัข  (คนชั้นต่ำ)  ด้วยสายตาที่เสมอภาค
คำอธิบาย
บุคคลผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่แบ่งแยกระหว่างเผ่าพันธุ์หรือชั้นวรรณะพฺราหฺมณ  และคนชั้นต่ำอาจแตกต่างกันในมุมมองของสังคม  หรือสุนัข  วัว  และช้างอาจแตกต่างกันจากมุมมองของเผ่าพันธุ์  แต่ข้อแตกต่างของร่างกายเหล่านี้ไม่มีความหมายสำหรับมุมมองของนักปราชญ์ทิพย์  เป็นเช่นนี้ได้เนื่องจากความสัมพันธ์ที่มีต่อองค์  ภควานฺ  เพราะว่าภาคอวตารอภิวิญญาณขององค์  ภควานฺ  ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของทุก  ๆ  ชีวิต  ความเข้าใจถึงองค์  ภควานฺ  เช่นนี้คือสัจธรรม  เกี่ยวกับร่างกายในชั้นวรรณะหรือเผ่าพันธุ์ของชีวิตที่แตกต่างกัน  องค์  ภควานฺ  ทรงมีพระเมตตาเสมอภาคต่อทุก  ๆ  ชีวิต  เพราะว่าพระองค์ทรงปฏิบัติต่อทุกชีวิตเสมือนดังสหายของพระองค์  และยังทรงดำรงพระองค์เองเป็น  ปรมาตฺมา  ไม่ว่าสถานภาพของสิ่งมีชีวิตจะเป็นเช่นไร  องค์  ภควานฺ  ในรูปของ  ปรมาตฺมา  ทรงประทับอยู่ทั้งในคนชั้นต่ำและใน  พฺราหฺมณ  แม้ว่าร่างของ  พฺราหฺมณ  และร่างของคนชั้นต่ำจะไม่เหมือนกัน  ร่างกายเป็นผลผลิตทางวัตถุในระดับของธรรมชาติวัตถุที่แตกต่างกัน  แต่ดวงวิญญาณและอภิวิญญาณภายในร่างกายมีคุณสมบัติทิพย์เท่าเทียมกัน  คุณสมบัติของปัจเจกวิญญาณและอภิวิญญาณคล้ายคลึงกัน  อย่างไรก็ดี  คงมิได้ทำให้ปริมาณของทั้งสองเท่าเทียมกัน  เพราะว่าปัจเจกวิญญาณอาศัยอยู่ในเฉพาะร่างร่างหนึ่งเท่านั้น  ในขณะที่อภิวิญญาณทรงประทับอยู่ในทุก  ๆ  ร่าง  บุคคลผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมีความรู้อย่างสมบูรณ์ในข้อนี้  ฉะนั้น  จึงเป็นนักปราชญ์ที่แท้จริงและมีวิศัยทัศน์ที่เสมอภาค  ลักษณะที่คล้ายคลึงกันของอนุวิญญาณและอภิวิญญาณคือทั้งคู่มีจิตสำนึกเป็นอมตะ  และมีความปลื้มปีติสุข  แต่ข้อแตกต่างคือปัจเจกวิญญาณมีจิตสำนึกภายในอาณาเขตของร่างกายที่จำกัด  ในขณะที่อภิวิญญาณทรงมีจิตสำนึกของร่างกายทั้งหมด  องค์อภิวิญญาณทรงประทับอยู่ในทุก  ๆ  ร่างกายโดยไม่มีการแบ่งแยก
इहैव तैर्जितः सर्गो येषां साम्ये स्थितं मनः ।
निर्दोषं हि समं ब्रह्म तस्माद्ब्रह्मणि ते स्थिताः ॥ ५.१९ ॥
โศลก 19
ihaiva tair jitaḥ sargo  yeṣāṁ sāmye sthitaṁ manaḥ
nirdoṣaṁ hi samaṁ brahma  tasmād brahmaṇi te sthitāḥ
อิไหว ไตรฺ ชิตห์ สรฺโค  เยษำ สาเมฺย สฺถิตํ มนห์
นิรฺโทษํ หิ สมํ พฺรหฺม  ตสฺมาทฺ พฺรหฺมณิ เต สฺถิตาห์
อิห — ในชีวิตนี้, เอว — แน่นอน, ไตห์ — โดยพวกเขา, ชิตห์ — ชัยชนะ, สรฺคห์ — การเกิดและ ตาย, เยษามฺ — ผู้ซึ่ง, สาเมฺย — ในความสงบใจ, สฺถิตมฺ — สถิต, มนห์ — จิตใจ, นิรฺโทษมฺ — ไม่มีมลทิน, หิ — แน่นอน, สมมฺ — ในความสงบใจ, พฺรหฺม — เหมือนองค์ภควาน, ตสฺมาตฺ — ดังนั้น, พฺรหฺมณิ — ในองค์ภควาน, เต — พวกเขา, สฺถิตาห์ — สถิต
คำแปล
พวกที่จิตใจสถิตในความมั่นคงและสงบ  เป็นผู้ที่ได้รับชัยชนะจากสภาวะแห่งการเกิดและการตายแล้ว  พวกนี้ไม่มีมลทินเหมือน  พฺรหฺมนฺ  ฉะนั้น  เท่ากับสถิตในพฺรหฺมนฺ  เรียบร้อยแล้ว
คำอธิบาย
ความสงบของจิตใจที่ได้กล่าวข้างต้นนี้เป็นเครื่องหมายของความรู้แจ้งแห่งตน  บุคคลที่บรรลุถึงระดับนี้อย่างแท้จริงควรได้รับการพิจารณาว่าเป็นผู้ที่ได้รับชัยชนะสภาวะทางวัตถุแล้ว  โดยเฉพาะการเกิดและการตาย  ตราบใดที่แสดงตัวกับร่างกายนี้พิจารณาได้ว่าเขาคือพันธวิญญาณ  แต่ในทันทีที่พัฒนามาถึงระดับแห่งความสงบด้วยการรู้แจ้งตนเอง  เขาเป็นอิสระจากพันธชีวิต  หรืออีกนัยหนึ่งเขาไม่ต้องเกิดในโลกวัตถุนี้อีกต่อไป  แต่สามารถบรรลุถึงอาณาจักรทิพย์หลังจากตายไป  องค์  ภควานฺ  ทรงไม่มีมลทินเพราะทรงปราศจากความยึดติดหรือความเกลียดชัง  ในทำนองเดียวกัน  เมื่อสิ่งมีชีวิตปราศจากความยึดติดหรือความเกลียดชัง  ตัวเขาก็ไร้มลทินได้เช่นเดียวกัน  และมีสิทธิ์บรรลุถึงอาณาจักรทิพย์  บุคคลเช่นนี้พิจารณาได้ว่าเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว  และลักษณะอาการเป็นเช่นไรจะได้อธิบายต่อไป
न प्रहृष्येत्प्रियं प्राप्य नोद्विजेत्प्राप्य चाप्रियम् ।
स्थिरबुद्धिरसंमूढो ब्रह्मविद्ब्रह्मणि स्थितः ॥ ५.२० ॥
โศลก 20
na prahṛṣyet priyaṁ prāpya  nodvijet prāpya cāpriyam
sthira-buddhir asammūḍho  brahma-vid brahmaṇi sthitaḥ
น ปฺรหฺฤเษฺยตฺ ปฺริยํ ปฺราปฺย  โนทฺวิเชตฺ ปฺราปฺย จาปฺริยมฺ
สฺถิร-พุทฺธิรฺ อสมฺมูโฒ  พฺรหฺม-วิทฺ พฺรหฺมณิ สฺถิตห์
— ไม่เคย, ปฺรหฺฤเษฺยตฺ — รื่นเริง, ปฺริยมฺ — พอใจ, ปฺราปฺย — ได้รับ, — ไม่เคย, อุทฺวิเชตฺ — หงุดหงิด, ปฺราปฺย — ได้รับ, — เช่นกัน, อปฺริยมฺ — ไม่พอใจ, สฺถิร-พุทฺธิห์ — ปัญญาในตัว, อสมฺมูฒห์ — ไม่สับสน, พฺรหฺม-วิตฺ — ผู้รู้องค์ภควานโดยสมบูรณ์, พฺรหฺมณิ — ในความ เป็นทิพย์, สฺถิตห์ — สถิต
คำแปล
บุคคลผู้ไม่ร่าเริงเมื่อได้รับสิ่งที่พึงพอใจ  ไม่เสียใจเมื่อได้รับสิ่งที่ไม่พึงพอใจ  เป็นผู้มีปัญญาอยู่ในตัว  ไม่สับสน  และรู้ศาสตร์แห่งองค์ภควาน  ถือว่าเป็นผู้สถิตในความเป็นทิพย์เรียบร้อยแล้ว
คำอธิบาย
ลักษณะอาการของผู้รู้แจ้งตนเองได้ให้ไว้  ณ  ที่นี้  ลักษณะอาการแรกคือเขาไม่อยู่ในความหลงผิดคิดว่าร่างกายนี้คือตัวจริงของเขา  รู้ดีว่าตัวเขาไม่ใช่ร่างกายนี้แต่เป็นละอองอณูของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ฉะนั้น  จึงไม่รื่นเริงเมื่อได้รับบางสิ่งบางอย่าง  หรือไม่เสียใจเมื่อสูญเสียบางสิ่งบางอย่างที่สัมพันธ์กับร่างกาย  จิตใจที่มั่นคงเช่นนี้เรียกว่า  สฺถิร-พุทฺธิ  หรือผู้มีปัญญาในตัว  ฉะนั้น  เขาจึงไม่สับสนด้วยความเข้าใจผิดว่าร่างกายอันหยาบนี้เป็นดวงวิญญาณของเขา  และเขาไม่ยอมรับว่าร่างกายนี้ถาวรจนปฏิเสธความมีอยู่ของดวงวิญญาณ  ความรู้นี้พัฒนาตัวเขามาถึงจุดที่รู้ศาสตร์แห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์  เช่น  พฺรหฺมนฺ,  ปรมาตฺมา  และ  ภควานฺ  เขาจึงรู้สถานภาพพื้นฐานของตัวเองเป็นอย่างดี  โดยปราศจากความพยายามผิด  ๆ  ที่จะมาเป็นหนึ่งเดียวกับองค์  ภควานฺ  ในทุก  ๆ  ด้าน  เช่นนี้เรียกว่าความรู้แจ้ง  พฺรหฺมนฺ  หรือความรู้แจ้งแห่งตนจิตสำนึกที่มั่นคงเช่นนี้เรียกว่า  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
बाह्यस्पर्शेष्वसक्तात्मा विन्दत्यात्मनि यत् सुखम् ।
स ब्रह्मयोगयुक्तात्मा सुखमक्षयमश्नुते ॥ ५.२१ ॥
โศลก 21
bāhya-sparśeṣv asaktātmā  vindaty ātmani yat sukham
sa brahma-yoga-yuktātmā  sukham akṣayam aśnute
พาหฺย-สฺปรฺเศษฺวฺ อสกฺตาตฺมา  วินฺทตฺยฺ อาตฺมนิ ยตฺ สุขมฺ
ส พฺรหฺม-โยค-ยุกฺตาตฺมา  สุขมฺ อกฺษยมฺ อศฺนุเต
พาหฺย-สฺปรฺเศษุ — ในความสุขของประสาทสัมผัสภายนอก, อสกฺต-อาตฺมา — ผู้ที่ไม่ยึด ติด, วินฺทติ — เพลิดเพลิน, อาตฺมนิ — ในตัวเขา, ยตฺ — ที่ซึ่ง, สุขมฺ — ความสุข, สห์ — เขา, พฺรหฺม-โยค — ด้วยการตั้งสมาธิใน พฺรหฺมนฺ, ยุกฺต-อาตฺมา — เชื่อมตนเองกับ, สุขมฺ — ความสุข, อกฺษยมฺ — ไร้ขอบเขต, อศฺนุเต — เพลิดเพลิน
คำแปล
ผู้ที่หลุดพ้นเช่นนี้ไม่หลงใหลอยู่กับความสุขทางประสาทสัมผัสวัตถุ  แต่จะอยู่ในสมาธิเสมอ  เพลิดเพลินกับความสุขภายใน  ด้วยเหตุนี้บุคคลผู้รู้แจ้งแห่งตนจะเพลิดเพลินอยู่กับความสุขอันหาที่สุดมิได้  เพราะเขาทำสมาธิอยู่ที่องค์ภควาน
คำอธิบาย
ศฺรี  ยามุนาจารฺย  สาวกผู้ยิ่งใหญ่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกกล่าวว่า
ยทฺ-อวธิ มม เจตห์ กฺฤษฺณ-ปาทารวินฺเท
นว-นว-รส-ธามนฺยฺ อุทฺยตํ รนฺตุมฺ อาสีตฺ
ตทฺ-อวธิ พต นารี-สงฺคเม สฺมรฺยมาเน
ภวติ มุข-วิการห์ สุษฺฐุ นิษฺฐีวนํ จ
“ตั้งแต่อาตมาปฏิบัติตนรับใช้ทิพย์แด่  กฺฤษฺณ  ได้รู้แจ้งถึงความปลื้มปีติสุขใหม่  ๆ  ในพระองค์เสมอ  เมื่อใดที่อาตมาคิดถึงความสุขทางเพศสัมพันธ์  จะถ่มน้ำลายให้กับความคิดเช่นนั้น  และริมฝีปากจะเม้มแบบไม่ชอบ”  บุคคลใน  พฺรหฺม-โยค  หรือ  กฺฤษฺณจิตสำนึกซึมซาบมากในการรับใช้ด้วยความรักต่อองค์  ภควานฺ  จนตัวเองสูญเสียรสชาติแห่งความสุขทางประสาทสัมผัสวัตถุทั้งหมด  ความสุขสูงสุดทางวัตถุคือเพศสัมพันธ์โลกทั้งโลกเคลื่อนไหวไปภายใต้มนต์สะกดนี้  นักวัตถุนิยมไม่สามารถทำงานได้เลยหากขาดซึ่งแรงกระตุ้นจากเพศสัมพันธ์นี้  แต่บุคคลผู้ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกสามารถทำงานด้วยความกระปรี้กระเปร่ายิ่งขึ้นโดยปราศจากความสุขทางเพศสัมพันธ์  ซึ่งเขาพยายามหลีกเลี่ยง  นั่นคือรสชาติในความรู้แจ้งทิพย์  ความรู้แจ้งทิพย์และความสุขทางเพศสัมพันธ์ไปด้วยกันไม่ได้  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่หลงใหลต่อความสุขทางประสาทสัมผัสใด  ๆ  ทั้งสิ้น  เนื่องจากตัวเขาเป็นดวงวิญญาณผู้หลุดพ้นแล้ว
ये हि संस्पर्शजा भोगा दुःखयोनय एव ते ।
आद्यन्तवन्तः कौन्तेय न तेषु रमते बुधः ॥ ५.२२ ॥
โศลก 22
ye hi saṁsparśa-jā bhogā  duḥkha-yonaya eva te
ādy-antavantaḥ kaunteya  na teṣu ramate budhaḥ
เย หิ สํสฺปรฺศ-ชา โภคา  ทุห์ข-โยนย เอว เต
อาทฺยฺ-อนฺตวนฺตห์ เกานฺเตย  น เตษุ รมเต พุธห์
เย — พวกเขา, หิ — แน่นอน, สํสฺปรฺศ-ชาห์ — ด้วยการมาสัมผัสกับประสาทสัมผัสวัตถุ, โภคาห์ — ความเพลิดเพลิน, ทุห์ข — ความทุกข์, โยนยห์ — แหล่งกำเนิดของ, เอว — แน่นอน, เต — พวกเขาเป็น, อาทิ — เริ่มต้น, อนฺต — จบ, วนฺตห์ — อยู่ในอำนาจ, เกานฺเตย — โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี, — ไม่เคย, เตษุ — ในสิ่งเหล่านั้น, รมเต — ชื่นชมยินดี, พุธห์ — บุคคลผู้มีปัญญา
คำแปล
บุคคลผู้มีปัญญาจะไม่ไปมีส่วนร่วมกับต้นเหตุแห่งความทุกข์  อันเนื่องมาจากการไปสัมผัสกับประสาทสัมผัสวัตถุ  โอ้  โอรสพระนาง  กุนฺตี  ความสุขเช่นนี้มีจุดเริ่มต้นและมีจุดจบ  ฉะนั้น  คนฉลาดจะไม่ชื่นชมยินดีกับมัน
คำอธิบาย
ความสุขทางประสาทสัมผัสวัตถุอันเนื่องจากการมาสัมผัสกับวัตถุซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งชั่วคราว  เพราะร่างกายเองก็เป็นสิ่งชั่วคราว  ดวงวิญญาณผู้หลุดพ้นไม่สนใจสิ่งใด  ๆ  ที่ไม่ถาวร  รู้ดีถึงความปลื้มปีติแห่งความสุขทิพย์  แล้วดวงวิญญาณผู้หลุดพ้นจะยอมรับเอาความสุขจอมปลอมได้อย่างไร?  ใน  ปทฺม  ปุราณ  กล่าวว่า
รมนฺเต โยคิโน ’นนฺเต  สตฺยานนฺเท จิทฺ-อาตฺมนิ
อิติ ราม-ปเทนาเสา  ปรํ พฺรหฺมาภิธียเต
“พวก  โยค  ได้รับความสุขทิพย์อย่างหาที่สุดมิได้จากสัจธรรมที่สมบูรณ์  ฉะนั้น  สัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดองค์  ภควานฺ  จึงทรงมีอีกพระนามหนึ่งว่า  ราม  ะ  “
ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (5.5.1)  กล่าวไว้เช่นกันว่า
นายํ เทโห เทห-ภาชำ นฺฤ-โลเก  กษฺฏานฺ กามานฺ อรฺหเต วิฑฺ-ภุชำ เย
ตโป ทิวฺยํ ปุตฺรกา เยน สตฺตฺวํ  ศุทฺเธฺยทฺ ยสฺมาทฺ พฺรหฺม-เสาขฺยํ ตฺวฺ อนนฺตมฺ
“โอ้  ลูกรัก  ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องไปทำงานหนักเพื่อความสุขทางประสาทสัมผัสขณะที่มีชีวิตอยู่ในร่างมนุษย์นี้  ความสุขเช่นนี้พวกกินอุจจาระ  (สุกร)  ก็ยังหาได้โดยง่ายดาย  ฉะนั้น  เธอควรบำเพ็ญเพียรในชีวิตนี้ซึ่งจะทำให้ความเป็นอยู่ของเธอบริสุทธิ์ขึ้น  และจากผลแห่งการกระทำเช่นนี้  เธอจะสามารถเพลิดเพลินกับความปลื้มปีติสุขทิพย์อย่างหาที่สุดไม่ได้”
ฉะนั้น  พวกที่เป็น  โยค  หรือนักทิพย์นิยมผู้มีปัญญาโดยแท้จริง  จะไม่หลงใหลอยู่กับความสุขทางประสาทสัมผัสอันเป็นต้นเหตุแห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุ  ผู้ที่เสพติดกับความสุขทางวัตถุมากเพียงใด  เขาก็จะติดกับดักมากยิ่งขึ้นในความทุกข์ทางวัตถุ
शक्नोतीहैव यः सोढुं प्राक्शरीरविमोक्षणात् ।
कामक्रोधोद्भवं वेगं स युक्तः स सुखी नरः ॥ ५.२३ ॥
โศลก 23
śaknotīhaiva yaḥ soḍhuṁ  prāk śarīra-vimokṣaṇāt
kāma-krodhodbhavaṁ vegaṁ  sa yuktaḥ sa sukhī naraḥ
ศกฺโนตีไหว ยห์ โสฒุํ  ปฺรากฺ ศรีร-วิโมกฺษณาตฺ
กาม-โกฺรโธทฺภวํ เวคํ  ส ยุกฺตห์ ส สุขี นรห์
ศกฺโนติ — สามารถ, อิห เอว — ในร่างปัจจุบัน, ยห์ — ผู้ซึ่ง, โสฒุมฺ — อดทน, ปฺรากฺ — ก่อน, ศรีร — ร่างกาย, วิโมกฺษณาตฺ — ยกเลิก, กาม — ความต้องการ, โกฺรธ — และความโกรธ, อุทฺภวมฺ — เกิดขึ้นจาก, เวคมฺ — แรงกระตุ้น, สห์ — เขา, ยุกฺตห์ — ในสมาธิ, สห์ — เขา, สุขี — ความสุข, นรห์ — มนุษย์
คำแปล
ก่อนออกจากร่างปัจจุบันนี้  หากผู้ใดสามารถอดทนต่อแรงกระตุ้นของประสาทสัมผัสวัตถุ  พร้อมทั้งตรวจสอบอำนาจแห่งความต้องการและความโกรธได้  ผู้นั้นสถิตอย่างดีและมีความสุขอยู่ในโลกนี้
คำอธิบาย
หากผู้ใดต้องการพัฒนาบนหนทางแห่งความรู้แจ้งแห่งตนอย่างสม่ำเสมอ  ต้องพยายามควบคุมอำนาจของประสาทสัมผัสวัตถุ  ซึ่งมีอำนาจของการพูด  อำนาจของความโกรธ  อำนาจของจิตใจ  อำนาจของท้อง  อำนาจของอัณฑะ  และอำนาจของลิ้น  ผู้ที่สามารถควบคุมอำนาจของประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  เหล่านี้ได้ทั้งหมดรวมทั้งจิตใจ  เรียกว่า  โคสฺวามี  หรือ  สฺวามี,  โคสฺวามี  เช่นนี้ใช้ชีวิตอยู่แบบควบคุมได้อย่างดี  และสลัดทิ้งซึ่งอำนาจของประสาทสัมผัสทั้งหมด  ความต้องการทางวัตถุเมื่อไม่สมประสงค์จะทำให้เกิดความโกรธ  เช่นนี้  จิตใจ  ดวงตา  และหน้าอกจะเกิดอาการเร่าร้อน  ฉะนั้น  เราต้องฝึกควบคุมประสาทสัมผัสก่อนที่จะออกจากร่างวัตถุนี้  ผู้ที่สามารถทำได้เช่นนี้เข้าใจได้ว่าเป็นผู้รู้แจ้งแห่งตน  และมีความสุขอยู่ในระดับแห่งความรู้แจ้งแห่งตน  เป็นหน้าที่ของนักทิพย์นิยมที่ต้องพยายามอย่างแข็งขันในการควบคุมความต้องการและความโกรธ
योऽन्तःसुखोऽन्तरारामस्तथान्तर्ज्योतिरेव यः ।
स योगी ब्रह्मनिर्वाणं ब्रह्मभूतोऽधिगच्छति ॥ ५.२४ ॥
โศลก 24
yo ’ntaḥ-sukho ’ntar-ārāmas  tathāntar-jyotir eva yaḥ
sa yogī brahma-nirvāṇaṁ  brahma-bhūto ’dhigacchati
โย ’นฺตห์-สุโข ’นฺตรฺ-อารามสฺ  ตถานฺตรฺ-โชฺยติรฺ เอว ยห์
ส โยคี พฺรหฺม-นิรฺวาณํ  พฺรหฺม-ภูโต ’ธิคจฺฉติ
ยห์ — ผู้ซึ่ง, อนฺตห์-สุขห์ — ความสุขจากภายใน, อนฺตห์-อารามห์ — มีความตื่นตัว เพลิดเพลินภายใน, ตถา — พร้อมกับ, อนฺตห์-โชฺยติห์ — มีเป้าหมายภายใน, เอว — แน่นอน, ยห์ — ผู้ใด, สห์ — เขา, โยคี — โยคี, พฺรหฺม-นิรฺวาณมฺ — เสรีภาพในองค์ภควาน, พฺรหฺม-ภูตห์ — เป็นผู้รู้แจ้งแห่งตน, อธิคจฺฉติ — ได้รับ
คำแปล
พวกที่มีความสุขอยู่ภายใน  มีความตื่นตัวและร่าเริงอยู่ภายใน  และเป็นผู้ที่มีเป้าหมายอยู่ภายใน  เป็นโยคีที่สมบูรณ์โดยแท้จริง  เขาหลุดพ้นอยู่ในองค์ภควานและในที่สุดจะบรรลุถึงพระองค์
คำอธิบาย
นอกเสียจากว่าได้รับรสแห่งความสุขภายใน  มิฉะนั้น  จะยกเลิกกิจกรรมภายนอกเพื่อความสุขเพียงผิวเผินได้อย่างไร?  บุคคลผู้หลุดพ้นรื่นเริงอยู่กับความสุขด้วยประสบการณ์จริง  ดังนั้น  สามารถนั่งอย่างสงบเงียบได้ไม่ว่าในสถานที่ใดและร่าเริงกับกิจกรรมแห่งชีวิต  ในบุคคลผู้มีอิสระเสรีเช่นนี้จะไม่ต้องการความสุขทางวัตถุภายนอกใด  ๆ  ทั้งสิ้น  ระดับนี้เรียกว่า  พฺรหฺม-ภูต  ซึ่งเมื่อบรรลุแล้วจะต้องกลับคืนสู่เหย้ากลับคืนสู่องค์  ภควานฺ  อย่างแน่นอน
लभन्ते ब्रह्मनिर्वाणमृषयः क्षीणकल्मषाः ।
छिन्नद्वैधा यतात्मानः सर्वभूतहिते रताः ॥ ५.२५ ॥
โศลก 25
labhante brahma-nirvāṇam  ṛṣayaḥ kṣīṇa-kalmaṣāḥ
chinna-dvaidhā yatātmānaḥ  sarva-bhūta-hite ratāḥ
ลภนฺเต พฺรหฺม-นิรฺวาณมฺ  ฤษยห์ กฺษีณ-กลฺมษาห์
ฉินฺน-ไทฺวธา ยตาตฺมานห์  สรฺว-ภูต-หิเต รตาห์
ลภนฺเต — บรรลุ, พฺรหฺม-นิรฺวาณมฺ — เสรีภาพในองค์ภควาน, ฤษยห์ — พวกที่ตื่นตัว ภายใน, กฺษีณ-กลฺมษาห์ — ผู้ที่ปราศจากบาปทั้งมวล, ฉินฺน — ตัดขาด, ไทฺวธาห์ — สิ่งคู่, ยต-อาตฺมานห์ — ปฏิบัติในความรู้แจ้งแห่งตน, สรฺว-ภูต — เพื่อมวลชีวิต, หิเต — ใน งานเพื่อบำรุงสุข, รตาห์ — ปฏิบัติ
คำแปล
บุคคลผู้ที่อยู่เหนือสิ่งคู่ซึ่งเกิดจากความสงสัย  จิตใจปฏิบัติอยู่ภายใน  มีภารกิจมากเสมอเพื่อบำรุงสุขต่อมวลชีวิต  และเป็นอิสระจากความบาปทั้งปวง  จะเป็นผู้บรรลุถึงความหลุดพ้นอยู่ในองค์ภควาน
คำอธิบาย
บุคคลผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์เท่านั้นจึงจะพูดได้ว่าเป็นผู้ที่ปฏิบัติงานเพื่อบำรุงสุขต่อมวลชีวิต  เมื่อมีความรู้อย่างแท้จริงว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของสรรพสิ่ง  เขาจะปฏิบัติในสปิริตเช่นนี้เพื่อทุก  ๆ  คน  ความทุกข์ของมนุษยชาติเนื่องจากลืมว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญสูงสุด  ทรงเป็นเจ้าของสูงสุดและทรงเป็นพระสหายสูงสุด  ฉะนั้น  การปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูจิตสำนึกเช่นนี้ภายในมวลสังคมมนุษย์จึงเป็นงานเพื่อบำรุงสุขที่สูงสุด  เราไม่สามารถปฏิบัติงานบำรุงสุขชั้นหนึ่งเช่นนี้ได้โดยปราศจากความหลุดพ้นอยู่ในองค์  ภควานฺ  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่มีความสงสัยเกี่ยวกับความสูงสุดของ  กฺฤษฺณ  ที่ไม่สงสัยเพราะเขาปราศจากความบาปทั้งปวงโดยสมบูรณ์  นี่คือระดับแห่งความรักทิพย์
บุคคลผู้ปฏิบัติเพียงเพื่อจัดการบำรุงสุขทางร่างกายของสังคมมนุษย์ไม่สามารถช่วยผู้ใดได้อย่างแท้จริง  การบรรเทาทุกข์ชั่วคราวต่อร่างกายภายนอกรวมทั้งจิตใจจะไม่ทำให้เกิดความพึงพอใจ  สาเหตุที่แท้จริงของความยากลำบากในการดิ้นรนต่อสู้เพื่อชีวิตอาจพบได้  จากการที่เขาลืมความสัมพันธ์ที่มีต่อองค์  ภควานฺ  เมื่อมนุษย์มีจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ในความสัมพันธ์กับ  กฺฤษฺณ  ผู้นี้คือดวงวิญญาณที่หลุดพ้นอย่างแท้จริงแม้อาจจะอยู่ในร่างวัตถุ
कामक्रोधवियुक्तानां यतीनां यतचेतसाम् ।
अभितो ब्रह्मनिर्वाणं वर्तते विदितात्मनाम् ॥ ५.२६ ॥
โศลก 26
kāma-krodha-vimuktānāṁ  yatīnāṁ yata-cetasām
abhito brahma-nirvāṇaṁ  vartate viditātmanām
กาม-โกฺรธ-วิมุกฺตานำ  ยตีนำ ยต-เจตสามฺ
อภิโต พฺรหฺม-นิรฺวาณํ  วรฺตเต วิทิตาตฺมนามฺ
กาม — จากความต้องการ, โกฺรธ — และความโกรธ, วิมุกฺตานามฺ — ของพวกที่หลุดพ้น, ยตีนามฺ — ของนักบุญ, ยต-เจตสามฺ — ผู้ควบคุมจิตใจได้เป็นอย่างดี, อภิตห์ — ใน อนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน, พฺรหฺม-นิรฺวาณมฺ — หลุดพ้นอยู่ในองค์ภควาน, วรฺตเต — มี, วิทิต-อาตฺมนามฺ — ของบุคคลผู้ที่รู้แจ้งแห่งตน
คำแปล
ผู้ที่ปราศจากความโกรธและความต้องการทางวัตถุทั้งหมด  เป็นผู้รู้แจ้งแห่งตนมีวินัยในตนเอง  และพยายามเพื่อความสมบูรณ์อยู่เสมอ  จะหลุดพ้นสู่องค์ภควานภายในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน
คำอธิบาย
ระหว่างนักบุญทั้งหลายผู้ปฏิบัติเพื่อพยายามบรรลุถึงความหลุดพ้นอยู่เสมอ  ผู้อยู่ในกฺฤษฺณ  จิตสำนึกดีที่สุด  ภาควตมฺ  (4.22.39)  ยืนยันความจริงนี้  ดังต่อไปนี้
ยตฺ-ปาท-ปงฺกช-ปลาศ-วิลาส-ภกฺตฺยา
กรฺมาศยํ คฺรถิตมฺ อุทฺคฺรถยนฺติ สนฺตห์
ตทฺวนฺ น ริกฺต-มตโย ยตโย ’ปิ รุทฺธ-
โสฺรโต-คณาสฺ ตมฺ อรณํ ภช วาสุเทวมฺ
“เพียงแต่พยายามบูชา  วาสุเทว  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้  แม้แต่นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ยังไม่สามารถควบคุมพลังอำนาจของประสาทสัมผัสได้ผลดีเท่ากับบุคคลที่ปฏิบัติตนด้วยความปลื้มปีติสุขทิพย์ในการรับใช้พระบาทรูปดอกบัวขององค์  ภควานฺ  และถอนความต้องการที่ฝังรากลึกในกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ”
ความต้องการเพื่อหาความสุขจากงานเพื่อผลทางวัตถุได้ฝังรากลึกมากอยู่ในพันธวิญญาณ  ยังเป็นสิ่งที่ยากยิ่งสำหรับนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่พยายามเป็นอย่างมากในการควบคุมความต้องการเหล่านี้  สาวกขององค์  ภควานฺ  ปฏิบัติตนรับใช้ด้วยการอุทิศตนเสียสละอยู่เสมอใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  สมบูรณ์ในการรู้แจ้งตนเองและได้รับความหลุดพ้นอย่างรวดเร็วอยู่ในพระองค์  เนื่องมาจากความรู้ที่สมบูรณ์ในการรู้แจ้งแห่งตน  ท่านจะอยู่ในสมาธิเสมอ  ดังจะกล่าวตัวอย่างเปรียบเทียบดังนี้
ทรฺศน-ธฺยาน-สํสฺปรฺไศรฺ  มตฺสฺย-กูรฺม-วิหงฺคมาห์
สฺวานฺยฺ อปตฺยานิ ปุษฺณนฺติ  ตถาหมฺ อปิ ปทฺม-ช
“ด้วยการมอง  การทำสมาธิ  และการสัมผัส  ที่ปลา  เต่า  และนก  ดูแลลูก  ๆ  ของพวกมัน  ในลักษณะเดียวกัน  ข้าพเจ้าก็ทำเช่นนี้เหมือนกัน  โอ้  ปทฺมช  !”
ปลาเลี้ยงลูกด้วยเพียงแต่มองไปที่ลูกของมันเท่านั้น  เต่าเลี้ยงลูกด้วยเพียงแต่ทำสมาธิ  เต่าวางไข่บนดินและตัวมันลงไปอยู่ในน้ำทำสมาธิที่ไข่  ลักษณะเดียวกันสาวกใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกถึงแม้อยู่ห่างไกลจากพระตำหนักขององค์  ภควานฺ  แต่สามารถพัฒนาตนเองให้ไปถึงพระตำหนักนั้นได้  ด้วยเพียงแต่ระลึกถึงพระองค์อยู่ตลอดเวลาด้วยการปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกตัวท่านจะไม่รู้สึกเจ็บปวดในความทุกข์ทางวัตถุ  ในระดับชีวิตเช่นนี้เรียกว่า  พฺรหฺม-นิรฺวาณ  หรือปราศจากความทุกข์ทางวัตถุ  เนื่องจากซึบซาบอยู่ในองค์  ภควานฺ  เสมอ
स्पर्शान्कृत्वा बहिर्बाह्यांश्चक्षुश्चैवान्तरे भ्रुवोः ।
प्राणापानौ समौ कृत्वा नासाभ्यन्तरचारिणौ ॥ ५.२७ ॥
यतेन्द्रियमनोबुद्धिर्मुनिर्मोक्षपरायणः ।
विगतेच्छाभयक्रोधो यः सदा मुक्त एव सः ॥ ५.२८ ॥
โศลก 27-28
sparśān kṛtvā bahir bāhyāṁś  cakṣuś caivāntare bhruvoḥ
prāṇāpānau samau kṛtvā  nāsābhyantara-cāriṇau
สฺปรฺศานฺ กฺฤตฺวา พหิรฺ พาหฺยำศฺ  จกฺษุศฺ ไจวานฺตเร ภฺรุโวห์
ปฺราณาปาเนา สเมา กฺฤตฺวา  นาสาภฺยนฺตร-จาริเณา
yatendriya-mano-buddhir  munir mokṣa-parāyaṇaḥ
vigatecchā-bhaya-krodho  yaḥ sadā mukta eva saḥ
ยเตนฺทฺริย-มโน-พุทฺธิรฺ  มุนิรฺ โมกฺษ-ปรายณห์
วิคเตจฺฉา-ภย-โกฺรโธ  ยห์ สทา มุกฺต เอว สห์
สฺปรฺศานฺ — อายตนะภายนอก เช่นเสียง, กฺฤตฺวา — รักษา, พหิห์ — ภายนอก, พาหฺยานฺ — โดยไม่จำเป็น, จกฺษุห์ — ตา, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, อนฺตเร — ระหว่าง, ภฺรุโวห์ — คิ้ว, ปฺราณ-อปาเนา — ลมที่เดินขึ้นและเดินลง, สเมา — หยุดพัก, กฺฤตฺวา — รักษา, นาส-อภฺยนฺตร — ภายในจมูก, จาริเณา — เป่า, ยต — ควบคุม, อินฺทฺริย — ประสาทสัมผัส, มนห์ — จิตใจ, พุทฺธิห์ — ปัญญา, มุนิห์ — นักทิพย์นิยม, โมกฺษ — เพื่อความหลุดพ้น, ปรายณห์ — กำหนดไว้เช่นนั้น, วิคต — ละทิ้ง, อิจฺฉา — ปรารถนา, ภย — ความกลัว, โกฺรธห์ — ความ โกรธ, ยห์ — ผู้ซึ่ง, สทา — เสมอ, มุกฺตห์ — หลุดพ้น, เอว — แน่นอน, สห์ — เขาเป็น
คำแปล
ปิดกั้นอายตนะภายนอกทั้งหมด  กำหนดดวงตาและสายตาทำสมาธิระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง  หยุดลมหายใจเข้าออกภายในจมูก  และควบคุมจิตใจ  ประสาทสัมผัสและปัญญา  นักทิพย์นิยมตั้งเป้าหมายอยู่ที่ความหลุดพ้น  เป็นอิสระจากความต้องการ  ความกลัวและความโกรธ  ผู้ที่อยู่ในระดับนี้เสมอ  หลุดพ้นแน่นอน
คำอธิบาย
ผู้ปฏิบัติตนใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกสามารถเข้าใจบุคลิกลักษณะทิพย์ของตนเองได้ในทันที  จากนั้นก็จะสามารถเข้าใจองค์  ภควานฺ  ด้วยวิธีการอุทิศตนเสียสละรับใช้  เมื่อสถิตอย่างดีในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ท่านได้มาถึงสถานภาพทิพย์  และมีคุณวุฒิพอที่จะรู้สึกว่าองค์  ภควานฺ  ทรงปรากฏอยู่ในโลกแห่งกิจกรรมของตัวท่าน  สภาวะโดยเฉพาะเช่นนี้เรียกว่าความหลุดพ้นอยู่ในองค์  ภควานฺ  
หลังจากได้อธิบายหลักข้างต้นเกี่ยวกับการหลุดพ้นอยู่ในองค์  ภควานฺ  พระองค์ทรงให้คำสั่งสอนแด่  อรฺชุน  ว่า  เราจะสามารถมาถึงสถานภาพนี้ด้วยการปฏิบัติการเข้าฌานหรือ  โยค  ที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า  อษฺฏางฺค-โยค  ซึ่งแยกออกไปเป็นแปดวิธีเรียกว่า  ยม,  นิยม,  อาสน,  ปฺราณายาม,  ปฺรตฺยาหาร,  ธารณา,  ธฺยาน  และ  สมาธิ  ในบทที่หกจะอธิบายเรื่อง  โยค  อย่างละเอียด  และในท้ายบทที่ห้าจะอธิบายเฉพาะพื้นฐานเท่านั้น  เราต้องนำพาตัวเองให้ออกจากอายตนะภายนอก  เช่นเสียง  สัมผัส  รูป  รส  และกลิ่น  ด้วยวิธี  โยค  ของ  ปฺรตฺยาหาร  จากนั้นกำหนดสายตาและดวงตาระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง  และตั้งสมาธิอยู่ที่ปลายจมูก  พร้อมทั้งปิดเปลือกตามาครึ่งหนึ่ง  ไม่มีประโยชน์ในการปิดตาทั้งหมด  เพราะมีโอกาสที่จะหลับได้มาก  และไม่มีประโยชน์อันใดในการเปิดตาทั้งหมด  เพราะเสี่ยงที่จะไปหลงใหลกับอายตนะภายนอกการเคลื่อนไหวของลมหายใจควบคุมให้อยู่ภายในโพรงจมูกด้วยการปรับลมเดินขึ้นและลมเดินลงให้เข้ากันอยู่ภายในร่างกาย  ด้วยการฝึก  โยค  เช่นนี้จะสามารถควบคุมประสาทสัมผัส  หลีกเลี่ยงจากอายตนะภายนอก  และเตรียมตัวเองเพื่อความหลุดพ้นในองค์  ภควานฺ  
วิธีการ  โยค  นี้ช่วยให้เป็นอิสระจากความกลัวและความโกรธทุกชนิด  จากนั้นจะรู้สึกว่าอภิวิญญาณทรงปรากฏอยู่ในสภาวะทิพย์  อีกนัยหนึ่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นวิธีง่ายที่สุดในการปฏิบัติตามหลักธรรม  โยค  จะอธิบายโดยละเอียดในบทต่อไป  อย่างไรก็ดี  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกปฏิบัติด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้อยู่เสมอ  จึงไม่ต้องเสี่ยงในการสูญเสียประสาทสัมผัสของตนไปในการปฏิบัติอย่างอื่น  ซึ่งเป็นวิธีการควบคุมประสาทสัมผัสที่ดีกว่า  อษฺฏางฺค-โยค  
भोक्तारं यज्ञतपसां सर्वलोकमहेश्वरम् ।
सुहृदं सर्वभूतानां ज्ञात्वा मां शान्तिमृच्छति ॥ ५.२९ ॥
โศลก 29
bhoktāraṁ yajña-tapasāṁ  sarva-loka-maheśvaram
suhṛdaṁ sarva-bhūtānāṁ  jñātvā māṁ śāntim ṛcchati
โภกฺตารํ ยชฺญ-ตปสำ  สรฺว-โลก-มเหศฺวรมฺ
สุหฺฤทํ สรฺว-ภูตานำ  ชฺญาตฺวา มำ ศานฺติมฺ ฤจฺฉติ
โภกฺตารมฺ — ผู้ได้รับผลประโยชน์, ยชฺญ — ของการบูชา, ตปสามฺ — บำเพ็ญเพียรและ สมถะ, สรฺว-โลก — โลกทั้งหมดและเหล่าเทวดา, มหา-อีศฺวรมฺ — องค์ภควาน, สุ-หฺฤทมฺ — ผู้อุปการะ, สรฺว — ของทั้งหมด, ภูตานามฺ — สิ่งมีชีวิต, ชฺญาตฺวา — ทราบ, มามฺ — ข้า (กฺฤษฺณ), ศานฺติมฺ — บรรเทาจากความเจ็บปวดทางวัตถุ, ฤจฺฉติ — เขาบรรลุ
คำแปล
ผู้ที่มีจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ในข้า  รู้ว่าในที่สุดข้าคือผู้ได้รับประโยชน์แห่งการบูชาและความสมถะทั้งหมด  ข้าคือองค์ภควานสูงสุดของโลกและเทวดาทั้งปวง  ข้าคือผู้อุปการะและผู้ปรารถนาดีของมวลชีวิต  เขาผู้นี้จะได้รับความสงบจากความเจ็บปวดแห่งความทุกข์ทางวัตถุ
คำอธิบาย
พันธวิญญาณภายใต้เงื้อมมือของพลังงานแห่งความหลงมีความกระตือรือร้นที่จะได้รับความสงบในโลกวัตถุ  แต่ไม่รู้สูตรแห่งความสงบซึ่งจะอธิบายในส่วนนี้ของ  ภควัท-คีตา  สูตรแห่งความสงบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมีง่าย  ๆ  ดังนี้คือ  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์แห่งกิจกรรมของมวลมนุษย์  มนุษย์ควรถวายทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อรับใช้ทิพย์แด่พระองค์  เพราะว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นเจ้าของโลกทั้งหมดและเทวดาทั้งปวงไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์  กฺฤษฺณ  ทรงยิ่งใหญ่กว่าเทวดาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  เช่นพระ  ศิว  และพระ  พฺรหฺมา  ในคัมภีร์พระ  เวท  (เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  ๖ฯ๗)  ได้อธิบายถึงองค์  ภควานฺ  ว่า  ตมฺ  อีศฺวราณำ  ปรมํ  มเหศฺวรํ  ภายใต้มนต์สะกดแห่งความหลงสิ่งมีชีวิตพยายามเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนเองสำรวจพบ  แต่แท้ที่จริงพวกเขาถูกครอบงำโดยพลังงานวัตถุขององค์  ภควานฺ  พระองค์ทรงเป็นเจ้านายของธรรมชาติวัตถุและพันธวิญญาณอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์อันเข้มงวดของธรรมชาติวัตถุ  นอกเสียจากว่าจะเข้าใจความจริงง่าย  ๆ  นี้  มิฉะนั้น  เป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับความสงบในโลกไม่ว่าโดยส่วนตัวหรือส่วนรวม  นี่คือเหตุผลของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด  และมวลชีวิตรวมทั้งเทวดาผู้ยิ่งใหญ่เป็นรองจากพระองค์  เราสามารถได้รับความสงบอย่างสมบูรณ์ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกที่บริบูรณ์เท่านั้น
ในบทที่ห้านี้เป็นการอธิบายภาคปฏิบัติของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  โดยทั่วไปทราบกันว่าเป็น  กรฺม-โยค  คำถามจากการคาดคะเนทางจิตที่ว่า  กรฺม-โยค  สามารถให้ความหลุดพ้นได้อย่างไรนั้น  ได้ให้คำตอบไว้  ณ  ที่นี้  การทำงานใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นการทำงานด้วยความรู้ที่สมบูรณ์ว่าองค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด  งานเช่นนี้ไม่แตกต่างไปจากความรู้ทิพย์  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยตรงคือ  ภกฺติ-โยค  และ  ชฺญาน-โยค  เป็นวิถีทางที่จะนำเราไปสู่  ภกฺติ-โยค  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกหมายถึงการทำงานด้วยความรู้อันสมบูรณ์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสัจธรรมสูงสุด  และความสมบูรณ์ของจิตสำนึกนี้คือความรู้อันสมบูรณ์แห่งองค์  กฺฤษฺณ  หรือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ดวงวิญญาณผู้บริสุทธิ์เป็นผู้รับใช้นิรันดรขององค์  ภควานฺ  เหมือนกันกับเศษละอองอณูของพระองค์  ที่มาสัมผัสกับ  มายา  (ความหลง)  เพราะต้องการเป็นเจ้าเหนือ  มายา  นี่คือต้นเหตุแห่งความทุกข์มากมาย  ตราบใดที่ยังสัมผัสอยู่กับวัตถุ  เขาจะต้องปฏิบัติงานเนื่องจากความจำเป็นทางวัตถุ  อย่างไรก็ดี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกนำเขามาสู่ชีวิตทิพย์แม้ในขณะที่อยู่ในอาณาเขตของวัตถุ  เป็นการปลุกความเป็นอยู่ในวิถีทิพย์ด้วยการปฏิบัติอยู่ในโลกวัตถุ  เมื่อเจริญมากขึ้นก็จะมีอิสระมากขึ้นจากเงื้อมมือของวัตถุองค์  ภควานฺ  ทรงไม่ลำเอียงกับผู้ใด  ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกซึ่งช่วยให้เขาควบคุมประสาทสัมผัสได้ในทุก  ๆ  ด้านและได้รับชัยชนะจากอิทธิพลแห่งความต้องการและความโกรธ  ผู้ที่ยืนอยู่อย่างมั่นคงใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกสามารถควบคุมตัณหาดังที่กล่าวมาแล้ว  ดำรงอยู่อย่างแท้จริงในระดับทิพย์หรือ  พฺรหฺม-นิรฺวาณ  เรื่องการเข้าฌานแปดวิธีของ  โยค  ก็ปฏิบัติอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยปริยาย  เพราะจุดมุ่งหมายสูงสุดได้รับการดูแล  มีวิธีการค่อย  ๆ  พัฒนาในการฝึกปฏิบัติ  ยม,  นิยม,  อาสน,  ปฺราณายาม,  ปฺรตฺยาหาร,  ธารณา,  ธฺยาน  และ  สมาธิ  แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความสมบูรณ์เบื้องต้นของการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่สามารถให้รางวัลความสงบแก่มนุษย์ได้อันเป็นความสมบูรณ์สูงสุดของชีวิต
ฉะนั้น ได้จบคำอธิบยโดย ภกฺติเวทนฺต บทที่ห้ของหนังสือ ศฺรีมทฺ ภควัท-คีตา ในหัวข้อเรื่อง ครมะ-โยกะ หรือ กรปฏิบัติใน กฺฤษฺณ จิตสำนึก

ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

บทที่ หก

บทที่ 6

ธฺยาน-โยค

chapterImage

ธฺยาน-โยค

श्रीभगवानुवाच ।
अनाश्रितः कर्मफलं कार्यं कर्म करोति यः
स संन्यासी च योगी च न निरग्निर्न चाक्रियः ॥ ६.१ ॥
โศลก 1
śrī-bhagavān uvāca
anāśritaḥ karma-phalaṁ  kāryaṁ karma karoti yaḥ
sa sannyāsī ca yogī ca  na niragnir na cākriyaḥ
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
อนาศฺริตห์ กรฺม-ผลํ  การฺยํ กรฺม กโรติ ยห์
ส สนฺนฺยาสี จ โยคี จ  น นิรคฺนิรฺ น จากฺริยห์
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — องค์ภควานตรัส, อนาศฺริตห์ — ปราศจากที่พึ่ง, กรฺม-ผลมฺ — ของผลแห่งงาน, การฺยมฺ — หน้าที่, กรฺม — งาน, กโรติ — ปฏิบัติ, ยห์ — ผู้ซึ่ง, สห์ — เขา, สนฺนฺยาสี — ในระดับสละโลก, — เช่นกัน, โยคี — โยคี, — เช่นกัน, — ไม่, นิห์ — ปราศจาก, อคฺนิห์ — ไฟ, — ไม่, — เช่นกัน, อกฺริยห์ — ปราศจากหน้าที่
คำแปล
องค์ภควานตรัสว่า  ผู้ที่ไม่ยึดติดต่อผลงานของตนและทำงานไปตามหน้าที่  เป็นผู้ที่อยู่ในระดับชีวิตสละโลกและเป็นโยคีที่แท้จริง  มิใช่ผู้ที่ไม่ก่อไฟและไม่ปฏิบัติหน้าที่
คำอธิบาย
ในบทนี้องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายว่า  วิธีของระบบ  โยค  แปดระดับเป็นวิถีทางเพื่อควบคุมจิตใจและประสาทสัมผัส  อย่างไรก็ดี  มันเป็นสิ่งยากมากสำหรับคนทั่วไปที่จะปฏิบัติได้โดยเฉพาะใน  กลิ  ยุค  ถึงแม้ระบบ  โยค  แปดระดับได้แนะนำไว้ในบทนี้  พระองค์ทรงเน้นว่าวิธีของ  กรฺม  -โยค  หรือการปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกดีกว่า  ทุกคนปฏิบัติตนในโลกนี้เพื่อค้ำจุนครอบครัวและทรัพย์สมบัติของตน  ไม่มีผู้ใดทำงานโดยปราศจากความเห็นแก่ตัวหรือเพื่อสนองตอบส่วนตัวบางประการ  ไม่ว่าในวงแคบหรือวงกว้างบรรทัดฐานแห่งความสมบูรณ์คือการปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ไม่ใช่ด้วยแนวคิดที่จะหาความสุขกับผลของงาน  การปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นหน้าที่ของทุกชีวิต  เพราะว่าทุกชีวิตโดยพื้นฐานเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  ส่วนต่าง  ๆ  ของร่างกายปฏิบัติงานเพื่อให้ทั่วทั้งเรือนร่างพึงพอใจ  แขนและขามิได้ปฏิบัติเพื่อให้ส่วนของตนเองพึงพอใจแต่เพื่อความพึงพอใจของทั่วทั้งเรือนร่าง  ในทำนองเดียวกัน  สิ่งมีชีวิตผู้ปฏิบัติเพื่อความพึงพอใจของส่วนรวมสูงสุด  และไม่ใช่เพื่อความพึงพอใจของตนเองจึงเป็น  สนฺนฺยาสี  หรือ  โยค  ที่สมบูรณ์
พวก  สนฺนฺยาสี  บางครั้งคิดอย่างผิดธรรมชาติว่าตนเองได้หลุดพ้นแล้วจากหน้าที่ทางวัตถุทั้งมวล  ฉะนั้น  จึงหยุดการปฏิบัติ  อคฺนิโหตฺร  ยชฺญ  (บูชาไฟ)  แต่อันที่จริงพวกนี้เห็นแก่ตัวเพราะจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการมาเป็นหนึ่งเดียวกับ  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  ความต้องการเช่นนี้ยิ่งใหญ่กว่าความต้องการใด  ๆ  ทางวัตถุ  แต่มิใช่ว่าปราศจากความเห็นแก่ตัว  เช่นเดียวกัน  โยค  ผู้มีฤทธิ์ฝึกปฏิบัติตามระบบ  โยค  ด้วยการลืมตาครึ่งหนึ่ง  หยุดกิจกรรมทางวัตถุทั้งหมด  ปรารถนาความพึงพอใจบางประการสำหรับตนเอง  แต่บุคคลผู้ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกทำงานเพื่อความพึงพอใจของส่วนรวมที่สมบูรณ์โดยไม่เห็นแก่ตัว  บุคคลผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่มีความปรารถนาเพื่อความพึงพอใจของตนเอง  บรรทัดฐานแห่งความสำเร็จของท่านอยู่ที่ความพึงพอใจของ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  ท่านจึงเป็น  สนฺนฺยาสี  หรือ  โยค  ที่สมบูรณ์  องค์  ไจตนฺย  ผู้ทรงเป็นเครื่องหมายของความสมบูรณ์สูงสุดแห่งความเสียสละ  ทรงภาวนาดังนี้
น ธนํ น ชนํ น สุนฺทรีํ  กวิตำ วา ชคทฺ-อีศ กามเย
มม ชนฺมนิ ชนฺมนีศฺวเร  ภวตาทฺ ภกฺติรฺ อไหตุกี ตฺวยิ
“โอ้  องค์  ภควานฺ  ผู้ทรงเดช  ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาสะสมทรัพย์  ไม่ปรารถนาหาความสุขกับหญิงงาม  และไม่ปรารถนาสานุศิษย์มากมาย  สิ่งเดียวที่ปรารถนาคือพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้ที่ให้ข้าพเจ้าได้อุทิศตนเสียสละรับใช้พระองค์ตลอดทุก  ๆ  ชาติไป”
यं संन्यासमिति प्राहुर्योगं तं विद्धि पाण्डव ।
न ह्यसंन्यस्तसंकल्पो योगी भवति कश्चन ॥ ६.२ ॥
โศลก 2
yaṁ sannyāsam iti prāhur  yogaṁ taṁ viddhi pāṇḍava
na hy asannyasta-saṅkalpo  yogī bhavati kaścana
ยํ สนฺนฺยาสมฺ อิติ ปฺราหุรฺ  โยคํ ตํ วิทฺธิ ปาณฺฑว
น หฺยฺ อสนฺนฺยสฺต-สงฺกลฺโป  โยคี ภวติ กศฺจน
ยมฺ — อะไร, สนฺนฺยาสมฺ — การเสียสละ, อิติ — ดังนั้น, ปฺราหุห์ — พวกเขากล่าว, โยคมฺ — เชื่อม กับองค์ภควาน, ตมฺ — นั้น, วิทฺธิ — เธอต้องรู้, ปาณฺฑว — โอ้ โอรสของ ปาณฺฑุ, — ไม่เคย, หิ — แน่นอน, อสนฺนฺยสฺต — ปราศจากการยกเลิก, สงฺกลฺปห์ — ปรารถนาเพื่อความพึง พอใจแห่งตน, โยคี — นักทิพย์นิยมผู้มีฤทธิ์, ภวติ — มาเป็น, กศฺจน — ผู้ใด
คำแปล
เธอควรรู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าการเสียสละเป็นสิ่งเดียวกับ  โยค  หรือการเชื่อมสัมพันธ์ตนเองกับองค์ภควาน  โอ้  โอรสแห่ง  ปาณฺฑุ  ไม่มีผู้ใดสามารถเป็น  โยคี  ได้นอกจากเขาผู้นั้นสละความต้องการเพื่อสนองประสาทสัมผัส
คำอธิบาย
สนฺนฺยาส-โยค  หรือ  ภกฺติ  ที่แท้จริงหมายความว่าเขาควรรู้สถานภาพพื้นฐานของตนในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตและควรปฏิบัติตามนั้น  สิ่งมีชีวิตไม่มีบุคลิกอิสระที่แยกออกไป  แต่เป็นพลังงานพรมแดนขององค์  ภควานฺ  เมื่อถูกกักขังโดยพลังงานวัตถุเขาจึงอยู่ในสภาวะวัตถุ  และเมื่อมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกหรือตระหนักถึงพลังงานทิพย์ตอนนั้นเขาอยู่ในระดับธรรมชาติที่แท้จริงของชีวิต  ฉะนั้น  เมื่อมีความรู้ที่สมบูรณ์  เขาจะหยุดสนองประสาทสัมผัสวัตถุทั้งหมดหรือสละกิจกรรมเพื่อสนองประสาทสัมผัสทั้งปวง  เช่นนี้  โยคผู้ควบคุมประสาทสัมผัสจากการยึดติดทางวัตถุปฏิบัติกัน  แต่บุคคลใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกไม่มีโอกาสที่จะใช้ประสาทสัมผัสของตนไปในสิ่งอื่นใดที่ไม่ใช่จุดมุ่งหมายของกฺฤษฺณ  ดังนั้น  บุคคลผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นทั้ง  สนฺนฺยาสี  และ  โยค  ในเวลาเดียวกัน  จุดมุ่งหมายของความรู้และการควบคุมประสาทสัมผัสดังที่ได้อธิบายในวิธีการ  ชฺญาน  และ  โยค  ก็บรรลุถึงได้โดยปริยายใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  หากผู้ใดไม่สามารถยกเลิกกิจกรรมแห่งธรรมชาติความเห็นแก่ตัวของตนเอง  ชฺญาน  และ  โยค  ก็ไม่มีประโยชน์อันใด  จุดมุ่งหมายที่แท้จริงคือเพื่อให้สิ่งมีชีวิตยกเลิกความพึงพอใจที่เห็นแก่ตัวทั้งหมดและเตรียมตัวเพื่อให้องค์  ภควานฺ  ทรงพอพระทัย  บุคคลผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่มีความปรารถนาเพื่อความสุขส่วนตัวใด  ๆ  ทั้งสิ้น  เขาปฏิบัติตนเพื่อความสุขขององค์  ภควานฺ  อยู่เสมอ  ฉะนั้นผู้ที่ไม่มีข้อมูลขององค์  ภควานฺ  จำต้องปฏิบัติเพื่อความพึงพอใจของตนเองเพราะว่าไม่มีผู้ใดสามารถยืนหยัดอยู่ในระดับที่ไร้กิจกรรมได้  จุดมุ่งหมายทั้งหมดบรรลุได้โดยสมบูรณ์ด้วยการปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
आरुरुक्षोर्मुनेर्योगं कर्म कारणमुच्यते ।
योगारूढस्य तस्यैव शमः कारणमुच्यते ॥ ६.३ ॥
โศลก 3
ārurukṣor muner yogaṁ  karma kāraṇam ucyate
yogārūḍhasya tasyaiva  śamaḥ kāraṇam ucyate
อารุรุกฺโษรฺ มุเนรฺ โยคํ  กรฺม การณมฺ อุจฺยเต
โยคารูฒสฺย ตไสฺยว  ศมห์ การณมฺ อุจฺยเต
อารุรุกฺโษห์ — ผู้ที่เพิ่งเริ่ม โยค, มุเนห์ — ของนักปราชญ์, โยคมฺ — ระบบ โยค แปดระดับ, กรฺม — งาน, การณมฺ — วิถีทาง, อุจฺยเต — กล่าวว่า, โยค โยค แปดระดับ, อารูฒสฺย — ของผู้ได้รับแล้ว, ตสฺย — ของเขา, เอว — แน่นอน, ศมห์ — หยุดกิจกรรมทางวัตถุทั้งหมด, การณมฺ — วิถีทาง, อุจฺยเต — กล่าวว่า
คำแปล
สำหรับผู้เริ่มต้นในระบบ  โยค  แปดระดับ  กล่าวไว้ว่าการทำงานคือวิถีทาง  และสำหรับผู้ที่พัฒนาใน  โยค  แล้ว  กล่าวไว้ว่าการหยุดกิจกรรมทางวัตถุทั้งหมดคือวิถีทาง
คำอธิบาย
วิธีการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับองค์  ภควานฺ  เรียกว่า  โยค  อาจเปรียบเทียบได้กับขั้นบันไดเพื่อบรรลุถึงความรู้แจ้งทิพย์สูงสุด  ขั้นบันไดนี้เริ่มต้นจากสภาวะวัตถุต่ำสุดของสิ่งมีชีวิต  และสูงขึ้นไปจนถึงความรู้แจ้งแห่งตนอย่างสมบูรณ์ในชีวิตทิพย์ที่บริสุทธิ์  ตามระดับแห่งความเจริญก้าวหน้า  ส่วนต่าง  ๆ  ของขั้นบันไดมีชื่อเรียกต่างกัน  แต่รวมกันทั้งหมดเป็นขั้นบันไดที่สมบูรณ์เรียกว่า  โยค  และอาจแบ่งออกเป็นสามส่วนคือ  ชฺญาน-โยค,  ธฺยาน-โยค  และ  ภกฺติ-โยค  ขั้นแรกของบันไดเรียกว่าระดับ  โยคารุรุกฺษุ  และขั้นสูงสุดเรียกว่า  โยคารูฒ  
เกี่ยวกับระบบ  โยค  แปดระดับ  เป็นการพยายามขั้นต้นเพื่อเข้าไปสู่สมาธิด้วยหลักธรรมแห่งชีวิตและฝึกปฏิบัติท่านั่งต่าง  ๆ  (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการบริหารร่างกาย)ถือว่าเป็นกิจกรรมทางวัตถุเพื่อหวังผล  กิจกรรมเช่นนี้ทั้งหมดจะนำให้บรรลุความสมดุลทางจิตใจอย่างสมบูรณ์เพื่อควบคุมประสาทสัมผัส  เมื่อประสบความสำเร็จในการฝึกสมาธิ  เขาจะหยุดกิจกรรมทั้งหมดที่รบกวนจิตใจ
อย่างไรก็ดี  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกสถิตในระดับสมาธิตั้งแต่ตอนเริ่มต้นเนื่องจากเขาระลึกถึง  กฺฤษฺณ  เสมอ  และปฏิบัติรับใช้  กฺฤษฺณ  อยู่ตลอดเวลาซึ่งพิจารณาว่าหยุดกิจกรรมทางวัตถุทั้งหมดโดยปริยาย
यदा हि नेन्द्रियार्थेषु न कर्मस्वनुषज्जते ।
सर्वसंकल्पसंन्यासी योगारूढस्तदोच्यते ॥ ६.४ ॥
โศลก 4
yadā hi nendriyārtheṣu  na karmasv anuṣajjate
sarva-saṅkalpa-sannyāsī  yogārūḍhas tadocyate
ยทา หิ เนนฺทฺริยารฺเถษุ  น กรฺมสฺวฺ อนุษชฺชเต
สรฺว-สงฺกลฺป-สนฺนฺยาสี  โยคารูฒสฺ ตโทจฺยเต
ยทา — เมื่อ, หิ — แน่นอน, — ไม่, อินฺทฺริย-อรฺเถษุ — ในการสนองประสาทสัมผัส, — ไม่เคย, กรฺมสุ — ในกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ, อนุษชฺชเต — ผู้จำเป็นปฏิบัติ, สรฺว-สงฺกลฺป — ของความต้องการทางวัตถุทั้งปวง, สนฺนฺยาสี — ผู้สละทางโลก, โยค-อารูฒห์ — เจริญใน โยค, ตทา — ในเวลานั้น, อุจฺยเต — กล่าวว่า
คำแปล
กล่าวได้ว่าบุคคลผู้นี้เจริญใน  โยค  แล้ว  เมื่อเขาสละความต้องการทางวัตถุทั้งปวงและไม่ปฏิบัติตนเพื่อสนองประสาทสัมผัส  หรือปฏิบัติในกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ
คำอธิบาย
เมื่อบุคคลปฏิบัติอย่างเต็มที่ในการรับใช้ทิพย์ด้วยความรักต่อองค์  ภควานฺ  เขามีความสุขอยู่ในตัว  ดังนั้น  จึงไม่ปฏิบัติเพื่อสนองประสาทสัมผัส  หรือปฏิบัติในกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุอีกต่อไป  มิฉะนั้น  ต้องปฏิบัติเพื่อสนองประสาทสัมผัสเพราะว่าไม่มีผู้ใดสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีกิจกรรม  ปราศจาก  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเราต้องแสวงหากิจกรรมที่มีตนเองเป็นศูนย์กลาง  หรือกิจกรรมที่เห็นแก่ตัวในวงกว้าง  แต่บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความพึงพอพระทัยของ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  จึงไม่ยึดติดกับการสนองประสาทสัมผัสโดยสมบูรณ์  ผู้ไม่มีความรู้แจ้งเช่นนี้จะต้องพยายามหลบหนีความต้องการทางวัตถุอย่างผิดธรรมชาติ  ก่อนที่จะพัฒนาไปถึงขั้นบันไดสูงสุดแห่ง  โยค  
उद्धरेदात्मनात्मानं नात्मानमवसादयेत् ।
आत्मैव ह्यात्मनो बन्धुरात्मैव रिपुरात्मनः ॥ ६.५ ॥
โศลก 5
uddhared ātmanātmānaṁ  nātmānam avasādayet
ātmaiva hy ātmano bandhur  ātmaiva ripur ātmanaḥ
อุทฺธเรทฺ อาตฺมนาตฺมานํ  นาตฺมานมฺ อวสาทเยตฺ
อาตฺไมว หฺยฺ อาตฺมโน พนฺธุรฺ  อาตฺไมว ริปุรฺ อาตฺมนห์
อุทฺธเรตฺ — เราต้องส่ง, อาตฺมนา — ด้วยจิตใจ, อาตฺมานมฺ — พันธวิญญาณ, — ไม่ เคย, อาตฺมานมฺ — พันธวิญญาณ, อวสาทเยตฺ — ทำให้ตกต่ำลง, อาตฺมา — จิตใจ, เอว — แน่นอน, หิ — อันที่จริง, อาตฺมนห์ — ของพันธวิญญาณ, พนฺธุห์ — เพื่อน, อาตฺมา — จิตใจ, เอว — แน่นอน, ริปุห์ — ศัตรู, อาตฺมนห์ — ของพันธวิญญาณ
คำแปล
เขาต้องจัดส่งตนเองด้วยการช่วยเหลือจากจิตใจของตน  มิใช่ทำตัวให้ตกต่ำลงจิตใจเป็นทั้งเพื่อนและศัตรูของพันธวิญญาณ
คำอธิบาย
คำว่า  อาตฺมา  หมายถึง  ร่างกาย  จิตใจ  และวิญญาณ  ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน  ในระบบ  โยค  จิตใจของพันธวิญญาณสำคัญมาก  เพราะว่าจิตใจเป็นศูนย์กลางของการฝึกปฏิบัติ  โยค  ณ  ที่นี้  อาตฺมา  หมายถึงจิตใจ  จุดมุ่งหมายของระบบ  โยค  เพื่อควบคุมจิตใจและดึงให้จิตใจออกห่างจากการยึดติดกับอายตนะภายนอกได้เน้นไว้  ณ  ที่นี้ว่าจิตใจจะต้องได้รับการฝึกฝนเพื่อจัดส่งพันธวิญญาณจากหล่มแห่งอวิชชา  ในความเป็นอยู่ทางวัตถุ  เขาอยู่ภายใต้อำนาจอิทธิพลของจิตใจและประสาทสัมผัส  อันที่จริงดวงวิญญาณบริสุทธิ์ถูกพันธนาการอยู่ในโลกวัตถุเพราะว่าจิตใจถูกอหังการพัวพัน  ซึ่งทำให้ต้องการเป็นเจ้าครอบครองธรรมชาติวัตถุ  ฉะนั้น  จิตใจควรได้รับการฝึกฝนเพื่อไม่ให้ไปหลงใหลกับแสงสีของธรรมชาติวัตถุ  ด้วยวิธีนี้พันธวิญญาณอาจได้รับความปลอดภัย  เราไม่ควรทำตัวเองให้ตกต่ำลงด้วยการไปหลงใหลกับอายตนะภายนอก  หากไปหลงใหลกับอายตนะภายนอกมากเท่าไร  เราจะถูกพันธนาการในความเป็นอยู่ทางวัตถุมากเท่านั้น  วิธีที่ดีที่สุดที่จะไม่ให้ตนเองถูกพันธนาการคือ  ให้จิตใจปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอยู่เสมอ  คำว่า  หิ  ใช้เพื่อเน้นจุดนี้  ตัวอย่างเช่น  เรา  ต้อง  ทำเช่นนี้  ได้กล่าวไว้เช่นกันว่า
มน เอว มนุษฺยาณำ  การณํ พนฺธ-โมกฺษโยห์
พนฺธาย วิษยาสงฺโค  มุกฺไตฺย นิรฺวิษยํ มนห์
“สำหรับมนุษย์  จิตใจเป็นต้นเหตุแห่งพันธนาการ  และจิตใจก็เป็นต้นเหตุแห่งความหลุดพ้น  จิตใจที่ซึมซาบอยู่กับอายตนะภายนอกเป็นต้นเหตุแห่งพันธนาการ  และจิตใจที่ไม่ยึดติดกับอายตนะภายนอกเป็นต้นเหตุแห่งความหลุดพ้น”  (อมฺฤต-พินฺทุ  อุปนิษทฺ  2)ฉะนั้น  จิตใจที่ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอยู่เสมอเป็นต้นเหตุแห่งความหลุดพ้นสูงสุด
बन्धुरात्मात्मनस्तस्य येनात्मैवात्मना जितः ।
अनात्मनस्तु शत्रुत्वे वर्तेतात्मैव शत्रुवत् ॥ ६.६ ॥
โศลก 6
bandhur ātmātmanas tasya  yenātmaivātmanā jitaḥ
anātmanas tu śatrutve  vartetātmaiva śatru-vat
พนฺธุรฺ อาตฺมาตฺมนสฺ ตสฺย  เยนาตฺไมวาตฺมนา ชิตห์
อนาตฺมนสฺ ตุ ศตฺรุเตฺว  วรฺเตตาตฺไมว ศตฺรุ-วตฺ
พนฺธุห์ — เพื่อน, อาตฺมา — จิตใจ, อาตฺมนห์ — ของสิ่งมีชีวิต, ตสฺย — ของเขา, เยน — ผู้ซึ่ง, อาตฺมา — จิตใจ, เอว — แน่นอน, อาตฺมนา — โดยสิ่งมีชีวิต, ชิตห์ — ได้รับชัยชนะ, อนาตฺมนห์ — ของผู้ที่ไม่สามารถควบคุมจิตใจได้, ตุ — แต่, ศตฺรุเตฺว — เพราะศัตรู, วรฺเตต — ยังคง, อาตฺมา เอว — จิตใจนั้น, ศตฺรุ-วตฺ — ในฐานะศัตรู
คำแปล
สำหรับผู้ที่เอาชนะจิตใจตนเองได้จิตใจเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด  แต่สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเอาชนะจิตใจของตนเองได้  จิตใจของเขายังคงเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด
คำอธิบาย
จุดมุ่งหมายของการฝึกปฏิบัติ  โยค  แปดระดับก็เพื่อควบคุมจิตใจในการปฏิบัติภารกิจของมนุษย์  นอกจากว่าจิตใจจะอยู่ภายใต้การควบคุม  มิฉะนั้น  การฝึกปฏิบัติ  โยค  (เพื่ออวด)  เป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์  ผู้ที่ไม่สามารถควบคุมจิตใจของตนเองได้มีชีวิตอยู่กับศัตรูที่ร้ายกาจเสมอ  ดังนั้น  ทั้งชีวิตและจุดมุ่งหมายของชีวิตของเขาจะถูกทำลายลง  สถานภาพพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตคือการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ที่สูงกว่าตราบใดที่จิตใจยังคงเป็นศัตรูที่เอาชนะไม่ได้  เขาจะต้องรับใช้ตามคำสั่งของราคะ  ความโกรธ  ความโลภ  ความหลง  ฯลฯ  แต่เมื่อเอาชนะจิตใจได้แล้ว  เขาอาสาตกลงปลงใจปฏิบัติตามคำสั่งของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าผู้ทรงสถิตในหัวใจของทุก  ๆ  คนในรูปของ  ปรมาตฺมา  การปฏิบัติ  โยค  ที่แท้จริงจะนำเ  ราม  าพบ  ปรมาตฺมา  ภายในหัวใจจากนั้นก็ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์  สำหรับผู้ที่รับเอา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมาปฏิบัติโดยตรง  การศิโรราบอย่างสมบูรณ์ต่อคำสั่งขององค์  ภควานฺ  จะตามมาโดยปริยาย
जितात्मनः प्रशान्तस्य परमात्मा समाहितः ।
शीतोष्णसुखदुःखेषु तथा मानापमानयोः ॥ ६.७ ॥
โศลก 7
jitātmanaḥ praśāntasya  paramātmā samāhitaḥ
śītoṣṇa-sukha-duḥkheṣu  tathā mānāpamānayoḥ
ชิตาตฺมนห์ ปฺรศานฺตสฺย  ปรมาตฺมา สมาหิตห์
ศีโตษฺณ-สุข-ทุห์เขษุ  ตถา มานาปมานโยห์
ชิต-อาตฺมนห์ — ของผู้ที่เอาชนะจิตใจตนเองได้แล้ว, ปฺรศานฺตสฺย — ผู้ได้รับความ สงบด้วยการควบคุมจิตใจ, ปรม-อาตฺมา — อภิวิญญาณ, สมาหิตห์ — เข้าพบอย่าง สมบูรณ์, ศีต — ในความเย็น, อุษฺณ — ความร้อน, สุข — ความสุข, ทุห์เขษุ — และความ ทุกข์, ตถา — เช่นกัน, มาน — ในเกียรติยศ, อปมานโยห์ — และไร้เกียรติยศ
คำแปล
สำหรับผู้ที่เอาชนะจิตใจตนเองได้  บรรลุถึงองค์อภิวิญญาณเรียบร้อยแล้ว  และได้รับความสงบ  บุคคลเช่นนี้ความสุขและความทุกข์  ความร้อนและความเย็นการได้เกียรติและการเสียเกียรติ  ทั้งหมดมีค่าเท่ากัน
คำอธิบาย
อันที่จริงทุกชีวิตมีจุดมุ่งหมายเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ผู้ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของทุกคนในรูป  ปรมาตฺมา  เมื่อจิตใจได้ถูกพลังงานแห่งความหลงภายนอกนำไปในทางที่ผิด  เขาจะถูกพันธนาการอยู่ในกิจกรรมทางวัตถุ  ฉะนั้น  ทันทีที่ควบคุมจิตใจได้ด้วยหนึ่งในวิธีของระบบ  โยค  พิจารณาได้ว่าเขาบรรลุถึงจุดหมายปลายทางแล้ว  เขาต้องปฏิบัติตามคำสั่งจากผู้ที่สูงกว่า  เมื่อจิตใจตั้งมั่นอยู่ที่ธรรมชาติที่สูงกว่า  จะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปฏิบัติตามคำสั่งขององค์  ภควานฺ  จิตใจต้องยอมรับคำสั่งที่สูงกว่าและปฏิบัติตามนั้น  ผลแห่งการควบคุมจิตใจได้คือปฏิบัติตามคำสั่งของ  ปรมาตฺมา  หรือองค์อภิวิญญาณโดยปริยาย  เพราะว่าผู้ที่อยู่ใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกบรรลุถึงสถานภาพทิพย์นี้ได้โดยทันที  สาวกขององค์  ภควานฺ  ไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งคู่ที่มีอยู่ทางวัตถุ  เช่น  ความทุกข์และความสุข  ความเย็นและความร้อน  ฯลฯระดับนี้คือการปฏิบัติ  สมาธิ  หรือซึมซาบอยู่ในองค์  ภควานฺ  
ज्ञानविज्ञानतृप्तात्मा कूटस्थो विजितेन्द्रियः ।
युक्त इत्युच्यते योगी समलोष्टाश्मकाञ्चनः ॥ ६.८ ॥
โศลก 8
jñāna-vijñāna-tṛptātmā  kūṭa-stho vijitendriyaḥ
yukta ity ucyate yogī  sama-loṣṭrāśma-kāñcanaḥ
ชฺญาน-วิชฺญาน-ตฺฤปฺตาตฺมา  กูฏ-โสฺถ วิชิเตนฺทฺริยห์
ยุกฺต อิตฺยฺ อุจฺยเต โยคี  สม-โลษฺฏฺราศฺม-กาญฺจนห์
ชฺญาน — ด้วยความรู้ที่เรียนมา, วิชฺญาน — และความรู้แจ้งจากการปฏิบัติ, ตฺฤปฺต — พึง พอใจ, อาตฺมา — สิ่งมีชีวิต, กูฏ-สฺถห์ — สถิตในระดับทิพย์, วิชิต-อินฺทฺริยห์ — ควบคุม ประสาทสัมผัส, ยุกฺตห์ — สามารถรู้แจ้งตนเอง, อิติ — ดังนั้น, อุจฺยเต — กล่าวว่า, โยคี — โยคี, สม — เที่ยงตรง, โลษฺฏฺร — กรวด, อศฺม — หิน, กาญฺจนห์ — ทอง
คำแปล
ผู้ที่สถิตในความรู้แจ้งแห่งตนเรียกว่า  โยคี  (หรือผู้มีฤทธิ์)  เมื่อเขามีความพึงพอใจอย่างเต็มเปี่ยมในบุญบารมีแห่งความรู้และความรู้แจ้งที่ได้รับ  บุคคลเช่นนี้สถิตในระดับทิพย์เป็นผู้ควบคุมตนเองได้  เขาเห็นทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นก้อนกรวด  ก้อนหิน  หรือทองคำ  ว่ามีค่าเท่ากัน
คำอธิบาย
ความรู้จากหนังสือโดยปราศจากความรู้แจ้งแห่งสัจธรรมสูงสุดนั้นไร้ประโยชน์ได้กล่าวไว้ดังต่อไปนี้
อตห์ ศฺรี-กฺฤษฺณ-นามาทิ  น ภเวทฺ คฺราหฺยมฺ อินฺทฺริไยห์
เสโวนฺมุเข หิ ชิหฺวาเทา  สฺวยมฺ เอว สฺผุรตฺยฺ อทห์
“ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจธรรมชาติทิพย์แห่งพระนาม  พระวรกาย  คุณสมบัติ  และลีลาขององค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ด้วยประสาทสัมผัสวัตถุของตนที่มีมลทินได้  เมื่อเขามีความอิ่มเอิบทิพย์ด้วยการรับใช้ทิพย์แด่องค์  ภควานฺ  เท่านั้น  พระนามทิพย์  พระวรกายทิพย์  คุณสมบัติทิพย์และลีลาทิพย์ของพระองค์จะทรงปรากฏแก่เขา”  (ภกฺติ-รสามฺฤต-สินฺธุ  1.2.234)
หนังสือ  ภควัท-คีตา  นี้  เป็นศาสตร์แห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ไม่มีผู้ใดสามารถมาเป็น  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกได้ด้วยการศึกษาทางโลก  เขาต้องโชคดีพอที่ได้มาคบหาสมาคมกับบุคคลผู้อยู่ในจิตสำนึกที่บริสุทธิ์  บุคคลผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมีความรู้แจ้งด้วยพระกรุณาธิคุณของ  กฺฤษฺณ  เพราะเขาพึงพอใจต่อการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์  ด้วยความรู้แจ้งทำให้เขาสมบูรณ์ด้วยความรู้ทิพย์ทำให้เขาสามารถดำรงอยู่อย่างมั่นคงในความมุ่งมั่น  หากเพียงแต่เป็นความรู้ทางวิชาการเพียงอย่างเดียวอาจทำให้หลงผิดได้โดยง่ายดาย  และเกิดสับสนจากการปรากฏที่ขัดกัน  ดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งสามารถควบคุมตนเองได้อย่างแท้จริง  เพราะเขาศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  ผู้ทรงอยู่ในระดับทิพย์  และเขาไม่มีอะไรไปเกี่ยวข้องกับการศึกษาทางโลก  การศึกษาทางโลกและการคาดคะเนทางจิตอาจดีเท่ากับทองคำสำหรับผู้อื่น  แต่ไม่มีคุณค่ามากไปกว่าก้อนกรวดหรือก้อนหินสำหรับบุคคลผู้นี้
सुहृन्मित्रार्युदासीनमध्यस्थद्वेष्यबन्धुषु ।
साधुष्वपि च पापेषु समबुद्धिर्विशिष्यते ॥ ६.९ ॥
โศลก 9
suhṛn-mitrāry-udāsīna-  madhyastha-dveṣya-bandhuṣu
sādhuṣv api ca pāpeṣu  sama-buddhir viśiṣyate
สุหฺฤนฺ-มิตฺรารฺยฺ-อุทาสีน-  มธฺยสฺถ-เทฺวษฺย-พนฺธุษุ
สาธุษฺวฺ อปิ จ ปาเปษุ  สม-พุทฺธิรฺ วิศิษฺยเต
สุ-หฺฤตฺ — แด่ผู้ปรารถนาดีโดยธรรมชาติ, มิตฺร — ผู้มีบุญคุณด้วยความรัก, อริ — ศัตรู, อุทาสีน — เป็นกลางระหว่างคู่ปรปักษ์, มธฺย-สฺถ — ผู้ปรองดองระหว่างคู่ปรปักษ์, เทฺวษฺย — ผู้อิจฉา, พนฺธุษุ — และญาติหรือผู้ปรารถนาดี, สาธุษุ — แด่นักบุญ, อปิ — รวมทั้ง, — และ, ปาเปษุ — แด่คนบาป, สม-พุทฺธิห์ — มีปัญญาเสมอภาค, วิศิษฺยเต — สูงขึ้นไปอีก
คำแปล
พิจารณาว่าบุคคลเจริญสูงขึ้นไปอีก  เมื่อเขาเห็นผู้ปรารถนาดีที่ซื่อสัตย์  ผู้มีบุญคุณด้วยความรัก  ผู้เป็นกลาง  ผู้ปรองดอง  ผู้อิจฉา  มิตรและศัตรู  นักบุญและคนบาป  ทั้งหมดนี้เขาเห็นด้วยจิตใจที่เสมอภาค
योगी युञ्जीत सततमात्मानं रहसि स्थितः ।
एकाकी यतचित्तात्मा निराशीरपरिग्रहः ॥ ६.१० ॥
โศลก 10
yogī yuñjīta satatam  ātmānaṁ rahasi sthitaḥ
ekākī yata-cittātmā  nirāśīr aparigrahaḥ
โยคี ยุญฺชีต สตตมฺ  อาตฺมานํ รหสิ สฺถิตห์
เอกากี ยต-จิตฺตาตฺมา  นิราศีรฺ อปริคฺรหห์
โยคี — นักทิพย์นิยม, ยุญฺชีต — ต้องทำสมาธิใน กฺฤษฺณ จิตสำนึก, สตตมฺ — ตลอดเวลา, อาตฺมานมฺ — ตัวเขา (ด้วยร่างกาย จิตใจ และชีวิต), รหสิ — ในที่สันโดษ, สฺถิตห์ — สถิต, เอกากี — คนเดียว, ยต-จิตฺต-อาตฺมา — ระวังอยู่ในจิตใจเสมอ, นิราศีห์ — ไม่ถูกสิ่งใด ยั่วยวน, อปริคฺรหห์ — ปราศจากความรู้สึกเป็นเจ้าของ
คำแปล
นักทิพย์นิยมควรปฏิบัติด้วยร่างกาย  จิตใจ  และชีวิตในความสัมพันธ์กับองค์ภควานเสมอ  เขาควรอยู่คนเดียวในที่สันโดษ  ควรควบคุมจิตใจของตนเองด้วยความระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา  และควรเป็นอิสระจากความต้องการและความรู้สึกเป็นเจ้าของ
คำอธิบาย
ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงรู้แจ้งได้ในระดับต่าง  ๆ  กันเช่น  พฺรหฺมนฺ,  ปรมาตฺมา  และ  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกหมายความอย่างตรงประเด็นว่า  ปฏิบัติตนในการรับใช้ทิพย์ด้วยความรักแด่องค์  ภควานฺ  อยู่เสมอ  แต่พวกที่ยึดติดกับ  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  หรือองค์อภิวิญญาณผู้ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจก็เป็นส่วนหนึ่งของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเช่นกัน  เพราะ  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์เป็นรัศมีทิพย์ของ  กฺฤษฺณ  และอภิวิญญาณทรงเป็นส่วนที่แยกออกมาจาก  กฺฤษฺณ  ซึ่งแผ่กระจายไปทั่ว  ดังนั้น  ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์และนักปฏิบัติสมาธิก็มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกทางอ้อมเช่นกัน  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยตรงเป็นนักทิพย์นิยมสูงสุด  เพราะสาวกเช่นนี้ทราบว่า  พฺรหฺมนฺ  และ  ปรมาตฺมา  หมายความว่าอย่างไร  ความรู้แห่งสัจธรรมของเขานั้นสมบูรณ์  ในขณะที่ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์และ  โยค  ผู้ทำสมาธิมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกที่ไม่สมบูรณ์
อย่างไรก็ดี  ทั้งหมดนี้ได้แนะนำไว้  ณ  ที่นี้ให้ปฏิบัติในสายงานอาชีพของตนเองอยู่เสมอ  เพื่ออาจมาถึงจุดสมบูรณ์สูงสุดได้ในไม่ช้าก็เร็ว  ภารกิจข้อแรกของนักทิพย์นิยมคือตั้งจิตอยู่ที่  กฺฤษฺณ  เสมอ  เขาควรระลึกถึง  กฺฤษฺณ  อยู่เสมอและไม่ลืมพระองค์แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว  การตั้งจิตอยู่ที่องค์  ภควานฺ  เรียกว่า  สมาธิ  หรือสมาธิ  เพื่อให้จิตตั้งมั่นเขาควรดำรงอยู่อย่างสันโดษเสมอ  และหลีกเลี่ยงการรบกวนจากอายตนะภายนอกควรระมัดระวังอย่างยิ่งในการรับเอาสภาวะที่เอื้อประโยชน์  และปฏิเสธสภาวะที่ไม่เอื้อประโยชน์ที่จะมีผลกระทบต่อความรู้แจ้งแห่งตน  และด้วยความมั่นใจอย่างสมบูรณ์  เขาไม่ควรทะเยอทะยานกับสิ่งของวัตถุที่ไม่จำเป็นซึ่งจะพันธนาการตนเองด้วยความรู้สึกเป็นเจ้าของ
ความสมบูรณ์และข้อควรระวังทั้งหมดนี้ปฏิบัติได้อย่างสมบูรณ์เมื่ออยู่ในกฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยตรง  เพราะว่า  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยตรงหมายถึงการสละทิ้งตนเองเช่นนี้  จึงเปิดโอกาสน้อยมากที่จะเป็นเจ้าของวัตถุ  ศฺรีล  รูป  โคสฺวามี  แสดงลักษณะของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไว้ดังนี้
อนาสกฺตสฺย วิษยานฺ, ยถารฺหมฺ อุปยุญฺชตห์
นิรฺพนฺธห์ กฺฤษฺณ-สมฺพนฺเธ, ยุกฺตํ ไวราคฺยมฺ อุจฺยเต
ปฺราปญฺจิกตยา พุทฺธฺยา  หริ-สมฺพนฺธิ-วสฺตุนห์
มุมุกฺษุภิห์ ปริตฺยาโค  ไวราคฺยํ ผลฺคุ กถฺยเต
“เมื่อเขาไม่ยึดติดกับสิ่งใด  แต่ในขณะเดียวกันยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างในความสัมพันธ์กับ  กฺฤษฺณ  เขาสถิตอย่างถูกต้องเหนือความเป็นเจ้าของ  อีกด้านหนึ่ง  ผู้ที่ปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างทุกสิ่งทุกอย่างกับ  กฺฤษฺณ  การเสียสละของบุคคลนี้ไม่สมบูรณ์”  (ภกฺติ-รสามฺฤต-สินฺธุ  1.2.255-256)
บุคคลผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกทราบดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  เขาจึงเป็นอิสระจากความรู้สึกเป็นเจ้าของส่วนตัวอยู่เสมอ  เขาไม่มีความทะเยอทะยานไม่ว่าสิ่งใด  ๆ  สำหรับส่วนตัวทราบว่าควรรับเอาสิ่งต่าง  ๆ  มาส่งเสริมใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกได้อย่างไร  และทราบว่าควรปฏิเสธกับสิ่งที่ไม่ส่งเสริมใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกได้อย่างไรเขาปลีกตัวออกห่างจากสิ่งของวัตถุเสมอเพราะอยู่ในระดับทิพย์  จะอยู่อย่างสันโดษเสมอ  โดยไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบุคคลผู้ไม่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ฉะนั้น  บุคคลใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกจึงเป็น  โยค  ที่สมบูรณ์
शुचौ देशे प्रतिष्ठाप्य स्थिरमासनमात्मनः ।
नात्युच्छ्रितं नातिनीचं चैलाजिनकुशोत्तरम् ॥ ६.११ ॥
तत्रैकाग्रं मनः कृत्वा यतचित्तेन्द्रियक्रियः ।
उपविश्यासने युञ्ज्याद्योगमात्मविशुद्धये ॥ ६.१२ ॥
โศลก 11-12
śucau deśe pratiṣṭhāpya  sthiram āsanam ātmanaḥ
nāty-ucchritaṁ nāti-nīcaṁ  cailājina-kuśottaram
ศุเจา เทเศ ปฺรติษฺฐาปฺย  สฺถิรมฺ อาสนมฺ อาตฺมนห์
นาตฺยฺ-อุจฺฉฺริตํ นาติ-นีจํ  ไจลาชิน-กุโศตฺตรมฺ
tatraikāgraṁ manaḥ kṛtvā  yata-cittendriya-kriyaḥ
upaviśyāsane yuñjyād  yogam ātma-viśuddhaye
ตไตฺรกาคฺรํ มนห์ กฺฤตฺวา  ยต-จิตฺเตนฺทฺริย-กฺริยห์
อุปวิศฺยาสเน ยุญฺชฺยาทฺ  โยคมฺ อาตฺม-วิศุทฺธเย
ศุเจา — ในความถูกต้อง, เทเศ — แผ่นดิน, ปฺรติษฺฐาปฺย — วาง, สฺถิรมฺ — มั่นคง, อาสนมฺ — ที่นั่ง, อาตฺมนห์ — ตัวเขา, — ไม่, อติ — เกินไป, อุจฺฉฺริตมฺ — สูง, — ไม่, อติ — เกินไป, นีจมฺ — ต่ำ, ไจล-อชิน — ผ้านุ่มและหนังกวาง, กุศ — และหญ้า กุศ, อุตฺตรมฺ — คลุม, ตตฺร — ข้างบน, เอก-อคฺรมฺ — ตั้งใจเป็นหนึ่ง, มนห์ — จิตใจ, กฺฤตฺวา — ทำ, ยต-จิตฺต — ควบคุมจิตใจ, อินฺทฺริย — ประสาทสัมผัส, กฺริยห์ — และกิจกรรม, อุปวิศฺย — นั่ง, อาสเน — บนที่นั่ง, ยุญฺชฺยาตฺ — ควรปฏิบัติ, โยคมฺ — ฝึกปฏิบัติ โยค, อาตฺม — หัวใจ, วิศุทฺธเย — เพื่อให้บริสุทธิ์
คำแปล
ในการฝึกปฏิบัติ  โยค  เขาควรไปสถานที่สันโดษและควรวางหญ้า  กุศ  บนพื้นจากนั้นคลุมด้วยหนังกวางและผ้านุ่ม  ที่นั่งไม่ควรสูงหรือต่ำเกินไป  และควรสถิตในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  จากนั้น  โยคี  ควรนั่งบนที่นั่งนี้ด้วยความแน่วแน่มั่นคงฝึกปฏิบัติ  โยค  เพื่อให้หัวใจสะอาดบริสุทธิ์ด้วยการควบคุมจิตใจ  ประสาทสัมผัสและกิจกรรมของตนเอง  ตั้งมั่นจิตอยู่ที่จุดเดียว
คำอธิบาย
“สถานที่ศักดิ์สิทธิ์”หมายถึงสถานที่ที่ควรเคารพสักการะ  ในประเทศอินเดีย  โยค  นักทิพย์นิยม  หรือสาวก  ทั้งหมดจะออกจากบ้านและไปพำนักอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  เช่น  ปฺรยาค,  มถุรา,  วฺฤนฺทาวน,  หฺฤษีเกศ  และ  หรฺทฺวรฺ  ในความสันโดษจะฝึกปฏิบัติ  โยค  ณ  สถานที่ที่แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์  เช่น  ยะมุนาและคงคาไหลผ่าน  แต่ส่วนใหญ่จะเป็นไปไม่ได้โดยเฉพาะชาวตะวันตก  สิ่งที่เรียกว่าสมาคม  โยค  ในเมืองใหญ่  ๆ  อาจประสบความสำเร็จในผลกำไรทางวัตถุ  แต่ว่าไม่เหมาะสมเลยในการฝึกปฏิบัติ  โยค  อย่างแท้จริง  ผู้ที่ควบคุมตนเองไม่ได้  และผู้ที่จิตใจไม่สงบไม่สามารถฝึกปฏิบัติสมาธิได้  ฉะนั้น  ใน  พฺฤหนฺ-นารทีย  ปุราณ  ได้กล่าวไว้ว่าใน  กลิ-ยุค  (ยุคปัจจุบัน)  เมื่อคนทั่วไปมีอายุสั้น  เฉื่อยชาในความรู้ทิพย์  และถูกรบกวนจากความวิตกกังวลต่าง  ๆ  นานาอยู่เสมอ  วิธีที่ดีที่สุดในการรู้แจ้งทิพย์คือการสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์  ภควานฺ  
หเรรฺ นาม หเรรฺ นาม  หเรรฺ นาไมว เกวลมฺ
กเลา นาสฺตฺยฺ เอว นาสฺตฺยฺ เอว  นาสฺตฺยฺ เอว คติรฺ อนฺยถา
“ในยุคแห่งการทะเลาะวิวาทและมือถือสากปากถือศีลนี้  วิธีแห่งความหลุดพ้นคือการร้องเพลงสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์  ภควานฺ  ไม่มีหนทางอื่นใด  ไม่มีหนทางอื่นใด  และไม่มีหนทางอื่นใด”
समं कायशिरोग्रीवं धारयन्नचलं स्थिरः ।
सम्प्रेक्ष्य नासिकाग्रं स्वं दिशश्चानवलोकयन् ॥ ६.१३ ॥
प्रशान्तात्मा विगतभीर्ब्रह्मचारिव्रते स्थितः ।
मनः संयम्य मच्चित्तो युक्त आसीत मत्परः ॥ ६.१४ ॥
โศลก 13-14
samaṁ kāya-śiro-grīvaṁ  dhārayann acalaṁ sthiraḥ
samprekṣya nāsikāgraṁ svaṁ  diśaś cānavalokayan
สมํ กาย-ศิโร-คฺรีวํ  ธารยนฺนฺ อจลํ สฺถิรห์
สมฺเปฺรกฺษฺย นาสิกาคฺรํ สฺวํ  ทิศศฺ จานวโลกยนฺ
praśāntātmā vigata-bhīr  brahmacāri-vrate sthitaḥ
manaḥ saṁyamya mac-citto  yukta āsīta mat-paraḥ
ปฺรศานฺตาตฺมา วิคต-ภีรฺ  พฺรหฺมจาริ-วฺรเต สฺถิตห์
มนห์ สํยมฺย มจฺ-จิตฺโต  ยุกฺต อาสีต มตฺ-ปรห์
สมมฺ — ตรง, กาย — ร่างกาย, ศิรห์ — ศีรษะ, คฺรีวมฺ — และคอ, ธารยนฺ — รักษา, อจลมฺ — ไม่เคลื่อน, สฺถิรห์ — นิ่ง, สมฺเปฺรกฺษฺย — มอง, นาสิกา — ของจมูก, อคฺรมฺ — ที่ปลาย, สฺวมฺ — ตน, ทิศห์ — รอบด้าน, — เช่นกัน, อนวโลกยนฺ — ไม่มอง, ปฺรศานฺต — ไม่เร่าร้อน, อาตฺมา — จิตใจ, วิคต-ภีห์ — ปราศจากความกลัว, พฺรหฺมจาริ-วฺรเต — ในการปฏิญาณ พรหมจรรย์, สฺถิตห์ — สถิต, มนห์ — จิตใจ, สํยมฺย — กำราบอย่างสมบูรณ์, มตฺ — แด่ ข้า (กฺฤษฺณ), จิตฺตห์ — ตั้งสมาธิจิต, ยุกฺตห์โยคี ที่แท้จริง, อาสีต — ควรนั่ง, มตฺ — ข้า, ปรห์ — เป้าหมายสูงสุด
คำแปล
เขาควรตั้งร่างกาย  คอ  และศีรษะให้เป็นเส้นตรง  จ้องไปที่ปลายจมูกอย่างแน่วแน่และด้วยจิตใจที่สงบนิ่งไม่หวั่นไหว  ปราศจากความกลัว  เป็นอิสระจากชีวิตเพศสัมพันธ์โดยสมบูรณ์  ภายในหัวใจเขาควรทำสมาธิอยู่ที่ข้า  และให้ข้าเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดแห่งชีวิต
คำอธิบาย
จุดมุ่งหมายแห่งชีวิตคือรู้จัก  กฺฤษฺณ  ผู้ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของทุกๆ  ชีวิตในรูปของ  ปรมาตฺมา  หรือพระ  วิษฺณุ  สี่กร  วิธีปฏิบัติ  โยค  ก็เพื่อค้นหาและพบเห็นพระ  วิษฺณุ  ภายในตัวเรานี้  มิใช่เพื่อจุดมุ่งหมายอย่างอื่น  วิษฺณุ-มูรฺติ  ภายในร่างกายทรงเป็นผู้แทนที่แยกมาจาก  กฺฤษฺณ  และทรงประทับอยู่ในหัวใจของทุกคน  ผู้ที่ไม่มีแผนเพื่อรู้แจ้ง  วิษฺณุ-มูรฺติ  นี้  ฝึกปฏิบัติ  โยค  แบบหลอก  ๆ  ไร้ประโยชน์  และสูญเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์อย่างแน่นอน  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต  และ  วิษฺณุ-มูรฺติ  ทรงสถิตภายในหัวใจของทุกคน  ทรงเป็นเป้าหมายแห่งการฝึกปฏิบัติ  โยค  การรู้แจ้ง  วิษฺณุ-มูรฺติ  ภายในหัวใจนี้ต้องถือเพศ  พฺรหฺมา  จรรย์อย่างสมบูรณ์  ดังนั้น  เขาต้องออกจากบ้านไปอยู่คนเดียวในสถานที่สันโดษและนั่งเหมือนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  เป็นไปไม่ได้ที่มาหาความสุขประจำวันกับเพศสัมพันธ์ที่บ้านหรือที่ใด  เสร็จแล้วไปห้องเรียนที่เรียกว่า  โยค  แล้วจะกลายมาเป็น  โยค  เขาต้องฝึกปฏิบัติควบคุมจิตใจและหลีกเลี่ยงการสนองประสาทสัมผัสทั้งหมดซึ่งมีเพศสัมพันธ์เป็นตัวนำ  ในกฎแห่ง  พฺรหฺมา  จรรย์  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่  ยาชฺญวลฺกฺย  ได้เขียนไว้ดังนี้
กรฺมณา มนสา วาจา  สรฺวาวสฺถาสุ สรฺวทา
สรฺวตฺร ไมถุน-ตฺยาโค  พฺรหฺมจรฺยํ ปฺรจกฺษเต
”คาปฏิญาณของ  พฺรหฺมจรฺย  เพื่อช่วยให้หลีกเลี่ยงการปล่อยตัวทางเพศ  ในการทำงาน  ในคำพูด  และในจิตใจ  อย่างสมบูรณ์ตลอดเวลา  ภายใต้ทุกสถานการณ์และทุกสถานที่”  ไม่มีใครสามารถฝึกปฏิบัติ  โยค  ได้อย่างถูกต้องด้วยการปล่อยตัวทางเพศดังนั้น  พฺรหฺมจรฺย  ได้ถูกสั่งสอนตั้งแต่เด็กเมื่อเขายังไม่มีความรู้เกี่ยวกับชีวิตเพศสัมพันธ์  เด็ก  ๆ  อายุห้าขวบจะถูกส่งไปที่  คุรุ-กุล  หรือสถานที่ของพระอาจารย์ทิพย์และพระอาจารย์จะฝึกฝนเด็กน้อยเหล่านี้ให้มีระเบียบวินัยเคร่งครัดมาเป็น  พฺรหฺมจารี  ปราศจากการฝึกปฏิบัติเช่นนี้  ไม่มีผู้ใดสามารถทำความเจริญก้าวหน้าไม่ว่าใน  โยคประเภทใด  ธฺยาน,  ชฺญาน  หรือ  ภกฺติ  อย่างไรก็ดี  ผู้ที่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ชีวิตสมรสมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของตนเองเท่านั้น  (และอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เช่นเดียวกัน)  เรียกว่า  พฺรหฺมจารี  เหมือนกัน  คฤหัสถ์พฺรหฺมจารี  ที่ควบคุมได้เช่นนี้สถาบัน  ภกฺติ  ยอมรับแต่สถาบัน  ชฺญาน  และ  ธฺยาน  ไม่ยอมรับแม้แต่คฤหัสถ์  พฺรหฺมจารี  พวกเขาต้องการ  พฺรหฺมา  จรรย์อย่างสมบูรณ์โดยไม่มีการประนีประนอม  ในสถาบัน  ภกฺติ  อนุญาตคฤหัสถ์  พฺรหฺมจารี  ที่ควบคุมชีวิตเพศสัมพันธ์ได้  เพราะวัฒนาธรรม  ภกฺติ-โยค  มีพลังอำนาจมากซึ่งจะทำให้สูญเสียความหลงใหลทางเพศสัมพันธ์ไปโดยปริยาย  ด้วยการปฏิบัติรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  ที่สูงกว่า  ได้กล่าวไว้ใน  ภควัท-คีตา  (2.59)  ว่า
วิษยา วินิวรฺตนฺเต  นิราหารสฺย เทหินห์
รส-วรฺชํ รโส ’ปฺยฺ อสฺย  ปรํ ทฺฤษฺฏฺวา นิวรฺตเต
ขณะที่ผู้อื่นถูกบังคับให้ควบคุมตนเองจากการสนองประสาทสัมผัส  สาวกขององค์  ภควานฺ  ละเว้นได้โดยปริยายเพราะได้รับรสที่สูงกว่า  นอกจากสาวกแล้วไม่มีผู้ใดมีข้อมูลเกี่ยวกับรสที่สูงกว่านี้
วิคต-ภีห์  บุคคลจะปราศจากความกลัวไม่ได้  นอกจากจะมี  กฺฤษฺณจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  พันธวิญญาณมีความกลัวเนื่องมาจากความจำที่กลับตาลปัตรหรือลืมความสัมพันธ์นิรันดรของตนกับ  กฺฤษฺณ  ภาควต  (11.2.37)  กล่าวว่า  ภยํ  ทฺวิตียาภินิเวศตห์  สฺยาทฺ  อีศาทฺ  อเปตสฺย  วิปรฺยโย  ’สฺมฺฤติห์  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นพื้นฐานเดียวที่ไร้ความกลัว  ฉะนั้น  การปฏิบัติที่สมบูรณ์จึงเป็นไปได้สำหรับบุคคลในกฺฤษฺณ  จิตสำนึกเพราะว่าจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติ  โยค  เพื่อเห็นองค์  ภควานฺ  อยู่ภายในบุคคลผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจึงเป็น  โยค  ที่ดีที่สุดในบรรดา  โยค  ทั้งหลาย  หลักธรรมของระบบ  โยค  ที่กล่าว  ณ  ที่นี้แตกต่างจากสิ่งที่เรียกว่าสมาคม  โยค  ที่ได้รับความนิยมกันอยู่
युञ्जन्नेवं सदात्मानं योगी नियतमानसः ।
शान्तिं निर्वाणपरमां मत्संस्थामधिगच्छति ॥ ६.१५ ॥
โศลก 15
yuñjann evaṁ sadātmānaṁ  yogī niyata-mānasaḥ
śāntiṁ nirvāṇa-paramāṁ  mat-saṁsthām adhigacchati
ยุญฺชนฺนฺ เอวํ สทาตฺมานํ  โยคี นิยต-มานสห์
ศานฺตึ นิรฺวาณ-ปรมำ  มตฺ-สํสฺถามฺ อธิคจฺฉติ
ยุญฺชนฺ — ปฏิบัติ, เอวมฺ — ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว, สทา — อยู่เสมอ, อาตฺมานมฺ — ร่างกายจิตใจ และวิญญาณ, โยคี — นักทิพย์นิยมผู้มีฤทธิ์, นิยต-มานสห์ — ด้วยจิตใจที่ประมาณได้, ศานฺติมฺ — ความสงบ, นิรฺวาณ-ปรมามฺ — หยุดความเป็นอยู่ทางวัตถุ, มตฺ-สํสฺถามฺ — ท้องฟ้าทิพย์ (อาณาจักรแห่งองค์ภควาน), อธิคจฺฉติ — บรรลุ
คำแปล
จากการฝึกปฏิบัติการควบคุมร่างกาย  จิตใจ  และกิจกรรมอยู่เสมอ  นักทิพย์นิยมผู้มีฤทธิ์สามารถประมาณจิตใจของตนเองได้  และบรรลุถึงอาณาจักรแห่งองค์ภควาน  (หรือพระตำหนักของ  กฺฤษฺณ)  ด้วยการยุติความเป็นอยู่ทางวัตถุ
คำอธิบาย
จุดมุ่งหมายสูงสุดในการฝึกปฏิบัติ  โยค  ได้อธิบายอย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้  การฝึกปฏิบัติ  โยค  มิใช่เพื่อบรรลุผลประโยชน์ทางวัตถุใด  ๆ  แต่เพื่อให้สามารถหยุดความเป็นอยู่ทางวัตถุทั้งปวง  ผู้ที่แสวงหาการพัฒนาสุขภาพหรือมุ่งหวังความสมบูรณ์ทางวัตถุไม่ใช่  โยค  ตาม  ภควัท-คีตา  การหยุดความเป็นอยู่ทางวัตถุก็มิใช่การนำให้เข้าไปสู่“ความว่างเปล่า”  ซึ่งเป็นเพียงความเร้นลับเท่านั้น  ไม่มีความว่างเปล่า  ณ  ที่ใด  ภายในการสร้างขององค์  ภควานฺ  แต่การหยุดความเป็นอยู่ทางวัตถุจะนำให้เข้าไปสู่ท้องฟ้าทิพย์พระตำหนักขององค์  ภควานฺ  พระตำหนักขององค์  ภควานฺ  ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนใน  ภควัท-คีตา  เช่นกันว่าเป็นสถานที่ที่ไม่จำเป็นต้องมีดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  หรือไฟฟ้าดาวเคราะห์ทั้งหลายในอาณาจักรทิพย์มีรัศมีในตัวเอง  เหมือนดวงอาทิตย์ในท้องฟ้าวัตถุ  อาณาจักรขององค์  ภควานฺ  จะอยู่ทุกหนทุกแห่ง  แต่ท้องฟ้าทิพย์และดาวเคราะห์ที่นั่นเรียกว่า  ปรํ  ธาม  หรือที่พำนักพักพิงที่สูงกว่า
โยค  ผู้สำเร็จเข้าใจองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  อย่างสมบูรณ์ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้โดยองค์  ภควานฺ  เองว่า  (มตฺ-จิตฺตห์,  มตฺ-ปรห์,  มตฺ-สฺถานมฺ)  เขาสามารถได้รับความสงบอย่างแท้จริงและในที่สุดสามารถบรรลุถึงพระตำหนักสูงสุดขององค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณโลก  มีนามว่า  โคโลก  วฺฤนฺทาวน  ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  (5.37)ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  โคโลก  เอว  นิวสตฺยฺ  อขิลาตฺม-ภูตห์  ถึงแม้ว่าองค์  ภควานฺ  ทรงประทับอยู่ที่พระตำหนัก  ส  ไว  มนห์  กฺฤษฺณ-ปทารวินฺทโยห์  ของพระองค์อยู่เสมอ  แต่พระองค์ทรงเป็น  พฺรหฺมนฺ  ที่แผ่กระจายไปทั่ว  และทรงเป็น  ปรมาตฺมา  ผู้ทรงประทับอยู่ในทุกร่างเช่นกันด้วยพลังงานทิพย์ที่สูงกว่าของพระองค์  ไม่มีใครสามารถบรรลุถึงท้องฟ้าทิพย์  (ไวกุณฺฐ)หรือเข้าไปในพระตำหนักอมตะของพระองค์  (โคโลก  วฺฤนฺทาวน)  ได้  โดยปราศจากความเข้าใจ  กฺฤษฺณ  และอวตารในรูป  วิษฺณุ  ของพระองค์อย่างถูกต้อง  ฉะนั้น  บุคคลผู้ทำงานใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจึงเป็น  โยค  ที่สมบูรณ์  เพราะว่าจิตใจของเขาซึบซาบอยู่ในกิจกรรมของ  กฺฤษฺณ  เสมอ  (ส  ไว  มนห์  กฺฤษฺณ-ปทารวินฺทโยห์)  ในคัมภีร์พระ  เวท  (เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  3.8)  เราได้เรียนรู้เช่นกันว่า  ตมฺ  เอว  วิทิตฺวาติ  มฺฤตฺยุมฺ  เอติ  “เขาสามารถข้ามพ้นวิถีแห่งการเกิดและการตายด้วยการเข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  กฺฤษฺณ  เท่านั้น”  หรืออีกนัยหนึ่ง  ความสมบูรณ์ของระบบ  โยค  คือบรรลุถึงเสรีภาพจากความเป็นอยู่ทางวัตถุ  ไม่ใช่  มายา  กล  หรือการแสดงท่ากายกรรมเพื่อหลอกลวงประชาชนผู้พาซื่อ
नात्यश्नतस्तु योगोऽस्ति न चैकान्तमनश्नतः ।
न चाति स्वप्नशीलस्य जाग्रतो नैव चार्जुन ॥ ६.१६ ॥
โศลก 16
nāty-aśnatas tu yogo ’sti  na caikāntam anaśnataḥ
na cāti-svapna-śīlasya  jāgrato naiva cārjuna
นาตฺยฺ-อศฺนตสฺ ตุ โยโค ’สฺติ  น ไจกานฺตมฺ อนศฺนตห์
น จาติ-สฺวปฺน-ศีลสฺย  ชาคฺรโต ไนว จารฺชุน
— ไม่เคย, อติ — มากไป, อศฺนตห์ — ของผู้รับประทาน, ตุ — แต่, โยคห์ — เชื่อมสัมพันธ์กับ องค์ภควาน, อสฺติ — มี, — ไม่, — เช่นกัน, เอกานฺตมฺ — มากไป, อนศฺนตห์ — ไม่ฟุ่มเฟือย ในการกิน, — ไม่, — เช่นกัน, อติ — มากไป, สฺวปฺน-ศีลสฺย — ของผู้นอน, ชาคฺรตห์ — หรือผู้ที่ตื่นตอนกลางคืนมากเกินไป, — ไม่, เอว — แน่นอน, — และ, อรฺชุน — โอ้ อารจุนะ
คำแปล
โอ้  อรฺชุน  เป็นไปไม่ได้ที่บุคคลจะมาเป็น  โยคี  หากเขากินมากเกินไปหรือกินน้อยเกินไป  นอนมากเกินไปหรือนอนไม่พอ
คำอธิบาย
การประมาณการกินและการนอนได้แนะนำไว้  ณ  ที่นี้สำหรับ  โยค  กินมากเกินไปหมายถึงกินเกินความจำเป็นที่จะดำรงรักษาร่างกายและวิญญาณไว้ด้วยกัน  ไม่มีความจำเป็นที่มนุษย์ต้องกินสัตว์เพราะมีอาหารมากมายเช่น  เมล็ดข้าวต่าง  ๆ  ผัก  ผลไม้และนม  อาหารง่าย  ๆ  เหล่านี้จัดอยู่ในระดับแห่งความดีตาม  ภควัท-คีตา  ผลิตภัณฑ์จากสัตว์จัดอยู่ในระดับอวิชชา  ฉะนั้น  พวกที่ชอบกินเนื้อสัตว์  ชอบดื่มสุรา  ชอบเสพสิ่งเสพติดและกินอาหารที่ไม่ถวายให้  กฺฤษฺณ  ก่อน  จะได้รับความทุกข์จากวิบากกรรมเพราะกินแต่ของที่เป็นพิษทั้งนั้น  ภุญฺชเต  เต  ตฺวฺ  อฆํ  ปาปา  เย  ปจนฺตฺยฺ  อาตฺม-การณาตฺ  ผู้ใดที่กินเพื่อความสุขของประสาทสัมผัส  หรือปรุงอาหารสำหรับตนเองไม่ถวายอาหารให้  กฺฤษฺณ  จะกินแต่ความบาปเท่านั้น  ผู้ที่กินความบาปและกินเกินกว่าที่กำหนดไว้สำหรับตนไม่สามารถปฏิบัติ  โยค  ได้อย่างสมบูรณ์  วิธีที่ดีที่สุดคือกินเฉพาะปฺรสาทมฺ  อาหารที่เหลือหลังจากการถวายให้  กฺฤษฺณ  แล้ว  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่กินอะไรที่ไม่ถวายให้  กฺฤษฺณ  ก่อน  ฉะนั้น  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจึงสามารถบรรลุถึงความสมบูรณ์ในการปฏิบัติ  โยค  ผู้ที่อดอาหารแบบฝืนธรรมชาติ  คิดค้นวิธีการอดอาหารขึ้นมาเองไม่สามารถฝึกปฏิบัติ  โยค  ได้  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอดอาหารตามที่พระคัมภีร์ได้แนะนำไว้  และไม่อดอาหารหรือกินมากเกินความจำเป็น  ดังนั้น  เขาจึงสามารถฝึกปฏิบัติ  โยค  ได้  ผู้ที่กินมากเกินความจำเป็นจะฝันมากในขณะหลับ  ดังนั้น  จึงต้องนอนมากเกินความจำเป็น  เราไม่ควรนอนมากกว่าหกชั่วโมงต่อวัน  ผู้ที่นอนมากกว่าหกชั่วโมงในยี่สิบสี่ชั่วโมงแน่นอนว่าถูกอิทธิพลของระดับอวิชชาครอบงำ  บุคคลผู้อยู่ในระดับอวิชชาจะมีความเกียจคร้านและชอบนอนมาก  บุคคลเช่นนี้ไม่สามารถปฏิบัติ  โยค  ได้
युक्ताहारविहारस्य युक्तचेष्टस्य कर्मसु ।
युक्तस्वप्नावबोधस्य योगो भवति दुःखहा ॥ ६.१७ ॥
โศลก 17
yuktāhāra-vihārasya  yukta-ceṣṭasya karmasu
yukta-svapnāvabodhasya  yogo bhavati duḥkha-hā
ยุกฺตาหาร-วิหารสฺย  ยุกฺต-เจษฺฏสฺย กรฺมสุ
ยุกฺต-สฺวปฺนาวโพธสฺย  โยโค ภวติ ทุห์ข-หา
ยุกฺต — ประมาณ, อาหาร — การกิน, วิหารสฺย — การพักผ่อนหย่อนใจ, ยุกฺต — ประมาณ, เจษฺฏสฺย — ของผู้ทำงานเพื่อการดำรงชีวิต, กรฺมสุ — ในการปฏิบัติหน้าที่, ยุกฺต — ประมาณ, สฺวปฺน-อวโพธสฺย — นอนและตื่น, โยคห์ — ฝึกปฏิบัติ โยค, ภวติ — มา เป็น, ทุห์ข-หา — ความเจ็บปวดหายไป
คำแปล
ผู้ที่ประมาณนิสัยในการกิน  การนอน  การพักผ่อนหย่อนใจ  และการทำงานสามารถขจัดความเจ็บปวดทางวัตถุทั้งปวงได้  ด้วยการฝึกปฏิบัติตามระบบ  โยค  
คำอธิบาย
ความสุรุ่ยสุร่ายในเรื่องของการกิน  การนอน  การป้องกันตัว  และเพศสัมพันธ์ซึ่งเป็นอุปสงค์ของร่างกาย  จะขวางกั้นความเจริญก้าวหน้าในการฝึกปฏิบัติ  โยค  เกี่ยวกับการกิน  สามารถประมาณได้เมื่อเราฝึกยอมรับและกินเฉพาะ  ปฺรสาทมฺ  อาหารทิพย์เท่านั้น  ตาม  ภควัท-คีตา  (9.26)  กฺฤษฺณ  ทรงรับการถวายพวกผัก  แป้ง  ผลไม้ข้าว  นม  ฯลฯ  เช่นนี้  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกได้รับการฝึกฝนให้ไม่กินอาหารที่ไม่ใช่เป็นอาหารของมนุษย์  หรืออาหารที่ไม่อยู่ในประเภทแห่งความดีโดยปริยาย  เกี่ยวกับการนอนบุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะตื่นอยู่เสมอกับการปฏิบัติหน้าที่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกดังนั้น  เวลาที่สูญเสียไปในการนอนโดยไม่จำเป็นถือว่าเป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวง  อวฺยรฺถ-กาลตฺวมฺ  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่สามารถทนได้ต่อเวลาแม้หนึ่งนาทีของชีวิตที่ผ่านไปโดยไม่ปฏิบัติตนรับใช้องค์  ภควานฺ  ฉะนั้น  การนอนจึงจำกัดไว้ให้น้อยที่สุด  ตัวอย่างที่ดีเลิศในเรื่องนี้ได้แก่  ศฺรีล  รูป  โคสฺวามี  ผู้ปฏิบัติตนรับใช้  กฺฤษฺณ  อยู่เสมอ  และไม่สามารถนอนเกินสองชั่วโมงต่อวัน  บางครั้งก็น้อยกว่านี้  ฐากุร  หริทาส  ไม่รับประทาน  ปฺรสาทมฺ  และไม่นอนแม้แต่นาทีเดียวหากไม่เสร็จสิ้นการสวดมนต์ภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ประจำวันบนประคำสามแสนพระนาม  เกี่ยวกับเรื่องงาน  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่ทำอะไรที่ไม่สัมพันธ์กับจุดประสงค์ของ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  งานของเขาจึงพอประมาณอยู่เสมอและไร้มลทินจากการสนองประสาทสัมผัสเนื่องจากไม่เกี่ยวข้องกับการสนองประสาทสัมผัสบุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจึงไม่มีเวลาปล่อยสบายทางวัตถุ  เพราะว่าเขาประมาณในการทำงาน  การพูด  การนอน  การตื่นและกิจกรรมอื่น  ๆ  ของร่างกายทั้งหมด  จึงไม่มีความทุกข์ทางวัตถุสำหรับเขา
यदा विनियतं चित्तमात्मन्येवावतिष्ठते ।
निःस्पृहः सर्वकामेभ्यो युक्त इत्युच्यते तदा ॥ ६.१८ ॥
โศลก 18
yadā viniyataṁ cittam  ātmany evāvatiṣṭhate
nispṛhaḥ sarva-kāmebhyo  yukta ity ucyate tadā
ยทา วินิยตํ จิตฺตมฺ  อาตฺมนฺยฺ เอวาวติษฺฐเต
นิสฺปฺฤหห์ สรฺว-กาเมโภฺย  ยุกฺต อิตฺยฺ อุจฺยเต ตทา
ยทา — เมื่อ, วินิยตมฺ — มีระเบียบวินัย, จิตฺตมฺ — จิตใจและกิจกรรมของจิต, อาตฺมนิ — ในความเป็นทิพย์, เอว — แน่นอน, อวติษฺฐเต — สถิต, นิสฺปฺฤหห์ — ปราศจากความ ต้องการ, สรฺว — สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง, กาเมภฺยห์ — การสนองประสาทสัมผัสวัตถุ, ยุกฺตห์ — สถิตอย่างดีใน โยค, อิติ — ดังนั้น, อุจฺยเต — กล่าวว่า, ตทา — ในขณะนั้น
คำแปล
เมื่อ  โยคี  ฝึกปฏิบัติ  โยค  ทำให้กิจกรรมของจิตมีระเบียบวินัย  และสถิตในความเป็นทิพย์ปราศจากความต้องการทางวัตถุทั้งปวง  กล่าวว่าเขาสถิตอย่างดีใน  โยค  
คำอธิบาย
กิจกรรมของ  โยค  แตกต่างจากบุคคลธรรมดาทั่วไปด้วยลักษณะที่หยุดจากความต้องการทางวัตถุทั้งปวงซึ่งมีเพศสัมพันธ์เป็นตัวนำ  โยค  ผู้สมบูรณ์มีระเบียบวินัยอย่างดีในกิจกรรมของจิตใจที่ทำให้ตัวเขาไม่ถูกรบกวนจากความต้องการทางวัตถุใด  ๆทั้งสิ้น  ระดับอันสมบูรณ์เช่นนี้บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกบรรลุได้โดยปริยาย  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (9.4.18-20)
ส ไว มนห์ กฺฤษฺณ-ปทารวินฺทโยรฺ  วจำสิ ไวกุณฺฐ-คุณานุวรฺณเน
กเรา หเรรฺ มนฺทิร-มารฺชนาทิษุ  ศฺรุตึ จการาจฺยุต-สตฺ-กโถทเย
มุกุนฺท-ลิงฺคาลย-ทรฺศเน ทฺฤเศา  ตทฺ-ภฺฤตฺย-คาตฺร-สฺปรฺเศ ’งฺค-สงฺคมมฺ
ฆฺราณํ จ ตตฺ-ปาท-สโรช-เสารเภ  ศฺรีมตฺ-ตุลสฺยา รสนำ ตทฺ-อรฺปิเต
ปาเทา หเรห์ เกฺษตฺร-ปทานุสรฺปเณ  ศิโร หฺฤษีเกศ-ปทาภิวนฺทเน
กามํ จ ทาเสฺย น ตุ กาม-กามฺยยา  ยโถตฺตม-โศฺลก-ชนาศฺรยา รติห์
“พระราชา  อมฺพรีษ  ครั้งแรกทรงใช้พระจิตของพระองค์ตั้งอยู่ที่พระบาทรูปดอกบัวขององค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  จากนั้นทรงใช้พระดำรัสอธิบายคุณสมบัติทิพย์ของ  กฺฤษฺณ  พระหัตถ์ทำความสะอาดวัดของ  กฺฤษฺณ  พระกรรณสดับฟังกิจกรรมของ  กฺฤษฺณ  พระเนตรมองรูปลักษณ์ทิพย์ของ  กฺฤษฺณ  พระวรกายสัมผัสร่างกายของสาวก  ทรงใช้ประสาทสัมผัสดมกลิ่นหอมจากดอกบัวที่ถวายให้  กฺฤษฺณ  พระชิวหาลิ้มรสใบทุละสีที่ถวายแด่พระบาทรูปดอกบัวของ  กฺฤษฺณ  พระบาทเสด็จไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และวัดของ  กฺฤษฺณ  พระเศียรถวายความเคารพแด่  กฺฤษฺณ  และพระราชดำริปฏิบัติพระภารกิจของ  กฺฤษฺณ  กิจกรรมทิพย์ทั้งหลายเหล่านี้  เหมาะสมสำหรับสาวกผู้บริสุทธิ์”
ระดับทิพย์นี้ผู้ปฏิบัติตามวิถีทางที่ไร้รูปลักษณ์ไม่สามารถแสดงออกให้เห็นเป็นรูปธรรมได้  แต่เป็นสิ่งที่ง่ายและปฏิบัติได้สำหรับบุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ดังปรากฎการณ์ที่กล่าวไว้ข้างต้นที่  มหาราช  อมฺพรีษ  ทรงปฏิบัติ  นอกจากจิตจะตั้งมั่นอยู่ที่พระบาทรูปดอกบัวขององค์  ภควานฺ  ด้วยการระลึกถึงพระองค์อยู่เสมอ  การปฏิบัติทิพย์เช่นนี้จะเป็นไปไม่ได้  ฉะนั้น  ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์  ภควานฺ  กิจกรรมที่ได้กล่าวไว้เหล่านี้เรียกว่า  อรฺจน  หรือการใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดไปในการรับใช้พระองค์ประสาทสัมผัสและจิตใจจำเป็นต้องทำงาน  การทำเป็นละเลยไม่สนใจไม่ให้มันทำงานเป็นไปไม่ได้  ฉะนั้น  สำหรับประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะบุคคลที่ไม่อยู่ในระดับสละโลกวัตถุการใช้ประสาทสัมผัสและจิตใจปฏิบัติรับใช้ทิพย์ดังที่ได้อธิบายแล้วข้างต้นจึงเป็นวิธีที่สมบูรณ์ในการบรรลุถึงวิถีทิพย์  ซึ่งเรียกว่า  ยุกฺต  ใน  ภควัท-คีตา  
यथा दीपो निवातस्थो नेङ्गते सोपमा स्मृता ।
योगिनो यतचित्तस्य युञ्जतो योगमात्मनः ॥ ६.१९ ॥
โศลก 19
yathā dīpo nivāta-stho  neṅgate sopamā smṛtā
yogino yata-cittasya  yuñjato yogam ātmanaḥ
ยถา ทีโป นิวาต-โสฺถ  เนงฺคเต โสปมา สฺมฺฤตา
โยคิโน ยต-จิตฺตสฺย  ยุญฺชโต โยคมฺ อาตฺมนห์
ยถา — ดังเช่น, ทีปห์ — ตะเกียง, นิวาต-สฺถห์ — ในสถานที่ไม่มีลม, — ไม่, อิงฺคเต — แกว่งไกว, สา — นี้, อุปมา — เปรียบเทียบ, สฺมฺฤตา — พิจารณาว่า, โยคินห์ — ของ โยคี, ยต-จิตฺตสฺย — ผู้ที่จิตใจควบคุมได้, ยุญฺชตห์ — ปฏิบัติอยู่เสมอ, โยคมฺ — ในสมาธิ, อาตฺมนห์ — ที่องค์ภควาน
คำแปล
ดังเช่นตะเกียงในสถานที่ที่ไม่มีลม  จะไม่หวั่นไหว  นักทิพย์นิยมผู้ควบคุมจิตใจของตนเองได้  จะดำรงรักษาความมั่นคงในการทำสมาธิอยู่ที่รูปลักษณ์ทิพย์เสมอ
คำอธิบาย
บุคคลผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างแท้จริงจะซึมซาบอยู่ในความเป็นทิพย์  ด้วยการปฏิบัติสมาธิอย่างไม่หวั่นไหวอยู่ที่องค์  ภควานฺ  ผู้ทรงเป็นที่เคารพบูชาของเขาอยู่เสมอ  และมีความมั่นคงเสมือนดังเช่นตะเกียงที่อยู่ในสถานที่ที่ไม่มีลม
यत्रोपरमते चित्तं निरुद्धं योगसेवया ।
यत्र चैवात्मनात्मानं पश्यन्नात्मनि तुष्यति ॥ ६.२० ॥
सुखमात्यन्तिकं यत्तद् बुद्धिग्राह्यमतीन्द्रियम् ।
वेत्ति यत्र न चैवायं स्थितश्चलति तत्त्वतः ॥ ६.२१ ॥
यं लब्ध्वा चापरं लाभं मन्यते नाधिकं ततः ।
यस्मिन्स्थितो न दुःखेन गुरुणापि विचाल्यते ॥ ६.२२ ॥
तं विद्याद्‌दुःखसंयोगवियोगं योगसंज्ञितम् ॥ ६.२३ ॥
โศลก 20-23
yatroparamate cittaṁ  niruddhaṁ yoga-sevayā
yatra caivātmanātmānaṁ  paśyann ātmani tuṣyati
ยโตฺรปรมเต จิตฺตํ  นิรุทฺธํ โยค-เสวยา
ยตฺร ไจวาตฺมนาตฺมานํ  ปศฺยนฺนฺ อาตฺมนิ ตุษฺยติ
sukham ātyantikaṁ yat tad  buddhi-grāhyam atīndriyam
vetti yatra na caivāyaṁ  sthitaś calati tattvataḥ
สุขมฺ อาตฺยนฺติกํ ยตฺ ตทฺ  พุทฺธิ-คฺราหฺยมฺ อตีนฺทฺริยมฺ
เวตฺติ ยตฺร น ไจวายํ  สฺถิตศฺ จลติ ตตฺตฺวตห์
yaṁ labdhvā cāparaṁ lābhaṁ  manyate nādhikaṁ tataḥ
yasmin sthito na duḥkhena  guruṇāpi vicālyate
ยํ ลพฺธฺวา จาปรํ ลาภํ  มนฺยเต นาธิกํ ตตห์
ยสฺมินฺ สฺถิโต น ทุห์เขน  คุรุณาปิ วิจาลฺยเต
taṁ vidyād duḥkha-saṁyoga-  viyogaṁ yoga-saṁjñitam
ตํ วิทฺยาทฺ ทุห์ข-สํโยค-  วิโยคํ โยค-สํชฺญิตมฺ
ยตฺร — ธุระในระดับนั้นที่, อุปรมเต — หยุด (เพราะเขารู้สึกได้รับความสุขทิพย์), จิตฺตมฺ — กิจกรรมทางจิต, นิรุทฺธมฺ — หักห้ามจากวัตถุ, โยค-เสวยา — ด้วยการปฏิบัติ โยค, ยตฺร — ซึ่ง, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, อาตฺมนา — ด้วยจิตที่บริสุทธิ์, อาตฺมานมฺ — ตัว, ปศฺยนฺ — รู้แจ้งสถาภาพของ, อาตฺมนิ — ในตัว, ตุษฺยติ — เขาพึงพอใจ, สุขมฺ — ความสุข, อาตฺยนฺติกมฺ — สูงสุด, ยตฺ — ซึ่ง, ตตฺ — นั้น, พุทฺธิ — ด้วยปัญญา, คฺราหฺยมฺ — เข้าถึงได้, อตีนฺทฺริยมฺ — ทิพย์, เวตฺติ — เขาทราบ,ยตฺร — ในที่, — ไม่เคย, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, อยมฺ — เขา, สฺถิตห์ — สถิต, จลติ — เคลื่อน, ตตฺตฺวตห์ — จากความจริง, ยมฺ — ที่ซึ่ง, ลพฺธฺวา — ด้วยการบรรลุ, — เช่นกัน, อปรมฺ — ใด ๆ, ลาภมฺ — กำไร, มนฺยเต — พิจารณา, — ไม่เคย, อธิกมฺ — มากกว่า, ตตห์ — กว่านั้น, ยสฺมินฺ — ซึ่งใน, สฺถิตห์ — สถิต, — ไม่เคย, ทุห์เขน — ด้วยความทุกข์, คุรุณา อปิ — ถึงแม้ว่ายากมาก, วิจาลฺยเต — สั่น, ตมฺ — นั้น, วิทฺยาตฺ — เธอต้องรู้, ทุห์ข-สํโยค — ของความทุกข์จากการมาสัมผัสกับวัตถุ, วิโยคมฺ — ถอนราก, โยค-สํชฺญิตมฺ — เรียกว่าสมาธิใน โยค
คำแปล
ในระดับแห่งความสมบูรณ์เรียกว่าสมาธิหรือ  สมาธิ  จิตของเขาจะถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์ให้ออกจากกิจกรรมตามแนวคิดทางวัตถุด้วยการฝึกปฏิบัติ  โยค  ความสมบูรณ์เช่นนี้มีลักษณะคือ  เขาสามารถเห็นตนเองด้วยจิตที่บริสุทธิ์  และมีความร่าเริงยินดีอยู่ในตนเอง  ในระดับแห่งความร่าเริงนั้นเขาสถิตในความสุขทิพย์ที่ไร้ขอบเขต  รู้แจ้งผ่านทางประสาทสัมผัสทิพย์  เมื่อสถิตเช่นนี้  จะไม่มีวันออกห่างจากความจริง  และจากการได้รับสิ่งนี้เขาคิดว่าไม่มีอะไรที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่า  เมื่อสถิตในสถานภาพนี้จะไม่มีวันสั่นคลอน  แม้อยู่ท่ามกลางความยากลำบากอย่างใหญ่หลวง  นี่คือเสรีภาพอันแท้จริงจากความทุกข์ทั้งปวงที่เกิดขึ้นจากการมาสัมผัสกับวัตถุ
คำอธิบาย
จากการฝึกปฏิบัติ  โยค  ทำให้เริ่มไม่ยึดติดกับความคิดเห็นทางวัตถุทีละน้อยนี่คือลักษณะพื้นฐานของหลัก  โยค  และหลังจากนี้เขาสถิตในสมาธิหรือ  สมาธิ  ซึ่งหมายความว่า  โยค  รู้แจ้งองค์อภิวิญญาณผ่านทางจิตและปัญญาทิพย์  โดยปราศจากความเข้าใจผิดไปสำคัญตนเองว่าเป็นอภิวิญญาณ  การฝึกปฏิบัติ  โยค  มีพื้นฐานอยู่ที่หลักธรรมของระบบปตญฺชลิ  มีผู้อธิบายบางท่านที่เชื่อถือไม่ได้พยายามบอกว่าปัจเจกวิญญาณเหมือนกับอภิวิญญาณ  พวกที่ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  คิดว่าสิ่งนี้คือความหลุดพ้น  แต่ไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของ  โยค  ระบบปตญฺชลิ  มีการยอมรับความสุขทิพย์ในระบบปตญฺชลิ  แต่พวกที่เชื่อว่าเป็หนึ่งเดียวกันจะไม่ยอมรับความสุขทิพย์นี้  เนื่องจากกลัวอันตรายที่จะมีต่อทฤษฏีความเป็นหนึ่งเดียวกัน  ความเป็นสิ่งคู่ระหว่างความรู้และผู้รู้พวกนี้ไม่ยอมรับ  แต่ในโศลกนี้ความสุขทิพย์ซึ่งรู้แจ้งผ่านทางประสาทสัมผัสทิพย์เป็นที่ยอมรับ  และ  ปตญฺชลิ  มุนิ  ผู้อธิบายระบบ  โยค  ที่มีชื่อเสียงได้ยืนยันสนับสนุนจุดนี้  ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ได้ประกาศใน  โยค-สูตฺร  (3.34)  ของท่านว่า  ปุรุษารฺถ-ศูนฺยานำ  คุณานำ  ปฺรติปฺรสวห์  ไกวลฺยํ  สฺวรูป-ปฺรติษฺฐา  วา  จิติ-ศกฺติรฺ  อิติ  
จิติ-ศกฺติ  หรือกำลังภายในนี้เป็นทิพย์  ปุรุษารฺถ  หมายถึงศาสนาวัตถุ  การพัฒนาเศรษฐกิจ  การสนองประสาทสัมผัส  ในที่สุดจะพยายามมาเป็นหนึ่งเดียวกับองค์  ภควานฺ  “ความเป็นหนึ่งเดียวกับองค์  ภควานฺ  ”  นี้  เรียกว่า  ไกวลฺยมฺ  โดยผู้ที่เชื่อว่าเป็นหนึ่งเดียวกัน  แต่  ปตญฺชลิ  กล่าวว่า  ไกวลฺยมฺ  นี้เป็นกำลังภายในหรือพลังทิพย์ซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตสำเหนียกถึงสถานภาพพื้นฐานของตน  ในคำดำรัสขององค์  ศฺรี  ไจตนฺย  ระดับของสภาวะนี้เรียกว่า  เจโต-ทรฺปณ-มารฺชนมฺ  หรือการทำความสะอาดกระจกแห่งจิตใจที่สกปรก  “ความใสบริสุทธิ์  “  นี้อันที่จริงคือความหลุดพ้น  หรือ  ภว-มหา-ทาวาคฺนิ-นิรฺวาปณมฺ  ทฤษฏี  นิรฺวาณ  โดยพื้นฐานมีลักษณะเช่นเดียวกันกับหลักนี้  ใน  ภาควต  (2.10.6)  สิ่งนี้เรียกว่า  สฺวรูเปณ  วฺยวสฺถิติห์  โศลกใน  ภควัท-คีตา  ได้ยืนยันสถานการณ์นี้ไว้เช่นกัน
หลังจาก  นิรฺวาณ  หรือการจบสิ้นทางวัตถุ  จะมีปรากฏการณ์แห่งกิจกรรมทิพย์หรือการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์  ภควานฺ  เรียกว่า  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ในคำพูดของ  ภาควตมฺ,  สฺวรูเปณ  วฺยวสฺถิติห์  นี่คือ  “ชีวิตอันแท้จริงของสิ่งมีชีวิต”  มายา  หรือความหลงคือสภาวะของชีวิตทิพย์ที่มีมลทินจากเชื้อโรคทางวัตถุ  ความหลุดพ้นจากเชื้อโรคทางวัตถุนี้มิได้หมายความว่าทำลายสถานภาพพื้นฐานนิรันดรของสิ่งมีชีวิต  ปตญฺชลิ  ยอมรับเช่นเดียวกันนี้ด้วยคำพูดของท่านว่า  ไกวลฺยํ  สฺวรูป-ปฺรติษฺฐา  วา  จิติ-ศกฺติรฺ  อิติ  คำว่า  จิติ-ศกฺติ  หรือความสุขทิพย์นี้คือชีวิตที่แท้จริง  ได้ยืนยันไว้ใน  เวทานฺต-สูตฺร  (1.1.12)  ว่า  อานนฺท-มโย  ’ภฺยาสาตฺ  ความสุขทิพย์ตามธรรมชาตินี้คือจุดมุ่งหมายสูงสุดของ  โยค  และบรรลุได้โดยง่ายดายด้วยการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้หรือ  ภกฺติ-โยค  จะอธิบาย  ภกฺติ-โยค  อย่างชัดเจนในบทที่เจ็ดของ  ภควัท-คีตา  
ระบบ  โยค  ที่อธิบายในบทนี้  มีสมาธิ  อยู่สองประเภทเรียกว่า  สมฺปฺรชฺญาต  -สมาธิ  และ  สมฺปฺรชฺญาต-สมาธิ  เมื่อสถิตในตำแหน่งทิพย์ด้วยการศึกษาวิจัยทางปรัชญาต่าง  ๆ  นานา  กล่าวไว้ว่าเขาได้บรรลุ  สมฺปฺรชฺญาต-สมาธิ  ใน  อสมฺปฺรชฺญาต-สมาธิ  จะไม่มีความสัมพันธ์กับความสุขทางโลกอีกต่อไป  เพราะอยู่เหนือความสุขต่าง  ๆ  ที่ได้รับจากประสาทสัมผัส  เมื่อ  โยค  สถิตในสถานภาพนี้จะไม่มีวันสั่นคลอนนอกจาก  โยค  สามารถบรรลุถึงสถานภาพนี้  มิฉะนั้นถือว่าไม่สำเร็จ  การปฏิบัติ  โยค  ที่เรียกกันในปัจจุบันนี้  ประกอบไปด้วยความสุขทางประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  นานาซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดกัน  โยค  ที่ปล่อยตัวไปในเพศสัมพันธ์และสิ่งเสพติดเป็น  โยค  จอมปลอม  แม้แต่พวก  โยค  ที่หลงใหลไปกับสิทฺธิ  (อิทธิฤทธิ์)  ในระบบ  โยค  ก็มิได้สถิตอย่างสมบูรณ์  หาก  โยคหลงใหลไปกับผลข้างเคียงของ  โยค  จะไม่สามารถบรรลุถึงระดับแห่งความสมบูรณ์ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกนี้  ฉะนั้น  บุคคลที่ปล่อยตัวไปในการอวดวิธีปฏิบัติท่ากายกรรมต่าง  ๆหรือ  สิทฺธิ  ควรรู้ไว้ว่าจุดมุ่งหมายของ  โยค  ได้สูญหายไปในทางนั้นแล้ว
การฝึกปฏิบัติ  โยค  ที่ดีที่สุดในยุคนี้คือ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกซึ่งไม่ยุ่งยาก  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมีความสุขในอาชีพของตนและไม่ปรารถนาความสุขอื่นใด  มีอุปสรรคมากมายในการปฏิบัติ  หฐ-โยค,  ธฺยาน-โยค,  และ  ชฺญาน-โยค  โดยเฉพาะในยุคแห่งความขัดแย้งนี้  แต่จะไม่มีปัญหาในการปฏิบัติ  กรฺม-โยค  หรือ  ภกฺติ-โยค  
ตราบเท่าที่ยังมีร่างวัตถุอยู่  ต้องสนองตอบอุปสงค์ของร่างกาย  เช่น  การกิน  การนอน  การป้องกันตัว  และเพศสัมพันธ์  แต่ผู้ที่อยู่ใน  ภกฺติ-โยค  ที่บริสุทธิ์  หรือใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ไม่กระตุ้นประสาทสัมผัสขณะที่สนองตอบอุปสงค์ของร่างกายแต่ยอมรับสิ่งจำเป็นที่สุดของชีวิต  โดยพยายามใช้สิ่งที่ได้รับมาไม่ดีให้ได้ดีที่สุดและเพลิดเพลินกับความสุขทิพย์ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  จะมีอุเบกขาต่อเหตุการณ์ต่าง  ๆ  ที่เกิดขึ้นเช่น  อุบัติเหตุ  โรคภัยไข้เจ็บ  ความขาดแคลน  แม้กระทั่งความตายของญาติสุดที่รักแต่จะตื่นตัวอยู่เสมอในการปฏิบัติหน้าที่ของตนใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกหรือ  ภกฺติ-โยค  อุบัติเหตุไม่เคยทำให้เขาบ่ายเบี่ยงไปจากหน้าที่  ดังที่กล่าวไว้ในภควัท-คีตา  (2.14)  อาคมาปายิโน  ’นิตฺยาสฺ  ตำสฺ  ติติกฺษสฺว  ภารต  เขาอดทนต่อเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพราะทราบว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้วจะดับไป  มันไม่มีผลกระทบต่อหน้าที่ของตนด้วยวิธีนี้จะทำให้บรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดในการฝึกปฏิบัติ  โยค  
स निश्चयेन योक्तव्यो योगोऽनिर्विण्णचेतसा ।
संकल्पप्रभवान्कामांस्त्यक्त्वा सर्वानशेषतः
मनसैवेन्द्रियग्रामं विनियम्य समन्ततः ॥ ६.२४ ॥
โศลก 24
sa niścayena yoktavyo  yogo ’nirviṇṇa-cetasā
saṅkalpa-prabhavān kāmāṁs  tyaktvā sarvān aśeṣataḥ
ส นิศฺจเยน โยกฺตโวฺย  โยโค ’นิรฺวิณฺณ-เจตสา
สงฺกลฺป-ปฺรภวานฺ กามำสฺ  ตฺยกฺตฺวา สรฺวานฺ อเศษตห์
manasaivendriya-grāmaṁ  viniyamya samantataḥ
มนไสเวนฺทฺริย-คฺรามํ  วินิยมฺย สมนฺตตห์
สห์ — นั้น, นิศฺจเยน — ด้วยความมั่นใจอย่างแน่วแน่, โยกฺตวฺยห์ — ต้องฝึกปฏิบัติ, โยคห์ — ระบบ โยค, อนิรฺวิณฺณ-เจตสา — ปราศจากการเบี่ยงเบน, สงฺกลฺป — การคาดคะเนทางจิตใจ, ปฺรภวานฺ — เกิดจาก, กามานฺ — ความปรารถนาทางวัตถุ, ตฺยกฺตฺวา — ยกเลิก, สรฺวานฺ — ทั้งหมด, อเศษตห์ — อย่างสมบูรณ์, มนสา — ด้วยจิตใจ, เอว — แน่นอน, อินฺทฺริย-คฺรามมฺ — ประสาทสัมผัสครบชุด, วินิยมฺย — ประมาณ, สมนฺตตห์ — จากรอบด้าน
คำแปล
เราควรปฏิบัติตนในการฝึกปฏิบัติ  โยค  ด้วยความมั่นใจและศรัทธาโดยไม่เบี่ยงเบนจากวิถีทาง  เราควรละทิ้งความปรารถนาทางวัตถุทั้งมวลอันเกิดมาจากการคาดคะเนทางจิตใจโดยไม่มีข้อยกเว้น  และควบคุมประสาทสัมผัสทั้งหมดจากรอบด้านด้วยจิตใจ
คำอธิบาย
ผู้ฝึกปฏิบัติ  โยค  ควรมีความมั่นใจ  ควรฝึกปฏิบัติด้วยความอดทนโดยไม่เบี่ยงเบน  เขาควรมั่นใจในความสำเร็จในขั้นสุดท้าย  และดำเนินตามหลักการด้วยความพากเพียรอย่างมั่นคง  ไม่มีการหมดกำลังใจหากบรรลุความสำเร็จล่าช้า  ความสำเร็จนั้นแน่นอนสำหรับผู้ที่ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด  รูป  โคสฺวามี  ได้กล่าวเกี่ยวกับ  ภกฺติ-โยค  ไว้ดังนี้
อุตฺสาหานฺ นิศฺจยาทฺ ไธรฺยาตฺ  ตตฺ-ตตฺ-กรฺม-ปฺรวรฺตนาตฺ
สงฺค-ตฺยาคาตฺ สโต วฺฤตฺเตห์  ษฑฺภิรฺ ภกฺติห์ ปฺรสิธฺยติ
“เราสามารถปฏิบัติตามวิธีของ  ภกฺติ-โยค  ให้สำเร็จได้ด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น  พากเพียร  และมั่นใจ  ด้วยการปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้  คบหาสมาคมกับสาวก  ด้วยการปฏิบัติกิจกรรมแห่งความดีโดยสมบูรณ์”  (อุปเทศามฺฤต  3)
สำหรับความมั่นใจ  เราควรปฏิบัติตามตัวอย่างของนกกระจอกผู้สูญเสียไข่ของตนไปกับคลื่นในมหาสมุทร  นกกระจอกน้อยวางไข่อยู่ที่ชายหาดมหาสมุทร  แต่มหาสมุทรอันยิ่งใหญ่ได้พัดพาเอาไข่ไปกับคลื่น  นกกระจอกน้อยโมโหมากและขอร้องให้มหาสมุทรคืนไข่  มหาสมุทรไม่สนใจแม้แต่จะพิจารณาคำร้องของเธอ  ดังนั้น  นกกระจอกน้อยตัดสินใจที่จะทำให้มหาสมุทรนี้แห้งลง  จึงเริ่มตักน้ำด้วยจงอยปากอันน้อยนิดของมัน  ทุก  ๆ  คนหัวเราะเยาะต่อความมุ่งมั่นที่เป็นไปไม่ได้  ข่าวการกระทำของนกกระจอกน้อยนี้ได้แพร่สะพัดไป  ในที่สุด  ครุฑ  (พญาครุฑ)  พญานกที่เป็นพาหนะของพระ  วิษฺณุได้ยินเข้า  จึงมีความเมตตาสงสารต่อนกน้อยผู้ซึ่งเปรียบเสมือนน้องสาว  ดังนั้น  พญาครุฑจึงมาพบนกกระจอกน้อย  พญาครุฑรู้สึกยินดีมากในความมุ่งมั่นของนกกระจอกน้อยจึงรับปากว่าจะช่วย  ดังนั้น  พญาครุฑได้ขอร้องให้มหาสมุทรนำไข่ของนกกระจอกน้อยมาคืนทันที  มิฉะนั้น  ท่านจะจัดการกับงานของนกกระจอกน้อยนี้เอง  มหาสมุทรรู้สึกตกใจจึงนำไข่ทั้งหมดมาคืน  เช่นนี้ทำให้นกกระจอกน้อยได้รับความสุขด้วยพระกรุณาของพญาครุฑ
ในลักษณะเดียวกันการฝึกปฏิบัติ  โยค  โดยเฉพาะ  ภกฺติ-โยค  ใน  กฺฤษฺณจิตสำนึก  อาจดูเหมือนว่าเป็นงานที่ยากมาก  แต่หากผู้ใดปฏิบัติตามหลักธรรมด้วยความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่  กฺฤษฺณ  จะทรงช่วยอย่างแน่นอนเพราะว่าพระองค์ทรงช่วยคนที่ช่วยตนเอง
शनैः शनैरुपरमेद्‌बुद्ध्या धृतिगृहीतया ।
आत्मसंस्थं मनः कृत्वा न किंचिदपि चिन्तयेत् ॥ ६.२५ ॥
โศลก 25
śanaiḥ śanair uparamed  buddhyā dhṛti-gṛhītayā
ātma-saṁsthaṁ manaḥ kṛtvā  na kiñcid api cintayet
ศไนห์ ศไนรฺ อุปรเมทฺ  พุทฺธฺยา ธฺฤติ-คฺฤหีตยา
อาตฺม-สํสฺถํ มนห์ กฺฤตฺวา  น กิญฺจิทฺ อปิ จินฺตเยตฺ
ศไนห์ — ทีละน้อย, ศไนห์ — ทีละขั้น, อุปรเมตฺ — เขาควรระงับ, พุทฺธฺยา — ด้วยปัญญา, ธฺฤติ-คฺฤหีตยา — ปฏิบัติด้วยความมั่นใจ, อาตฺม-สํสฺถมฺ — วางอยู่ในความเป็นทิพย์, มนห์ — จิตใจ, กฺฤตฺวา — ทำ, — ไม่, กิญฺจิตฺ — สิ่งอื่นใด, อปิ — แม้, จินฺตเยตฺ — ควรคิดถึงมัน
คำแปล
ค่อย  ๆ  ไปทีละขั้น  เขาควรสถิตในสมาธิด้วยวิถีทางแห่งปัญญา  และมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมสนับสนุน  ดังนี้  จิตใจควรตั้งมั่นอยู่ที่ตนเองเท่านั้น  โดยไม่ควรคิดถึงสิ่งอื่นใด
คำอธิบาย
ด้วยความมั่นใจและสติปัญญาที่ถูกต้อง  เราควรค่อย  ๆ  หยุดกิจกรรมทางประสาทสัมผัส  เช่นนี้เรียกว่า  ปฺรตฺยาหาร  ด้วยความมั่นใจ  สมาธิ  และหยุดกิจกรรมทางประสาทสัมผัส  ทำให้ควบคุมจิตใจได้  และควรสถิตในสมาธิหรือ  สมาธิ  ในขณะนั้นจะไม่มีอันตรายใด  ๆ  เกี่ยวกับการปฏิบัติตามแนวคิดชีวิตทางวัตถุอีกต่อไป  อีกนัยหนึ่งคือ  ถึงแม้ว่าจะพัวพันอยู่กับวัตถุตราบที่ยังมีร่างวัตถุอยู่  ก็ไม่ควรคิดถึงการสนองประสาทสัมผัส  เราไม่ควรคิดถึงความสุขอื่นใดนอกจากความสุขแห่งองค์  ภควานฺ  ระดับนี้บรรลุได้โดยง่ายดายด้วยการฝึกปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยตรง
यतो यतो निश्चरति मनश्चञ्चलमस्थिरम् ।
ततस्ततो नियम्यैतदात्मन्येव वशं नयेत् ॥ ६.२६ ॥
โศลก 26
yato yato niścalati  manaś cañcalam asthiram
tatas tato niyamyaitad  ātmany eva vaśaṁ nayet
ยโต ยโต นิศฺจลติ  มนศฺ จญฺจลมฺ อสฺถิรมฺ
ตตสฺ ตโต นิยไมฺยตทฺ  อาตฺมนฺยฺ เอว วศํ นเยตฺ
ยตห์ ยตห์ — ที่ใด, นิศฺจลติ — ถูกรบกวน, มนห์ — จิตใจ, จญฺจลมฺ — ไม่นิ่ง, อสฺถิรมฺ — ไม่มั่นคง, ตตห์ ตตห์ — จากนั้น, นิยมฺย — ประมาณ, เอตตฺ — นี้, อาตฺมนิ — ในตัว, เอว — แน่นอน, วศมฺ — ควบคุม, นเยตฺ — ต้องนำมาอยู่ภายใต้
คำแปล
จิตใจที่ล่องลอยไปยังแห่งหนใดก็แล้วแต่  อันเนื่องมาจากธรรมชาติที่ไม่หยุดนิ่งและไม่มั่นคงของมัน  เราต้องถอยและดึงมันกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของตัวเราให้ได้
คำอธิบาย
ธรรมชาติของจิตใจนั้นไม่หยุดนิ่งและไม่มั่นคง  แต่  โยค  ผู้รู้แจ้งแห่งตนต้องควบคุมจิตใจ  ไม่ควรให้จิตใจมาควบคุมตัวเขา  ผู้ที่ควบคุมจิตใจ  (รวมทั้งประสาทสัมผัส)  ได้เรียกว่า  โคสฺวามี  หรือ  สฺวามี  ผู้ที่ถูกจิตใจควบคุมเรียกว่า  โค-ทาส  หรือเป็นทาสของประสาทสัมผัส  โคสฺวามี  รู้ถึงมาตรฐานของความสุขทางประสาทสัมผัส  ในความสุขทางประสาทสัมผัสทิพย์  ประสาทสัมผัสจะต้องปฏิบัติในการรับใช้องค์  หฺฤษีเกศ  หรือเจ้าของสูงสุดแห่งประสาทสัมผัสคือ  กฺฤษฺณ  การรับใช้  กฺฤษฺณ  ด้วยประสาทสัมผัสที่บริสุทธิ์เรียกว่า  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  นี่คือวิธีที่จะนำประสาทสัมผัสมาอยู่ภายใต้การควบคุม  และเป็นความสมบูรณ์สูงสุดแห่งการฝึกปฏิบัติ  โยค  ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้
प्रशान्तमनसं ह्येनं योगिनं सुखमुत्तमम् ।
उपैति शान्तरजसं ब्रह्मभूतमकल्मषम् ॥ ६.२७ ॥
โศลก 27
praśānta-manasaṁ hy enaṁ  yoginaṁ sukham uttamam
upaiti śānta-rajasaṁ  brahma-bhūtam akalmaṣam
ปฺรศานฺต-มนสํ หฺยฺ เอนํ  โยคินํ สุขมฺ อุตฺตมมฺ
อุไปติ ศานฺต-รชสํ  พฺรหฺม-ภูตมฺ อกลฺมษมฺ
ปฺรศานฺต — สงบ, ตั้งมั่นอยู่ที่พระบาทรูปดอกบัวของ กฺฤษฺณ, มนสมฺ — จิตใจของ เขา, หิ — แน่นอน, เอนมฺ — นี้, โยคินมฺโยคี, สุขมฺ — ความสุข, อุตฺตมมฺ — สูงสุด, อุไปติ — ได้ รับ, ศานฺต-รชสมฺ — ตัณหาสงบลง, พฺรหฺม-ภูตมฺ — หลุดพ้นด้วยการแสดงตัวกับ สัจธรรม, อกลฺมษมฺ — เป็นอิสระจากวิบากกรรมในอดีตทั้งมวล
คำแปล
  โยคี  ผู้มีจิตใจตั้งมั่นอยู่ที่ข้าบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดแห่งความสุขทิพย์อย่างแท้จริง  เขาอยู่เหนือระดับตัณหา  รู้แจ้งคุณสมบัติอันแท้จริงของตนเองกับองค์ภควาน  ดังนั้น  จึงเป็นอิสระจากผลกรรมในอดีตทั้งปวง
คำอธิบาย
พฺรหฺม-ภูต  คือระดับที่เป็นอิสระจากมลทินทางวัตถุและสถิตในการรับใช้ทิพย์แด่องค์  ภควานฺ  มทฺ-ภกฺตึ  ลภเต  ปรามฺ  (ภควัท-คีตา  18.54)  เขาไม่สามารถดำรงรักษาอยู่ในคุณสมบัติของ  พฺรหฺมนฺ  สัจธรรมที่สมบูรณ์ได้  จนกว่าจิตใจจะตั้งมั่นอยู่ที่พระบาทรูปดอกบัวขององค์  ภควานฺ  ส  ไว  มนห์  กฺฤษฺณ-ปทารวินฺทโยห์  ปฏิบัติอยู่ในการรับใช้ด้วยความรักทิพย์แด่องค์  ภควานฺ  หรือการดำรงรักษาอยู่ใน  กฺฤษฺณจิตสำนึก  คือการได้รับเสรีภาพความหลุดพ้นจากระดับตัณหาและมลทินทางวัตถุทั้งปวงอย่างแท้จริง
युञ्जन्नेवं सदात्मानं योगी विगतकल्मषः ।
सुखेन ब्रह्मसंस्पर्शमत्यन्तं सुखमश्नुते ॥ ६.२८ ॥
โศลก 28
yuñjann evaṁ sadātmānaṁ  yogī vigata-kalmaṣaḥ
sukhena brahma-saṁsparśam  atyantaṁ sukham aśnute
ยุญฺชนฺนฺ เอวํ สทาตฺมานํ  โยคี วิคต-กลฺมษห์
สุเขน พฺรหฺม-สํสฺปรฺศมฺ  อตฺยนฺตํ สุขมฺ อศฺนุเต
ยุญฺชนฺ — ปฏิบัติฝึกฝน โยค, เอวมฺ — ดังนั้น, สทา — เสมอ, อาตฺมานมฺ — ตัวเขา, โยคี — ผู้ ที่สัมผัสอยู่กับองค์ภควาน, วิคต — เป็นอิสระจาก, กลฺมษห์ — มลทินทางวัตถุทั้ง มวล, สุเขน — ในความสุขทิพย์, พฺรหฺม-สํสฺปรฺศมฺ — สัมผัสกับองค์ภควานอยู่เสมอ, อตฺยนฺตมฺ — สูงสุด, สุขมฺ — ความสุข, อศฺนุเต — ได้รับ
คำแปล
ดังนั้น  โยคี  ผู้ควบคุมตนเองได้  ปฏิบัติตนฝึกฝนอยู่ใน  โยค  เสมอ  เป็นอิสรเสรีจากมลทินทางวัตถุทั้งปวง  และบรรลุระดับสูงสุดแห่งความสุขที่สมบูรณ์  ในการรับใช้องค์ภควานด้วยความรักทิพย์
คำอธิบาย
การรู้แจ้งตนเองหมายถึงรู้สถานภาพพื้นฐานของตนในความสัมพันธ์กับองค์  ภควานฺ  ปัจเจกวิญญาณเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  และสถานภาพของตนคือการถวายการรับใช้ทิพย์แด่พระองค์  การเชื่อมสัมพันธ์ทิพย์กับองค์  ภควานฺ  นี้เรียกว่า  พฺรหฺม-สํสฺปรฺศ  
सर्वभूतस्थमात्मानं सर्वभूतानि चात्मनि ।
ईक्षते योगयुक्तात्मा सर्वत्र समदर्शनः ॥ ६.२९ ॥
โศลก 29
sarva-bhūta-stham ātmānaṁ  sarva-bhūtāni cātmani
īkṣate yoga-yuktātmā  sarvatra sama-darśanaḥ
สรฺว-ภูต-สฺถมฺ อาตฺมานํ  สรฺว-ภูตานิ จาตฺมนิ
อีกฺษเต โยค-ยุกฺตาตฺมา  สรฺวตฺร สม-ทรฺศนห์
สรฺว-ภูต-สฺถมฺ — สถิตในมวลชีวิต, อาตฺมานมฺ — อภิวิญญาณ, สรฺว — ทั้งหมด, ภูตานิ — สิ่งมีชีวิต, — เช่นกัน, อาตฺมนิ — ในตนเอง, อีกฺษเต — เห็น, โยค-ยุกฺต-อาตฺมา — ผู้ ที่ประสานใน กฺฤษฺณ จิตสำนึก, สรฺวตฺร — ทุกหนทุกแห่ง, สม-ทรฺศนห์ — เห็นด้วย ความเสมอภาค
คำแปล
  โยคี  ที่แท้จริงจะเห็นข้าอยู่ในทุก  ๆ  ชีวิต  และเห็นทุก  ๆ  ชีวิตอยู่ในข้า  อันที่จริงบุคคลผู้รู้แจ้งแห่งตนเห็นข้าภควานองค์เดียวกันทุกหนทุกแห่ง
คำอธิบาย
โยค  ผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นผู้เห็นที่สมบูรณ์  เพราะเขาเห็น  กฺฤษฺณ  องค์  ภควานฺ  ทรงสถิตภายในหัวใจของทุกคนในรูปอภิวิญญาณ  (ปรมาตฺมา)  อีศฺวรห์  สรฺว-ภูตานำ  หฺฤทฺ-เทเศ  ’รฺชุน  ติษฺฐติ  องค์  ภควานฺ  ในรูปของ  ปรมาตฺมา  ทรงสถิตภายในหัวใจของทั้งสุนัขและ  พฺราหฺมณ  โยค  ผู้สมบูรณ์รู้ว่าพระองค์ทรงเป็นทิพย์อยู่เสมอ  และไม่มีผลกระทบทางวัตถุในการที่ทรงประทับอยู่ทั้งในสุนัขและใน  พฺราหฺมณ  นี่คือความเสมอภาคสูงสุดขององค์  ภควานฺ  ปัจเจกวิญญาณสถิตในหัวใจเฉพาะของตนเองเท่านั้นมิได้สถิตอยู่ในหัวใจของผู้อื่นทั้งหมด  นี่คือข้อแตกต่างระหว่างปัจเจกวิญญาณและอภิวิญญาณ  ผู้ที่มิได้ฝึกปฏิบัติ  โยค  อย่างแท้จริงจะไม่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกสามารถเห็น  กฺฤษฺณ  ทั้งในหัวใจของผู้ที่เชื่อและผู้ที่ไม่เชื่อ  ใน  สฺมฺฤติ  ได้ยืนยันไว้ดังต่อไปนี้  อาตตตฺวาจฺ  จ  มาตฺฤตฺวาจฺ  จ  อาตฺมา  หิ  ปรโม  หริห์  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของมวลชีวิต  ทรงเปรียบเทียบเสมือนกับพระมารดาและผู้ค้ำจุน  เฉกเช่นมารดาเป็นกลางกับลูก  ๆ  ที่ไม่เหมือนกันทุกคน  บิดาสูงสุด  (หรือมารดา)ก็เช่นเดียวกัน  ดังนั้น  องค์อภิวิญญาณจึงทรงประทับอยู่ในทุก  ๆ  ชีวิตเสมอ
ดูจากภายนอกทุก  ๆ  ชีวิตสถิตในพลังงานขององค์  ภควานฺ  เช่นกัน  ดังจะอธิบายในบทที่เจ็ด  พระองค์ทรงมีพลังงานพื้นฐานสองพลังงานคือ  พลังงานทิพย์  (สูงกว่า)และพลังงานวัตถุ  (ต่ำกว่า)  สิ่งมีชีวิตถึงแม้ว่าจะเป็นส่วนของพลังงานเบื้องสูง  แต่อยู่ในสภาวะของพลังงานเบื้องต่ำ  ฉะนั้น  สิ่งมีชีวิตจะอยู่ในพลังงานขององค์  ภควานฺ  เสมอทุกๆ  ชีวิตสถิตในพระองค์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
โยค  เห็นด้วยความเสมอภาคเพราะเห็นมวลชีวิต  ถึงแม้จะอยู่ในสภาวะที่แตกต่างกันตามแต่ผลกรรม  ในทุก  ๆ  สถานการณ์ก็ยังคงเป็นผู้รับใช้ขององค์  ภควานฺ  ขณะที่อยู่ในพลังงานวัตถุสิ่งมีชีวิตรับใช้ประสาทสัมผัสวัตถุ  และขณะที่อยู่ในพลังงานทิพย์เขาจะรับใช้องค์  ภควานฺ  โดยตรง  ไม่ว่าในกรณีใดสิ่งมีชีวิตเป็นผู้รับใช้ของพระองค์  วิสัยทัศน์แห่งความเสมอภาคนี้สมบูรณ์อยู่ในบุคคลผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
यो मां पश्यति सर्वत्र सर्वं च मयि पश्यति ।
तस्याहं न प्रणश्यामि स च मे न प्रणश्यति ॥ ६.३० ॥
โศลก 30
yo māṁ paśyati sarvatra  sarvaṁ ca mayi paśyati
tasyāhaṁ na praṇaśyāmi  sa ca me na praṇaśyati
โย มำ ปศฺยติ สรฺวตฺร  สรฺวํ จ มยิ ปศฺยติ
ตสฺยาหํ น ปฺรณศฺยามิ  ส จ เม น ปฺรณศฺยติ
ยห์ — ผู้ใดที่, มามฺ — ข้า, ปศฺยติ — เห็น, สรฺวตฺร — ทุกหนทุกแห่ง, สรฺวมฺ — ทุกสิ่งทุก อย่าง, — และ, มยิ — ในข้า, ปศฺยติ — เห็น, ตสฺย — สำหรับเขา, อหมฺ — ข้า, — ไม่, ปฺรณศฺยามิ, สห์ — เขา, — เช่นกัน, เม — แด่ข้า, — ไม่, ปฺรณศฺยติ — หาย
คำแปล
สำหรับผู้ที่เห็นข้าทุกหนทุกแห่ง  และเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในข้า  ข้าไม่เคยหายไปจากเขา  และเขาก็ไม่เคยหายไปจากข้า
คำอธิบาย
บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเห็นองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทุกหนทุกแห่งอย่างแน่นอน  และเห็นทุกสิ่งทุกอย่างใน  กฺฤษฺณ  บุคคลเช่นนี้อาจดูเหมือนว่าเห็นปรากฏการณ์ที่แตกต่างกันทั้งหมดของธรรมชาติวัตถุ  แต่ในทุก  ๆ  กรณีและแต่ละกรณีเขามีจิตสำนึกของกฺฤษฺณ  และทราบว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นปรากฏการณ์แห่งพลังงานของพระองค์  ไม่มีอะไรสามารถอยู่ได้โดยปราศจาก  กฺฤษฺณ  และ  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นองค์  ภควานฺ  ของทุกสิ่งทุกอย่าง  นี่คือหลักธรรมพื้นฐานของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกคือการพัฒนาความรักต่อ  กฺฤษฺณ  เป็นสถานภาพที่เหนือกว่าแม้กระทั่งความหลุดพ้นทางวัตถุ  ในระดับของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกที่เหนือกว่าความรู้แจ้งแห่งตนนี้สาวกกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับ  กฺฤษฺณ  ในความรู้สึกที่ว่า  กฺฤษฺณ  ทรงกลายมาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับสาวก  และสาวกมีความเปี่ยมล้นไปด้วยความรักต่อ  กฺฤษฺณ  ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างองค์ภควานฺ  และสาวกจึงบังเกิดขึ้น  ในระดับนั้น  สิ่งมีชีวิตไม่มีวันถูกทำลาย  และองค์  ภควานฺ  ทรงไม่เคยคลาดไปจากสายตาของสาวก  การกลืนหายเข้าไปใน  กฺฤษฺณ  เป็นการทำลายดวงวิญญาณ  สาวกจะไม่เสี่ยงเช่นนี้  กล่าวไว้ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  (5.38)  ว่า
เปฺรมาญฺชน-จฺฉุริต-ภกฺติ-วิโลจเนน
สนฺตห์ สไทว หฺฤทเยษุ วิโลกยนฺติ
ยํ ศฺยามสุนฺทรมฺ อจินฺตฺย-คุณ-สฺวรูปํ
โควินฺทมฺ อาทิ-ปุรุษํ ตมฺ อหํ ภชามิ
“ข้าขอบูชาพระผู้เป็นเจ้าองค์แรก  โควินฺท  ผู้ที่สาวกมองเห็นด้วยดวงตาที่ชโลมไปด้วยเยื่อใยแห่งความรักตลอดเวลา  สาวกเห็นพระองค์ในรูปอมตะแห่ง  ศฺยามสุนฺทร  ผู้ทรงสถิตภายในหัวใจของสาวก”
ในระดับนี้องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงไม่มีวันคลาดสายตาไปจากสาวก  และสาวกก็จะไม่คลาดสายตาไปจากพระองค์  ในกรณีที่  โยค  เห็นองค์  ภควานฺ  ในรูป  ปรมาตฺมา  ผู้ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจก็เช่นเดียวกัน  โยค  ผู้นี้จะกลายมาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์  และทนไม่ได้ที่จะมีชีวิตอยู่แม้แต่นาทีเดียวโดยไม่เห็นพระองค์ทรงประทับอยู่ภายในตนเอง
सर्वभूतस्थितं यो मां भजत्येकत्वमास्थितः ।
सर्वथा वर्तमानोऽपि स योगी मयि वर्तते ॥ ६.३१ ॥
โศลก 31
sarva-bhūta-sthitaṁ yo māṁ  bhajaty ekatvam āsthitaḥ
sarvathā vartamāno ’pi  sa yogī mayi vartate
สรฺว-ภูต-สฺถิตํ โย มำ  ภชตฺยฺ เอกตฺวมฺ อาสฺถิตห์
สรฺวถา วรฺตมาโน ’ปิ  ส โยคี มยิ วรฺตเต
สรฺว-ภูต-สฺถิตมฺ — ทรงสถิตในหัวใจของทุกคน, ยห์ — ผู้ซึ่ง, มามฺ — ข้า, ภชติ — ปฏิบัติ ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้, เอกตฺวมฺ — ในหนึ่งเดียวกัน, อาสฺถิตห์ — สถิต, สรฺวถา — ใน ทุกกรณี, วรฺตมานห์ — สถิต, อปิ — ถึงแม้ว่า, สห์ — เขา, โยคี — นักทิพย์นิยม, มยิ — ใน ข้า, วรฺตเต — ดำรง
คำแปล
  โยคี  ผู้ปฏิบัติในการรับใช้องค์อภิวิญญาณด้วยความเคารพบูชาเช่นนี้  รู้ว่าข้าและอภิวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกัน  จะดำรงอยู่ในข้าเสมอในทุกสถานการณ์
คำอธิบาย
โยค  ผู้ฝึกปฏิบัติสมาธิอยู่ที่อภิวิญญาณเห็นภาคแบ่งแยกของ  กฺฤษฺณ  ภายในตัวเขาในรูปพระ  วิษฺณุ  สี่กร  ทรงหอยสังข์  กงจักร  คทา  และดวกบัว  โยค  ควรรู้ว่าพระ  วิษฺณุทรงไม่แตกต่างไปจาก  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ในรูปของอภิวิญญาณนี้ทรงสถิตในหัวใจของทุก  ๆ  คน  ยิ่งไปกว่านั้น  ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างอภิวิญญาณที่มีจำนวนนับไม่ถ้วนผู้ทรงปรากฏอยู่ภายในหัวใจอันนับไม่ถ้วนของสิ่งมีชีวิต  ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างบุคคลในกฺฤษฺณ  จิตสำนึกผู้ปฏิบัติรับใช้ด้วยความรักทิพย์แด่  กฺฤษฺณ  อยู่เสมอ  และ  โยค  สมบูรณ์ผู้ปฏิบัติสมาธิอยู่ที่อภิวิญญาณ  โยค  ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกถึงแม้อาจจะปฏิบัติกิจกรรมต่างๆขณะที่อยู่ในโลกวัตถุ  แต่จะดำรงสถิตใน  กฺฤษฺณ  เสมอ  ได้ยืนยันไว้ใน  ภกฺติ-รสามฺฤต-สินฺธุ  (1.2.187)  ของ  ศฺรีล  รูป  โคสฺวามี  ว่า  นิขิลาสฺวฺ  อปฺยฺ  อวสฺถาสุ  ชีวนฺ-มุกฺตห์  ส  อุจฺยเต  สาวกขององค์  ภควานฺ  ผู้ปฏิบัติอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเสมอได้รับความหลุดพ้นโดยปริยาย  ใน  นารท  ปญฺจราตฺร  ได้ยืนยันไว้ดังนี้
ทิกฺ-กาลาทฺยฺ-อนวจฺฉินฺเน  กฺฤษฺเณ เจโต วิธาย จ
ตนฺ-มโย ภวติ กฺษิปฺรํ  ชีโว พฺรหฺมณิ โยชเยตฺ
“จากการตั้งสมาธิจิตอยู่ที่พระวรกายทิพย์ของ  กฺฤษฺณ  ผู้ทรงแผ่กระจายไปทั่ว  ทรงอยู่เหนือเวลาและอวกาศ  เขาซึมซาบอยู่ในการระลึกถึง  กฺฤษฺณ  จากนั้นจะบรรลุถึงระดับแห่งความสุขในการมาคบหาสมาคมทิพย์กับพระองค์”
กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นระดับสูงสุดแห่งสมาธิในการปฏิบัติ  โยค  การเข้าใจอย่างแท้จริงว่า  กฺฤษฺณ  ทรงปรากฏในรูป  ปรมาตฺมา  อยู่ภายในหัวใจของทุก  ๆ  คนทำให้  โยค  ไม่มีความผิดพลาด  คัมภีร์พระ  เวท  (โคปาล-ตาปนี  อุปนิษทฺ  1.21)  ได้ยืนยันพลังอำนาจขององค์  ภควานฺ  ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ไว้ดังนี้  เอโก  ’ปิ  สนฺ  พหุธา  โย  ’วภาติ  “ถึงแม้ว่าองค์  ภควานฺ  ทรงเป็นหนึ่ง  แต่พระองค์ทรงปรากฏอยู่ภายในหัวใจจำนวนที่นับไม่ถ้วนอย่างมากมาย”  ในทำนองเดียวกัน  สฺมฺฤติ-ศาสฺตฺร  ได้กล่าวไว้ว่า
เอก เอว ปโร วิษฺณุห์  สรฺว-วฺยาปี น สํศยห์
ไอศฺวรฺยาทฺ รูปมฺ เอกํ จ  สูรฺย-วตฺ พหุเธยเต
“พระ  วิษฺณุ  ทรงเป็นหนึ่ง  ถึงกระนั้นพระองค์ยังทรงแผ่กระจายไปทั่วด้วยพลังอำนาจที่มองไม่เห็น  ถึงแม้ว่าทรงมีรูปลักษณ์เดียว  พระองค์ทรงปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่งเสมือนดังดวงอาทิตย์ที่ปรากฏอยู่่หลาย  ๆ  แห่งในขณะเดียวกัน”
आत्मौपम्येन सर्वत्र समं पश्यति योऽर्जुन ।
सुखं वा यदि वा दुःखं स योगी परमो मतः ॥ ६.३२ ॥
โศลก 32
ātmaupamyena sarvatra  samaṁ paśyati yo ’rjuna
sukhaṁ vā yadi vā duḥkhaṁ  sa yogī paramo mataḥ
อาตฺเมาปเมฺยน สรฺวตฺร  สมํ ปศฺยติ โย ’รฺชุน
สุขํ วา ยทิ วา ทุห์ขํ  ส โยคี ปรโม มตห์
อาตฺม — ด้วยตัวเขา, เอาปเมฺยน — ด้วยการเปรียบเทียบ, สรฺวตฺร — ทุกหนทุกแห่ง, สมมฺ — เท่าเทียมกัน, ปศฺยติ — เห็น, ยห์ — เขาผู้ซึ่ง, อรฺชุน — โอ้ อรฺชุน, สุขมฺ — ความ สุข, วา — หรือ, ยทิ — ถ้า, วา — หรือ, ทุห์ขมฺ — ความทุกข์, สห์ — เช่นนี้, โยคี — นักทิพย์นิยม, ปรมห์ — สมบูรณ์, มตห์ — พิจารณา
คำแปล
จากการเปรียบเทียบกับตัวเขาเอง  โยคี  ผู้สมบูรณ์เห็นสิ่งมีชีวิตทั้งหลายด้วยความเสมอภาคอย่างแท้จริง  ทั้งในขณะที่พวกเขามีความสุขและในขณะที่มีความทุกข์  โอ้  อรฺชุน  
คำอธิบาย
ผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็น  โยค  ที่สมบูรณ์  เขารู้ถึงความสุขและความทุกข์ของทุก  ๆ  คนโดยอาศัยประสบการณ์ส่วนตัว  สาเหตุแห่งความทุกข์ของสิ่งมีชีวิตคือการลืมความสัมพันธ์ของตนเองกับองค์  ภควานฺ  และสาเหตุแห่งความสุขคือรู้ว่าองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณทรงเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญสูงสุดในกิจกรรมทั้งหลายของมนุษย์  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นเจ้าของแผ่นดินและดาวเคราะห์ทั้งหมด  และ  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นเพื่อนผู้มีความจริงใจที่สุดของมวลชีวิต  โยค  ที่สมบูรณ์รู้ว่าสิ่งมีชีวิตผู้อยู่ในสภาวะของระดับแห่งธรรมชาติวัตถุอยู่ภายใต้อำนาจของความทุกข์ทางวัตถุสามคำรบ  อันเนื่องมาจากการลืมความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับ  กฺฤษฺณ  เนื่องจากผู้ที่อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมีความสุข  จึงพยายามแจกจ่ายความรู้แห่ง  กฺฤษฺณ  นี้ไปทั่วทุกหนทุกแห่ง  เพราะว่า  โยค  ที่สมบูรณ์พยายามประกาศความสำคัญในการมาเป็น  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  จึงเป็นคนใจบุญที่ดีที่สุดในโลกและเป็นคนรับใช้ที่น่ารักที่สุดขององค์  ภควานฺ  น  จ  ตสฺมานฺ  มนุเษฺยษุ  กศฺจินฺ  เม  ปฺริย-กฺฤตฺตมห์  (ภค.18.69)  อีกนัยหนึ่ง  สาวกของพระองค์มุ่งบำรุงสุขแด่มวลชีวิตอยู่เสมอ  ด้วยเหตุนี้จึงเป็นมิตรแท้ของทุก  ๆ  คน  เขาเป็น  โยค  ที่ดีที่สุดเพราะว่าไม่ปรารถนาความสมบูรณ์ใน  โยค  เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว  แต่พยายามเพื่อคนอื่นด้วยเขาไม่อิจฉาเพื่อนสิ่งมีชีวิตด้วยกัน  นี่คือข้อแตกต่างระหว่างสาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์ภควานฺ  และ  โยค  ผู้สนใจเพียงแต่ความเจริญก้าวหน้าของตนเองเท่านั้น  โยค  ผู้ที่ถอนตัวไปอยู่อย่างสันโดษเพื่อทำสมาธิโดยสมบูรณ์  อาจไม่สมบูรณ์บริบูรณ์เท่าสาวกผู้พยายามอย่างดีที่สุดเพื่อให้ทุก  ๆ  คนมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
अर्जुन उवाच ।
योऽयं योगस्त्वया प्रोक्तः साम्येन मधुसूदन
एतस्याहं न पश्यामि चञ्चलत्वात्स्थितिं स्थिराम् ॥ ६.३३ ॥
โศลก 33
arjuna uvāca
yo ’yaṁ yogas tvayā proktaḥ  sāmyena madhusūdana
etasyāhaṁ na paśyāmi  cañcalatvāt sthitiṁ sthirām
อรฺชุน อุวาจ
โย ’ยํ โยคสฺ ตฺวยา โปฺรกฺตห์  สาเมฺยน มธุสูทน
เอตสฺยาหํ น ปศฺยามิ  จญฺจลตฺวาตฺ สฺถิตึ สฺถิรามฺ
อรฺชุนห์ อุวาจอรฺชุน ตรัส, ยห์ อยมฺ — ระบบนี้, โยคห์ — โยคะ, ตฺวยา — โดย พระองค์, โปฺรกฺตห์ — อธิบาย, สาเมฺยน — โดยทั่วไป, มธุ-สูทน — โอ้ ผู้สังหารมาร มธุ, เอตสฺย — ของสิ่งนี้, อหมฺ — ข้า, — ไม่, ปศฺยามิ — เห็น, จญฺจลตฺวาตฺ — เนื่องจากไม่สงบนิ่ง, สฺถิติมฺ — สภาวะ, สฺถิรามฺ — มั่นคง
คำแปล
  อรฺชุน  ตรัสว่า  โอ้  มธุสูทน  ระบบ  โยค  ที่พระองค์ทรงสรุปให้นี้  ดูเหมือนจะปฏิบัติไม่ได้และข้าไม่มีความอดทนพอ  เพราะว่าจิตใจไม่สงบนิ่งและไม่มั่นคง
คำอธิบาย
ระบบ  โยค  ที่องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงอธิบายให้  อรฺชุน  เริ่มด้วยคำ  ศุเจา  เทเศ  และจบด้วยคำ  โยคี  ปรมห์  ได้ถูก  อรฺชุน  ทรงปฏิเสธ  ณ  ที่นี้  จากความรู้สึกที่ว่าไม่สามารถปฏิบัติได้  เป็นไปไม่ได้สำหรับคนธรรมดาทั่วไปที่จะจากบ้านไปยังป่าเขาลำเนาไพร  และอยู่อย่างสันโดษเพื่อฝึกปฏิบัติ  โยค  ใน  กลิ  ยุค  ในยุคปัจจุบันนี้มีลักษณะที่ดิ้นรนอย่างขมขื่นเพื่อความอยู่รอดด้วยชีวิตอันสั้น  ผู้คนไม่จริงจังเกี่ยวกับความรู้แจ้งแห่งตน  แม้จะด้วยวิธีที่ง่ายและปฏิบัติได้  จึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงระบบ  โยค  ที่ยากลำบากเช่นนี้  ซึ่งต้องควบคุมชีวิตการเป็นอยู่ในเรื่องของการนั่ง  การเลือกสถานที่  และการทำให้จิตใจไม่ยึดติดกับการปฏิบัติทางวัตถุ  ในฐานะที่เป็นนักปฏิบัติ  อรฺชุน  ทรงคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะปฏิบัติตามระบบ  โยค  นี้  ถึงแม้ว่าทรงมีคุณสมบัติที่เอื้ออำนวยอยู่หลายประการอรฺชุน  ประสูติอยู่ในตระกูล  กฺษตฺริย  ทรงมีความเจริญมากในคุณสมบัติหลาย  ๆ  ด้านเช่น  เป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่  มีพระชนมายุยืนยาว  และยิ่งไปกว่าสิ่งอื่นใด  ยังเป็นสหายสนิทที่สุดขององค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เมื่อห้าพันปีก่อนนี้  อรฺชุน  ทรงมีสิ่งเอื้ออำนวยที่ดีกว่าพวกเราที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้อย่างมากมาย  ถึงกระนั้นยังปฏิเสธระบบ  โยค  นี้  อันที่จริงเราไม่พบบันทึกใด  ๆ  ในประวัติศาสตร์ที่เห็น  อรฺชุน  ฝึกปฏิบัติ  โยค  นี้ไม่ว่าในเวลาใดฉะนั้น  ระบบนี้ต้องพิจารณาว่าโดยทั่วไปเป็นไปไม่ได้ใน  กลิ  ยุคนี้  แน่นอนว่าอาจจะเป็นไปได้สำหรับคนบางคนที่หาได้ยากมาก  แต่สำหรับผู้คนโดยทั่วไปเป็นข้อเสนอที่เป็นไปไม่ได้  เพราะหากเป็นเช่นนี้เมื่อห้าพันปีก่อน  แล้วปัจจุบันนี้จะเป็นอย่างไร  พวกที่เลียนแบบระบบ  โยค  นี้  ซึ่งอยู่ในสถานที่ที่เรียกว่าสถาบันและสมาคมต่าง  ๆ  ถึงแม้ว่าจะได้รับความอิ่มเอิบใจ  แต่เป็นการสูญเสียเวลาไปอย่างแน่นอน  พวกนี้อยู่ในอวิชชาอย่างสมบูรณ์เกี่ยวกับจุดมุ่งหมายที่ตนปรารถนา
चञ्चलं हि मनः कृष्ण प्रमाथि बलवद्‌दृढम् ।
तस्याहं निग्रहं मन्ये वायोरिव सुदुष्करम् ॥ ६.३४ ॥
โศลก 34
cañcalaṁ hi manaḥ kṛṣṇa  pramāthi balavad dṛḍham
tasyāhaṁ nigrahaṁ manye  vāyor iva su-duṣkaram
จญฺจลํ หิ มนห์ กฺฤษฺณ  ปฺรมาถิ พลวทฺ ทฺฤฒมฺ
ตสฺยาหํ นิคฺรหํ มเนฺย  วาโยรฺ อิว สุ-ทุษฺกรมฺ
จญฺจลมฺ — ไม่สงบนิ่ง, หิ — แน่นอน, มนห์ — จิตใจ, กฺฤษฺณ — โอ้ กฺฤษฺณ, ปฺรมาถิ — ว้าวุ่น, พล-วตฺ — มีพลังมาก, ทฺฤฒมฺ — ดื้อรั้น, ตสฺย — ของมัน, อหมฺ — ข้า, นิคฺรหมฺ — ปราบ, มเนฺย — คิด, วาโยห์ — ของลม, อิว — เหมือน, สุ-ทุษฺกรมฺ — ยาก
คำแปล
เพราะว่าจิตใจไม่สงบนิ่ง  พล่าน  ดื้อรั้น  และมีพลังมาก  โอ้  กฺฤษฺณ  และในการปราบมัน  ข้าพเจ้าคิดว่ายากยิ่งกว่าการควบคุมลม
คำอธิบาย
จิตใจมีพลังมากและดื้อรั้น  บางครั้งก็เอาชนะปัญญา  ถึงแม้ว่าจิตใจควรอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของปัญญา  สำหรับบุคคลผู้อยู่ในโลกแห่งการปฏิบัติที่ต้องต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามมากมาย  แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ยากมากในการควบคุมจิตใจ  เขาอาจทำใจให้เป็นกลางอย่างผิดธรรมชาติระหว่างเพื่อนกับศัตรู  แต่ในที่สุดไม่มีผู้ใดในโลกสามารถทำได้  เพราะว่ายากยิ่งกว่าการควบคุมลมพายุที่พัดมาอย่างแรงฉันใด  ในวรรณกรรมพระ  เวท  (กฐ  อุปนิษทฺ  1.3.3-4)  กล่าวไว้ว่า
อาตฺมานํ รถินํ วิทฺธิ  ศรีรํ รถมฺ เอว จ
พุทฺธึ ตุ สารถึ วิทฺธิ  มนห์ ปฺรคฺรหมฺ เอว จ
อินฺทฺริยาณิ หยานฺ อาหุรฺ  วิษยำสฺ เตษุ โคจรานฺ
อาตฺเมนฺทฺริย-มโน-ยุกฺตํ  โภกฺเตตฺยฺ อาหุรฺ มนีษิณห์
“ปัจเจกวิญญาณเป็นผู้โดยสารในพาหนะแห่งร่างวัตถุ  ปัญญาเป็นผู้ขับ  จิตใจเป็นคันบังคับ  และประสาทสัมผัสเป็นม้า  ตัวเขาจะได้รับความสุขหรือความทุกข์เกิดจากการมาคบหาสมาคมกับจิตใจและประสาทสัมผัส  เช่นนี้  เป็นที่เข้าใจโดยนักคิดผู้ยิ่งใหญ่”ปัญญาควรเป็นผู้สั่งจิตใจ  แต่จิตใจมีพลังอำนาจมากและดื้อรั้นจนส่วนใหญ่เอาชนะแม้กระทั่งปัญญาของตนเอง  เหมือนกับโรคปัจจุบันทันด่วนที่ดื้อยา  จิตใจที่มีพลังมากเช่นนี้ควรถูกควบคุมด้วยการฝึกปฏิบัติ  โยค  แต่การฝึกเช่นนี้ปฏิบัติไม่ได้แม้สำหรับบุคคลทางโลกเช่น  อรฺชุน  จึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงคนในยุคสมัยนี้  อุปมาที่ให้ไว้  ณ  ที่นี้เหมาะสมดีเราไม่สามารถจับกุมลมที่พัดมาแรงได้ฉันใด  มันยากยิ่งไปกว่าที่จะจับกุมจิตใจที่พล่านได้ฉันนั้น  องค์  ไจตนฺย  ทรงแนะนำวิธีที่ง่ายที่สุดในการควบคุมจิตใจคือการร้องเพลงสวดมนต์  ภาวนา  “ฮะเร  กฺฤษฺณ  ”  ซึ่งเป็นบทมนต์อันยิ่งใหญ่เพื่อการจัดส่ง  ด้วยความถ่อมตนอย่างยิ่ง  ได้อธิบายวิธีไว้ดังนี้  ส  ไว  มนห์  กฺฤษฺณ-ปทารวินฺทโยห์  เราต้องใช้จิตใจอย่างเต็มที่ใน  กฺฤษฺณ  ด้วยวิธีนี้เท่านั้นจึงจะไม่มีกิจกรรมอื่นใดทำให้จิตใจวุ่นวาย
श्रीभगवानुवाच ।
असंशयं महाबाहो मनो दुर्निग्रहं चलम्
अभ्यासेन तु कौन्तेय वैराग्येण च गृह्यते ॥ ६.३५ ॥
โศลก 35
śrī-bhagavān uvāca
asaṁśayaṁ mahā-bāho  mano durnigrahaṁ calam
abhyāsena tu kaunteya  vairāgyeṇa ca gṛhyate
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
อสํศยํ มหา-พาโห  มโน ทุรฺนิคฺรหํ จลมฺ
อภฺยาเสน ตุ เกานฺเตย  ไวราเคฺยณ จ คฺฤหฺยเต
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — องค์ภควานตรัส, อสํศยมฺ — อย่างไม่สงสัย, มหา-พาโห — โอ้ ยอดนักรบ, มนห์ — จิตใจ, ทุรฺนิคฺรหมฺ — ยากที่จะดัด, จลมฺ — ว้าวุ่น, อภฺยาเสน — ด้วย การปฏิบัติ, ตุ — แต่, เกานฺเตย — โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี, ไวราเคฺยณ — ด้วยการไม่ยึดติด, — เช่นกัน, คฺฤหฺยเต — สามารถควบคุมได้
คำแปล
องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ตรัสว่า  โอ้  ยอดนักรบโอรสพระนาง  กุนฺตี  การดัดจิตใจที่ไม่สงบนิ่งเป็นสิ่งที่ยากมากโดยไม่ต้องสงสัย  แต่เป็นไปได้ด้วยการฝึกปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสม  และด้วยการไม่ยึดติด
คำอธิบาย
ความยากลำบากในการควบคุมจิตใจที่ดื้อรั้นดังที่  อรฺชุน  ทรงดำริ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงยอมรับ  แต่ในขณะเดียวกันพระองค์ทรงแนะนำว่าการฝึกปฏิบัติและการไม่ยึดติดเป็นไปได้  การฝึกปฏิบัตินั้นคืออะไร?  ในยุคปัจจุบันไม่มีใครสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบอันเคร่งครัดในการที่จะให้ตนเองไปอยู่ยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และตั้งสมาธิจิตอยู่ที่องค์อภิวิญญาณ  หักห้ามประสาทสัมผัสและจิตใจ  ถือเพศ  พฺรหฺมา  จรรย์อยู่อย่างสันโดษ  ฯลฯ  อย่างไรก็ดี  ด้วยการปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกในเก้าวิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์  ภควานฺ  วิธีแรกและสำคัญมากในการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละคือการสดับฟังเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  ซึ่งเป็นวิถีทิพย์ที่ทรงพลังอำนาจมากในการขจัดข้อสงสัยทั้งหลายให้ออกไปจากจิตใจ  ผู้ที่สดับฟังเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  ได้มากเท่าไร  จะมีความรู้แจ้งและไม่ยึดติดกับทุกสิ่งทุกอย่างที่นำพาจิตใจให้ออกห่างจาก  กฺฤษฺณ  มากเท่านั้น  จากการไม่ยึดติดจิตใจอยู่กับกิจกรรมที่ไม่อุทิศตนเสียสละให้พระองค์  เขาสามารถเรียนรู้  ไวราคฺย  ได้อย่างง่ายดาย  ไวราคฺย  หมายถึงการไม่ยึดติดกับวัตถุและให้จิตใจปฏิบัติอยู่กับดวงวิญญาณ  การไม่ยึดติดในวิถีทิพย์ของพวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์ยากยิ่งกว่าการยึดมั่นจิตใจอยู่กับกิจกรรมของ  กฺฤษฺณ  เช่นนี้ปฏิบัติได้เพราะจากการสดับฟังเกี่ยวกับกฺฤษฺณ  จะทำให้ยึดมั่นกับดวงวิญญาณสูงสุดโดยปริยาย  การยึดมั่นเช่นนี้เรียกว่า  ปเรศานุภว  ความพึงพอใจทิพย์  คล้าย  ๆ  กับความรู้สึกพึงพอใจกับอาหารทุกคำที่คนกำลังหิวได้รับประทาน  ขณะที่กำลังหิวเมื่อได้รับประทานมากเท่าไรก็จะรู้สึกพึงพอใจและมีพลังงานเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น  ในทำนองเดียวกัน  จากการปฏิบัติรับใช้ด้วยการอุทิศตนเสียสละ  เขามีความรู้สึกพึงพอใจทิพย์ในขณะที่จิตใจไม่ยึดติดกับจุดมุ่งหมายทางวัตถุ  เหมือนกับการรักษาโรคด้วยวิธีที่ชำนาญ  และโภชนาการที่เหมาะสม  ดังนั้น  การสดับฟังกิจกรรมทิพย์ขององค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  จึงเป็นวิธีรักษาที่มีความชำนาญสำหรับจิตใจที่บ้าคลั่ง  และการรับประทานภัตตาหารที่ถวายให้  กฺฤษฺณ  คือโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับคนไข้ที่กำลังมีความทุกข์  การรักษาเช่นนี้คือวิธีของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
असंयतात्मना योगो दुष्प्राप इति मे मतिः ।
वश्यात्मना तु यतता शक्योऽवाप्तुमुपायतः ॥ ६.३६ ॥
โศลก 36
asaṁyatātmanā yogo  duṣprāpa iti me matiḥ
vaśyātmanā tu yatatā  śakyo ’vāptum upāyataḥ
อสํยตาตฺมนา โยโค  ทุษฺปฺราป อิติ เม มติห์
วศฺยาตฺมนา ตุ ยตตา  ศโกฺย ’วาปฺตุมฺ อุปายตห์
อสํยต — หักห้ามไม่ไหว, อาตฺมนา — ด้วยจิตใจ, โยคห์ — การรู้แจ้งแห่งตน, ทุษฺปฺราปห์ — ยากที่จะบรรลุ, อิติ — ดังนั้น, เม — ของข้า, มติห์ — ความเห็น, วศฺย — ควบคุม, อาตฺมนา — ด้วยจิตใจ, ตุ — แต่, ยตตา — ขณะที่พยายาม, ศกฺยห์ — ปฏิบัติได้, อวาปฺตุมฺ — บรรลุ, อุปายตห์ — ด้วยวิธีที่เหมาะสม
คำแปล
สำหรับผู้ที่หักห้ามจิตใจของตนเองไม่ได้  การรู้แจ้งแห่งตนเป็นงานที่ยาก  แต่ผู้ที่ควบคุมจิตใจตนเองได้  และพยายามในวิถีทางที่ถูกต้อง  จะประสบผลสำเร็จอย่างแน่นอน  นี่คือความเห็นของข้า
คำอธิบาย
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงประกาศว่าผู้ที่ไม่ยอมรับการรักษาที่ถูกต้องที่จะให้จิตใจไม่ยึดติดกับการปฏิบัติทางวัตถุ  จะบรรลุผลสำเร็จในการรู้แจ้งแห่งตนได้ยากมาก  การพยายามฝึกปฏิบัติ  โยค  ในขณะที่จิตใจใฝ่หาความสุขทางวัตถุ  เปรียบเสมือนกับการพยายามจุดไฟในขณะที่ราดน้ำลงไป  ฝึกปฏิบัติ  โยค  โดยไม่ควบคุมจิตใจเป็นการเสียเวลา  การอวดวิธีการปฏิบัติ  โยค  เช่นนี้อาจได้รับผลกำไรงามทางวัตถุ  แต่ว่าไร้ประโยชน์ในการรู้แจ้งแห่งดวงวิญญาณ  ฉะนั้น  เขาต้องควบคุมจิตใจโดยให้จิตใจปฏิบัติรับใช้ด้วยความรักทิพย์แด่องค์  ภควานฺ  อยู่เสมอ  นอกจากจะปฏิบัติใน  กฺฤษฺณจิตสำนึก  มิฉะนั้นแล้วจะไม่สามารถควบคุมจิตใจได้อย่างมั่นคง  บุคคลใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกบรรลุผลแห่งการปฏิบัติ  โยค  ได้อย่างง่ายดาย  โดยไม่ต้องพยายามนอกเหนือไปจากนี้  แต่ผู้ฝึกปฏิบัติ  โยค  ไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้โดยปราศจาก  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
अर्जुन उवाच ।
अयतिः श्रद्धयोपेतो योगाच्चलितमानसः
अप्राप्य योगसंसिद्धिं कां गतिं कृष्ण गच्छति ॥ ६.३७ ॥
โศลก 37
arjuna uvāca
ayatiḥ śraddhayopeto  yogāc calita-mānasaḥ
aprāpya yoga-saṁsiddhiṁ  kāṁ gatiṁ kṛṣṇa gacchati
อรฺชุน อุวาจ
อยติห์ ศฺรทฺธโยเปโต  โยคาจฺ จลิต-มานสห์
อปฺราปฺย โยค-สํสิทฺธึ  กำ คตึ กฺฤษฺณ คจฺฉติ
อรฺชุนห์ อุวาจอรฺชุน ตรัส, อยติห์ — นักทิพย์นิยมผู้ไม่ประสบผลสำเร็จ, ศฺรทฺธยา — ด้วยความศรัทธา, อุเปตห์ — ปฏิบัติ, โยคาตฺ — จากการเชื่อมสัมพันธ์ที่เร้นลับ, จลิต — เบี่ยงเบน, มานสห์ — ผู้มีจิตใจเช่นนี้, อปฺราปฺย — ล้มเหลวในการบรรลุ, โยค-สํสิทฺธิมฺ — ความสมบูรณ์สูงสุดในโยคะ, กามฺ — ซึ่ง, คติมฺ — จุดมุ่งหมาย, กฺฤษฺณ — โอ้ กฺฤษฺณ, คจฺฉติ — บรรลุ
คำแปล
  อรฺชุน  ตรัสว่า  โอ้  กฺฤษฺณ  นักทิพย์นิยมผู้ไม่ประสบผลสำเร็จ  ซึ่งในตอนแรกรับเอาวิถีทางเพื่อความรู้แจ้งแห่งตนมาปฏิบัติด้วยความศรัทธา  แต่ต่อมาได้ยกเลิกการปฏิบัติอันเนื่องมาจากจิตใจมาฝักใฝ่ทางโลก  ดังนั้น  จึงไม่บรรลุความสมบูรณ์ในโยคะ  จุดหมายปลายทางของบุคคลเช่นนี้อยู่ที่ใหน?
คำอธิบาย
วิถีทางเพื่อความรู้แจ้งแห่งตนหรือระบบ  โยค  ได้อธิบายใน  ภควัท-คีตา  หลักธรรมพื้นฐานเพื่อความรู้แจ้งแห่งตนคือความรู้ที่ว่าสิ่งมีชีวิตไม่ใช่ร่างกายวัตถุนี้แต่ว่าแตกต่างไปจากร่างวัตถุ  และความสุขของเขาอยู่ในชีวิตอมตะ  เปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติสุข  และความรู้  สิ่งเหล่านี้เป็นทิพย์อยู่เหนือทั้งร่างกายและจิตใจ  ความรู้แจ้งแห่งตนค้นพบได้ด้วยวิถีแห่งความรู้  ด้วยการฝึกปฏิบัติแปดระบบหรือด้วย  ภกฺติ-โยค  ในแต่ละวิธีนี้จะต้องรู้แจ้งสถานภาพพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต  ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับองค์  ภควานฺ  กิจกรรมซึ่งทำให้เขาสามารถสถาปนาความสัมพันธ์ที่สูญหายไปให้กลับมาอีกครั้ง  และบรรลุถึงระดับสมบูรณ์สูงสุดแห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  การปฏิบัติตามทางใดทางหนึ่งในสามวิธีที่กล่าวไว้ข้างต้น  แน่นอนว่าจะต้องบรรลุเป้าหมายสูงสุดในไม่ช้าก็เร็ว  องค์  ภควานฺ  ทรงยืนยันไว้เช่นนี้ในบทที่สอง  แม้ความพยายามเพียงเล็กน้อยบนวิถีทิพย์จะให้ความหวังอย่างสูงเพื่อการจัดส่ง  จากสามวิธีนี้  วิธีของ  ภกฺติ-โยค  เหมาะสมโดยเฉพาะสำหรับยุคนี้  เพราะเป็นวิธีตรงที่สุดเพื่อความรู้แจ้งองค์  ภควานฺ  เพื่อให้มั่นใจยิ่งขึ้นไปอีก  อรฺชุน  ทรงถาม  กฺฤษฺณ  เพื่อให้ทรงยืนยันคำดำรัสที่เคยกล่าวไว้  บุคคลอาจยอมรับวิธีเพื่อความรู้แจ้งอย่างจริงใจ  แต่วิธีแห่งการเพิ่มพูนความรู้  การฝึกปฏิบัติของระบบ  โยค  แปดระดับโดยทั่วไปเป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับยุคนี้  ฉะนั้น  แม้จะพยายามอย่างสม่ำเสมอ  แต่อาจประสบความล้มเหลวเนื่องจากเหตุผลมากมาย  ประการแรก  เขาอาจไม่มีความจริงจังเพียงพอในการปฏิบัติตามวิธี  การก้าวเดินไปบนวิถีทิพย์คล้ายกับการประกาศสงค  ราม  กับพลังงานแห่งความหลง  ฉะนั้น  เมื่อไรที่บุคคลพยายามที่จะหนีไปจากเงื้อมมือของพระนาง  มายา  นางจะพยายามเอาชนะผู้ฝึกปฏิบัติด้วยการหลอกล่อให้หลงมากมาย  พันธวิญญาณถูกหลอกล่อให้หลงอยู่แล้วด้วยระดับแห่งพลังงานวัตถุ  จึงเป็นไปได้เสมอที่จะถูกหลอกล่อให้หลงอีกครั้งหนึ่ง  แม้ขณะฝึกปฏิบัติตามระเบียบวินัยทิพย์  เช่นนี้เรียกว่า  โยคาจฺ  จลิต-มานสห์  การเบี่ยงเบนจากวิถีทิพย์  อรฺชุน  ทรงตั้งคำถามเพื่อให้ทราบถึงผลแห่งการเบี่ยงเบนจากวิถีเพื่อความรู้แจ้งแห่งตน
कच्चिन्नोभयविभ्रष्टश्छिन्नाभ्रमिव नश्यति ।
अप्रतिष्ठो महाबाहो विमूढो ब्रह्मणः पथि ॥ ६.३८ ॥
โศลก 38
kaccin nobhaya-vibhraṣṭaś  chinnābhram iva naśyati
apratiṣṭho mahā-bāho  vimūḍho brahmaṇaḥ pathi
กจฺจินฺ โนภย-วิภฺรษฺฏศฺ  ฉินฺนาภฺรมฺ อิว นศฺยติ
อปฺรติษฺโฐ มหา-พาโห  วิมูโฒ พฺรหฺมณห์ ปถิ
กจฺจิตฺ — ไม่ว่า, — ไม่, อุภย — ทั้งสอง, วิภฺรษฺฏห์ — เบี่ยงเบนจาก, ฉินฺน — ขาด, อภฺรมฺ — เมฆ, อิว — เหมือน, นศฺยติ — สูญสิ้น, อปฺรติษฺฐห์ — ไม่มีตำแหน่ง, มหา-พาโห — โอ้ กฺฤษฺณ ยอดนักรบ, วิมูฒห์ — สับสน, พฺรหฺมณห์ — แห่งความเป็นทิพย์, ปถิ — บนวิถีทาง
คำแปล
โอ้  กฺฤษฺณ  ยอดนักรบ  บุคคลผู้สับสนบนวิถีทิพย์  ไม่ประสบผลสำเร็จทั้งในวิถีทิพย์และวิถีวัตถุ  จะสูญสิ้นเสมือนดั่งก้อนเมฆที่สูญสลายหายไป  โดยไม่มีตำแหน่งที่จะยืนอยู่ไม่ว่าในวงการใดใช่หรือไม่?
คำอธิบาย
มีอยู่สองทางในความเจริญก้าวหน้า  พวกวัตถุนิยมไม่สนใจในวิถีทิพย์  ดังนั้นจึงสนใจในความก้าวหน้าทางวัตถุด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจ  หรือการส่งเสริมให้ไปอยู่บนดาวเคราะห์ที่สูงกว่าจากการปฏิบัติที่เหมาะสม  เมื่อบุคคลรับเอาวิถีทิพย์มาปฏิบัติ  ต้องหยุดกิจกรรมทางวัตถุทั้งปวงและถวายสิ่งที่เรียกว่าความสุขทางวัตถุทุกรูปแบบ  หากผู้ปรารถนาวิถีทิพย์ล้มเหลวในเรื่องนี้  ดูเหมือนว่าจะสูญเสียทั้งสองทาง  อีกนัยหนึ่ง  เขาไม่สามารถได้รับทั้งความสุขทางวัตถุหรือความสำเร็จในวิถีทิพย์  เขาไม่มีตำแหน่ง  เหมือนกับก้อนเมฆที่สูญสลายหายจากกันไป  ก้อนเมฆในท้องฟ้าบางครั้งแยกออกจากเมฆก้อนเล็กและไปรวมตัวกับเมฆก้อนใหญ่ได้  แล้วถูกลมพัดพาไปจนไม่เหลือบุคลิกของตนเองในท้องฟ้าอันกว้างใหญ่  พฺรหฺมณห์  ปถิ  คือวิถีทิพย์ซึ่งรู้แจ้งผ่านทางความรู้ที่ว่า  ตัวเขาคือดวงวิญญาณโดยเนื้อแท้  และเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  ผู้ทรงปรากฏมาในรูปของ  พฺรหฺมนฺ,  ปรมาตฺมา  และ  ภควานฺ  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นปรากฏการณ์ที่สมบูรณ์แห่งสัจธรรมอันสมบูรณ์สูงสุด  ดังนั้น  ผู้ที่ศิโรราบแด่องค์  ภควานฺ  จึงเป็นนักทิพย์นิยมที่ประสบผลสำเร็จ  การบรรลุถึงเป้าหมายความรู้แจ้งแห่งชีวิตนี้โดยผ่านทาง  พฺรหฺมนฺ  และ  ปรมาตฺมา  จะใช้เวลาหลายต่อหลายชาติ  (พหูนำ  ชนฺมนามฺ  อนฺเต)  ฉะนั้นวิถีทางสูงสุดแห่งการรู้แจ้งทิพย์คือ  ภกฺติ-โยค  หรือ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกซึ่งเป็นวิธีโดยตรง
एतन्मे संशयं कृष्ण छेत्तुमर्हस्यशेषतः ।
त्वदन्यः संशयस्यास्य छेत्ता न ह्युपपद्यते ॥ ६.३९ ॥
โศลก 39
etan me saṁśayaṁ kṛṣṇa  chettum arhasy aśeṣataḥ
tvad-anyaḥ saṁśayasyāsya  chettā na hy upapadyate
เอตนฺ เม สํศยํ กฺฤษฺณ  เฉตฺตุมฺ อรฺหสฺยฺ อเศษตห์
ตฺวทฺ-อนฺยห์ สํศยสฺยาสฺย  เฉตฺตา น หฺยฺ อุปปทฺยเต
เอตตฺ — นี่คือ, เม — ของข้า, สํศยมฺ — ข้อสงสัย, กฺฤษฺณ — โอ้ กฺฤษฺณ, เฉตฺตุมฺ — ปัดเป่า, อรฺหสิ — พระองค์ได้รับการขอร้อง, อเศษตห์ — อย่างสมบูรณ์, ตฺวตฺ — กว่าพระองค์, อนฺยห์ — ผู้อื่น, สํศยสฺย — แห่งความสงสัย, อสฺย — นี้, เฉตฺตา — เคลื่อนออก, — ไม่ เคย, หิ — แน่นอน, อุปปทฺยเต — ค้นพบ
คำแปล
โอ้  กฺฤษฺณ  นี่คือข้อสงสัย  ข้าพเจ้าขอให้พระองค์ทรงช่วยขจัดข้อสงสัยนี้ไปให้หมดสิ้น  นอกจากพระองค์แล้วจะไม่มีผู้ใดสามารถขจัดข้อสงสัยนี้ได้
คำอธิบาย
กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้รู้อดีต  ปัจจุบัน  และอนาคตอย่างสมบูรณ์  ในตอนต้นของ  ภควัท-คีตา  องค์  ภควานฺ  ตรัสว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีความเป็นปัจเจกในอดีต  เป็นปัจเจกในปัจจุบัน  และจะยังคงมีบุคลิกลักษณะเป็นปัจเจกสืบต่อไปในอนาคต  แม้หลังจากที่หลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุแล้ว  ฉะนั้น  พระองค์ทรงให้ความกระจ่างเกี่ยวกับคำถามของปัจเจกชีวิตในอนาคตเรียบร้อยแล้ว  มาบัดนี้  อรฺชุน  ทรงปรารถนาที่จะทราบถึงอนาคตของนักทิพย์นิยมผู้ไม่ประสบความสำเร็จ  ไม่มีผู้ใดเทียบเท่าหรือเหนือกว่า  กฺฤษฺณ  ผู้ที่เรียกว่านักบวชและนักปราชญ์ยิ่งใหญ่ทั้งหลายที่ได้รับพระเมตตาจากธรรมชาติวัตถุไม่สามารถเทียบเท่าองค์  ภควานฺ  ได้  ดังนั้น  คำตัดสินของ  กฺฤษฺณ  ถือว่าเป็นคำตอบสุดท้ายและสมบูรณ์ต่อข้อสงสัยทั้งมวล  เพราะทรงทราบอดีต  ปัจจุบันและอนาคตอย่างสมบูรณ์  แต่ไม่มีผู้ใดทราบถึงพระองค์  กฺฤษฺณ  และสาวกผู้มี  กฺฤษฺณจิตสำนึกเท่านั้นที่ทราบว่าอะไรคืออะไร
श्रीभगवानुवाच ।
पार्थ नैवेह नामुत्र विनाशस्तस्य विद्यते
न हि कल्याणकृत्कश्चिद्‌दुर्गतिं तात गच्छति ॥ ६.४० ॥
โศลก 40
śrī-bhagavān uvāca
pārtha naiveha nāmutra  vināśas tasya vidyate
na hi kalyāṇa-kṛt kaścid  durgatiṁ tāta gacchati
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
ปารฺถ ไนเวห นามุตฺร  วินาศสฺ ตสฺย วิทฺยเต
น หิ กลฺยาณ-กฺฤตฺ กศฺจิทฺ  ทุรฺคตึ ตาต คจฺฉติ
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, น เอว — ไม่เคยเป็นเช่นนั้น, อิห — ในโลกวัตถุนี้, — ไม่เคย, อมุตฺร — ในชาติ หน้า, วินาศห์ — ทำลาย, ตสฺย — ของเขา, วิทฺยเต — เป็นอยู่, — ไม่เคย, หิ — แน่นอน, กลฺยาณ-กฺฤตฺ — ผู้ปฏิบัติกิจกรรมอันเป็นมงคล, กศฺจิตฺ — ผู้ใด, ทุรฺคติมฺ — ตกต่ำลง, ตาต — สหายข้า, คจฺฉติ — ไป
คำแปล
องค์ภควานตรัสว่า  โอ้  โอรสพระนาง  ปฺฤถา  นักทิพย์นิยมผู้ปฏิบัติกิจกรรมอันเป็นมงคลจะไม่พบกับความหายนะ  ไม่ว่าในโลกนี้หรือในโลกทิพย์  โอ้  สหายข้า  คนทำดีจะไม่มีวันถูกความชั่วครอบงำ
คำอธิบาย
ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (1.5.17)  ศฺรี  นารท  มุนิ  กล่าวสอน  วฺยาสเทว  ดังต่อไปนี้
ตฺยกฺตฺวา สฺว-ธรฺมํ จรณามฺพุชํ หเรรฺ  ภชนฺนฺ อปโกฺว ’ถ ปเตตฺ ตโต ยทิ
ยตฺร กฺว วาภทฺรมฺ อภูทฺ อมุษฺย กึ  โก วารฺถ อาปฺโต ’ภชตำ สฺว-ธรฺมตห์
“หากผู้ใดยกเลิกความมุ่งหวังทางวัตถุทั้งปวงและรับเอาองค์  ภควานฺ  เป็นที่พึ่งอย่างสมบูรณ์  จะไม่สูญเสียหรือตกต่ำลงไม่ว่าในทางใด  อีกด้านหนึ่ง  ผู้ไม่ใช่สาวกอาจปฏิบัติหน้าที่ในสายอาชีพของตนอย่างสมบูรณ์  แต่จะไม่ได้รับประโยชน์อันใดเลย”  สำหรับความมุ่งหวังทางวัตถุมีกิจกรรมมากมายทั้งตามพระคัมภีร์และตามประเพณี  นักทิพย์นิยมควรยกเลิกกิจกรรมทางวัตถุทั้งมวลเพื่อความเจริญก้าวหน้าแห่งชีวิตทิพย์หรือกฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เขาอาจเถียงว่า  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดได้หากปฏิบัติอย่างสมบูรณ์  แต่ถ้าหากว่าไม่บรรลุถึงระดับสมบูรณ์นี้จะสูญเสียทั้งทางวัตถุและทางจิตวิญญาณ  ได้กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ว่าเขาต้องรับทุกข์จากผลกรรมที่ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้  ฉะนั้น  ผู้ที่ไม่ปฏิบัติกิจกรรมทิพย์อย่างเหมาะสมจะได้รับผลกรรมเหล่านี้  ภาควต  ได้ยืนยันว่า  นักทิพย์นิยมผู้ไม่ประสบผลสำเร็จไม่จำเป็นต้องวิตกกังวล  ถึงแม้อาจได้รับผลกรรมที่ปฏิบัติตามหน้าที่อย่างสมบูรณ์ก็ไม่สูญเสียอะไรเพราะ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นสิริมงคลจะไม่มีวันถูกลืม  และผู้ได้ปฏิบัติเช่นนี้จะปฏิบัติต่อไปแม้หากเขาเกิดมาต่ำต้อยในชาติหน้า  อีกด้านหนึ่ง  หากบุคคลปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด  แต่ไม่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะไม่ได้รับผลอันเป็นมงคล
คำอธิบายเข้าใจได้ดังต่อไปนี้  มนุษยชาติอาจแบ่งออกได้เป็นสองพวก  คือพวกมีกฎเกณฑ์และพวกที่ไม่มีกฎเกณฑ์  พวกที่เพียงแต่ปฏิบัติตนเพื่อสนองประสาทสัมผัสเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานโดยปราศจากความรู้ของชาติหน้า  หรือความหลุดพ้นแห่งดวงวิญญาณเป็นพวกที่ไม่กฎเกณฑ์  พวกที่ปฏิบัติตามหลักธรรมแห่งหน้าที่ที่กำหนดไว้ในพระคัมภีร์เป็นพวกที่มีกฎเกณฑ์  พวกไม่มีกฎเกณฑ์ทั้งศิวิไลและไม่ศิวิไล  มีการศึกษาและด้อยการศึกษา  แข็งแรงและอ่อนแอ  ทั้งหมดเต็มไปด้วยนิสัยสัตว์เดรัจฉาน  กิจกรรมของพวกนี้ไม่เคยเป็นมงคล  เพราะขณะที่เพลิดเพลินกับนิสัยเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานในการกิน  นอน  ป้องกันตัว  และเพศสัมพันธ์  พวกเขาจะยังคงมีความเป็นอยู่ทางวัตถุชั่วกัลปวสานซึ่งมีแต่ความทุกข์  อีกด้านหนึ่ง  พวกมีกฎเกณฑ์ตามคำสั่งสอนของพระคัมภีร์จะค่อย  ๆ  เจริญขึ้นมาสู่  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ชีวิตจะเจริญก้าวหน้าอย่างแน่นอน
พวกที่ปฏิบัติตามวิธีอันเป็นมงคลแบ่งได้เป็นสามกลุ่ม  คือ  (1)  กลุ่มที่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระคัมภีร์และได้รับความสุขจากความมั่งคั่งทางวัตถุ  (2)กลุ่มที่พยายามค้นหาเสรีภาพสูงสุดจากความเป็นอยู่ทางวัตถุ  และ  (3)  กลุ่มที่เป็นสาวกใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  กลุ่มที่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระคัมภีร์เพื่อความสุขทางวัตถุอาจแบ่งต่อไปอีกได้เป็นสองกลุ่มย่อย  คือกลุ่มที่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ  และกลุ่มที่ไม่ปรารถนาผลทางวัตถุเพื่อสนองประสาทสัมผัส  พวกที่ปรารถนาผลทางวัตถุเพื่อสนองประสาทสัมผัสอาจพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้นจนกระทั่งไปถึงดาวเคราะห์ที่สูงกว่า  แต่ถึงกระนั้น  เนื่องจากมิได้เป็นอิสระจากความเป็นอยู่ทางวัตถุเพื่อสนองประสาทสัมผัส  อาจพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้นจนกระทั่งไปถึงดาวเคราะห์ที่สูงกว่า  ถึงกระนั้นเนื่องจากมิได้เป็นอิสระจากความเป็นอยู่ทางวัตถุ  จึงไม่ได้ปฏิบัติตามวิถีทางอันเป็นมงคลอย่างแท้จริง  กิจกรรมอันเป็นมงคลคือกิจกรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นเท่านั้นกิจกรรมใด  ๆ  ที่ไม่มุ่งไปที่ความรู้แจ้งแห่งตนหรือความหลุดพ้นจากแนวคิดชีวิตทางวัตถุในที่สุดจะไม่เป็นมงคลเลย  กิจกรรมใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นกิจกรรมเดียวที่เป็นมงคลและผู้ใดอาสายอมรับความไม่สะดวกสบายทางร่างกายทั้งมวลเพื่อความเจริญก้าวหน้าบนวิถีแห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกสามารถเรียกได้ว่าเป็นนักทิพย์นิยมที่สมบูรณ์ภายใต้ความสมถะอย่างเคร่งครัด  เพราะระบบ  โยค  แปดระดับจะนำมาสู่ความรู้แจ้งแห่ง  กฺฤษฺณจิตสำนึกในที่สุด  การฝึกปฏิบัติเช่นนี้เป็นมงคลเช่นกัน  ผู้ใดที่พยายามอย่างดีที่สุดในเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องกลัวตกลงต่ำ
प्राप्य पुण्यकृतां लोकानुषित्वा शाश्वतीः समाः ।
शुचीनां श्रीमतां गेहे योगभ्रष्टोऽभिजायते ॥ ६.४१ ॥
โศลก 41
prāpya puṇya-kṛtāṁ lokān  uṣitvā śāśvatīḥ samāḥ
śucīnāṁ śrīmatāṁ gehe  yoga-bhraṣṭo ’bhijāyate
ปฺราปฺย ปุณฺย-กฺฤตำ โลกานฺ  อุษิตฺวา ศาศฺวตีห์ สมาห์
ศุจีนำ ศฺรีมตำ เคเห  โยค-ภฺรษฺโฏ ’ภิชายเต
ปฺราปฺย — หลังจากได้รับ, ปุณฺย-กฺฤตามฺ — ของพวกทำบุญ, โลกานฺ — ดาวเคราะห์, อุษิตฺวา — หลังจากอาศัยอยู่, ศาศฺวตีห์ — หลาย ๆ, สมาห์ — ปี, ศุจีนามฺ — แห่งบุญ, ศฺรี-มตามฺ — แห่งความรุ่งเรือง, เคเห — ในบ้าน, โยค-ภฺรษฺฏห์ — ผู้ตกลงจากวิถีความรู้แจ้ง แห่งตน, อภิชายเต — เกิด
คำแปล
หลังจากมีความสุขหลาย  ๆ  ปีบนดาวเคราะห์ของสิ่งมีชีวิตผู้มีบุญ  โยคี  ผู้ไม่ประสบความสำเร็จ  จะเกิดในตระกูลของคนที่มีคุณธรรม  หรือเกิดในตระกูลสูงที่ร่ำรวย
คำอธิบาย
โยค  ที่ไม่ประสบผลสำเร็จแบ่งออกเป็นสองพวก  พวกหนึ่งตกลงมาหลังจากความเจริญก้าวหน้าเพียงเล็กน้อย  อีกพวกหนึ่งตกลงมาหลังจากการฝึกปฏิบัติ  โยค  เป็นเวลายาวนาน  โยค  ที่ตกลงมาหลังจากการฝึกปฏิบัติในระยะเวลาสั้นจะไปยังดาวเคราะห์ที่สูงกว่าที่อนุญาตให้สิ่งมีชีวิตผู้มีบุญไปอยู่  หลังจากมีชีวิตอันยืนยาวอยู่ที่นั่น  จะถูกส่งกลับมายังโลกนี้อีกครั้งหนึ่ง  โดยมาเกิดในตระกูล  พฺราหฺมณ  ไวษฺณว  ผู้มีคุณธรรมหรือในตระกูลพ่อค้าวานิชที่ร่ำรวย
จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการฝึกปฏิบัติ  โยค  คือ  บรรลุความสมบูรณ์สูงสุดแห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ดังที่ได้อธิบายไว้ในโศลกสุดท้ายของบทนี้  แต่พวกที่ไม่มีความเพียรพยายามมากเช่นนี้และตกลงต่ำเพราะไปลุ่มหลงทางวัตถุ  จะได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์กับนิสัยชอบทางวัตถุอย่างเต็มที่ด้วยพระเมตตาขององค์  ภควานฺ  หลังจากนั้นก็จะได้รับโอกาสให้ไปใช้ชีวิตมั่งคั่งในตระกูลที่มีคุณธรรมหรือตระกูลสูง  พวกที่เกิดในตระกูลเช่นนี้อาจฉวยประโยชน์จากสิ่งเอื้ออำนวยต่าง  ๆ  และพยายามพัฒนาตนเองให้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์
अथवा योगिनामेव कुले भवति धीमताम् ।
एतद्धि दुर्लभतरं लोके जन्म यदीदृशम् ॥ ६.४२ ॥
โศลก 42
atha vā yoginām eva  kule bhavati dhīmatām
etad dhi durlabha-taraṁ  loke janma yad īdṛśam
อถ วา โยคินามฺ เอว  กุเล ภวติ ธีมตามฺ
เอตทฺ ธิ ทุรฺลภ-ตรํ  โลเก ชนฺม ยทฺ อีทฺฤศมฺ
อถ วา — หรือ, โยคินามฺ — ของนักทิพย์นิยมผู้มีความรู้, เอว — แน่นอน, กุเล — ในครอบครัว, ภวติ — เกิด, ธี-มตามฺ — ของพวกมีปัญญาสูง, เอตตฺ — นี้, หิ — แน่นอน, ทุรฺลภ-ตรมฺ — หายากมาก, โลเก — ในโลกนี้, ชนฺม — เกิด, ยตฺ — ที่ซึ่ง, อีทฺฤศมฺ — เหมือนเช่นนี้
คำแปล
หรือ  (หากไม่ประสบผลสำเร็จหลังจากฝึกปฏิบัติ  โยค  มาเป็นเวลานาน)  เขาจะเกิดในครอบครัวของนักทิพย์นิยมผู้ที่เปี่ยมไปด้วยปัญญาอย่างแน่นอน  และเป็นจริงที่การเกิดเช่นนี้เป็นสิ่งที่หาได้ยากในโลกนี้
คำอธิบาย
การเกิดในตระกูลของ  โยค  หรือนักทิพย์นิยมผู้ที่เปี่ยมไปด้วยปัญญาได้รับการสรรเสริญไว้  ณ  ที่นี้ว่า  เด็กที่เกิดในตระกูลเช่นนี้ได้รับแรงกระตุ้นทางจิตวิญญาณตั้งแต่แรกเริ่มของชีวิต  โดยเฉพาะในกรณีของตระกูล  อาจารฺย  หรือ  โคสฺวามี  ตระกูลเช่นนี้มีความรู้มากและอุทิศตนเสียสละตามประเพณีและการฝึกปฏิบัติ  ดังนั้น  พวกท่านจึงกลายมาเป็นพระอาจารย์ทิพย์  ในประเทศอินเดีย  มีตระกูล  อาจารฺย  เช่นนี้มากมายแต่ปัจจุบันเสื่อมท  ราม  ลง  อันเนื่องมาจากการศึกษาและการฝึกปฏิบัติไม่เพียงพอ  ด้วยพระเมตตาขององค์  ภควานฺ  จึงยังมีครอบครัวที่อุปถัมภ์นักทิพย์นิยมมาหลายชั่วคน  แน่นอนว่าเป็นบุญมหาศาลที่ได้เกิดในตระกูลเช่นนี้  โชคดีที่ทั้งพระอาจารย์ทิพย์ของเรา  โอํ  วิษฺณุปาท  ศฺรี  ศฺรีมทฺ  ภกฺติสิทฺธานฺต  สรสฺวตี  โคสฺวามี  มหาราช  และตัวอาตมาเองได้มีโอกาสเกิดในตระกูลเช่นนี้  ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควานฺ  เราทั้งสองคนได้รับการฝึกฝนในการอุทิศตนเสียสละรับใช้พระองค์ตั้งแต่แรกเริ่มของชีวิต  ต่อมาเราได้มาพบกันตามคำสั่งแห่งระบบทิพย์
तत्र तं बुद्धिसंयोगं लभते पौर्वदेहिकम् ।
यतते च ततो भूयः संसिद्धौ कुरुनन्दन ॥ ६.४३ ॥
โศลก 43
tatra taṁ buddhi-saṁyogaṁ  labhate paurva-dehikam
yatate ca tato bhūyaḥ  saṁsiddhau kuru-nandana
ตตฺร ตํ พุทฺธิ-สํโยคํ  ลภเต เปารฺว-เทหิกมฺ
ยตเต จ ตโต ภูยห์  สํสิทฺเธา กุรุ-นนฺทน
ตตฺร — จากนั้น, ตมฺ — นั้น, พุทฺธิ-สํโยคมฺ — ฟื้นฟูจิตสำนึก, ลภเต — ได้รับ, เปารฺว-เทหิกมฺ — จากร่างก่อน, ยตเต — เขาพยายาม, — เช่นกัน, ตตห์ — หลังจากนั้น, ภูยห์ — อีก ครั้ง, สํสิทฺเธา — เพื่อความสมบูรณ์, กุรุ-นนฺทน — โอ้ โอรสแห่งคุรุ
คำแปล
การเกิดเช่นนี้ทำให้ได้ฟื้นฟูจิตสำนึกทิพย์ของเขาจากชาติปางก่อน  และพยายามเพื่อความเจริญก้าวหน้าอีกครั้งในการบรรลุถึงความสำเร็จอย่างสมบูรณ์  โอ้โอรสแห่ง  กุรุ  
คำอธิบาย
กฺษตฺริย  ภารต  ทรงประสูติในตระกูลพ  ราม  หณ์ที่ดี  เป็นตัวอย่างในการเกิดที่ดีเพื่อฟื้นฟูจิตสำนึกทิพย์ในอดีต  พระราชา  ภารต  ทรงเป็นจักรพรรดิ์แห่งโลก  นับตั้งแต่นั้นมาโลกนี้มีชื่อเรียกในหมู่เทวดาว่า  ภารต-วรฺษ  ในอดีตมีชื่อว่า  อิลาวฺฤต-วรฺษ  เมื่อยังทรงพระเยาว์  จักรพรรดิ์ทรงสละราชบัลลังก์เพื่อความสมบูรณ์ในวิถีทิพย์แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ  ในชาติต่อมาประสูติในตระกูล  พฺราหฺมณ  ที่ดี  มีพระนามว่า  ชฑ  ภรต  เนื่องจากทรงอยู่ในที่สันโดษเสมอและไม่พูดกับผู้ใด  ในเวลาต่อมา  กฺษตฺริย  รหูคณ  ทรงพบว่า  ชฑ  ภรต  เป็นนักทิพย์นิยมผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด  จากชีวิตของ  กฺษตฺริย  ภรต  นี้ทำให้เข้าใจได้ว่าความพยายามในวิถีทิพย์  หรือการฝึกปฏิบัติ  โยค  ไม่เคยสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์  ด้วยพระเมตตาขององค์  ภควานฺ  นักทิพย์นิยมจะได้รับโอกาสอีกครั้งเพื่อความสมบูรณ์บริบูรณ์ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
पूर्वाभ्यासेन तेनैव ह्रियते ह्यवशोऽपि सः ।
जिज्ञासुरपि योगस्य शब्दब्रह्मातिवर्तते ॥ ६.४४ ॥
โศลก 44
pūrvābhyāsena tenaiva  hriyate hy avaśo ’pi saḥ
jijñāsur api yogasya  śabda-brahmātivartate
ปูรฺวาภฺยาเสน เตไนว  หฺริยเต หฺยฺ อวโศ ’ปิ สห์
ชิชฺญาสุรฺ อปิ โยคสฺย  ศพฺท-พฺรหฺมาติวรฺตเต
ปูรฺว — ในอดีต, อภฺยาเสน — ด้วยการฝึกปฏิบัติ, เตน — เช่นนั้น, เอว — แน่นอน, หฺริยเต — รัก, หิ — แน่นอน, อวศห์ — โดยปริยาย, อปิ — เช่นกัน, สห์ — เขา, ชิชฺญาสุห์ — ถาม, อปิ — แม้แต่, โยคสฺย — เกี่ยวกับ โยค, ศพฺท-พฺรหฺม — หลักพิธีกรรมของพระคัมภีร์, อติวรฺตเต — อยู่เหนือ
คำแปล
ด้วยบุญบารมีแห่งจิตสำนึกทิพย์จากชาติปางก่อน  จิตใจของเขาจะชื่นชอบหลักธรรมของ  โยค  โดยปริยาย  ถึงแม้จะไม่แสวงหา  นักทิพย์นิยมที่ชอบถามผู้นี้  จะยืนอยู่เหนือหลักพิธีกรรมของพระคัมภีร์เสมอ
คำอธิบาย
โยค  ผู้เจริญแล้วไม่ติดใจอยู่กับพิธีกรรมของพระคัมภีร์  แต่จะชื่นชอบหลักธรรมของ  โยค  โดยปริยาย  ซึ่งสามารถพัฒนาให้มาถึง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์หรือความสมบูรณ์สูงสุดแห่ง  โยค  ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (3.33.7)  การที่นักทิพย์นิยมผู้เจริญแล้วไม่สนใจพิธีกรรมทางพระ  เวท  ได้อธิบายไว้ดังนี้
อโห พต ศฺว-ปโจ ’โต ครียานฺ  ยชฺ-ชิหฺวาเคฺร วรฺตเต นาม ตุภฺยมฺ
เตปุสฺ ตปสฺ เต ชุหุวุห์ สสฺนุรฺ อารฺยา  พฺรหฺมานูจุรฺ นาม คฺฤณนฺติ เย เต
“โอ้  องค์  ภควานฺ  ที่รัก!  บุคคลผู้สวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์แม้จะเกิดในตระกูลคนกินสุนัข  ก็มีความเจริญในชีวิตทิพย์มาก  ผู้สวดภาวนาเช่นนี้ได้ปฏิบัติความสมถะและการบูชาทุกชนิดโดยไม่ต้องสงสัย  ได้อาบน้ำในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทุกแห่ง  และได้เสร็จสิ้นการศึกษาพระคัมภีร์ทั้งหมดแล้ว”
องค์  ศฺรี  ไจตนฺย  ทรงให้ตัวอย่างสาวกที่มีชื่อเสียงเช่นนี้ไว้ด้วยการยอมรับ  ทา-คุระ  หริทาส  ว่าเป็นหนึ่งในสาวกที่สำคัญที่สุดของพระองค์  ถึงแม้  ฐากุร  หริทาส  ได้เกิดในตระกูลมุสลิม  แต่ได้พัฒนามาจนองค์  ศฺรี  ไจตนฺย  ทรงให้ฉายาว่า  นามาจารฺย  อันเนื่องมากจาก  ฐากุร  หริทาส  รับเอาหลักการสวดภาวนาอย่างเคร่งครัดถึงสามแสนพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์  ภควานฺ  ทุกวัน  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร  ท่านสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์อยู่เสมอ  เข้าใจว่าในอดีตชาติท่านต้องผ่านการปฏิบัติตามพิธีกรรมของพระ  เวท  ทั้งหลาย  ที่เรียกว่า  ศพฺท-พฺรหฺม  ดังนั้น  นอกจากมีความบริสุทธิ์  มิฉะนั้น  จะไม่สามารถรับหลักธรรมของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  หรือปฏิบัติการสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์  ภควานฺ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ได้
प्रयत्नाद्यतमानस्तु योगी संशुद्धकिल्बिषः ।
अनेकजन्मसंसिद्धस्ततो याति परां गतिम् ॥ ६.४५ ॥
โศลก 45
prayatnād yatamānas tu  yogī saṁśuddha-kilbiṣaḥ
aneka-janma-saṁsiddhas  tato yāti parāṁ gatim
ปฺรยตฺนาทฺ ยตมานสฺ ตุ  โยคี สํศุทฺธ-กิลฺพิษห์
อเนก-ชนฺม-สํสิทฺธสฺ  ตโต ยาติ ปรำ คติมฺ
ปฺรยตฺนาตฺ — ด้วยการฝึกปฏิบัติอย่างจริงจัง, ยตมานห์ — ความพยายาม, ตุ — และ, โยคี — นักทิพย์นิยมเช่นนี้, สํศุทฺธ — ชะล้าง, กิลฺพิษห์ — ความบาปทั้งมวล, อเนก — หลัง จากหลายต่อหลาย, ชนฺม — การเกิด, สํสิทฺธห์ — บรรลุความสมบูรณ์, ตตห์ — หลัง จากนั้น, ยาติ — ได้รับ, ปรามฺ — สูงสุด, คติมฺ — จุดมุ่งหมาย
คำแปล
และเมื่อ  โยคี  ปฏิบัติตนด้วยความพยายามอย่างจริงใจในความเจริญก้าวหน้าขึ้นไปอีก  ชะล้างมลทินทั้งหมด  และในที่สุดบรรลุถึงความสมบูรณ์  หลังจากฝึกปฏิบัติมาหลายต่อหลายชาติ  เขาจะบรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด
คำอธิบาย
บุคคลผู้เกิดในตระกูลสูงและมีคุณธรรม  หรือตระกูลที่ใฝ่ศาสนาโดยเฉพาะรู้สำนึกถึงสภาวะที่เอื้ออำนวยในการฝึกปฏิบัติ  โยค  ดังนั้น  ด้วยความมั่นใจจึงเริ่มทำงานที่ยังคั่งค้างอยู่  และชะล้างตัวเขาจากมลทินทางวัตถุทั้งมวลให้บริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์  ในที่สุดเมื่อเป็นอิสระจากมลทินทั้งมวล  เขาจะบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดหรือ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกกฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นระดับที่สมบูรณ์ในการเป็นอิสระจากมลทินทั้งมวล  ได้ยืนยันไว้ใน  ภควัท-คีตา  (7.28)
เยษำ ตฺวฺ อนฺต-คตํ ปาปํ  ชนานำ ปุณฺย-กรฺมณามฺ
เต ทฺวนฺทฺว-โมห-นิรฺมุกฺตา  ภชนฺเต มำ ทฺฤฒ-วฺรตาห์
“หลังจากหลายต่อหลายชาติในการสะสมบุญ  เมื่อเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์จากมลทินทั้งปวงจากความหลงกับสิ่งคู่ทั้งหลาย  เขาจะมาปฏิบัติในการรับใช้ทิพย์ด้วยความรักต่อองค์  ภควานฺ  ”
तपस्विभ्योऽधिको योगी ज्ञानिभ्योऽपि मतोऽधिकः ।
कर्मिभ्यश्चाधिको योगी तस्माद्योगी भवार्जुन ॥ ६.४६ ॥
โศลก 46
tapasvibhyo ’dhiko yogī  jñānibhyo ’pi mato ’dhikaḥ
karmibhyaś cādhiko yogī  tasmād yogī bhavārjuna
ตปสฺวิโภฺย ’ธิโก โยคี  ชฺญานิโภฺย ’ปิ มโต ’ธิกห์
กรฺมิภฺยศฺ จาธิโก โยคี  ตสฺมาทฺ โยคี ภวารฺชุน
ตปสฺวิภฺยห์ — กว่านักพรต, อธิกห์ — ยิ่งใหญกว่า, โยคีโยคี, ชฺญานิภฺยห์ — กว่านัก ปราชญ์, อปิ — เช่นกัน, มตห์ — พิจารณา, อธิกห์ — ยิ่งใหญกว่า, กรฺมิภฺยห์ — กว่าผู้ ทำงานเพื่อผลทางวัตถุ, — เช่นกัน, อธิกห์ — ยิ่งใหญ่กว่า, โยคีโยคี, ตสฺมาตฺ — ดังนั้น, โยคี — นักทิพย์นิยม, ภว — จงมาเป็น, อรฺชุน — โอ้ อารจุนะ
คำแปล
  โยคี  ยิ่งใหญ่กว่านักพรต  ยิ่งใหญ่กว่านักปราชญ์  และยิ่งใหญ่กว่าผู้ทำงานเพื่อผลทางวัตถุ  ฉะนั้น  โอ้  อรฺชุน  ในทุก  ๆ  สถานการณ์  เธอจงเป็น  โยคี  
คำอธิบาย
เมื่อเราพูดถึง  โยค  เราหมายถึงการเชื่อมสัมพันธ์จิตสำนึกของเรากับสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุด  วิธีการปฏิบัตินี้  มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามแนวทางของนักปฏิบัติ  เมื่อวิธีการเชื่อมสัมพันธ์เน้นที่กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุมีชื่อเรียกว่า  กรฺม-โยค  เมื่อเน้นที่ปรัชญามีชื่อเรียกว่า  ชฺญาน-โยค  เมื่อเน้นความสัมพันธ์ในการอุทิศตนเสียสละต่อองค์  ภควานฺ  มีชื่อเรียกว่า  ภกฺติ-โยค,  ภกฺติ-โยค  หรือ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นความสมบูรณ์สูงสุดแห่ง  โยค  ทั้งหลาย  ดังจะอธิบายในโศลกต่อไป  องค์  ภควานฺ  ทรงยืนยันในที่นี้ถึงความยิ่งใหญ่แห่ง  โยค  แต่ทรงมิได้กล่าวว่ามีอะไรดีไปกว่า  ภกฺติ-โยค,  ภกฺติ-โยค  เป็นความรู้ทิพย์ที่สมบูรณ์  เช่นนี้  จึงไม่มีอะไรที่เหนือกว่า  ระบบนักพรตโดยปราศจากความรู้แห่งตนไม่สมบูรณ์  ความรู้ทางปรัชญาโดยปราศจากการศิโรราบต่อองค์  ภควานฺ  ก็ไม่สมบูรณ์  และการทำงานเพื่อผลทางวัตถุโดยปราศจาก  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นการเสียเวลา  ฉะนั้น  การปฏิบัติ  โยค  ที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญอย่างสูงสุด  ณ  ที่นี้คือ  ภกฺติ-โยค  และจะอธิบายให้กระจ่างกว่านี้ในโศลกต่อไป
योगिनामपि सर्वेषां मद्गतेनान्तरात्मना ।
श्रद्धावान् भजते यो मां स मे युक्ततमो मतः ॥ ६.४७ ॥
โศลก 47
yoginām api sarveṣāṁ  mad-gatenāntar-ātmanā
śraddhāvān bhajate yo māṁ  sa me yukta-tamo mataḥ
โยคินามฺ อปิ สเรฺวษำ  มทฺ-คเตนานฺตรฺ-อาตฺมนา
ศฺรทฺธาวานฺ ภชเต โย มำ  ส เม ยุกฺต-ตโม มตห์
โยคินามฺ — ของ โยคี, อปิ — เช่นกัน, สเรฺวษามฺ — ทุกชนิด, มตฺ-คเตน — มีข้าเป็นสรณะ, ระลึกถึงข้าอยู่เสมอ, อนฺตห์-อาตฺมนา — ภายในตัวเขา, ศฺรทฺธา-วานฺ — เปี่ยมไปด้วย ศรัทธา, ภชเต — ปฏิบัติรับใช้ด้วยความรักทิพย์, ยห์ — ผู้ซึ่ง, มามฺ — แด่ข้า (องค์ภควาน), สห์ — เขา, เม — โดยข้า, ยุกฺต-ตมห์โยคี ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด, มตห์ — พิจารณาว่า
คำแปล
ในบรรดา  โยคี  ทั้งหลาย  ผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความศรัทธา  มีข้าเป็นสรณะอยู่เสมอระลึกถึงข้าอยู่ภายใน  ปฏิบัติรับใช้ข้าด้วยความรักทิพย์  โยคี  ผู้นี้อยู่ร่วมกับข้าในโยค  อย่างใกล้ชิดที่สุด  และเป็นบุคคลสูงสุด  นี่คือความคิดเห็นของข้า
คำอธิบาย
คำว่า  ภชเต  มีความสำคัญ  ณ  ที่นี้  ภชเต  มีรากศัพท์มาจากคำกริยา  ภชฺ  ซึ่งใช้คำนี้เมื่อมีความจำเป็นในการรับใช้  คำว่า  “บูชา”  ไม่สามารถใช้ในความหมายเดียวกันกับคำว่า  ภชฺ  ได้  บูชาหมายความถึงการเคารพ  หรือแสดงความนับถือและให้เกียรติต่อผู้ที่ทรงเกียรติ  แต่การรับใช้ด้วยความรักและศรัทธาหมายถึงองค์  ภควานฺเท่านั้น  เราอาจหลีกเลี่ยงการบูชาผู้ที่เคารพนับถือหรือเทวดาได้  แล้วจะถูกเรียกว่าเป็นคนไม่มีมารยาท  แต่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการรับใช้องค์  ภควานฺ  ได้โดยไม่ถูกตำหนิอย่างรุนแรง  ทุก  ๆ  ชีวิตเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  ดังนั้นทุก  ๆ  ชีวิตมีไว้เพื่อรับใช้พระองค์ตามสถานภาพพื้นฐานของตนเอง  หากไม่ทำเช่นนี้จะทำให้ตกต่ำลง  ภาควต  (11.5.3)  ได้ยืนยันไว้ดังต่อไปนี้
ย เอษำ ปุรุษํ สากฺษาทฺ  อาตฺม-ปฺรภวมฺ อีศฺวรมฺ
น ภชนฺตฺยฺ อวชานนฺติ  สฺถานาทฺ ภฺรษฺฏาห์ ปตนฺตฺยฺ อธห์
“ผู้ใดที่ไม่ปฏิบัติรับใช้องค์  ภควานฺ  ผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของมวลชีวิต  และละเลยหน้าที่ของตน  จะตกลงต่ำจากสถานภาพพื้นฐานของตนอย่างแน่นอน”
ในโศลกนี้คำว่า  ภชนฺติ  ได้นำมาใช้เช่นเดียวกัน  ฉะนั้น  คำว่า  ภชนฺติ  ใช้ได้เฉพาะกับองค์  ภควานฺ  เท่านั้น  ในขณะที่คำว่า  “บูชา”  สามารถใช้ได้กับเทวดาหรือสิ่งมีชีวิตธรรมดาทั่วไป  คำว่า  อวชานนฺติ  ที่ใช้ในโศลกของ  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  นี้ก็พบใน  ภควัท-คีตา  เช่นกัน  อวชานนฺติ  มำ  มูฒาห์  “  คนโง่และเลวท  ราม  เท่านั้นที่เย้ยหยันองค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ”  พวกคนโง่เช่นนี้เขียนคำอธิบาย  ภควัท-คีตา  ด้วยตัวเองโดยปราศจากท่าทีแห่งการรับใช้องค์  ภควานฺ  ดังนั้น  พวกนี้ไม่สามารถแยกได้อย่างถูกต้องระหว่างคำว่า  ภชนฺติ  และคำว่า  “บูชา”
การฝึกปฏิบัติ  โยค  ทั้งหลายมาถึงจุดสุดยอดที่  ภกฺติ-โยค  โยค  รูปแบบอื่นทั้งหลายเป็นเพียงวิถีทางเพื่อให้มาถึงจุด  ภกฺติ  ใน  ภกฺติ-โยค  อันที่จริง  โยค  หมายถึงภกฺติ-โยค  โยค  รูปแบบอื่นทั้งหมดเป็นขั้นบันไดเพื่อให้มาถึงจุดหมายปลายทางแห่งภกฺติ-โยค  นี้  จากการเริ่มต้นของ  กรฺม-โยค  มาจนจบลงที่  ภกฺติ-โยค  เป็นหนทางอันยาวไกลเพื่อความรู้แจ้งแห่งตน  กรฺม-โยค  โดยปราศจากผลทางวัตถุเป็นจุดเริ่มต้นแห่งวิถีทางนี้  เมื่อ  กรฺม-โยค  พัฒนาความรู้  และการเสียสละระดับนี้เรียกว่า  ชฺญาน-โยค  เมื่อ  ชฺญาน-โยค  พัฒนาการทำสมาธิที่อภิวิญญาณ  ด้วยวิธีการทางสรีระร่างกายต่าง  ๆ  นานา  และตั้งสมาธิจิตอยู่ที่พระองค์เรียกว่า  อษฺฏางฺค-โยค  เมื่อข้ามพ้น  อษฺฏางฺค-โยค  และมาถึงจุดแห่งบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เรียกว่า  ภกฺติ-โยค  ซึ่งเป็นจุดสุดยอด  อันที่จริง  ภกฺติ-โยค  เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด  แต่เพื่อเป็นการวิเคราะห์  ภกฺติ-โยค  อย่างละเอียดถี่ถ้วนเราต้องเข้าใจ  โยค  อื่น  ๆ  เหล่านี้ฉะนั้น  โยค  ที่เจริญก้าวหน้าจะอยู่บนวิถีทางแห่งความโชคดีนิรันดรอย่างแท้จริง  ผู้ที่ยึดติดอยู่กับจุดหนึ่งจุดใดโดยเฉพาะ  และไม่สร้างความเจริญก้าวหน้าขึ้นไปอีกมีชื่อเรียกเฉพาะนั้น  ๆ  ว่า  กรฺม-โยคี,  ชฺญาน-โยคี,  หรือ  ธฺยาน-โยคี,  ราช-โยคี,  หฐ-โยคี,  ฯลฯ  หากผู้ใดโชคดีพอที่มาถึงจุดแห่ง  ภกฺติ-โยค  เข้าใจได้ว่าได้ข้ามพ้น  โยค  อื่น  ๆ  ทั้งหลาย  ดังนั้น  การมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจึงเป็นระดับสูงสุดแห่ง  โยค  เฉกเช่นเมื่อเราพูดถึง  หิมาลย  เราหมายถึงเทือกเขาที่สูงที่สุดในโลก  ภูเขา  หิมาลย  ที่มียอดสูงสุดจึงพิจารณาว่าเป็นจุดสุดยอด
ด้วยโชคอันมหาศาลที่เ  ราม  าถึง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกบนหนทางแห่ง  ภกฺติ-โยค  และสถิตอย่างดีตามคำแนะนำของคัมภีร์พระ  เวท  โยค  ที่ดีเลิศตั้งสมาธิอยู่ที่ี  กฺฤษฺณ  ผู้ทรงมีพระนามว่าศฺยามสุนฺทร  ผู้ทรงมีสีสันสวยงามดั่งก้อนเมฆ  พระพักตร์คล้ายรูปดอกบัว  มีรัศมีเจิดจรัสดั่งดวงอาทิตย์  มีพระอาภรณ์สว่างไสวไปด้วยอัญมณี  และมีพระวรกายประดับด้วยมาลัยดอกไม้  รัศมีอันงดงามของพระองค์เจิดจรัสไปทั่วทุกสารทิศมีชื่อว่า  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  พระองค์ทรงอวตารมาในรูปลักษณ์ต่าง  ๆ  เช่น  พระ  ราม  นฺฤสึห  วราห  และ  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  พระองค์เสด็จลงมาเยี่ยงมนุษย์  ทรงเป็นโอรสของพระนาง  ยโศทา  และมีพระนามว่า  กฺฤษฺณ  โควินฺท  และ  วาสุเทว  พระองค์ทรงเป็นโอรส  เป็นพระสวามี  เป็นพระสหายและเป็นพระอาจารย์ที่สมบูรณ์  และพระองค์ยังเปี่ยมไปด้วยความมั่งคั่งและคุณสมบัติทิพย์ทั้งหลาย  หากผู้ใดรักษาจิตสำนึกอย่างเต็มเปี่ยมเกี่ยวกับลักษณะเหล่านี้ขององค์  ภควานฺ  จะได้ชื่อว่าเป็น  โยค  ที่สูงสุด
ระดับแห่งความสมบูรณ์สูงสุดใน  โยค  นี้สามารถบรรลุได้ด้วย  ภกฺติ-โยค  เท่านั้น  ดังที่ได้ยืนยันไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  ทั้งหลายว่า
ยสฺย เทเว ปรา ภกฺติรฺ  ยถา เทเว ตถา คุเรา
ตไสฺยเต กถิตา หฺยฺ อรฺถาห์  ปฺรกาศนฺเต มหาตฺมนห์
“ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ที่มีความศรัทธาอย่างเปี่ยมล้นทั้งในองค์  ภควานฺ  และพระอาจารย์ทิพย์เท่านั้น  ที่สาระสำคัญทั้งหลายแห่งความรู้พระ  เวท  จะถูกเปิดเผยโดยปริยาย”  (เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  6.23)
ภกฺติรฺ  อสฺย  ภชนํ  ตทฺ  อิหามุโตฺรปาธิ-ไนราเสฺยนามุษฺมินฺ  มนห์-กลฺปนมฺ,  เอตทฺ  เอว  ไนษฺกรฺมฺยมฺ  “ภกฺติ  หมายถึงการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  ซึ่งมีอิสระเสรีจากความปรารถนาเพื่อผลกำไรทางวัตถุ  ไม่ว่าในชาตินี้หรือในชาติหน้าปราศจากซึ่งแนวโน้มเช่นนี้  เขาควรให้จิตใจซึมซาบอย่างบริบูรณ์ในองค์  ภควานฺ  นั่นคือจุดมุ่งหมายของ  ไนษฺกรฺมฺย  ”  (โคปาล-ตาปนี  อุปนิษทฺ  1.15)
เหล่านี้คือวิถีทางบางประการในการปฏิบัติ  ภกฺติ  หรือ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกซึ่งเป็นระดับสมบูรณ์สูงสุดแห่งระบบ  โยค  
ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย ภกฺติเวทนฺต บทที่หกของหนังสือ ศฺรีมทฺ ภควัท-คีตา ในหัวข้อเรื่อง ธฺยาน-โยค

ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

บทที่ เจ็ด

บทที่ 7

ความรู้แห่งสัจธรรม

chapterImage

ความรู้แห่งสัจธรรม

श्रीभगवानुवाच ।
मय्यासक्तमनाः पार्थ योगं युञ्जन्मदाश्रयः
असंशयं समग्रं मां यथा ज्ञास्यसि तच्छृणु ॥ ७.१ ॥
โศลก 1
śrī-bhagavān uvāca
mayy āsakta-manāḥ pārtha  yogaṁ yuñjan mad-āśrayaḥ
asaṁśayaṁ samagraṁ māṁ  yathā jñāsyasi tac chṛṇu
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
มยฺยฺ อาสกฺต-มนาห์ ปารฺถ  โยคํ ยุญฺชนฺ มทฺ-อาศฺรยห์
อสํศยํ สมคฺรํ มำ  ยถา ชฺญาสฺยสิ ตจฺ ฉฺฤณุ
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — องค์ภควานตรัส, มยิ — แด่ข้า, อาสกฺต-มนาห์ — จิตยึดติด, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, โยคมฺ — รู้แจ้งแห่งตน, ยุญฺชนฺ — ปฏิบัติ, มตฺ-อาศฺรยห์ — ในจิตสำนึก แห่งข้า (กฺฤษฺณ จิตสำนึก), อสํศยมฺ — ปราศจากความสงสัย, สมคฺรมฺ — โดยสมบูรณ์, มามฺ — ข้า, ยถา — อย่างไร, ชฺญาสฺยสิ — เธอสามารถรู้, ตตฺ — นั้น, ศฺฤณุ — พยายามสดับฟัง
คำแปล
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  โอ้  โอรสพระนาง  ปฺฤถา  บัดนี้เธอจงฟัง  ว่าปฏิบัติ  โยค  ด้วยจิตสำนึกที่สมบูรณ์ในข้าและด้วยจิตยึดมั่นต่อข้าอย่างไร  เธอจึงสามารถรู้ถึงข้าโดยสมบูรณ์  ปราศจากความสงสัย
คำอธิบาย
บทที่เจ็ดของ  ภควัท-คีตา  นี้  อธิบายถึงธรรมชาติของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  กฺฤษฺณ  ทรงเปี่ยมไปด้วยความมั่งคั่งทั้งหมด  อธิบายไว้  ณ  ที่นี้ว่าทรงแสดงถึงความมั่งคั่งเหล่านี้ให้เราเห็นได้อย่างไร  และทรงอธิบายถึงคนโชคดีสี่ประเภทที่มายึดมั่นต่อพระองค์  พร้อมทั้งคนโชคร้ายสี่ประเภทที่จะไม่ยอมรับ  กฺฤษฺณ  
หกบทแรกของภควัท-คีตา  ได้อธิบายว่าสิ่งมีชีวิตเป็นดวงวิญญาณ  ไม่ใช่วัตถุและดวงวิญญาณสามารถพัฒนาตนเองให้มาถึงความรู้แจ้งแห่งตนด้วยวิธี  โยค  ต่างๆ  ในตอนท้ายของบทที่หกได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  การทำสมาธิจิตตั้งมั่นอยู่ที่กฺฤษฺณ  หรือการปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็น  โยค  สูงสุด  ด้วยการตั้งสมาธิจิตอยู่ที่กฺฤษฺณ  เราสามารถรู้ถึงสัจธรรมอย่างสมบูรณ์  มิใช่วิธีการรู้แจ้ง  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  ที่ไร้รูปลักษณ์  หรือรู้แจ้ง  ปรมาตฺมา  ในหัวใจของตนเอง  ซึ่งไม่ใช่ความรู้แห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์  เพราะเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น  ความรู้ที่สมบูรณ์และเป็นวิทยาศาสตร์คือกฺฤษฺณ  ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกเปิดเผยให้กับบุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกที่สมบูรณ์เรารู้ว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นความรู้สุดยอดอยู่เหนือความสงสัยทั้งปวง  โยค  ต่างๆ  เป็นเพียงขั้นบันไดเพื่อก้าวไปสู่วิถีแห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ผู้ปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยตรงจะทราบเกี่ยวกับ  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  และ  ปรมาตฺมา  อย่างสมบูรณ์โดยปริยายจากการปฏิบัติ  โยค  แห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกทำให้สามารถรู้ทุกสิ่งทุกอย่างโดยสมบูรณ์เช่น  สัจธรรมที่สมบูรณ์  สิ่งมีชีวิต  ธรรมชาติวัตถุ  และปรากฎการณ์เหล่านี้  รวมทั้งองค์ประกอบอื่นๆ
ฉะนั้น  เราควรเริ่มปฏิบัติ  โยค  ดังที่ได้แนะนำไว้ในโศลกสุดท้ายของบทที่หกการตั้งสมาธิจิตอยู่ที่  กฺฤษฺณ  องค์  ภควานฺ  ทำได้โดยปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ในเก้ารูปแบบที่กำหนดไว้  ซึ่งมี  ศฺรวณมฺ  เป็นข้อแรกและสำคัญที่สุด  ดังนั้นองค์  ภควานฺตรัสแด่  อรฺชุน  ว่า  ตจฺ  ฉฺฤณุ  หรือ  “จงสดับฟังจากข้า”  ไม่มีผู้ใดเป็นผู้ที่เชื่อถือได้มากไปกว่า  กฺฤษฺณ  ฉะนั้น  การสดับฟังจากพระองค์  จึงเป็นโอกาสดีที่สุดที่จะทำให้เ  ราม  ี  กฺฤษฺณจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  ดังนั้น  เราต้องเรียนจาก  กฺฤษฺณ  โดยตรง  หรือเรียนจากสาวกผู้บริสุทธิ์ของ  กฺฤษฺณ  ไม่ใช่เรียนจากคนผยองผู้ไม่ใช่สาวกและลำพองตนอันเนื่องจากความรู้ทางวิชาการ
ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  วิธีการเข้าใจ  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าผู้ทรงเป็นสัจธรรมที่สมบูรณ์  ได้อธิบายไว้ในบทที่สองของภาคหนึ่งดังต่อไปนี้
ศฺฤณฺวตำ สฺว-กถาห์ กฺฤษฺณห์  ปุณฺย-ศฺรวณ-กีรฺตนห์
หฺฤทฺยฺ อนฺตห์-โสฺถ หฺยฺ อภทฺราณิ  วิธุโนติ สุหฺฤตฺ สตามฺ
นษฺฏ-ปฺราเยษฺวฺ อภเทฺรษุ  นิตฺยํ ภาควต-เสวยา
ภควตฺยฺ อุตฺตม-โศฺลเก  ภกฺติรฺ ภวติ ไนษฺฐิกี
ตทา รชสฺ-ตโม-ภาวาห์  กาม-โลภาทยศฺ จ เย
เจต เอไตรฺ อนาวิทฺธํ  สฺถิตํ สตฺเตฺว ปฺรสีทติ
เอวํ ปฺรสนฺน-มนโส  ภควทฺ-ภกฺติ-โยคตห์
ภควตฺ-ตตฺตฺว-วิชฺญานํ  มุกฺต-สงฺคสฺย ชายเต
ภิทฺยเต หฺฤทย-คฺรนฺถิศฺ  ฉิทฺยนฺเต สรฺว-สํศยาห์
กฺษียนฺเต จาสฺย กรฺมาณิ  ทฺฤษฺฏ เอวาตฺมนีศฺวเร
“การสดับฟังเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  จากวรรณกรรมพระ  เวท  หรือสดับฟังจากพระองค์โดยตรงจาก  ภควัท-คีตา  เป็นกุศลกรรมในตัวเอง  สำหรับผู้ที่สดับฟังเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  องค์  กฺฤษฺณ  ผู้ประทับอยู่ในหัวใจของทุกคนจะทรงปฏิบัติเหมือนกับเพื่อนผู้ปรารถนาดีที่สุด  และทำให้สาวกผู้ปฏิบัติในการสดับฟังเกี่ยวกับพระองค์เสมอบริสุทธิ์ขึ้น  เช่นนี้สาวกจะพัฒนาความรู้ทิพย์โดยธรรมชาติซึ่งซ่อนเร้นอยู่ภายในตนเอง  ขณะที่สดับฟังเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  จาก  ภาควต  และจากสาวกมากขึ้น  ทำให้มีความมั่นคงในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  จากการพัฒนาการอุทิศตนเสียสละรับใช้เขาจะเป็นอิสระจากระดับตัณหาและอวิชชา  ดังนั้น  ราคะและความโลภทางวัตถุจะเหือดแห้งไปเมื่อสิ่งไม่บริสุทธิ์เหล่านี้ถูกขจัดออกไป  ผู้สมัครมีความมั่นคงอยู่ในสภาวะแห่งความดีที่บริสุทธิ์  เขาจะมีความร่าเริงในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  และเข้าใจศาสตร์แห่งองค์  ภควานฺ  อย่างสมบูรณ์  ดังนั้น  ภกฺติ-โยค  จึงตัดปมแห่งความหลงใหลในวัตถุอย่างเหนียวแน่นและทำให้เขาสามารถมาถึงระดับ  อสํศยํ  สมคฺรมฺ  หรือเข้าใจสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดแห่งองค์  ภควานฺ  ”  (ศ.ภ.  1.2.17-21)
ฉะนั้น  ด้วยการสดับฟังจาก  กฺฤษฺณ  โดยตรงหรือจากสาวกของพระองค์ใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกเท่านั้น  ที่จะทำให้เราสามารถเข้าใจศาสตร์แห่ง  กฺฤษฺณ  ได้
ज्ञानं तेऽहं सविज्ञानमिदं वक्ष्याम्यशेषतः ।
यज्ज्ञात्वा नेह भूयोऽन्यज्ज्ञातव्यमवशिष्यते ॥ ७.२ ॥
โศลก 2
jñānaṁ te ’haṁ sa-vijñānam  idaṁ vakṣyāmy aśeṣataḥ
yaj jñātvā neha bhūyo ’nyaj  jñātavyam avaśiṣyate
ชฺญานํ เต ’หํ ส-วิชฺญานมฺ  อิทํ วกฺษฺยามฺยฺ อเศษตห์
ยชฺ ชฺญาตฺวา เนห ภูโย ’นฺยชฺ  ชฺญาตวฺยมฺ อวศิษฺยเต
ชฺญานมฺ — ความรู้ที่ปรากฏตามธรรมชาติ, เต — แด่ท่าน, อหมฺ — ข้า, — กับ, วิชฺญานมฺ — ความรู้เหนือธรรมชาติ, อิทมฺ — นี้, วกฺษฺยามิ — จะอธิบาย, อเศษตห์ — อย่างสมบูรณ์, ยตฺ — ซึ่ง, ชฺญาตฺวา — เมื่อรู้, — ไม่, อิห — ในโลกนี้, ภูยห์ — กว่านี้, อนฺยตฺ — มากกว่า, ชฺญาตวฺยมฺ — ควรรู้, อวศิษฺยเต — คงเหลือ
คำแปล
บัดนี้  ข้าจะประกาศความรู้อย่างสมบูรณ์แก่เธอ  ทั้งที่ปรากฏตามธรรมชาติและเหนือธรรมชาติ  เมื่อรู้แล้วจะไม่มีสิ่งใดเหลือให้เธอรู้อีกต่อไป
คำอธิบาย
ความรู้อันสมบูรณ์รวมทั้งความรู้ทางโลกที่ปรากฏตามธรรมชาติ  จิตวิญญาณที่อยู่เบื้องหลัง  และแหล่งกำเนิดของทั้งสองสิ่งนี้  นี่คือความรู้ทิพย์  องค์  ภควานฺ  ทรงปรารถนาที่จะอธิบายระบบแห่งความรู้ที่กล่าวไว้เบื้องต้น  เพราะ  อรฺชุน  ทรงเป็นทั้งสาวกและสหายที่ใกล้ชิดของ  กฺฤษฺณ  ในตอนต้นของบทที่สี่องค์  ภควานฺ  ได้ทรงอธิบายไว้แล้ว  และทรงยืนยันอีกครั้ง  ณ  ที่นี้  ความรู้อันสมบูรณ์สามารถบรรลุได้โดยสาวกของพระองค์ในสาย  ปรมฺปรา  จากองค์  ภควานฺ  โดยตรงเท่านั้น  ดังนั้น  เราควรมีปัญญาพอที่จะรู้ถึงแหล่งกำเนิดแห่งความรู้ทั้งหลาย  ผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  และทรงเป็นเพียงเป้าหมายเดียวในการทำสมาธิฝึกปฏิบัติ  โยค  ทุกรูปแบบ  เมื่อเรารู้แหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งหลายแล้ว  สิ่งที่ต้องรู้ทั้งหมดก็ได้รู้เรียบร้อยแล้ว  และไม่มีสิ่งใดที่ยังไม่รู้ในคัมภีร์พระ  เวท  (มุณฺฑก  อุปนิษทฺ  1.3)  กล่าวว่า  กสฺมินฺนฺ  อุ  ภคโว  วิชฺญาเต  สรฺวมฺ  อิทํ  วิชฺญาตํ  ภวตีติ  
मनुष्याणां सहस्त्रेषु कश्र्चिद्यतति सिद्धये ।
यततामपि सिद्धानां कश्र्चिन्मां वेत्ति तत्त्वतः ॥ ७.३ ॥
โศลก 3
manuṣyāṇāṁ sahasreṣu  kaścid yatati siddhaye
yatatām api siddhānāṁ  kaścin māṁ vetti tattvataḥ
มนุษฺยาณำ สหเสฺรษุ  กศฺจิทฺ ยตติ สิทฺธเย
ยตตามฺ อปิ สิทฺธานำ  กศฺจินฺ มำ เวตฺติ ตตฺตฺวตห์
มนุษฺยาณามฺ — แห่งมนุษย์, สหเสฺรษุ — จากหลาย ๆ พันคน, กศฺจิตฺ — บางคน, ยตติ — พยายาม, สิทฺธเย — เพื่อความสมบูรณ์, ยตตามฺ — ของพวกที่พยายาม, อปิ — แน่นอน, สิทฺธานามฺ — ของพวกที่บรรลุความสมบูรณ์, กศฺจิตฺ — บางคน, มามฺ — ข้า, เวตฺติ — รู้, ตตฺตฺวตห์ — ความเป็นจริง
คำแปล
จากหลาย  ๆ  พันคน  อาจมีหนึ่งคนที่พยายามเพื่อความสมบูรณ์  และจากพวกที่บรรลุถึงความสมบูรณ์  ผู้ที่รู้จักข้าตามความเป็นจริงยังหาได้ยาก
คำอธิบาย
มีมนุษย์อยู่หลายระดับ  และจากหลาย  ๆ  พันคน  อาจมีคนหนึ่งที่มีความสนใจในความรู้แจ้งทิพย์  และพยายามรู้ว่าตนเองคืออะไร  ร่างกายคืออะไร  และสัจธรรมที่สมบูรณ์คืออะไร  โดยทั่วไปมนุษย์เพียงแต่ปฏิบัติตามนิสัยสัตว์เดรัจฉาน  เช่น  การกินนอน  ป้องกันตัว  และเพศสัมพันธ์  จะหาคนที่สนใจความรู้ทิพย์ได้ยาก  หกบทแรกของ  คีตา  มีไว้สำหรับพวกที่สนใจความรู้ทิพย์  ในการเข้าใจตนเอง  เข้าใจอภิวิญญาณ  และวิธีการเพื่อความรู้แจ้งด้วย  ชฺญาน-โยค,  ธฺยาน-โยค  และรู้ข้อแตกต่างระหว่างตนเองกับวัตถุ  อย่างไรก็ดี  บุคคลผู้อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเท่านั้นจึงจะสามารถรู้จัก  กฺฤษฺณ  นักทิพย์นิยมอื่น  ๆ  อาจบรรลุความรู้แจ้ง  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์ซึ่งง่ายกว่าการเข้าใจกฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุด  แต่ในขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงอยู่เหนือความรู้แห่ง  พฺรหฺมนฺ  และ  ปรมาตฺมา  โยค  แลชฺญานี  สับสนในความพยายามของตนเองที่จะเข้าใจ  กฺฤษฺณ  แม้แต่  ศฺรีปาท  ชังคะราชารยะ  ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดยังยอมรับในคำอธิบาย  คีตา  ของท่านว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  แต่สาวกของท่านไม่ยอมรับ  กฺฤษฺณ  เหมือนกับท่าน  เพราะเป็นสิ่งยากมากในการที่จะรู้จัก  กฺฤษฺณ  แม้แต่ผู้ที่รู้แจ้งทิพย์แห่ง  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์แล้วก็เช่นกัน
กฺฤษฺณ  ทรงเป็นองค์  ภควานฺ  แหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  ทรงเป็น  โควินฺท  พระผู้เป็นเจ้าองค์แรก  อีศฺวรห์  ปรมห์  กฺฤษฺณห์  สจฺ-จิทฺ-อานนฺท-วิคฺรหห์/  อนาทิรฺ  อาทิรฺ  โควินฺทห์  สรฺว-การณ-การณมฺ  เป็นสิ่งยากมากสำหรับพวกที่ไม่ใช่สาวกที่จะรู้จัก  กฺฤษฺณ  ถึงแม้ประกาศว่าวิถีแห่งภกฺติ-โยค  หรือการอุทิศตนเสียสละรับใช้นั้นง่ายมาก  แต่พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติได้  หากว่าวิถีแห่ง  ภกฺติ-โยค  ง่ายเหมือนดังเช่นพวกที่ไม่ใช่สาวกอ้าง  แล้วทำไมจึงไปปฏิบัติตามวิธีที่ยาก?อันที่จริงวิถีแห่ง  ภกฺติ-โยค  ไม่ง่าย  ภกฺติ-โยค  ปลอมที่บุคคลผู้เชื่อถือไม่ได้ปฏิบัติกันโดยปราศจากความรู้ที่ถูกต้องแห่ง  ภกฺติ-โยค  อาจจะง่าย  แต่เมื่อปฏิบัติกันจริง  ๆ  ตามกฎระเบียบต่าง  ๆ  นักวิชาการและนักปราชญ์ผู้คาดคะเนจะตกลงมาจากวิถีทาง  ศฺรีล  รูป  โคสฺวามี  ได้เขียนใน  ภกฺติ-รสามฺฤต-สินฺธุ  (  1.2.101)  ดังนี้
ศฺรุติ-สฺมฺฤติ-ปุราณาทิ-  ปญฺจราตฺร-วิธึ วินา
ไอกานฺติกี หเรรฺ ภกฺติรฺ  อุตฺปาตาไยว กลฺปเต
“การอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่องค์  ภควานฺ  และปฏิเสธวรรณกรรมพระ  เวท  ที่เชื่อถือได้เช่น  อุปนิษทฺสฺ,  ปุราณ  และ  นารท  ปญฺจราตฺร  ได้แต่สร้างความเดือดร้อนให้สังคมโดยไม่จำเป็นเท่านั้น”
เป็นไปไม่ได้ที่ผู้รู้แจ้ง  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  หรือ  โยค  ผู้รู้แจ้ง  ปรมาตฺมา  จะเข้าใจ  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ผู้ทรงเป็นโอรสของพระนาง  ยโศทา  หรือเป็นสารถีของ  อรฺชุน  แม้แต่เทวดาผู้ยิ่งใหญ่บางครั้งยังสับสนเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  (มุหฺยนฺติ  ยตฺ  สูรยห์)  มำ  ตุ  เวท  น  กศฺจน  องค์  ภควานฺ  ตรัสว่า  “  ไม่มีผู้ใดรู้จักข้าตามความเป็นจริง”  และหากว่ามีผู้หนึ่งผู้ใดรู้จักพระองค์  ส  มหาตฺมา  สุ-ทุรฺลภห์  “  ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้หาได้ยากมาก”  ฉะนั้น  นอกจากมาปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่องค์  ภควานฺ  มิฉะนั้น  เราจะไม่สามารถรู้จัก  กฺฤษฺณ  ตามความเป็นจริง  (ตตฺตฺวตห์)  ถึงแม้เราจะเป็นนักวิชาการหรือเป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่  สาวกผู้บริสุทธิ์เท่านั้นที่สามารถรู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับคุณสมบัติทิพย์อันมองไม่เห็นใน  กฺฤษฺณ  ในแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งมวล  ในพระเดชและความมั่งคั่งของพระองค์  ในความร่ำรวยชื่อเสียง  พลังอำนาจ  ความสง่างาม  ความรู้และความเสียสละของพระองค์  เพราะว่า  กฺฤษฺณ  ทรงมีแนวโน้มที่จะให้พระเมตตากรุณาต่อสาวก  พระองค์ทรงเป็นคำสุดท้ายในความรู้แจ้ง  พฺรหฺมนฺ  สาวกเท่านั้นที่สามารถรู้แจ้งตามความเป็นจริง  ได้กล่าวไว้ว่า
อตห์ ศฺรี-กฺฤษฺณ-นามาทิ  น ภเวทฺ คฺราหฺยมฺ อินฺทฺริไยห์
เสโวนฺมุเข หิ ชิหฺวาเทา  สฺวยมฺ เอว สฺผุรตฺยฺ อทห์
“ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ตามความเป็นจริงด้วยประสาทสัมผัสวัตถุอันหยาบแต่พระองค์ทรงเปิดเผยตัวพระองค์แด่สาวก  เนื่องจากทรงพอพระทัยกับการรับใช้ด้วยความรักทิพย์ที่มีต่อพระองค์”  (ภกฺติ-รสามฺฤต-สินฺธุ  1.2.234)
भूमिरापोऽनलो वायुः खं मनो बुद्धिरेव च ।
अहंकार इतीयं मे भिन्ना प्रकृतिरष्टधा ॥ ७.४ ॥
โศลก 4
bhūmir āpo ’nalo vāyuḥ  khaṁ mano buddhir eva ca
ahaṅkāra itīyaṁ me  bhinnā prakṛtir aṣṭadhā
ภูมิรฺ อาโป ’นโล วายุห์  ขํ มโน พุทฺธิรฺ เอว จ
อหงฺการ อิตียํ เม  ภินฺนา ปฺรกฺฤติรฺ อษฺฏธา
ภูมิห์ — ดิน, อาปห์ — น้ำ, อนลห์ — ไฟ,วายุห์ — ลม, ขมฺ — อากาศ, มนห์ — จิต, พุทฺธิห์ — ปัญญา, เอว — แน่นอน, — และ, อหงฺการห์ — อหังการ, อิติ — ดังนั้น, อิยมฺ — ทั้งหมดนี้, เม — ของข้า, ภินฺนา — แยกออก, ปฺรกฺฤติห์ — พลังงาน, อษฺฏธา — แปดชนิด
คำแปล
ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  อากาศ  จิตใจ  ปัญญา  และอหังการ  แปดอย่างนี้รวมกันเป็นพลังงานวัตถุของข้าที่แยกออกไป
คำอธิบาย
วิทยาศาสตร์แห่งองค์  ภควานฺ  วิเคราะห์ตำแหน่งพื้นฐานและพลังงานต่าง  ๆ  ของพระองค์  ธรรมชาติวัตถุเรียกว่า  ปฺรกฺฤติ  หรือพลังงานขององค์  ภควานฺ  ในอวตาร  ปุรุษ  ต่าง  ๆ  ดังที่ได้อธิบายไว้ใน  สาตฺวต-ตนฺตฺร  ว่า
วิษฺโณสฺ ตุ ตฺรีณิ รูปาณิ  ปุรุษาขฺยานฺยฺ อโถ วิทุห์
เอกํ ตุ มหตห์ สฺรษฺฏฺฤ  ทฺวิตียํ ตฺวฺ อณฺฑ-สํสฺถิตมฺ
ตฺฤตียํ สรฺว-ภูต-สฺถํ  ตานิ ชฺญาตฺวา วิมุจฺยเต
“เพื่อการสร้างวัตถุ  องค์  กฺฤษฺณ  ทรงอวตารมาเป็นพระ  วิษฺณุ  สามองค์  องค์แรก  มหา-วิษฺณุ  ทรงสร้างพลังงานวัตถุทั้งหมดเรียกว่า  มหตฺ-ตตฺตฺว  องค์ที่สอง  ครฺโภทก-ศายี  วิษฺณุ  เสด็จเข้าไปในจักรวาลทั้งหมดเพื่อสร้างสิ่งต่าง  ๆ  ในแต่ละจักรวาล  องค์ที่สาม  กฺษีโรทก-ศายี  วิษฺณุ  ทรงแผ่กระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่งในรูปของอภิวิญญาณและทรงอยู่ในมวลจักรวาลมีพระนามว่า  ปรมาตฺมา  ทรงประทับอยู่แม้ในปรมาณู  ผู้ใดทราบถึงพระ  วิษฺณุ  ทั้งสามองค์นี้สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุได้”
โลกวัตถุนี้เป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวของหนึ่งในพลังงานขององค์  ภควานฺ  กิจกรรมทั้งหมดในโลกวัตถุกำกับโดยพระ  วิษฺณุ  ทั้งสามองค์ซึ่งเป็นอวตารของ  กฺฤษฺณ  ปุรุษ  ทั้งสามองค์นี้เรียกว่าอวตาร  โดยทั่วไปผู้ไม่รู้ศาสตร์แห่งองค์  ภควานฺ  (กฺฤษฺณ)สันนิษฐานว่าโลกวัตถุนี้มีไว้เพื่อให้ความสุขแด่สิ่งมีชีวิต  และสิ่งมีชีวิตคือ  ปุรุษ  เป็นแหล่งกำเนิด  เป็นผู้ควบคุม  และเป็นผู้มีความสุขกับพลังงานวัตถุ  ภควัท-คีตา  กล่าวว่าการสรุปของผู้ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  เช่นนี้ผิด  ในโศลกนี้ได้กล่าวไว้ว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดเดิมแท้ของปรากฏการณ์ทางวัตถุ  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ได้ยืนยันไว้เช่นเดียวกันว่าส่วนผสมของปรากฏการณ์ทางวัตถุเป็นพลังงานขององค์  ภควานฺ  ที่แยกออกมา  แม้แต่  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุด  ของมายาวาที  ก็เป็นพลังงานทิพย์ที่ปรากฏอยู่ในท้องฟ้าทิพย์  ใน  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  ไม่มีความหลากหลายทิพย์อย่างเช่นที่  ไวกุณฺฐ-โลก  และ  มายาวาที  ยอมรับ  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  นี้ว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดนิรันดร  ปรากฏการณ์ของ  ปรมาตฺมา  ก็เป็นรูปลักษณ์ที่แผ่กระจายไปทั่วของ  กฺษีโรทก-ศายี  วิษฺณุ  ซึ่งไม่ถาวร  ปรากฎการณ์ของ  ปรมาตฺมา  ไม่เป็นอมตะในโลกทิพย์  ฉะนั้น  สัจธรรมที่แท้จริงคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  กฺฤษฺณ  พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของพลังงานที่สมบูรณ์  ทรงเป็นเจ้าของพลังงานที่แยกออกไปและพลังงานเบื้องสูง
ในพลังงานวัตถุ  ปรากฏการณ์หลักมีอยู่แปดอย่างดังได้กล่าวมาแล้ว  จากทั้งหมดนี้  ห้าอย่างแรก  คือ  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  และอากาศ  เรียกว่าการสร้างที่ยิ่งใหญ่ห้าประการ  หรือการสร้างที่หยาบ  ภายในนี้มีอายตนะภายนอกห้าอย่างรวมอยู่ด้วย  คือปรากฏการณ์ของ  เสียง  สัมผัส  รูป  รส  และกลิ่น  วิทยาศาสตร์ทางวัตถุประกอบไปด้วยสิบอย่างนี้เท่านั้น  ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากนี้  แต่อีกสามสิ่ง  เช่น  จิตใจ  ปัญญา  และอหังการ  นักวัตถุนิยมละเลย  นักปราชญ์ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางจิตใจก็ไม่มีความรู้ที่สมบูรณ์  เพราะไม่รู้ว่าแหล่งกำเนิดสูงสุดคือ  กฺฤษฺณ  อหังการที่ว่า  “ข้าเป็น”และ“มันเป็นของข้า”  ซึ่งรวมกันเป็นหลักพื้นฐานแห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุ  รวมทั้งอวัยวะประสาทสัมผัสสิบอย่างเพื่อทำกิจกรรมทางวัตถุ  ปัญญาหมายถึงการสร้างวัตถุทั้งหมดเรียกว่า  มหตฺ-ตตฺตฺว  ฉะนั้น  จากพลังงานแปดอย่างที่แยกออกมาจากองค์  ภควานฺปรากฏมาเป็นยี่สิบสี่ธาตุแห่งโลกวัตถุ  ซึ่งเป็นเรื่องราวของปรัชญาสางฺขฺย  ที่ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  สิ่งเหล่านี้เดิมทีมาจากพลังงานของ  กฺฤษฺณ  และแยกออกไปจากพระองค์แต่นักปราชญ์  สางฺขฺย  ผู้ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  และด้วยความรู้น้อยจึงไม่รู้ว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นต้นกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  เนื้อหาสาระที่สนทนากันในปรัชญาสางฺขฺย  ะ  เป็นเพียงปรากฏการณ์ของพลังงานภายนอกของ  กฺฤษฺณ  ดังที่ได้อธิบายไว้ใน  ภควัท-คีตา  
अपरेयमितस्त्वन्यां प्रकृतिं विद्धि मे पराम् ।
जीवभूतां महाबाहो ययेदं धार्यते जगत् ॥ ७.५ ॥
โศลก 5
apareyam itas tv anyāṁ  prakṛtiṁ viddhi me parām
jīva-bhūtāṁ mahā-bāho  yayedaṁ dhāryate jagat
อปเรยมฺ อิตสฺ ตฺวฺ อนฺยำ  ปฺรกฺฤตึ วิทฺธิ เม ปรามฺ
ชีว-ภูตำ มหา-พาโห  ยเยทํ ธารฺยเต ชคตฺ
อปรา — ต่ำกว่า, อิยมฺ — นี้, อิตห์ — นอกจานี้, ตุ — แต่, อนฺยามฺ — อีก, ปฺรกฺฤติมฺ — พลังงาน, วิทฺธิ — เพียงแต่พยายามเข้าใจ, เม — ของข้า, ปรามฺ — สูงกว่า, ชีว-ภูตามฺ — ประกอบด้วย สิ่งมีชีวิต, มหา-พาโห — โอ้ ยอดนักรบ, ยยา — ผู้ซึ่ง, อิทมฺ — นี้, ธารฺยเต — ใช้ประโยชน์ หรือหาประโยชน์ส่วนตัว, ชคตฺ — โลกวัตถุ
คำแปล
โอ้  ยอดนักรบ  อรฺชุน  นอกจากนี้ยังมีพลังงานที่สูงกว่าของข้าซึ่งประกอบไปด้วยสิ่งมีชีวิตผู้แสวงหาทรัพยากรทางธรรมชาติวัตถุที่ต่ำกว่านี้  เพื่อประโยชน์ส่วนตัว
คำอธิบาย
ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้  ว่าสิ่งมีชีวิตเป็นธรรมชาติหรือพลังงานที่สูงกว่าขององค์  ภควานฺ  พลังงานที่ต่ำกว่าคือพลังงานวัตถุซึ่งปรากฏในธาตุต่าง  ๆ  เช่น  ดินน้ำ  ไฟ  ลม  อากาศ  จิตใจ  ปัญญา  และอหังการ  ธรรมชาติวัตถุทั้งสองรูปแบบคืออย่างหยาบ  (ดิน  ฯลฯ)  และอย่างละเอียด  (จิตใจ  ฯลฯ)  เป็นผลผลิตของพลังงานเบื้องต่ำ  สิ่งมีชีวิตผู้แสวงหาประโยชน์ส่วนตัวจากพลังงานเบื้องต่ำด้วยจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันเป็นพลังงานที่สูงกว่าขององค์  ภควานฺ  และด้วยพลังงานนี้ทำให้โลกวัตถุทั้งหมดดำเนินไป  ปรากฏการณ์แห่งจักรวาลไม่มีอำนาจปฏิบัติการ  แต่จะเคลื่อนไปด้วยพลังงานที่สูงกว่าคือสิ่งมีชีวิต  พลังงานจะถูกควบคุมโดยแหล่งกำเนิดของมันเสมอ  ฉะนั้น  สิ่งมีชีวิตจึงถูกควบคุมเสมอโดยไม่มีความเป็นอยู่อิสระ  และจะไม่มีวันมีอำนาจทัดเทียมกับองค์  ภควานฺ  เหมือนดังที่มนุษย์ผู้ด้อยปัญญาคิด  ข้อแตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิตและองค์  ภควานฺได้อธิบายไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (10.87.30)  ดังนี้
อปริมิตา ธฺรุวาสฺ ตนุ-ภฺฤโต ยทิ สรฺว-คตาสฺ
ตรฺหิ น ศาสฺยเตติ นิยโม ธฺรุว เนตรถา
อชนิ จ ยนฺ-มยํ ตทฺ อวิมุจฺย นิยนฺตฺฤ ภเวตฺ
สมมฺ อนุชานตำ ยทฺ อมตํ มต-ทุษฺฏตยา
“โอ้  ผู้เป็นอมตะสูงสุด  !  หากสิ่งมีชีวิตผู้อยู่ในร่างเป็นอมตะและแผ่กระจายไปทั่วเหมือนกับพระองค์  พวกเขาก็จะไม่มาอยู่ภายใต้การควบคุมของพระองค์  แต่ถ้าหากยอมรับว่าสิ่งมีชีวิตเป็นพลังงานน้อย  ๆ  ของพระองค์  พวกเขาจะมาอยู่ภายใต้การควบคุมของพระองค์ทันที  ฉะนั้น  การหลุดพ้นที่แท้จริงจึงประกอบด้วยการที่สิ่งมีชีวิตศิโรราบและมาอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์  ภควานฺ  การศิโรราบเช่นนี้จะทำให้พวกเขามีความสุข  เมื่อมาอยู่ในตำแหน่งเดิมแท้เช่นนี้เท่านั้นที่พวกเขาสามารถเป็นผู้ควบคุม  ดังนั้น  มนุษย์ผู้มีความรู้จำกัดสนับสนุนทฤษฎีเป็นหนึ่งเดียวกันที่ว่าองค์  ภควานฺ  และสิ่งมีชีวิตเท่าเทียมกันในทุก  ๆ  ด้าน  อันที่จริงพวกนี้ถูกแนวคิดอันเป็นมลทินนำพาไปในทางที่ผิด”
องค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้ควบคุมเพียงพระองค์เดียว  และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดถูกพระองค์ควบคุม  สิ่งมีชีวิตเหล่านี้เป็นพลังงานเบื้องสูงของพระองค์  เพราะคุณภาพแห่งความเป็นอยู่ของพวกเขาเป็นหนึ่งเดียวและเหมือนกับพระองค์  แต่จะไม่มีวันเทียบเท่ากับพระองค์ในปริมาณแห่งพลังอำนาจ  ขณะที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตัวอยู่กับพลังงานเบื้องต่ำ  (วัตถุ)  ทั้งหยาบและละเอียด  พลังงานเบื้องสูง  (สิ่งมีชีวิต)  ได้ลืมจิตใจและปัญญาทิพย์อันแท้จริงของตนเอง  การลืมเช่นนี้เนื่องมาจากอิทธิพลของวัตถุที่มีต่อสิ่งมีชีวิต  แต่เมื่อสิ่งมีชีวิตหลุดพ้นจากอิทธิพลของพลังงานแห่งความหลงทางวัตถุเขาจะบรรลุถึงระดับ  มุกฺติ  หรือความหลุดพ้น  อหังการภายใต้อิทธิพลของความหลงทางวัตถุคิดว่า  “ข้าคือวัตถุ  และวัตถุที่ได้มาเป็นของข้า”  ตำแหน่งอันแท้จริงสำนึกได้เมื่อเป็นอิสระจากความคิดทางวัตถุทั้งปวง  รวมทั้งแนวความคิดที่ว่าจะกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับองค์  ภควานฺ  ในทุก  ๆ  ด้าน  ฉะนั้น  เราอาจสรุปได้ว่า  คีตา  ได้ยืนยันว่าสิ่งมีชีวิตเป็นเพียงหนึ่งในพลังงานอันหลากหลายของ  กฺฤษฺณ  และเมื่อพลังงานนี้เป็นอิสระเสรีจากมลทินทางวัตถุ  เขาจะมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  หรือหลุดพ้นแล้ว
एतद्योनीनि भूतानि सर्वाणीत्युपधारय ।
अहं कृत्स्नस्य जगतः प्रभवः प्रलयस्तथा ॥ ७.६ ॥
โศลก 6
etad-yonīni bhūtāni  sarvāṇīty upadhāraya
ahaṁ kṛtsnasya jagataḥ  prabhavaḥ pralayas tathā
เอตทฺ-โยนีนิ ภูตานิ  สรฺวาณีตฺยฺ อุปธารย
อหํ กฺฤตฺสฺนสฺย ชคตห์  ปฺรภวห์ ปฺรลยสฺ ตถา
เอตตฺ — ธรรมชาติทั้งสองนี้, โยนีนิ — แหล่งกำเนิดของพวกเขา, ภูตานิ — ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้น, สรฺวาณิ — ทั้งหมด, อิติ — ดังนั้น, อุปธารย — รู้, อหมฺ — ข้า, กฺฤตฺสฺนสฺย — รวมทั้งหมด, ชคตห์ — ของโลก, ปฺรภวห์ — แหล่งกำเนิดของปรากฏการณ์, ปฺรลยห์ — การทำลาย, ตถา — รวมทั้ง
คำแปล
สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งหมดมีแหล่งกำเนิดอยู่ในธรรมชาติทั้งสองนี้  จงรู้ไว้ด้วยว่า  วัตถุทั้งหมดและวิญญาณทั้งหมดในโลกนี้  ข้าเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด
คำอธิบาย
ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่เป็นผลผลิตของวัตถุและวิญญาณ  วิญญาณเป็นสนามหลักแห่งการสร้าง  วัตถุได้ถูกสร้างขึ้นโดยวิญญาณ  วิญญาณมิใช่ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงหนึ่งช่วงใดของการพัฒนาทางวัตถุ  แต่โลกวัตถุนี้ปรากฏขึ้นจากฐานของพลังงานวิญญาณเท่านั้น  ร่างกายวัตถุนี้เจริญเติบโตขึ้นเพราะว่าวิญญาณอยู่ภายในวัตถุ  ทารกค่อย  ๆ  เจริญเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กและเป็นหนุ่มสาวเพราะว่าพลังงานเบื้องสูง  หรือดวงวิญญาณอยู่ในร่างกาย  ในทำนองเดียวกัน  ปรากฏการณ์ในจักรวาลทั้งหมดแห่งจักรวาลอันยิ่งใหญ่ไพศาลพัฒนาขึ้นเนื่องจากอภิวิญญาณ  หรือพระ  วิษฺณุ  ทรงประทับอยู่  ฉะนั้นวิญญาณและวัตถุรวมกันเข้าปรากฎมาเป็นรูปลักษณ์จักรวาลอันมหึมานี้  โดยพื้นฐานทั้งสองเป็นพลังงานขององค์  ภควานฺ  และด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงเป็นแหล่งกำเนิดเดิมของทุกสิ่งทุกอย่าง  ละอองอณูขององค์  ภควานฺ  เช่นสิ่งมีชีวิตอาจเป็นแหล่งกำเนิดของตึกระฟ้าสูงใหญ่  โรงงานใหญ่  ๆ  หรือแม้แต่เมืองใหญ่  ๆ  แต่ไม่สามารถเป็นแหล่งกำเนิดของจักรวาลอันมหึมาได้  แหล่งกำเนิดของจักรวาลอันยิ่งใหญ่เป็นดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่หรืออภิวิญญาณ  และ  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทั้งอภิวิญญาณและอนุวิญญาณ  ฉะนั้น  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดเดิมแท้ของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  ใน  กฐ  อุปนิษทฺ  (2.2.13)  ได้ยืนยันไว้ดังนี้  นิโตฺย  นิตฺยานำ  เจตนศฺ  เจตนานามฺ  
मत्तः परतरं नान्यत्किंचिदस्ति धनंजय ।
मयि सर्वमिदं प्रोतं सूत्रे मणिगणा इव ॥ ७.७ ॥
โศลก 7
mattaḥ parataraṁ nānyat  kiñcid asti dhanañ-jaya
mayi sarvam idaṁ protaṁ  sūtre maṇi-gaṇā iva
มตฺตห์ ปรตรํ นานฺยตฺ  กิญฺจิทฺ อสฺติ ธนญฺ-ชย
มยิ สรฺวมฺ อิทํ โปฺรตํ  สูเตฺร มณิ-คณา อิว
มตฺตห์ — เหนือข้า, ปร-ตรมฺ — สูงกว่า, — ไม่, อนฺยตฺ กิญฺจิตฺ — สิ่งอื่นอีก, อสฺติ — มี, ธนมฺ-ชย — โอ้ ผู้ชนะความรวย, มยิ — ในข้า, สรฺวมฺ — ทั้งหมดที่มี, อิทมฺ — ที่เราเห็น, โปฺรตมฺ — ร้อย, สูเตฺร — ในเส้นด้าย, มณิ-คณาห์ — ไข่มุก, อิว — เหมือน
คำแปล
โอ้  ผู้ชนะความร่ำรวย  ไม่มีสัจธรรมใดเหนือไปกว่าข้า  ทุกสิ่งทุกอย่างพำนักอยู่ที่ข้า  เฉกเช่นไข่มุกที่ถูกร้อยอยู่ในเส้นด้าย
คำอธิบาย
มีข้อขัดแย้งทั่วไปว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดมีรูปลักษณ์หรือไม่มีรูปลักษณ์  ภควัท-คีตา  กล่าวว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์คือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ซึ่งได้ยืนยันไว้เช่นนี้ในทุกขั้นตอน  โดยเฉพาะโศลกนี้ได้เน้นว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์เป็นบุคคลบุคลิกภาพแห่งพระผู้เป็นเจ้าคือสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุด  ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  ได้ยืนยันไว้เช่นกันว่า  อีศฺวรห์  ปรมห์  กฺฤษฺณห์  สจฺ-จิทฺ-อานนฺท-วิคฺรหห์  สัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดบุคลิกภาพแห่งองค์  ภควานฺ  คือ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ผู้ทรงเป็นปฐมองค์  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุขทั้งปวง  โควินฺท  ผู้ทรงมีรูปลักษณ์อมตะที่เปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติสุขและความรู้  ความน่าเชื่อถือได้เช่นนี้ทำให้ไม่มีข้อสงสัยว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์คือบุคลิกภาพสูงสุด  แหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  อย่างไรก็ดี  ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์จะเถียงตามอำนาจคำแปลของคัมภีร์พระ  เวท  ที่ให้ไว้ใน  เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  (3.10)  ว่า  ตโต  ยทฺ  อุตฺตร-ตรํ  ตทฺ  อรูปมฺ  อนามยมฺ/  ย  เอตทฺ  วิทุรฺ  อมฺฤตาสฺ  เต  ภวนฺติ  อเถตเร  ทุห์ขมฺ  เอวาปิยนฺติ  “ในโลกวัตถุพระ  พฺรหฺมา  ทรงเป็นชีวิตแรกในจักรวาลเข้าใจว่าเป็นบุคลิกภาพผู้สูงสุดในบรรดาเทวดา  มนุษย์  และสัตว์ต่ำ  แต่เหนือไปกว่าพระ  พฺรหฺมา  ยังมีองค์  ภควานฺ  ผู้ไม่มีร่างวัตถุและทรงเป็นอิสระจากมลทินทางวัตถุทั้งปวง  ผู้ใดรู้ถึงพระองค์จะกลายมาเป็นทิพย์ได้เช่นเดียวกัน  แต่พวกที่ไม่รู้จักพระองค์จะได้รับทุกข์ทรมานจากโลกวัตถุ”
ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์เน้นมากในคำว่า  อรูปมฺ,  อรูปมฺ  นี้ไม่ใช่ไร้รูปลักษณ์  แต่เป็นการแสดงถึงรูปลักษณ์ทิพย์แห่งความอมตะ  เปี่ยมไปด้วยความสุขและความรู้  ดังที่ได้อธิบายไว้ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  ข้างต้นนี้  โศลกอื่น  ๆ  ใน  เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  (3.8-9)  ยืนยันไว้ว่า
เวทาหมฺ เอตํ ปุรุษํ มหานฺตมฺ  อาทิตฺย-วรฺณํ ตมสห์ ปรสฺตาตฺ
ตมฺ เอว วิทิตฺวาติ มฺฤตฺยุมฺ เอติ  นานฺยห์ ปนฺถา วิทฺยเต ’ยนาย
ยสฺมาตฺ ปรํ นาปรมฺ อสฺติ กิญฺจิทฺ  ยสฺมานฺ นาณีโย โน ชฺยาโย ’สฺติ กิญฺจิตฺ
วฺฤกฺษ อิว สฺตพฺโธ ทิวิ ติษฺฐตฺยฺ เอกสฺ  เตเนทํ ปูรฺณํ ปุรุเษณ สรฺวมฺ
“ข้าพเจ้ารู้ว่าบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ทรงเป็นทิพย์อยู่เหนือแนวคิดแห่งความมืดทางวัตถุทั้งปวง  ผู้รู้ถึงพระองค์เช่นนี้เท่านั้นจึงสามารถข้ามพ้นวัฏจักรแห่งการเกิดและการตาย  ไม่มีทางเลือกอื่นเพื่อความหลุดพ้นนอกจากความรู้แห่งบุคลิกภาพสูงสุดนี้
“ไม่มีสัจรรมใดสูงไปกว่าบุคลิกภาพสูงสุด  เพราะว่าพระองค์ทรงสูงสุดยอดเล็กกว่าสิ่งที่เล็กที่สุด  ใหญ่กว่าสิ่งที่ใหญ่ที่สุด  สถิตในฐานะต้นไม้ที่เงียบสงบ  ส่องรัศมีเจิดจรัสในท้องฟ้าทิพย์  และเหมือนต้นไม้ที่แผ่ขยายราก  พระองค์ทรงแผ่ขยายพลังงานมากมาย”
จากสองโศลกนี้เราสรุปได้ว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดคือองค์  ภควานฺ  ผู้ทรงแผ่กระจายไปทั่วด้วยพลังงานอันหลากหลายของพระองค์ทั้งวัตถุและทิพย์
रसोऽहमप्सु कौन्तेय प्रभास्मि शशिसूर्ययोः ।
प्रणवः सर्ववेदेषु शब्दः खे पौरुषं नृषु ॥ ७.८ ॥
โศลก 8
raso ’ham apsu kaunteya  prabhāsmi śaśi-sūryayoḥ
praṇavaḥ sarva-vedeṣu  śabdaḥ khe pauruṣaṁ nṛṣu
รโส ’หมฺ อปฺสุ เกานฺเตย  ปฺรภาสฺมิ ศศิ-สูรฺยโยห์
ปฺรณวห์ สรฺว-เวเทษุ  ศพฺทห์ เข เปารุษํ นฺฤษุ
รสห์ — รส, อหมฺ — ข้า, อปฺสุ — ในน้ำ, เกานฺเตย — โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี, ปฺรภา — แสง, อสฺมิ — ข้าเป็น, ศศิ-สูรฺยโยห์ — ของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์, ปฺรณวห์ — อักษรสาม ตัว อ-อุ-มฺ, สรฺว — ในทั้งหมด, เวเทษุ — คัมภีร์พระ เวท, ศพฺทห์ — คลื่นเสียง, เข — ใน อากาศ, เปารุษมฺ — ความสามารถ, นฺฤษุ — ในมนุษย์
คำแปล
โอ้  โอรสพระนาง  กุนฺตี  ข้าคือรสของน้ำ  แสงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์  ข้าคือคำว่า  โอํ  ในบทมนต์พระ  เวท  เสียงในอากาศ  และความสามารถในมนุษย์
คำอธิบาย
โศลกนี้อธิบายว่าองค์  ภควานฺ  ทรงแผ่กระจายไปทั่วด้วยพลังงานวัตถุและพลังงานทิพย์อันหลากหลายได้อย่างไร  องค์  ภควานฺ  ทรงสามารสำเหนียกในเบื้องต้นได้ด้วยพลังงานต่าง  ๆ  ของพระองค์  ด้วยวิธีนี้จึงได้รับการรู้แจ้งว่าพระองค์ทรงไร้รูปลักษณ์ดังเช่นเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ทรงเป็นบุคคลและสำเหนียกได้ด้วยพลังงานที่แผ่กระจายไปทั่วคือแสงอาทิตย์  ฉะนั้น  ถึงแม้ว่าองค์  ภควานฺ  ทรงประทับอยู่ที่พระตำหนักนิรันดร  เราสำเหนียกถึงพระองค์ได้ด้วยพลังงานที่แผ่กระจายไปทั่ว  รสของน้ำเป็นสารที่มีฤทธิ์ในน้ำไม่มีใครชอบดื่มน้ำทะเลเพราะว่ารสของน้ำไปผสมกับเกลือ  เสน่ห์ของน้ำขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของรส  รสที่บริสุทธิ์นี้คือหนึ่งในพลังงานของพระองค์  มายาวาที  สำเหนียกองค์  ภควานฺ  ว่าทรงปรากฏอยู่ในน้ำด้วยรส  และสาวกสรรเสริญพระองค์ที่ทรงพระเมตตาส่งน้ำที่มีรสชาติเพื่อขจัดความกระหายของมนุษย์  นี่คือวิธีการสำเหนียกองค์  ภควานฺ  ในเชิงปฏิบัติจะไม่มีข้อขัดแย้งระหว่างลัทธิที่เชื่อว่ามีบุคคลและที่เชื่อว่าไม่มีบุคคล  ผู้ที่รู้จักพระองค์ทราบดีว่าแนวคิดไม่มีบุคคลและแนวคิดว่ามีบุคคลปรากฏอยู่ควบคู่กันไปในทุกสิ่งทุกอย่าง  จึงไม่มีข้อขัดแย้ง  ดังนั้น  องค์  ไจตนฺย  ทรงสถาปนาหลักธรรม  อจินฺตฺย  เภท  -และ-อเภท-ตตฺตฺว  อันประเสริฐ  ว่าเป็นทั้งหนึ่งเดียวและแตกต่างควบคู่กันไป
แสงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เดิมทีสาดส่องออกมาจาก  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  ซึ่งเป็นรัศมีอันไร้รูปลักษณ์ขององค์  ภควานฺ  เช่นเดียวกัน  ปฺรณว  หรือเสียงทิพย์แห่ง  โอํ  การ  ที่เริ่มต้นมนต์พระ  เวท  ทุกบทเป็นคำถวายพระพรชัยมงคลแด่องค์  ภควานฺ  เนื่องจากพวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์กลัวการถวายพระพรชัยมงคลแด่องค์  ภควานฺ  ด้วยพระนามอันมากมายของ  กฺฤษฺณ  จึงชอบคลื่นเสียงทิพย์  โอํ-การ  มากกว่า  แต่พวกเขาไม่รู้แจ้งว่า  โอํ-การ  เป็นเสียงแทน  กฺฤษฺณ  อาณาเขตของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกแผ่กระจายไปทุกหนทุกแห่ง  ผู้รู้  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นผู้ได้รับพร  พวกที่ไม่รู้จัก  กฺฤษฺณ  จะอยู่ในความหลง  ดังนั้น  ความรู้แห่ง  กฺฤษฺณ  คือความหลุดพ้น  และความไม่รู้พระองค์คือพันธนาการ
पुण्यो गन्धः पृथिव्यां च तेजश्चास्मि विभावसौ ।
जीवनं सर्वभूतेषु तपश्चास्मि तपस्विषु ॥ ७.९ ॥
โศลก 9
puṇyo gandhaḥ pṛthivyāṁ ca  tejaś cāsmi vibhāvasau
jīvanaṁ sarva-bhūteṣu  tapaś cāsmi tapasviṣu
ปุโณฺย คนฺธห์ ปฺฤถิวฺยำ จ  เตชศฺ จาสฺมิ วิภาวเสา
ชีวนํ สรฺว-ภูเตษุ  ตปศฺ จาสฺมิ ตปสฺวิษุ
ปุณฺยห์ — เดิมแท้, คนฺธห์ — กลิ่น, ปฺฤถิวฺยามฺ — ในดิน, — เช่นกัน,เตชห์ — ความร้อน, — เช่นกัน,อสฺมิ — ข้าเป็น, วิภาวเสา — ในไฟ, ชีวนมฺ — ชีวิต, สรฺว — ในทั้งหมด, ภูเตษุ — สิ่งมี ชีวิต, ตปห์ — การบำเพ็ญเพียร, — เช่นกัน, อสฺมิ — ข้าเป็น, ตปสฺวิษุ — ในพวกที่ปฏิบัติ การบำเพ็ญเพียร
คำแปล
ข้าคือกลิ่นเดิมแท้ของดิน  ข้าคือความร้อนในไฟ  ข้าคือดวงชีวิตของมวลชีวิต  และข้าคือการบำเพ็ญเพียรของนักพรตทั้งหลาย
คำอธิบาย
ปุณฺย  หมายความว่าสิ่งที่ไม่เน่าเปื่อย  ปุณฺย  เป็นสิ่งเดิมแท้  ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกวัตถุนี้มีเชื้อกลิ่นหรือกลิ่นหอมโดยเฉพาะของมัน  ดังเช่นเชื้อกลิ่นหอมในดอกไม้หรือในดิน  ในน้ำ  ในไฟ  ในลม  ฯลฯ  เชื้อกลิ่นที่บริสุทธิ์หรือกลิ่นเดิมแท้ที่ซึมซาบอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างคือ  กฺฤษฺณ  ในทำนองเดียวกัน  ทุกสิ่งทุกอย่างมีรสเดิมแท้โดยเฉพาะของมันรสนี้สามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการผสมกับสารเคมี  ฉะนั้น  ทุกสิ่งทุกอย่างในสภาพเดิมแท้จะมีกลิ่น  มีความหอม  และมีรสของมัน  วิภาวสุ  หมายถึงไฟ  หากปราศจากไฟโรงงานอุตสาหกรรมจะดำเนินงานไม่ได้  และเราไม่สามารถปรุงอาหารได้เช่นกัน  ฯลฯไฟนั้นคือ  กฺฤษฺณ  ความร้อนในไฟก็คือ  กฺฤษฺณ  ตามหลักเวชศาสตร์พระ  เวท  ท้องผูกเนื่องมาจากอุณหภูมิในท้องต่ำ  ดังนั้น  แม้แต่การย่อยอาหารไฟยังเป็นสิ่งจำเป็นใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเราทราบดีว่าดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  และสารที่มีฤทธิ์ทุกชนิด  เคมีทั้งหมด  และธาตุวัตถุทั้งหมดเนื่องมาจาก  กฺฤษฺณ  อายุขัยของชีวิตมนุษย์ก็เนื่องมาจาก  กฺฤษฺณ  เช่นเดียวกัน  ด้วยพระกรุณาธิคุณของ  กฺฤษฺณ  ทำให้มนุษย์มีอายุยืนหรือายุสั้นได้  ฉะนั้นกฺฤษฺณ  จิตสำนึกจึงปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง
बीजं मां सर्वभूतानां विद्धि पार्थ सनातनम् ।
बुद्धिर्बुद्धिमतामस्मि तेजस्तेजस्विनामहम् ॥ ७.१० ॥
โศลก 10
bījaṁ māṁ sarva-bhūtānāṁ  viddhi pārtha sanātanam
buddhir buddhimatām asmi  tejas tejasvinām aham
พีชํ มำ สรฺว-ภูตานำ  วิทฺธิ ปารฺถ สนาตนมฺ
พุทฺธิรฺ พุทฺธิมตามฺ อสฺมิ  เตชสฺ เตชสฺวินามฺ อหมฺ
พีชมฺ — เมล็ดพันธ์, มามฺ — ข้า, สรฺว-ภูตานามฺ — ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย, วิทฺธิ — พยายาม เข้าใจ, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, สนาตนมฺ — เดิมแท้ อมตะ,พุทฺธิห์ — ปัญญา, พุทฺธิ-มตามฺ — มะทาม-ของปัญญา, อสฺมิ — ข้าเป็น, เตชห์ — พลังอำนาจ, เตชสฺวินามฺ — ของผู้มี อำนาจ, อหมฺ — ข้า
คำแปล
โอ้  โอรสพระนาง  ปฺฤถา  จงรู้ว่าข้าคือเมล็ดพันธุ์แรกของสิ่งที่มีอยู่ทั้งหลาย  ข้าคือปัญญาของผู้มีปัญญา  และข้าคือพลังอำนาจของผู้ที่มีอำนาจทั้งหลาย
คำอธิบาย
คาว่า  พีชมฺ  หมายถึงเมล็ดพันธ์  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นเมล็ดพันธุ์ของทุกสิ่งทุกอย่างมีสิ่งมีชีวิตต่าง  ๆ  ทั้งเคลื่อนที่และไม่เคลื่อนที่  นก  สัตว์  มนุษย์  และสัตว์อื่น  ๆ  อีกมากมายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนที่  อย่างไรก็ดี  ต้นไม้และไม้ล้มลุกอยูกับที่  ไม่เคลื่อนไหวไปที่อื่น  ทุกชีวิตอยู่ภายในขอบเขตของ  8,400,000  เผ่าพันธุ์  บ้างเคลื่อนที่และบ้างไม่เคลื่อนที่  ในทุก  ๆ  กรณีเมล็ดพันธุ์ของชีวิตเหล่านั้นคือ  กฺฤษฺณ  ดังที่กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระ  เวทว่า  พฺรหฺมนฺ  หรือสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดคือบุคคลที่ทุกสิ่งทุกอย่างได้ผลิออกมากฺฤษฺณ  คือ  ปร-พฺรหฺมนฺ  ดวงวิญญาณสูงสุด  พฺรหฺมนฺ  ไร้รูปลักษณ์  และ  ปร-พฺรหฺมนฺ  มีรูปลักษณ์  ภควัท-คีตา  ได้กล่าวว่า  พฺรหฺมนฺ  ที่ไร้รูปลักษณ์สถิตย์อยู่ภายในรูปลักษณ์  ฉะนั้น  เดิมที  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง  พระองค์ทรงเป็นราก  ดังเช่นรากของต้นไม้บำรุงเลี้ยงต้นไม้ทั้งต้น  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นรากเดิมแท้ของสรรพสิ่ง  ทรงบำรุงเลี้ยงทุกสิ่งทุกอย่างในปรากฏการณ์ทางวัตถุนี้  ได้ยืนยันไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  (กฐ  อุปนิษทฺ  2.2.13)  เช่นกันว่า
นิโตฺย นิตฺยานำ เจตนศฺ เจตนานามฺ
เอโก พหูนำ โย วิทธาติ กามานฺ
พระองค์ทรงเป็นปฐมองค์  อมตะองค์แรกในหมู่องค์อมตะทั้งหลาย  ทรงเป็นสิ่งมีชีวิตสูงสุดของมวลชีวิต  และพระองค์เท่านั้นที่ทรงบำรุงเลี้ยงมวลชีวิต  เราไม่สามารถทำอะไรได้หากปราศจากปัญญา  กฺฤษฺณ  ตรัสไว้เช่นกันว่าพระองค์ทรงเป็นรากของปัญญาทั้งหมด  นอกจากจะมีปัญญา  มิฉะนั้น  บุคคลจะไม่สามารถเข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  องค์  กฺฤษฺณ  ได้
बलं बलवतां चाहं कामरागविवर्जितम् ।
धर्माविरुद्धो भूतेषु कामोऽस्मि भरतर्षभ ॥ ७.११ ॥
โศลก 11
balaṁ balavatāṁ cāhaṁ  kāma-rāga-vivarjitam
dharmāviruddho bhūteṣu  kāmo ’smi bharatarṣabha
พลํ พลวตำ จาหํ  กาม-ราค-วิวรฺชิตมฺ
ธรฺมาวิรุทฺโธ ภูเตษุ  กาโม ’สฺมิ ภรตรฺษภ
พลมฺ — พลัง, พล-วตามฺ — ของคนแข็งแรง, — และ, อหมฺ — ข้าเป็น, กาม — ตัณหา, ราค — และความยึดติด, วิวรฺชิตมฺ — ปราศจาก, ธรฺม-อวิรุทฺธห์ — ไม่ผิดหลักธรรม ศาสนา, ภูเตษุ — ในมวลชีวิต, กามห์ — ชีวิตเพศสัมพันธ์, อสฺมิ — ข้าเป็น, ภรต-ฤษภ — โอ้ เจ้าแห่ง ภารต
คำแปล
ข้าคือพลังของคนแข็งแรง  ปราศจากตัณหาและความต้องการ  ข้าคือชีวิตเพศสัมพันธ์ที่ไม่ผิดหลักธรรมศาสนา  โอ้  เจ้าแห่ง  ภารต  (อรฺชุน)
คำอธิบาย
พลังของคนแข็งแรงควรมีไว้เพื่อใช้ปกป้องคนอ่อนแอ  ไม่ใช่ไปรุกรานก้าวร้าวเพื่อประโยชน์ส่วนตัว  ในทำนองเดียวกัน  ชีวิตเพศสัมพันธ์ตามหลักศาสนา  (ธรฺม)  มีไว้เพื่อให้กำเนิดบุตรธิดามิใช่เพื่อจุดมุ่งหมายอื่น  ดังนั้น  ความรับผิดชอบของผู้ปกครองคือทำให้บุตรธิดาของตนมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
ये चैव सात्त्विका भावा राजसास्तामसाश्च ये ।
मत्त एवेति तान्विद्धि न त्वहं तेषु ते मयि ॥ ७.१२ ॥
โศลก 12
ye caiva sāttvikā bhāvā  rājasās tāmasāś ca ye
matta eveti tān viddhi  na tv ahaṁ teṣu te mayi
เย ไจว สาตฺตฺวิกา ภาวา  ราชสาสฺ ตามสาศฺ จ เย
มตฺต เอเวติ ตานฺ วิทฺธิ  น ตฺวฺ อหํ เตษุ เต มยิ
เย — ทั้งหมดซึ่ง, — และ,เอว — แน่นอน, สาตฺตฺวิกาห์ — ในความดี, ภาวาห์ — ระดับของ ชีวิต, ราชสาห์ — ในระดับแห่งตัณหา, ตามสาห์ — ในระดับแห่งอวิชชา, — เช่นกัน, เย — ทั้งหมดซึ่ง, มตฺตห์ — จากข้า, เอว — แน่นอน, อิติ — ดังนั้น, ตานฺ — พวกเขา, วิทฺธิ — พยายาม รู้, — ไม่, ตุ — แต่,อหมฺ — ข้า, เตษุ — ในพวกเขา, เต — พวกเขา, มยิ — ในข้า
คำแปล
จงรู้ไว้ว่าระดับแห่งชีวิตทั้งหมด  -ไม่ว่าจะเป็นความดี  ตัณหา  หรืออวิชชา-  ปรากฏออกมาด้วยพลังของข้า  ด้านหนึ่ง  ข้าคือทุกสิ่งทุกอย่าง  แต่ข้าก็เป็นอิสระ  ข้ามิได้อยู่ภายใต้ระดับของธรรมชาติวัตถุ  ตรงกันข้ามธรรมชาติวัตถุอยู่ภายในข้า
คำอธิบาย
กิจกรรมวัตถุทั้งหมดในโลกอยู่ภายใต้การกำกับของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุแม้ว่าระดับแห่งธรรมชาติวัตถุเหล่านี้ออกมาจากองค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  พระองค์ทรงมิได้อยู่ภายใต้อำนาจของธรรมชาติวัตถุ  ตัวอย่างเช่น  เราอาจถูกลงโทษภายใต้กฎของรัฐ  แต่  กฺษตฺริย  ผู้ออกกฎหมายทรงมิได้อยู่ภายใต้กฎหมายนั้น  ๆ  ในทำนองเดียวกัน  ระดับแห่งธรรมชาติวัตถุทั้งหลาย  เช่น  ความดี  ตัณหา  และอวิชชา  ทั้งหมดออกมาจากองค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  แต่  กฺฤษฺณทรงมิได้อยู่ภายใต้ธรรมชาติวัตถุ  ฉะนั้น  พระองค์ทรงเป็น  นิรฺคุณ  หมายความว่า  คุณ  หรือระดับเหล่านี้แม้ออกมาจากพระองค์  แต่จะไม่มีผลกระทบต่อพระองค์  นี่คือหนึ่งในลักษณะพิเศษขององค์  ภควานฺ  หรือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า
त्रिभिर्गुणमयैर्भावैरेभिः सर्वमिदं जगत् ।
मोहितं नाभिजानाति मामेभ्यः परमव्ययम् ॥ ७.१३ ॥
โศลก 13
tribhir guṇa-mayair bhāvair  ebhiḥ sarvam idaṁ jagat
mohitaṁ nābhijānāti  mām ebhyaḥ param avyayam
ตฺริภิรฺ คุณ-มไยรฺ ภาไวรฺ  เอภิห์ สรฺวมฺ อิทํ ชคตฺ
โมหิตํ นาภิชานาติ  มามฺ เอภฺยห์ ปรมฺ อวฺยยมฺ
ตฺริภิห์ — สาม, คุณ-มไยห์ — ประกอบด้วย คุณ, ภาไวห์ — โดยระดับของชีวิต, เอภิห์ — ทั้งหมดนี้, สรฺวมฺ — ทั้งหมด, อิทมฺ — นี้, ชคตฺ — จักรวาล, โมหิตมฺ — ความหลง, น อภิชานาติ — ไม่รู้, มามฺ — ข้า, เอภฺยห์ — เหนือสิ่งเหล่านี้, ปรมฺ — สูงสุด, อวฺยยมฺ — ไม่สิ้นสุด
คำแปล
ลุ่มหลงอยู่ในสามระดับ  (ความดี  ตัณหา  และอวิชชา)  โลกทั้งโลกไม่รู้จักข้า  ผู้ซึ่งอยู่เหนือสามระดับและไม่มีวันสิ้นสุด
คำอธิบาย
ทั่วทั้งโลกหลงอยู่ในเสน่ห์ของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  พวกที่สับสนอยู่ในสามระดับนี้ไม่สามารถเข้าใจว่า  เหนือกว่าธรรมชาติวัตถุนี้คือองค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  
ทุก  ๆชีวิตที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของธรรมชาติวัตถุ  มีกิจกรรมทางร่างกาย  จิตใจ  และชีววิทยาโดยเฉพาะของตน  มีมนุษย์สี่ประเภทดำเนินอยู่ในธรรมชาติวัตถุสามระดับ  พวกที่อยู่ในระดับความดีบริสุทธิ์เรียกว่า  พฺราหฺมณ  พวกที่อยู่ในระดับตัณหาบริสุทธิ์เรียกว่า  กฺษตฺริย  พวกที่อยู่ทั้งในตัณหาและอวิชชาเรียกว่า  ไวศฺย  พวกที่อยู่ในอวิชชาล้วน  ๆเรียกว่า  ศูทฺร  และพวกที่ต่ำกว่านี้คือสัตว์เดรัจฉาน  อย่างไรก็ดี  ชื่อระบุเหล่านี้ไม่ถาวรเราอาจเป็น  พฺราหฺมณ,  กฺษตฺริย,  ไวศฺย  หรืออะไรก็ได้  ไม่ว่าในกรณีใดชีวิตนี้ไม่ถาวร  แต่ถึงแม้ว่าชีวิตไม่ถาวรและเราไม่รู้ว่าจะไปเป็นอะไรในชาติหน้า  ด้วยมนต์สะกดของพลังแห่งความหลงนี้  ทำให้เราพิจารณาตัวเราตามแนวคิดแห่งชีวิตทางร่างกาย  ดังนั้น  จึงคิดว่าเราเป็นคนอเม  ฤคฺ  ัน  คนอินเดีย  คนรัสเซีย  หรือเป็น  พฺราหฺมณ  เป็นชาวฮินดูเป็นชาวมุสลิม  ฯลฯ  และถ้าหากว่าถูกพันธนาการอยู่ในสามระดับของธรรมชาติวัตถุเราก็ลืมบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าผู้ทรงอยู่เบื้องหลังระดับต่าง  ๆ  เหล่านี้  ฉะนั้น  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ตรัสว่าสิ่งมีชีวิตที่หลงอยู่ในสามระดับแห่งธรรมชาติจะไม่เข้าใจว่าเบื้องหลังฉากวัตถุคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า
มีสิ่งมีชีวิตต่าง  ๆ  มากมายเช่น  มนุษย์  เทวดา  สัตว์เดรัจฉาน  ฯลฯ  แต่ละชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของธรรมชาติวัตถุ  และทั้งหมดได้ลืมบุคลิกภาพแห่งพระเจ้าผู้ทรงเป็นทิพย์  พวกที่อยู่ระดับตัณหาและอวิชชา  และแม้แต่พวกที่อยู่ในระดับความดีจะไม่สามารถไปสูงกว่าแนวความคิดแห่งสัจธรรม  พฺรหฺมนฺ  ที่ไร้รูปลักษณ์  พวกเขาสับสนเมื่อทราบว่าองค์  ภควานฺ  ในบุคลิกลักษณะส่วนพระองค์ประกอบไปด้วย  ความสง่างาม  ความมั่งคั่ง  ความรู้  พลังอำนาจ  ชื่อเสียง  และความเสียสละทั้งหมด  ในเมื่อแม้แต่พวกที่อยู่ในความดียังไม่สามารถเข้าใจพระองค์  แล้วพวกที่อยู่ในตัณหาและอวิชชาจะมีความหวังอะไร  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นทิพย์เหนือสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุเหล่านี้  พวกที่สถิตย์อย่างแท้จริงใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นผู้หลุดพ้นแล้วอย่างแท้จริง
दैवी ह्येषा गुणमयी मम माया दुरत्यया ।
मामेव ये प्रपद्यन्ते मायामेतां तरन्ति ते ॥ ७.१४ ॥
โศลก 14
daivī hy eṣā guṇa-mayī  mama māyā duratyayā
mām eva ye prapadyante  māyām etāṁ taranti te
ไทวี หฺยฺ เอษา คุณ-มยี  มม มายา ทุรตฺยยา
มามฺ เอว เย ปฺรปทฺยนฺเต  มายามฺ เอตำ ตรนฺติ เต
ไทวี — ทิพย์, หิ — แน่นอน, เอษา — นี้,คุณ-มยี — ประกอบด้วยสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ, มม — ของข้า,มายา — พลังงาน, ทุรตฺยยา — ข้ามพ้นได้ยากมาก, มามฺ — แด่ข้า, เอว — แน่นอน, เย — พวกซึ่ง, ปฺรปทฺยนฺเต — ศิโรราบ,มายามฺ เอตามฺ — พลังงานแห่งความหลงนี้, ตรนฺติ — ชัยชนะ, เต — พวกเขา
คำแปล
พลังทิพย์ของข้านี้ประกอบด้วยสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุซึ่งเอาชนะได้ยากแต่พวกที่ศิโรราบต่อข้า  สามารถข้ามพ้นไปได้โดยง่ายดาย
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ทรงมีพลังงานมากมายและพลังงานทั้งหมดนี้เป็นทิพย์  สิ่งมีชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของพลังงานของพระองค์  ดังนั้น  จึงเป็นทิพย์  แต่เนื่องจากมาสัมผัสกับพลังงานวัตถุ  พลังงานเบื้องสูงเดิมแท้ของพวกเขาจึงถูกปกคลุม  จากการถูกปกคลุมด้วยพลังงานวัตถุจึงทำให้ไม่สามารถเอาชนะอิทธิพลของมันได้  ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าทั้งธรรมชาติวัตถุและธรรมชาติทิพย์ที่ออกมาจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าเป็นอมตะ  สิ่งมีชีวิตอยู่ในธรรมชาติอมตะที่สูงกว่าขององค์  ภควานฺ  แต่เนื่องมาจากมลทินแห่งธรรมชาติวัตถุที่ต่ำกว่า  ความหลงของพวกเขาจึงเป็นอมตะเช่นเดียวกัน  ฉะนั้น  สภาวะของดวงวิญญาณจึงถูกเรียกว่า  นิตฺย-พทฺธ  หรืออยู่ในสภาวะอมตะ  ไม่มีผู้ใดสามารถย้อนรอยประวัติศาสตร์ว่าตนเองมาอยู่ในสภาวะนี้วันที่เท่าไรในประวัติศาสตร์ทางวัตถุด้วยเหตุนี้การที่จะหลุดพ้นจากเงื้อมมือของธรรมชาติวัตถุจึงเป็นสิ่งที่ยากมาก  แม้ว่าธรรมชาติวัตถุเป็นพลังงานที่ต่ำกว่าเพราะว่าในที่สุดพลังงานวัตถุที่ถูกกำกับโดยความปรารถนาสูงสุดขององค์  ภควานฺ  ซึ่งสิ่งมีชีวิตไม่สามารถเอาชนะได้  คำจำกัดความของธรรมชาติวัตถุที่ต่ำกว่าได้ให้ไว้  ณ  ที่นี้  ว่าเป็นธรรมชาติทิพย์เนื่องจากการเชื่อมสัมพันธ์และการเคลื่อนไหวทิพย์จากความปรารถนาขององค์  ภควานฺ  ธรรมชาติวัตถุแม้จะต่ำกว่า  แต่ถูกกำกับด้วยความปรารถนาทิพย์  ปฏิบัติตนอย่างน่าอัศจรรย์ในการสร้างและการทำลายของปรากฏการณ์แห่งจักรวาล  คัมภีร์พระ  เวท  ได้ยืนยันไว้ดังนี้  มายำ  ตุ  ปฺรกฺฤตึ  วิทฺยานฺ  มายินํ  ตุ  มเหศฺวรมฺ  “แม้ว่า  มายา  (ความหลง)  จะผิดหรือไม่ถาวรเบื้องหลังฉากของ  มายา  คือนัก  มายา  กลสูงสุดองค์  ภควานฺ  ผู้ทรงเป็น  มเหศฺวร  หรือผู้ควบคุมสูงสุด”  (เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  ๔ฯ๑๐)  
อีกความหมายหนึ่งของ  คุณ  คือเชือก  เข้าใจว่าพันธวิญญาณถูกมัดอย่างแน่นหนาด้วยเชือกแห่งความหลง  คนที่ถูกมัดมือมัดเท้าไม่สามารถช่วยตนเองเป็นอิสระได้จำต้องให้คนที่เป็นอิสระช่วย  เพราะว่าคนถูกมัดไม่สามารถช่วยคนถูกมัดได้  คนที่มาช่วยจะต้องเป็นอิสรเสรี  ไม่ถูกมัด  ฉะนั้น  ศฺรี  กฺฤษฺณ  หรือพระอาจารย์ทิพย์ผู้แทนของพระองค์ที่เชื่อถือได้เท่านั้น  จึงสามารถปลดแอกพันธวิญญาณได้  ปราศจากการช่วยเหลือจากระดับสูงเช่นนี้  เราไม่สามารถเป็นอิสระจากพันธนาการแห่งธรรมชาติวัตถุ  การอุทิศตนเสียสละรับใช้หรือ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกสามารถช่วยเราให้ได้รับเสรีภาพเช่นนี้  กฺฤษฺณทรงเป็นเจ้าแห่งพลังงานแห่งความหลง  ทรงสามารถสั่งพลังงานที่ข้ามพ้นไม่ได้นี้ให้ปลดเปลื้องพันธวิญญาณ  กฺฤษฺณ  ทรงสั่งให้ปลดปล่อยดวงวิญญาณที่ศิโรราบด้วยพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้  และจากความรักที่มีต่อสิ่งมีชีวิตดุจบิดารักบุตร  ซึ่งเดิมทีเป็นบุตรที่รักของพระองค์  ฉะนั้น  การศิโรราบต่อพระบาทรูปดอกบัวของ  กฺฤษฺณ  จึงเป็นวิถีทางเดียวที่จะทำให้เราเป็นอิสระจากเงื้อมมือของธรรมชาติวัตถุอันเหนี่ยวแน่นนี้
คำว่า  มามฺ  เอว  มีความสำคัญเช่นเดียวกัน  มามฺ  หมายความว่าแด่  กฺฤษฺณ  (วิษฺณุ)  เท่านั้น  ไม่ใช่แด่พระ  พฺรหฺมา  หรือพระ  ศิว  ถึงแม้ว่าพระ  พฺรหฺมา  และพระ  ศิว  จะมีความเจริญมากจนเกือบถึงระดับของพระ  วิษฺณุ  เป็นไปไม่ได้ที่อวตารแห่ง  รโช-คุณ  (ตัณหา)  และตโม-คุณ  (อวิชชา)  จะปลดเปลื้องพันธวิญญาณจากเงื้อมมือของ  มายา  อีกนัยหนึ่ง  ทั้งพระ  พฺรหฺมา  และพระ  ศิว  ก็ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของ  มายา  พระ  วิษฺณุ  เท่านั้นที่ทรงเป็นเจ้านายของ  มายา  ฉะนั้น  พระ  วิษฺณุ  เพียงองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงสามารถปลดเปลื้องพันธวิญญาณ  คัมภีร์พระ  เวท  (เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  3.8)  ยืนยันเช่นนี้ในวลี  ตมฺ  เอว  วิทิตฺวา  หรือ  “อิสรภาพเป็นไปได้จากการเข้าใจ  กฺฤษฺณ  เท่านั้น”  แม้พระ  ศิว  ทรงยืนยันว่าความหลุดพ้นสามารถบรรลุได้ด้วยพระเมตตาของพระ  วิษฺณุ  เท่านั้น  พระ  ศิว  ตรัสว่า  มุกฺติ-ปฺรทาตา  สเรฺวษำ  วิษฺณุรฺ  เอว  น  สํศยห์  “ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าพระ  วิษฺณุ  ทรงเป็นผู้ให้ความหลุดพ้นสำหรับทุก  ๆ  ชีวิต”
न मां दुष्कृतिनो मूढाः प्रपद्यन्ते नराधमाः ।
माययापहृतज्ञाना आसुरं भावमाश्रिताः ॥ ७.१५ ॥
โศลก 15
na māṁ duṣkṛtino mūḍhāḥ  prapadyante narādhamāḥ
māyayāpahṛta-jñānā  āsuraṁ bhāvam āśritāḥ
น มำ ทุษฺกฺฤติโน มูฒาห์  ปฺรปทฺยนฺเต นราธมาห์
มายยาปหฺฤต-ชฺญานา  อาสุรํ ภาวมฺ อาศฺริตาห์
— ไม่, มามฺ — แด่ข้า, ทุษฺกฺฤตินห์ — คนสารเลว, มูฒาห์ — โง่, ปฺรปทฺยนฺเต — ศิโรราบ, นร-อธมาห์ — ต่ำสุดในหมู่มนุษย์, มายยา — ด้วยพลังแห่งความหลง, อปหฺฤต — ถูกขโมยไป, ชฺญานาห์ — ความรู้ของเขา, อาสุรมฺ — มาร,ภาวมฺ — ธรรมชาติ, อาศฺริตาห์ — รับเอา
คำแปล
พวกที่โง่เขลามาก  ต่ำสุดในหมู่มนุษย์  ถูกความหลงขโมยเอาความรู้ไป  และเป็นผู้มีส่วนร่วมกับธรรมชาติมารที่ไม่เชื่อในองค์ภควาน  จะไม่ศิโรราบต่อข้า
คำอธิบาย
ได้กล่าวไว้ใน  ภควัท-คีตา  ว่าเพียงแต่ศิโรราบตนเองต่อพระบาทรูปดอกบัวขององค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  เราสามารถข้ามพ้นกฎเกณฑ์อันเข้มงวดของธรรมชาติวัตถุได้  ตรงนี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า  แล้วพวกนักปราชญ์ที่มีการศึกษา  นักวิทยาศาสตร์  นักธุรกิจนักบริหาร  และผู้นำของคนโดยทั่วไป  ทำไมจึงไม่ศิโรราบต่อพระบาทรูปดอกบัวของ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  องค์  ภควานฺ  ผู้ทรงมีพลังอำนาจทั้งปวง?  มุกฺติ  หรือความมีอิสรภาพจากกฎแห่งธรรมชาติวัตถุเป็นสิ่งที่ผู้นำแห่งมนุษยชาติเสาะแสวงหาด้วยวิธีต่าง  ๆ  ด้วยแผนการอันยิ่งใหญ่  และด้วยความอุตสาหะพยายามเป็นเวลาหลายต่อหลายปีและหลายต่อหลายชาติ  หากว่าความมีอิสรภาพหลุดพ้นเป็นไปได้ด้วยเพียงแต่ศิโรราบต่อพระบาทรูปดอกบัวขององค์  ภควานฺ  แล้วทำไมผู้นำที่มีสติปัญญาและทำงานหนักเหล่านี้ไม่ยอมรับวิธีปฏิบัติที่ง่ายดายเช่นนี้?
คีตา  ตอบคำถามนี้อย่างเปิดเผยว่า  ผู้นำสังคมที่มีความรู้จริง  เช่น  พระ  พฺรหฺมา  พระ  ศิว  กปิล  สี่  กุมาร  มนุ  วฺยาส  เทวล  อสิต  ชนก  ปฺรหฺลาท  พลิ  และต่อมา  มธฺวาจารฺย  รามานุชาจารฺย  ศฺรี  ไจตนฺย  และผู้อื่นอีกมากมายที่เป็นนักปราชญ์  นักการเมือง  นักวิชาการ  นักวิทยาศาสตร์  ฯลฯ  ที่มีความซื่อสัตย์จะศิโรราบต่อพระบาทรูปดอกบัวขององค์  ภควานฺ  ผู้ทรงมีอำนาจทั้งปวงที่เชื่อถือได้  พวกที่ไม่ใช่นักปราชญ์  นักวิทยาศาสตร์  นักวิชาการ  และนักบริหาร  ฯลฯ  ที่แท้จริง  แต่อวดอ้างตนเองว่าเป็นบุคคลเหล่านี้เพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุจะไม่ยอมรับแผนหรือวิธีขององค์  ภควานฺ  พวกเขาไม่มีความคิดเกี่ยวกับองค์  ภควานฺ  เพียงแต่ผลิตแผนการทางโลกของตนเองและต่อมาก็สับสนอยู่กับปัญหาความเป็นอยู่ทางวัตถุ  ในความพยายามที่จะแก้ปัญหาและไม่ประสบความสำเร็จ  เพราะว่าพลังงาน  (ธรรมชาติ)  วัตถุมีพลังอำนาจมาก  สามารถต้านแผนที่เชื่อถือไม่ได้ของผู้ที่ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  และปิดกั้นความรู้ของ  “คณะกรรมการวางแผน”
นักวางแผนผู้ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  อธิบายไว้  ณ  ที่นี้ด้วยคำ  ทุษฺกฺฤตินห์  หรือ  “คนสารเลว”  กฺฤตี  หมายความถึงผู้ทำงานการกุศล  นักวางแผนผู้ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  บางครั้งมีความฉลาดมากและมีใจกุศลเช่นกัน  เพราะว่าแผนงานใหญ่ใด  ๆ  ไม่ว่าจะดีหรือเลวต้องใช้ปัญญาในการปฏิบัติ  แต่เนื่องจากสมองของผู้ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  ได้ถูกใช้ไปอย่างไม่เหมาะสมในการต่อต้านแผนของพระองค์  นักวางแผนผู้ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  จึงถูกเรียกว่า  ทุษฺกฺฤตี  ซึ่งแสดงว่าปัญญาและความพยายามถูกนำไปในทางที่ผิด
ใน  คีตา  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  พลังงานวัตถุดำเนินไปภายใต้คำสั่งขององค์  ภควานฺ  อย่างสมบูรณ์โดยไม่มีอำนาจที่เป็นอิสระ  จึงดำเนินไปเหมือนเงาที่เคลื่อนตามการเคลื่อนไหวของตัวจริง  ถึงกระนั้น  พลังงานวัตถุก็มีพลังอำนาจมากและผู้ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  อันเนื่องมาจากอารมณ์ที่เห็นว่าไม่มีองค์  ภควานฺ  จึงไม่สามารถรู้ว่ามันดำเนินไปอย่างไร  และไม่สามารถรู้ถึงแผนของพระองค์  ภายใต้ความหลงและภายใต้ระดับตัณหาและอวิชชา  แผนของเขาทั้งหมดจึงล้มเหลว  ดังเช่นกรณีของ  หิรณฺยกศิปุ  และ  ราวณ  ที่แผนการถูกทำลายเป็นผุยผง  ถึงแม้ว่าทั้งสองเป็นผู้ที่มีความรู้ทางวัตถุสูงเหมือนกับนักวิทยาศาสตร์  นักปราชญ์  นักบริหาร  และนักวิชาการ  ทุษฺกฺฤติน  หรือคนสารเลวเหล่านี้มีอยู่สี่รูปแบบดังจะอธิบายต่อไปนี้
(1)  มูฒ  คือพวกที่โง่มากเหมือนกับสัตว์เดรัจฉานที่แบกภาระทำงานหนักพวกนี้ต้องการหาความสุขกับผลจากแรงงานของตน  ดังนั้น  จึงไม่ต้องการมีส่วนร่วมกับพระองค์  ตัวอย่างที่เห็นกันอยู่ทั่วไปของสัตว์ที่แบกภาระหนักคือลา  สัตว์ผู้ถ่อมตนตัวนี้ถูกเจ้านายใช้งานอย่างหนักมาก  เจ้าลาไม่รู้อย่างแท้จริงว่าตัวมันทำงานหนักทั้งวันทั้งคืนเพื่อใคร  มันรู้สึกอิ่มใจจากการได้หญ้ามาหนึ่งกำที่ป้อนลงไปในท้อง  นอนสักพักหนึ่งภายใต้ความกลัวที่จะถูกเจ้านายเฆี่ยน  และพอใจกับเพศสัมพันธ์ภายใต้ความเสี่ยงที่จะถูกเพศตรงข้ามเตะซ้ำแล้วซ้ำอีก  บางครั้งเจ้าลาร้องเพลงเป็นบทกวีและปรัชญา  เสียงโอดครวญเช่นนี้ได้แต่รบกวนผู้อื่นเท่านั้น  นี่คือตัวอย่างของคนโง่ที่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว  โดยไม่รู้ว่าควรทำงานเพื่อใคร  และไม่รู้ว่า  กรฺม  (กรรม)  ทำไปเพื่อ  ยชฺญ  (การบูชา)
พวกที่ทำงานหนักทั้งวันทั้งคืนเพื่อสะสางภาระหน้าที่ที่ตนเองสร้างขึ้นมา  จะกล่าวว่า  ไม่มีเวลามาสดับฟังเกี่ยวกับความเป็นอมตะของสิ่งมีชีวิต  สำหรับพวก  มูฒ  ผลประโยชน์ทางวัตถุซึ่งในที่สุดจะสูญสลาย  เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต  ถึงแม้ว่าพวก  มูฒ  ได้รับความสุขน้อยมากจากผลแห่งแรงงานของตน  บางครั้งพวกนี้อดหลับอดนอนทั้งวันทั้งคืนเพื่อผลกำไร  แม้จะเป็นโรคกระเพาะหรือท้องอืดเฟ้อก็ยังพึงพอใจกับการที่ไม่รับประทานอาหาร  และได้แต่ซึมซาบอยู่กับการทำงานทั้งวันทั้งคืนเพื่อประโยชน์ของพวกเจ้านายที่ลวงตา  อยู่ในอวิชชาเกี่ยวกับเจ้านายที่แท้จริงของตนเอง  คนงานหน้าโง่เหล่านี้เสียเวลาอันมีค่าไปรับใช้ทรัพย์ศฤงคาร  ด้วยความอับโชคจึงไม่เคยศิโรราบต่อเจ้านายสูงสุดของเจ้านายทั้งหลายและไม่เคยให้เวลาในการสดับฟังเกี่ยวกับองค์  ภควานฺ  จากแหล่งที่ถูกต้อง  สุกรที่กินอุจจาระไม่ใยดีที่จะยอมรับอาหารอันหวานฉ่ำที่ทำจากน้ำตาลและเนยใส  ในทำนองเดียวกัน  กรรมกรผู้โง่เขลาจะฟังข่าวเพื่อความสุขทางประสาทสัมผัสแห่งโลกวัตถุต่อไปโดยไม่รู้จักเบื่อ  แต่มีเวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อสดับฟังเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตอมตะที่เป็นผู้เคลื่อนไหวโลกวัตถุ
(2)  ทุษฺกฺฤตี  หรือคนสารเลวอีกระดับหนึ่งเรียกว่า  นราธม  หรือต่ำสุดของมนุษยชาติ  นร  แปลว่ามนุษย์และ  อธม  แปลว่าต่ำสุด  จาก  8,400,000  เผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  มีอยู่  400,000  ที่เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์  จากนี้มีรูปแบบที่ต่ำกว่าชีวิตมนุษย์มากมายซึ่งส่วนใหญ่ไม่เจริญ  มุนษย์ที่เจริญแล้วเป็นพวกที่มีหลักศีลธรรมของสังคมการเมือง  และชีวิตทางศาสนา  พวกที่พัฒนาทางสังคม  และการเมือง  แต่ไม่มีหลักศาสนาต้องพิจารณาว่าเป็น  นราธม  หรือว่าศาสนาที่ไม่มีองค์  ภควานฺ  เพราะว่าจุดมุ่งหมายในการปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนาก็เพื่อให้รู้ถึงสัจธรรมสูงสุดและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระองค์  ใน  คีตา  องค์  ภควานฺ  ทรงกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  ไม่มีผู้ที่มีอำนาจเชื่อถือได้ผู้ใดที่เหนือไปกว่าพระองค์  องค์  ภควานฺ  คือสัจธรรมสูงสุด  รูปลักษณ์ที่เจริญแล้วของชีวิตมนุษย์มีไว้เพื่อฟื้นฟูจิตสำนึกที่สูญหายไปของมนุษย์ในความสัมพันธ์นิรันดรกับสัจธรรมสูงสุด  องค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ผู้ทรงมีพลังอำนาจทั้งปวง  ผู้ใดที่สูญเสียโอกาสนี้จัดอยู่ในจำพวก  นราธม  เราได้ข้อมูลจากพระคัมภีร์ที่เปิดเผยว่า  เมื่อทารกน้อยอยู่ในครรภ์มารดา  (สภาวะที่อึดอัดมาก)  เขาจะสวดมนต์ภาวนาต่อองค์  ภควานฺ  เพื่อช่วยจัดส่งให้ออกมา  และสัญญาว่าทันทีที่ออกมาจะบูชาแต่พระองค์เท่านั้น  การสวดมนต์ภาวนาถึงองค์  ภควานฺ  เมื่ออยู่ในสภาวะคับขันเป็นสัญชาตญาณธรรมชาติของทุก  ๆชีวิตเพราะมีความสัมพันธ์นิรันดรกับพระองค์  แต่หลังจากคลอดออกมาแล้ว  เด็กคนนี้ก็ลืมความยากลำบากแห่งการเกิด  และลืมทั้งผู้คลอด  เนื่องด้วยอิทธิพลของมายา  หรือพลังแห่งความหลง
เป็นหน้าที่ของผู้ดูแลเด็กที่จะฟื้นฟูจิตสำนึกแห่งองค์  ภควานฺ  ที่มีอยู่ลึก  ๆ  ภายในตัวเขา  พิธีปฏิรูปสิบวิธีที่ได้กล่าวไว้ใน  มนุ-สฺมฺฤติ  เป็นแนวทางหลักศาสนาเพื่อฟื้นจิตสำนึกแห่งองค์  ภควานฺ  ในระบบของ  วรฺณาศฺรม  อย่างไรก็ดี  ไม่มีวิธีใดที่ปฏิบัติตามกันอย่างเคร่งครัด  ไม่ว่าส่วนไหนของโลกในปัจจุบันนี้  ดังนั้น  99.9  เปอร์เซ็นต์ของประชากรเป็น  นราธม  
เมื่อประชากรทั้งหมดเป็น  นราธม  โดยธรรมชาติสิ่งที่เรียกว่าการศึกษาของพวกเขาทั้งหมดเป็นโมฆะด้วยพลังงานที่มีอำนาจทั้งหมดของธรรมชาติวัตถุตามมาตรฐานของ  คีตา  ผู้ที่มีความรู้คือผู้ที่เห็นด้วยความเสมอภาคไม่ว่าจะเป็น  พฺราหฺมณ  ผู้คงแก่เรียน  สุนัข  วัว  ช้าง  และคนกินสุนัข  นั่นคือวิสัยทัศน์ของสาวกที่แท้จริง  ศฺรี  นิตฺยานนฺท  ปฺรภุ  ผู้ทรงเป็นอวตารขององค์  ภควานฺ  ในรูปของพระอาจารย์ทิพย์  ทรงจัดส่ง  นราธม  ตัวอย่าง  คือ  สองพี่น้อง  ชคาอิ  และมาธาอิ  และทรงแสดงให้เห็นถึงพระเมตตาที่แท้จริงของสาวกที่มีต่อผู้ที่ต่ำสุดแห่งมนุษยชาติ  ดังนั้น  นราธม  ที่ถูกองค์  ภควานฺ  ลงโทษสามารถฟื้นฟูจิตสำนึกทิพย์ของตนขึ้นอีกครั้งหนึ่งด้วยพระเมตตาของสาวกเท่านั้น
ในการเผยแพร่  ภาควต-ธรฺม  หรือกิจกรรมของสาวก  ศฺรี  ไจตนฺย  มหาปฺรภุ  ทรงแนะนำให้ผู้คนสดับฟังสาส์นขององค์  ภควานฺ  อย่างยอมจำนน  เนื้อหาสาระของสาส์นนี้คือ  ภควัท-คีตา  ผู้ต่ำสุดในหมู่มนุษย์สามารถได้รับการจัดส่งด้วยวิธีการสดับฟังแบบยอมจำนนเท่านั้น  แต่อับโชคที่พวกเขายังปฏิเสธในการรับฟังสาส์นเหล่านี้  จึงไม่ต้องพูดถึงการศิโรราบต่อความปรารถนาขององค์  ภควานฺ  นราธม  หรือผู้ต่ำสุดแห่งมนุษยชาติจะปฏิเสธอย่างเต็มที่เกี่ยวกับหน้าที่ที่สำคัญของมนุษย์
(3)  ทุษฺกฺฤตี  ระดับต่อไปเรียกว่า  มายยาปหฺฤต-ชฺญานาห์  หรือพวกที่ความรู้อันสูงส่งของพวกเขาใช้ประโยชน์ไม่ได้ด้วยอิทธิพลของพลังงานแห่งความหลงทางวัตถุพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้มีความรู้มาก  เช่น  นักปราชญ์  นักกวี  บัณฑิต  นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย  ฯลฯ  แต่ถูกพลังงานแห่งความหลงนำไปในทางที่ผิด  ดังนั้น  พวกเขาจึงไม่เชื่อฟังองค์  ภควานฺ  
มี  มายยาปหฺฤต-ชฺญานาห์  จำนวนมากในปัจจุบัน  แม้ในหมู่นักวิชาการแห่ง  ภควัท-คีตา  เอง  ใน  คีตา  ด้วยภาษาที่เรียบง่าย  ได้กล่าวไว้ว่า  ศฺรี  กฺฤษฺณ  คือองค์  ภควานฺไม่มีผู้ใดเทียบเท่าหรือยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์  ทรงเป็นพระบิดาของพระ  พฺรหฺมา  ผู้ที่เป็นพระบิดาองค์แรกของมนุษย์ทั้งหลาย  อันที่จริงได้กล่าวไว้ว่า  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงมิใช่เป็นเพียงพระบิดาของพระ  พฺรหฺมา  เท่านั้น  แต่ยังเป็นพระบิดาของเผ่าพันธุ์ชีวิตทั้งหมด  ทรงเป็นรากของ  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์และ  ปรมาตฺมา  หรืออภิวิญญาณในทุก  ๆ  ชีวิต  ซึ่งเป็นส่วนที่แบ่งแยกออกมาจากพระองค์  พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่างและได้แนะนำไว้ว่าทุกคนควรศิโรราบต่อพระบาทรูปดอกบัวของ  กฺฤษฺณ  ถึงแม้จะมีข้อความที่ชัดเจนทั้งหมดนี้  พวก  มายยาปหฺฤต-ชฺญานาห์  ยังเย้ยหยันบุคลิกภาพแห่งองค์  ภควานฺ  และพิจารณาว่าพระองค์ทรงเป็นเพียงมนุษย์อีกคนหนึ่งเท่านั้น  โดยไม่รู้ว่ารูปร่างมนุษย์ที่ได้รับพรมานี้  ออกแบบมาจากรูปร่างลักษณะทิพย์อันเป็นอมตะขององค์  ภควานฺ  
การตีความที่เชื่อถือไม่ได้ทั้งหลายของ  คีตา  โดยกลุ่ม  มายยาปหฺฤต-ชฺญานาห์  ซึ่งอยู่นอกบทบัญญัติของระบบ  ปรมฺปรา  จะเป็นอุปสรรคมากบนหนทางแห่งความเข้าใจในวิถีทิพย์  ผู้ตีความที่อยู่ในความหลงจะไม่ศิโรราบต่อพระบาทรูปดอกบัวของ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  และพวกเขาจะไม่สอนผู้อื่นให้ปฏิบัติตามหลักธรรมนี้
(4)  ทุษฺกฺฤตี  ระดับสุดท้ายเรียกว่า  อาสุรํ  ภาวมฺ  อาศฺริตาห์  หรือพวกที่มีหลักอธรรมหรือหลักมาร  พวกนี้ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  อย่างเปิดเผย  บางคนเถียงว่าองค์  ภควานฺ  ไม่สามารถเสด็จลงมาโลกวัตถุนี้ได้  แต่ก็ไม่สามารถให้เหตุผลอย่างเป็นรูปธรรมว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้นและมีบางคนคิดว่าพระองค์ทรงด้อยกว่าลักษณะที่ไร้รูปลักษณ์  ถึงแม้ได้ประกาศไว้ใน  คีตา  อย่างตรงกันข้าม  ด้วยความอิจฉาบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ผู้ไม่เชื่อองค์  ภควานฺ  จะเสนออวตารตัวปลอมจำนวนมากมายที่ผลิตขึ้นในโรงงานสมองของตนเอง  บุคคลเหล่านี้ที่หลักการของชีวิตชอบประณามองค์  ภควานฺ  และไม่ศิโรราบต่อพระบาทรูปดอกบัวของ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  
ศฺรี  ยามุนาจารฺย  อาลพนฺทรุ  แห่งอินเดียตอนใต้กล่าวว่า  “โอ้องค์  ภควานฺ  ของข้า!  บุคคลที่ไปยุ่งเกี่ยวกับหลักการของพวกไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  ไม่สามารถรู้ถึงพระองค์แม้คุณสมบัติ  รูปลักษณ์  และกิจกรรมอันไม่ธรรมดาของพระองค์  ถึงแม้ว่า  บุคลิกภาพของพระองค์ได้รับการยืนยันไว้โดยพระคัมภีร์ที่เปิดเผยทั้งหลายในคุณลักษณะแห่งความดี  ถึงแม้เป็นที่ยอมรับโดยผู้มีอำนาจเชื่อถือได้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในความรู้แห่งศาสตร์ทิพย์อันลึกซึ้ง  และสถิตอยู่ในคุณสมบัติแห่งเทพ”
ฉะนั้น  (1)  บุคคลที่โง่มาก  (2)  ผู้ต่ำสุดในหมู่มนุษย์  (3)  นักคาดคะเนที่อยู่ในความหลง  และ  (4)  ผู้ประกาศว่าตนเองไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  ที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้จะไม่มีวันศิโรราบต่อพระบาทรูปดอกบัวขององค์  ภควานฺ  แม้จะได้รับการแนะนำจากพระคัมภีร์  และผู้ที่เชื่อถือได้ทั้งหลาย
चतुर्विधा भजन्ते मां जनाः सुकृतिनोऽर्जुन ।
आर्तो जिज्ञासुरर्थार्थी ज्ञानी च भरतर्षभ ॥ ७.१६ ॥
โศลก 16
catur-vidhā bhajante māṁ  janāḥ su-kṛtino ’rjuna
ārto jijñāsur arthārthī  jñānī ca bharatarṣabha
จตุรฺ-วิธา ภชนฺเต มำ  ชนาห์ สุ-กฺฤติโน ’รฺชุน
อารฺโต ชิชฺญาสุรฺ อรฺถารฺถี  ชฺญานี จ ภรตรฺษภ
จตุห์-วิธาห์ — สี่ประเภท, ภชนฺเต — ปฏิบัติตนรับใช้,มามฺ — แด่ข้า, ชนาห์ — บุคคล, สุ-กฺฤตินห์ — ผู้มีบุญ, อรฺชุน — โอ้ อรฺชุน, อารฺตห์ — ผู้มีความทุกข์, ชิชฺญาสุห์ — ผู้ชอบถาม, อรฺถ-อรฺถี — ผู้ปรารถนาผลกำไรทางวัตถุ, ชฺญานี — ผู้รู้สิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง, — เช่นกัน,ภรต-ฤษภ — โอ้ ผู้ยิ่งใหญ่ในบรรดาผู้สืบราชวงศ์บะระทะ
คำแปล
โอ้  ผู้ยอดเยี่ยมในหมู่  ภารต  มนุษย์ผู้มีบุญสี่ประเภทเริ่มถวายการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อข้า  คือ  ผู้มีความทุกข์  ผู้ปรารถนาความร่ำรวย  ผู้ชอบถาม  และผู้แสวงหาความรู้แห่งสัจธรรม
คำอธิบาย
ไม่เหมือนกับพวกสารเลว  พวกนี้ปฏิบัติตามหลักธรรมที่กำหนดไว้ในพระคัมภีร์บุคคลเหล่านี้เรียกว่า  สุ-กฺฤตินห์  หรือพวกที่เชื่อฟังหลักเกณฑ์ของพระคัมภีร์  กฎศีลธรรม  กฎสังคม  และอุทิศตนเสียสละต่อองค์  ภควานฺ  ไม่มากก็น้อย  มีอยู่สี่ประเภทคือพวกที่บางครั้งมีความทุกข์  พวกที่ต้องการเงินทอง  พวกที่บางครั้งชอบถาม  และพวกที่บางครั้งแสวงหาความรู้แห่งสัจธรรม  บุคคลเหล่านี้มาหาองค์  ภควานฺ  เพื่อการอุทิศตนเสียสละรับใช้ภายใต้สภาวะที่ต่างกัน  เช่นนี้ยังไม่ใช่สาวกผู้บริสุทธิ์ทีเดียวเพราะยังมีความปรารถนาบางประการที่ต้องสนองตอบในการแลกเปลี่ยนกับการอุทิศตนเสียสละรับใช้  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์ต้องไม่มีความมุ่งหวังและไม่มีความปรารถนาเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ  ภกฺติ-รสามฺฤต-สินฺธุ  (1.1.11)  นิยามการอุทิศตนเสียสละที่บริสุทธิ์ไว้ดังนี้
อนฺยาภิลาษิตา-ศูนฺยํ  ชฺญาน-กรฺมาทฺยฺ-อนาวฺฤตมฺ
อานุกูเลฺยน กฺฤษฺณานุ-  ศีลนํ ภกฺติรฺ อุตฺตมา
“เราควรถวายการรับใช้ทิพย์ด้วยความรักต่อองค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ในเชิงบวกโดยไม่ปรารถนาผลประโยชน์หรือผลกำไรทางวัตถุผ่านทางกิจกรรมทางวัตถุหรือผ่านทางการคาดคะเนทางปรัชญา  เช่นนี้เรียกว่าการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์”
เมื่อบุคคลสี่ประเภทนี้มาหาองค์  ภควานฺ  เพื่อการอุทิศตนเสียสละรับใช้และบริสุทธิ์ขึ้นอย่างสมบูรณ์ด้วยการมาคบหาสมาคมกับสาวกผู้บริสุทธิ์  พวกเขาจะกลายมาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์เช่นเดียวกัน  สำหรับพวกสารเลว  การอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นสิ่งที่ยากมาก  เพราะเป็นชีวิตที่เห็นแก่ตัว  ไร้วินัย  และไม่มีจุดมุ่งหมายทิพย์  แต่จะมีบางคนที่มีโอกาสมาสัมผัสกับสาวกผู้บริสุทธิ์ก็จะกลายมาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ได้เช่นเดียวกัน
พวกที่มีภารกิจยุ่งยากอยู่กับกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุเสมอ  มาหาองค์  ภควานฺ  ด้วยความทุกข์ทางวัตถุ  ขณะที่มีความทุกข์ได้มาคบหาสมาคมกับสาวกผู้บริสุทธิ์และกลายมาเป็นสาวกขององค์  ภควานฺ  พวกที่ไม่สมหวังก็เช่นเดียวกัน  บางครั้งมาคบหาสมาคมกับสาวกผู้บริสุทธิ์  และอยากรู้เกี่ยวกับองค์  ภควานฺ  ในลักษณะเดียวกัน  เมื่อนักปราชญ์ผู้แห้งแล้งไม่สมหวังกับความรู้ในทุกสาขา  บางครั้งต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับองค์  ภควานฺ  จะมาหาพระองค์  ถวายการอุทิศตนเสียสละรับใช้และข้ามพ้นความรู้ของ  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  ความรู้แห่ง  ปรมาตฺมา  ผู้ประทับในหัวใจของทุกคน  และมาถึงแนวคิดแห่งบุคลิกภาพแห่งองค์  ภควานฺ  ด้วยพระกรุณาขององค์  ภควานฺ  หรือสาวกผู้บริสุทธิ์  โดยสรุปคือ  เมื่อผู้มีความทุกข์  ผู้ชอบถาม  ผู้แสวงหาความรู้  และพวกที่ต้องการเงินทอง  เป็นอิสระจากความต้องการทางวัตถุทั้งปวง  และเมื่อเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสิ่งตอบแทนทางวัตถุไม่มีความสัมพันธ์ใด  ๆ  กับความเจริญก้าวหน้าในวิถีทิพย์  พวกเขาก็กลายมาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์  ตราบใดที่ระดับแห่งความบริสุทธิ์เช่นนี้ยังบรรลุไม่ถึง  สาวกที่อยู่ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  ยังเจือไปด้วยกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ  แสวงหาความรู้ทางโลก  ฯลฯ  ดังนั้น  เราต้องข้ามให้พ้นทั้งหมดนี้  ก่อนที่จะมาถึงระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์
तेषां ज्ञानी नित्ययुक्त एकभक्तिर्विशिष्यते ।
प्रियो हि ज्ञानिनोऽत्यर्थमहं स च मम प्रियः ॥ ७.१७ ॥
โศลก 17
teṣāṁ jñānī nitya-yukta  eka-bhaktir viśiṣyate
priyo hi jñānino ’tyartham  ahaṁ sa ca mama priyaḥ
เตษำ ชฺญานี นิตฺย-ยุกฺต  เอก-ภกฺติรฺ วิศิษฺยเต
ปฺริโย หิ ชฺญานิโน ’ตฺยรฺถมฺ  อหํ ส จ มม ปฺริยห์
เตษามฺ — จากทั้งหมดนี้, ชฺญานี — ผู้ที่อยู่ในความรู้อย่างสมบูรณ์, นิตฺย-ยุกฺตห์ — ปฏิบัติตนอยู่ เสมอ, เอก — เท่านั้น, ภกฺติห์ — ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้, วิศิษฺยเต — เป็นพิเศษ, ปฺริยห์ — เป็นที่รักยิ่ง,หิ — แน่นอน, ชฺญานินห์ — แด่ผู้ที่อยู่ในความรู้, อตฺยรฺถมฺ — สูงส่ง, อหมฺ — ข้าเป็น,สห์ — เขา, — เช่นกัน, มม — แด่ข้า, ปฺริยห์ — รัก
คำแปล
ทั้งหมดนี้  ผู้ที่อยู่ในความรู้โดยสมบูรณ์และปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความบริสุทธิ์อยู่เสมอดีที่สุด  เพราะข้าเป็นที่รักยิ่งของเขา  และเขาก็เป็นที่รักของข้า
คำอธิบาย
โดยปราศจากมลทินแห่งความปรารถนาทางวัตถุทั้งหลาย  ผู้มีความทุกข์  ผู้ชอบถาม  ผู้ที่สิ้นเนื้อประดาตัว  และผู้แสวงหาความรู้สูงสุด  ทั้งหมดสามารถกลายมาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ได้  แต่จากทั้งหมดนี้ผู้ที่อยู่ในความรู้แห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์  และเป็นอิสระจากความต้องการทางวัตถุทั้งปวงจะกลายมาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์  ภควานฺโดยแท้จริง  และจากทั้งสี่ประเภท  สาวกผู้อยู่ในความรู้อย่างสมบูรณ์และในขณะเดียวกันปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  องค์  ภควานฺ  ตรัสว่าดีที่สุด  จากการแสวงหาความรู้เขาสำนึกได้ว่าตนเองนั้นแตกต่างไปจากร่างกายวัตถุ  เมื่อเจริญยิ่งขึ้น  เขาจะมาถึงความรู้แห่ง  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  และ  ปรมาตฺมา  เมื่อบริสุทธิ์อย่างเต็มที่เขาจะรู้สำนึกว่าสถานภาพ  พื้นฐานของตนเองคือเป็นผู้รับใช้นิรันดรขององค์  ภควานฺ  ดังนั้น  ด้วยการคบหาสมาคมกับสาวกผู้บริสุทธิ์  ผู้ชอบถาม  ผู้มีความทุกข์  ผู้แสวงหาความช่วยเหลือทางวัตถุ  และผู้ที่มีความรู้  ทั้งหมดกลายมาเป็นผู้บริสุทธิ์  ในระดับเตรียมตัว  ผู้ที่มีความรู้แห่งองค์  ภควานฺ  อย่างสมบูรณ์และในขณะเดียวกันปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  เป็นที่รักยิ่งของพระองค์  ผู้ที่สถิตในความรู้ที่บริสุทธิ์ของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าจะได้รับการคุ้มครองในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  มลทินทางวัตถุจะไม่สมารถทำให้เขาแปดเปื้อนได้
उदाराः सर्व एवैते ज्ञानी त्वात्मैव मे मतम् ।
आस्थितः स हि युक्तात्मा मामेवानुत्तमां गतिम् ॥ ७.१८ ॥
โศลก 18
udārāḥ sarva evaite  jñānī tv ātmaiva me matam
āsthitaḥ sa hi yuktātmā  mām evānuttamāṁ gatim
อุทาราห์ สรฺว เอไวเต  ชฺญานี ตฺวฺ อาตฺไมว เม มตมฺ
อาสฺถิตห์ ส หิ ยุกฺตาตฺมา  มามฺ เอวานุตฺตมำ คติมฺ
อุทาราห์ — ใจกว้าง, สเรฺว — ทั้งหมด, เอว — แน่นอน, เอเต — เหล่านี้, ชฺญานี — ผู้อยู่ในความรู้, ตุ — แต่,อาตฺมา เอว — เหมือนกับตัวข้า, เม — ของข้า, มตมฺ — ความเห็น, อาสฺถิตห์ — สถิต,สห์ — เขา, หิ — แน่นอน,ยุกฺต-อาตฺมา — อาทมา-ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้, มามฺ — ในข้า, เอว — แน่นอน, อนุตฺตมามฺ — สูงสุด, คติมฺ — จุดมุ่งหมาย
คำแปล
สาวกทั้งหลายเหล่านี้เป็นดวงวิญญาณที่มีใจกว้างขวางโดยไม่ต้องสงสัย  แต่ผู้สถิตในความรู้แห่งข้า  ข้าพิจารณาว่าเหมือนกับตัวของข้าเอง  ปฏิบัติการรับใช้ทิพย์ต่อข้า  เขาจะบรรลุถึงข้าซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายที่สมบูรณ์สูงสุดอย่างแน่นอน
คำอธิบาย
มิใช่ว่าสาวกผู้ที่มีความรู้ไม่สมบูรณ์จะไม่เป็นที่รักขององค์  ภควานฺ  พระองค์ตรัสว่าทั้งหมดมีใจกว้าง  เพราะว่าผู้ใดที่มาหาพระองค์ไม่ว่าพื่อจุดประสงค์อันใด  เรียกว่า  มหาตฺมา  หรือดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่  สาวกผู้ปรารถนาผลประโยชน์บางประการจากการอุทิศตนเสียสละรับใช้  องค์  ภควานฺ  ทรงยอมรับ  เพราะว่ามีการแลกเปลี่ยนในความรัก  ด้วยความรักสาวกจึงขอผลประโยชน์ทางวัตถุจากพระองค์  เมื่อได้รับแล้วรู้สึกพอใจ  และเจริญก้าวหน้าในการอุทิศตนเสียสละรับใช้เช่นกัน  แต่สาวกที่อยู่ในความรู้สมบูรณ์  พิจารณาว่าเป็นที่รักยิ่งของพระองค์  เพราะว่าเขามีเพียงจุดมุ่งหมายเดียวคือการรับใช้พระองค์ด้วยความรักและอุทิศตนเสียสละ  สาวกเช่นนี้  จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้แม้เสี้ยววินาทีเดียวโดยปราศจากการสัมผัส  หรือรับใช้องค์  ภควานฺ  ในทำนองเดียวกันองค์  ภควานฺ  ก็มีความรักในสาวกเป็นอย่างยิ่ง  และไม่สามารถเหินห่างไปจากเขา
ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (9.4.68)  องค์  ภควานฺ  ตรัสว่า
สาธโว หฺฤทยํ มหฺยํ  สาธูนำ หฺฤทยํ ตฺวฺ อหมฺ
มทฺ-อนฺยตฺ เต น ชานนฺติ  นาหํ เตโภฺย มนาคฺ อปิ
“สาวกอยู่ในหัวใจของข้าตลอดเวลา  และข้าก็อยู่ในหัวใจของพวกเขาตลอดเวลา  สาวกไม่รู้จักสิ่งอื่นใดนอกเหนือไปจากข้า  และข้าก็เช่นเดียวกันไม่สามารถลืมพวกเขาได้  มีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างข้าและสาวกผู้บริสุทธิ์  สาวกผู้บริสุทธิ์ที่อยู่ในความรู้อย่างสมบูรณ์  ไม่มีวันหลุดไปจากการสัมผัสทิพย์  ดังนั้น  พวกเขาจึงเป็นที่รักยิ่งของข้า”
बहूनां जन्मनामन्ते ज्ञानवान्मां प्रपद्यते ।
वासुदेवः सर्वमिति स महात्मा सुदुर्लभः ॥ ७.१९ ॥
โศลก 19
bahūnāṁ janmanām ante  jñānavān māṁ prapadyate
vāsudevaḥ sarvam iti  sa mahātmā su-durlabhaḥ
พหูนำ ชนฺมนามฺ อนฺเต  ชฺญานวานฺ มำ ปฺรปทฺยเต
วาสุเทวห์ สรฺวมฺ อิติ  ส มหาตฺมา สุ-ทุรฺลภห์
พหูนามฺ — มากมาย, ชนฺมนามฺ — เกิดและตายซ้ำซาก, อนฺเต — หลังจาก, ชฺญาน-วานฺ — ผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความรู้, มามฺ — แด่ข้า, ปฺรปทฺยเต — ศิโรราบ, วาสุเทวห์ — องค์ภควาน กฺฤษฺณ, สรฺวมฺ — ทุกสิ่ง, อิติ — ดังนั้น, สห์ — นั้น, มหา-อาตฺมา — ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่, สุ-ทุรฺลภห์ — เห็นได้ยากมาก
คำแปล
หลังจากเกิดและตายหลายต่อหลายชาติ  ผู้มีความรู้อย่างแท้จริงจะศิโรราบต่อข้า  รู้ว่าข้าคือแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวงรวมทั้งสรรพสิ่งที่เป็นอยู่  ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้หาได้ยากมาก
คำอธิบาย
สิ่งมีชีวิตขณะปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้หรือปฏิบัติพิธีกรรมทิพย์หลังจากเกิดมาแล้วหลายต่อหลายชาติ  อาจสถิตในความรู้ทิพย์อันบริสุทธิ์อย่างแท้จริงและรู้ว่าองค์  ภควานฺ  คือจุดมุ่งหมายสูงสุดแห่งความรู้แจ้งทิพย์  ในขั้นต้นของความรู้ทิพย์  ขณะที่พยายามยกเลิกความยึดติดกับลัทธิวัตถุนิยม  จะมีแนวโน้มไปสู่ลัทธิไร้รูปลักษณ์  แต่เมื่อเจริญมากขึ้นจะสามารถเข้าใจว่ามีกิจกรรมมากมายในชีวิตทิพย์  และกิจกรรมเหล่านี้รวมกันเป็นการอุทิศตนเสียสละรับใช้  เมื่อรู้แจ้งเช่นนี้เขาจะมายึดมั่นกับองค์  ภควานฺ  ศิโรราบต่อพระองค์  เข้าใจว่าพระเมตตาของ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  คือทุกสิ่งทุกอย่างพระองค์คือแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  และปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้มิได้เป็นอิสระจากพระองค์  เขารู้แจ้งว่าโลกวัตถุคือเงาสะท้อนที่กลับตาลปัตรจากความหลากหลายทิพย์  และรู้แจ้งในทุกสิ่งทุกอย่างว่ามีความสัมพันธ์กับองค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  เขาจึงคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างในความสัมพันธ์กับ  วาสุเทว  หรือ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  วิสัยทัศน์อันเป็นสากลแห่งองค์  วาสุเทว  เช่นนี้  จะส่งเสริมให้เขาศิโรราบโดยดุษฎีต่อองค์  ภควานฺศฺรี  กฺฤษฺณ  ผู้เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด  ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ที่ศิโรราบเช่นนี้หาได้ยากมาก
โศลกนี้อธิบายไว้อย่างงดงามมากในบทที่สาม  (โศลก  14  และ  15)  ของ  เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  ดังนี้
สหสฺร-ศีรฺษา ปุรุษห์  สหสฺรากฺษห์ สหสฺร-ปาตฺ
ส ภูมึ วิศฺวโต วฺฤตฺวา-   ตฺยาติษฺฐทฺ ทศางฺคุลมฺ
ปุรุษ เอเวทํ สรฺวํ  ยทฺ ภูตํ ยจฺ จ ภวฺยมฺ
อุตามฺฤตตฺวเสฺยศาโน  ยทฺ อนฺเนนาติโรหติ
ใน  ฉานฺโทคฺย  อุปนิษทฺ  (5.1.15)  กล่าวว่า  น  ไว  วาโจ  น  จกฺษูํษิ  น  โศฺรตฺราณิ  น  มนำสีตฺยฺ  อาจกฺษเต  ปฺราณ  อิติ  เอวาจกฺษเต  ปฺราโณ  หฺยฺ  เอไวตานิ  สรฺวาณิ  ภวนฺติ  “ร่างกายของสิ่งมีชีวิตไม่มีทั้งพลังในการพูด  พลังในการเห็น  พลังในการได้ยิน  หรือพลังในความคิดที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน  ดวงชีวิตคือศูนย์กลางของกิจกรรมทั้งหลาย”  ในทำนองเดียวกัน  องค์  วาสุเทว  หรือองค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นดวงชีวิตพื้นฐานในทุกสิ่งทุกอย่าง  ในร่างกายนี้มีพลังในการพูด  การเห็น  การได้ยิน  และในกิจกรรมของจิต  ฯลฯ  แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่มีความสำคัญหากไม่สัมพันธ์กับองค์  ภควานฺ  เพราะว่าองค์  วาสุเทว  ทรงแผ่กระจายไปทั่ว  และทุกสิ่งทุกอย่างคือ  วาสุเทว  สาวกจึงศิโรราบด้วยความรู้ที่สมบูรณ์  (ภควัท-คีตา  7.17  และ  11.40)
कामैस्तैस्तैर्हृतज्ञानाः प्रपद्यन्तेऽन्यदेवताः ।
तं तं नियममास्थाय प्रकृत्या नियताः स्वया ॥ ७.२० ॥
โศลก 20
kāmais tais tair hṛta-jñānāḥ  prapadyante ’nya-devatāḥ
taṁ taṁ niyamam āsthāya  prakṛtyā niyatāḥ svayā
กาไมสฺ ไตสฺ ไตรฺ หฺฤต-ชฺญานาห์  ปฺรปทฺยนฺเต ’นฺย-เทวตาห์
ตํ ตํ นิยมมฺ อาสฺถาย  ปฺรกฺฤตฺยา นิยตาห์ สฺวยา
กาไมห์ — ด้วยความปรารถนา, ไตห์ ไตห์ — ต่าง ๆ, หฺฤต — แย่งเอาไป, ชฺญานาห์ — ความรู้, ปฺรปทฺยนฺเต — ศิโรราบ, อนฺย — แด่ผู้อื่น, เทวตาห์ — เหล่าเทวดา, ตมฺ ตมฺ — ตรงตาม, นิยมมฺ — กฏเกณฑ์, อาสฺถาย — ปฏิบัติตาม, ปฺรกฺฤตฺยา — โดยธรรมชาติ, นิยตาห์ — ถูกควบคุม, สฺวยา — ด้วยตนเอง
คำแปล
พวกที่ปัญญาถูกความปรารถนาทางวัตถุขโมยไป  ศิโรราบต่อเหล่าเทวดา  และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ในการบูชาโดยเฉพาะตามธรรมชาติของพวกตน
คำอธิบาย
บุคคลที่เป็นอิสระจากมลทินทางวัตถุทั้งหมดจะศิโรราบต่อองค์  ภควานฺ  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์  ตราบใดที่มลทินทางวัตถุยังชะล้างไม่หมดโดยธรรมชาติพวกนี้ไม่ใช่สาวก  แม้แต่บุคคลที่มีความปรารถนาทางวัตถุและอยู่บนวิถีทางขององค์  ภควานฺ  จะไม่หลงใหลอยู่กับธรรมชาติภายนอกมากนัก  เนื่องจากมาเข้าหาจุดมุ่งหมายที่ถูกต้อง  และในไม่ช้าก็จะเป็นอิสระจากราคะทางวัตถุทั้งปวง  ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ได้แนะนำไว้ว่า  ไม่ว่าบุคคลจะเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์  ปราศจากความต้องการทางวัตถุทั้งปวง  หรือจะเต็มไปด้วยความปรารถนาทางวัตถุ  หรือปรารถนาความหลุดพ้นจากมลทินทางวัตถุ  ในทุกกรณีเราควรศิโรราบต่อ  วาสุเทว  และบูชาพระองค์  ได้กล่าวไว้ใน  ภาควต  (2.3.10)  ว่า
อกามห์ สรฺว-กาโม วา  โมกฺษ-กาม อุทาร-ธีห์
ตีเวฺรณ ภกฺติ-โยเคน  ยเชต ปุรุษํ ปรมฺ
บุคคลผู้ด้อยปัญญาสูญเสียความสัมผัสทิพย์จะไปพึ่งเทวดาเพื่อได้รับการตอบสนองตามความต้องการทางวัตถุทันที  โดยทั่วไปบุคคลเช่นนี้ไม่เข้าหาองค์  ภควานฺ  เพราะว่าอยู่ในระดับแห่งธรรมชาติที่ต่ำ  (อวิชชาและตัณหา)  ดังนั้น  จึงบูชาเทวดา  ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์การบูชาและได้รับความพึงพอใจ  พวกที่บูชาเทวดาถูกกระตุ้นด้วยความปรารถนาเพียงเล็กน้อยและไม่รู้ว่าจะไปถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดได้อย่างไร  แต่สาวกขององค์  ภควานฺ  ไม่ถูกนำพาไปในทางที่ผิด  ถึงแม้วรรณกรรมพระ  เวท  จะแนะนำให้บูชาเทพต่าง  ๆ  ด้วยจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน  (ตัวอย่างเช่น  คนเป็นโรคได้รับคำแนะนำให้บูชาพระอาทิตย์)พวกที่ไม่ใช่สาวกขององค์  ภควานฺ  คิดว่าเพื่อจุดประสงค์บางอย่างเทวดาอาจจะดีกว่าแต่สาวกผู้บริสุทธิ์ทราบว่าองค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นปรมาจารย์ของมวลเทวดา  ใน  ไจตนฺย-จริตามฺฤต  (อาทิ  5.142)  กล่าวว่า  เอกเล  อีศฺวร  กฺฤษฺณ,  อาร  สพ  ภฺฤตฺย  องค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เท่านั้นทรงเป็นปรมาจารย์  และองค์อื่น  ๆ  ทั้งหมดทรงเป็นผู้รับใช้  ดังนั้น  สาวกผู้บริสุทธิ์จะไม่เข้าหาเทวดาเพื่อความพึงพอใจในความต้องการทางวัตถุของตน  แต่จะขึ้นอยู่กับองค์  ภควานฺ  สาวกผู้บริสุทธิ์พึงพอใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงประทานให้
यो यो यां यां तनुं भक्तः श्रद्धयार्चितुमिच्छति ।
तस्य तस्याचलां श्रद्धां तामेव विदधाम्यहम् ॥ ७.२१ ॥
โศลก 21
yo yo yāṁ yāṁ tanuṁ bhaktaḥ  śraddhayārcitum icchati
tasya tasyācalāṁ śraddhāṁ  tām eva vidadhāmy aham
โย โย ยำ ยำ ตนุํ ภกฺตห์  ศฺรทฺธยารฺจิตุมฺ อิจฺฉติ
ตสฺย ตสฺยาจลำ ศฺรทฺธำ  ตามฺ เอว วิทธามฺยฺ อหมฺ
ยห์ ยห์ — ใครก็แล้วแต่, ยามฺ ยามฺ — อะไรก็แล้วแต่, ตนุมฺ — รูปลักษณ์ของเทวดา, ภกฺตห์ — สาวก, ศฺรทฺธยา — ด้วยศรัทธา, อรฺจิตุมฺ — บูชา, อิจฺฉติ — ความปรารถนา, ตสฺย ตสฺย — แด่เขา, อจลามฺ — สม่ำเสมอ, ศฺรทฺธามฺ — ความศรัทธา, ตามฺ — นั้น, เอว — แน่นอน, วิทธามิ — ให้, อหมฺ — ข้า
คำแปล
ข้าอยู่ภายในหัวใจของทุกๆคนในรูปของอภิวิญญาณ  ทันทีที่เขาปรารถนาบูชาเทวดาองค์ใด  ข้าทำให้ความศรัทธาของเขามั่นคงเพื่อให้สามารถอุทิศตนต่อพระปฏิมาองค์นั้น
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ทรงให้อิสรภาพแด่ทุกคน  ดังนั้น  หากผู้ใดปรารถนาจะได้รับความสุขทางวัตถุ  และปรารถนาด้วยความจริงใจที่จะได้สิ่งอำนวยความสะดวกทางวัตถุจากเทวดา  พระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นอภิวิญญาณประทับอยู่ในหัวใจของทุก  ๆ  คน  ทรงเข้าใจและให้สิ่งอำนวยความสะดวกนั้น  ในฐานะที่เป็นพระบิดาสูงสุดของมวลชีวิต  ทรงไม่รบกวนกับเสรีภาพของเรา  แต่ทรงให้สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายเพื่อเราจะได้รับการสนองตอบจากความต้องการทางวัตถุ  บางคนอาจถามว่าทำไมองค์  ภควานฺ  ผู้ทรงเดชให้สิ่งอำนวยความสะดวกแด่สิ่งมีชีวิตเพื่อให้เพลิดเพลินอยู่ในโลกวัตถุนี้  และปล่อยให้ตกลงไปอยู่ในกับดักของพลังงานแห่งความหลง  คำตอบคือหากพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นอภิวิญญาณไม่ให้สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้  คำว่าเสรีภาพจะไม่มีความหมาย  ดังนั้น  จึงทรงให้เสรีภาพแด่ทุกคนอย่างสมบูรณ์ไม่ว่าเราจะชอบอะไร  แต่คำสั่งสอนสูงสุดของพระองค์พบได้ใน  ภควัท-คีตา  ว่าเราควรยกเลิกการปฏิบัติรูปแบบอื่นทั้งหมด  และศิโรราบโดยดุษฎีต่อพระองค์  เช่นนี้จะทำให้มนุษย์มีความสุข
ความปรารถนาขององค์  ภควานฺ  ทรงเหนือกว่าทั้งของสิ่งมีชีวิตและเทวดา  ดังนั้น  สิ่งมีชีวิตไม่สามารถบูชาเทวดาตามความปรารถนาของตนเอง  และเทวดาก็ไม่สามารถให้พรใด  ๆ  โดยปราศจากความปรารถนาขององค์  ภควานฺ  ดังที่ได้กล่าวไว้ว่าแม้แต่ใบหญ้าก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้หากองค์  ภควานฺ  ทรงไม่ปรารถนา  โดยทั่วไปบุคคลผู้มีความทุกข์ในโลกวัตถุจะไปพึ่งเทวดา  ดังที่คัมภีร์พระ  เวท  แนะนำไว้  บุคคลผู้ต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดอาจบูชาเทวดาเฉพาะองค์  ตัวอย่างเช่น  คนเป็นโรคได้รับคำแนะนำให้บูชาพระอาทิตย์  ผู้ที่ปรารถนาการศึกษาอาจบูชาเจ้าแม่แห่งความรู้  สรสฺวตี  และผู้ที่ต้องการภรรยาสวยอาจบูชาเจ้าแม่  อุมา  มเหสีของพระ  ศิว  เช่นนี้ได้แนะนำไว้ใน  ศาสฺตฺร  (คัมภีร์พระ  เวท)  สำหรับคนในระดับต่างกันจะบูชาเทวดาต่างกัน  เพราะบางคนต้องการหาความสุขกับสิ่งอำนวยความสะดวกทางวัตถุเฉพาะตน  องค์  ภควานฺ  ทรงดลใจให้เขามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าเพื่อบรรลุถึงพรนั้น  ๆ  จากเทวดาเฉพาะองค์  และประสบความสำเร็จในพรนั้น  ๆ  ระดับแห่งท่าทีในการอุทิศตนของสิ่งมีชีวิตที่มีต่อเทวดาเฉพาะองค์  องค์  ภควานฺ  ก็ทรงจัดเตรียมให้  เทวดาทรงไม่สามารถจัดส่งให้สิ่งมีชีวิตได้รับความพึงพอใจได้  เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นองค์  ภควานฺ  หรืออภิวิญญาณผู้ประทับอยู่ภายในหัวใจของมวลชีวิต  กฺฤษฺณ  ทรงให้แรงกระตุ้นแก่มนุษย์ในการบูชาเทวดาเฉพาะองค์  อันที่จริงเหล่าเทวดาคือส่วนต่าง  ๆ  แห่งรูปลักษณ์จักรวาลขององค์  ภควานฺ  ดังนั้นจึงไม่มีอิสรภาพ  ได้กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  ว่า  "องค์  ภควานฺ  ในฐานะอภิวิญญาณทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของเทวดาเช่นเดียวกัน  ฉะนั้น  พระองค์ทรงจัดการผ่านทางเทวดาเพื่อสนองความต้องการของสิ่งมีชีวิต  แต่ทั้งเทวดาและสิ่งมีชีวิต้องขึ้นอยู่กับความปรารถนาสูงสุดขององค์  ภควานฺ  พวกเขาไม่มีอิสรภาพ”
स तया श्रद्धया युक्तस्तस्याराधनमीहते ।
लभते च ततः कामान्मयैव विहितान्हि तान् ॥ ७.२२ ॥
โศลก 22
sa tayā śraddhayā yuktas  tasyārādhanam īhate
labhate ca tataḥ kāmān  mayaiva vihitān hi tān
ส ตยา ศฺรทฺธยา ยุกฺตสฺ  ตสฺยาราธนมฺ อีหเต
ลภเต จ ตตห์ กามานฺ  มไยว วิหิตานฺ หิ ตานฺ
สห์ — เขา, ตยา — ด้วยสิ่งนั้น, ศฺรทฺธยา — แรงดลใจ, ยุกฺตห์ — ให้, ตสฺย — ของเทวดา องค์นั้น, อาราธนมฺ — เพื่อการบูชา, อีหเต — เขาปรารถนา, ลภเต — ได้รับ, — และ, ตตห์ — จากนั้น, กามานฺ — ความปรารถนาของเขา, มยา — โดยข้า, เอว — ผู้เดียว, วิหิตานฺ — จัด, หิ — แน่นอน, ตานฺ — เขาเหล่านั้น
คำแปล
เมื่อมีความศรัทธาเช่นนี้  เขาพยายามบูชาเทวดาเฉพาะองค์และบรรลุถึงความปรารถนาของตน  แต่อันที่จริงผลประโยชน์เหล่านี้  ข้าเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นผู้ให้
คำอธิบาย
เหล่าเทวดาไม่สามารถประทานพรแด่สาวกของตนหากไม่ได้รับอนุญาตจากองค์  ภควานฺ  สิ่งมีชีวิตอาจลืมไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างคือทรัพย์สมบัติของพระองค์แต่เทวดาทรงไม่ลืม  ดังนั้น  การบูชาเทวดา  และบรรลุถึงผลที่ตนปรารถนามิได้เนื่องมาจากเทวดา  แต่เนื่องมาจากการจัดการขององค์  ภควานฺ  สิ่งมีชีวิตผู้ด้อยปัญญาไม่ทราบเรื่องนี้  ดังนั้น  จึงเข้าไปหาเทวดาด้วยความโง่เขลาเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง  หากสาวกผู้บริสุทธิ์ต้องการบางสิ่งบางอย่าง  เพียงแต่ภาวนาต่อองค์  ภควานฺ  เท่านั้น  อย่างไรก็ดี  การขอผลประโยชน์ทางวัตถุไม่ใช่เป็นเครื่องหมายของสาวกผู้บริสุทธิ์  สิ่งมีชีวิตโดยทั่วไปเข้าหาเทวดาเพราะความบ้าคลั่งที่จะสนองตอบราคะของตน  เป็นเช่นนี้เพราะสิ่งมีชีวิตปรารถนาบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สมควร  องค์  ภควานฺ  จึงทรงไม่ตอบสนองความต้องการของเขา  ใน  ไจตนฺย-จริตามฺฤต  กล่าวไว้ว่า  ผู้ที่บูชาองค์  ภควานฺ  และในขณะเดียวกันปรารถนาความสุขทางวัตถุเป็นการขัดแย้งกันในความปรารถนาของตนเอง  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  และการบูชาเทวดามิใช่อยู่ในระดับเดียวกัน  เพราะการบูชาเทวดาเป็นวัตถุ  และการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  เป็นทิพย์โดยสมบูรณ์
สำหรับสิ่งมีชีวิตผู้ปรารถนาจะกลับคืนสู่องค์  ภควานฺ  ความต้องการทางวัตถุจะเป็นอุปสรรค  สาวกผู้บริสุทธิ์ของพระองค์จะไม่ได้รับรางวัลผลประโยชน์ทางวัตถุเหมือนกับสิ่งมีชีวิตผู้ด้อยปัญญาปรารถนา  ดังนั้น  คนโง่เขลาจึงนิยมการบูชาเทวดาในโลกวัตถุมากกว่าที่จะปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  
अन्तवत्तु फलं तेषां तद्भवत्यल्पमेधसाम् ।
देवान्देवयजो यान्ति मद्भक्ता यान्ति मामपि ॥ ७.२३ ॥
โศลก 23
antavat tu phalaṁ teṣāṁ  tad bhavaty alpa-medhasām
devān deva-yajo yānti  mad-bhaktā yānti mām api
อนฺตวตฺ ตุ ผลํ เตษำ  ตทฺ ภวตฺยฺ อลฺป-เมธสามฺ
เทวานฺ เทว-ยโช ยานฺติ  มทฺ-ภกฺตา ยานฺติ มามฺ อปิ
อนฺต-วตฺ — สูญสลาย, ตุ — แต่, ผลมฺ — ผล, เตษามฺ — ของพวกเขา, ตตฺ — นั้น, ภวติ — กลายเป็น, อลฺป-เมธสามฺ — ของพวกมีปัญญาน้อย, เทวานฺ — แด่เหล่าเทวดา, เทว-ยชห์ — ผู้บูชาเหล่าเทวดา, ยานฺติ — ไป, มตฺ — ของข้า, ภกฺตาห์ — เหล่าสาวก, ยานฺติ — ไป, มามฺ — ถึงข้า, อปิ — เช่นกัน
คำแปล
มนุษย์ผู้มีปัญญาน้อยจะบูชาเทวดา  ผลที่ได้รับนั้นจำกัดและไม่ถาวร  พวกที่บูชาเทวดาจะไปยังดาวเคราะห์ของเทวดา  แต่สาวกของข้าจะมาถึงดาวเคราะห์สูงสุดของข้าในที่สุด
คำอธิบาย
นักวิจารณ์  ภควัท-คีตา  บางคนกล่าวว่า  ผู้บูชาเทวดาสามารถไปถึงองค์  ภควานฺ  แต่  ณ  ที่นี้ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  พวกที่บูชาเทวดาจะไปยังระบบดาวเคราะห์ที่เทวดาประทับอยู่  ดังเช่น  ผู้บูชาพระอาทิตย์จะไปถึงดวงอาทิตย์  หรือผู้บูชาพระจันทร์จะไปถึงดวงจันทร์  ในทำนองเดียวกัน  หากผู้ใดต้องการบูชาเทวดา  เช่น  พระ  อินฺทฺร  เขาก็จะบรรลุถึงดาวเคราะห์ของเทพองค์นั้น  มิใช่ว่าบูชาเทวดาองค์ไหนแล้วจะไปถึงองค์  ภควานฺ  ณ  ที่นี้  ปฏิเสธแนวคิดเช่นนี้  เพราะได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  พวกที่บูชาเทวดาจะไปยังดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  ในโลกวัตถุ  แต่สาวกขององค์  ภควานฺ  จะไปที่ดาวเคราะห์สูงสุดขององค์  ภควานฺ  โดยตรง
อาจจะมีคำถามว่าหากเหล่าเทวดาเป็นส่วนต่าง  ๆ  ของพระวรกายแห่งองค์ภควานฺ  ดังนั้น  การบูชาเทวดาควรบรรลุถึงจุดหมายปลายทางเดียวกัน  อย่างไรก็ดี  พวกที่บูชาเทวดาเป็นผู้ด้อยปัญญา  เพราะไม่รู้ว่าควรจะส่งอาหารไปยังส่วนไหนของร่างกาย  บางคนโง่จนกระทั่งอ้างว่ามีส่วนต่าง  ๆ  มากมายและมีวิธีต่าง  ๆ  ที่จะส่งอาหารไปได้  เช่นนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย  มีผู้ใดสามารถส่งอาหารให้ร่างกายโดยผ่านทางหูหรือทางตาได้บ้าง?พวกเขาไม่รู้ว่าเทวดาเหล่านี้เป็นส่วนต่าง  ๆ  แห่งรูปลักษณ์จักรวาลขององค์  ภควานฺ  และในความโง่จึงเชื่อว่าเทวดาทุกองค์คือองค์  ภควานฺ  ที่แยกออกมา  และเป็นคู่แข่งกับพระองค์
ไม่เพียงแต่เหล่าเทวดาเป็นส่วนต่าง  ๆ  ขององค์  ภควานฺ  แต่สิ่งมีชีวิตธรรมดาทั่วไปก็เป็นส่วนหนึ่งของพระองค์เช่นเดียวกัน  ได้กล่าวไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ว่า  พฺราหฺมณ  เป็นศีรษะขององค์  ภควานฺ  กฺษตฺริย  เป็นแขนของพระองค์  ไวศฺย  เป็นเอวของพระองค์  ศูทฺร  เป็นเท้าของพระองค์  และทั้งหมดรับใช้ในหน้าที่แตกต่างกันไป  ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะใดหากเรารู้ว่าทั้งเทวดาและตัวเราเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  ความรู้ของเราก็สมบูรณ์  แต่หากไม่เข้าใจเช่นนี้เราจะบรรลุถึงดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  ที่เหล่าเทวดาพำนักอยู่  ซึ่งมิใช่จุดหมาปลายทางเดียวกันกับที่สาวกจะบรรลุถึง
ผลจากพรของเทวดาที่เราได้รับนั้นจะสูญสลาย  เพราะว่าภายในโลกวัตถุ  ดาวเคราะห์ของเทวดาพร้อมสาวกของท่านทั้งหมดจะต้องถูกทำลาย  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในโศลกนี้ว่าผลทั้งหมดที่ได้รับจากการบูชาเทวดาต้องสูญสลาย  ดังนั้น  การบูชาเช่นนี้สิ่งมีชีวิตผู้ด้อยปัญญาเท่านั้นที่ปฏิบัติกัน  เพราะว่าสาวกผู้บริสุทธิ์ปฏิบัติในกฺฤษฺณ  จิตสำนึกด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  จะบรรลุถึงความเป็นอยู่ที่ปลื้มปีติสุขนิรันดรและเปี่ยมไปด้วยความรู้  ผลสำเร็จเช่นนี้ไม่เหมือนกับของพวกที่บูชาเทวดา  องค์  ภควานฺ  ทรงไร้ขอบเขต  ความชื่นชอบของพระองค์ทรงไร้ขอบเขต  พระเมตตาของพระองค์ก็ทรงไร้ขอบเขต  ดังนั้น  พระเมตตาธิคุณขององค์  ภควานฺ  ที่ทรงมีต่อสาวกผู้บริสุทธิ์จึงไร้ขอบเขต
अव्यक्तं व्यक्तिमापन्नं मन्यन्ते मामबुद्धयः ।
परं भावमजानन्तो ममाव्ययमनुत्तमम् ॥ ७.२४ ॥
โศลก 24
avyaktaṁ vyaktim āpannaṁ  manyante mām abuddhayaḥ
paraṁ bhāvam ajānanto  mamāvyayam anuttamam
อวฺยกฺตํ วฺยกฺติมฺ อาปนฺนํ  มนฺยนฺเต มามฺ อพุทฺธยห์
ปรํ ภาวมฺ อชานนฺโต  มมาวฺยยมฺ อนุตฺตมมฺ
อวฺยกฺตมฺ — ไม่ปรากฏ, วฺยกฺติมฺ — บุคลิกภาพ, อาปนฺนมฺ — บรรลุถึง, มนฺยนฺเต — คิด, มามฺ — ข้า,อพุทฺธยห์ — บุคคลผู้ด้อยปัญญา, ปรมฺ — สูงสุด, ภาวมฺ — เป็นอยู่, อชานนฺตห์ — โดย ไม่รู้, มม — ของข้า, อวฺยยมฺ — ไม่สูญสลาย, อนุตฺตมมฺ — ละเอียดอ่อนที่สุด
คำแปล
มนุษย์ผู้ด้อยปัญญาไม่รู้จักข้าอย่างสมบูรณ์  คิดว่าข้า  องค์ภควาน  กฺฤษฺณ  ทรงไร้รูปลักษณ์ในอดีต  และปัจจุบันมาอยู่ในรูปลักษณ์นี้  เนื่องจากความรู้อันน้อยนิดจึงไม่รู้ธรรมชาติที่สูงกว่าของข้า  ซึ่งไม่มีวันสูญสลายและสูงที่สุด
คำอธิบาย
ได้อธิบายไว้ว่า  พวกที่บูชาเทวดาเป็นบุคคลผู้มีปัญญาน้อย  และผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ก็ทำนองเดียวกัน  องค์  ภควานฺ  ในรูปลักษณ์  กฺฤษฺณ  ทรงประทับอยู่ต่อหน้า  อรฺชุน  ณ  ที่นี้  แต่เนื่องด้วยอวิชชา  พวกที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์เถียงว่าในที่สุดองค์  ภควานฺ  ทรงไม่มีรูปลักษณ์  ยามุนาจารฺย  สาวกผู้ยิ่งใหญ่ในสาย  ปรมฺปรา  ของ  รามานุชาจารฺย  ได้เขียนสองโศลกที่เหมาะสมเกี่ยวกับประเด็นนี้  ไว้ดังนี้
ตฺวำ ศีล-รูป-จริไตห์ ปรม-ปฺรกฺฤษฺไฏห์
สตฺเตฺวน สาตฺตฺวิกตยา ปฺรพไลศฺ จ ศาไสฺตฺรห์
ปฺรขฺยาต-ไทว-ปรมารฺถ-วิทำ มไตศฺ จ
ไนวาสุร-ปฺรกฺฤตยห์ ปฺรภวนฺติ โพทฺธุมฺ
“พระผู้เป็นเจ้าที่รัก  สาวกเช่น  วฺยาสเทว  และ  นารท  รู้ว่าพระองค์คือองค์  ภควานฺ  จากการเข้าใจวรรณกรรมพระ  เวท  เราสามารถรู้ถึงบุคลิกลักษณะของพระองค์  รูปลักษณ์ของพระองค์  และกิจกรรมต่าง  ๆ  ของพระองค์  และเราสามารถเข้าใจว่าพระองค์คือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  แต่พวกที่อยู่ในระดับตัณหา  ระดับอวิชชา  และเหล่ามารที่ไม่ใช่สาวก  ไม่สามารถเข้าใจพระองค์  ไม่ว่าพวกนี้จะมีความชำนาญมากเพียงใดในการสนทนา  เวทานฺต,  อุปนิษทฺ  และวรรณกรรมพระ  เวท  เล่มอื่น  ๆ  ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจองค์  ภควานฺ  ”(โสฺตตฺร-รตฺน  12)
ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  ได้กล่าวไว้ว่า  เราจะไม่สามารถเข้าใจองค์  ภควานฺ  จากการศึกษาวรรณกรรม  เวทานฺต  แต่ด้วยพระเมตตาขององค์  ภควานฺ  เท่านั้นที่ทำให้เรารู้ถึงองค์  ภควานฺ  ดังนั้น  ในโศลกนี้ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าไม่เพียงแต่พวกที่บูชาเทวดาเท่านั้นที่ด้อยปัญญา  แต่พวกไม่ใช่สาวกที่ศึกษา  เวทานฺต  และคาดคะเนเกี่ยวกับวรรณกรรมพระ  เวท  โดยไม่ประสานกับ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกที่แท้จริง  แท้ที่จริงแล้วพวกนี้ด้อยปัญญาเช่นเดียวกัน  เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจธรรมชาติส่วนพระองค์ขององค์  ภควานฺ  อธิบายว่าพวกที่อยู่ภายใต้ความรู้สึกที่ว่าสัจธรรมนั้นไร้รูปลักษณ์เป็น  อพุทฺธยห์  ซึ่งหมายถึงพวกที่ไม่รู้ลักษณะสูงสุดของสัจธรรม  ได้กล่าวไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ว่าความรู้แจ้งสูงสุดเริ่มจาก  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  จากนั้นก็เจริญขึ้นไปถึงอภิวิญญาณผู้ประทับอยู่ภายในหัวใจของทุกคน  แต่คำสุดท้ายของสัจธรรมที่สมบูรณ์คือองค์  ภควานฺ  พวกที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์สมัยปัจจุบันก็เป็นผู้ด้อยปัญญาเช่นเดียวกัน  เพราะยังไม่ปฏิบัติตาม  ชังคะราชารยะ  บรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของพวกตน  ซึ่งกล่าวอย่างเจาะจงว่า  กฺฤษฺณคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ดังนั้น  พวกไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  และไม่รู้สัจธรรมสูงสุดคิดว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นเพียงบุตรของ  เทวกี  และ  วสุเทว  หรือเป็นเพียงเจ้าชายองค์หนึ่งหรือเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพลังอำนาจ  เช่นนี้  ภควัท-คีตา  (9.11)  ได้ประนามไว้เช่นกันว่า  อวชานนฺติ  มำ  มูฒา  มานุษีํ  ตนุมฺ  อาศฺริตมฺ  “คนโง่เขลาเท่านั้นที่คิดว่าข้าเป็นบุคคลธรรมดา”
ความจริงคือไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจ  กฺฤษฺณ  หากไม่ถวายการอุทิศตนเสียสละรับใช้และไม่พัฒนา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ภาควต  (10.14.29)  ยืนยันไว้ดังนี้
อถาปิ เต เทว ปทามฺพุช-ทฺวย-  ปฺรสาท-เลศานุคฺฤหีต เอว หิ
ชานาติ ตตฺตฺวํ ภควนฺ-มหิมฺโน  น จานฺย เอโก ’ปิ จิรํ วิจินฺวนฺ
“องค์  ภควานฺ  ของข้า  หากผู้ใดได้รับความชื่นชอบแม้จากช่องทางเพียงเล็กน้อยด้วยพระเมตตาแห่งพระบาทรูปดอกบัวของพระองค์  เขาจะสามารถเข้าใจความยิ่งใหญ่ในบุคลิกภาพของพระองค์  แต่พวกที่คาดคะเนเพื่อเข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าไม่สามารถรู้ถึงพระองค์  ถึงแม้จะศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  ติดต่อกันเป็นเวลาหลายต่อหลายปี”  เราไม่สามารถเข้าใจ  กฺฤษฺณ  องค์  ภควานฺ  หรือรูปลักษณ์  คุณสมบัติ  และพระนามของพระองค์  จากการคาดคะเนทางจิตหรือจากการสนทนาวรรณกรรมพระ  เวท  เท่านั้นเราต้องเข้าใจพระองค์ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้  เมื่อเราปฏิบัติตนอย่างสมบูรณ์ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เริ่มด้วยการสวดภาวนา  มหา-มนฺตฺร  -  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร  /  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร-  ตรงนี้เท่านั้นที่เราสามารถเข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ผู้ไม่ใช่สาวกที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์คิดว่า  กฺฤษฺณ  ทรงมีพระวรกายที่ทำมาจากธรรมชาติวัตถุ  กิจกรรมทั้งหลายของพระองค์  รูปลักษณ์ของพระองค์  และทุกสิ่งทุกอย่างคือ  มายา  ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์เหล่านี้เรียกว่า  มายาวาที  ที่ไม่รู้สัจธรรมสูงสุด
โศลกยี่สิบได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  กาไมสฺ  ไตสฺ  ไตรฺ  หฺฤต-ชฺญานาห์  ปฺรปทฺยนฺเต  ’นฺย-เทวตาห์  “พวกที่ตาบอดอันเนื่องมาจากความปรารถนาแห่งราคะจะศิโรราบต่อเทวดา”  เป็นที่ยอมรับว่า  นอกจากองค์  ภควานฺ  แล้วยังมีเหล่าเทวดาผู้มีดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  และองค์  ภควานฺ  ทรงมีดาวเคราะห์เช่นเดียวกัน  ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกที่ยี่สิบสามว่า  เทวานฺ  เทว-ยโช  ยานฺติ  มทฺ-ภกฺตา  ยานฺติ  มามฺ  อปิ  พวกที่บูชาเทวดาจะไปยังดาวเคราะห์ของเทวดา  และพวกที่เป็นสาวกขององค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  จะไปที่  กฺฤษฺณโลก  ถึงแม้จะกล่าวไว้อย่างชัดเจนเช่นนี้  คนโง่ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ยังยืนกรานว่าองค์  ภควานฺ  ทรงไร้รูปลักษณ์  และรูปลักษณ์เหล่านี้เป็นการกำหนดขึ้นมา  จากการศึกษา  คีตา  มีปรากฏหรือไม่ว่าเทวดาและตำหนักของพวกท่านไร้รูปลักษณ์?  ได้บ่งบอกไว้อย่างชัดเจนว่า  ทั้งเทวดาและ  กฺฤษฺณ  องค์  ภควานฺ  มิใช่ว่าไม่มีรูปลักษณ์  ทั้งหมดทรงเป็นบุคคล  ศฺรี  กฺฤษฺณ  คือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ทรงมีดาวเคราะห์ของพระองค์เองและเทวดาก็ทรงมีดาวเคราะห์ของพวกตน
ดังนั้น  ข้อโต้เถียงของพวกที่เชื่อในความเป็นหนึ่งเดียวกันว่าความจริงที่สูงสุดนั้นไร้รูปลักษณ์  และรูปลักษณ์ที่กำหนดขึ้นมาก็ไม่ใช่ของจริง  ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้อย่างชัดเจนว่าไม่ใช่เป็นการกำหนดขึ้นมา  จาก  ภควัท-คีตา  เราสามารถเข้าใจอย่างชัดเจนว่ารูปลักษณ์ของเทวดาและรูปลักษณ์ขององค์  ภควานฺ  มีอยู่พร้อม  ๆ  กัน  รูปลักษณ์ขององค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เป็น  สจฺ-จิทฺ-อานนฺท  คือเป็นอมตะ  เปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติสุข  และความรู้คัมภีร์พระ  เวท  ยังยืนยันด้วยว่าสัจธรรมสูงสุดคือ  อานนฺท-มโย  'ภฺยาสาตฺ  โดยธรรมชาติเต็มไปด้วยความปลื้มปีติสุข  พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของคุณสมบัติที่เป็นมงคลอันหาที่สุดมิได้  ใน  คีตา  องค์  ภควานฺ  ตรัสว่า  แม้ทรงเป็น  อช  (ไม่มีการเกิด)  พระองค์ยังทรงปรากฏ  สิ่งเหล่านี้เป็นความจริงที่เราควรทำความเข้าใจจาก  ภควัท-คีตา  เราไม่เข้าใจว่าองค์  ภควานฺ  ทรงไร้รูปลักษณ์ได้อย่างไร  ทฤษฎีหลอกลวงของผู้ที่เชื่อว่าไร้รูปลักษณ์และเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นผิดตามที่  ภควัท-คีตา  กล่าว  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  สัจธรรมสูงสุดองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงมีทั้งรูปลักษณ์และมีบุคลิกภาพ
नाहं प्रकाशः सर्वस्य योगमायासमावृतः ।
मूढोऽयं नाभिजानाति लोको मामजमव्ययम् ॥ ७.२५ ॥
โศลก 25
nāhaṁ prakāśaḥ sarvasya  yoga-māyā-samāvṛtaḥ
mūḍho ’yaṁ nābhijānāti  loko mām ajam avyayam
นาหํ ปฺรกาศห์ สรฺวสฺย  โยค-มายา-สมาวฺฤตห์
มูโฒ ’ยํ นาภิชานาติ  โลโก มามฺ อชมฺ อวฺยยมฺ
— ไม่, อหมฺ — ข้า, ปฺรกาศห์ — ปรากฏ, สรฺวสฺย — ต่อทุกคน,โยค-มายา — มายา-ด้วย พลังเบื้องสูง,สมาวฺฤตห์ — ถูกปกคลุม, มูฒห์ — โง่, อยมฺ — เหล่านี้, ะ-ไม่,อภิชานาติ — สามารถเข้าใจ, โลกห์ — บุคคล,มามฺ — ข้า, อชมฺ — ไม่มีการเกิด, อวฺยยมฺ — ไม่มีวันสิ้นสุด
คำแปล
ข้าไม่เคยปรากฏกับคนโง่และผู้ด้อยปัญญา  สำหรับพวกนี้ข้าถูกปิดบังด้วยพลังเบื้องสูงของข้า  ดังนั้น  พวกเขาจึงไม่รู้ว่าข้าไม่มีการเกิดและไม่มีความผิดพลาด
คำอธิบาย
อาจเถียงว่าเนื่องจากองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงปรากฏบนโลกนี้  และทุกคนได้เห็น  กฺฤษฺณ  แล้วเหตุไฉนปัจจุบันนี้พระองค์จึงไม่ทรงปรากฏให้ทุกคนเห็นอีก?  อันที่จริงพระองค์ทรงมิได้ปรากฏต่อทุกคน  ขณะที่  กฺฤษฺณ  ทรงปรากฏมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเข้าใจว่าพระองค์คือองค์  ภควานฺ  ณ  ที่ชุมนุมของเหล่า  กุรุ  เมื่อ  ศิศุปาล  พูดต่อต้านการที่  กฺฤษฺณ  ทรงได้รับเลือกให้เป็นองค์ประธานในที่ประชุม  ภีษฺม  สนับสนุนกฺฤษฺณ  และประกาศว่า  กฺฤษฺณ  คือองค์  ภควานฺ  ในทำนองเดียวกัน  ปาณฺฑว  และบุคคลอื่น  ๆ  อีกไม่กี่คนทราบว่า  กฺฤษฺณ  คือองค์  ภควานฺ  ไม่ใช่ทุก  ๆ  คนจะทราบ  พระองค์ทรงมิได้เปิดเผยต่อผู้ไม่ใช่สาวกและบุคคลธรรมดาทั่วไป  ดังนั้น  ใน  ภควัท-คีตา  กฺฤษฺณตรัสว่านอกจากสาวกผู้บริสุทธิ์ของพระองค์  มวลมนุษย์พิจารณาว่า  กฺฤษฺณ  ก็เหมือนกับพวกตน  พระองค์ทรงปรากฏต่อสาวกในฐานะเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุขทั้งปวง  แต่สำหรับบุคคลอื่นผู้ที่ด้อยปัญญาไม่ใช่สาวกพระองค์ทรงถูกปกคลุมด้วยพลังงานเบื้องสูง
บทมนต์ของพระนาง  กุนฺตี  ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (1.8.19)  ได้กล่าวไว้ว่าองค์  ภควานฺ  ทรงถูกปกคุลมด้วยม่านแห่ง  โยค-มายา  ดังนั้น  บุคคลทั่วไปไม่สามารถเข้าใจพระองค์  ม่านแห่ง  โยค-มายา  นี้ได้ยืนยันไว้ใน  อีโศปนิษทฺ  (มนฺตฺร  15)  สาวกภาวนาว่า
หิรณฺมเยน ปาเตฺรณ  สตฺยสฺยาปิหิตํ มุขมฺ
ตตฺ ตฺวํ ปูษนฺนฺ อปาวฺฤณุ  สตฺย-ธรฺมาย ทฺฤษฺฏเย
“โอ้  องค์  ภควานฺ  ของข้า  พระองค์ทรงเป็นผู้ดำรงรักษาจักรวาลทั้งหมด  และการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์เป็นหลักศาสนาที่สูงสุด  ดังนั้น  ข้าพเจ้าขอสวดภาวนาให้พระองค์ทรงดำรงรักษาข้าพเจ้าไว้เช่นเดียวกัน  รูปลักษณ์ทิพย์ของพระองค์ถูกปกคลุมด้วยโยค-มายา  รัศมี  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  คือพลังเบื้องสูงที่ปกคลุมพระองค์  ขอให้พระองค์ทรงโปรดกรุณาเคลื่อนย้ายรัศมีอันเจิดจรัส  ที่บังข้าไม่ให้เห็นรูปลักษณ์  สจฺ-จิทฺ-อานนฺท-วิคฺรห  ของพระองค์  ซึ่งเป็นอมตะเปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติสุขและความรู้”  องค์  ภควานฺ  ในรูปลักษณ์ทิพยที่ปลื้มปีติสุขและเปี่ยมความรู้ถูกปกคลุมด้วยพลังงานเบื้องสูงแห่ง  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  และผู้ด้อยปัญญาที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ไม่สามารถเห็นองค์  ภควานฺ  ด้วยเหตุนี้
ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (10.14.7)  มีบทมนต์โดยพระ  พฺรหฺมา  เช่นกันดังนี้  “โอ้องค์  ภควานฺ  โอ้องค์อภิวิญญาณ  โอ้  ปรมาจารย์แห่งมวลอิทธิฤทธิ์จะมีผู้ใดสามารถคำนวณพลังอำนาจและลีลาของพระองค์ในโลกนี้ได้?  พระองค์ทรงแผ่ขยายพลังงานเบื้องสูงของพระองค์ตลอดเวลาจึงไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจพระองค์  นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการผู้คงแก่เรียนสามารถตรวจสอบธาตุพื้นฐานของละอองปรมณูในโลกวัตถุ  หรือแม้แต่ดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  แต่จะไม่สามารถคำนวณพลังงานและพลังอำนาจของพระองค์  ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงปรากฏอยู่ต่อหน้าพวกเขา”  ศฺรี  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงไม่เพียงแต่ไม่มีการเกิดเท่านั้น  แต่ยังทรงเป็น  อวฺยย  ไม่มีที่สิ้นสุด  รูปลักษณ์อมตะแห่งความปลื้มปีติสุขและความรู้  รวมทั้งพลังงานของพระองค์ทั้งหมดทรงไร้ขอบเขตไม่มีที่สิ้นสุด
वेदाहं समतीतानि वर्तमानानि चार्जुन ।
भविष्याणि च भूतानि मां तु वेद न कश्चन ॥ ७.२६ ॥
โศลก 26
vedāhaṁ samatītāni  vartamānāni cārjuna
bhaviṣyāṇi ca bhūtāni  māṁ tu veda na kaścana
เวทาหํ สมตีตานิ  วรฺตมานานิ จารฺชุน
ภวิษฺยาณิ จ ภูตานิ  มำ ตุ เวท น กศฺจน
เวท — รู้, อหมฺ — ข้า, สมตีตานิ — ผ่านไปอย่างสมบูรณ์, วรฺตมานานิ — ปัจจุบัน, — และ, อรฺชุน — โอ้ อรฺชุน, ภวิษฺยาณิ — อนาคต, — เช่นกัน, ภูตานิ — มวลชีวิต, มามฺ — ข้า, ตุ — แต่, เวท — รู้, — ไม่,กศฺจน — ผู้ใด
คำแปล
โอ้  อรฺชุน  ในฐานะที่เป็นองค์ภควาน  ข้ารู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต  ทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน  และทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น  ข้ายังรู้มวลชีวิต  แต่สำหรับตัวข้าไม่มีผู้ใดรู้
คำอธิบาย
ณ  ที่นี้คำถามเกี่ยวกับบุคลิกภาพและไร้บุคลิกภาพได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนหากรูปลักษณ์ขององค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  เป็น  มายา  หรือเป็นวัตถุจริงดังที่พวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์พิจารณา  พระองค์ก็จะเหมือนกับสิ่งมีชีวิตทั่วไปคือ  ทรงมีการเปลี่ยนร่างและลืมทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับอดีตชาติ  ผู้ใดที่มีร่างวัตถุจะไม่สามารถระลึกถึงหรือจำชาติก่อนได้  ไม่สามารถทำนายชาติในอนาคตของตนเองได้  และก็ไม่สามารถทำนายผลกรรมของตนจากชาตินี้  ดังนั้น  จึงไม่สามารถรู้ว่าอะไรได้เกิดขึ้นในอดีต  ปัจจุบัน  และอนาคตนอกจากเป็นอิสระหลุดพ้นจากมลทินทางวัตถุ  มิฉะนั้น  จะไม่สามารถรู้อดีต  ปัจจุบันและอนาคต
องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงไม่เหมือนกับมนุษย์ปุถุชนธรรมดา  ตรัสอย่างชัดเจนว่าพระองค์ทรงทราบว่าอะไรได้เกิดขึ้นในอดีต  อะไรกำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน  และอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างสมบูรณ์  ในบทที่สี่เราพบว่า  กฺฤษฺณ  ทรงจำได้ว่าทรงสั่งสอนสุริยเทพองค์  วิวสฺวานฺ  เป็นล้าน  ๆ  ปีในอดีต  กฺฤษฺณ  ทรงรู้ทุก  ๆ  ชีวิตเพราะพระองค์สถิตภายในหัวใจของทุกชีวิตในรูปอภิวิญญาณแต่ถึงแม้ว่าทรงประทับในทุกชีวิตในรูปอภิวิญญาณและทรงปรากฏในรูปขององค์  ภควานฺ  ผู้ด้อยปัญญาแม้สามารถรู้แจ้ง  พฺรหฺมนฺ  ที่ไร้รูปลักษณ์แต่จะไม่สามารถรู้แจ้งองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ว่าทรงเป็น  ภควานฺ  แน่นอนว่าร่างทิพย์ของ  ศฺรี  กฺฤษฺณไม่มีวันสูญสลาย  พระองค์ทรงเหมือนกับดวงอาทิตย์และ  มายา  เหมือนกับก้อนเมฆ  ในโลกวัตถุเราเห็นว่ามีดวงอาทิตย์และมีหมู่เมฆ  ดวงดาว  และดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  หมู่เมฆอาจปกคลุมท้องฟ้าทั้งหมดได้ชั่วขณะ  แต่การปกคลุมเช่นนี้ปรากฏเฉพาะกับสายตาที่มีขีดจำกัดของพวกเราเท่านั้น  ดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  และดวงดาวต่าง  ๆ  อันที่จริงไม่ถูกปกคลุม  ในทำนองเดียวกัน  มายา  ไม่สามารถปกคลุมองค์  ภควานฺ  ได้  ด้วยพลังงานเบื้องสูง  พระองค์ทรงไม่ปรากฏต่อบุคคลในระดับชั้นปัญญาน้อย  ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกสามของบทนี้ว่า  จากจำนวนมนุษย์หลายต่อหลายล้านคน  มีบางคนพยายามเพื่อความสมบูรณ์ในชีวิตมนุษย์นี้  และจากหลายพันคนของผู้สมบูรณ์เช่นนี้  น้อยคนนักที่จะเข้าใจว่า  กฺฤษฺณ  คือใคร  ถึงแม้หากเขามีความสมบูรณ์ด้วยการรู้แจ้ง  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์หรือ  ปรมาตฺมา  ภายในหัวใจของทุกคน  เขาจะไม่สามารถเข้าใจว่า  ศฺรี  กฺฤษฺณ  คือองค์ภควานฺ  หากไม่มาอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
इच्छाद्वेषसमुत्थेन द्वन्द्वमोहेन भारत ।
सर्वभूतानि संमोहं सर्गे यान्ति परन्तप ॥ ७.२७ ॥
โศลก 27
icchā-dveṣa-samutthena  dvandva-mohena bhārata
sarva-bhūtāni sammohaṁ  sarge yānti paran-tapa
อิจฺฉา-เทฺวษ-สมุตฺเถน  ทฺวนฺทฺว-โมเหน ภารต
สรฺว-ภูตานิ สมฺโมหํ  สรฺเค ยานฺติ ปรนฺ-ตป
อิจฺฉา — ความปรารถนา, เทฺวษ — และความเกลียด, สมุตฺเถน — เกิดจาก, ทฺวนฺทฺว — สิ่ง คู่, โมเหน — ด้วยความหลง, ภารต — โอ้ผู้สืบราชวงศ์ ภรต, สรฺว — ทั้งหมด, ภูตานิ — สิ่งมีชีวิต, สมฺโมหมฺ — อยู่ในความหลง, สรฺเค — ขณะเกิด, ยานฺติ — ไป, ปรมฺ-ตป — โอ้ ผู้กำราบศัตรู
คำแปล
โอ้  ผู้สืบราชวงศ์  ภรต  โอ้  ผู้กำราบศัตรู  สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเกิดอยู่ในความหลงสับสนอยู่กับสิ่งคู่ซึ่งเกิดมาจากความต้องการและความเกลียดชัง
คำอธิบาย
สถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงของสิ่งมีชีวิตคืออยู่ภายใต้การดูแลขององค์  ภควานฺ  เช่นนี้เท่ากับอยู่ในความรู้ที่บริสุทธิ์  เมื่อหลงผิดแยกออกจากความรู้ที่บริสุทธิ์นี้  เขาจะถูกพลังงานแห่งความหลงควบคุมทำให้ไม่เข้าใจองค์  ภควานฺ  พลังงานแห่งความหลงปรากฏอยู่ในสิ่งคู่เช่น  ความต้องการและความเกลียดชัง  เนื่องมาจากสองสิ่งนี้  บุคคลในอวิชชาจึงต้องการกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับองค์  ภควานฺ  และอิจฉา  กฺฤษฺณ  ที่เป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  สาวกผู้บริสุทธิ์จะไม่หลงผิดหรือมีมลทินจากความต้องการและความเกลียดชังเช่นนี้  จึงสามารถเข้าใจองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ที่ทรงปรากฏด้วยพลังงานเบื้องสูงของพระองค์แต่พวกที่หลงผิดอยู่กับสิ่งคู่และอวิชชาคิดว่าองค์  ภควานฺ  ทรงถูกสร้างขึ้นด้วยพลังงานวัตถุนี่คือความอับโชค  บุคคลผู้หลงผิดเหล่านี้มีลักษณะอาการที่อิงอาศัยอยู่ในสิ่งคู่เช่นความเสียเกียรติและความมีเกียรติ  ความทุกข์และความสุข  เพศหญิงและเพศชาย  ความดีและความชั่ว  ความยินดีและความเจ็บปวด  ฯลฯ  คิดว่า  “นี่คือภรรยาของข้า  นี่คือบ้านของข้าข้าคือเจ้าแห่งบ้านนี้  ข้าคือสามีของภรรยาคนนี้”  เหล่านี้คือสิ่งคู่แห่งความหลงผิด  พวกที่หลงผิดด้วยสิ่งคู่อยู่ในความโง่อย่างบริบูรณ์  ดังนั้น  จึงไม่สามารถเข้าใจองค์  ภควานฺ  
येषां त्वन्तगतं पापं जनानां पुण्यकर्मणाम् ।
ते द्वन्द्वमोहनिर्मुक्ता भजन्ते मां दृढव्रताः ॥ ७.२८ ॥
โศลก 28
yeṣāṁ tv anta-gataṁ pāpaṁ  janānāṁ puṇya-karmaṇām
te dvandva-moha-nirmuktā  bhajante māṁ dṛḍha-vratāḥ
เยษำ ตฺวฺ อนฺต-คตํ ปาปํ  ชนานำ ปุณฺย-กรฺมณามฺ
เต ทฺวนฺทฺว-โมห-นิรฺมุกฺตา  ภชนฺเต มำ ทฺฤฒ-วฺรตาห์
เยษามฺ — เหล่านั้น, ตุ — แต่, อนฺต-คตมฺ — ขจัดไปโดยสิ้นเชิง, ปาปมฺ — ความบาป, ชนานามฺ — ของบุคคล, ปุณฺย — บุญ, กรฺมณามฺ — กิจกรรมในอดีตของพวกเขา, เต — พวกเขา, ทฺวนฺทฺว — ของสิ่งคู่, โมห — หลงผิด, นิรฺมุกฺตาห์ — เป็นอิสระจาก, ภชนฺเต — ปฏิบัติในการอุทิศ ตนเสียสละรับใช้, มามฺ — ต่อข้า, ทฺฤฒ-วฺรตาห์ — ด้วยความมั่นใจ
คำแปล
บุคคลผู้ทำบุญในชาติก่อน  ๆ  และในชาตินี้  ผู้ที่ผลบาปถูกขจัดไปจนหมดสิ้น  เป็นอิสระจากสิ่งคู่แห่งความหลงผิด  และพวกเขาปฏิบัติตนรับใช้ข้าด้วยความมั่นใจ
คำอธิบาย
พวกที่มีสิทธิ์เพื่อพัฒนาไปสู่สถานภาพทิพย์ได้กล่าวไว้ในโศลกนี้  สำหรับพวกที่มีความบาปไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  โง่เขลา  และมีเจตนาหลอกลวง  เป็นสิ่งยากมากที่จะข้ามพ้นสิ่งคู่แห่งความต้องการและความเกลียดชัง  ผู้ที่ผ่านชีวิตในการฝึกปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนา  ผู้ที่ทำบุญ  และผู้ที่เอาชนะผลบาปเท่านั้นจึงสามารถรับเอาการอุทิศตนเสียสละรับใช้มาปฏิบัติ  และค่อย  ๆ  เจริญขึ้นมาสู่ระดับความรู้ที่บริสุทธิ์ขององค์  ภควานฺ  จากนั้นก็จะค่อย  ๆ  ทำสมาธิที่พระองค์  นั่นคือวิธีการสถิตในระดับทิพย์  การเจริญก้าวหน้าเช่นนี้เป็นไปได้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกด้วยการมาคบหาสมาคมกับสาวกผู้บริสุทธิ์  จากการคบหาสมาคมกับสาวกผู้ยิ่งใหญ่สามารถจัดส่งเราให้ออกจากความหลงผิดได้
ได้กล่าวไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (5.5.2)  ว่า  หากเราต้องการหลุดพ้นจริงๆ  เราต้องถวายการรับใช้ต่อสาวก  (มหตฺ-เสวำ  ทฺวารมฺ  อาหุรฺ  วิมุกฺเตห์)  แต่ผู้ที่คบหาสมาคมกับพวกวัตถุนิยมจะอยู่บนวิถีทางที่นำไปสู่ความเป็นอยู่อันมืดมน  (ตโม-ทฺวารํ  โยษิตำ  สงฺคิ-สงฺคมฺ  สาวกทั้งหลายขององค์  ภควานฺ  เดินทางท่องไปบนโลกนี้เพื่อฟื้นฟูพันธวิญญาณจากความหลงผิด  ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ไม่รู้ว่าการลืมสถานภาพพื้นฐานเดิมของตนว่าเป็นรององค์  ภควานฺ  เป็นการทำผิดกฎแห่งองค์  ภควานฺ  อย่างร้ายแรง  นอกจากจะกลับคืนมาสู่สถานภาพพื้นฐานเดิมของตน  มิฉะนั้น  เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจองค์  ภควานฺ  หรือปฏิบัติตนอย่างสมบูรณ์ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความรักทิพย์ต่อพระองค์อย่างมุ่งมั่น
जरामरणमोक्षाय मामाश्रित्य यतन्ति ये ।
ते ब्रह्म तद्विदुः कृत्स्नमध्यात्मं कर्म चाखिलम् ॥ ७.२९ ॥
โศลก 29
jarā-maraṇa-mokṣāya  mām āśritya yatanti ye
te brahma tad viduḥ kṛtsnam  adhyātmaṁ karma cākhilam
ชรา-มรณ-โมกฺษาย  มามฺ อาศฺริตฺย ยตนฺติ เย
เต พฺรหฺม ตทฺ วิทุห์ กฺฤตฺสฺนมฺ  อธฺยาตฺมํ กรฺม จาขิลมฺ
ชรา — จากความแก่, มรณ — และความตาย, โมกฺษาย — เพื่อจุดมุ่งหมายแห่งความ หลุดพ้น, มามฺ — ข้า, อาศฺริตฺย — มาพึ่ง, ยตนฺติ — พยายาม, เย — ทั้งหมดซึ่ง, เต — บุคคล เหล่านี้, พฺรหฺมพฺรหฺมนฺ, ตตฺ — อันที่จริงว่า, วิทุห์ — พวกเราทราบ, กฺฤตฺสฺนมฺ — ทุกสิ่งทุก อย่าง, อธฺยาตฺมมฺ — ทิพย์, กรฺม — กิจกรรม, — เช่นกัน,อขิลมฺ — ทั้งหมด
คำแปล
ผู้มีปัญญาพยายามเพื่อความหลุดพ้นจากความแก่และความตายมาพึ่งข้าในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  พวกนี้คือ  พฺรหฺมนฺ  โดยแท้จริงเพราะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับกิจกรรมทิพย์โดยสมบูรณ์
คำอธิบาย
การเกิด  การตาย  ความแก่  และโรคภัยไข้เจ็บมีผลกระทบต่อร่างวัตถุนี้  แต่จะไม่มีผลกระทบต่อร่างทิพย์  ไม่มีการเกิด  การตาย  ความแก่  และโรคภัยไข้เจ็บสำหรับร่างทิพย์  ดังนั้น  ผู้ที่บรรลุถึงร่างทิพย์จะมาอยู่ใกล้ชิดสนิทสนมกับองค์  ภควานฺ  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้นิรันดร  จึงเป็นผู้หลุดพ้นที่แท้จริง  อหํ  พฺรหฺมาสฺมิ  ข้าคือดวงวิญญาณ  ได้กล่าวไว้ว่าเราควรเข้าใจว่า  ตัวเราคือ  พฺรหฺมนฺ  หรือจิตวิญญาณ  แนวคิดชีวิต  พฺรหฺมนฺ  นี้ก็เป็นการอุทิศตนเสียสละรับใช้เช่นเดียวกัน  ดังที่อธิบายไว้ในโศลกนี้ว่าสาวกบริสุทธิ์ผู้สถิตในระดับทิพย์แห่ง  พฺรหฺมนฺ  รู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับกิจกรรมทิพย์
สาวกผู้ไม่บริสุทธิ์สี่ประเภทปฏิบัติตนในการรับใช้ทิพย์ต่อองค์  ภควานฺ  จะบรรลุถึงจุดมุ่งหมายของพวกตนตามลำดับด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควานฺ  เมื่อมีกฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  จะได้รับความรื่นเริงอย่างแท้จริงกับการคบหาสมาคมทิพย์กับพระองค์  แต่พวกที่บูชาเทวดาจะมาไม่ถึงองค์  ภควานฺ  ที่ดาวเคราะห์สูงสุด  แม้บุคคลผู้รู้แจ้ง  พฺรหฺมนฺ  ที่ด้อยปัญญา  ก็ไม่สามารถมาถึงดาวเคราะห์สูงสุดของ  กฺฤษฺณชื่อ  โคโลก  วฺฤนฺทาวน  บุคคลผู้ปฏิบัติกิจกรรมใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเท่านั้น(มามฺ  อาศฺริตฺย)  สมควรได้ชื่อ  พฺรหฺมนฺ  อย่างแท้จริง  เพราะพยายามเพื่อบรรลุถึง  กฺฤษฺณโลกโดยแท้  บุคคลเหล่านี้ไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  พวกเขาคือ  พฺรหฺมนฺ  ที่แท้จริง
พวกที่ปฏิบัติการบูชาพระปฏิมาหรือ  อรฺจา  ของพระองค์  หรือปฏิบัติในการทำสมาธิที่องค์  ภควานฺ  เพียงเพื่อความหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุ  ได้ชื่อว่าเข้าใจ  พฺรหฺมนฺ  เช่นเดียวกัน  ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควานฺ  อธิภูต  ฯลฯ  ดังที่  องค์ภควานฺ  จะทรงอธิบายในบทต่อไป
साधिभूताधिदैवं मां साधियज्ञं च ये विदुः ।
प्रयाणकालेऽपि च मां ते विदुर्युक्तचेतसः ॥ ७.३० ॥
โศลก 30
sādhibhūtādhidaivaṁ māṁ  sādhiyajñaṁ ca ye viduḥ
prayāṇa-kāle ’pi ca māṁ  te vidur yukta-cetasaḥ
สาธิภูตาธิไทวํ มำ  สาธิยชฺญํ จ เย วิทุห์
ปฺรยาณ-กาเล ’ปิ จ มำ  เต วิทุรฺ ยุกฺต-เจตสห์
ส-อธิภูต — และหลักการปกครองแห่งปรากฏการณ์ทางวัตถุ,อธิไทวมฺ — ปกครอง เทวดาทั้งหลาย, มามฺ — ข้า, ส-อธิยชฺญมฺ — และปกครองพิธีบูชาทั้งหมด, — เช่นกัน, เย — พวกที่, วิทุห์ — รู้, ปฺรยาณ — ความตาย, กาเล — ขณะที่, อปิ — แม้, — และ, มามฺ — ข้า, เต — พวกเขา, วิทุห์ — รู้, ยุกฺต-เจตสห์ — จิตใจพวกเขาปฏิบัติในข้า
คำแปล
พวกที่มีจิตสำนึกสมบูรณ์ในข้า  ผู้รู้จักข้าองค์ภควานสูงสุดว่าเป็นหลักในการบริหารปรากฏการณ์ทางวัตถุ  บริหารเหล่าเทวดา  และพิธีบูชาทั้งหลาย  สามารถเข้าใจและรู้ถึงข้าบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  แม้ขณะที่ตาย
คำอธิบาย
บุคคลปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่เบี่ยงเบนจากวิถีทางในการเข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าอย่างสมบูรณ์  ด้วยการคบหาสมาคมทิพย์ใน  กฺฤษฺณจิตสำนึก  เขาสามารถเข้าใจว่าองค์  ภควานฺ  ทรงเป็นหลักในการบริหารปรากฏการณ์ทางวัตถุ  และบริหารแม้เหล่าเทวดาได้อย่างไร  จากการคบหาสมาคมทิพย์เช่นนี้  เขาค่อย  ๆ  มีความมั่นใจต่อองค์  ภควานฺ  และในขณะตายบุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเช่นนี้จะไม่มีวันลืม  กฺฤษฺณ  โดยธรรมชาติเขาจะได้รับการส่งเสริมไปยังดาวเคราะห์ขององค์  ภควานฺ  โคโลก  วฺฤนฺทาวน  
บทที่เจ็ดนี้  อธิบายว่าเราสามารถจะมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ได้อย่างไรจุดเริ่มต้นของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกคือการมาคบหาสมาคมกับบุคคลผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกการคบหาสมาคมเช่นนี้เป็นทิพย์  จะทำให้เ  ราม  าสัมผัสกับองค์  ภควานฺ  โดยตรงและด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควานฺ  เราสามารถเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ว่าทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ในขณะเดียวกัน  เราสามารถเข้าใจสถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงของสิ่งมีชีวิต  สิ่งมีชีวิตลืม  กฺฤษฺณ  และมาถูกกิจกรรมทางวัตถุพันธนาการได้อย่างไร  จากการค่อย  ๆ  พัฒนา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกด้วยการคบหาสมาคมกับกัลยาณมิตร  สิ่งมีชีวิตสามารถเข้าใจว่าเนื่องจากลืม  กฺฤษฺณ  เราจึงมาอยู่ในสภาวะตามกฎแห่งธรรมชาติวัตถุ  และยังเข้าใจอีกว่าชีวิตในร่างวัตถุนี้เป็นโอกาสที่จะเรียก  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกกลับคืนมา  จึงควรใช้สอยประโยชน์อย่างเต็มที่เพื่อให้ได้รับพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้จากองค์  ภควานฺ  
ได้สนทนากันหลายประเด็นในบทนี้  เช่น  บุคคลผู้อยู่ในความทุกข์  บุคคลผู้ชอบถาม  บุคคลผู้ต้องการสิ่งจำเป็นทางวัตถุ  ความรู้แห่ง  พฺรหฺมนฺ  ความรู้แห่ง  ปรมาตฺมา  ความหลุดพ้นจากการเกิด  การตาย  และโรคภัยไข้เจ็บ  และการบูชาองค์ภควานฺ  อย่างไรก็ดีผู้ที่พัฒนาใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจริง  ๆ  จะไม่สนใจกับวิธีต่าง  ๆ  เหล่านี้เขาเพียงแต่ปฏิบัติตนในกิจกรรมของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยตรง  และบรรลุถึงสถานภาพพื้นฐานอันแท้จริงของตนเองว่าเป็นผู้รับใช้นิรันดรขององค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ในสภาวะเช่นนี้เขาจะมีความยินดีในการสดับฟังและสรรเสริญองค์  ภควานฺ  ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความบริสุทธิ์  และมั่นใจว่าจากการกระทำเช่นนี้จุดมุ่งหมายทั้งหมดของเขาจะบรรลุผลสำเร็จ  ความศรัทธาอันแรงกล้าเช่นนี้เรียกว่า  ทฺฤฒ-วฺรต  ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ  ภกฺติ-โยค  หรือการรับใช้ทิพย์ด้วยความรัก  นี่คือข้อสรุปของพระคัมภีร์ทั้งหลาย  บทที่เจ็ดของ  ภควัท-คีตา  เป็นเนื้อหาสาระแห่งความมุ่งมั่นนี้
ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย ภกฺติเวทนฺต บทที่เจ็ดของหนังสือ ศฺรีมทฺ ภควัท-คีตา ในหัวข้อเรื่อง ความรู้แห่งสัจธรรม

ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

บทที่ แปด

บทที่ 8

การบรรลุถึงองค์ภควาน

chapterImage

การบรรลุถึงองค์ภควาน

अर्जुन उवाच ।
किं तद्ब्रह्म किमध्यात्मं किं कर्म पुरुषोत्तम
अधिभूतं च किं प्रोक्तमधिदैवं किमुच्यते ॥ ८.१ ॥
โศลก 1
arjuna uvāca
kiṁ tad brahma kim adhyātmaṁ  kiṁ karma puruṣottama
adhibhūtaṁ ca kiṁ proktam  adhidaivaṁ kim ucyate
อรฺชุน อุวาจ
กึ ตทฺ พฺรหฺม กิมฺ อธฺยาตฺมํ  กึ กรฺม ปุรุโษตฺตม
อธิภูตํ จ กึ โปฺรกฺตมฺ  อธิไทวํ กิมฺ อุจฺยเต
อรฺชุนห์ อุวาจอรฺชุน ตรัส, กิมฺ, ตตฺ — นั้น,พฺรหฺมพฺรหฺมนฺ, กิมฺ — อะไร, อธฺยาตฺมมฺ — ตัวเรา, กิมฺ — อะไร, กรฺม — กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ, ปุรุษ-อุตฺตม — โอ้ บุคคลสูงสุด, อธิภูตมฺ — ปรากฏการณ์ทางวัตถุ, — และ, กิมฺ — อะไร, โปฺรกฺตมฺ — เรียกว่า, อธิไทวมฺ — เหล่าเทวดา, กิมฺ — อะไร, อุจฺยเต — เรียกว่า
คำแปล
  อรฺชุน  ตรัสถามว่า  โอ้  องค์ภควานของข้า  โอ้  บุคคลสูงสุด  อะไรคือ  พฺรหฺมนฺ  ?อะไรคือตัวชีวิต?  อะไรคือกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ?  ปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้คืออะไร?  และเหล่าเทวดาคือใคร?  ได้โปรดกรุณาอธิบายให้ข้าพเจ้าด้วย
คำอธิบาย
ในบทนี้องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงตอบหลายคำถามของ  อรฺชุน  เริ่มต้นด้วย“อะไรคือ  พฺรหฺมนฺ  ?  ”  พระองค์ทรงอธิบายถึง  กรฺม  (กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ)การอุทิศตนเสียสละรับใช้  หลักธรรม  โยค  และการอุทิศตนเสียสละรับใช้ในรูปแบบที่บริสุทธิ์  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  อธิบายว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดที่รู้กันว่าเป็น  พฺรหฺมนฺ  ปรมาตฺมา  และ  ภควานฺ  นอกจากนั้น  สิ่งมีชีวิตที่เป็นปัจเจกวิญญาณก็เรียกว่า  พฺรหฺมนฺ  เช่นเดียวกัน  อรฺชุน  ยังถามเกี่ยวกับ  อาตฺมา  ซึ่งหมายถึงร่างกายวิญญาณ  และจิตใจ  ตามพจนานุกรมพระ  เวท  อาตฺมา  หมายถึงจิตใจ  วิญญาณ  ร่างกายและประสาทสัมผัสด้วย
อรฺชุน  เรียกองค์  ภควานฺ  ว่า  ปุรุโษตฺตม  หรือบุคคลสูงสุดซึ่งหมายความว่าคำถามเหล่านี้ไม่ใช่ถามกับเพื่อนเท่านั้น  แต่ถามกับบุคคลสูงสุด  โดยทราบว่าพระองค์คือผู้น่าเชื่อถือได้สูงสุดที่สามารถให้คำตอบที่แน่นอนชัดเจน
अधियज्ञः कथं कोऽत्र देहेऽस्मिन्मधुसूदन ।
प्रयाणकाले च कथं ज्ञेयोऽसि नियतात्मभिः ॥ ८.२ ॥
โศลก 2
adhiyajñaḥ kathaṁ ko ’tra  dehe ’smin madhusūdana
prayāṇa-kāle ca kathaṁ  jñeyo ’si niyatātmabhiḥ
อธิยชฺญห์ กถํ โก ’ตฺร  เทเห ’สฺมินฺ มธุสูทน
ปฺรยาณ-กาเล จ กถํ  ชฺเญโย ’สิ นิยตาตฺมภิห์
อธิยชฺญห์ — พระเจ้าแห่งการบูชา, กถมฺ — อย่างไร, กห์ — ผู้ซึ่ง, อตฺร — ที่นี่, เทเห — ในร่างกาย, อสฺมินฺ — นี้, มธุสูทน — โอ้ มธุสูทน, ปฺรยาณ-กาเล — ขณะกำลังตาย, , กถมฺ — อย่างไร, ชฺเญยห์ อสิ — รู้ถึงพระองค์, นิยต-อาตฺมภิห์ — ด้วยการควบคุมตนเอง
คำแปล
ใครคือพระเจ้าแห่งการบูชา  พระองค์ทรงประทับอยู่ในร่างกายได้อย่างไร  โอ้  มธุสูทน  ?  และขณะที่กำลังจะตายพวกที่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้สามารถรู้ถึงพระองค์ได้อย่างไร
คำอธิบาย
“พระจ้าแห่งการบูชา”  อาจหมายถึงพระ  อินฺทฺร  หรือพระ  วิษฺณุ  ก็ได้  พระ  วิษฺณุทรงเป็นประธานของเหล่าปฐมเทวดารวมทั้งพระ  พฺรหฺมา  และพระ  ศิว  พระ  อินฺทฺร  ทรงเป็นประธานของเหล่าเทวดาผู้บริหาร  ทั้งพระ  อินฺทฺร  และพระ  วิษฺณุ  ได้รับการบูชาในพิธีบูชา  ยชฺญ  แต่  ณ  ที่นี้  อรฺชุน  ทรงถามว่าใครคือพระเจ้าแห่ง  ยชฺญ  (พิธีบูชา)  อย่างแท้จริงและองค์  ภควานฺ  ทรงประทับอยู่ภายในร่างกายของสิ่งมีชีวิตได้อย่างไร
อรฺชุน  ทรงเรียกพระองค์ว่า  มธุสูทน  เนื่องจากครั้งหนึ่ง  กฺฤษฺณ  เคยสังหารมารชื่อ  มธุ  อันที่จริงคำถามเหล่านี้เป็นธรรมชาติแห่งความสงสัยซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นในจิตใจของ  อรฺชุน  เพราะเป็นสาวกผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ดังนั้น  ความสงสัยเหล่านี้เหมือนกับมาร  เนื่องจาก  กฺฤษฺณ  ทรงมีความชำนาญมากในการสังหารมาร  ณ  ที่นี้  อรฺชุน  ทรงเปล่งพระนาม  กฺฤษฺณ  ว่า  มธุสูทน  เพื่อว่า  กฺฤษฺณ  อาจสังหารมารแห่งความสงสัยที่ปรากฏขึ้นภายในใจของ  อรฺชุน  ได้
คำว่า  ปฺรยาณ-กาเล  ในโศลกนี้มีความสำคัญมากเพราะว่าอะไรก็แล้วแต่ที่เราทำในชีวิตจะได้รับการทดสอบขณะตาย  อรฺชุน  ทรงมีความกระตือรือร้นมากที่จะทราบถึงบุคคลที่ปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอยู่เสมอว่าควรอยู่ในสภาวะเช่นไรในวินาทีสุดท้าย?  ขณะกำลังจะตายการปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมดของร่างกายจะกระเจิง  และจิตใจจะไม่อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม  เมื่อถูกรบกวนจากสภาวะทางร่างกายเราอาจไม่สามารถระลึกถึงองค์  ภควานฺ  ได้  มหาราช  กุลเศขร  ผู้เป็นสาวกที่ยิ่งใหญ่ภาวนาว่า  “องค์  ภควานฺ  ที่่รัก  ปัจจุบันนี้ข้ามีสุขภาพดี  ให้ข้าตายในทันทีจะดีกว่าเพื่อหงส์แห่งจิตใจของข้าจะได้ซุกไซ้เข้าไปในก้านแห่งพระบาทรูปดอกบัวของพระองค์”  การใช้อุปมานี้เนื่องจากหงส์เป็นนกที่อยู่ในน้ำและชื่นชมยินดีในการซุกไซ้เข้าไปในดอกบัว  มันชอบซุกไซ้เข้าไปในดอกบัวเหมือนเล่นกีฬา  มหาราช  กุลเศขร  ตรัสต่อองค์  ภควานฺ  ว่า  “ปัจจุบันนี้จิตใจข้าไม่ถูกรบกวน  และยังมีสุขภาพดี  หากตายกะทันหัน  แล้วคิดถึงพระบาทรูปดอกบัวของพระองค์  ก็มั่นใจได้ว่าการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์ประสบผลสำเร็จอย่างสมบูรณ์  แต่หากรอจนกระทั่งถึงเวลาตายตามธรรมชาติ  ก็ไม่แน่ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น  เพราะว่าในขณะนั้นการปฏิบัติหน้าที่ต่าง  ๆ  ของร่างกายจะกระเจิดกระเจิง  ข้าพเจ้าอาจติดคอและไม่ทราบว่าจะสามารถสวดภาวนาพระนามของพระองค์ได้หรือไม่  ดังนั้นให้ข้าตายโดยทันทีจะดีกว่า”  อรฺชุน  ทรงถามว่าบุคคลจะตั้งมั่นจิตใจอยู่ที่พระบาทรูปดอกบัวของ  กฺฤษฺณ  ในวิกฤติกาลเช่นนี้ได้อย่างไร
श्रीभगवानुवाच ।
अक्षरं ब्रह्म परमं स्वभावोऽध्यात्ममुच्यते
भूतभावोद्भवकरो विसर्गः कर्मसंज्ञितः ॥ ८.३ ॥
โศลก 3
śrī-bhagavān uvāca
akṣaraṁ brahma paramaṁ  svabhāvo ’dhyātmam ucyate
bhūta-bhāvodbhava-karo  visargaḥ karma-saṁjñitaḥ
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
อกฺษรํ พฺรหฺม ปรมํ  สฺวภาโว ’ธฺยาตฺมมฺ อุจฺยเต
ภูต-ภาโวทฺภว-กโร  วิสรฺคห์ กรฺม-สํชฺญิตห์
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — องค์ภควานตรัส, อกฺษรมฺ — ไม่มีวันถูกทำลาย, พฺรหฺมพฺรหฺมนฺ, ปรมมฺ — ทิพย์, สฺวภาวห์ — ธรรมชาติอมตะ, อธฺยาตฺมมฺ — ตัวชีวิต, อุจฺยเต — เรียกว่า, ภูต-ภาว-อุทฺภว-กรห์ — ผลิตร่างวัตถุของสิ่งมีชีวิต, วิสรฺคห์ — การ สร้าง, กรฺม — กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ, สํชฺญิตห์ — เรียกว่า
คำแปล
องค์ภควานตรัสว่า  ดวงชีวิตทิพย์ที่ไม่มีวันถูกทำลายเรียกว่า  พฺรหฺมนฺ  และธรรมชาตินิรันดรของเขาเรียกว่า  อธฺยาตฺม  หรือดวงชีวิต  กิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาร่างกายวัตถุของสิ่งมีชีวิตเรียกว่ากรรม  (กรฺม)  หรือกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ
คำอธิบาย
พฺรหฺมนฺ  ไม่มีวันถูกทำลายและเป็นอยู่ชั่วกัลปวสาน  สถานภาพเดิมแท้ของเขาไม่มีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าในขณะใด  แต่เหนือไปจาก  พฺรหฺมนฺ  ยังมี  ปร-พฺรหฺมนฺ,  พฺรหฺมนฺ  หมายถึงสิ่งมีชีวิตและ  ปร-พฺรหฺมนฺ  หมายถึงองค์  ภควานฺ  สถานภาพพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตแตกต่างไปจากสถานภาพที่เขาได้รับในโลกวัตถุ  ในวัตถุจิตสำนึกธรรมชาติคือพยายามเป็นเจ้าแห่งวัตถุ  แต่ในจิตสำนึกทิพย์หรือ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกสถานภาพของเขาคือเป็นผู้รับใช้องค์  ภควานฺ  เมื่อสิ่งมีชีวิตอยู่ในวัตถุจิตสำนึก  จะต้องได้รับร่างกายต่าง  ๆ  ในโลกวัตถุ  เช่นนี้เรียกว่ากรรม  (กรฺม)  หรือการสร้างอันหลากหลายด้วยการบังคับของจิตสำนึกวัตถุ
ในวรรณกรรมพระ  เวท  สิ่งมีชีวิตเรียกว่า  ชีวาตฺมา  และ  พฺรหฺมนฺ  แต่ไม่เคยถูกเรียกว่า  ปร-พฺรหฺมนฺ  สิ่งมีชีวิต  (ชีวาตฺมา)  ได้รับสถานภาพต่าง  ๆ  บางครั้งกลืนเข้าไปในธรรมชาติวัตถุอันมืดมนและสำคัญตนเองกับวัตถุ  และบางครั้งสำคัญตนเองกับสิ่งที่สูงกว่าคือธรรมชาติทิพย์  ดังนั้น  สิ่งมีชีวิตจึงได้ชื่อว่าเป็นพลังงานพรมแดนขององค์  ภควานฺ  ตามที่สำคัญตนเองกับธรรมชาติวัตถุหรือธรรมชาติทิพย์จึงได้รับร่างวัตถุหรือร่างทิพย์  ในธรรมชาติวัตถุเขาอาจได้รับร่างกายจากหนึ่งใน  8,400,000  เผ่าพันธุ์ชีวิตแต่ในธรรมชาติทิพย์จะมีเพียงร่างเดียว  ในธรรมชาติวัตถุบางครั้งปรากฏเป็นมนุษย์  เป็นเทวดา  เป็นสัตว์เดรัจฉาน  เป็นนก  ฯลฯ  ตามกรรมของตน  อาจบรรลุถึงดาวเคราะห์วัตถุบนสรวงสวรรค์  และได้รับความสุขกับสิ่งอำนวยความสะดวก  บางครั้งเขาปฏิบัติพิธีบูชา(ยชฺญ)  แต่เมื่อผลบุญหมดลงจะกลับมาในโลกนี้อีกครั้งในร่างมนุษย์  วิธีกรรมเช่นนี้เรียกว่ากรรมหรือ  (กรฺม)
ฉานฺโทคฺย  อุปนิษทฺ  อธิบายวิธีการทำพิธีบูชาทางพระ  เวท  ที่แท่นพิธีบูชามีการถวายสิ่งของห้าอย่างไปในไฟห้าชนิด  ไฟห้าชนิดสำเหนียกจาก  ดาวเคราะห์สวรรค์  เมฆโลก  ชาย  และหญิง  และสิ่งถวายในพิธีบูชาห้าอย่างคือ  ความศรัทธา  ผู้มีความสุขบนดวงจันทร์  ฝน  เมล็ดข้าว  และอสุจิ
ในพิธีการบูชา  สิ่งมีชีวิตทำพิธีบูชาโดยเฉพาะเพื่อบรรลุถึงสรวงสวรรค์  และก็บรรลุถึงจริงในเวลาต่อมา  เมื่อผลบุญแห่งการบูชาหมดสิ้นลง  สิ่งมีชีวิตตกลงมาบนโลกในรูปของฝน  จากนั้นมาอยู่ในรูปของเมล็ดข้าว  และมนุษย์รับประทานเมล็ดข้าวกลายเป็นอสุจิซึ่งทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์  ดังนั้น  สิ่งมีชีวิตได้รับร่างมนุษย์อีกครั้งหนึ่งเพื่อปฏิบัติพิธีบูชา  และวนเวียนอยู่ในวัฏจักรนี้  เช่นนี้สิ่งมีชีวิตจึงไป  ๆ  มา  ๆ  บนวิถีทางวัตถุชั่วกัลปวสาน  อย่างไรก็ดี  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกหลีกเลี่ยงการบูชาเช่นนี้  เขาปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยตรง  ดังนั้น  จึงเตรียมตัวกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์  ภควานฺ  
นักวิจารณ์  ภควัท-คีตา  ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์คิดว่า  พฺรหฺมนฺ  รับเอารูปของ  ชีว  ในโลกวัตถุอย่างไร้เหตุผล  และเพื่อสนับสนุนประเด็นนี้พวกเขาได้อ้างอิงบทที่สิบห้าโศลก  7  ของ  คีตา  แต่ในโศลกนี้องค์  ภควานฺ  ยังตรัสอีกว่าสิ่งมีชีวิตเป็น  “ละอองอณูนิรันดรของตัวข้า”  สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  และอาจตกลงมาในโลกวัตถุ  แต่องค์ภควานฺ  (อจฺยุต)  ไม่มีวันตกลงต่ำ  ดังนั้น  ข้อสรุปที่ว่า  พฺรหฺมนฺ  สูงสุดรับเอารูปของ  ชีว  จึงยอมรับไม่ได้  มีความสำคัญที่ควรจำไว้ว่าในวรรณกรรมพระ  เวท  พฺรหฺมนฺ  (สิ่งมีชีวิต)แตกต่างจาก  ปร-พฺรหฺมนฺ  (องค์  ภควานฺ)
अधिभूतं क्षरो भावः पुरुषश्चाधिदैवतम् ।
अधियज्ञोऽहमेवात्र देहे देहभृतां वर ॥ ८.४ ॥
โศลก 4
adhibhūtaṁ kṣaro bhāvaḥ  puruṣaś cādhidaivatam
adhiyajño ’ham evātra  dehe deha-bhṛtāṁ vara
อธิภูตํ กฺษโร ภาวห์  ปุรุษศฺ จาธิไทวตมฺ
อธิยชฺโญ ’หมฺ เอวาตฺร  เทเห เทห-ภฺฤตำ วร
อธิภูตมฺ — ปรากฏการณ์ทางวัตถุ, กฺษรห์ — เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ, ภาวห์ — ธรรมชาติ, ปุรุษห์ — รูปลักษณ์จักรวาลรวมทั้งเทวดาทั้งหลายเช่นเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์และ ดวงจันทร์, — และ, อธิไทวตมฺ — เรียกว่า อธิไทว, อธิยชฺญห์ — อภิวิญญาณ, อหมฺ — ข้า (กฺฤษฺณ), เอว — แน่นอน, อตฺร — ในนี้, เทเห — ร่างกาย, เทห-ภฺฤตามฺ — บริทาม-ของ รูปร่าง, วร — โอ้ ผู้ยอดเยี่ยม
คำแปล
โอ้  ผู้ยอดเยี่ยมในบรรดาดวงชีวิต  ธรรมชาติวัตถุที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเรียกว่า  อธิภูต  (ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ)  รูปลักษณ์จักรวาลขององค์ภควานซึ่งรวมถึงเทวดาทั้งหลายเช่นเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เรียกว่า  อธิไทว  และข้าองค์ภควานสูงสุดซึ่งมีอภิวิญญาณผู้ประทับอยู่ภายในหัวใจของทุกชีวิตเป็นผู้แทนเรียกว่า  อธิยชฺญ  (พระเจ้าแห่งการบูชา)
คำอธิบาย
ธรรมชาติวัตถุเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  โดยทั่วไปร่างวัตถุจะต้องผ่านหกขั้นตอนคือมีการเกิด  เจริญเติบโต  คงอยู่ชั่วระยะหนึ่ง  สืบพันธุ์  หดตัวลง  และจากนั้นก็อันตรธานสูญหายไป  ธรรมชาติวัตถุนี้เรียกว่า  อธิภูต  ถูกสร้างขึ้นมา  ณ  จุดหนึ่ง  และจะถูกทำลายไปอีกจุดหนึ่ง  แนวคิดที่ว่ารูปลักษณ์จักรวาลขององค์  ภควานฺ  ซึ่งรวมถึงเหล่าเทวดาพร้อมดาวเคราะห์เรียกว่า  อธิไทวต  ผู้ที่ปรากฏในร่างกายควบคู่ไปกับปัจเจกวิญญาณคืออภิวิญญาณ  ซึ่งเป็นผู้แทนที่สมบูรณ์ขององค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  อภิวิญญาณเรียกว่า  ปรมาตฺมา  หรือ  อธิยชฺญ  ทรงสถิตในหัวใจ  คำว่า  เอว  มีความสำคัญโดยเฉพาะในเนื้อหาของโศลกนี้  เพราะว่าคำนี้องค์  ภควานฺ  ทรงเน้นว่า  ปรมาตฺมา  ไม่แตกต่างไปจากพระองค์  ในรูปอภิวิญญาณประทับอยู่เคียงข้างปัจเจกวิญญาณ  ทรงเป็นพยานในกิจกรรมต่าง  ๆ  และทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งจิตสำนึกของปัจเจกวิญญาณ  อภิวิญญาณทรงเปิดโอกาสแก่ปัจเจกวิญญาณให้ทำอะไรโดยเสรี  ทรงเป็นพยานในกิจกรรมต่าง  ๆของเขา  สำหรับสาวกผู้มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกที่บริสุทธิ์และปฏิบัติการรับใช้ทิพย์แด่องค์ภควานฺ  หน้าที่แห่งปรากฏการณ์ทั้งหลายขององค์  ภควานฺ  จะกระจ่างขึ้นโดยปริยายรูปลักษณ์จักรวาลอันมหึมาของพระองค์เรียกว่า  อธิไทวต  ซึ่งนวกะผู้ไม่สามารถเข้าพบองค์  ภควานฺ  ในปรากฏารณ์ของพระองค์ในรูปอภิวิญญาณจะเพ่งพิจารณาดู  นวกะจึงได้รับคำแนะนำให้เพ่งพิจารณาดูรูปลักษณ์จักรวาลหรือ  วิราฏฺ-ปุรุษ  ซึ่งพระเพลาพิจารณาว่าเป็นหมู่ดาวเคราะห์เบื้องต่ำ  พระเนตรของพระองค์พิจารณาว่าเป็นดวงอาทิตย์และดวงจันทร์  และพระเศียรของพระองค์พิจารณาว่าเป็นระบบดาวเคราะห์เบื้องสูง
अन्तकाले च मामेव स्मरन्मुक्त्वा कलेवरम् ।
यः प्रयाति स मद्भावं याति नास्त्यत्र संशयः ॥ ८.५ ॥
โศลก 5
anta-kāle ca mām eva  smaran muktvā kalevaram
yaḥ prayāti sa mad-bhāvaṁ  yāti nāsty atra saṁśayaḥ
อนฺต-กาเล จ มามฺ เอว  สฺมรนฺ มุกฺตฺวา กเลวรมฺ
ยห์ ปฺรยาติ ส มทฺ-ภาวํ  ยาติ นาสฺตฺยฺ อตฺร สํศยห์
อนฺต-กาเล — ในบั้นปลายของชีวิต, — เช่นกัน, มามฺ, เอว — แน่นอน, สฺมรนฺ — ระลึก ถึง, มุกฺตฺวา — ยกเลิก, กเลวรมฺ — ร่างกาย, ยห์ — เขาผู้ซึ่ง, ปฺรยาติ — ไป, สห์ — เขา, มตฺ-ภาวมฺ — ธรรมชาติของข้า, ยาติ — บรรลุ, — ไม่, อสฺติ — มี, อตฺร — ที่นี่, สํศยห์ — ข้อสงสัย
คำแปล
และผู้ใดที่ในบั้นปลายชีวิต  ออกจากร่างกายโดยระลึกถึงข้าเพียงผู้เดียว  จะบรรลุถึงธรรมชาติของข้าโดยทันทีอย่างไม่ต้องสงสัย
คำอธิบาย
โศลกนี้  ได้เน้นถึงจุดสำคัญของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ผู้ใดที่วิญญาณออกจากร่างในขณะที่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะถูกย้ายไปยังธรรมชาติทิพย์ขององค์  ภควานฺ  ทันที  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุดในหมู่ผู้บริสุทธิ์  ฉะนั้น  ผู้ใดที่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอยู่เสมอจะเป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุดในหมู่ผู้บริสุทธิ์เช่นเดียวกัน  คำว่า  สฺมรนฺ  (“ระลึกถึง”)  มีความสำคัญการระลึกถึง  กฺฤษฺณ  เป็นไปไม่ได้สำหรับจิตวิญญาณผู้ไม่บริสุทธิ์ที่ไม่ได้ปฏิบัติ  กฺฤษฺณจิตสำนึกในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ดังนั้น  เราควรปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกตั้งแต่เริ่มแรกของชีวิต  หากเราปรารถนาความสำเร็จในบั้นปลายชีวิต  วิธีการระลึกถึง  กฺฤษฺณเป็นหัวใจสำคัญ  ดังนั้น  เราควรสวดภาวนามหามนต์  -ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร  /  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร-  อยู่เสมอโดยไม่มีวันหยุด  องค์  ไจตนฺย  ทรงแนะนำให้เ  ราม  ีความอดทนเหมือนกับต้นไม้  (ตโรรฺ  อปิ  สหิษฺณุนา)  อาจมีอุปสรรคมากมายสำหรับผู้ที่สวดภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  อย่างไรก็ดีเราต้องอดทนต่ออุปสรรคทั้งหลายเหล่านี้  และภาวนา  -ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร-  อย่างต่อเนื่อง  เพื่อในบั้นปลายชีวิตเราสามารถได้รับประโยชน์โดยสมบูรณ์จาก  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
यं यं वापि स्मरन्भावं त्यजत्यन्ते कलेवरम् ।
तं तमेवैति कौन्तेय सदा तद्भावभावितः ॥ ८.६ ॥
โศลก 6
yaṁ yaṁ vāpi smaran bhāvaṁ  tyajaty ante kalevaram
taṁ tam evaiti kaunteya  sadā tad-bhāva-bhāvitaḥ
ยํ ยํ วาปิ สฺมรนฺ ภาวํ  ตฺยชตฺยฺ อนฺเต กเลวรมฺ
ตํ ตมฺ เอไวติ เกานฺเตย  สทา ตทฺ-ภาว-ภาวิตห์
ยมฺ ยมฺ — อะไรก็แล้วแต่, วา อปิ — ทั้งหมด, สฺมรนฺ — ระลึกถึง, ภาวมฺ — ธรรมชาติ, ตฺยชติ — ยกเลิก, อนฺเต — บั้นปลาย, กเลวรมฺ — ร่างนี้, ตมฺ ตมฺ — ในทำนองเดียวกัน, เอว — แน่นอน, เอติ — ได้รับ, เกานฺเตย — โอ้โอรสพระนาง กุนฺตี, สทา — เสมอ, ตตฺ — นั้น, ภาว — สภาวะจิต, ภาวิตห์ — จำ
คำแปล
ไม่ว่าจิตสำนึกระลึกถึงอะไรขณะที่ออกจากร่าง  โอ้  โอรสพระนาง  กุนฺตี  เขาจะได้รับสิ่งนั้นอย่างแน่นอน
คำอธิบาย
วิธีการเปลี่ยนธรรมชาติของเราในช่วงวิกฤตการณ์แห่งความตายได้อธิบายไว้ณ  ที่นี้  ในบั้นปลายชีวิตบุคคลออกจากร่างและคิดถึง  กฺฤษฺณ  จะได้รับธรรมชาติทิพย์แห่งองค์  ภควานฺ  ไม่เป็นความจริงที่บุคคลคิดถึงอย่างอื่นนอกจาก  กฺฤษฺณ  แล้วจะบรรลุถึงระดับทิพย์เช่นเดียวกัน  ประเด็นนี้เราควรตั้งข้อสังเกตด้วยความระมัดระวัง  เราจะตายในสภาวะจิตที่ถูกต้องได้อย่างไร?  มหาราช  ภารต  แม้จะเป็นบุคลิกภาพผู้ยิ่งใหญ่ทรงคิดถึงกวางในบั้นปลายของชีวิต  ชาติต่อมาจึงถูกย้ายเข้าไปในร่างกวาง  แม้เป็นกวาง  ท่านระลึกถึงกรรมในอดีตได้  จึงต้องยอมรับร่างสัตว์นั้น  แน่นอนว่าความคิดในขณะที่เ  ราม  ีชีวิตอยู่สะสมและมีอิทธิพลต่อความคิดของเราในขณะที่ตาย  ดังนั้น  ชีวิตนี้จึงปูทางไว้สำหรับชาติหน้า  หากปัจจุบันเราใช้ชีวิตในระดับแห่งความดีและคิดถึง  กฺฤษฺณเสมอเป็นไปได้ที่เราจะระลึกถึง  กฺฤษฺณ  ในบั้นปลายของชีวิต  เช่นนี้จะช่วยย้ายเราไปสู่ธรรมชาติทิพย์แห่ง  กฺฤษฺณ  หากมีความซึมซาบอยู่ในระดับทิพย์ในการรับใช้  กฺฤษฺณ  ร่างต่อไปของเราจะเป็นทิพย์ไม่ใช่วัตถุ  ดังนั้นการสวดภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร  เป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อความสำเร็จในการเปลี่ยนระดับจิตสำนึกในบั้นปลายของชีวิตเรา
तस्मात्सर्वेषु कालेषु मामनुस्मर युध्य च ।
मय्यर्पितमनोबुद्धिर्मामेवैष्यस्यसंशयम् ॥ ८.७ ॥
โศลก 7
tasmāt sarveṣu kāleṣu  mām anusmara yudhya ca
mayy arpita-mano-buddhir  mām evaiṣyasy asaṁśayaḥ
ตสฺมาตฺ สเรฺวษุ กาเลษุ  มามฺ อนุสฺมร ยุธฺย จ
มยฺยฺ อรฺปิต-มโน-พุทฺธิรฺ  มามฺ เอไวษฺยสฺยฺ อสํศยห์
ตสฺมาตฺ — ดังนั้น, สเรฺวษุ — ตลอด, กาเลษุ — เวลา, มามฺ — ข้า, อนุสฺมร — ระลึกถึงเรื่อย ๆ, ยุธฺย — ต่อสู้, — เช่นกัน, มยิ — แด่ข้า, อรฺปิต — ศิโรราบ, มนห์ — จิตใจ, พุทฺธิห์ — ปัญญา, มามฺ — แด่ข้า, เอว — แน่นอน, เอษฺยสิ — เธอจะได้รับ, อสํศยห์ — เหนือความ สงสัย
คำแปล
ฉะนั้น  โอ้  อรฺชุน  เธอควรระลึกถึงข้าในรูปลักษณ์  กฺฤษฺณ  อยู่เสมอ  และในขณะเดียวกันก็ปฏิบัติหน้าที่ในการต่อสู้ที่ได้กำหนดไว้  โดยอุทิศกิจกรรมต่าง  ๆของเธอแด่ข้า  จิตใจและปัญญาตั้งมั่นอยู่ที่ข้า  เธอจะบรรลุถึงข้าโดยไม่ต้องสงสัย
คำอธิบาย
คำสั่งสอนที่ให้แก่  อรฺชุน  นี้มีความสำคัญมากสำหรับมวลมนุษย์ที่ปฏิบัติอยู่ในกิจกรรมทางวัตถุ  องค์  ภควานฺ  มิได้ตรัสว่าควรยกเลิกหน้าที่หรือการปฏิบัติที่กำหนดไว้สำหรับเรา  เรายังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป  แต่ในขณะเดียวกันระลึกถึง  กฺฤษฺณ  ด้วยการสวดภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  เช่นนี้จะทำให้เราเป็นอิสระจากมลทินทางวัตถุและทำให้จิตใจและปัญญาของเราอยู่กับ  กฺฤษฺณ  จากการสวดภาวนาพระนามต่าง  ๆ  ของ  กฺฤษฺณ  เราจะถูกย้ายไปยังดาวเคราะห์สูงสุด  กฺฤษฺณโลก  โดยไม่ต้องสงสัย
अभ्यासयोगयुक्तेन चेतसा नान्यगामिना ।
परमं पुरुषं दिव्यं याति पार्थानुचिन्तयन् ॥ ८.८ ॥
โศลก 8
abhyāsa-yoga-yuktena  cetasā nānya-gāminā
paramaṁ puruṣaṁ divyaṁ  yāti pārthānucintayan
อภฺยาส-โยค-ยุกฺเตน  เจตสา นานฺย-คามินา
ปรมํ ปุรุษํ ทิวฺยํ  ยาติ ปารฺถานุจินฺตยนฺ
อภฺยาส-โยค — จากการปฏิบัติ, ยุกฺเตน — ปฏิบัติสมาธิ, เจตสา — ด้วยจิตใจและปัญญา, น อนฺย-คามินา — โดยปราศจากการเบี่ยงเบน, ปรมมฺ — สูงสุด, ปุรุษมฺ — บุคลิกภาพแห่ง พระเจ้า, ทิวฺยมฺ — ทิพย์, ยาติ — เขาบรรลุ, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, อนุจินฺตยนฺ — คิดถึงอยู่เสมอ
คำแปล
ผู้ทำสมาธิอยู่ที่ข้า  ในฐานะองค์ภควาน  จิตใจระลึกถึงข้าอยู่ตลอดเวลา  โดยไม่เบี่ยงเบนจากวิถีทาง  โอ้  ปารฺถ  เขาจะมาถึงข้าอย่างแน่นอน
คำอธิบาย
โศลกนี้  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเน้นถึงความสำคัญในการระลึกถึงพระองค์  ความจำ  กฺฤษฺณ  ของเราจะฟื้นฟูขึ้นด้วยการสวดภาวนามหามนต์  ฮะเร  กฺฤษฺณ  จากการปฏิบัติสวดภาวนา  และ  สดับฟังคลื่นเสียงแห่งองค์  ภควานฺ  นี้  หู  ลิ้น  และจิตใจของเราปฏิบัติการทำสมาธิอันน่าอัศจรรย์นี้  เป็นการปฏิบัติที่ง่ายมาก  จะช่วยให้เราบรรลุถึงองค์  ภควานฺ  ปุรุษมฺ  หมายถึงผู้มีความสุขเกษมสำราญ  ถึงแม้ว่าสิ่งมีชีวิตเป็นพลังงานพรมแดนขององค์  ภควานฺ  พวกเขาอยู่ในมลทินทางวัตถุ  คิดว่าตนเองเป็นผู้ที่มีความสุขเกษมสำราญแต่อันที่จริงมิใช่เป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญสูงสุด  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  ผู้มีความสุขเกษมสำราญสูงสุดคือองค์  ภควานฺ  ในรูปลักษณ์ที่ปรากฏต่าง  ๆ  รวมทั้งภาคแบ่งแยกที่สมบูรณ์ของพระองค์  เช่น  นารายณ  วาสุเทว  ฯลฯ
สาวกสามารถคิดถึงองค์  ภควานฺ  อยู่เสมอในรูปลักษณ์ที่ตนบูชา  เช่น  นารายณ  กฺฤษฺณ  ราม  ะ  ฯลฯ  ด้วยการสวดภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  การปฏิบัติเช่นนี้จะทำให้เราบริสุทธิ์เพราะสวดภาวนาอยู่เสมอ  ในบั้นปลายชีวิตเราจะถูกย้ายไปยังอาณาจักรแห่งองค์  ภควานฺ  การปฏิบัติ  โยค  คือการทำสมาธิที่องค์อภิวิญญาณภายใน  ในทำนองเดียวกัน  การสวดภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  เราตั้งจิตมั่นอยู่ที่องค์  ภควานฺ  ตลอดเวลา  จิตใจนั้นโลเลไม่แน่นอนดังนั้น  จึงจำเป็นที่ต้องให้จิตใจปฏิบัติด้วยการบังคับให้คิดถึง  กฺฤษฺณ  มีตัวอย่างที่ให้ไว้บ่อย  ๆว่า  ตัวดักแด้คิดถึงว่ามันจะกลายมาเป็นผีเสื้อ  ดังนั้น  มันจึงเปลี่ยนรูปมาเป็นผีเสื้อในชีวิตเดียวกันนี้  ลักษณะเดียวกัน  หากเราคิดถึง  กฺฤษฺณ  อยู่ตลอดเวลา  แน่นอนว่าในบั้นปลายชีวิตเราจะมีร่างกายที่มีองค์ประกอบเหมือนกับ  กฺฤษฺณ  
कविं पुराणमनुशासितार-
मणोरणीयांसमनुस्मरेद्यः ।
सर्वस्य धातारमचिन्त्यरूप
मादित्यवर्णं तमसः परस्तात् ॥ ८.९ ॥
โศลก 9
kaviṁ purāṇam anuśāsitāram
aṇor aṇīyāṁsam anusmared yaḥ
sarvasya dhātāram acintya-rūpam
āditya-varṇaṁ tamasaḥ parastāt
กวึ ปุราณมฺ อนุศาสิตารมฺ
อโณรฺ อณียำสมฺ อนุสฺมเรทฺ ยห์
สรฺวสฺย ธาตารมฺ อจินฺตฺย-รูปมฺ
อาทิตฺย-วรฺณํ ตมสห์ ปรสฺตาตฺ
กวิมฺ — ผู้ที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง, ปุราณมฺ — อาวุโสที่สุด, อนุศาสิตารมฺ — ผู้ควบคุม, อโณห์ — กว่า ละอองอณู, อณียำสมฺ — เล็กว่า, อนุสฺมเรตฺ — คิดถึงอยู่เสมอ, ยห์ — ผู้ซึ่ง, สรฺวสฺย — ของทุกสิ่ง, ธาตารมฺ — ผู้ดำรงรักษา, อจินฺตฺย — ไม่สามรถมองเห็น, รูปมฺ — รูปลักษณ์ของ พระองค์, อาทิตฺย-วรฺณมฺ — เจิดจรัสเหมือนดวงอาทิตย์, ตมสห์ — ความมืด, ปรสฺตาตฺ — ทิพย์
คำแปล
เราควรทำสมาธิที่องค์ภควานในฐานะที่ทรงเป็นผู้รอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง  เป็นผู้อาวุโสที่สุด  เป็นผู้ควบคุม  เล็กกว่าสิ่งที่เล็กที่สุด  เป็นผู้ดำรงรักษาทุกสิ่งทุกอย่างอยู่เหนือแนวคิดทางวัตถุทั้งปวง  ไม่สามารถมองเห็นได้  และทรงเป็นบุคคลอยู่เสมอ  พระองค์ทรงเจิดจรัสเหมือนดวงอาทิตย์  และเป็นทิพย์เหนือธรรมชาติวัตถุ
คำอธิบาย
วิธีการคิดถึงองค์  ภควานฺ  ได้กล่าวไว้ในโศลกนี้  จุดสำคัญที่สุดคือพระองค์ทรงมิใช่ไร้รูปลักษณ์หรือว่างเปล่า  เราไม่สามารถทำสมาธิอยู่ที่บางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีรูปลักษณ์หรือว่างเปล่า  เพราะเป็นสิ่งที่ยากมาก  อย่างไรก็ดีวิธีการคิดถึง  กฺฤษฺณ  นั้นง่ายมาก  ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่า  ก่อนอื่นพระองค์ทรงเป็น  ปุรุษ  หรือบุคคล  เราคิดถึงรูป  ลักษณ์พระ  ราม  และรูปลักษณ์  กฺฤษฺณ  ไม่ว่าเราจะคิดถึงพระ  ราม  หรือ  กฺฤษฺณ  พระองค์ทรงเป็นเช่นไรนั้นได้อธิบายในโศลกนี้ของ  ภควัท-คีตา  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นกวิ  หมายความว่าพระองค์รู้อดีต  ปัจจุบัน  และอนาคต  ดังนั้น  พระองค์ทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง  เป็นบุคคลผู้อาวุโสที่สุด  เพราะว่าเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง  ทุกสิ่งทุกอย่างกำเนิดมากจากพระองค์  พระองค์ยังเป็นผู้ควบคุมจักรวาลสูงสุด  ทรงเป็นผู้ดำรงรักษาและผู้สอนมนุษยชาติ  เล็กว่าสิ่งที่เล็กที่สุด  สิ่งมีชิวิตมีขนาดเศษหนึ่งส่วนหมื่นของปลายเส้นผม  แต่องค์  ภควานฺ  เล็กจนมองไม่เห็น  และเสด็จเข้าไปอยู่ในหัวใจของละอองอณูนี้  ดังนั้น  พระองค์ถูกเรียกว่าเล็กกว่าสิ่งที่เล็กที่สุด  ในฐานะที่เป็นองค์  ภควานฺ  พระองค์ทรงสามารถเสด็จเข้าไปในละอองอณูและเข้าไปในหัวใจของสิ่งที่เล็กที่สุดและควบคุมเขาในฐานะที่เป็นอภิวิญญาณ  แม้จะเล็กขนาดนี้พระองค์ยังแผ่กระจายไปทั่วและดำรงรักษาทุกสิ่งทุกอย่าง  ทรงเป็นผู้ค้ำจุนระบบดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  ทั้งหมดนี้  เราประหลาดใจอยู่เสมอว่าดาวเคราะห์มหึมาเหล่านี้ลอยอยู่ในอากาศได้อย่างไร  ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่าด้วยพลังอำนาจอันมองไม่เห็นขององค์  ภควานฺ  พระองค์ทรงค้ำจุนดาวเคราะห์มหึมาทั้งหลายเหล่านี้รวมทั้งระบบต่าง  ๆของหมู่ดวงดาว  คำว่า  อจินฺตฺย  (“ไม่สามารถมองเห็น”)มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกันนี้  พลังงานขององค์  ภควานฺ  อยู่เหนือขอบเขตวิศัยทัศน์ของพวกเรา  ดังนั้น  จึงเรียกว่าไม่สามารถมองเห็น  (อจินฺตฺย)  ผู้ใดจะสามารถเถียงประเด็นนี้ได้?  พระองค์ทรงแผ่กระจายในโลกวัตถุนี้  ถึงกระนั้นก็อยู่เหนือโลกวัตถุนี้  เราไม่สามารถเข้าใจแม้แต่โลกวัตถุซึ่งไม่มีความสำคัญอันใดเลยเมื่อเปรียบเทียบกับโลกทิพย์แล้วเราจะเข้าใจสิ่งที่สูงไปกว่านี้ได้อย่างไร?  อจินฺตฺย  หมายความว่าโลกวัตถุ  ซึ่งข้อถกเถียงตามตรรกวิทยาและการคาดคะเนทางปรัชญาของเราไม่สามารถสัมผัสสิ่งที่เราไม่สามารถมองเห็นได้  ฉะนั้น  บุคคลผู้มีปัญญาจะหลีกเลี่ยงการถกเถียงและการคาดคะเนที่ไร้ประโยชน์  และยอมรับสิ่งที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์เช่น  คัมภีร์พระ  เวท  ภควัท-คีตา  และ  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  และปฏิบัติตามหลักการที่วางไว้  เช่นนี้จะนำเราไปสู่ความเข้าใจ
प्रयाणकाले मनसाचलेन
भक्त्या युक्तो योगबलेन चैव ।
भ्रुवोर्मध्ये प्राणमावेश्य सम्यक्
स तं परं पुरुषमुपैति दिव्यम् ॥ ८.१० ॥
โศลก 10
prayāṇa-kāle manasācalena
bhaktyā yukto yoga-balena caiva
bhruvor madhye prāṇam āveśya samyak
sa taṁ paraṁ puruṣam upaiti divyam
ปฺรยาณ-กาเล มนสาจเลน
ภกฺตฺยา ยุกฺโต โยค-พเลน ไจว
ภฺรุโวรฺ มเธฺย ปฺราณมฺ อาเวศฺย สมฺยกฺ
ส ตํ ปรํ ปุรุษมฺ อุไปติ ทิวฺยมฺ
ปฺรยาณ-กาเล — ขณะตาย, มนสา — ด้วย- ด้วย, อจเลน — ปราศจากการเบี่ยง เบน,ภกฺตฺยา — อุทิศตนเสียสละอย่างสมบูรณ์, ยุกฺตห์ — ปฏิบัติ, โยค-พเลน — ด้วยพลังแห่ง อิทธิฤทธิ์ โยค, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, ภฺรุโวห์ — คิ้วทั้งสองข้าง, มเธฺย — ระหว่าง, ปฺราณมฺ — ลมปราณชีวิต, อาเวศฺย — ตั้งมั่น, สมฺยกฺ — สมบูรณ์, สห์ — เขา, ตมฺ — นั้น, ปรมฺ — ทิยพ์, ปุรุษมฺ — องค์ภควาน, อุไปติ — บรรลุ, ทิวฺยมฺ — ในอาณาจักรทิพย์
คำแปล
ขณะตาย  บุคคลตั้งมั่นลมปราณชีวิตอยู่ระหว่างคิ้วทั้งสอง  และด้วยพลังแห่ง  โยค  พร้อมทั้งจิตใจที่ไม่เบี่ยงเบน  ปฏิบัติการระลึกถึงองค์ภควานด้วยการอุทิศตนเสียสละอย่างสมบูรณ์  แน่นอนว่าจะบรรลุถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า
คำอธิบาย
โศลกนี้  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าในขณะกำลังตาย  จิตใจต้องตั้งมั่นในการอุทิศตนเสียสละต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  สำหรับพวกที่ฝึกปฏิบัติ  โยค  ได้แนะนำไว้ว่าให้กำหนดพลังแห่งชีวิตให้มาอยู่ระหว่างคิ้วทั้งสอง  (ที่  อาชฺญา-จกฺร)  การปฏิบัติ  ษฏฺ-จกฺร-โยค  เกี่ยวเนื่องกับการทำสมาธิที่  จกฺร  ทั้งหกซึ่งเกริ่นไว้  ณ  ที่นี้สาวกผู้บริสุทธิ์มิได้ฝึกปฏิบัติ  โยค  เช่นนี้  แต่เพราะว่าปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอยู่เสมอขณะกำลังตาย  ด้วยพระกรุณาธิคุณของ  กฺฤษฺณ  ทำให้สามารถระลึกถึงองค์  ภควานฺ  ได้ดังจะอธิบายในโศลกสิบสี่
การใช้คำว่า  โยค-พเลน  มีความสำคัญในโศลกนี้  เพราะปราศจากการปฏิบัติ  โยค  ไม่ว่าจะเป็น  ษฏฺ-จกฺร-โยค  หรือ  ภกฺติ-โยค  เราจะไม่สามารถมาถึงระดับทิพย์นี้ในขณะที่กำลังตาย  ขณะตายไม่มีใครสามารถระลึกถึงองค์  ภควานฺ  ขึ้นมาได้ในทันที  เราจึงต้องฝึกปฏิบัติระบบ  โยค  บางอย่าง  โดยเฉพาะระบบ  ภกฺติ-โยค  เนื่องจากจิตใจของเราขณะกำลังตายจะสับสนมาก  เราจึงควรฝึกปฏิบัติวิถีทิพย์ผ่านระบบ  โยค  ในระหว่างที่เรายังมีชีวิตอยู่
यदक्षरं वेदविदो वदन्ति
विशन्ति यद्यतयो वीतरागाः ।
यदिच्छन्तो ब्रह्मचर्यं चरन्ति
तत्ते पदं संग्रहेण प्रवक्ष्ये ॥ ८.११ ॥
โศลก 11
yad akṣaraṁ veda-vido vadanti
viśanti yad yatayo vīta-rāgāḥ
yad icchanto brahma-caryaṁ caranti
tat te padaṁ saṅgraheṇa pravakṣye
ยทฺ อกฺษรํ เวท-วิโท วทนฺติ
วิศนฺติ ยทฺ ยตโย วีต-ราคาห์
ยทฺ อิจฺฉนฺโต พฺรหฺม-จรฺยํ จรนฺติ
ตตฺ เต ปทํ สงฺคฺรเหณ ปฺรวกฺเษฺย
ยตฺ — ซึ่ง, อกฺษรมฺ — พยางค์ โอํ, เวท-วิทห์ — บุคคลผู้ชำนาญในคัมภีร์พระ เวท, วทนฺติ — กล่าว,วิศนฺติ — เข้า, ยตฺ — ในที่ซึ่ง, ยตยห์ — ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่, วีต-ราคาห์ — ในชีวิตสละ โลก, ยตฺ — ซึ่ง, อิจฺฉนฺตห์ — ต้องการ, พฺรหฺม-จรฺยมฺ — พรหมจรรย์, จรนฺติ — ปฏิบัติ, ตตฺ — นั้น, เต — แด่เธอ, ปทมฺ — สถิต, สงฺคฺรเหณ — โดยสรุป, ปฺรวกฺเษฺย — ข้าจะอธิบาย
คำแปล
บุคคลผู้รอบรู้คัมภีร์พระ  เวท  เปล่งเสียง  โอํ-การ  และเป็นนักปราชญ์ยิ่งใหญ่ในระดับชีวิตสละโลก  บรรลุถึง  พฺรหฺมนฺ  ด้วยปรารถนาความสมบูรณ์เช่นนี้  เขาประพฤติพรหมจรรย์  บัดนี้ข้าจะอธิบายแด่เธอถึงวิธีการโดยสรุปที่เขาอาจบรรลุถึงความหลุดพ้น
คำอธิบาย
องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงแนะนำ  อรฺชุน  ให้ฝึกปฏิบัติ  ษฏฺ-จกฺร-โยค  ซึ่งต้องกำหนดลมปราณชีวิตระหว่างคิ้วทั้งสอง  สมมติว่า  อรฺชุน  อาจไม่รู้ว่าการปฏิบัติ  ษฏฺ-จกฺร-โยค  เป็นเช่นไร  กฺฤษฺณ  จะทรงอธิบายถึงวิธีการในโศลกต่อ  ๆ  ไปโดยตรัสว่า  พฺรหฺมนฺ  ถึงแม้ว่าเป็นหนึ่งไม่มีสอง  มีปรากฎการณ์และลักษณะต่างกัน  โดยเฉพาะสำหรับพวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์  อกฺษร  หรือ  โอํ-การ  คำว่า  โอํ  เหมือนกับ  พฺรหฺมนฺ  ณ  ที่นี้  กฺฤษฺณ  ทรงอธิบายถึง  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์ซึ่งนักปราชญ์ผู้อยู่ในระดับสละโลกบรรลุถึง
ในระบบแห่งความรู้พระ  เวท  จากจุดเริ่มต้นนักศึกษาถูกสอนให้เปล่งเสียงโอํ  และเรียนรู้  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์สูงสุด  ด้วยการอยู่กับพระอาจารย์ทิพย์  ถือเพศ  พฺรหฺมา  จรรย์โดยสมบูรณ์  จึงรู้แจ้งสองลักษณะของ  พฺรหฺมนฺ  การปฏิบัติเช่นนี้มีความสำคัญมากสำหรับนักศึกษาที่จะเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  แต่ในปัจจุบันชีวิต  พฺรหฺมจารี  (ผู้ถือเพศ  พฺรหฺมา  จรรย์ไม่สมรส)  เป็นไปไม่ได้  โครงสร้างทางสังคมในโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก  จึงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะถือเพศ  พฺรหฺมา  จรรย์จากจุดเริ่มต้นของชีวิตนักศึกษา  ทั่วโลกมีสถาบันมากมายในสาขาวิชาต่าง  ๆ  แต่ไม่มีสถาบันใดสอนนักศึกษาในหลักธรรม  พฺรหฺมจารี  จนเป็นที่รู้จักกัน  นอกจากจะประพฤติ  พฺรหฺมา  จรรย์  มิฉะนั้น  ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์เป็นสิ่งที่ยากมาก  ดังนั้นองค์  ไจตนฺย  ทรงประกาศตามคำสั่งสอนในพระคัมภีร์สำหรับ  กลิ  ยุค  นี้ว่า  ในยุคนี้ไม่มีวิถีทางในการรู้แจ้งถึงองค์  ภควานฺ  นอกจากการสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร
सर्वद्वाराणि संयम्य मनो हृदि निरुध्य च ।
मूर्ध्न्याधायात्मनः प्राणमास्थितो योगधारणाम् ॥ ८.१२ ॥
โศลก 12
sarva-dvārāṇi saṁyamya  mano hṛdi nirudhya ca
mūrdhny ādhāyātmanaḥ prāṇam  āsthito yoga-dhāraṇām
สรฺว-ทฺวาราณิ สํยมฺย  มโน หฺฤทิ นิรุธฺย จ
มูรฺธฺนฺยฺ อาธายาตฺมนห์ ปฺราณมฺ  อาสฺถิโต โยค-ธารณามฺ
สรฺว-ทฺวาราณิ — ประตูทั้งหมดของร่างกาย, สํยมฺย — ควบคุม, มนห์ — จิตใจ, หฺฤทิ — ใน หัวใจ, นิรุธฺย — ขอบเขต, — เช่นกัน, มูรฺธฺนิ — บนศีรษะ, อาธาย — ตั้งมั่น, อาตฺมนห์ — ของ วิญญาณ, ปฺราณมฺ — ลมปราณชีวิต, อาสฺถิตห์ — สถิต, โยค-ธารณามฺ — สภาวะ โยคิจฺ
คำแปล
สภาวะ  โยค  คือการไม่ยึดติดกับการปฏิบัติทางประสาทสัมผัสทั้งหมด  ปิดประตูประสาทสัมผัสทั้งหมด  ตั้งจิตมั่นอยู่ที่หัวใจ  และกำหนดลมปราณชีวิตอยู่ที่บนศีรษะ  เขาสถิตตนเองอยู่ใน  โยค  
คำอธิบาย
การปฏิบัติ  โยค  ได้แนะนำไว้  ณ  ที่นี้  ก่อนอื่นเราต้องปิดประตูเพื่อความสุขทางประสาทสัมผัสทั้งหมด  การปฏิบัติเช่นนี้เรียกว่า  ปฺรตฺยาหาร  หรือการถอนประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  ให้ออกจากอายตนะภายนอก  อวัยวะประสาทสัมผัสเพื่อรับความรู้  เช่น  ตาหู  จมูก  ลิ้น  และสัมผัส  ควรถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์  ไม่ควรปล่อยให้ไปปฏิบัติเพื่อสนองประสาทสัมผัสของตน  เช่นนี้จิตใจจดจ่ออยู่ที่อภิวิญญาณภายในหัวใจ  และพลังชีวิตยกสูงขึ้นไปด้านบนของศีรษะ  วิธีนี้ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดในบทที่หกซึ่งกล่าวไว้ว่าการปฏิบัติเช่นนี้ไม่เหมาะสมสำหรับยุคนี้  วิธีที่ดีที่สุดคือ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  หากเราสามารถตั้งจิตมั่นอยู่ที่  กฺฤษฺณ  ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้อยู่เสมอจะเป็นการง่ายมาก  ที่จะคงอยู่ในความสงบที่ไม่หวั่นไหว  หรือยู่ใน  สมาธิ  
ओमित्येकाक्षरं ब्रह्म व्याहरन्मामनुस्मरन् > ।
यः प्रयाति त्यजन्देहं स याति परमां गतिम् ॥ ८.१३ ॥
โศลก 13
oṁ ity ekākṣaraṁ brahma  vyāharan mām anusmaran
yaḥ prayāti tyajan dehaṁ  sa yāti paramāṁ gatim
โอํ อิตฺยฺ เอกากฺษรํ พฺรหฺม  วฺยาหรนฺ มามฺ อนุสฺมรนฺ
ยห์ ปฺรยาติ ตฺยชนฺ เทหํ  ส ยาติ ปรมำ คติมฺ
โอํ — การผสมอักษร โอํ (โอํ-การ), อิติ — ดังนั้น, เอก-อกฺษรมฺ — หนึ่งพยางค์, พฺรหฺม — สมบูรณ์, วฺยาหรนฺ — เปล่งเสียง, มามฺ — ข้า (กฺฤษฺณ), อนุสฺมรนฺ — ระลึกถึง, ยห์ — ผู้ใดซึ่ง, ปฺรยาติ — จาก, ตฺยชนฺ — ออกจาก, เทหมฺ — ร่างนี้, สห์ — เขา, ยาติ — บรรลุ, ปรมามฺ — สูงสุด, คติมฺ — จุดหมายปลายทาง
คำแปล
หลังจากสถิตในการปฏิบัติ  โยค  นี้และเปล่งเสียงอันศักดิ์สิทธิ์  โอํ  ซึ่งเป็นการผสมอักษรที่สูงสุด  หากเขาคิดถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และออกจากร่างนี้ไปแน่นอนว่าจะบรรลุถึงดาวเคราะห์ทิพย์
คำอธิบาย
ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่าคำ  โอํ,  พฺรหฺมนฺ,  และองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ไม่แตกต่างกัน  เสียงที่ไร้รูปลักษณ์ของ  กฺฤษฺณ  คือ  โอํ  แต่เสียง  ฮะเร  กฺฤษฺณ  บรรจุ  โอํ  อยู่ด้วย  การสวดภาวนาบทมนต์  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ได้แนะนำไว้อย่างชัดเจนสำหรับยุคนี้  ดังนั้นหากผู้ใดออกจากร่างนี้ในบั้นปลายชีวิตและสวดภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร  แน่นอนว่าจะบรรลุถึงหนึ่งในดาวเคราะห์ทิพย์ตามระดับที่ผู้นั้นปฏิบัติ  สาวกของ  กฺฤษฺณ  จะเข้าไปในดาวเคราะห์  กฺฤษฺณ  โคโลก  วฺฤนฺทาวน  สำหรับผู้เชื่อในรูปลักษณ์มีดาวเคราะห์อื่นๆอีกมากมายเช่นเดียวกันเรียกว่าดาวเคราะห์  ไวกุณฺฐ  ในท้องฟ้าทิพย์  ขณะที่ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์จะคงอยู่ใน  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  
अनन्यचेताः सततं यो मां स्मरति नित्यशः ।
तस्याहं सुलभः पार्थ नित्ययुक्तस्य योगिनः ॥ ८.१४ ॥
โศลก 14
ananya-cetāḥ satataṁ  yo māṁ smarati nityaśaḥ
tasyāhaṁ su-labhaḥ pārtha  nitya-yuktasya yoginaḥ
อนนฺย-เจตาห์ สตตํ  โย มำ สฺมรติ นิตฺยศห์
ตสฺยาหํ สุ-ลภห์ ปารฺถ  นิตฺย-ยุกฺตสฺย โยคินห์
อนนฺย-เจตาห์ — จิตใจไม่เบี่ยงเบน, สตตมฺ — เสมอ, ยห์ — ผู้ใดที่, มามฺ — ข้า (คริขณะ), สฺมรติ — ระลึกถึง, นิตฺยศห์ — อยู่เสมอ, ตสฺย — สำหรับเขา, อหมฺ — ข้าเป็น, สุ-ลภห์ — บรรลุถึงโดยง่ายดาย, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, นิตฺย — สม่ำเสมอ, ยุกฺตสฺย — ปฏิบัติ, โยคินห์ — สำหรับสาวก
คำแปล
สำหรับผู้ที่ระลึกถึงข้าอยู่ตลอดเวลาโดยไม่เบี่ยงเบน  จะบรรลุถึงข้าโดยง่ายดายเนื่องจากเขาปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้อยู่เสมอ  โอ้  โอรสพระนาง  ปฺฤถา  
คำอธิบาย
โศลกนี้อธิบายถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด  โดยเฉพาะของสาวกผู้ไร้มลทินที่รับใช้องค์  ภควานฺ  ใน  ภกฺติ-โยค  จะบรรลุถึง  โศลกก่อนหน้านี้ได้กล่าวถึงสาวกสี่ประเภทคือ  ผู้มีความทุกข์  ผู้ใคร่รู้  ผู้แสวงหาผลกำไรทางวัตถุ  และนักปราชญ์ผู้คาดคะเน  ได้อธิบายหลายวิธีเพื่อความหลุดพ้นด้วยเช่น  กรฺม-โยค,  ชฺญาน-โยค  และ  หฐ-โยค  หลักธรรมของระบบ  โยค  เหล่านี้มี  ภกฺติ  รวมอยู่บ้าง  แต่โศลกนี้กล่าวถึง  ภกฺติ-โยค  ที่บริสุทธิ์โดยเฉพาะ  โดยไม่มีการผสมของ  ชฺญาน,  กรฺม  หรือ  หฐ  ด้วยการใช้คำว่า  อนนฺย-เจตาห์  ใน  ภกฺติ-โยค  ที่บริสุทธ์  สาวกไม่ปรารถนาสิ่งอื่นใดนอกจาก  กฺฤษฺณ  สาวกผู้บริสุทธิ์ไม่ปรารถนาที่จะได้รับการส่งเสริมให้ไปโลกสวรรค์หรือปรารถนามาเป็นหนึ่งเดียวกับ  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  ความหลุดพ้น  หรือเป็นอิสระจากพันธนาการทางวัตถุสาวกผู้บริสุทธิ์ไม่ต้องการสิ่งใด  ๆ  ทั้งสิ้น  ใน  ไจตนฺย-จริตามฺฤต  สาวกผู้บริสุทธิ์เรียกว่า  นิษฺกาม  หมายความว่า  ท่านไม่ปรารถนาผลประโยชน์เพื่อตนเอง  ความสงบอันสมบูรณ์เป็นของท่านโดยเฉพาะ  ไม่ใช่พวกที่ดิ้นรนเพื่อผลประโยชน์แห่งตน  ในขณะที่  ชฺญาน-โยคี,  กรฺม-โยคี  หรือ  หฐ-โยคี  มีผลประโยชน์ส่วนตัว  สาวกผู้สมบูรณ์ไม่มีความปรารถนาอื่นใดนอกจากทำให้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงมีความชื่นชมยินดี  ดังนั้น  องค์  ภควานฺ  ตรัสว่า  ผู้ใดที่อุทิศตนเสียสละแด่พระองค์ด้วยความแน่วแน่มั่นคงจะบรรลุถึงพระองค์โดยง่ายดาย
สาวกผู้บริสุทธิ์ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละต่อ  กฺฤษฺณ  ด้วยการรับใช้หนึ่งในรูปลักษณ์อันหลากหลายของพระองค์อยู่เสมอ  กฺฤษฺณ  มีภาคแบ่งแยกและอวตารที่สมบูรณ์มากมาย  เช่น  ราม  ะ  และ  นฺฤสึห  สาวกเลือกที่จะตั้งจิตมั่นในการรับใช้ด้วยความรักแด่หนึ่งในรูปลักษณ์ทิพย์ขององค์  ภควานฺ  เหล่านี้  สาวกผู้นี้จะไม่ประสบปัญหาที่ระบาดในหมู่ผู้ปฏิบัติ  โยค  อื่น  ๆ  ภกฺติ-โยค  ง่ายมาก  ทั้งบริสุทธิ์และปฏิบัติได้ง่าย  เราสามารถเริ่มต้นด้วยเพียงแต่สวดภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  องค์  ภควานฺ  ทรงมีพระเมตตาต่อทุกชีวิตดังที่ได้อธิบายไว้แล้ว  ทรงมีใจเอนเอียงโดยเฉพาะกับผู้ที่รับใช้พระองค์อยู่เสมอโดยไม่เบี่ยงเบน  ทรงช่วยสาวกเหล่านี้ในวิธีต่าง  ๆ  ดังที่ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์พระ  เวท  (กฐ  อุปนิษทฺ  1.2.23)  ยมฺ  เอไวษ  วฺฤณุเต  เตน  ลภฺยสฺ/  ตไสฺยษ  อาตฺมา  วิวฺฤณุเต  ตนุํ  สฺวามฺ  ผู้ที่ศิโรราบโดยดุษฎีและปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่องค์  ภควานฺ  จึงเข้าใจพระองค์ตามความเป็นจริง  ได้กล่าวไว้ใน  ภควัท-คีตา  (10.10)  ว่า  ททามิ  พุทฺธิ-โยคํ  ตมฺ  องค์  ภควานฺ  ทรงให้ปัญญาแด่สาวกผู้นี้เพียงพอเพื่อในที่สุดเขาจะได้บรรลุถึงพระองค์ในอาณาจักรทิพย์
คุณสมบัติพิเศษของสาวกผู้บริสุทธิ์คือ  จะคิดถึง  กฺฤษฺณ  อยู่ตลอดเวลา  โดยไม่เบี่ยงเบน  โดยไม่คำนึงถึงเวลาและสถานที่  จึงไม่มีอุปสรรคใด  ๆ  ทั้งสิ้น  ท่านปฏิบัติรับใช้ในทุกสถานที่และทุกเวลา  บางท่านกล่าวว่า  สาวกควรอยู่ในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์เช่น  วฺฤนฺทาวน  หรือเมืองอันศักดิ์สิทธิ์ที่องค์  ภควานฺ  เคยประทับอยู่  แต่สาวกผู้บริสุทธิ์สามารถอยู่ที่ใดก็ได้  และสร้างบรรยากาศแห่ง  วฺฤนฺทาวน  ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ศฺรี  อไทฺวต  กล่าวกับองค์  ไจตนฺย  ว่า  “ไม่ว่าพระองค์ทรงอยู่ที่ไหน  โอ้  องค์  ภควานฺ  ที่นั่นคือ  วฺฤนฺทาวน  ”
ได้แสดงไว้ด้วยคำพูด  สตตมฺ  และ  นิตฺยศห์  ซึ่งหมายความว่า  “ตลอดไป”“สม่ำเสมอ”  หรือ  “ทุก  ๆ  วัน”  สาวกผู้บริสุทธิ์ระลึกถึง  กฺฤษฺณ  และทำสมาธิอยู่ที่พระองค์เสมอ  เหล่านี้คือคุณสมบัติของสาวกผู้บริสุทธิ์  ที่จะบรรลุถึงองค์  ภควานฺ  ง่ายที่สุด  ภกฺติ-โยค  เป็นระบบที่  คีตา  แนะนำ  ซึ่งเหนือระบบอื่นใดทั้งหมด  โดยทั่วไป  ภกฺติ-โยคี  ปฏิบัติได้ห้าวิธีคือ  (1)  ศานฺต-ภกฺต  ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความเป็นกลาง(2)  ทาสฺย-ภกฺต  ปฏิบัติในการอุทิศตนรับใช้ในฐานะผู้รับใช้  (3)  สขฺย-ภกฺต  ปฏิบัติในฐานะเป็นเพื่อน  (4)  วาตฺสลฺย-ภกฺต  ปฏิบัติในฐานะเป็นผู้ปกครอง  และ(5)  มาธุรฺย-ภกฺต  ปฏิบัติในฐานะเป็นคู่รักขององค์  ภควานฺ  ไม่ว่าวิธีใดสาวกผู้บริสุทธิ์จะปฏิบัติการรับใช้ด้วยความรักทิพย์แด่องค์  ภควานฺ  เสมอโดยไม่มีวันลืมพระองค์  ดังนั้น  การบรรลุถึงพระองค์จึงเป็นสิ่งง่ายดาย  สาวกผู้บริสุทธิ์จะไม่ลืมองค์  ภควานฺ  แม้เสี้ยววินาทีเดียว  ในทำนองเดียวกันองค์  ภควานฺ  ก็ไม่สามารถลืมสาวกผู้บริสุทธิ์ของพระองค์แม้เสี้ยววินาทีเดียวเช่นกัน  นี่คือพรอันประเสริฐของวิธีปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ด้วยการสวดภาวนามหามนต์  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเรราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร
मामुपेत्य पुनर्जन्म दुःखालयमशाश्वतम् ।
नाप्नुवन्ति महात्मानः संसिद्धिं परमां गताः ॥ ८.१५ ॥
โศลก 15
mām upetya punar janma  duḥkhālayam aśāśvatam
nāpnuvanti mahātmānaḥ  saṁsiddhiṁ paramāṁ gatāḥ
มามฺ อุเปตฺย ปุนรฺ ชนฺม  ทุห์ขาลยมฺ อศาศฺวตมฺ
นาปฺนุวนฺติ มหาตฺมานห์  สํสิทฺธึ ปรมำ คตาห์
มามฺ — ข้า, อุเปตฺย — บรรลุ, ปุนห์ — อีกครั้งหนึ่ง, ชนฺม — เกิด, ทุห์ข-อาลยมฺ — สถานที่ แห่งความทุกข์, อศาศฺวตมฺ — ชั่วคราว, — ไม่เคย, อาปฺนุวนฺติ — ได้รับ, มหา-อาตฺมานห์ — จิตวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่, สํสิทฺธิมฺ — สมบูรณ์, ปรมามฺ — สูงสุด, คตาห์ — บรรลุ
คำแปล
หลังจากบรรลุถึงข้าแล้ว  บรรดาดวงวิญญาณยิ่งใหญ่ผู้เป็น  โยคี  แห่งการอุทิศตนเสียสละจะไม่กลับมายังโลกที่ไม่ถาวรนี้อีก  ซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์นานัปการเพราะพวกเขาบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุด
คำอธิบาย
เนื่องจากโลกวัตถุที่ไม่ถาวรนี้เต็มไปด้วยความทุกข์แห่งการเกิด  การแก่  โรคภัยไข้เจ็บ  และการตาย  โดยธรรมชาติผู้ที่บรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดและบรรลุถึงดาวเคราะห์สูงสุด  กฺฤษฺณโลก  โคโลก  วฺฤนฺทาวน  จะไม่ปรารถนากลับมาอีก  ดาวเคราะห์สูงสุดได้อธิบายไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  ว่าเป็น  อวฺยกฺต  และ  อกฺษร  และ  ปรมา  คติ  คือ  ดาวเคราะห์นั้นอยู่เหนือวิสัยทัศน์วัตถุของเรา  และอธิยายไม่ได้  แต่เป็นจุดหมายปลายทางสูงสุด  สำหรับ  มหาตฺมา  (ดวงวิญญาณยิ่งใหญ่)  มหาตฺมา  ได้รับข้อมูลทิพย์จากสาวกผู้รู้แจ้ง  และค่อย  ๆ  พัฒนาการอุทิศตนเสียสละรับใช้ใน  กฺฤษฺณจิตสำนึก  ซึมซาบในการอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นอย่างมากจนกระทั่งไม่ปรารถนาจะพัฒนาไปสู่ดาวเคราะห์วัตถุใด  ๆ  และไม่ปรารถนาที่จะย้ายไปยังดาวเคราะห์ทิพย์ดวงอื่นใด  เพียงปรารถนา  กฺฤษฺณ  และใกล้ชิดกับพระองค์เท่านั้น  นั่นคือความสมบูรณ์สูงสุดของชีวิต  โศลกนี้กล่าวถึงบรรดาสาวกผู้เชื่อในรูปลักษณ์ขององค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  โดยเฉพาะ  สาวกใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดในชีวิต  บุคคลเหล่านี้คือดวงวิญญาณสูงสุด
आब्रह्मभुवनाल्लोकाः पुनरावर्तिनोऽर्जुन ।
मामुपेत्य तु कौन्तेय पुनर्जन्म न विद्यते ॥ ८.१६ ॥
โศลก 16
ā-brahma-bhuvanāl lokāḥ  punar āvartino ’rjuna
mām upetya tu kaunteya  punar janma na vidyate
อา-พฺรหฺม-ภุวนาลฺ โลกาห์  ปุนรฺ อาวรฺติโน ’รฺชุน
มามฺ อุเปตฺย ตุ เกานฺเตย  ปุนรฺ ชนฺม น วิทฺยเต
อา-พฺรหฺม-ภุวนาตฺ — บุวะนาท-ขึ้นไปถึงดาวเคราะห์บระฮมะโลคะ, โลกาห์ — ระบบดาวเคราะห์ ต่าง ๆ, ปุนห์ — อีกครั้งหนึ่ง, อาวรฺตินห์ — กลับมา, อรฺชุน — โอ้ อรฺชุน, มามฺ — แดข้า, อุเปตฺย — มาถึง, ตุ — แต่, เกานฺเตย — โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี, ปุนห์ ชนฺม — เกิดอีกครั้ง, — ไม่เคย, วิทฺยเต — เกิดขึ้น
คำแปล
จากดาวเคราะห์สูงสุดในโลกวัตถุลงไปถึงดาวเคราะห์ต่ำสุด  ทั้งหมดเป็นสถานที่แห่งความทุกข์ที่มีการเกิดและการตายซ้ำซาก  แต่ผู้ที่บรรลุถึงพระตำหนักของข้าโอ้  โอรสพระนาง  กุนฺตี  จะไม่กลับมาเกิดอีก
คำอธิบาย
โยค  ทั้งหมด  เช่น  กรฺม,  ชฺญาน,  หฐ  ฯลฯ  ในที่สุดต้องมาถึงความสมบูรณ์แห่งการอุทิศตนเสียสละใน  ภกฺติ-โยค  หรือ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ก่อนที่จะไปถึงพระตำหนักทิพย์ของ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  และไม่ต้องกลับมา  พวกที่บรรลุถึงดาวเคราะห์วัตถุสูงสุดต่าง  ๆ  ของเทวดายังจะต้องกลับมาเกิดและตายครั้งแล้วครั้งเล่า  เหมือนกับบุคคลในโลกนี้ที่พัฒนาขึ้นไปสู่ดาวเคราะห์ที่สูงกว่า  ผู้คนในดาวเคราะห์ที่สูงกว่า  เช่น  พฺรหฺมโลก,  ชันดระ  โลก  และ  อินฺทฺรโลก  ตกลงมาบนโลก  การปฏิบัติบูชาเรียกว่า  ปญฺจาคฺนิ-วิทฺยา  แนะนำไว้ใน  ฉานฺโทคฺย  อุปนิษทฺ  ช่วยให้บรรลุถึง  พฺรหฺมโลก  หากอยู่ที่  พฺรหฺมโลกหรือ  พฺรหฺมา  โลกแล้วไม่เจริญใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเขาต้องกลับมาบนโลกอีก  พวกที่พัฒนา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกบนดาวเคราะห์สูงจะพัฒนาสูงขึ้นไปเรื่อย  ๆ  และเมื่อถึงเวลาแห่งการทำลายล้างจักรวาล  จะถูกย้ายไปยังอาณาจักรทิพย์อมตะ  วิทฺยาภูษณ  วิทฺยาภูษณ  อธิบายใน  ภควัท-คีตา  ของท่านโดยอ้างโศลกนี้
พฺรหฺมณา สห เต สเรฺว  สมฺปฺราปฺเต ปฺรติสญฺจเร
ปรสฺยานฺเต กฺฤตาตฺมานห์  ปฺรวิศนฺติ ปรํ ปทมฺ
“เมื่อมีการทำลายล้างจักรวาลวัตถุ  พระ  พฺรหฺมา  และสาวกของท่านทั้งหมดที่ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอยู่เสมอ  จะถูกย้ายไปยังจักรวาลทิพย์  และไปยังดาวเคราะห์ทิพย์โดยเฉพาะตามที่ตนปรารถนา”
सहस्रयुगपर्यन्तमहर्यद्ब्रह्मणो विदुः ।
रात्रिं युगसहस्रान्तां तेऽहोरात्रविदो जनाः ॥ ८.१७ ॥
โศลก 17
sahasra-yuga-paryantam  ahar yad brahmaṇo viduḥ
rātriṁ yuga-sahasrāntāṁ  te ’ho-rātra-vido janāḥ
สหสฺร-ยุค-ปรฺยนฺตมฺ  อหรฺ ยทฺ พฺรหฺมโณ วิทุห์
ราตฺรึ ยุค-สหสฺรานฺตำ  เต ’โห-ราตฺร-วิโท ชนาห์
สหสฺร — หนึ่งพัน, ยุค — ยุค, ปรฺยนฺตมฺ — รวมทั้ง, อหห์ — วัน,ยตฺ — ซึ่ง, พฺรหฺมณห์ — ของพระ พฺรหฺมา, วิทุห์ — พวกเขารู้, ราตฺริมฺ — กลางคืน, ยุค — ยุค, สหสฺร-อนฺตามฺ — ใน ทำนองเดียวกัน, จบลงหลังหนึ่งพัน, เต — พวกเขา, อหห์-ราตฺร — กลางวันและกลางคืน, วิทห์ — ผู้เข้าใจ, ชนาห์ — ผู้คน
คำแปล
จากการคำนวณของมนุษย์หนึ่งพันรอบรวมกันเป็นหนึ่งวันของพระ  พฺรหฺมา  และระยะเวลาเดียวกันนี้ก็เป็นหนึ่งคืนของพระ  พฺรหฺมา  
คำอธิบาย
เวลาในจักรวาลวัตถุมีจำกัดและปรากฏในรอบของกัปหรือ  กลฺป  หนึ่ง  กลฺป  เป็นหนึ่งวันของพระ  พฺรหฺมา  หนึ่งวันของพระ  พฺรหฺมา  ประกอบไปด้วยหนึ่งพันรอบของสี่ยุคคือ  สตฺย  ยุค,  เตฺรตา  ยุค,  ทฺวาปร  ยุค,  และ  กลิ  ยุค  ลักษณะของ  สตฺย  ยุค  คือมีความดี  มีปัญญา  และมีศาสนา  โดยทั่วไปยุคนี้จะไม่มีอวิชชาและความชั่ว  ยุคนี้มีระยะเวลา  1,728,000  ปี  ใน  เตฺรตา  ยุค  ความชั่วเริ่มเข้ามา  ยุคนี้มีระยะเวลา  1,296,000ปี  ใน  ทฺวาปร  ยุค  ความดีและศาสนาจะเสื่อมลงมาก  ความชั่วแผ่ขยาย  ยุคนี้มีระยะเวลา  864,000  ปี  ท้ายสุดใน  กลิ  ยุค  (ยุคที่เ  ราม  ีประสบการณ์มากว่า  5,000  ปี)  จะมีการทะเลาะวิวาท  ต่อสู้  อวิชชา  ไร้ศาสนา  และความชั่วแพร่หลายมาก  ความดีที่แท้จริงเกือบหาไม่พบเลย  ยุคนี้มีระยะเวลา  432,000  ปี  ใน  กลิ  ยุค  ความชั่วแผ่ไพศาลไปจนถึงปลายยุค  และองค์  ภควานฺ  เสด็จลงมาเองในรูปของ  กลฺกิ  อวตาร  เพื่อขจัดเหล่ามารและช่วยสาวกไว้  จากนั้นก็เริ่มต้น  สตฺย  ยุค  ใหม่แล้ววิธีการเดียวกันนี้ดำเนินต่อไปอีกครั้ง  สี่ยุคนี้หมุนเวียนเปลี่ยนไปหนึ่งพันครั้งรวมกันเป็นหนึ่งวันของพระ  พฺรหฺมา  และจำนวนเดียวกันนี้ก็รวมกันเป็นหนึ่งคืน  พระ  พฺรหฺมา  มีอายุขัยหนึ่งร้อย  “ปี”  เช่นนี้  จากนั้นพระ  พฺรหฺมา  สิ้นชีวิต  “หนึ่งร้อยปีเช่นนี้”  จากการคำนวณทางโลกรวมกันเป็น  311  ล้านล้าน40  พันล้านปีของโลก  เมื่อการคำนวณชีวิตของพระ  พฺรหฺมา  ดูเหมือนยืนยาวไม่มีวันสิ้นสุด  แต่มองจากมุมอมตะ  ก็เป็นเพียงชั่วแวบเดียวเหมือนสายฟ้าแลบ  ในมหาสมุทรแหล่งกำเนิดมีพระ  พฺรหฺมา  จำนวนนับไม่ถ้วนเกิดขึ้นมาและจากไปเหมือนกับฟองน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติค  พระ  พฺรหฺมา  และการสร้างของท่านทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลวัตถุ  ดังนั้น  บรรดาพระ  พฺรหฺมา  จึงผ่านไปเรื่อย  ๆ
ในจักรวาลวัตถุแม้แต่พระ  พฺรหฺมา  ยังไม่เป็นอิสระจากกรรมวิธีแห่งการเกิดความแก่  โรคภัยไข้เจ็บ  และความตาย  อย่างไรก็ดีพระ  พฺรหฺมา  ทรงปฏิบัติในการรับใช้องค์  ภควานฺ  โดยตรงด้วยการบริหารจักรวาลนี้  ฉะนั้น  ท่านจึงบรรลุความหลุดพ้นทันที  สนฺนฺยาสี  ผู้เจริญก้าวหน้าจะได้รับการส่งเสริมไปที่ดาวเคราะห์โดยเฉพาะของพระ  พฺรหฺมา  ชื่อ  พฺรหฺมโลก  ซึ่งเป็นดาวเคราะห์สูงสุดในจักรวาลวัตถุ  ซึ่งมีอายุยืนยาวกว่าดาวเคราะห์สวรรค์ทั้งหลายในระดับชั้นที่สูงกว่าของระบบดาวเคราะห์  แต่พระ  พฺรหฺมารวมทั้งผู้อาศัยอยู่ที่  พฺรหฺมโลก  ทั้งหมดต้องพบกับความตายตามกาลเวลา  ซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาติวัตถุ
अव्यक्ताद्व्यक्तयः सर्वाः प्रभवन्त्यहरागमे ।
रात्र्यागमे प्रलीयन्ते तत्रैवाव्यक्तसंज्ञके ॥ ८.१८ ॥
โศลก 18
avyaktād vyaktayaḥ sarvāḥ  prabhavanty ahar-āgame
rātry-āgame pralīyante  tatraivāvyakta-saṁjñake
อวฺยกฺตาทฺ วฺยกฺตยห์ สรฺวาห์  ปฺรภวนฺตฺยฺ อหรฺ-อาคเม
ราตฺรฺยฺ-อาคเม ปฺรลียนฺเต  ตไตฺรวาวฺยกฺต-สํชฺญเก
อวฺยกฺตาตฺ — จากที่ไม่ปรากฏ, วฺยกฺตยห์ — สิ่งมีชีวิต, สรฺวาห์ — ทั้งหมด, ปฺรภวนฺติ — ปรากฏออกมา, อหห์-อาคเม — ในตอนเริ่มต้นของวัน, ราตฺริ-อาคเม — ตกตอนกลาง คืน, ปฺรลียนฺเต — ถูกทำลาย, ตตฺร — ในนั้น, เอว — แน่นอน, อวฺยกฺต — ไม่ปรากฏ, สํชฺญเก — ซึ่งเรียกว่า
คำแปล
ในตอนเริ่มต้นวันของพระ  พฺรหฺมา  สิ่งมีชีวิตทั้งหลายปรากฏออกมาจากสภาวะที่ไม่ปรากฏ  หลังจากนั้นเมื่อตกตอนกลางคืน  พวกเขาก็กลืนเข้าไปในการไม่ปรากฏอีกครั้งหนึ่ง
भूतग्रामः स एवायं भूत्वा भूत्वा प्रलीयते ।
रात्र्यागमेऽवशः पार्थ प्रभवत्यहरागमे ॥ ८.१९ ॥
โศลก 19
bhūta-grāmaḥ sa evāyaṁ  bhūtvā bhūtvā pralīyate
rātry-āgame ’vaśaḥ pārtha  prabhavaty ahar-āgame
ภูต-คฺรามห์ ส เอวายํ  ภูตฺวา ภูตฺวา ปฺรลียเต
ราตฺรฺยฺ-อาคเม ’วศห์ ปารฺถ  ปฺรภวตฺยฺ อหรฺ-อาคเม
ภูต-คฺรามห์ — การรวมกันของมวลชีวิต, สห์ — เหล่านี้, เอว — แน่นอน, อยมฺ — นี้, ภูตฺวา ภูตฺวา — เกิดแล้วเกิดอีก, ปฺรลียเต — ถูกทำลาย, ราตฺริ — ของเวลากลางคืน, อาคเม — เข้า มา, อวศห์ — โดยปริยาย, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, ปฺรภวติ — ปรากฏออก มา, อหห์ — เวลากลางวัน, อาคเม — เข้ามา
คำแปล
ครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อเวลากลางวันของพระ  พฺรหฺมา  มาถึง  สิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็ปรากฏและเมื่อตอนกลางคืนของพระ  พฺรหฺมา  มาถึง  พวกเขาก็ถูกทำลายไปอย่างช่วยไม่ได้
คำอธิบาย
คนด้อยปัญญาพยายามจะอยู่ภายในโลกวัตถุนี้และอาจพัฒนาไปถึงดาวเคราะห์ที่สูงกว่า  จากนั้นต้องกลับลงมาที่โลกนี้อีกครั้งหนึ่ง  ในเวลากลางวันของพระ  พฺรหฺมา  พวกเขาสามารถทำกิจกรรมต่าง  ๆ  ในดาวเคราะห์เบื้องสูงและเบื้องต่ำภายในโลกวัตถุนี้  แต่เมื่อเวลากลางคืนของพระ  พฺรหฺมา  มาถึงทั้งหมดก็จะถูกทำลาย  ในเวลากลางวันพวกเขาได้รับร่างกายต่าง  ๆ  เพื่อทำกิจกรรมทางวัตถุและในตอนกลางคืนจะไม่มีร่างกายแต่จะอัดกันอยู่ในร่างของพระ  วิษฺณุ  จากนั้นจะปรากฏออกมาอีกครั้งหนึ่ง  เมื่อเวลากลางวันของพระ  พฺรหฺมา  มาถึง  ภูตฺวา  ภูตฺวา  ปฺรลียเต  ในตอนกลางวันปรากฏและในตอนกลางคืนถูกทำลายลงอีก  ในที่สุดเมื่อชีวิตของพระ  พฺรหฺมา  จบสิ้นลงทั้งหมดถูกทำลายและจะไม่ปรากฏเป็นเวลาล้านล้านและล้านล้านปี  และเมื่อพระ  พฺรหฺมา  เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในอีกยุคหนึ่ง  พวกเขาก็ปรากฏขึ้นใหม่  เช่นนี้สิ่งมีชีวิตถูกทำให้หลงด้วยมนต์ขลังแห่งโลกวัตถุ  แต่ผู้มีปัญญาจะรับเอา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมาปฏิบัติและใช้เวลาของชีวิตมนุษย์อย่างเต็มที่ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  ด้วยการสวดภาวนา  ฮะเรกฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร  /  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะฮะเร  ฮะเร  ดังนั้น  แม้ในชีวิตนี้พวกนี้จะย้ายตนเองไปยังดาวเคราะห์ทิพย์ของ  กฺฤษฺณ  และมีความปลื้มปีติสุขชั่วกัลปวสาน  ณ  ที่นั้น  โดยไม่ถูกบังคับให้กลับมาเกิดอีก
परस्तस्मात्तु भावोऽन्योऽव्यक्तोऽव्यक्तात्सनातनः ।
यः स सर्वेषु भूतेषु नश्यत्सु न विनश्यति ॥ ८.२० ॥
โศลก 20
paras tasmāt tu bhāvo ’nyo  ’vyakto ’vyaktāt sanātanaḥ
yaḥ sa sarveṣu bhūteṣu  naśyatsu na vinaśyati
ปรสฺ ตสฺมาตฺ ตุ ภาโว ’โนฺย  ’วฺยกฺโต ’วฺยกฺตาตฺ สนาตนห์
ยห์ ส สเรฺวษุ ภูเตษุ  นศฺยตฺสุ น วินศฺยติ
ปรห์ — ทิพย์, ตสฺมาตฺ — นั้น, ตุ — แต่, ภาวห์ — ธรรมชาติ, อนฺยห์ — อีกอันหนึ่ง, อวฺยกฺตห์ — ไม่ปรากฏ, อวฺยกฺตาตฺ — แด่ที่ไม่ปรากฏ, สนาตนห์ — อมตะ, ยห์ สห์ — ซึ่ง, สเรฺวษุ — ทั้งหมด, ภูเตษุ — ปรากฏการณ์, นศฺยตฺสุ — ถูกทำลาย, — ไม่เคย, วินศฺยติ — ถูกทำลาย
คำแปล
ถึงกระนั้นยังมีอีกธรรมชาติหนึ่งที่ไม่ปรากฏ  เป็นอมตะ  และเป็นทิพย์อยู่เหนือวัตถุที่ปรากฏและไม่ปรากฏนี้  เป็นสถานที่สูงสุด  และไม่มีวันถูกทำลาย  เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ถูกทำลาย  ส่วนนั้นยังคงเหมือนเดิม
คำอธิบาย
พลังงานทิพย์ที่สูงกว่าของ  กฺฤษฺณ  เป็นทิพย์และเป็นอมตะ  อยู่เหนือการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของธรรมชาติวัตถุที่ปรากฏออกมาในเวลากลางวันและจะถูกทำลายในเวลากลางคืนของพระ  พฺรหฺมา  พลังงานเบื้องสูงของ  กฺฤษฺณ  มีคุณสมบัติตรงกันข้ามกับธรรมชาติวัตถุโดยสิ้นเชิง  ธรรมชาติที่สูงกว่าและธรรมชาติที่ต่ำกว่านี้ได้อธิบายไว้ในบทที่เจ็ด
अव्यक्तोऽक्षर इत्युक्तस्तमाहुः परमां गतिम् ।
यं प्राप्य न निवर्तन्ते तद्धाम परमं मम ॥ ८.२१ ॥
โศลก 21
avyakto ’kṣara ity uktas  tam āhuḥ paramāṁ gatim
yaṁ prāpya na nivartante  tad dhāma paramaṁ mama
อวฺยกฺโต ’กฺษร อิตฺยฺ อุกฺตสฺ  ตมฺ อาหุห์ ปรมำ คติมฺ
ยํ ปฺราปฺย น นิวรฺตนฺเต  ตทฺ ธาม ปรมํ มม
อวฺยกฺตห์ — ไม่ปรากฏ, อกฺษรห์ — ไม่มีผิดพลาด, อิติ — ดังนั้น, อุกฺตห์ — กล่าวไว้ว่า, ตมฺ — นั้น, อาหุห์ — รู้, ปรมามฺ — สูงสุด, คติมฺ — จุดมุ่งหมาย, ยมฺ — ซึ่ง, ปฺราปฺย — ได้รับ, — ไม่ เคย, นิวรฺตนฺเต — กลับมา, ตตฺ — นั้น, ธาม — ตำหนัก, ปรมมฺ — สูงสุด, มม — ของข้า
คำแปล
สถานที่ซึ่งผู้รู้พระ  เวทานฺติสฺตฺ  อธิบายว่าไม่ปรากฏ  ไม่มีข้อผิดพลาด  และเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด  สถานที่ซึ่งเมื่อไปถึงแล้ว  เขาจะไม่กลับมาอีก  นั่นคือพระตำหนักสูงสุดของข้า
คำอธิบาย
พระตำหนักสูงสุดของ  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ได้อธิบายไว้ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  ว่าเป็น  จินฺตามณิ-ธาม  สถานที่ที่ความปรารถนาทั้งหมดได้รับการตอบสนอง  พระตำหนักสูงสุดขององค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  มีชื่อว่า  โคโลก  วฺฤนฺทาวน  ซึ่งเต็มไปด้วยราชวังที่ทำด้วยมณีทิพย์  มีต้นไม้เรียกว่า  “ต้นสมใจนึก”  ที่ให้ผลทุกชนิดตามอุปสงค์ของเรา  มีฝูงวัวชื่อ  สุรภิ  ที่ให้ปริมาณนำ้นมอย่างไม่จำกัด  ณ  ที่พระตำหนักนี้มีเทพธิดาแห่งโชคลาภ  (ลัคชมี)  เป็นร้อย  ๆ  พัน  ๆ  องค์คอยรับใช้  องค์  ภควานฺ  ทรงพระนามว่า  โควินฺท  พระปฐมองค์เจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  ทรงเคยชินอยู่กับการทรงขลุ่ย  (เวณุํ  กฺวณนฺตมฺ)  รูปลักษณ์ทิพย์ของพระองค์มีเสน่ห์สูงสุดในทั่วทุกโลก  พระเนตรของพระองค์คล้ายกลีบดอกบัว  สีผิวคล้ายสีเมฆ  ทรงมีเสน่ห์มากจนความสง่างามของพระองค์นั้นล้ำเลิศเกินกว่ากามเทพเป็นพัน  ๆ  องค์  พระองค์ทรงอาภรณ์สีส้ม  มีพวงมาลัยคล้องคอ  และมีหางนกยูงประดับบนพระเศียร  ใน  ภควัท-คีตา  องค์  กฺฤษฺณ  ทรงเกริ่นเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับพระตำหนักส่วนพระองค์  โคโลก  วิรินดา-วะนะ  ซึ่งเป็นดาวเคราะห์สูงสุดในโลกทิพย์  พฺรหฺม-สํหิตา  ได้พรรณนาไว้อย่างชัดเจนวรรณกรรมพระ  เวท  (กฐ  อุปนิษทฺ  ๑ฯ๓ฯ๑๑)  กล่าวว่าไม่มีสิ่งอื่นใดเหนือไปกว่าพระตำหนักขององค์  ภควานฺ  และพระตำหนักนั้นคือจุดมุ่งหมายสูงสุด  (ปุรุษานฺ  น  ปรํ  กิญฺจิตฺ  สา  กาษฺฐา  ปรมา  คติห์)  เมื่อผู้ใดบรรลุถึงจะไม่กลับมาในโลกวัตถุนี้อีก  พระตำหนักสูงสุดของ  กฺฤษฺณ  และพระวรกายของ  กฺฤษฺณ  ไม่มีข้อแตกต่าง  เพราะมีคุณสมบัติเหมือนกัน  ในโลกนี้  วฺฤนฺทาวน  อยู่ห่างจากรุงเดลฮี  ไปทางตะวันออกเฉียงใต้เก้าสิบไมล์ซึ่งเป็นรูปจำลองของ  โคโลก  วฺฤนฺทาวน  สูงสุดจากท้องฟ้าทิพย์  เมื่อ  กฺฤษฺณ  เสด็จมาบนโลกนี้  พระองค์ทรงเล่นกีฬาบนแผ่นดินที่มีชื่อว่า  วฺฤนฺทาวน  โดยเฉพาะ  ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณแปดสิบสี่ตารางไมล์ในจังหวัด  มถุรา  ประเทศอินเดีย
पुरुषः स परः पार्थ भक्त्या लभ्यस्त्वनन्यया ।
यस्यान्तःस्थानि भूतानि येन सर्वमिदं ततम् ॥ ८.२२ ॥
โศลก 22
puruṣaḥ sa paraḥ pārtha  bhaktyā labhyas tv ananyayā
yasyāntaḥ-sthāni bhūtāni  yena sarvam idaṁ tatam
ปุรุษห์ ส ปรห์ ปารฺถ  ภกฺตฺยา ลภฺยสฺ ตฺวฺ อนนฺยยา
ยสฺยานฺตห์-สฺถานิ ภูตานิ  เยน สรฺวมฺ อิทํ ตตมฺ
ปุรุษห์ — บุคลิกภาพสูงสุด, สห์ — เขา, ปรห์ — องค์ภควานซึ่งไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่า, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, ภกฺตฺยา — ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้, ลภฺยห์ — สามารถบรรลุถึง, ตุ — แต่, อนนฺยยา — มีมีสิ่งใดเจือปน, ไม่บ่ายเบี่ยง, ยสฺย — ผู้ซึ่ง, อนฺตห์-สฺถานิ — ภายใน, ภูตานิ — ปรากฏการณ์ทางวัตถุทั้งหมด, เยน — โดยผู้ซึ่ง, สรฺวมฺ — ทั้งหมด, อิทมฺ — อะไรก็แล้วแต่ที่เราสามารถเห็น, ตตมฺ — แผ่กระจาย
คำแปล
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าทุก  ๆ  คน  บรรลุถึงได้ด้วยการอุทิศตนเสียสละที่บริสุทธิ์  แม้ว่าทรงประทับอยู่ที่พระตำหนักของพระองค์  พระองค์ยังทรงแผ่กระจายไปทั่ว  และทุกสิ่งทุกอย่างสถิตในพระองค์
คำอธิบาย
ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่าจุดมุ่งหมายสูงสุด  สถานที่ซึ่งไปถึงแล้วจะไม่ต้องกลับมา  คือพระตำหนักของ  กฺฤษฺณ  องค์  ภควานฺ  พฺรหฺม-สํหิตา  ได้อธิบายพระตำหนักสูงสุดนี้ว่าเป็น  อานนฺท-จินฺมย-รส  สถานที่ที่ทุกสิ่งทุกอย่างเปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติสุขทิพย์  ความหลากหลายแตกต่างทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ที่นั่นมีคุณสมบัติแห่งความปลื้มปีติสุขทิพย์  ไม่มีสิ่งใดเป็นวัตถุ  ความหลากหลายแผ่ขยายออกไป  ดังเช่นการแผ่ขยายทิพย์ขององค์  ภควานฺ  เอง  เพราะว่าปรากฏการณ์ที่นั่นมาจากพลังงานทิพย์ล้วน  ๆ  ดังได้อธิบายไว้ในบทที่เจ็ด  สำหรับโลกวัตถุนี้  แม้ว่าองค์  ภควานฺ  ทรงประทับอยู่ที่พระตำหนักสูงสุดของพระองค์เสมอ  ยังทรงแผ่กระจายไปทั่วด้วยพลังงานวัตถุดังนั้น  ด้วยพลังงานทิพย์และพลังงานวัตถุของ  กฺฤษฺณ  พระองค์จึงทรงปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่งทั้งในจักรวาลวัตถุและในจักรวาลทิพย์  ยสฺยานฺตห์-สฺถานิ  หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างได้รับการค้ำจุนอยู่ภายในพระองค์  ไม่ว่าภายในพลังงานทิพย์หรือภายในพลังงานวัตถุของพระองค์  องค์  ภควานฺ  ทรงแผ่กระจายไปทั่วด้วยพลังงานทั้งสองนี้
การบรรลุถึงพระตำหนักสูงสุดของ  กฺฤษฺณ  หรือดาวเคราะห์  ไวกุณฺฐ  ที่นับจำนวนไม่ถ้วนเป็นไปได้ด้วย  ภกฺติ  หรือการอุทิศตนเสียสละเท่านั้น  ดังที่ได้แสดงไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ด้วยคำว่า  ภกฺตฺยา  ไม่มีวิธีอื่นใดสามารถช่วยเราให้บรรลุถึงพระตำหนักสูงสุดนั้นได้  คัมภีร์พระ  เวท  (โคปาล-ตาปนี  อุปนิษทฺ  1.21)  ได้อธิบายถึงพระตำหนักสูงสุดและบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าไว้เช่นกันว่า  เอโก  วศี  สรฺว-คห์  กฺฤษฺณห์  ในพระตำหนักนั้นมีบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นผู้ทรงพระนามว่า  กฺฤษฺณ  พระองค์ทรงเป็นพระปฏิมาผู้มีพระเมตตาสูงสุด  ถึงแม้สถิตอยู่  ณ  ที่นั้นเป็นหนึ่ง  ทรงแบ่งภาคของพระองค์เองเป็นล้าน  ๆ  และล้าน  ๆ  ภาคออกไปโดยสมบูรณ์คัมภีร์พระ  เวท  เปรียบเทียบองค์  ภควานฺ  เหมือนกับต้นไม้ที่ยืนอยู่นิ่ง  ๆ  แต่มีผลไม้  ดอกไม้และการสลับสับเปลี่ยนใบอย่างหลากหลายมากมาก  ภาคที่แบ่งแยกโดยสมบูรณ์ขององค์  ภควานฺ  ผู้ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าสูงสุดแห่งดาวเคราะห์  ไวกุณฺฐ  ต่าง  ๆ  ทรงมีสี่กร  และทรงมีพระนามต่าง  ๆ  กัน  เช่น  ปุรุโษตฺตม,  ตฺริวิกฺรม,  เกศว,  มาธว,  อนิรุทฺธ,  หฺฤษีเกศ,  สงฺกรฺษณ,  ปฺรทฺยุมฺน,  ศฺรีธร,  วาสุเทว,  ทาโมทร,  ชนารฺทน,  นารายณ,  วามน,  ปทฺมนาภ  ฯลฯ
พฺรหฺม-สํหิตา  (5.37)  ได้ยืนยันไว้ว่า  ถึงแม้ว่าองค์  ภควานฺ  ทรงประทับอยู่ที่พระตำหนักสูงสุด  โคโลก  วฺฤนฺทาวน  เสมอ  พระองค์ทรงแผ่กระจายไปทั่วเพื่อทุกสิ่งทุกอย่างจะได้ดำเนินไปด้วยดี  (โคโลก  เอว  นิวสตฺยฺ  อขิลาตฺม-ภูตห์)  ดังที่ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์พระ  เวท  (เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  6.8)  ปราสฺย  ศกฺติรฺ  วิวิไธว  ศฺรูยเต/  สฺวาภาวิกี  ชฺญาน-พล-กฺริยา  จ  พลังงานต่าง  ๆ  ของพระองค์ทรงแผ่กระจายไปทั่วจนทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในปรากฏการณ์ทางจักรวาลดำเนินไปอย่างเป็นระบบ  ปราศจากข้อบกพร่อง  ถึงแม้ว่าองค์  ภควานฺ  ทรงประทับอยู่ไกลแสนไกล
यत्र काले त्वनावृत्तिमावृत्तिं चैव योगिनः ।
प्रयाता यान्ति तं कालं वक्ष्यामि भरतर्षभ ॥ ८.२३ ॥
โศลก 23
yatra kāle tv anāvṛttim  āvṛttiṁ caiva yoginaḥ
prayātā yānti taṁ kālaṁ  vakṣyāmi bharatarṣabha
ยตฺร กาเล ตฺวฺ อนาวฺฤตฺติมฺ  อาวฺฤตฺตึ ไจว โยคินห์
ปฺรยาตา ยานฺติ ตํ กาลํ  วกฺษฺยามิ ภรตรฺษภ
ยตฺร — ที่ซึ่ง, กาเล — กาลเวลา, ตุ — และ, อนาวฺฤตฺติมฺ — ไม่กลับมา, อาวฺฤตฺติมฺ — กลับมา, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, โยคินห์ — โยคีประเภทต่าง ๆ, ปฺรยาตาห์ — ล่วงลับไปแล้ว, ยานฺติ — บรรลุ, ตมฺ — นั้น, กาลมฺ — กาลเวลา, วกฺษฺยามิ — ข้าจะอธิบาย, ภรต-ฤษภ — โอ้ ผู้ยอดเยี่ยมในหมู่ บาระทะ
คำแปล
โอ้  ผู้ยอดเยี่ยมแห่ง  ภารต  บัดนี้ข้าจะอธิบายแด่เธอถึงช่วงเวลาต่าง  ๆ  ซึ่งเมื่อล่วงลับไปจากโลกนี้  โยคี  จะกลับหรือไม่กลับมาอีก
คำอธิบาย
เหล่าสาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์  ภควานฺ  ผู้เป็นดวงวิญญาณที่ศิโรราบโดยดุษฎีไม่สนใจว่าเมื่อใดจะออกจากร่างนี้หรือจะไปด้วยวิธีใด  ท่านปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  จึงกลับคืนสู่องค์  ภควานฺ  ได้อย่างง่ายดายและมีความสุข  แต่พวกที่ไม่ใช่สาวกผู้บริสุทธิ์ต้องขึ้นอยู่กับวิธีต่าง  ๆ  แห่งการรู้แจ้งทิพย์  เช่น  กรฺม-โยค,  ชฺญาน-โยค,  และ  หฐ-โยค  และต้องออกจากร่างนี้ไปในเวลาที่เหมาะสมจึงมั่นใจว่าจะกลับหรือไม่กลับมาในโลกแห่งการเกิดและการตายนี้อีก
หาก  โยค  มีความสมบูรณ์  เขาสามารถเลือกเวลาและสภาวะในการออกจากโลกวัตถุนี้ไปได้  แต่หากว่าไม่มีความชำนาญเพียงพอ  ความสำเร็จก็ขึ้นอยู่กับอุบัติเหตุในการจากไปในเวลาที่เหมาะสมโดยเฉพาะ  เวลาที่เหมาะสมขณะจากไปและจะไม่กลับมาองค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายไว้ในโศลกต่อไป  ตาม  อาจารฺย  วิทฺยาภูษณ  วิทฺยาภูษณ  คำสันสกฤต  กาล  ที่ใช้  ณ  ที่นี้หมายถึงพระปฏิมาผู้ทรงเป็นประมุขแห่งกาลเวลา
अग्निर्ज्योतिरहः शुक्लः षण्मासा उत्तरायणम् ।
तत्र प्रयाता गच्छन्ति ब्रह्म ब्रह्मविदो जनाः ॥ ८.२४ ॥
โศลก 24
agnir jyotir ahaḥ śuklaḥ  ṣaṇ-māsā uttarāyaṇam
tatra prayātā gacchanti  brahma brahma-vido janāḥ
อคฺนิรฺ โชฺยติรฺ อหห์ ศุกฺลห์  ษณฺ-มาสา อุตฺตรายณมฺ
ตตฺร ปฺรยาตา คจฺฉนฺติ  พฺรหฺม พฺรหฺม-วิโท ชนาห์
อคฺนิห์ — ไฟ, โชฺยติห์ — แสง, อหห์ — กลางวัน, ศุกฺลห์ — ปักษ์ขาว, ษฏฺ-มาสาห์ — หกเดือน, อุตฺตร-อยนมฺ — เมื่อพระอาทิตย์ผ่านไปทางทิศเหนือ, ตตฺร — ที่นั่น, ปฺรยาตาห์ — พวกที่จากไป, คจฺฉนฺติ — ไป, พฺรหฺม — สัจธรรม, พฺรหฺม-วิทห์ — ผู้รู้สัจธรรม, ชนาห์ — บุคคลเหล่านั้น
คำแปล
พวกที่รู้  พฺรหฺมนฺ  สูงสุดบรรลุถึงจุดสูงสุดนั้นด้วยการออกไปจากโลกในระหว่างช่วงเวลาที่เจ้าแห่งไฟมีอิทธิพล  ในแสงสว่าง  ในเวลาที่เป็นมงคลแห่งวัน  ระหว่างปักษ์ข้างขึ้น  หรือระหว่างหกเดือนเมื่อดวงอาทิตย์โคจรไปทางทิศเหนือ
คำอธิบาย
เมื่อไฟ  แสง  วัน  และปักษ์ของดวงจันทร์ได้กล่าวไว้  เข้าใจได้ว่าทั้งหมดต่างมีพระปฏิมาผู้ทรงเป็นประมุขและจัดเตรียมเพื่อการเดินทางของดวงวิญญาณ  ในขณะที่กำลังตายจิตใจจะนำพาเขาไปบนวิถีทางแห่งชีวิตใหม่  หากออกจากร่างตามเวลาที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น  ไม่ว่าด้วยอุบัติเหตุหรือด้วยการจัดเตรียม  เป็นไปได้ที่เขาจะบรรลุถึง  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  ที่ไร้รูปลักษณ์  พวก  โยค  ที่เจริญก้าวหน้าในการฝึกปฏิบัติ  โยค  สามารถตระเตรียมเวลาและสถานที่ในการออกจากร่าง  ผู้อื่นที่ไม่สามารถควบคุมได้  หากเป็นอุบัติเหตุที่ทำให้ออกจากร่างในเวลาที่เป็นมงคล  ก็จะไม่ต้องกลับมาในวัฎจักรแห่งการเกิดและการตาย  มิฉะนั้น  เป็นไปได้อย่างสูงว่าพวกเขาต้องกลับมาอีก  อย่างไรก็ดีสำหรับสาวกผู้บริสุทธิ์ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะไม่มีความกลัวในการกลับมา  ไม่ว่าออกจากร่างนี้ไปในเวลาที่เป็นมงคลหรือไม่เป็นมงคล  ด้วยอุบัติเหตุหรือด้วยการจัดเตรียม
धूमो रात्रिस्तथा कृष्णः षण्मासा दक्षिणायनम् ।
तत्र चान्द्रमसं ज्योतिर्योगी प्राप्य निवर्तते ॥ ८.२५ ॥
โศลก 25
dhūmo rātris tathā kṛṣṇaḥ  ṣaṇ-māsā dakṣiṇāyanam
tatra cāndramasaṁ jyotir  yogī prāpya nivartate
ธูโม ราตฺริสฺ ตถา กฺฤษฺณห์  ษณฺ-มาสา ทกฺษิณายนมฺ
ตตฺร จานฺทฺรมสํ โชฺยติรฺ  โยคี ปฺราปฺย นิวรฺตเต
ธูมห์ — ควัน, ราตฺริห์ — กลางคืน, ตถา — เช่นกัน, กฺฤษฺณห์ — ปักษ์ของเดือนมืด, ษฏฺ-มาสาห์ — หกเดือน, ทกฺษิณ-อยนมฺ — เมื่อดวงอาทิตย์ผ่ายไปทางทิศใต้, ตตฺร — ที่นั่น, จานฺทฺรมสมฺ — ดวงจันทร์, โชฺยติห์ — แสง, โยคี — โยคี, ปฺราปฺย — ได้รับ, นิวรฺตเต — กลับมา
คำแปล
โยคีผู้จากโลกนี้ไปในเวลากลางคืน  ระหว่างที่มีควัน  ในปักษ์ข้างแรม  หรือในหกเดือนที่ดวงอาทิตย์ผ่านไปทางทิศใต้โคจรไปทางดวงจันทร์  จะต้องกลับมาอีก
คำอธิบาย
ในภาคสามของ  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  กปิล  มุนิ  ทรงกล่าวถึงผู้ที่มีความชำนาญในกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  และวิธีการบูชาต่าง  ๆ  ในโลกเพื่อบรรลุถึงดวงจันทร์หลังจากตายไป  วิญญาณผู้เจริญเหล่านี้อยู่ที่ดวงจันทร์ประมาณ  10,000  ปี  (จากการคำนวณของเทวดา)  และมีชีวิตอยู่กับความสุขด้วยการดื่ม  โสม-รส  ในที่สุดพวกเขาจะกลับมาในโลกนี้อีก  เช่นนี้หมายความว่าบนดวงจันทร์มีสิ่งมีชีวิตระดับที่สูงกว่า  ถึงแม้ไม่อาจสำเหนียกได้ด้วยประสาทสัมผัสที่หยาบ
शुक्लकृष्णे गती ह्येते जगतः शाश्वते मते ।
एकया यात्यनावृत्तिमन्ययावर्तते पुनः ॥ ८.२६ ॥
โศลก 26
śukla-kṛṣṇe gatī hy ete  jagataḥ śāśvate mate
ekayā yāty anāvṛttim  anyayāvartate punaḥ
ศุกฺล-กฺฤษฺเณ คตี หฺยฺ เอเต  ชคตห์ ศาศฺวเต มเต
เอกยา ยาตฺยฺ อนาวฺฤตฺติมฺ  อนฺยยาวรฺตเต ปุนห์
ศุกฺล — แสงสว่าง, กฺฤษฺเณ — และความมืด, คตี — วิธีการจากไป, หิ — แน่นอน, เอเต — ทั้ง สอง, ชคตห์ — ของโลกวัตถุ,ศาศฺวเต — ของคัมภีร์พระ เวท,มเต — ในความเห็น,เอกยา — ของผู้หนึ่ง, ยาติ — ไป, อนาวฺฤตฺติมฺ — ไม่มีการกลับ, อนฺยยา — ของอีกผู้หนึ่ง, อาวรฺตเต — กลับมา, ปุนห์ — อีกครั้งหนึ่
คำแปล
ตามความเห็นของคัมภีร์พระ  เวท  มีสองวิธีในการจากโลกนี้ไป  วิธีหนึ่งจากไปในแสงสว่าง  และอีกวิธีหนึ่งจากไปในความมืด  เมื่อผู้ใดจากไปในแสงสว่างเขาไม่ต้องกลับมา  แต่เมื่อผู้ใดจากไปในความมืดเขาจะกลับมา
คำอธิบาย
เกี่ยวกับการจากไปและการกลับมานี้  อาจารฺย  วิทฺยาภูษณ  วิทฺยาภูษณ  ได้อ้างอิงจาก  ฉานฺโทคฺย  อุปนิษทฺ  (5.10.3-5)  ว่า  พวกที่ทำงานเพื่อผลทางวัตถุ  และพวกที่คาดคะเนทางปรัชญา  จะไป  ๆ  มา  ๆ  อยู่เสมอตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์  อันที่จริงพวกนี้ไม่บรรลุถึงความหลุดพ้นสูงสุด  เพราะว่าไ่ม่ได้ศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  
नैते सृती पार्थ जानन्योगी मुह्यति कश्चन ।
तस्मात्सर्वेषु कालेषु योगयुक्तो भवार्जुन ॥ ८.२७ ॥
โศลก 27
naite sṛtī pārtha jānan  yogī muhyati kaścana
tasmāt sarveṣu kāleṣu  yoga-yukto bhavārjuna
ไนเต สฺฤตี ปารฺถ ชานนฺ  โยคี มุหฺยติ กศฺจน
ตสฺมาตฺ สเรฺวษุ กาเลษุ  โยค-ยุกฺโต ภวารฺชุน
— ไม่เคย, เอเต — ทั้งสอง, สฺฤตี — วิถีทางต่างกัน, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, ชานนฺ — ถึงแม้ว่าเขารู้, โยคี — สาวกขององค์ภควาน, มุหฺยติ — สับสน, กศฺจน — ผู้ใด, ตสฺมาตฺ — ดังนั้น, สเรฺวษุ กาเลษุ — เสมอ, โยค-ยุกฺตห์ — ปฏิบัติใน กฺฤษฺณ จิตสำนึก, ภว — เพียงแต่มาเป็น, อรฺชุน — โอ้ อารจุนะ
คำแปล
ถึงแม้สาวกทราบสองวิธีนี้  โอ้  อรฺชุน  พวกเขาไม่สับสน  ดังนั้น  จงตั้งมั่นตลอดเวลาอยู่ในการอุทิศตนเสียสละ
คำอธิบาย
ณ  ที่นี้  กฺฤษฺณ  ทรงแนะนำ  อรฺชุน  ว่า  ไม่ควรวิตกกับวิถีทางต่าง  ๆ  ที่ดวงวิญญาณจะเดินทางไปขณะออกจากโลกวัตถุ  สาวกขององค์  ภควานฺ  ไม่ควรกังวลว่าจะจากไปด้วยการตระเตรียมหรือด้วยอุบัติเหตุ  แต่ควรสถิตอย่างมั่นคงใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยสวดภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  และควรรู้ว่าการวิตกกังวลในทั้งสองวิถีทางนี้มีแต่ปัญหาวิธีที่ดีที่สุดคือซึมซาบอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  และประสานทุกสิ่งทุกอย่างในการรับใช้พระองค์  เช่นนี้จะทำให้วิถีทางที่จะไปสู่อาณาจักรทิพย์ปลอดภัยแน่นอน  และโดยตรงคำว่า  โยค-ยุกฺต  มีความสำคัญอย่างยิ่งในโศลกนี้  ผู้ที่มีความมั่นคงใน  โยค  จะปฏิบัติกิจกรรมทั้งหมดใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอยู่เสมอ  ศฺรี  รูป  โคสฺวามี  แนะนำว่า  อนาสกฺตสฺย  วิษยานฺ  ยถารฺหมฺ  อุปยุญฺชตห์  เราไม่ควรยึดติดอยู่ในภารกิจทางวัตถุ  และทำทุกสิ่งทุกอย่างใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ด้วยระบบที่เรียกว่า  ยุกฺต-ไวราคฺย  นี่  เราจะบรรลุถึงความสมบูรณ์  ดังนั้น  สาวกไม่วิตกกับคำอธิบายเหล่านี้  เพราะทราบว่าการที่จะไปยังพระตำหนักสูงสุดรับประกันด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้
वेदेषु यज्ञेषु तपःसु चैव
दानेषु यत् पुण्यफलं प्रदिष्टम् ।
अत्येति तत्सर्वमिदं विदित्वा
योगी परं स्थानमुपैति चाद्यम् ॥ ८.२८ ॥
โศลก 28
vedeṣu yajñeṣu tapaḥsu caiva
dāneṣu yat puṇya-phalaṁ pradiṣṭam
atyeti tat sarvam idaṁ viditvā
yogī paraṁ sthānam upaiti cādyam
เวเทษุ ยชฺเญษุ ตปห์สุ ไจว
ทาเนษุ ยตฺ ปุณฺย-ผลํ ปฺรทิษฺฏมฺ
อเตฺยติ ตตฺ สรฺวมฺ อิทํ วิทิตฺวา
โยคี ปรํ สฺถานมฺ อุไปติ จาทฺยมฺ
เวเทษุ — ในการศึกษาคัมภีร์พระ เวท, ยชฺเญษุ — ในการปฏิบัติ ยชฺญ,, การบูชา, ตปห์สุ — ใน การปฏิบัติสมถะวิธีต่าง ๆ, , เอว — แน่นอน, ทาเนษุ — ในการให้ทาน, ยตฺ — ซึ่ง, ปุณฺย-ผลมฺ — ผลบุญ, ปฺรทิษฺฏมฺ — แสดง, อเตฺยติ — ข้ามพ้น, ตตฺ สรฺวมฺ — เหล่านี้ทั้งหมด, อิทมฺ — นี้, วิทิตฺวา — รู้, โยคี — สาวก, ปรมฺ — สูงสุด, สฺถานมฺ — พระตำหนัก, อุไปติ — บรรลุ, — เช่นกัน, อาทฺยมฺ — เดิม
คำแปล
บุคคลผู้รับเอาวิถีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้มาปฏิบัติ  จะไม่สูญเสียผลที่ได้รับจากการศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  ปฏิบัติพิธีบูชา  ปฏิบัติความเพียร  ให้ทานหรือแสวงหาปรัชญาความรู้  และกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  เพียงแต่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  เขาจะบรรลุถึงสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด  และในที่สุดจะบรรลุถึงพระตำหนักนิรันดรสูงสุด
คำอธิบาย
โศลกนี้เป็นการสรุปบทที่เจ็ดและบทที่แปด  ซึ่งพูดถึง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกและการอุทิศตนเสียสละรับใช้โดยเฉพาะ  เราต้องศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  ภายใต้การนำของพระอาจารย์ทิพย์  ปฏิบัติสมถะและบำเพ็ญเพียรอย่างมากในขณะที่อยู่ภายใต้การดูแลของพระอาจารย์  พฺรหฺมจารี  ต้องอยู่ในบ้านของพระอาจารย์ทิพย์เหมือนเป็นผู้รับใช้  และต้องออกไปภิกขาจารตามบ้าน  นำสิ่งของมาให้พระอาจารย์  รับประทานอาหารตามคำสั่งของพระอาจารย์เท่านั้น  หากพระอาจารย์ละเลยไม่เรียกศิษย์มารับประทาน  ศิษย์จะอดอาหารในวันนั้น  เหล่านี้คือหลักธรรมพระ  เวท  บางประการที่พฺรหฺมจรฺย  ฝึกปฏิบัติ
หลังจากศิษย์ศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  อยู่กับพระอาจารย์  จากอายุห้าปีจนถึงอายุยี่สิบปีเขาอาจกลายมาเป็นสุภาพบุรุษผู้มีบุคลิกที่สมบูรณ์  การศึกษาคัมภีร์พระ  เวทมิใช่เป็นการพักผ่อนหย่อนใจเหมือนนักคาดคะเนที่นั่งบนเก้าอี้นวม  แต่เป็นไปเพื่อการเปลี่ยนแปลงบุคลิก  หลังจากได้รับการฝึกฝนเช่นนี้  พฺรหฺมจารี  จะได้รับอนุญาตให้ไปแต่งงานและใช้ชีวิตคฤหัสถ์  เมื่อเป็นคฤหัสถ์เขาต้องปฏิบัติการบูชาต่าง  ๆ  เพื่อบรรลุถึงความรู้แจ้งยิ่งขึ้น  และต้องให้ทานตามภูมิประเทศ  ตามกาลเวลา  และตามผู้ปรารถนาโดยรู้จักแยกแยะระหว่างการให้ทานในความดี  ในตัณหา  และอวิชชา  ดังที่ได้อธิบายไว้ใน  ภควัท-คีตา  หลังจากเกษียณจากชีวิตคฤหัสถ์เมื่อรับเอาระดับของ  วานปฺรสฺถ  มาปฏิบัติ  เขาจะบำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัดไปอยู่ในป่า  นุ่งห่มด้วยใบไม้  ไม่โกนหนวดเคราฯลฯ  จากการรับเอาระดับ  พฺรหฺมจรฺย,  คฤหัสถ์,  วานปฺรสฺถ,  แลในที่สุด  สนฺนฺยาส  มาปฏิบัติ  เขาจะพัฒนาไปสู่ระดับชีวิตที่สมบูรณ์  บางคนพัฒนาไปยังอาณาจักรสวรรค์และเมื่อเจริญมากยิ่งขึ้น  จะได้รับอิสรภาพในท้องฟ้าทิพย์  อาจอยู่ใน  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  ที่ไร้รูปลักษณ์  ในดาวเคราะห์  ไวกุณฺฐ  หรือใน  กฺฤษฺณโลก  นี่คือวิถีทางที่วรรณกรรมพระ  เวท  ได้กำหนดไว้
อย่างไรก็ดี  ความสวยงามของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกคือ  จากการกระทำเพียงสิ่งเดียว  ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้  เราสามารถข้ามพ้นพิธีกรรมต่าง  ๆ  รวมทั้งระดับชีวิตต่าง  ๆ  ทั้งหมด
คำว่า  อิทํ  วิทิตฺวา  แสดงให้เห็นว่าเราควรเข้าใจคำสั่งสอนที่  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงให้ไว้ในบทนี้และบทที่เจ็ดของ  ภควัท-คีตา  เราควรพยายามเข้าใจบทเหล่านี้มิใช่แบบวิชาการ  หรือแบบคาดคะเนทางจิต  แต่จากการสดับฟังในการคบหาสมาคมกับเหล่าสาวก  บทที่หกถึงบทที่สิบสองเป็นสาระสำคัญของ  ภควัท-คีตา  หกบทแรกและหกบทสุดท้ายเหมือนกับปกหน้าและปกหลังที่ห่อหุ้มหกบทกลาง  ซึ่งองค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองโดยเฉพาะ  หากใครโชคดีพอที่เข้าใจ  ภควัท-คีตา  โดยเฉพาะในหกบทกลางนี้  ด้วยการคบหาสมาคมกับเหล่าสาวก  ชีวิตของเขาจะได้รับการสรรเสริญเหนือการบำเพ็ญเพียร  การทำพิธีบูชา  การให้ทาน  การคาดคะเนทั้งหลายทั้งปวง  ฯลฯ  เพราะเขาสามารถบรรลุถึงผลแห่งกิจกรรมเหล่านี้ทั้งหมด  ด้วยเพียงแต่ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกเท่านั้น
ผู้ที่มีความศรัทธาบ้างใน  ภควัท-คีตา  ควรเรียนรู้  ภควัท-คีตา  จากสาวกเพราะในตอนต้นของบทที่สี่ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  เหล่าสาวกเท่านั้นที่สามารถเข้าใจ  ภควัท-คีตา  ไม่มีผู้ใดเข้าใจจุดมุ่งหมายของ  ภควัท-คีตา  อย่างสมบูรณ์  ดังนั้น  เราควรเรียนรู้  ภควัท-คีตา  จากสาวกของ  กฺฤษฺณ  มิใช่จากนักคาดคะเนทางจิต  นี่คือลักษณะแห่งความศรัทธา  หลังจากแสวงหาสาวกและในที่สุดได้มาคบสมาคมกับสาวก  เมื่อนั้นจึงเริ่มต้นการศึกษา  และเข้าใจ  ภควัท-คีตา  อย่างแท้จริง  จากความเจริญก้าวหน้าในการมาคบหาสมาคมกับสาวก  เขาถูกวางตัวในการอุทิศตนเสียสละ  และการรับใช้นั้นจะปัดเป่าความสงสัยทั้งหลายที่ตนเองมีอยู่เกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  หรือองค์  ภควานฺ  เกี่ยวกับกิจกรรม  รูปลักษณ์  ลีลา  พระนาม  และ  ฯลฯ  ของ  กฺฤษฺณ  หลังจากความสงสัยทั้งหลายเหล่านี้ได้ถูกทำให้กระจ่างขึ้นโดยสมบูรณ์  เขาตั้งมั่นในการศึกษา  จากนั้น  จะได้รับรสในการศึกษา  ภควัท-คีตา  และบรรลุถึงระดับแห่งความรู้สึกอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเสมอในระดับที่เจริญมากขึ้น  เขาจะอยู่ในความรักกับ  กฺฤษฺณ  โดยสมบูรณ์  ระดับแห่งความสมบูรณ์สูงสุดของชีวิตนี้  สาวกจะย้ายไปยังพระตำหนักทิพย์ของ  กฺฤษฺณ  ในท้องฟ้าทิพย์  โคโลก  วฺฤนฺทาวน  สถานที่ที่สาวกมีความสุขนิรันดร
ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย ภกฺติเวทนฺต บทที่แปดของหนังสือ ศฺรีมทฺ ภควัท-คีตา ในหัวข้อเรื่อง การบรรลุถึงองค์ภควาน

ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

บทที่ เก้า

บทที่ 9

ความรู้ที่ลับสุดยอด

chapterImage

ความรู้ที่ลับสุดยอด

श्रीभगवानुवाच ।
इदं तु ते गुह्यतमं प्रवक्ष्याम्यनसूयवे
ज्ञानं विज्ञानसहितं यज्ज्ञात्वा मोक्ष्यसेऽशुभात् ॥ ९.१ ॥
โศลก 1
śrī-bhagavān uvāca
idaṁ tu te guhya-tamaṁ  pravakṣyāmy anasūyave
jñānaṁ vijñāna-sahitaṁ  yaj jñātvā mokṣyase ’śubhāt
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
อิทํ ตุ เต คุหฺย-ตมํ  ปฺรวกฺษฺยามฺยฺ อนสูยเว
ชฺญานํ วิชฺญาน-สหิตํ  ยชฺ ชฺญาตฺวา โมกฺษฺยเส ’ศุภาตฺ
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, อิทมฺ — นี้, ตุ — แต่, เต — แด่ เธอ,คุหฺย-ตมมฺ — ลับสุดยอด, ปฺรวกฺษฺยามิ — ข้าพูด, อนสูยเว — กับผู้ที่ไม่อิจฉาริษยา, ชฺญานมฺ — ความรู้, วิชฺญาน — ความรู้แจ้ง, สหิตมฺ — กับ,ยตฺ — ซึ่ง, ชฺญาตฺวา — ทราบ, โมกฺษฺยเส — เธอจะได้รับการปลดเปลื้อง, อศุภาตฺ — จากความเป็นอยู่ทางวัตถุที่เป็นทุกข์นี้
คำแปล
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  อรฺชุน  ที่รัก  เนื่องจากเธอไม่เคยอิจฉาริษยาข้า  ข้าจะถ่ายทอดความรู้อันลับสุดยอดและความรู้แจ้งนี้แด่เธอ  เมื่อรู้แล้วเธอจะได้รับการปลดเปลื้องจากความทุกข์แห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุ
คำอธิบาย
เมื่อสาวกสดับฟังเกี่ยวกับองค์  ภควานฺ  มากขึ้นก็จะได้รับแสงสว่างมากขึ้น  วิธีการสดับฟังนี้ได้แนะนำไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ดังนี้  “สาส์นจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าเปี่ยมไปด้วยพลัง  และพลังเหล่านี้รู้แจ้งได้  หากประเด็นต่าง  ๆ  เกี่ยวกับองค์  ภควานฺสนทนากันในหมู่สาวก  การคบหาสมาคมกับนักคาดคะเนทางจิตหรือนักวิชาการทางโลกจะไม่ทำให้ประสบผลสำเร็จเนื่องจากเป็นความรู้แจ้ง”
สาวกปฏิบัติในการรับใช้องค์  ภควานฺ  อยู่เสมอ  พระองค์ทรงเข้าใจความรู้สึกนึกคิดและความจริงใจของแต่ละคนที่ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  และพระองค์ทรงให้ปัญญาในการเข้าใจศาสตร์แห่ง  กฺฤษฺณ  ในการคบหาสมาคมกับเหล่าสาวกการสนทนาเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  มีพลังมาก  หากผู้ใดโชคดีมีโอกาสได้คบหาสมาคมเช่นนี้และพยายามรับความรู้นี้เข้าไว้  แน่นอนว่าจะเจริญก้าวหน้าไปสู่ความรู้แจ้งทิพย์  เพื่อส่งเสริม  อรฺชุน  ให้เจริญมากยิ่งขึ้นในการรับใช้อันมีพลังของพระองค์  ในบทที่เก้านี้  กฺฤษฺณ  ทรงอธิบายเนื้อหาสาระที่ลับมากยิ่งขึ้นกว่าบทอื่น  ๆ  ที่ทรงเปิดเผยไว้แล้ว
ในตอนต้นของ  ภควัท-คีตา  บทที่หนึ่งเป็นการแนะนำเกี่ยวกับหนังสือทั้งเล่มบทที่สองและบทที่สามอธิบายความรู้ทิพย์เรียกว่าเป็นความลับ  ประเด็นที่สนทนากันในบทที่เจ็ดและบทที่แปดสัมพันธ์กับการอุทิศตนเสียสละรับใช้โดยเฉพาะ  เนื่องจากจะนำแสงสว่างแห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมาให้จึงเรียกว่าเป็นความลับยิ่งขึ้น  แต่เรื่องราวที่อธิบายในบทที่เก้าเกี่ยวกับการอุทิศตนเสียสละที่บริสุทธิ์โดยไม่มีสิ่งใดเจือปน  จึงเรียกว่าเป็นความลับสุดยอด  ผู้สถิตในความรู้ขั้นลับสุดยอดของ  กฺฤษฺณ  เป็นทิพย์โดยธรรมชาติ  ดังนั้น  จึงไม่มีความเจ็บปวดทางวัตถุใด  ๆ  ถึงแม้ว่าจะอยู่ในโลกวัตถุ  ใน  ภกฺติ-รสามฺฤต-สินฺธุ  ได้กล่าวไว้ว่า  แม้ผู้ที่มีความปรารถนาอย่างจริงใจในการถวายการรับใช้ด้วยความรักต่อองค์  ภควานฺ  จะสถิตอยู่ในระดับสภาวะทางวัตถุ  ถือว่าเขาผู้นี้หลุดพ้น  ในทำนองเดียวกันใน  ภควัท-คีตา  บทที่สิบ  เราจะพบว่าผู้ใดที่ปฏิบัติเช่นนี้เป็นบุคคลที่หลุดพ้นแล้ว
โศลกแรกมีความสำคัญโดยเฉพาะคำว่า  อิทํ  ชฺญานมฺ  (“ความรู้นี้”)  หมายถึงการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมต่าง  ๆ  เก้าอย่างคือ  สดับฟัง  ภาวนา  จำ  รับใช้  บูชา  สวดมนต์  ปฏิบัติตาม  รักษามิตรภาพ  และศิโรราบทุกสิ่งทุกอย่าง  จากการฝึกปฏิบัติเก้าวิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  เราจะพัฒนาไปสู่จิตสำนึกทิพย์คือ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เมื่อหัวใจของเราใสสะอาดจากมลทินทางวัตถุ  เราจะสามารถเข้าใจศาสตร์แห่ง  กฺฤษฺณ  นี้ได้  เพียงเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตไม่ใช่เป็นวัตถุนั้นไม่เพียงพอ  เพราะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นแห่งความรู้แจ้งทิพย์เท่านั้น  เราควรรู้ถึงข้อแตกต่างระหว่างกิจกรรมของร่างกาย  และกิจกรรมทิพย์นอกเหนือไปจากที่เข้าใจว่าตัวเราไม่ใช่ร่างกาย
ในบทที่เจ็ด  ได้กล่าวถึงพลังอันมั่งคั่งของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  พลังงานต่าง  ๆ  ของพระองค์  เช่น  ธรรมชาติเบื้องต่ำ  ธรรมชาติเบื้องสูง  และปรากฏการณ์ทางวัตถุนี้ทั้งหมด  ในบทที่เก้าจะได้วิเคราะห์ถึงพระบารมีขององค์  ภควานฺ  
คำสันสกฤต  อนสูยเว  ในโศลกนี้  มีความสำคัญมากเช่นกัน  โดยทั่วไปถึงแม้ว่านักวิจารณ์มีการศึกษาสูงมาก  แต่ทั้งหมดมีความอิจฉาริษยาองค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  แม้แต่นักวิชาการผู้คงแก่เรียนที่สุดยังเขียน  ภควัท-คีตา  ผิดพลาดเป็นอย่างมากเนื่องจากมีความอิจฉาริษยา  กฺฤษฺณ  คำวิจารณ์ของพวกนี้จึงไร้ประโยชน์  คำวิจารณ์ของสาวกเป็นที่เชื่อถือได้  ไม่มีผู้ใดสามารถอธิบาย  ภควัท-คีตา  หรือให้ความรู้ของ  กฺฤษฺณโดยสมบูรณ์ได้  หากเขามีความอิจฉา  ผู้ที่วิจารณ์บุคลิกของ  กฺฤษฺณ  โดยไม่รู้จักพระองค์เป็นคนโง  ดังนั้น  คำวิจารณ์เช่นนี้ควรหลีกเลี่ยงด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง  สำหรับผู้ที่เข้าใจว่า  กฺฤษฺณ  คือองค์  ภควานฺ  ผู้ทรงมีบุคลิกภาพทิพย์และบริสุทธิ์  คำอธิบายจากบทเหล่านี้จะมีประโยชน์มาก
राजविद्या राजगुह्यं पवित्रमिदमुत्तमम् ।
प्रत्यक्षावगमं धर्म्यं सुसुखं कर्तुमव्ययम् ॥ ९.२ ॥
โศลก 2
rāja-vidyā rāja-guhyaṁ  pavitram idam uttamam
pratyakṣāvagamaṁ dharmyaṁ  su-sukhaṁ kartum avyayam
ราช-วิทฺยา ราช-คุหฺยํ  ปวิตฺรมฺ อิทมฺ อุตฺตมมฺ
ปฺรตฺยกฺษาวคมํ ธรฺมฺยํ  สุ-สุขํ กรฺตุมฺ อวฺยยมฺ
ราช-วิทฺยา — ราชาแห่งการศึกษา, ราช-คุหฺยมฺ — เจ้าแห่งความรู้ที่ลับเฉพาะ, ปวิตฺรมฺ — บริสุทธิ์ที่สุด, อิทมฺ — นี้, อุตฺตมมฺ — ทิพย์, ปฺรตฺยกฺษ — ด้วยประสบการณ์โดยตรง, อวคมมฺ — เข้าใจ, ธรฺมฺยมฺ — หลักศาสนา, สุ-สุขมฺ — มีความสุขมาก, กรฺตุมฺ — ปฏิบัติ, อวฺยยมฺ — เป็นอมตะ
คำแปล
ความรู้นี้เป็นราชาแห่งการศึกษา  เป็นความลับสุดยอดในความลับทั้งหลาย  เป็นความรู้ที่บริสุทธิ์ที่สุด  เนื่องจากสำเหนียกได้โดยตรงเกี่ยวกับตนเองด้วยการรู้แจ้งจึงเป็นความสมบูรณ์แห่งศาสนา  เป็นสิ่งนิรันดร  และปฏิบัติได้ด้วยความรื่นเริง
คำอธิบาย
ภควัท-คีตา  บทนี้เรียกว่าราชาแห่งการศึกษา  เนื่องจากเป็นเนื้อหาสาระของหลักคำสอนและปรัชญาทั้งหมดที่อธิบายไว้ก่อนหน้านี้  ในหมู่นักปราชญ์คนสำคัญๆของประเทศอินเดียมี  โกทะมะ  คะณาดะ  กปิล,  ยาชฺญวลฺกฺย  ชาณดิลยะ  และไวชวานะระ  และในที่สุดมี  วฺยาสเทว  ผู้เขียน  เวทานฺต-สูตฺร  ดังนั้น  จึงไม่ขาดแคลนความรู้ทางด้านปรัชญาหรือความรู้ทิพย์  บัดนี้  องค์  ภควานฺ  ตรัสว่าบทที่เก้านี้เป็นราชาแห่งความรู้ทั้งหลายเหล่านี้  เนื้อหาสาระของความรู้ทั้งหลายที่ได้รับจากการศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  และปรัชญาอื่น  ๆ  เป็นความลับสุด  เพราะว่าความรู้ที่เป็นความลับหรือความรู้ทิพย์เกี่ยวเนื่องกับการเข้าใจข้อแตกต่างระหว่างดวงวิญญาณและร่างกาย  ราชาแห่งความรู้ที่ลับทั้งหลายมาจบลงที่การอุทิศตนเสียสละรับใช้
โดยทั่วไปผู้คนไม่ได้รับการศึกษาในความรู้ที่ลับเฉพาะเช่นนี้  เนื่องจากศึกษาความรู้จากภายนอก  สำหรับการศึกษาทั่วไปผู้คนไปสัมผัสกับความรู้มากมายหลายสาขา  เช่น  การเมือง  การสังคม  ฟิสิกซ์  เคมี  คณิตศาสตร์  ดาราศาสตร์  วิศวกรรมศาสตร์ฯลฯ  มีความรู้หลายสาขามากมายทั่วโลก  และมีมหาวิทยาลัยใหญ่  ๆ  มากมาย  แต่ด้วยความอับโชค  ไม่มีมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาใดที่สอนศาสตร์แห่งดวงวิญญาณถึงแม้ว่าดวงวิญญาณเป็นส่วนสำคัญที่สุดของร่างกาย  หากไม่มีดวงวิญญาณ  ร่างกายจะไม่มีคุณค่าอันใดเลย  ถึงกระนั้นผู้คนก็ยังเน้นมากเกี่ยวกับความจำเป็นของชีวิตทางร่างกาย  โดยไม่สนใจต่อดวงวิญญาณซึ่งมีความสำคัญกว่า
หนังสือ  ภควัท-คีตา  โดยเฉพาะจากบทที่สองเป็นต้นมาได้เน้นถึงความสำคัญของดวงวิญญาณ  ตอนต้นองค์  ภควานฺ  ตรัสว่าร่างกายนี้เสื่อมสลายและวิญญาณไม่เสื่อมสลาย  (อนฺตวนฺต  อิเม  เทหา  นิตฺยโสฺยกฺตาห์  ศรีริณห์)  นี่คือส่วนลับแห่งความรู้หากเพียงแต่รู้ว่าดวงวิญญาณแตกต่างจากร่างกาย  โดยธรรมชาติดวงวิญญาณจะไม่มีการเปลี่ยนรูป  ไม่มีวันถูกทำลาย  และเป็นอมตะ  เช่นนี้มิได้ให้ข้อมูลในเชิงบวก  บางครั้งบุคคลลืมความรู้สึกว่าดวงวิญญาณแตกต่างจากร่างกายเมื่อร่างกายจบสิ้นลง  หรือเมื่อหลุดพ้นจากร่างกายไปแล้วดวงวิญญาณจะอยู่ในความว่างเปล่าและกลายมาเป็นผู้ไม่มีบุคลิกภาพ  แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่  เป็นไปได้อย่างไรที่ดวงวิญญาณซึ่งมีความตื่นตัวมากภายในร่างกายนี้  จะไม่มีความตื่นตัวหลังจากหลุดพ้นไปจากร่างกายนี้แล้วหากดวงวิญญาณเป็นอมตะจะต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา  ตื่นตัวนิรันดร  กิจกรรมต่าง  ๆของเขาในอาณาจักรทิพย์เป็นความรู้ทิพย์ที่ลับที่สุด  กิจกรรมต่าง  ๆ  เหล่านี้ของดวงวิญญาณแสดงไว้  ณ  ที่นี้ว่ารวมมาเป็นราชาแห่งความรู้ทั้งหลาย  เป็นส่วนลับที่สุดของวิชาความรู้ทั้งหมด
ความรู้นี้เป็นรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด  กิจกรรมทั้งหลายดังที่ได้อธิบายไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  ปทฺม  ปุราณ  ว่า  กิจกรรมบาปของมนุษย์ได้ถูกวิเคราะห์ไว้  และปรากฏออกมาเป็นผลแห่งความบาปซ้ำซาก  พวกที่ปฏิบัติกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุจะถูกพันธนาการอยู่ในระดับต่าง  ๆ  กัน  และก่อร่างมาเป็นผลบาปต่าง  ๆตัวอย่างเช่น  เมื่อเราหว่านเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้ชนิดหนึ่ง  ต้นไม้จะไม่เจริญเติบโตขึ้นมาในทันทีทันใดแต่จะต้องใช้เวลา  ก่อนอื่นเป็นต้นเล็ก  ๆ  เป็นหน่อ  จากนั้นก็มาในรูปของต้นไม้มีดอก  มีผล  และเมื่อสมบูรณ์บุคคลผู้หว่านเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้ก็จะได้รับความสุขจากดอกไม้และผลไม้เหล่านั้น  ในทำนองเดียวกัน  มนุษย์ทำบาปก็เหมือนกับการหว่านเมล็ดพันธุ์ที่ต้องใช้เวลากว่าจะบังเกิดผล  หรือปรากฏออกมา  ความบาปมีอยู่หลายระดับการทำบาปอาจยุติลงภายในปัจเจกบุคคล  แต่ผลบาปนั้นยังจะต้องได้รับ  มีความบาปต่าง  ๆ  ซึ่งอยู่ในรูปของเมล็ดพันธุ์  มีความบาปที่ปรากฏออกมาและให้ผลแก่เรา  ซึ่งมาในรูปของความทุกข์และความเจ็บปวด
ดังที่ได้อธิบายไว้ในโศลกที่ยี่สิบแปดของบทที่เจ็ด  บุคคลที่จบสิ้นกับผลบาปทั้งปวง  และทำแต่กิจกรรมบุญอย่างสมบูรณ์  เป็นอิสระจากสิ่งคู่ในโลกวัตถุนี้ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  อีกนัยหนึ่ง  พวกที่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่องค์  ภควานฺ  จริง  ๆ  เป็นผู้ที่ได้รับอิสรภาพจากผลบาปทั้งปวงเรียบร้อยแล้ว  คำกล่าวเช่นนี้ได้ยืนยันไว้ใน  ปทฺม  ปุราณ  ดังนี้
อปฺรารพฺธ-ผลํ ปาปํ  กูฏํ พีชํ ผโลนฺมุขมฺ
กฺรเมไณว ปฺรลีเยต  วิษฺณุ-ภกฺติ-รตาตฺมนามฺ
สำหรับพวกที่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่องค์  ภควานฺ  ผลบาปทั้งหลายไม่ว่าจะปรากฏออกมาแล้ว  ที่เก็บอยู่ในคลัง  หรือในรูปของเมล็ดพันธุ์จะค่อย  ๆ  สลายไป  ดังนั้นอำนาจที่ทำให้บริสุทธิ์จากการอุทิศตนเสียสละรับใช้นั้นมีพลังมาก  เรียกว่า  ปวิตฺรมฺ  อุตฺตมมฺ  บริสุทธิ์ที่สุด  อุตฺตม  หมายถึงทิพย์  ตม  หมายถึงโลกวัตถุนี้หรือความมืดและ  อุตฺตม  หมายถึงสิ่งที่เป็นทิพย์เหนือกิจกรรมต่าง  ๆ  ทางวัตถุ  กิจกรรมในการอุทิศตนเสียสละไม่ถือว่าเป็นวัตถุ  ถึงแม้ว่าบางครั้งจะปรากฏว่าสาวกปฏิบัติตนเหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป  ผู้ที่สามารถเห็นและคุ้นเคยกับการอุทิศตนเสียสละรับใช้จะทราบว่ากิจกรรมเหล่านี้มิใช่เป็นวัตถุ  กิจกรรมเหล่านี้ทั้งหมดเป็นทิพย์  เป็นการอุทิศตนเสียสละซึ่งไม่มีมลทินจากระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติวัตถุ
ได้กล่าวไว้ว่าการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้มีความสมบูรณ์จนกระทั่งเราสามารถสำเหนียกถึงผลลัพธ์โดยตรง  ผลลัพธ์โดยตรงนี้สำเหนียกได้อย่างแท้จริงและพวกเราได้รับประสบการณ์จากการปฏิบัติว่า  ผู้ใดที่สวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของ  กฺฤษฺณ  (ฮเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเรราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร)  โดยปราศจากอาบัติ  จะรู้สึกว่ามีความสุขทิพย์  และมีความบริสุทธิ์ขึ้นอย่างรวดเร็วจากมลทินทางวัตถุทั้งปวง  เราเห็นเช่นนี้จริง  นอกเหนือไปจากนั้น  หากผู้ใดปฏิบัติไม่เพียงแค่สดับฟัง  แต่ยังพยายามเผยแพร่สาส์นแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้ด้วย  หรือหากตัวเราเองช่วยในกิจกรรมเพื่อเผยแพร่  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  จะรู้สึกว่าเราค่อย  ๆ  เจริญก้าวหน้าในวิถีทิพย์  ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์นี้มิได้ขึ้นอยู่กับการศึกษาหรือคุณสมบัติใด  ๆ  ในอดีต  เนื่องจากเป็นวิธีการที่มีความบริสุทธิ์ในตัวเองเพียงแต่ได้ปฏิบัติเท่านั้นเราจะกลายเป็นผู้บริสุทธิ์
ใน  เวทานฺต-สูตฺร  (3.2.26)  ได้อธิบายไว้เช่นกันดังนี้  ปฺรกาศศฺ  จ  กรฺมณฺยฺ  อภฺยาสาตฺ  “การอุทิศตนเสียสละรับใช้มีพลังอำนาจมาก  เพียงแต่ปฏิบัติในกิจกรรมแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  เราจะได้รับแสงสว่างโดยไม่ต้องสงสัย”  ตัวอย่างในเชิงปฏิบัติเช่นนี้พบได้ในอดีตชาติของ  นารท  ในชาตินั้นเป็นบุตรของคนรับใช้  ท่านไม่มีการศึกษา  ไม่ได้เกิดในตระกูลสูง  แต่เมื่อมารดาของท่านปฏิบัติรับใช้สาวกผู้ยิ่งใหญ่  นารท  ร่วมรับใช้ด้วยบางครั้งเมื่อมารดาไม่อยู่ท่านก็รับใช้สาวกผู้ยิ่งใหญ่ด้วยตนเอง  นารท  กล่าวว่า
อุจฺฉิษฺฏ-เลปานฺ อนุโมทิโต ทฺวิไชห์
สกฺฤตฺ สฺม ภุญฺเช ตทฺ-อปาสฺต-กิลฺพิษห์
เอวํ ปฺรวฺฤตฺตสฺย วิศุทฺธ-เจตสสฺ
ตทฺ-ธรฺม เอวาตฺม-รุจิห์ ปฺรชายเต
โศลกนี้จาก  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (1.5.25)  นารท  อธิบายถึงชาติอดีตให้ศิษย์  วฺยาสเทว  ฟังโดยกล่าวว่า  ระหว่างที่ปฏิบัติตนเป็นเด็กรับใช้สาวกผู้บริสุทธิ์เป็นเวลาสี่เดือน  ขณะที่มาพักอาศัยอยู่  นารท  ได้คบหาสมาคมกับสาวกผู้บริสุทธิ์อย่างใกล้ชิด  บางครั้งนักปราชญ์เหล่านั้นเหลืออาหารไว้ในจานและเด็กน้อยที่เป็นผู้ล้างจานปรารถนาจะลิ้มรสอาหารที่เหลือ  จึงขออนุญาตจากสาวกผู้ยิ่งใหญ่  เมื่อได้รับอนุญาต  นารท  ก็รับประทานอาหารนั้น  ต่อมานาระดะได้หลุดพ้นจากผลบาปทั้งปวง  ขณะที่รับประทานไปเรื่อย  ๆ  หัวใจค่อย  ๆ  บริสุทธิ์ขึ้นเหมือนกับนักปราชญ์เหล่านั้น  สาวกผู้ยิ่งใหญ่ดื่มด่ำอยู่กับรสแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  ด้วยการสดับฟังและสวดภาวนาอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อน  นารท  ค่อยๆพัฒนารสชาติเช่นนี้  และกล่าวดังนี้
ตตฺรานฺวฺ-อหํ กฺฤษฺณ-กถาห์ ปฺรคายตามฺ
อนุคฺรเหณาศฺฤณวํ มโน-หราห์
ตาห์ ศฺรทฺธยา เม ’นุ-ปทํ วิศฺฤณฺวตห์
ปฺริยศฺรวสฺยฺ องฺค มมาภวทฺ รุจิห์
จากการคบหาสมาคมกับเหล่านักปราชญ์  นารท  ได้รับรสในการสดับฟังและสวดภาวนาพระบารมีขององค์  ภควานฺ  และได้พัฒนาความปรารถนาอย่างยิ่งใหญ่ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ดังที่ได้อธิบายไว้ใน  เวทานฺต-สูตฺร  ว่า  ปฺรกาศศฺ  จ  กรฺมณฺยฺ  อภฺยาสาตฺ  หากผู้ใดเพียงแต่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกเปิดเผยขึ้นโดยปริยายและเขาจะสามารถเข้าใจ  เช่นนี้เรียกว่า  ปฺรตฺยกฺษ  หรือสำเหนียกโดยตรง
คำว่า  ธรฺมฺยมฺ  หมายความว่า  “วิถีทางแห่งศาสนา”  อันที่จริง  นารท  เป็นบุตรของคนรับใช้  ไม่มีโอกาสไปโรงเรียน  ท่านเพียงแต่ช่วยมารดา  ด้วยความโชคดีที่มารดาถวายการรับใช้ต่อเหล่าสาวก  เด็กน้อย  นารท  จึงได้รับโอกาสนี้  จาการคบสมาคมนี้ทำให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนาทั้งหลาย  จุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนาทั้งหมดคือการอุทิศเสียสละรับใช้ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (ส  ไว  ปุํสำ  ปโร  ธรฺโม  ยโต  ภกฺติรฺ  อโธกฺษเช)  ผู้มีศาสนาโดยทั่วไปไม่รู้ว่าความสมบูรณ์สูงสุดของศาสนาคือบรรลุถึงการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกสุดท้ายของบทที่แปดว่า  (เวเทษุ  ยชฺเญษุ  ตปห์สุ  ไจว)  ความรู้พระ  เวท  โดยทั่วไปจำเป็นต้องรู้แจ้งตนเอง  แต่  ณ  ที่นี้ถึงแม้ว่า  นารท  ไม่เคยไปโรงเรียนของพระอาจารย์ทิพย์  และไม่ได้รับการศึกษาในหลักธรรมพระ  เวท  ท่านได้รับผลประโยชน์สูงสุดในการศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  วิธีการนี้มีพลังอำนาจมากแม้จะไม่ได้ปฏิบัติตามวิธีการทางศาสนาอย่างสม่ำเสมอ  ท่านยังสามารถเจริญก้าวหน้าไปสู่ความสมบูรณ์สูงสุด  เช่นนี้เป็นไปได้อย่างไร?  วรรณกรรมพระ  เวท  ได้ยืนยันไว้เช่นกันว่า  อาจารฺยวานฺ  ปุรุโษ  เวท  ผู้ที่คบหาสมาคมกับ  อาจารฺย  ผู้ยิ่งใหญ่ถึงแม้จะไม่ได้รับการศึกษาหรือไม่เคยศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  เขาก็สามารถคุ้นเคยกับความรู้ทั้งหมดเท่าที่จำเป็นเพื่อความรู้แจ้ง
วิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นวิธีที่มีความสุขมาก  (สุ-สุขมฺ)  เพราะเหตุใด?  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ประกอบด้วย  ศฺรวณํ  กีรฺตนํ  วิษฺโณห์  ดังนั้น  เราเพียงแต่สดับฟังและสวดภาวนาพระบารมีขององค์  ภควานฺ  หรือว่าไปสดับฟังปรัชญาเกี่ยวกับความรู้ทิพย์ที่  อาจารฺย  ผู้เชื่อถือได้เป็นผู้ให้  เพียงแต่นั่งลงเราสามารถเรียนรู้จากนั้นก็รับประทานอาหารอันเอร็ดอร่อยที่เหลือจากการถวายให้องค์  ภควานฺ  แล้ว  ในทุก  ๆ  ระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นที่น่ารื่นรมย์  เราสามารถปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แม้อยู่ในสภาวะที่ยากจนที่สุด  องค์  ภควานฺ  ตรัสว่า  ปตฺรํ  ปุษฺปํ  ผลํ  โตยมฺ  พระองค์ทรงพร้อมที่จะรับการถวายทุกสิ่งทุกอย่างจากสาวกไม่ว่าจะเป็นอะไรแม้แต่ใบไม้  ดอกไม้  ผลไม้เพียงเล็กน้อย  หรือน้ำเพียงนิดเดียวซึ่งมีอยู่ดาษดื่นทั่วไปในส่วนต่าง  ๆ  ของโลก  สิ่งเหล่านี้ใครก็สามารถถวายให้ได้ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะสังคมเช่นไร  พระองค์จะทรงรับไว้หากถวายด้วยใจรัก  มีตัวอย่างมากมายในประวัติศาสตร์ว่าเพียงแต่ลิ้มรสใบทุละสีที่ถวายให้พระบาทรูปดอกบัวขององค์  ภควานฺ  แล้ว  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่  เช่น  สนตฺ  -  กุมาร  ได้กลายมาเป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่  ฉะนั้น  วิธีการอุทิศตนเสียสละเป็นสิ่งที่ดีมาก  และปฏิบัติได้ด้วยอารมณ์ที่มีความสุข  องค์  ภควานฺ  จะรับเฉพาะความรักที่ถวายให้พระองค์พร้อมกับเครื่องถวาย
ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่า  การอุทิศตนเสียสละรับใช้เช่นนี้มีอยู่ชั่วกัลปวสานซึ่งไม่เหมือนกับที่นักปราชญ์  มายาวาที  อ้าง  แม้ว่าบางครั้งพวกนี้รับเอาสิ่งที่สมมติว่าเป็นการอุทิศตนเสียสละรับใช้มาปฏิบัติ  แต่แนวความคิดคือตราบเท่าที่ยังไม่หลุดพ้นต้องอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อไป  เมื่อในที่สุดหลุดพ้นแล้วพวกเขา  “จะกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับองค์  ภควานฺ  ”  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ชั่วครั้งชั่วคราวเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่แท้จริงจะทำอย่างต่อเนื่องแม้หลังจากได้รับความหลุดพ้นแล้ว  เมื่อสาวกไปยังดาวเคราะห์ทิพย์ในอาณาจักรขององค์  ภควานฺ  ก็ยังปฏิบัติการรับใช้พระองค์อยู่ที่นั่น  โดยมิบังอาจที่จะกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับองค์  ภควานฺ  
ดังจะได้เห็นใน  ภควัท-คีตา  ว่า  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่แท้จริงเริ่มต้นหลังจากหลุดพ้นแล้ว  หลังจากหลุดพ้นและสถิตในตำแหน่ง  พฺรหฺมนฺ  แล้ว  (พฺรหฺม-ภูต)  การอุทิศตนเสียสละรับใช้จึงเริ่มต้นขึ้น  (สมห์  สเรฺวษุ  ภูเตษุ  มทฺ-ภกฺตึ  ลภเต  ปรามฺ)  ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจองค์  ภควานฺ  ได้ด้วยการปฏิบัติ  กรฺม-โยค,  ชฺญาน-โยค,  อษฺฏางฺค-โยค  หรือปฏิบัต  โยค  อื่น  ๆ  โดยเอกเทศ  จากวิธี  โยค  ต่างๆ  เหล่านี้  อาจเจริญขึ้นเล็กน้อยไปสู่  ภกฺติ-โยค  หากมาไม่ถึงระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  เขาจะไม่สามารถเข้าใจว่าบุคลิกภาพแห่งองค์  ภควานฺ  คืออะไรใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ได้ยืนยันไว้ว่า  เมื่อได้รับความบริสุทธิ์จากการปฏิบัติตามวิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  โดยเฉพาะจากการสดับฟัง  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  หรือ  ภควัท-คีตา  จากดวงวิญญาณผู้รู้แจ้ง  จึงสามารถเข้าใจศาสตร์แห่ง  กฺฤษฺณ  หรือศาสตร์แห่งองค์  ภควานฺ  เอวํ  ปฺรสนฺน-มนโส  ภควทฺ-ภกฺติ-โยคตห์  เมื่อหัวใจบริสุทธิ์ขึ้นจากสิ่งไร้สาระทั้งหลาย  ผู้นั้นจึงสามารถเข้าใจว่าองค์  ภควานฺ  คืออะไรดังนั้น  วิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจึงเป็นราชาหรือเจ้าแห่งการศึกษาทั้งปวง  เป็นราชาแห่งความรู้ที่เป็นความลับทั้งหมด  เป็นรูปแบบของศาสนาที่บริสุทธิ์ที่สุด  และสามารถปฏิบัติได้ด้วยความรื่นเริงโดยไม่ยากลำบาก  ดังนั้น  เราจึงควรรับมาปฏิบัติ
अश्रद्दधानाः पुरुषा धर्मस्यास्य परन्तप ।
अप्राप्य मां निवर्तन्ते मृत्युसंसारवर्त्मनि ॥ ९.३ ॥
โศลก 3
aśraddadhānāḥ puruṣā  dharmasyāsya paran-tapa
aprāpya māṁ nivartante  mṛtyu-saṁsāra-vartmani
อศฺรทฺทธานาห์ ปุรุษา  ธรฺมสฺยาสฺย ปรนฺ-ตป
อปฺราปฺย มำ นิวรฺตนฺเต  มฺฤตฺยุ-สํสาร-วรฺตฺมนิ
อศฺรทฺทธานาห์ — พวกที่ไม่มีศรัทธา, ปุรุษาห์ — บุคคลเหล่านี้, ธรฺมสฺย — ไปสู่วิธีแห่งศาสนา, อสฺย — นี้, ปรมฺ-ตป — โอ้ ผู้สังหารศัตรู, อปฺราปฺย — ไม่ได้รับ, มามฺ — ข้า, นิวรฺตนฺเต — กลับ มา, มฺฤตฺยุ — ของความตาย, สํสาร — ในความเป็นอยู่ทางวัตถุ, วรฺตฺมนิ — บนวิธีทาง
คำแปล
พวกที่ไม่ศรัทธาในการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้  ไม่สามารถบรรลุถึงข้า  โอ้  ผู้กำราบศัตรู  ดังนั้น  พวกเขาจะกลับมาอยู่บนหนทางแห่งการเกิดและการตายในโลกวัตถุนี้อีก
คำอธิบาย
ผู้ไม่ศรัทธาจะไม่สามารถประสบผลสำเร็จกับวิธีการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้  นี่คือคำอธิบายของโศลกนี้  ความศรัทธาเกิดขึ้นจากการมาคบหาสมาคมกับสาวก  คนอับโชคแม้หลังจากสดับฟังตามหลักฐานต่าง  ๆ  จากบุคลิกภาพผู้ยิ่งใหญ่ในวรรณกรรมพระ  เวท  ก็ยังไม่มีความศรัทธาในองค์  ภควานฺ  ยังลังเลใจ  และไม่สามารถตั้งจิตมั่นอยู่ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์  ดังนั้น  ความศรัทธาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดเพื่อเจริญก้าวหน้าใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ใน  ไจตนฺย-จริตามฺฤต  ได้กล่าวไว้ว่า  ความศรัทธาคือความมั่นใจอย่างสมบูรณ์ว่า  จากการรับใช้องค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เราสามารถบรรลุถึงความสมบูรณ์ทั้งหลายทั้งปวง  เช่นนี้เรียกว่าความศรัทธาที่แท้จริง  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (4.31.14)
ยถา ตโรรฺ มูล-นิเษจเนน  ตฺฤปฺยนฺติ ตตฺ-สฺกนฺธ-ภุโชปศาขาห์
ปฺราโณปหาราจฺ จ ยเถนฺทฺริยาณำ  ตไถว สรฺวารฺหณมฺ อจฺยุเตชฺยา
“จากการรดน้ำที่รากของต้นไม้  จะทำให้กิ่งก้านสาขาและใบต่าง  ๆ  ทั้งหมดได้รับความพึงพอใจ  และจากการส่งอาหารไปที่ท้อง  จะทำให้ประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  ทั้งหลายของร่างกายได้รับความพึงพอใจ  ในทำนองเดียวกัน  จากการปฏิบัติรับใช้ทิพย์ต่อองค์  ภควานฺ  นี้จะทำให้เทวดาและสิ่งมีชีวิตอื่น  ๆ  ทั้งหลายได้รับความพึงพอใจโดยปริยาย”  ดังนั้น  หลังจากอ่าน  ภควัท-คีตา  แล้ว  เราควรมาถึงจุดสรุปของ  ภควัท-คีตา  ได้ในทันที  เราควรยกเลิกการปฏิบัติอื่น  ๆ  ทั้งหมด  และรับเอาวิธีการรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  มาปฏิบัติ  หากมั่นใจเกี่ยวกับปรัชญาชีวิตเช่นนี้  นี่คือความศรัทธา
การพัฒนาความศรัทธานี้เป็นวิธีการของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  บุคคลใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกแบ่งออกเป็นสามระดับ  ในระดับที่สามคือพวกไม่มีความศรัทธา  ถึงแม้ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างเป็นทางการ  พวกนี้ไม่สามารถบรรลุถึงระดับแห่งความสมบูรณ์สูงสุด  เป็นไปได้อย่างมากว่าหลังระยะเวลาหนึ่งก็จะลื่นไถลตกลงไป  พวกเขาอาจปฏิบัติรับใช้  แต่เนื่องจากไม่มีความมั่นใจและความศรัทธาอย่างสมบูรณ์  จึงเป็นสิ่งยากมากที่จะปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างต่อเนื่อง  เ  ราม  ีประสบการณ์ภาคปฏิบัติว่า  จากกิจกรรมเพื่อเผยแพร่  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  บางคนเข้ามาและปฏิบัติใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกด้วยแรงกระตุ้นบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในใจ  ทันทีที่ฐานะดีขึ้นจะยกเลิกวิธีการปฏิบัตินี้  และไปปฏิบัติตามวิถีทางเดิมอีกครั้งหนึ่ง  ความศรัทธาเท่านั้นที่จะทำให้บุคคลเจริญก้าวหน้าใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เกี่ยวกับการพัฒนาความศรัทธา  ผู้รอบรู้ในวรรณกรรมแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  และบรรลุถึงระดับแห่งความศรัทธาที่มั่นคงเรียกว่าบุคคลชั้นหนึ่งใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  บุคคลชั้นสองคือพวกที่ไม่ค่อยเจริญก้าวหน้าเท่าใดนักในการเข้าใจพระคัมภีร์แห่งการอุทิศตนเสียสละ  แต่มีความศรัทธาอย่างมั่นคงโดยปริยายว่า  กฺฤษฺณ-ภกฺติ  หรือการรับใช้  กฺฤษฺณ  เป็นวิถีทางที่ดีที่สุด  และด้วยความศรัทธาอันแรงกล้าจึงนำมาปฏิบัติ  ดังนั้น  พวกนี้ดีกว่าบุคคลชั้นสามที่ไม่มีทั้งความรู้ในพระคัมภีร์อย่างสมบูรณ์  และไม่มีความศรัทธา  แต่เนื่องจากได้มาคบหาสมาคมและจากความเรียบง่ายจึงพยายามปฏิบัติตาม  บุคคลชั้นสามใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอาจตกลงต่ำ  แต่บุคคลชั้นสองจะไม่ตกลงต่ำ  สำหรับบุคคลชั้นหนึ่งใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่มีโอกาสที่จะตกลงต่ำได้เลย  และแน่นอนว่าจะเจริญก้าวหน้าจนบรรลุผลสำเร็จในที่สุด  สำหรับบุคคลชั้นสามใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ถึงแม้ว่าจะมีความศรัทธาและมั่นใจว่าการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อ  กฺฤษฺณ  เป็นสิ่งที่ดีมาก  แต่ยังไม่ได้รับความรู้เกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  จากพระคัมภีร์  เช่น  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  และ  ภควัท-คีตา  อย่างเพียงพอ  บางครั้งบุคคลชั้นสามใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมีแนวโน้มไปสู่  กรฺม-โยค  และ  ชฺญาน-โยค  บางครั้งพวกนี้รู้สึกหวั่นไหว  แต่ทันทีที่โรคร้ายแห่ง  กรฺม-โยค  หรือ  ชฺญาน-โยค  ถูกขจัดไป  จะกลายมาเป็นบุคคลชั้นสองหรือบุคคลชั้นหนึ่งใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  อธิบายว่าความศรัทธาใน  กฺฤษฺณ  แบ่งออกเป็นสามระดับ  ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ภาคสิบเอ็ดได้อธิบายถึงความเชื่อมั่นชั้นหนึ่ง  ความเชื่อมั่นชั้นสอง  และความเชื่อมั่นชั้นสาม  ไว้เช่นกันบุคคลผู้ไม่มีศรัทธาแม้หลังจากสดับฟังเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  และความดีเลิศแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  คิดว่าเป็นเพียงถ้อยคำสรรเสริญเท่านั้น  จะพบว่าวิถีทางนี้ยากมาก  ถึงแม้ดูเหมือนว่าปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  สำหรับบุคคลเช่นนี้มีความหวังเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่จะบรรลุถึงความสมบูรณ์  ดังนั้นความศรัทธาจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้
मया ततमिदं सर्वं जगदव्यक्तमूर्तिना ।
मत्स्थानि सर्वभूतानि न चाहं तेष्ववस्थितः ॥ ९.४ ॥
โศลก 4
mayā tatam idaṁ sarvaṁ  jagad avyakta-mūrtinā
mat-sthāni sarva-bhūtāni  na cāhaṁ teṣv avasthitaḥ
มยา ตตมฺ อิทํ สรฺวํ  ชคทฺ อวฺยกฺต-มูรฺตินา
มตฺ-สฺถานิ สรฺว-ภูตานิ  น จาหํ เตษฺวฺ อวสฺถิตห์
มยา — โดยข้า, ตตมฺ — แผ่กระจาย, อิทมฺ — นี้, สรฺวมฺ — ทั้งหมด, ชคตฺ — ปรากฏการณ์ใน จักรวาล, อวฺยกฺต-มูรฺตินา — ด้วยรูปที่ไม่ปรากฏ, มตฺ-สฺถานิ — ในข้า, สรฺว-ภูตานิ — มวลสิ่งมีชีวิต, — ไม่, — เช่นกัน, อหมฺ — ข้า, เตษุ — ในพวกเขา, อวสฺถิตห์ — สถิต
คำแปล
ตัวข้าในรูปลักษณ์ที่ไม่ปรากฏทำให้จักรวาลทั้งหมดนี้แผ่กระจายออกไป  สิ่งมีชีวิตทั้งหมดอยู่ในข้า  แต่ข้าไม่ได้อยู่ในพวกเขา
คำอธิบาย
เราไม่สามารถมองเห็นองค์  ภควานฺ  ด้วยประสาทสัมผัสวัตถุที่หยาบ  กล่าวไว้ว่า
อตห์ ศฺรี-กฺฤษฺณ-นามาทิ  น ภเวทฺ คฺราหฺยมฺ อินฺทฺริไยห์
เสโวนฺมุเข หิ ชิหฺวาเทา  สฺวยมฺ เอว สฺผุรตฺยฺ อทห์
(ภกฺติ-รสามฺฤต-สินฺธุ ๑ฯ๒ฯ๒๓๔)
ประสาทสัมผัสวัตถุของเราไม่สามารถเข้าใจพระนาม  ชื่อเสียง  ลีลา  ฯลฯ  ขององค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ได้  ผู้ที่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างบริสุทธิ์ภายใต้การแนะนำที่ถูกต้องเท่านั้นที่พระองค์จะทรงเปิดเผย  ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  (5.38)  กล่าวไว้ว่า  เปฺรมาญฺชน-จฺฉุริต-ภกฺติ-วิโลจเนน  สนฺตห์  สไทว  หฺฤทเยษุ  วิโลกยนฺติ  เราสามารถเห็นองค์  ภควานฺ  โควินฺท  อยู่เสมอทั้งภายในและภายนอกตัวเรา  หากเราพัฒนาท่าทีแห่งความรักทิพย์ต่อพระองค์  ดังนั้น  สำหรับบุคคลโดยทั่วไปจะไม่สามารถมองเห็นพระองค์  ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่า  ถึงแม้ทรงแผ่กระจายไปทั่ว  ปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง  ประสาทสัมผัสวัตถุไม่สามารถเห็นพระองค์ได้  ได้แสดงไว้  ณ  ที่นี้ด้วยคำพูด  อวฺยกฺต-มูรฺตินา  แต่อันที่จริง  ถึงแม้ว่าเราไม่สามารถเห็นพระองค์  ทุกสิ่งทุกอย่างพำนักอยู่ในพระองค์  ดังที่ได้อธิบายไว้ในบทที่เจ็ด  ปรากฏการณ์ในจักรวาลวัตถุทั้งหมดเป็นเพียงการผสมผสานของพลังงานทั้งสองของพระองค์คือ  พลังงานเบื้องสูงหรือพลังงานทิพย์  และพลังงานเบื้องต่ำหรือพลังงานวัตถุ  ดังเช่น  แสงอาทิตย์แผ่กระจายไปทั่วจักรวาล  พลังงานขององค์  ภควานฺ  ทรงแผ่กระจายไปทั่วทั้งการสร้าง  และทุกสิ่งทุกอย่างพำนักอยู่ในพลังงานนั้น
ถึงกระนั้นเราไม่ควรสรุปว่า  เนื่องจากทรงแผ่กระจายไปทั่ว  พระองค์ทรงสูญเสียความเป็นอยู่ส่วนพระองค์  เพื่อลบล้างข้อถกเถียงนี้องค์  ภควานฺ  ตรัสว่า  “ข้าอยู่ทุกหนทุกแห่งและทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในข้า  แต่ข้าก็ยังปลีกตัวออกห่าง”  ตัวอย่างเช่นพระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นผู้นำรัฐบาล  รัฐบาลเป็นเพียงปรากฏการณ์แห่งพลังงานของพระเจ้าแผ่นดิน  กระทรวงต่าง  ๆ  ของรัฐบาลเป็นพลังงานของพระเจ้าแผ่นดิน  แต่ละกระทรวงอิงอยู่กับอำนาจของพระเจ้าแผ่นดิน  แต่เราก็ไม่คาดหวังว่าพระเจ้าแผ่นดินจะทรงปรากฏอยู่ที่ทุก  ๆ  กระทรวงด้วยพระองค์เอง  นี่คือตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรม  ในทำนองเดียวกัน  ปรากฏการณ์ทั้งหลายที่เราเห็นและทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ทั้งในโลกวัตถุนี้และในโลกทิพย์พำนักอยู่บนพลังงานของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  การสร้างเกิดขึ้นด้วยการแพร่กระจายพลังงานต่าง  ๆ  ของพระองค์  ดังที่  ภควัท-คีตา  ได้กล่าวไว้  วิษฺฏภฺยาหมฺ  อิทํ  กฺฤตฺสฺนมฺ  พระองค์ทรงปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่งด้วยตัวแทนส่วนพระองค์  นั่นคือพลังงานต่าง  ๆ  ของพระองค์ที่แพร่กระจายไปทั่ว
न च मत्स्थानि भूतानि पश्य मे योगमैश्वरम् ।
भूतभृन्न च भूतस्थो ममात्मा भूतभावनः ॥ ९.५ ॥
โศลก 5
na ca mat-sthāni bhūtāni  paśya me yogam aiśvaram
bhūta-bhṛn na ca bhūta-stho  mamātmā bhūta-bhāvanaḥ
น จ มตฺ-สฺถานิ ภูตานิ  ปศฺย เม โยคมฺ ไอศฺวรมฺ
ภูต-ภฺฤนฺ น จ ภูต-โสฺถ  มมาตฺมา ภูต-ภาวนห์
— ไม่เคย, — เช่นกัน, มตฺ-สฺถานิ — สถิตในข้า, ภูตานิ — การสร้างทั้งหมด, ปศฺย — จงดู, เม — ของข้า, โยคมฺ ไอศฺวรมฺ — อิทธิฤทธิ์ที่ไม่สามารถมองเห็น, ภูต-ภฺฤตฺ — ผู้บำรุงรักษาสิ่งมี ชีวิตทั้งมวล, — ไม่เคย, — เช่นกัน, ภูต-สฺถห์ — ในปรากฏการณ์จักรวาล, มม — ของ ข้า, อาตฺมา — ตัวข้า, ภูต-ภาวนห์ — แหล่งกำเนิดของปรากฏการณ์ทั้งหลาย
คำแปล
ถึงกระนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกสร้างขึ้นมามิได้พำนักอยู่ในข้า  จงดูอิทธิฤทธิ์ความมั่งคั่งของข้า!  ถึงแม้ว่าข้าคือผู้บำรุงรักษามวลชีวิต  และถึงแม้ว่าข้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง  ข้าไม่ใช่ส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ทางจักรวาลนี้  เพราะตัวข้าคือแหล่งกำเนิดของการสร้าง
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ตรัสว่าทุกสิ่งทุกอย่างพำนักอยู่ที่พระองค์  (มตฺ-สฺถานิ  สรฺว-ภูตานิ)  เช่นนี้ควรทำความเข้าใจให้ถูกต้อง  องค์  ภควานฺ  ทรงมิได้เข้ามายุ่งเกี่ยวโดยตรงกับการดำรงรักษาและค้ำจุนปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้  บางครั้งเราเห็นภาพแอทลาสหรือเทพเจ้ากรีกแบกโลกใบนี้อยู่บนบ่า  ดูเหมือนว่าท่านเหนื่อยมากที่แบกโลกทั้งโลกอันยิ่งใหญ่นี้  ภาพเช่นนี้ไม่ควรนำมาแสดงในความสัมพันธ์กับ  กฺฤษฺณ  เกี่ยวกับการค้ำจุนจักรวาลที่สร้างขึ้นมานี้  พระองค์ตรัสว่า  ถึงแม้ทุกสิ่งทุกอย่างพำนักพักพิงอยู่ที่พระองค์ตัวพระองค์เองก็ยังอยู่ห่างออกไป  ระบบดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  ลอยอยู่ในนภากาศ  และนภากาศนี้เป็นพลังงานขององค์  ภควานฺ  แต่พระองค์ทรงแตกต่างไปจากนภากาศ  และประทับอยู่ที่อื่น  ฉะนั้น  ทรงตรัสว่า  “ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้สถิตอยู่ที่พลังงานอันไม่สามารถมองเห็นได้ของข้า  ในฐานะที่เป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ข้าก็อยู่ห่างจากสิ่งเหล่านี้”  นี่คือความมั่งคั่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ขององค์  ภควานฺ  
ในพจนานุกรม  พระ  เวท  นิรุกฺติ  กล่าวว่า  ยุชฺยเต  ’เนน  ทุรฺฆเฏษุ  กาเรฺยษุ  ”องค์ภควานฺ  ทรงแสดงลีลาอันน่าอัศจรรย์ที่ไม่สามารถสำเหนียกได้เพื่อทรงแสดงพลังอำนาจของพระองค์”  บุคลิกของพระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยพลังงานนานัปการ  และความมุ่งมั่นของพระองค์เป็นสัจจะที่แท้จริงอยู่ในตัว  เช่นนี้จึงเข้าใจบุคลิกภาพแห่งองค์  ภควานฺ  ได้  เราอาจคิดจะทำบางสิ่งบางอย่างแต่ก็มีอุปสรรคมากมาย  บางครั้งเราไม่สามารถทำสิ่งที่เราชอบได้  แต่เมื่อ  กฺฤษฺณ  ทรงปรารถนาจะทำสิ่งใด  พระองค์ทรงเพียงแต่ปรารถนาทุกสิ่งทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างสมบูรณ์จนเราไม่สามารถจินตนาการว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรองค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายสัจธรรมนี้  ถึงแม้ว่าทรงเป็นผู้ดำรงรักษาและค้ำจุนปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทั้งหมด  พระองค์ทรงมิได้แตะต้องปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้  เพียงแต่ทรงปรารถนาทุกสิ่งทุกอย่างก็ถูกสร้างขึ้นมา  ทุกสิ่งทุกอย่างได้รับการค้ำจุน  ทุกสิ่งทุกอย่างได้รับการดำรงรักษา  และทุกสิ่งทุกอย่างก็ถูกทำลายลง  ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างจิตใจและพระวรกายของพระองค์  (เหมือนกับที่มีข้อแตกต่างระหว่างตัวเราและจิตวัตถุปัจจุบันของเรา)  เพราะทรงเป็นจิตวิญญาณที่สมบูรณ์  พระองค์ทรงปรากฏอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างพร้อม  ๆ  กัน  เช่นนี้  คนธรรมดาสามัญทั่วไปไม่สามารถเข้าใจว่าทรงปรากฏด้วยพระวรกายของพระองค์เองได้อย่างไร  พระองค์ทรงแตกต่างจากปรากฏการณ์ทางวัตถุนี้  แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็พำนักพักพิงอยู่ที่พระองค์  ได้อธิบายไว้  ณ  ที่นี้ว่าเป็น  โยคมฺ  ไอศฺวรมฺ  หรือพลังอิทธิฤทธิ์ขององค์  ภควานฺ  
यथाकाशस्थितो नित्यं वायुः सर्वत्रगो महान् ।
तथा सर्वाणि भूतानि मत्स्थानीत्युपधारय ॥ ९.६ ॥
โศลก 6
yathākāśa-sthito nityaṁ  vāyuḥ sarvatra-go mahān
tathā sarvāṇi bhūtāni  mat-sthānīty upadhāraya
ยถากาศ-สฺถิโต นิตฺยํ  วายุห์ สรฺวตฺร-โค มหานฺ
ตถา สรฺวาณิ ภูตานิ  มตฺ-สฺถานีตฺยฺ อุปธารย
ยถา — เหมือนกับ, อากาศ-สฺถิตห์ — สถิตในท้องฟ้า, นิตฺยมฺ — เสมอ, วายุห์ — ลม, สรฺวตฺร-คห์ — พัดไปทุกแห่ง, มหานฺ — ยิ่งใหญ่, ตถา — ในทำนองเดียวกัน, สรฺวาณิ ภูตานิ — สิ่งมีชีวิตทั้ง หลายที่ถูกสร้างขึ้นมา, มตฺ-สฺถานิ — สถิตในข้า, อิติ — ดังนั้น, อุปธารย — พยายามเข้าใจ
คำแปล
จงเข้าใจว่า  เสมือนดั่งพลังของลมที่พัดไปทุกหนทุกแห่ง  แต่ยังพักพิงอยู่ในท้องฟ้าเสมอ  มวลชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นมาก็พักพิงอยูในข้า
คำอธิบาย
สำหรับคนธรรมดาทั่วไปเกือบมองไม่เห็นว่าการสร้างทางวัตถุอันมหึมานี้พักพิงอยู่ในองค์  ภควานฺ  ได้อย่างไร  แต่พระองค์ทรงให้ตัวอย่างซึ่งอาจช่วยให้พวกเราเข้าใจได้  ท้องฟ้าอาจเป็นปรากฏการณ์ใหญ่ที่สุดที่พวกเราสำเหนียกได้  และในท้องฟ้าลมหรืออากาศเป็นปรากฏการณ์ใหญ่ที่สุดในโลกจักรวาล  การเคลื่อนไหวของลมมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของทุกสิ่งทุกอย่าง  ถึงแม้ว่าลมนั้นยิ่งใหญ่ก็ยังสถิตภายในท้องฟ้า  ลมมิได้อยู่นอกเหนือไปจากท้องฟ้า  ในทำนองเดียวกัน  ปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์ในจักรวาลเกิดขึ้นได้ด้วยความปรารถนาสูงสุดขององค์  ภควานฺ  และทั้งหมดอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาแห่งความปรารถนาสูงสุดของพระองค์  ดังที่พวกเราทั่วไปจะกล่าวว่า  แม้แต่ใบหญ้าไม่อาจเคลื่อนไหวได้หากปราศจากซึ่งความปรารถนาขององค์  ภควานฺ  ดังนั้น  จากความปรารถนาของพระองค์ทุกสิ่งทุกอย่างได้รับการดำรงรักษาไว้และทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำลายลง  ถึงกระนั้น  พระองค์ยังทรงอยู่ห่างจากทุกสิ่งทุกอย่างดังเช่นท้องฟ้าอยู่ห่างจากกระแสของลมฉันใด
ได้กล่าวไว้ใน  อุปนิษทฺ  ว่า  ยทฺ-ภีษา  วาตห์  ปวเต  “ลมที่พัดไปก็เนื่องมาจากความกลัวองค์  ภควานฺ  ”  (ไตตฺติรีย  อุปนิษทฺ  ๒ฯ๘ฯ๑)  ใน  พฺฤหทฺ-อารณฺยก  อุปนิษทฺ  (3.8.9)  กล่าวไว้ว่า  เอตสฺย  วา  อกฺษรสฺย  ปฺรศาสเน  คารฺคิ  สูรฺย-จนฺทฺรมเสา  วิธฺฤเตา  ติษฺฐต  เอตสฺย  วา  อกฺษรสฺย  ปฺรศาสเน  คารฺคิ  ทฺยาวฺ-อาปฺฤถิเวฺยา  วิธฺฤเตา  ติษฺฐตห์  “โดยคำสั่งสูงสุด  ภายใต้การควบคุมขององค์  ภควานฺ  ดวงจันทร์  ดวงอาทิตย์  และดาวเคราะห์ยิ่งใหญ่อื่น  ๆ  จึงเคลื่อนไหว”  ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  (5.52)  กล่าวไว้เช่นกันว่า
ยจฺ-จกฺษุรฺ เอษ สวิตา สกล-คฺรหาณำ
ราชา สมสฺต-สุร-มูรฺติรฺ อเศษ-เตชาห์
ยสฺยาชฺญยา ภฺรมติ สมฺภฺฤต-กาล-จโกฺร
โควินฺทมฺ อาทิ-ปุรุษํ ตมฺ อหํ ภชามิ
นี่คือคำอธิบายเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของดวงอาทิตย์  กล่าวไว้ว่า  ดวงอาทิตย์ถือว่าเป็นพระเนตรข้างหนึ่งขององค์  ภควานฺ  และมีพลังอำนาจมหาศาลในการกระจายความร้อนและแสง  ถึงกระนั้น  ดวงอาทิตย์ก็โคจรไปตามหน้าที่ด้วยคำสั่งและความปรารถนาสูงสุดขององค์  โควินฺท  ฉะนั้น  จากวรรณกรรมพระ  เวท  เราพบหลักฐานว่า  ปรากฏการณ์ทางวัตถุที่เราเห็นว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์และยิ่งใหญ่มากนี้  อยู่ภายใต้การควบคุมอันสมบูรณ์ของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  จะอธิบายในโศลกต่อ  ๆ  ไปของบทนี้
सर्वभूतानि कौन्तेय प्रकृतिं यान्ति मामिकाम् ।
कल्पक्षये पुनस्तानि कल्पादौ विसृजाम्यहम् ॥ ९.७ ॥
โศลก 7
sarva-bhūtāni kaunteya  prakṛtiṁ yānti māmikām
kalpa-kṣaye punas tāni  kalpādau visṛjāmy aham
สรฺว-ภูตานิ เกานฺเตย  ปฺรกฺฤตึ ยานฺติ มามิกามฺ
กลฺป-กฺษเย ปุนสฺ ตานิ  กลฺปาเทา วิสฺฤชามฺยฺ อหมฺ
สรฺว-ภูตานิ — สิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่ถูกสร้างขึ้นมา, เกานฺเตย — โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี, ปฺรกฺฤติมฺ — ธรรมชาติ, ยานฺติ — เข้า, มามิกามฺ — ของข้า, กลฺป-กฺษเย — ตอนสิ้นกัป, ปุนห์ — อีกครั้งหนึ่ง, ตานิ — พวกเขาทั้งหมด, กลฺป-อาเทา — ในตอนต้นของกัป, วิสฺฤชามิ — สร้าง, อหมฺ — ข้า
คำแปล
โอ้  โอรสพระนาง  กุนฺตี  ในตอนสิ้นกัปปรากฏการณ์ทางวัตถุทั้งหมดเข้าไปในธรรมชาติของข้า  และในตอนเริ่มต้นของอีกกัปหนึ่ง  ข้าสร้างทั้งหมดอีกครั้งด้วยพลังอำนาจของข้า
คำอธิบาย
การสร้าง  การบำรุงรักษา  และการทำลาย  ปรากฏการณ์ในจักรวาลวัตถุนี้ขึ้นอยู่กับความปรารถนาสูงสุดขององค์  ภควานฺ  โดยสมบูรณ์  “ตอนสิ้นกัป”  หมายถึงตอนที่พระ  พฺรหฺมา  สิ้นชีวิต  พระ  พฺรหฺมา  มีชีวิตอยู่หนึ่งร้อยปี  หนึ่งวันของพระ  พฺรหฺมา  คำนวณได้4,300,000,000  ปีของโลกเรา  คืนหนึ่งของพร  พฺรหฺมา  ก็มีระยะเวลายาวเท่ากันนี้  เดือนหนึ่งของพระ  พฺรหฺมา  ประกอบไปด้วยสามสิบวันและสามสิบคืนเช่นนี้  และปีหนึ่งของพระ  พฺรหฺมา  มีสิบสองเดือนเช่นนี้  หลังจากหนึ่งร้อยปี  เมื่อพระ  พฺรหฺมา  สวรรคตการทำลายล้างก็เกิดขึ้น  เช่นนี้หมายความว่าพลังงานที่ปรากฏขึ้นโดยองค์  ภควานฺ  จะม้วนกลับเข้าไปในพระวรกายของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง  จากนั้นเมื่อมีความจำเป็นที่จะให้โลกจักรวาลปรากฏออกมา  ความปรารถนาของพระองค์ทรงทำให้บังเกิดขึ้น  พหุ  สฺยามฺ  “ถึงแม้ข้าเป็นหนึ่ง  ข้าจะกลายมาเป็นหลากหลาย”  นี่คือคำพังเพยพระ  เวท  (ฉานฺโทคฺย  อุปนิษทฺ  6.2.3)  พระองค์ทรงแบ่งแยกพระวรกายของพระองค์ไปในพลังงานวัตถุนี้และปรากฏการณ์ในจักรวาลทั้งหมดจะปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
प्रकृतिं स्वामवष्टभ्य विसृजामि पुनः पुनः ।
भूतग्राममिमं कृत्स्नमवशं प्रकृतेर्वशात् ॥ ९.८ ॥
โศลก 8
prakṛtiṁ svām avaṣṭabhya  visṛjāmi punaḥ punaḥ
bhūta-grāmam imaṁ kṛtsnam  avaśaṁ prakṛter vaśāt
ปฺรกฺฤตึ สฺวามฺ อวษฺฏภฺย  วิสฺฤชามิ ปุนห์ ปุนห์
ภูต-คฺรามมฺ อิมํ กฺฤตฺสฺนมฺ  อวศํ ปฺรกฺฤเตรฺ วศาตฺ
ปฺรกฺฤติมฺ — ธรรมชาติวัตถุ, สฺวามฺ — ของตัวข้าเอง, อวษฺฏภฺย — เข้าไปข้างใน, วิสฺฤชามิ — ข้าสร้าง, ปุนห์ ปุนห์ — ครั้งแล้วครั้งเล่า, ภูต-คฺรามมฺ — ปรากฏการณ์ทางจักรวาล ทั้งหมด, อิมมฺ — เหล่านี้, กฺฤตฺสฺนมฺ — ในทั้งหมด, อวศมฺ — โดยปริยาย, ปฺรกฺฤเตห์ — ด้วย พลังของธรรมชาติ, วศาตฺ — ภายใต้หน้าที่
คำแปล
ปรากฏการณ์ในจักรวาลทั้งหมดอยู่ภายใต้ข้า  ด้วยความปรารถนาของข้าปรากฏการณ์จึงเกิดขึ้นโดยปริยายครั้งแล้วครั้งเล่า  และด้วยความปรารถนาของข้ามันก็ถูกทำลายลงในตอนจบ
คำอธิบาย
โลกวัตถุนี้เป็นปรากฏการณ์ของพลังงานเบื้องต่ำขององค์  ภควานฺ  ได้อธิบายไว้แล้วหลายครั้ง  ตอนสร้าง  พลังงานวัตถุถูกปล่อยออกมาเป็น  มหตฺ-ตตฺตฺว  ซึ่งองค์  ภควานฺ  ในอวตาร  ปุรุษ  องค์แรกเป็น  มหา-วิษฺณุ  เสด็จเข้าไป  พระองค์ทรงประทับอยู่ในมหาสมุทรแหล่งกำเนิด  และทรงหายใจออกมาเป็นจักรวาลจำนวนนับไม่ถ้วน  ภายในแต่ละจักรวาลองค์  ภควานฺ  เสด็จเข้าไปเป็น  ครฺโภทก-ศายี  วิษฺณุ  แต่ละจักรวาลถูกสร้างขึ้นมาเช่นนี้  จากนั้นพระองค์ยังทรงปรากฏในรูปของ  กฺษีโรทก-ศายี  วิษฺณุ  และเสด็จเข้าไปในทุกสิ่งทุกอย่าง  แม้ในละอองอณูที่เล็กที่สุด  ความจริงนี้ได้อธิบายไว้  ณ  ที่นี้  พระองค์ทรงเสด็จเข้าไปในสรรพสิ่ง
จากนั้น  สิ่งมีชีวิตต่าง  ๆ  ปฏิสนธิภายในธรรมชาติวัตถุนี้  ตามผลกรรมในอดีตแต่ละชีวิตจึงมาอยู่ในสภาวะที่ไม่เหมือนกัน  เช่นนี้  กิจกรรมของโลกวัตถุจึงเริ่มขึ้นกิจกรรมต่าง  ๆ  ของเผ่าพันธุ์ชีวิตอันหลากหลายเริ่มต้นจากจุดแรกแห่งการสร้าง  มิใช่ว่าทั้งหมดเป็นวิวัฒนาการ  เผ่าพันธุ์ต่าง  ๆ  ของชีวิตถูกสร้างขึ้นมาทันทีพร้อมกับจักรวาลมนุษย์  สัตว์เดรัจฉาน  นก  ทุกสิ่งทุกอย่างถูกสร้างขึ้นมาพร้อม  ๆ  กัน  ทุกสิ่งที่สิ่งมีชีวิตปรารถนาในตอนทำลายล้างครั้งสุดท้าย  จะปรากฏออกมาอีกครั้งหนึ่ง  ได้แสดงไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ด้วยคำว่า  อวศมฺ  ว่าสิ่งมีชีวิตไม่เกี่ยวข้องกับกรรมวิธีนี้  ความเป็นอยู่ในชาติก่อนจากการสร้างในครั้งก่อนจะปรากฏออกมาอีกครั้งหนึ่ง  และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นด้วยความปรารถนาขององค์  ภควานฺ  นี่คือพลังงานที่ไม่สามารถมองเห็นได้ของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และหลังจากสร้างเผ่าพันธุ์ชีวิตต่าง  ๆ  พระองค์ทรงไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา  การสร้างเกิดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกต่อแนวโน้มต่าง  ๆ  ที่สิ่งมีชีวิตปรารถนา  ดังนั้น  องค์  ภควานฺ  ทรงมิได้มายุ่งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้
न च मां तानि कर्माणि निबध्नन्ति धनंजय ।
उदासीनवदासीनमसक्तं तेषु कर्मसु ॥ ९.९ ॥
โศลก 9
na ca māṁ tāni karmāṇi  nibadhnanti dhanañ-jaya
udāsīna-vad āsīnam  asaktaṁ teṣu karmasu
น จ มำ ตานิ กรฺมาณิ  นิพธฺนนฺติ ธนญฺ-ชย
อุทาสีน-วทฺ อาสีนมฺ  อสกฺตํ เตษุ กรฺมสุ
— ไม่เคย, — เช่นกัน, มามฺ — ข้า, ตานิ — เหล่านี้ทั้งหมด, กรฺมาณิ — กิจกรรมต่าง ๆ, นิพธฺนนฺติ — ผูกมัด, ธนมฺ-ชย — โอ้ ผู้ชนะความร่ำรวย, อุทาสีน-วตฺ — เป็นกลาง, อาสีนมฺ — สถิต, อสกฺตมฺ — ไม่ยึดติด, เตษุ — สำหรับสิ่งเหล่านั้น, กรฺมสุ — กิจกรรม
คำแปล
โอ้  ธนญฺชย  งานทั้งหลายเหล่านี้ไม่สามารถผูกมัดข้า  ข้าไม่ยึดติดกับกิจกรรมทางวัตถุทั้งหลายเหล่านี้  สถิตประหนึ่งเป็นกลาง
คำอธิบาย
เกี่ยวกับประเด็นนี้  เราไม่ควรคิดว่าองค์  ภควานฺ  ทรงไม่มีอะไรทำ  ในโลกทิพย์ของพระองค์ทรงมีกิจกรรมเสมอ  ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  (5.6)  กล่าวไว้ว่า  อาตฺมารามสฺย  ตสฺยาสฺติ  ปฺรกฺฤตฺยา  น  สมาคมห์  “องค์  ภควานฺ  ทรงเพลิดเพลินอยู่กับกิจกรรมทิพย์อันเป็นอมตะและสุขเกษมสำราญอยู่เสมอ  แต่พระองค์ทรงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางวัตถุเหล่านี้”  กิจกรรมทางวัตถุดำเนินไปด้วยพลังงานต่าง  ๆของพระองค์  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นกลางในกิจกรรมทางวัตถุของโลกที่ถูกสร้างขึ้นมานี้ความเป็นกลางที่กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ด้วยคำ  อุทาสีน-วตฺ  ถึงแม้ว่าทรงควบคุมรายละเอียดต่าง  ๆ  ของกิจกรรมทางวัตถุ  แต่พระองค์ยังทรงประทับอยู่ประหนึ่งเป็นกลาง  ตัวอย่างเช่น  ผู้พิพากษาศาลสูงสุดประทับอยู่ที่บัลลังก์  ด้วยคำสั่งของท่านหลายสิ่งหลายอย่างบังเกิดขึ้น  บางคนถูกแขวนคอ  บางคนถูกจับเข้าคุก  บางคนได้รับรางวัลมูลค่ามหาศาลแต่ถึงกระนั้นท่านก็ยังเป็นกลาง  โดยมิได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดลักษณะเดียวกัน  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นกลางอยู่เสมอ  ถึงแม้ว่าพระหัตถ์ของพระองค์ทรงอยู่ในทุก  ๆ  อาณาบริเวณของกิจกรรม  ใน  เวทานฺต-สูตฺร  (2.1.34)  กล่าวว่า  ไวษมฺย-ไนรฺฆฺฤเณฺย  น  พระองค์ทรงมิได้สถิตในสิ่งคู่ของโลกวัตถุนี้  ทรงเป็นทิพย์เหนือสิ่งคู่เหล่านี้  และทรงไม่ยึดติดกับการสร้างและการทำลายของโลกวัตถุนี้  สิ่งมีชีวิตได้รับร่างต่างๆในเผ่าพันธุ์ชีวิตมากมายตามกรรมเก่า  และองค์  ภควานฺ  ทรงมิได้ไปรบกวนพวกเขา
मयाध्यक्षेण प्रकृतिः सूयते सचराचरम् ।
हेतुनानेन कौन्तेय जगद्विपरिवर्तते ॥ ९.१० ॥
โศลก 10
mayādhyakṣeṇa prakṛtiḥ  sūyate sa-carācaram
hetunānena kaunteya  jagad viparivartate
มยาธฺยกฺเษณ ปฺรกฺฤติห์  สูยเต ส-จราจรมฺ
เหตุนาเนน เกานฺเตย  ชคทฺ วิปริวรฺตเต
มยา — โดยข้า, อธฺยกฺเษณ — โดยผู้อำนวยการ, ปฺรกฺฤติห์ — ธรรมชาติวัตถุ, สูยเต — ปรากฏ, — ทั้งสอง, จร-อจรมฺ — เคลื่อนไหวและไม่เคลื่อนไหว, เหตุนา — เพื่อเหตุผล, อเนน — นี้, เกานฺเตย — โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี, ชคตฺ — ปรากฏการณ์ทางจักรวาล, วิปริวรฺตเต — ทำงาน
คำแปล
ธรรมชาติวัตถุซึ่งเป็นหนึ่งในพลังงานอันหลากหลายของข้านี้  ทำงานภายใต้คำสั่งของข้า  โอ้  โอรสพระนาง  กุนฺตี  ได้ผลิตมวลชีวิตทั้งเคลื่อนไหวได้และเคลื่อนไหวไม่ได้  ภายใต้กฎของตัวมันเอง  ปรากฏการณ์แห่งการสร้างและการทำลายนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า
คำอธิบาย
ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  องค์  ภควานฺ  ถึงแม้ทรงอยู่ห่างจากกิจกรรมของโลกวัตถุทั้งหลายเหล่านี้  ยังทรงเป็นผู้กำกับสูงสุด  ทรงเป็นผู้ปรารถนาสูงสุด  และทรงเป็นเบื้องหลังของปรากฏการณ์ทางวัตถุนี้  แต่การบริหารดำเนินไปโดยธรรมชาติวัตถุ  กฺฤษฺณ  ตรัสใน  ภควัท-คีตา  เช่นกันว่า  บรรดามวลชีวิตในรูปร่างและเผ่าพันธุ์ต่างๆ“ข้าคือพระบิดา”  พระบิดาให้เมล็ดพันธุ์ไปในครรภ์ของมารดาเพื่อกำเนิดลูกน้อย  ในทำนองเดียวกัน  องค์  ภควานฺ  ทรงเพียงแต่ชำเลืองมองก็ทรงส่งสิ่งมีชีวิตทั้งหมดเข้าไปในครรภ์ของธรรมชาติวัตถุ  และพวกเขาออกมาในรูปร่างและเผ่าพันธุ์ต่าง  ๆ  กันตามความปรารถนาและกิจกรรมในชาติก่อน  สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเหล่านี้  ถึงแม้เกิดภายใต้การชำเลืองมองขององค์  ภควานฺ  ได้รับร่างกายต่าง  ๆ  ตามกรรมและความปรารถนาของตนในอดีต  ดังนั้น  พระองค์ทรงมิได้ยึดติดกับการสร้างทางวัตถุนี้โดยตรง  ทรงเพียงแต่ชำเลืองมองไปที่ธรรมชาติวัตถุ  จากนั้น  ธรรมชาติวัตถุก็ได้รับการกระตุ้นและทุกสิ่งทุกอย่างได้ถูกสร้างขึ้นมาทันที  เนื่องจากที่พระองค์ทรงชำเลืองมองไปที่ธรรมชาติวัตถุจึงมีกิจกรรมในส่วนขององค์  ภควานฺ  อย่างไม่ต้องสงสัย  แต่ทรงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการสร้างโลกวัตถุโดยตรง  ตัวอย่างนี้ได้ให้ไว้ใน  สฺมฺฤติ  เมื่อมีดอกไม้หอมต่อหน้าผู้ใด  กลิ่นหอมได้ถูกสัมผัสโดยพลังในการดมกลิ่นของบุคคล  ถึงกระนั้น  ทั้งกลิ่นและดอกไม้ไม่ได้ติดกัน  มีความสัมพันธ์ในทำนองเดียวกันนี้ระหว่างโลกวัตถุและองค์  ภควานฺ  อันที่จริงพระองค์ทรงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับโลกวัตถุนี้  แต่ทรงสร้างด้วยการชำเลืองมอง  และการดลบันดาล  โดยสรุปคือ  ปราศจากการดูแลขององค์  ภควานฺ  ธรรมชาติวัตถุจะทำอะไรไม่ได้เลย  ถึงกระนั้น  องค์  ภควานฺ  ทรงอยู่ห่างจากกิจกรรมทางวัตถุทั้งหลายทั้งปวง
अवजानन्ति मां मूढा मानुषीं तनुमाश्रितम् ।
परं भावमजानन्तो मम भूतमहेश्वरम् ॥ ९.११ ॥
โศลก 11
avajānanti māṁ mūḍhā  mānuṣīṁ tanum āśritam
paraṁ bhāvam ajānanto  mama bhūta-maheśvaram
อวชานนฺติ มำ มูฒา  มานุษีํ ตนุมฺ อาศฺริตมฺ
ปรํ ภาวมฺ อชานนฺโต  มม ภูต-มเหศฺวรมฺ
อวชานนฺติ — เย้ยหยัน, มามฺ — ข้า, มูฒาห์ — คนโง่, มานุษีมฺ — ในร่างมนุษย์, ตนุมฺ — ร่างกาย, อาศฺริตมฺ — ลงมา, ปรมฺ — ทิพย์, ภาวมฺ — ธรรมชาติ, อชานนฺตห์ — ไม่รู้, มม — ของข้า, ภูต — ของทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น,มหา-อีศฺวรมฺ — เจ้าของสูงสุด
คำแปล
คนโง่เขลาเย้ยหยันข้าเมื่อข้าลงมาในร่างมนุษย์  พวกเขาไม่รู้ธรรมชาติทิพย์ของข้าในฐานะที่เป็นองค์ภควานของสรรพสิ่ง
คำอธิบาย
จากคำอธิบายของโศลกก่อน  ๆ  ในบทนี้  เป็นที่กระจ่างชัดว่าองค์  ภควานฺ  ถึงแม้ทรงปรากฏเหมือนกับมนุษย์  แต่ทรงมิใช่มนุษย์ธรรมดา  พระองค์ทรงเป็นผู้กำกับการสร้าง  การดำรงรักษา  และการทำลายล้างปรากฏการณ์ในจักรวาลโดยสมบูรณ์จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นมนุษย์ธรรมดา  ถึงกระนั้น  ยังมีคนโง่เขลาหลายคนที่พิจารณาว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นเพียงมนุษย์ผู้มีอำนาจคนหนึ่งเท่านั้น  ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้  อันที่จริงพระองค์ทรงเป็น  ภควานฺ  องค์เดิม  ดังที่ได้ยืนยันไว้ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  (อีศฺวรห์  ปรมห์  กฺฤษฺณห์)  ว่า  พระองค์ทรงเป็นองค์  ภควานฺ  
มี  อีศฺวร  หรือผู้ควบคุมมากมาย  บางคนดูเหมือนยิ่งใหญ่กว่าคนอื่น  ในการบริหารธรรมดาทั่วไปในโลกวัตถุ  เราพบว่ามีเจ้าหน้าที่หรือผู้กำกับ  เหนือกว่าเขามีเลขานุการ  เหนือกว่าเลขานุการมีรัฐมนตรี  และเหนือกว่ารัฐมนตรีมีนายกรัฐมนตรีแต่ละท่านเป็นผู้ควบคุม  แต่คนหนึ่งจะถูกอีกคนหนึ่งควบคุม  ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  กล่าวว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้ควบคุมสูงสุด  มีผู้ควบคุมมากมายทั้งในโลกวัตถุและโลกทิพย์โดยไม่ต้องสงสัย  แต่  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้ควบคุมสูงสุด  (อีศฺวรห์  ปรมห์  กฺฤษฺณห์)  และพระวรกายของพระองค์ทรงเป็น  สจฺ-จิทฺ-อานนฺท  ไม่ใช่วัตถุ
ร่างวัตถุไม่สามารถแสดงกิจกรรมอันน่าอัศจรรย์  ดังที่ได้อธิบายไว้ในโศลกก่อนหน้านี้  พระวรกายของพระองค์ทรงเป็นอมตะ  มีความสุขเกษมสำราญ  และเปี่ยมไปด้วยความรู้  ถึงแม้ทรงไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา  คนโง่เขลายังเยาะเย้ยพระองค์และพิจารณาว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์  พระวรกายของพระองค์เรียก  ณ  ที่นี้ว่า  มานุษีมฺ  เพราะทรงแสดงเหมือนกับมนุษย์  เป็นเพื่อนของ  อรฺชุน  เป็นนักการเมืองที่เกี่ยวข้องในสมรภูมิ  กุรุกฺเษตฺร  ในหลาย  ๆ  ด้านทรงกระทำตัวเหมือนกับมนุษย์สามัญธรรมดา  แต่อันที่จริงพระวรกายของพระองค์ทรงเป็น  สตฺ  จิตฺ  อานนฺท  วิคฺรห  สุขเกษมสำราญนิรันดรและมีความรู้ที่สมบูรณ์บริบูรณ์  เช่นนี้ได้ยืนยันไว้ในภาษาพระ  เวท  เช่นกันว่า  สจฺ-จิทฺ-อานนฺท-รูปาย  กฺฤษฺณาย  “ข้าขอถวายความเคารพอย่างสูงแด่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์  กฺฤษฺณ  ผู้ทรงมีรูปลักษณ์ที่สุขเกษมสำราญนิรันดรแห่งความรู้”  (โคปาล-ตาปนี  อุปนิษทฺ  1.1)  มีคำพรรณนาอื่น  ๆ  ในภาษาพระ  เวท  เช่นกันว่า  ตมฺ  เอกํ  โควินฺทมฺ  “พระองค์ทรงเป็น  โควินฺท  ผู้ให้ความสุขแก่ประสาทสัมผัสและฝูงวัว”  สจฺ-จิทฺ-อานนฺท-วิคฺรหมฺ  “และรูปลักษณ์ของพระองค์ทรงเป็นทิพย์เปี่ยมไปด้วยความรู้  ความสุขเกษมสำราญ  และเป็นนิรันดร”  (โคปาล-ตาปนี  อุปนิษทฺ  1.35)
ถึงแม้ว่าคุณสมบัติทิพย์ต่าง  ๆ  แห่งพระวรกายของ  กฺฤษฺณ  ทรงเปี่ยมไปด้วยความสุขเกษมสำราญและความรู้  ยังมีผู้ที่สมมติว่าเป็นนักวิชาการและนักวิจารณ์  ภควัท-คีตา  มากมายที่เย้ยหยันว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา  นักวิชาการอาจเกิดมาเป็นมนุษย์พิเศษ  เนื่องมาจากกรรมดีของตนในอดีต  แต่แนวคิดเกี่ยวกับ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เช่นนี้อันเนื่องมาจากด้อยความรู้  ดังนั้น  จึงถูกเรียกว่า  มูฒ  เพราะคนโง่เขลาเท่านั้นที่พิจารณาว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา  คนโง่เขลาพิจารณาว่า  กฺฤษฺณ  เป็นคนธรรมดา  เพราะไม่รู้กิจกรรมส่วนพระองค์  และพลังงานอันหลากหลายของพระองค์  พวกเขาไม่รู้ว่าพระวรกายของ  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นเครื่องหมายแห่งความรู้และความสุขเกษมสำราญอย่างสมบูรณ์  พระองค์ทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่และพระองค์ทรงสามารถให้อิสรภาพแด่ทุกคน  เนื่องจากไม่รู้ว่า  กฺฤษฺณ  ทรงมีคุณสมบัติทิพย์มากมาย  พวกนี้จึงเย้ยหยันพระองค์
พวกเขาไม่รู้ว่าการปรากฏขององค์  ภควานฺ  ในโลกวัตถุนี้เป็นปรากฏการณ์ของพลังงานเบื้องสูงของพระองค์  พระองค์ทรงเป็นเจ้าแห่งพลังงานวัตถุ  ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วหลายแห่ง  (มม  มายา  ทุรตฺยยา)  ทรงอ้างว่าพลังงานวัตถุแม้มีพลังอำนาจมากก็อยู่ภายใต้การควบคุมของพระองค์  ผู้ใดที่ศิโรราบต่อองค์  ภควานฺ  จะสามารถหลุดออกไปจากการควบคุมของพลังงานวัตถุนี้ได้  หากดวงวิญญาณศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  สามารถหลุดออกไปจากอิทธิพลของธรรมชาติวัตถุแล้ว  องค์  ภควานฺ  ผู้ทรงเป็นผู้กำกับการสร้างการดำรงรักษา  และการทำลายล้างธรรมชาติจักรวาลทั้งหมดจะมีร่างกายวัตถุเหมือนพวกเราได้อย่างไร?  ฉะนั้น  แนวความคิดเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  เช่นนี้โง่เขลาเบาปัญญาที่สุดอย่างไรก็ดี  คนโง่  ๆ  ไม่สามารถสำเหนียกว่าองค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  ผู้ทรงปรากฏเหมือนมนุษย์ธรรมดา  สามารถเป็นผู้ควบคุมละอองอณูทั้งหมดและปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่แห่งรูปลักษณ์จักรวาลได้อย่างไร  ความยิ่งใหญ่ที่สุดและเล็กที่สุดอยู่เหนือแนวความคิดของพวกเขา  ดังนั้น  จึงไม่สามารถจินตนาการว่ารูปลักษณ์ของมนุษย์เช่นนี้สามารถควบคุมสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุดและสิ่งที่เล็กที่สุดในขณะเดียวกันได้อย่างไร  อันที่จริงถึงแม้ทรงควบคุมสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุดและสิ่งที่เล็กสุด  พระองค์ทรงอยู่ห่างจากปรากฏการณ์เหล่านี้ทั้งหมด  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับ  โยคมฺ  ไอศฺวรมฺ  ซึ่งเป็นพลังงานทิพย์ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ของพระองค์ว่า  ทรงสามารถควบคุมสิ่งที่ไม่จำกัด  และสิ่งที่เล็กที่สุดพร้อม  ๆ  กัน  และทรงสามารถอยู่ห่างจากสิ่งเหล่านี้  ถึงแม้ว่าคนโง่เขลาไม่สามารถจินตนาการว่า  กฺฤษฺณ  ผู้ทรงปรากฏเหมือนมนุษย์ธรรมดาสามารถควบคุมสิ่งที่ไม่มีขอบเขตจำกัดและสิ่งที่เล็กที่สุด  สาวกผู้บริสุทธิ์ยอมรับเช่นนี้  เพราะทราบดีว่า  กฺฤษฺณคือองค์  ภควานฺ  ฉะนั้น  สาวกศิโรราบต่อพระองค์โดยดุษฎี  และปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้
มีข้อขัดแย้งระหว่างพวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์และพวกที่เชื่อในรูปลักษณ์เกี่ยวกับการปรากฏขององค์  ภควานฺ  ในรูปร่างมนุษย์  แต่หากเ  ราม  าปรึกษากับ  ภควัท-คีตา  และ  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  คัมภีร์ที่เชื่อถือได้  เพื่อให้เข้าใจศาสตร์แห่งองค์  กฺฤษฺณ  เช่นนี้เราจะสามารถเข้าใจว่า  กฺฤษฺณ  คือองค์  ภควานฺ  พระองค์ทรงมิใช่มนุษย์ธรรมดา  แม้ทรงปรากฏบนโลกนี้เหมือนมนุษย์ธรรมดา  ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ภาคหนึ่งบทที่หนึ่ง  เมื่อเหล่านักปราชญ์ที่นำโดย  เศานก  ถามเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง  ๆ  ของ  กฺฤษฺณ  โดยกล่าวว่า
กฺฤตวานฺ กิล กรฺมาณิ  สห ราเมณ เกศวห์
อติ-มรฺตฺยานิ ภควานฺ  คูฒห์ กปฏ-มาณุษห์
“องค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  พร้อมทั้ง  พลราม  ทรงเล่นเหมือนมนุษย์  ในบทบาทนี้พระองค์ทรงแสดงกิจกรรมเหนือมนุษย์มากมาย”  (ศ.ภ.  1.1.20)  การปรากฏขององค์  ภควานฺในฐานะที่เป็นมนุษย์ทำให้คนโง่เขลาสับสน  ไม่มีมนุษย์ผู้ใดสามารถกระทำสิ่งอันน่าอัศจรรย์ที่  กฺฤษฺณ  ทรงแสดงขณะที่ปรากฏอยู่บนโลกนี้  เมื่อ  กฺฤษฺณ  ทรงปรากฏต่อหน้าพระบิดาและพระมารดา  วสุเทว  และ  เทวกี  พระองค์ทรงปรากฏในรูปสี่กร  แต่หลังจากที่พระบิดาและพระมารดาถวายบทมนต์  พระองค์ทรงเปลี่ยนร่างมาเป็นเด็กน้อยธรรมดา  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ภาควต  (10.3.46)  พภูว  ปฺรากฺฤตห์  ศิศุห์  พระองค์ทรงกลายมาเป็นเหมือนกับเด็กน้อยธรรมดา  มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง  อีกครั้งหนึ่งที่  แสดงให้เห็นว่าการปรากฏขององค์  ภควานฺ  ในรูปลักษณ์มนุษย์ธรรมดาเป็นลักษณะหนึ่งแห่งร่างทิพย์ของพระองค์  ในบทที่สิบเอ็ดของ  ภควัท-คีตา  เช่นกัน  ได้กล่าวไว้ว่าอรฺชุน  ทรงภาวนาเพื่อให้เห็นรูปลักษณ์สี่กรของ  กฺฤษฺณ  (เตไนว  รูเปณ  จตุรฺ-ภุเชน)  หลังจากที่ได้รับคำขอร้องจาก  อรฺชุน  กฺฤษฺณ  ทรงเปิดเผยรูปลักษณ์นี้และแล้วทรงกลับคืนมาสู่ร่างเดิมของพระองค์ที่คล้ายมนุษย์  (มานุษํ  รูปมฺ)  ลักษณะต่าง  ๆ  ขององค์  ภควานฺ  เหล่านี้แน่นนอนว่าไม่เหมือนกับมนุษย์ธรรมดาทั่วไป
พวกที่เยาะเย้ย  กฺฤษฺณ  และพวกที่ติดเชื้อโรคจากปรัชญา  มายาวาที  อ้างโศลกนี้จาก  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (3.29.21)  เพื่อพิสูจน์ว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาสามัญ  อหํ  สเรฺวษุ  ภูเตษุ  ภูตาตฺมาวสฺถิตห์  สทา  “องค์  ภควานฺ  ทรงปรากฏอยู่ในทุกๆชีวิต”  เราควรสังเกตโศลกนี้โดยเฉพาะจาก  ไวษฺณว  อาจารฺย  เช่น  ชีว  โก-สวามี  และ  วิศฺวนาถ  จกฺรวรฺตี  ฐากุร  แทนที่จะไปตามการตีความของบุคคลผู้ไม่น่าเชื่อถือที่เย้นหยัน  กฺฤษฺณ  ชีว  โคสฺวามี  อธิบายโศลกนี้ด้วยการกล่าวว่า  กฺฤษฺณในภาคแบ่งแยกที่สมบูรณ์ของพระองค์ในรูป  ปรมาตฺมา  สถิตในสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวและไม่เคลื่อนไหวในฐานะที่เป็นอภิวิญญาณ  ดังนั้น  สาวกนวกะรูปใดที่ให้ความสนใจกับ  อรฺจา-มูรฺติ  รูปลักษณ์ขององค์  ภควานฺ  ในวัด  และไม่เคารพสิ่งมีชีวิตอื่น  ๆ  บูชารูปลักษณ์ของพระองค์ในวัดอย่างไร้ประโยชน์  มีสาวกขององค์  ภควานฺ  อยู่สามระดับ  นวกะอยู่ในระดับต่ำสุด  สาวกนวกะให้ความสนใจกับพระปฏิมาในวัดมากกว่าสาวกรูปอื่น  ๆ  ดังนั้นวิศฺวนาถ  จกฺรวรฺตี  ฐากุร  เตือนว่า  ความรู้สึกนึกคิดเช่นนี้ควรแก้ไขปรับปรุง  สาวกควรเห็นว่าเนื่องจาก  กฺฤษฺณ  ทรงปรากฏอยู่ในหัวใจของทุกคนในรูป  ปรมาตฺมา  ทุกคนจึงเป็นรูปร่างหรือวัดของพระองค์  ดังนั้น  เมื่อแสดงความเคารพต่อวัดของพระองค์  ก็ควรให้ความเคารพต่อทุกคนอย่างเหมาะสม  เพราะ  ปรมาตฺมา  ทรงประทับอยู่ภายในทุกร่าง  ดังนั้น  ทุกคนควรได้รับความเคารพอย่างเหมาะสมโดยไม่ควรถูกละเลย
มีผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์มากมายเช่นกันที่เยาะเย้ยการบูชาในวัด  โดยกล่าวว่าเนื่องจากพระผู้เป็นเจ้าทรงประทับอยู่ทุกหนทุกแห่งแล้วทำไมจึงต้องจำกัดตัวเองกับการบูชาอยู่ในวัดเท่านั้น?  แต่เมื่อทรงอยู่ทุกหนทุกแห่งแล้วพระองค์ทรงมิได้อยู่ในวัดหรือในพระปฏิมาด้วยหรือ?  ถึงแม้ว่าผู้เชื่อในรูปลักษณ์และผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์จะถกเถียงกันตลอดเวลา  สาวกผู้สมบูรณ์ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกทราบว่า  ถึงแม้  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นองค์  ภควานฺ  พระองค์ทรงแผ่กระจายไปทั่ว  ดังที่ได้ยืนยันไว้ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  แม้ว่าพระตำหนักส่วนพระองค์คือ  โคโลก  วฺฤนฺทาวน  และประทับอยู่ที่นั่นตลอดเวลาด้วยปรากฏการณ์ของพลังงานอันหลากหลายและด้วยภาคที่แบ่งแยกอันสมบูรณ์  องค์ภควานฺ  ทรงปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่งในทุกส่วนของการสร้างทั้งวัตถุและทิพย์
मोघाशा मोघकर्माणो मोघज्ञाना विचेतसः ।
राक्षसीमासुरीं चैव प्रकृतिं मोहिनीं श्रिताः ॥ ९.१२ ॥
โศลก 12
moghāśā mogha-karmāṇo  mogha-jñānā vicetasaḥ
rākṣasīm āsurīṁ caiva  prakṛtiṁ mohinīṁ śritāḥ
โมฆาศา โมฆ-กรฺมาโณ  โมฆ-ชฺญานา วิเจตสห์
รากฺษสีมฺ อาสุรีํ ไจว  ปฺรกฺฤตึ โมหินีํ ศฺริตาห์
โมฆ-อาศาห์ — ล้มเหลวในความหวังของพวกเขา, โมฆ-กรฺมาณห์ — ล้มเหลวในกิจกรรม เพื่อผลทางวัตถุ, โมฆ-ชฺญานาห์ — ล้มเหลวในความรู้, วิเจตสห์ — สับสน, รากฺษสีมฺ — มาร, อาสุรีมฺ — ผู้ไม่เชื่อในองค์ภควาน, — และ, เอว — แน่นอน, ปฺรกฺฤติมฺ — ธรรมชาติ, โมหินีมฺ — สับสน, ศฺริตาห์ — ไปพึ่ง
คำแปล
พวกที่สับสนจะชอบทัศนะคติของมารและทัศนะคติที่ไม่เชื่อในองค์ภควาน  ในสภาวะแห่งความหลงนั้น  ความหวังเพื่อความหลุดพ้น  กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุและการพัฒนาความรู้ของพวกเขาทั้งหมดล้มเหลว
คำอธิบาย
มีสาวกมากมายที่อ้างตนเองว่าอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  แต่ในหัวใจไม่ยอมรับ  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าว่าเป็นสัจธรรมที่สมบูรณ์  สำหรับพวกนี้ผลแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  และการกลับคืนสู่องค์  ภควานฺ  จะไม่มีวันได้รับรส  ทำนองเดียวกัน  พวกที่ปฏิบัติตนในกิจกรรมเพื่อผลบุญและในที่สุดหวังจะหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุนี้  ก็ไม่มีวันประสบผลสำเร็จเช่นกัน  เพราะเยาะเย้ยองค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  อีกนัยหนึ่ง  บุคคลผู้หัวเราะเยาะ  กฺฤษฺณ  เข้าใจได้ว่าเป็นมารหรือผู้ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  ดังที่ได้อธิบายไว้ในบทที่เจ็ดของ  ภควัท-คีตา  คนมารสารเลวเช่นนี้ไม่มีวันศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  การคาดคะเนทางจิตเพื่อหวังที่จะมาถึงซึ่งสัจธรรมจะนำพวกเขาไปถึงจุดสรุปที่ผิด  ๆ  ว่าสิ่งมีชีวิตธรรมดาทั่วไปและ  กฺฤษฺณเป็นหนึ่งเดียวกันและเหมือนกัน  ด้วยความเชื่อมั่นที่ผิดเช่นนี้  พวกเขาคิดว่าร่างกายของมนุษย์ปัจจุบันนี้ถูกปกคลุมด้วยธรรมชาติวัตถุ  และทันทีที่หลุดพ้นจากร่างวัตถุนี้  จะไม่มีข้อแตกต่างระหว่างองค์  ภควานฺ  และตัวเขา  ความพยายามในการที่จะกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับ  กฺฤษฺณ  เช่นนี้จะพบกับความล้มเหลว  อันเนื่องมาจากความหลงผิด  การพัฒนาความรู้ทิพย์ของผู้ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  และหมู่มารเช่นนี้จะหาประโยชน์อันใดมิได้เลยนี่คือจุดที่โศลกนี้แสดงให้เห็น  สำหรับบุคคลเหล่านี้การพัฒนาความรู้ในวรรณกรรมพระ  เวท  เช่น  เวทานฺต-สูตฺร  และ  อุปนิษทฺ  จะพบแต่ความล้มเหลวอยู่เสมอ
ฉะนั้น  จึงเป็นข้อผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงที่พิจารณาว่าองค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณทรงเป็นบุคคลธรรมดาสามัญ  ผู้ที่คิดเช่นนี้แน่นอนว่าอยู่ในความหลงเพราะไม่สามารถเข้าใจรูปลักษณ์อมตะของ  กฺฤษฺณ  พฺฤหทฺ-วิษฺณุ-สฺมฺฤติ  กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า
โย เวตฺติ เภาติกํ เทหํ  กฺฤษฺณสฺย ปรมาตฺมนห์
ส สรฺวสฺมาทฺ พหิษฺ-การฺยห์  เศฺราต-สฺมารฺต-วิธานตห์
มุขํ ตสฺยาวโลกฺยาปิ  ส-เจลํ สฺนานมฺ อาจเรตฺ
“ผู้ใดพิจารณาว่าร่างกายของ  กฺฤษฺณ  เป็นวัตถุควรถูกขับไล่ให้ออกไปจากพิธีกรรมและกิจกรรมแห่ง  ศฺรุติ  และ  สฺมฺฤติ  ทั้งหมด  และเมื่อใดหากใครเห็นหน้าคนนี้อีก  ควรอาบน้ำในแม่น้ำคงคาทันทีเพื่อชะล้างโรคร้ายนี้ให้ออกไป”  คนที่เย้ยหยัน  กฺฤษฺณ  อันเนื่องมาจากความอิจฉาริษยาพระองค์  จุดหมายปลายทางคือต้องเกิดในเผ่าพันธุ์ชีวิตของพวกที่ไม่เชื่อถือในองค์  ภควานฺ  และพวกมารอีกชาติแล้วชาติเล่าอย่างแน่นอน  ความรู้อันแท้จริงของพวกนี้จะยังคงอยู่ภายใต้ความหลงชั่วกัลปวสาน  และจะค่อย  ๆ  ตกลงต่ำไปสู่แหล่งที่มืดมิดที่สุดแห่งการสร้าง
महात्मानस्तु मां पार्थ दैवीं प्रकृतिमाश्रिताः ।
भजन्त्यनन्यमनसो ज्ञात्वा भूतादिमव्ययम् ॥ ९.१३ ॥
โศลก 13
mahātmānas tu māṁ pārtha  daivīṁ prakṛtim āśritāḥ
bhajanty ananya-manaso  jñātvā bhūtādim avyayam
มหาตฺมานสฺ ตุ มำ ปารฺถ  ไทวีํ ปฺรกฺฤติมฺ อาศฺริตาห์
ภชนฺตฺยฺ อนนฺย-มนโส  ชฺญาตฺวา ภูตาทิมฺ อวฺยยมฺ
มหา-อาตฺมานห์ — เหล่าดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่, ตุ — แต่, มามฺ — แด่ข้า, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระ นาง ปฺฤถา, ไทวีมฺ — ทิพย์, ปฺรกฺฤติมฺ — ธรรมชาติ, อาศฺริตาห์ — ได้รับเอาเป็นที่พึ่ง, ภชนฺติ — ถวาย การรับใช้, อนนฺย-มนสห์ — ปราศจากการเบี่ยงเบนของจิตใจ, ชฺญาตฺวา — รู้, ภูต — ของการ สร้าง, อาทิมฺ — เดิม, อวฺยยมฺ — ไม่มีที่สิ้นสุด
คำแปล
โอ้  โอรสพระนาง  ปฺฤถา  เหล่าดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่อยู่ในความหลงอยู่ภายใต้การปกป้องของธรรมชาติทิพย์  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างเต็มที่เพราะพวกเขาทราบว่าข้าคือภควานองค์เดิม  และไม่มีที่สิ้นสุด
คำอธิบาย
ในโศลกนี้อธิบายถึงคำว่า  มหาตฺมา  อย่างชัดเจน  ลักษณะอาการแรกของ  มหาตฺมา  คือ  เขาสถิตในธรรมชาติทิพย์เรียบร้อยแล้ว  และมิได้อยู่ภายใต้การควบคุมของธรรมชาติวัตถุ  เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?  ได้อธิบายไว้ในบทที่เจ็ดว่า  ผู้ใดที่ศิโรราบต่อ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าจะได้รับอิสรภาพจากการควบคุมของธรรมชาติวัตถุ  นี่คือคุณสมบัติ  ทันทีที่ดวงวิญญาณศิโรราบต่อองค์  ภควานฺ  นั่นคือสูตรพื้นฐานในฐานะที่เป็นพลังงานพรมแดน  ทันทีที่สิ่งมีชีวิตได้รับอิสรภาพจากการควบคุมของธรรมชาติวัตถุ  เขาจะอยู่ภายใต้การนำทางของธรรมชาติทิพย์  การนำทางของธรรมชาติทิพย์เรียกว่า  ไทวี  ปฺรกฺฤติ  ดังนั้น  เมื่อได้รับการส่งเสริมเช่นนี้  ด้วยการศิโรราบต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เขาบรรลุถึงระดับของดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่  มหาตฺมา  
มหาตฺมา  จะไม่เบี่ยงเบนสมาธิของตนเองไปกับสิ่งอื่นใดนอกจาก  กฺฤษฺณ  เพราะทราบดีว่า  กฺฤษฺณ  คือบุคคลสูงสุดองค์เดิม  แหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวงโดยไม่มีข้อสงสัย  มหาตฺมา  หรือดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่นี้พัฒนาจากการมาคบหาสมาคมกับ  มหาตฺมา  หรือสาวกผู้บริสุทธิ์  เหล่าสาวกผู้บริสุทธิ์จะไม่ยึดติดแม้แต่กับรูปลักษณ์อื่นของ  กฺฤษฺณ  เช่น  มหา-วิษฺณุ  สี่กร  แต่จะยึดมั่นอยู่กับรูปลักษณ์สองกรของ  กฺฤษฺณ  เท่านั้น  โดยไม่ยึดติดกับรูปลักษณ์อื่นใดของพระองค์  และไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับรูปลักษณ์ใด  ๆ  ของเทวดาหรือมนุษย์  ท่านเพียงแต่ทำสมาธิอยู่ที่  กฺฤษฺณ  ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  และปฏิบัติรับใช้โดยตรงต่อพระองค์ในกฺฤษฺณ  จิตสำนึกอยู่เสมอเท่านั้น
सततं कीर्तयन्तो मां यतन्तश्च दृढव्रताः ।
नमस्यन्तश्च मां भक्त्या नित्ययुक्ता उपासते ॥ ९.१४ ॥
โศลก 14
satataṁ kīrtayanto māṁ  yatantaś ca dṛḍha-vratāḥ
namasyantaś ca māṁ bhaktyā  nitya-yuktā upāsate
สตตํ กีรฺตยนฺโต มำ  ยตนฺตศฺ จ ทฺฤฒ-วฺรตาห์
นมสฺยนฺตศฺ จ มำ ภกฺตฺยา  นิตฺย-ยุกฺตา อุปาสเต
สตตมฺ — เสมอ, กีรฺตยนฺตห์ — สวดภาวนา, มามฺ — เกี่ยวกับข้า, ยตนฺตห์ — พยายาม อย่างเต็มที่, — เช่นกัน, ทฺฤฒ-วฺรตาห์ — ด้วยความมั่นใจ, นมสฺยนฺตห์ — ถวายความ เคารพ, — และ, มามฺ — ข้า, ภกฺตฺยา — ในการอุทิศตนเสียสละ, นิตฺย-ยุกฺตาห์ — ปฏิบัติชั่ว กัลปวสาน, อุปาสเต — บูชา
คำแปล
สวดภาวนาพระบารมีของข้าเสมอ  พยายามด้วยความมั่นใจอย่างแน่วแน่  ก้มลงกราบต่อหน้าข้า  ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้บูชาข้านิรันดรด้วยการอุทิศตนเสียสละ
คำอธิบาย
มหาตฺมา  ไม่ใช่ผลิตขึ้นมาด้วยการตีแสตมป์ไปที่คนธรรมดา  ลักษณะอาการของ  มหาตฺมา  ได้อธิบายไว้ดังนี้  มหาตฺมา  ปฏิบัติในการสวดภาวนาพระบารมีขององค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  อยู่ตลอดเวลา  และไม่มีภาระกิจอื่นใดนอกจากปฏิบัติในการสรรเสริญพระองค์  อีกนัยหนึ่ง  เขาไม่ใช่ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์  เมื่อมีคำถามเกี่ยวกับองค์  ภควานฺ  เขาต้องสรรเสริญ  สรรเสริญพระนามอันศักดิ์สิทธิ์  รูปลักษณ์อมตะ  คุณสมบัติทิพย์  และลีลาอันไม่ธรรมดาของพระองค์  เขาต้องสรรเสริญทั้งหมดนี้  ดังนั้น  มหาตฺมา  จึงยึดมั่นอยู่กับองค์  ภควานฺ  
ผู้ที่ยึดติดอยู่กับลักษณะอันไร้รูปลักษณ์ขององค์  ภควานฺ  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  มิได้อธิบายว่าเป็น  มหาตฺมา  ภควทฺ-คีตา  โศลกต่อไปจะอธิบายถึงความแตกต่าง  มหาตฺมา  ปฏิบัติในกิจกรรมแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่าง  ๆ  นานาตลอดเวลา  ดังที่ได้อธิบายไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  เช่นการสดับฟังและการสวดภาวนาเกี่ยวกับพระ  วิษฺณุ  ไม่ใช่เกี่ยวกับเทวดาหรือมนุษย์  นั่นคือการอุทิศตนเสียสละ  ศฺรวณํ  กีรฺตนํ  วิษฺโณห์  และ  สฺมรณมฺ    ระลึกถึงพระองค์  มหาตฺมา  ผู้นี้มีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่เพื่อบรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดในการคบหาสมาคมกับองค์  ภควานฺ  หนึ่งในห้ารส  ทิพย์  เพื่อบรรลุถึงผลสำเร็จนั้น  เขาปฏิบัติกิจกรรมทั้งหลายไม่ว่าจะด้วยจิตใจ  ร่างกาย  และคำพูด  ทุกสิ่งทุกอย่างปฏิบัติในการรับใช้องค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เช่นนี้เรียกว่า  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยสมบูรณ์
ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้มีกิจกรรมบางอย่างที่เรียกว่ามุ่งมั่น  เช่นการอดอาหารบางวัน  เช่นวันขึ้นสิบเอ็ดค่ำและวันแรมสิบเอ็ดค่ำซึ่งเรียกว่าวัน  เอกาทศี  และวันเสด็จลงมาขององค์  ภควานฺ  กฎเกณฑ์ทั้งหลายนี้  อาจารฺย  ผู้ยิ่งใหญ่ได้ให้ไว้สำหรับพวกที่สนใจที่จะได้รับอนุญาตให้มาอยู่ใกล้ชิดกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าในโลกทิพย์อย่างแท้จริง  มหาตฺมา  ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ถือปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทั้งหมดอย่างเคร่งครัด  และจะบรรลุถึงผลดังใจปรารถนาอย่างแน่นอน
ดังที่ได้อธิบายไว้ในโศลกสองของบทนี้ว่า  การอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้ไม่เพียงง่ายเท่านั้น  แต่ยังสามารถปฏิบัติได้ด้วยอารมณ์ที่มีความสุข  ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติการบำเพ็ญเพียรและสมถะอย่างเคร่งเครียด  เราสามารถใช้ชีวิตนี้ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ซึ่งพระอาจารย์ทิพย์ผู้ชำนาญเป็นผู้นำทาง  เราอาจเป็น  คฺฤหสฺถ  สนฺนฺยาสี  หรือ  พฺรหฺมจารี  ไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพเช่นไรและสถานที่แห่งใดในโลก  เราสามารถปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าได้  และกลายมาเป็น  มหาตฺมา  ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง
ज्ञानयज्ञेन चाप्यन्ये यजन्तो मामुपासते ।
एकत्वेन पृथक्त्वेन बहुधा विश्वतोमुखम् ॥ ९.१५ ॥
โศลก 15
jñāna-yajñena cāpy anye  yajanto mām upāsate
ekatvena pṛthaktvena  bahudhā viśvato-mukham
ชฺญาน-ยชฺเญน จาปฺยฺ อเนฺย  ยชนฺโต มามฺ อุปาสเต
เอกเตฺวน ปฺฤถกฺเตฺวน  พหุธา วิศฺวโต-มุขมฺ
ชฺญาน-ยชฺเญน — ด้วยการพัฒนาความรู้, — เช่นกัน, อปิ — แน่นอน, อเนฺย — ผู้อื่น, ยชนฺตห์ — บูชา, มามฺ — ข้า, อุปาสเต — บูชา, เอกเตฺวน — ในความเป็นหนึ่ง, ปฺฤถกฺเตฺวน — ในสิ่งคู่, พหุธา — ในพหุภาค, วิศฺวตห์-มุขมฺ — และในรูปลักษณ์จักรวาล
คำแปล
บุคคลอื่นๆ  ปฏิบัติการบูชาด้วยการพัฒนาความรู้  บูชาองค์ภควานในฐานะที่เป็นหนึ่งไม่มีสอง  ในฐานะที่เป็นพหุภาค  และในรูปลักษณ์จักรวาล
คำอธิบาย
โศลกนี้เป็นบทสรุปของโศลกก่อน  ๆ  องค์  ภควานฺ  ตรัสแด่  อรฺชุน  ว่าผู้ที่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างบริสุทธิ์  ไม่รู้จักสิ่งใดนอกจาก  กฺฤษฺณ  เรียกว่า  มหาตฺมา  ถึงกระนั้น  ยังมีบุคคลอื่น  ๆ  ผู้ไม่อยู่ในตำแหน่ง  มหาตฺมา  โดยแท้จริง  แต่ยังบูชา  กฺฤษฺณในวิธีต่าง  ๆ  ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วว่าบางคนอยู่ในความทุกข์  บางคนขาดแคลนเงิน  บางคนชอบถาม  และบางคนปฏิบัติในการพัฒนาความรู้  แต่ยังมีพวกที่ต่ำกว่าซึ่งแบ่งออกเป็นสามพวกคือ  (1)  ผู้ที่บูชาตนเองว่าเป็นหนึ่งเดียวกับองค์  ภควานฺ  (2)  ผู้ที่อุปโลกคิดรูปลักษณ์ขององค์  ภควานฺ  ขึ้นมาและบูชารูปลักษณ์นั้น  และ  (3)  ผู้ที่ยอมรับรูปลักษณ์จักรวาล  วิศฺว-รูป  ขององค์  ภควานฺ  และบูชารูปลักษณ์นั้น  จากที่กล่าวมาทั้งสามกลุ่ม  กลุ่มที่บูชาตนเองว่าเป็นองค์  ภควานฺ  ถือว่าต่ำสุดที่คิดว่าตนเองและพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกัน  กลุ่มนี้มีมากที่สุด  บุคคลเหล่านี้คิดว่าตนเองเป็นองค์  ภควานฺ  และด้วยความคิดเช่นนี้จึงบูชาตนเองเช่นนี้  ก็เป็นการบูชาพระองค์อีกรูปแบบหนึ่ง  เพราะเข้าใจว่าตนเองไม่ใช่ร่างกายวัตถุ  แต่อันที่จริงเป็นดวงวิญญาณ  อย่างน้อยที่สุดความรู้สึกนึกคิดแบบนี้เด่นชัด  โดยทั่วไปพวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์บูชาองค์  ภควานฺ  แบบนี้  พวกที่สองรวมไปถึงกลุ่มที่บูชาเทวดา  โดยใช้จินตนาการพิจารณาว่ารูปลักษณ์ใด  ๆ  ก็เป็นรูปลักษณ์ขององค์  ภควานฺ  พวกที่สามรวมไปถึงกลุ่มที่ไม่สามารถสำเหนียกสิ่งใดนอกเหนือไปจากปรากฏการณ์ของจักรวาลวัตถุนี้  โดยพิจารณาว่าจักรวาลคือสิ่งมีชีวิตที่สูงสุดและบูชาจักรวาลนี้  จักรวาลก็เป็นรูปลักษณ์ขององค์  ภควานฺ  เช่นเดียวกัน
अहं क्रतुरहं यज्ञः स्वधाहमहमौषधम् ।
मन्त्रोऽहमहमेवाज्यमहमग्निरहं हुतम् ॥ ९.१६ ॥
โศลก 16
ahaṁ kratur ahaṁ yajñaḥ  svadhāham aham auṣadham
mantro ’ham aham evājyam  aham agnir ahaṁ hutam
อหํ กฺรตุรฺ อหํ ยชฺญห์  สฺวธาหมฺ อหมฺ เอาษธมฺ
มนฺโตฺร ’หมฺ อหมฺ เอวาชฺยมฺ  อหมฺ อคฺนิรฺ อหํ หุตมฺ
อหมฺ — ข้า, กฺรตุห์ — พิธีกรรมพระ เวท, อหมฺ — ข้า, ยชฺญห์สฺมฺฤติ การบูชา, สฺวธา — บวงสรวง, อหมฺ — ข้า, อหมฺ — ข้า, เอาษธมฺ — สมุนไพรรักษาโรค, มนฺตฺรห์ — บทมนต์ทิพย์, อหมฺ — ข้า, อหมฺ — ข้า, เอว — แน่นอน, อาชฺยมฺ — เนยที่ละลาย, อหมฺ — ข้า, อคฺนิห์ — ไฟ, อหมฺ — ข้า, หุตมฺ — ถวาย
คำแปล
แต่ข้าคือพิธีบูชา  ข้าคือการบูชา  ข้าคือเครื่องถวายให้แก่บรรพบุรุษ  ข้าคือสมุนไพรรักษาโรค  ข้าคือบทมนต์ทิพย์  ข้าคือเนย  ข้าคือไฟ  และข้าคือเครื่องถวาย
คำอธิบาย
พิธีบูชาพระ  เวท  ชื่อว่า  โชฺยติษฺโฏม  คือ  กฺฤษฺณ  เช่นเดียวกัน  พระองค์ทรงเป็น  มหา-ยชฺญ  ที่กล่าวไว้ใน  สฺมฺฤติ  การบวงสรวงที่ถวายให้  ปิตฺฤโลก  การปฏิบัติพิธีบูชาเพื่อให้  ปิตฺฤโลก  พึงพอใจ  พิจารณาว่าเป็นยาชนิดหนึ่งในรูปของเนยใสคือ  กฺฤษฺณเช่นเดียวกัน  บทมนต์ภาวนาสัมพันธ์กันนี้คือ  กฺฤษฺณ  เช่นกัน  และสิ่งของอื่น  ๆ  มากมายที่ทำมาจากผลิตภัณฑ์นมเพื่อถวายในพิธีบูชาคือ  กฺฤษฺณ  เช่นเดียวกัน  ไฟก็คือ  กฺฤษฺณเพราะว่าไฟเป็นหนึ่งในห้าวัตถุธาตุ  ดังนั้น  จึงอ้างได้ว่าเป็นพลังงานที่แบ่งแยกออกมาจาก  กฺฤษฺณ  พิธีบูชาพระ  เวท  ที่แนะนำไว้ในภาคของกรฺม-กาณฺฑ  ในคัมภีร์พระ  เวท  รวมทั้งหมดคือ  กฺฤษฺณ  เช่นกัน  อีกนัยหนึ่งพวกที่ปฏิบัติถวายการอุทิศตนรับใช้แด่  กฺฤษฺณ  เข้าใจว่าได้ปฏิบัติพิธีการบูชาทั้งหลายที่แนะนำไว้ในคัมภีร์พระ  เวท  เสร็จสิ้นแล้ว
पिताहमस्य जगतो माता धाता पितामहः ।
वेद्यं पवित्रमोंकार ऋक्साम यजुरेव च ॥ ९.१७ ॥
โศลก 17
pitāham asya jagato  mātā dhātā pitāmahaḥ
vedyaṁ pavitram oṁ-kāra  ṛk sāma yajur eva ca
ปิตาหมฺ อสฺย ชคโต  มาตา ธาตา ปิตามหห์
เวทฺยํ ปวิตฺรมฺ โอํ-การ  ฤกฺ สาม ยชุรฺ เอว จ
ปิตา — บิดา, อหมฺ — ข้า,อสฺย — ของสิ่งนี้, ชคตห์ — จักรวาล, มาตา — มารดา, ธาตา — ผู้ สนับสนุน, ปิตามหห์ — ปู่ ตา, เวทฺยมฺ — อะไรที่ควรรู้, ปวิตฺรมฺ — สิ่งที่บริสุทธิ์, โอํ-การ — พยางค์ โอํ, ฤกฺฤคฺ เวท,สามสาม เวท, ยชุห์ยชุรฺ เวท, เอว — แน่นอน, — และ
คำแปล
ข้าคือบิดาของจักรวาลนี้  มารดา  ผู้ค้ำจุน  และบรรพบุรุษ  ข้าคือจุดมุ่งหมายแห่งความรู้  ผู้ทำให้บริสุทธิ์  และคำพยางค์  โอํ  ข้าคือ  ฤคฺ  เวท  สาม  เวท  และ  ยชุรฺ  เวท  เช่นเดียวกัน
คำอธิบาย
ปรากฏการณ์ในจักรวาลทั้งหมดทั้งที่เคลื่อนที่และไม่เคลื่อนที่ปรากฏออกมาด้วยกิจกรรมต่าง  ๆ  แห่งพลังงานของ  กฺฤษฺณ  ในความเป็นอยู่ทางวัตถุ  เราสร้างความสัมพันธ์ต่าง  ๆ  กับสิ่งมีชีวิต  ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นพลังงานพรมแดนของ  กฺฤษฺณ  ภายใต้การสร้างของ  ปฺรกฺฤติ  บางคนปรากฏเป็นบิดา  มารดา  คุณปู่  คุณตา  ผู้สร้าง  ฯลฯ  ของเรา  แต่อันที่จริงพวกท่านเป็นละอองอณูของ  กฺฤษฺณ  ในโศลกนี้คำว่า  ธาตา  หมายถึง  “ผู้สร้าง”  ไม่เพียงแต่บิดาและมารดาของเราเป็นละอองอณูของ  กฺฤษฺณ  เท่านั้น  แต่ผู้สร้างคุณย่า  คุณยายและคุณปู่  คุณตา  ฯลฯ  ก็คือ  กฺฤษฺณ  เช่นเดียวกัน  อันที่จริงสิ่งมีชีวิตใด  ๆ  ที่เป็นละอองอณูของ  กฺฤษฺณ  คือ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  คัมภีร์พระ  เวท  ทั้งหมดตั้งเป้าไปสู่องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เท่านั้น  อะไรก็แล้วแต่ที่เราต้องการรู้ผ่านทางคัมภีร์พระ  เวท  เป็นเพียงความเจริญก้าวหน้าไปสู่ความเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ประเด็นที่ช่วยทำให้สถานภาพพื้นฐานของเราบริสุทธิ์ขึ้นคือ  กฺฤษฺณ  โดยเฉพาะในลักษณะเดียวกัน  สิ่งมีชีวิตผู้ชอบถามเพื่อให้เข้าใจหลักธรรมคัมภีร์พระ  เวท  ทั้งหมดก็เป็นละอองอณูของ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  คือ  กฺฤษฺณ  เช่นกัน  ใน  มนฺตฺร  พระ  เวท  ทั้งหมดคำว่า  โอํ  เรียกว่า  ปฺรณว  เป็นคลื่นเสียงทิพย์คือ  กฺฤษฺณ  เช่นเดียวกัน  และเนื่องจากในบทมนต์ทั้งหมดของพระ  เวท  ทั้งสี่เล่ม  เช่น  สาม,  ยชุรฺ,  ฤคฺ  และ  อถรฺว  ปฺรณว  หรือ  โอํ-การ  โดดเด่นมาก  เข้าใจกันว่าคือ  กฺฤษฺณ  
गतिर्भर्ता प्रभुः साक्षी निवासः शरणं सुहृत् ।
प्रभवः प्रलयः स्थानं निधानं बीजमव्ययम् ॥ ९.१८ ॥
โศลก 18
gatir bhartā prabhuḥ sākṣī  nivāsaḥ śaraṇaṁ suhṛt
prabhavaḥ pralayaḥ sthānaṁ  nidhānaṁ bījam avyayam
คติรฺ ภรฺตา ปฺรภุห์ สากฺษี  นิวาสห์ ศรณํ สุหฺฤตฺ
ปฺรภวห์ ปฺรลยห์ สฺถานํ  นิธานํ พีชมฺ อวฺยยมฺ
คติห์ — จุดมุ่งหมาย, ภรฺตา — ผู้ค้ำจุน, ปฺรภุห์ — ภควาน, สากฺษี — พยางค์, นิวาสห์ — พระ ตำหนัก, ศรณมฺ — ร่มโพธิ์ร่มไทร, สุ-หฺฤตฺ — เพื่อนที่ใกล้ชิดที่สุด, ปฺรภวห์ — การสร้าง, ปฺรลยห์ — การทำลาย, สฺถานมฺ — ฟื้น, นิธานมฺ — ที่พัก, พีชมฺ — เมล็ดพันธุ์, อวฺยยมฺ — ไม่มี วันสูญสลาย
คำแปล
ข้าคือจุดมุ่งหมาย  ผู้ค้ำจุน  อาจารย์  พยาน  ตำหนัก  ร่มโพธิ์ร่มไทร  และเพื่อนที่รักที่สุด  ข้าคือการสร้างและการทำลาย  พื้นฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง  ข้าคือที่พักและเมล็ดพันธุ์นิรันดร
คำอธิบาย
คติ  หมายถึงจุดมุ่งหมายที่เราต้องการไป  แต่จุดมุ่งหมายสูงสุดคือ  กฺฤษฺณ  ถึงแม้ว่าผู้คนไม่รู้  ผู้ที่ไม่รู้  กฺฤษฺณ  จะถูกนำไปในทางที่ผิด  และสิ่งที่สมมติว่าเป็นขบวนการในความเจริญก้าวหน้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งหรือเป็นภาพหลอน  มีหลายคนที่มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่เทวดา  และจากการปฏิบัติตามวิธีการต่าง  ๆ  อย่างเคร่งครัดจะบรรลุถึงดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  เช่น  ชันดระ  โลก  สูรยะ  โลก  อินฺทฺรโลก  มหโรฺลก  ฯลฯ  แต่  โลก  หรือดาวเคราะห์ทั้งหลายเหล่านี้เป็นการสร้างของ  กฺฤษฺณ  เป็น  กฺฤษฺณ  และไม่เป็น  กฺฤษฺณ  ในขณะเดียวกัน  ดาวเคราะห์เหล่านี้เป็นปรากฏการณ์แห่งพลังงานของ  กฺฤษฺณ  ก็เป็น  กฺฤษฺณ  เช่นเดียวกัน  แต่อันที่จริงดาวเคราะห์เหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเพียงขั้นบันไดไปสู่ความรู้แจ้ง  กฺฤษฺณ  การเข้าหาพลังงานต่าง  ๆ  ของ  กฺฤษฺณ  เป็นการเข้าหา  กฺฤษฺณ  ทางอ้อม  เราควรเข้าหา  กฺฤษฺณ  โดยตรง  เพราะจะประหยัดเวลาและพลังงาน  ตัวอย่างเช่น  หากเป็นไปได้ที่จะขึ้นไปบนดาดฟ้าของอาคารโดยลิฟท์  แล้วทำไมต้องขึ้นไปทางบันไดทีละขั้น?  ทุกอย่างอิงอยู่ที่พลังงานของ  กฺฤษฺณ  ปราศจากที่พึ่งแห่ง  กฺฤษฺณ  จะไม่มีสิ่งใดสามารถอยู่ได้  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้ปกครองสูงสุดเพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของพระองค์  และทุกสิ่งทุกอย่างอยู่บนพลังงานของพระองค์  กฺฤษฺณ  ทรงสถิตในหัวใจของทุกชีวิต  ทรงเป็นพยานสูงสุด  ประเทศต่าง  ๆ  หรือดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  ที่เราอาศัยอยู่ก็เป็น  กฺฤษฺณ  เช่นเดียวกัน  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นจุดมุ่งหมายและที่พึ่งสูงสุด  ฉะนั้น  เราควรพึ่งองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เพื่อการปกป้องคุ้มครอง  หรือเพื่อทำลายล้างความทุกข์โศก  และเมื่อใดที่เราต้องการการปกป้องคุ้มครอง  เราควรรู้ว่าการปกป้องคุ้มครองของพวกเรานั้นจะต้องเป็นพลังงานชีวิต  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นชีวิตที่สูงสุดเนื่องจาก  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดของพวกเรา  หรือเป็นพระบิดาสูงสุด  ไม่มีผู้ใดจะเป็นเพื่อนที่ดีไปกว่ากฺฤษฺณ  หรือผู้ใดจะมาเป็นผู้ปรารถนาดีที่ดีไปกว่า  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดเดิมแท้ของการสร้าง  และเป็นที่พักพิงขั้นสุดท้ายหลังการทำลายล้าง  ดังนั้น  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  จึงทรงเป็นแหล่งกำเนิดนิรันดรของแหล่งกำเนิดทั้งปวง
तपाम्यहमहं वर्षं निगृह्णाम्युत्सृजामि च ।
अमृतं चैव मृत्युश्च सदसच्चाहमर्जुन ॥ ९.१९ ॥
โศลก 19
tapāmy aham ahaṁ varṣaṁ  nigṛhṇāmy utsṛjāmi ca
amṛtaṁ caiva mṛtyuś ca  sad asac cāham arjuna
ตปามฺยฺ อหมฺ อหํ วรฺษํ  นิคฺฤหฺณามฺยฺ อุตฺสฺฤชามิ จ
อมฺฤตํ ไจว มฺฤตฺยุศฺ จ  สทฺ อสจฺ จาหมฺ อรฺชุน
ตปามิ — ให้ความร้อน, อหมฺ — ข้า, อหมฺ — ข้า,วรฺษมฺ — ฝน, นิคฺฤหฺณามิ — ยับยั้ง, อุตฺสฺฤชามิ — ส่ง ออกไป, — และ, อมฺฤตมฺ — อมฤตยู, — และ, เอว — แน่นอน, มฺฤตฺยุห์ — ความตาย, — เช่นกัน, สตฺ — วิญญาณ, อสตฺ — วัตถุ, — และ, อหมฺ — ข้า, อรฺชุน — โอ้ อารจุนะ
คำแปล
โอ้  อรฺชุน  ข้าให้ความร้อน  และข้าเป็นผู้ยับยั้งและผู้ส่งฝน  ข้าคืออมฤตยู  และข้าคือมฤตยูด้วยเช่นกัน  ทั้งดวงวิญญาณและวัตถุอยู่ในข้า
คำอธิบาย
ด้วยพลังต่าง  ๆ  ของ  กฺฤษฺณ  ที่แผ่กระจายความร้อนและแสงผ่านทางผู้แทนเช่นไฟฟ้าและดวงอาทิตย์  ในฤดูร้อน  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้ยับยั้งฝนไม่ให้ตกลงมาจากฟากฟ้าและในฤดูฝน  กฺฤษฺณ  ทรงให้ฝนตกลงมาอย่างมากมาย  พลังงานที่ค้ำจุนพวกเรา  ด้วยการให้ชีวิตของพวกเราอยู่ยืนยาวคือ  กฺฤษฺณ  และ  กฺฤษฺณ  ทรงพบพวกเราตอนจบในรูปของความตาย  จากการวิเคราะห์พลังงานต่าง  ๆ  เหล่านี้ทั้งหมดของ  กฺฤษฺณ  ทำให้มั่นใจได้ว่าสำหรับ  กฺฤษฺณ  ทรงไม่มีข้อแตกต่างระหว่างวัตถุและวิญญาณ  หรืออีกนัยหนึ่งพระองค์ทรงเป็นทั้งวัตถุและวิญญาณ  ดังนั้น  ในระดับสูงของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่มีการแบ่งแยก  จะเห็นแต่  กฺฤษฺณ  ในทุกสิ่งทุกอย่างเท่านั้น
เนื่องจาก  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นทั้งวัตถุและวิญญาณ  รูปลักษณ์จักรวาลอันมหึมาที่รวมปรากฏการณ์ทางวัตถุเข้าด้วยกันทั้งหมดคือ  กฺฤษฺณ  เช่นเดียวกัน  และลีลาของพระองค์ในรูปของ  ศฺยามสุนฺทร  สองกร  ทรงขลุ่ย  อยู่ที่  วฺฤนฺทาวน  ก็เป็นลีลาของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า
त्रैविद्या मां सोमपाः पूतपापा
यज्ञैरिष्ट्वा स्वर्गतिं प्रार्थयन्ते ।
ते पुण्यमासाद्य सुरेन्द्रलोक-
मश्नन्ति दिव्यान्दिवि देवभोगान् ॥ ९.२० ॥
โศลก 20
trai-vidyā māṁ soma-pāḥ pūta-pāpā
yajñair iṣṭvā svar-gatiṁ prārthayante
te puṇyam āsādya surendra-lokam
aśnanti divyān divi deva-bhogān
ไตฺร-วิทฺยา มำ โสม-ปาห์ ปูต-ปาปา
ยชฺไญรฺ อิษฺฏฺวา สฺวรฺ-คตึ ปฺรารฺถยนฺเต
เต ปุณฺยมฺ อาสาทฺย สุเรนฺทฺร-โลกมฺ
อศฺนนฺติ ทิวฺยานฺ ทิวิ เทว-โภคานฺ
ไตฺร-วิทฺยาห์ — ผู้รู้พระ เวท ทั้งสาม, มามฺ — ข้า, โสม-ปาห์ — พวกที่ดื่มน้ำ โสม, ปูต — บริสุทธิ์ ขึ้น, ปาปาห์ — จากความบาป, ยชฺไญห์ — ด้วยการบูชา,อิษฺฏฺวา — การบูชา, สฺวห์-คติมฺ — วิถี ทางสู่สวรรค์, ปฺรารฺถยนฺเต — สวดมนต์เพื่อ,เต — พวกเขา, ปุณฺยมฺ — บุญ, อาสาทฺย — บรรลุ, สุร-อินฺทฺร — ของพระอินทร์, โลกมฺ — โลก, อศฺนนฺติ — ความสุข, ทิวฺยานฺ — ชาวสวรรค์, ทิวิ — บนสวรรค์, เทว-โภคานฺ — ความสุขของชาวสวรรค์
คำแปล
พวกที่ศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  และดื่มน้ำ  โสม  แสวงหาโลกสวรรค์  บูชาข้าทางอ้อมเมื่อบริสุทธิ์ขึ้นจากผลบาป  และมีบุญไปเกิดบนโลกสวรรค์ของพระ  อินฺทฺร  ซึ่งจะได้รับความสุขสำราญแบบชาวสวรรค์
คำอธิบาย
คาว่า  ไตฺร-วิทฺยาห์  หมายถึง  คัมภีร์พระ  เวท  ทั้งสาม  สาม,  ยชุรฺ  และ  ฤคฺ,  พฺราหฺมณ  ผู้ศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  ทั้งสามเล่มนี้เรียกว่า  ตฺริ-เวที  ผู้ใดที่ยึดมั่นกับความรู้ที่มาจากคัมภีร์พระ  เวท  ทั้งสามเล่มนี้เป็นอย่างมากจะเป็นที่เคารพนับถือในสังคม  ด้วยความอับโชคมีนักวิชาการผู้ยิ่งใหญ่ของคัมภีร์พระ  เวท  มากมายที่ไม่รู้จุดมุ่งหมายสูงสุดในการศึกษาพระคัมภีร์  ดังนั้น  ณ  ที่นี้  กฺฤษฺณ  ทรงประกาศว่า  ตัวพระองค์คือจุดมุ่งหมายสูงสุดของ  ตฺริ-เวที,  ตฺริ-เวที  ที่แท้จริงจะมาพึ่งพระบารมีอยู่ภายใต้พระบาทรูปดอกบัวของ  กฺฤษฺณ  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความบริสุทธิ์เพื่อให้องค์  ภควานฺ  ทรงพอพระทัย  การอุทิศตนเสียสละรับใช้เริ่มจากการสวดภาวนาบทมนต์ฮะเร  กฺฤษฺณ  และพยายามเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ตามความเป็นจริงควบคู่กันไป  ด้วยความอับโชคที่พวกนักศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  อย่างเป็นทางการ  สนใจแค่พิธีบูชาที่ถวายให้เทวดาเช่นพระ  อินฺทฺร  และพระจันทร์เท่านั้น  จากความพยายามเช่นนี้ผู้บูชาเทวดาได้รับความบริสุทธิ์จากมลทินแห่งคุณสมบัติธรรมชาติวัตถุที่ต่ำกว่า  จากนั้นก็พัฒนาไปสู่ระบบดาวเคราะห์ที่สูงกว่าหรือโลกสวรรค์  เช่น  มหโรฺลก  ชนโลก  ตโปโลก  ฯลฯ  เมื่อสถิตในระบบดาวเคราะห์ที่สูงกว่าเหล่านี้  จะสามารถสนองประสาทสัมผัสของตนเองดีกว่าในโลกนี้เป็นร้อย  ๆ  พัน  ๆ  เท่า
ते तं भुक्त्वा स्वर्गलोकं विशालं
क्षीणे पुण्ये मर्त्यलोकं विशन्ति ।
एवं त्रयीधर्ममनुप्रपन्ना
गतागतं कामकामा लभन्ते ॥ ९.२१ ॥
โศลก 21
te taṁ bhuktvā svarga-lokaṁ viśālaṁ
kṣīṇe puṇye martya-lokaṁ viśanti
evaṁ trayī-dharmam anuprapannā
gatāgataṁ kāma-kāmā labhante
เต ตํ ภุกฺตฺวา สฺวรฺค-โลกํ วิศาลํ
กฺษีเณ ปุเณฺย มรฺตฺย-โลกํ วิศนฺติ
เอวํ ตฺรยี-ธรฺมมฺ อนุปฺรปนฺนา
คตาคตํ กาม-กามา ลภนฺเต
เต — พวกเขา, ตมฺ — นั้น, ภุกฺตฺวา — ได้รับความสุข, สฺวรฺค-โลกมฺ — สวรรค์, วิศาลมฺ — กว้าง ใหญ่, กฺษีเณ — หมดลง, ปุเณฺย — ผลบุญ, มรฺตฺย-โลกมฺ — โลกแห่งความตาย, วิศนฺติ — ตกลงมา, เอวมฺ — ดังนั้น, ตฺรยี — จากพระ เวท ทั้งสาม, ธรฺมมฺ — คำสอน, อนุปฺรปนฺนาห์ — ปฏิบัติตาม, คต-อาคตมฺ — การตายและการเกิด, กาม-กามาห์ — ปรารถนาหาความ สุขทางประสาทสัมผัส, ลภนฺเต — ได้รับ
คำแปล
หลังจากได้รับความสุขทางประสาทสัมผัสบนสรวงสวรรค์มากมาย  และเมื่อผลบุญหมดสิ้นลง  พวกเขาจะกลับมายังโลกแห่งความตายนี้อีกครั้งหนึ่ง  ดังนั้น  ผู้ที่แสวงหาความสุขทางประสาทสัมผัสด้วยการปฏิบัติตามหลักธรรมของพระ  เวท  ทั้งสามเล่ม  จะได้รับแค่เพียงการเกิดและการตายซ้ำซากเท่านั้น
คำอธิบาย
ผู้ที่ได้รับการส่งเสริมไปถึงระบบดาวเคราะห์ที่สูงกว่า  ได้รับความสุขอยู่กับชีวิตอันยืนยาวพร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีกว่าในการหาความสุขทางประสาทสัมผัส  ถึงกระนั้น  ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ที่นั่นชั่วกัลปวสาน  แต่จะถูกส่งกลับมายังโลกนี้อีกครั้งหนึ่งเมื่อผลบุญหมดสิ้นลง  ผู้ที่ไม่บรรลุถึงความรู้ที่สมบูรณ์ดังที่แสดงไว้ใน  เวทานฺต-สูตฺร  (ชนฺมาทฺยฺ  อสฺย  ยตห์)  หรืออีกนัยหนึ่งผู้ที่ไม่เข้าใจว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  ล้มเหลวในการบรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต  ดังนั้น  จึงมาอยู่ภายใต้ระเบียบแบบแผนประจำที่ถูกส่งขึ้นไปยังโลกสวรรค์และตกลงมาใหม่  เหมือนกับนั่งอยู่บนชิงช้าสวรรค์ที่บางครั้งขึ้นและบางครั้งลง  คำอธิบายคือแทนที่จะเจริญขึ้นไปถึงโลกทิพย์ซึ่งไม่ต้องกลับมาอีก  ก็ได้แต่เพียงหมุนเวียนอยู่ในวัฏจักรแห่งการเกิดและการตายในระบบดาวเคราะห์ที่สูงกว่าและต่ำกว่าเท่านั้น  เราควรไปให้ถึงโลกทิพย์และรื่นเริงกับชีวิตอมตะ  เปี่ยมไปด้วยความปลี้มปีติสุขและความรู้และไม่ต้องกลับมาโลกวัตถุนี้ซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์อีกต่อไป
अनन्याश्चिन्तयन्तो मां ये जनाः पर्युपासते ।
तेषां नित्याभियुक्तानां योगक्षेमं वहाम्यहम् ॥ ९.२२ ॥
โศลก 22
ananyāś cintayanto māṁ  ye janāḥ paryupāsate
teṣāṁ nityābhiyuktānāṁ  yoga-kṣemaṁ vahāmy aham
อนนฺยาศฺ จินฺตยนฺโต มำ  เย ชนาห์ ปรฺยุปาสเต
เตษำ นิตฺยาภิยุกฺตานำ  โยค-กฺเษมํ วหามฺยฺ อหมฺ
อนนฺยาห์ — ไม่มีเป้าหมายอื่นใด, จินฺตยนฺตห์ — จิตตั้งมั่น, มามฺ — อยู่ที่ข้า, เย — พวกที่, ชนาห์ — บุคคล, ปรฺยุปาสเต — บูชาอย่างถูกต้อง, เตษามฺ — ของพวกเขา, นิตฺย — เสมอ, อภิยุกฺตานามฺ — ตั้งมั่นในการอุทิศตนเสียสละ, โยค — จำเป็นต้องทำ, กฺเษมมฺ — ปกป้อง, วหามิ — ส่ง, อหมฺ — ข้า
คำแปล
แต่พวกที่บูชาข้าอยู่เสมอด้วยการอุทิศตนเสียสละ  โดยเฉพาะทำสมาธิอยู่ที่รูปลักษณ์ทิพย์ของข้า  คนเหล่านี้  ข้าจะส่งส่วนที่ขาดให้  และรักษาส่วนที่มีอยู่แล้ว
คำอธิบาย
ผู้ที่ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้แม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียวหากปราศจากซึ่ง  กฺฤษฺณจิตสำนึก  ได้แต่ระลึกถึง  กฺฤษฺณ  วันละยี่สิบสี่ชั่วโมง  ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยการสดับฟัง  สวดภาวนา  ระลึกถึง  ถวายบทมนต์  บูชา  รับใช้พระบาทรูปดอกบัวของพระองค์  ถวายการรับใช้อื่น  ๆ  เพิ่มพูนมิตรภาพ  และศิโรราบโดยดุษฎีต่อองค์  ภควานฺ  กิจกรรมทั้งหลายเหล่านี้เป็นสิริมงคลและเต็มไปด้วยพลังทิพย์ซึ่งจะทำให้สาวกสมบูรณ์ในความรู้แจ้งแห่งตน  ดังนั้น  สิ่งเดียวที่ปรารถนาคือมาอยู่ใกล้ชิดกับองค์  ภควานฺ  สาวกเช่นนี้จะมาถึงองค์  ภควานฺ  โดยไม่ยากลำบากอย่างไม่ต้องสงสัย  เช่นนี้เรียกว่า  โยค  ด้วยพระเมตตาของพระองค์  สาวกเช่นนี้ไม่มีวันกลับมาสู่สภาวะชีวิตวัตถุอีก  กฺเษม  หมายถึงการปกป้องคุ้มครองด้วยพระเมตตาขององค์  ภควานฺ  พระองค์ทรงช่วยสาวกให้บรรลุถึง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกด้วย  โยค  และเมื่อมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  องค์  ภควานฺ  จะทรงปกป้องคุ้มครองเราไม่ให้ตกลงไปสู่สภาวะชีวิตที่มีความทุกข์อีกต่อไป
येऽप्यन्यदेवताभक्ता यजन्ते श्रद्धयान्विताः ।
तेऽपि मामेव कौन्तेय यजन्त्यविधिपूर्वकम् ॥ ९.२३ ॥
โศลก 23
ye ’py anya-devatā-bhaktā  yajante śraddhayānvitāḥ
te ’pi mām eva kaunteya  yajanty avidhi-pūrvakam
เย ’ปฺยฺ อนฺย-เทวตา-ภกฺตา  ยชนฺเต ศฺรทฺธยานฺวิตาห์
เต ’ปิ มามฺ เอว เกานฺเตย  ยชนฺตฺยฺ อวิธิ-ปูรฺวกมฺ
เย — พวกเขาเหล่านี้, อปิ — เช่นกัน, อนฺย — ของผู้อื่น, เทวตา — เหล่าเทวดา, ภกฺตาห์ — เหล่า สาวก, ยชนฺเต — บูชา,ศฺรทฺธยา อนฺวิตาห์ — ด้วยความศรัทธา, เต — พวกเขา, อปิ — เช่น กัน, มามฺ — ข้า, เอว — เท่านั้น, เกานฺเตย — โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี, ยชนฺติ — พวกเขาบูชา, อวิธิ-ปูรฺวกมฺ — ในวิธีที่ผิด
คำแปล
พวกที่เป็นสาวกของเทวดาองค์อื่น  ๆ  และบูชาเทวดาด้วยความศรัทธา  อันที่จริงบูชาข้าเท่านั้น  โอ้  โอรสพระนาง  กุนฺตี  แต่ทำไปในวิธีที่ผิด
คำอธิบาย
กฺฤษฺณ  ตรัสว่า  “บุคคลผู้ปฏิบัติการบูชาเทวดาไม่มีปัญญาเท่าใดนัก  ถึงแม้ว่าการบูชาเช่นนี้เป็นการถวายให้ข้าทางอ้อม”  ตัวอย่างเช่น  เมื่อมนุษย์รดน้ำไปที่ใบไม้และกิ่งก้านสาขาของต้นไม้โดยไม่รดน้ำไปที่ราก  เขาทำไปโดยมีความรู้ไม่เพียงพอหรือไม่ปฏิบัติตามหลักการที่กำหนดไว้  ในทำนองเดียวกัน  วิธีการรับใช้ส่วนต่าง  ๆ  ของร่างกายคือส่งอาหารไปที่ท้อง  อันที่จริง  เทวดาเป็นเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ต่าง  ๆ  ในรัฐบาลขององค์  ภควานฺ  เราต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่รัฐบาลเป็นผู้ออก  ไม่ใช่ปฏิบัติตามกฎหมายที่เจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่เป็นผู้ออก  ทำนองเดียวกัน  ผู้ใดที่ถวายการบูชาต่อองค์  ภควานฺ  เพียงผู้เดียว  จะทำให้เจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ต่าง  ๆ  ของพระองค์พึงพอใจโดยปริยาย  เจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตนในฐานะที่เป็นผู้แทนของรัฐบาล  การให้สินบนกับเจ้าหน้าที่และเจ้าพนักงานนั้นผิดกฎหมาย  ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่า  อวิธิ-ปูรฺวกมฺ  อีกนัยหนึ่ง  กฺฤษฺณ  ทรงไม่เห็นด้วยกับการบูชาเทวดาโดยไม่จำเป็น
अहं हि सर्वयज्ञानां भोक्ता च प्रभुरेव च ।
न तु मामभिजानन्ति तत्त्वेनातश्च्यवन्ति ते ॥ ९.२४ ॥
โศลก 24
ahaṁ hi sarva-yajñānāṁ  bhoktā ca prabhur eva ca
na tu mām abhijānanti  tattvenātaś cyavanti te
อหํ หิ สรฺว-ยชฺญานำ  โภกฺตา จ ปฺรภุรฺ เอว จ
น ตุ มามฺ อภิชานนฺติ  ตตฺเตฺวนาตศฺ จฺยวนฺติ เต
อหมฺ — ข้า, หิ — แน่นอน, สรฺว — ทั้งหมด, ยชฺญานามฺ — การบูชา, โภกฺตา — ผู้มีความสุข, — และ, ปฺรภุห์ — องค์ภควาน, เอว — เช่นกัน, — และ, — ไม่, ตุ — แต่, มามฺ — ข้า, อภิชานนฺติ — พวกเขารู้, ตตฺเตฺวน — ในความจริง, อตห์ — ฉะนั้น, จฺยวนฺติ — ตกลงต่ำ, เต — พวกเขา
คำแปล
ข้าคือผู้มีความสุขและเป็นเจ้าแห่งพิธีบูชาทั้งหลายแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น  ฉะนั้นพวกที่ไม่รู้ธรรมชาติทิพย์อันแท้จริงของข้าจะตกลงต่ำ
คำอธิบาย
ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่ามีวิธีการปฏิบัติ  ยชฺญ  มากมายที่แนะนำไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  แต่อันที่จริงทั้งหมดมีไว้เพื่อให้องค์  ภควานฺ  ทรงพอพระทัย  ยชฺญ  หมายถึงพระ  วิษฺณุ  ในบทที่สามของ  ภควัท-คีตา  กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าเราควรทำงานเพื่อให้  ยชฺญ  หรือให้พระ  วิษฺณุ  ทรงพอพระทัยเท่านั้น  รูปแบบอันสมบูรณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองของมนุษย์ชื่อว่า  วรฺณาศฺรม-ธรฺม  หมายเฉพาะเพื่อให้พระ  วิษฺณุ  ทรงพอพระทัย  ฉะนั้น  กฺฤษฺณ  ตรัสในโศลกนี้ว่า  “ข้าคือผู้ได้รับความสุขจากพิธีบูชาทั้งปวงเพราะข้าคือเจ้านายสูงสุด”  อย่างไรก็ดี  ผู้ด้อยปัญญาไม่รู้ความจริงนี้บูชาเทวดาเพื่อผลประโยชน์ชั่วคราวบางประการ  ดังนั้น  พวกเขาตกลงไปในความเป็นอยู่ทางวัตถุ  และไม่บรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่ปรารถนาของชีวิต  หากผู้ใดมีความปรารถนาทางวัตถุที่ต้องสนองตอบ  ควรสวดภาวนาแด่องค์  ภควานฺ  จะดีกว่า  (ถึงแม้ว่าไม่ใช่เป็นการอุทิศตนเสียสละที่บริสุทธิ์)  และจะได้รับผลตามใจปรารถนา
यान्ति देवव्रता देवान्पितॄन्यान्ति पितृव्रताः ।
भूतानि यान्ति भूतेज्या यान्ति मद्याजिनोऽपि माम् ॥ ९.२५ ॥
โศลก 25
yānti deva-vratā devān  pitṝn yānti pitṛ-vratāḥ
bhūtāni yānti bhūtejyā  yānti mad-yājino ’pi mām
ยานฺติ เทว-วฺรตา เทวานฺ  ปิตฺฤๅนฺ ยานฺติ ปิตฺฤ-วฺรตาห์
ภูตานิ ยานฺติ ภูเตชฺยา  ยานฺติ มทฺ-ยาชิโน ’ปิ มามฺ
ยานฺติ — ไป, เทว-วฺรตาห์ — พวกบูชาเทวดา, เทวานฺ — แด่เทวดา, ปิตฺฤๅนฺ — แด่บรรพบุรุษ, ยานฺติ — ไป, ปิตฺฤ-วฺรตาห์ — พวกบูชาบรรพบุรุษ, ภูตานิ — แด่พวกผีและดวงวิญญาณ, ยานฺติ — ไป, ภูต-อิชฺยาห์ — พวกบูชาพวกผีและดวงวิญาณ, ยานฺติ — ไป, มตฺ — ของข้า, ยาชินห์ — เหล่าสาวก, อปิ — แต่, มามฺ — แด่ข้า
คำแปล
พวกที่บูชาเทวดาจะไปเกิดในหมู่เทวดา  พวกที่บูชาบรรพบุรุษจะไปหาบรรพบุรุษพวกที่บูชาภูตผีปีศาจและดวงวิญาณจะไปเกิดในหมู่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้  และพวกที่บูชาข้าจะมาอยู่กับข้า
คำอธิบาย
หากผู้ใดมีความปรารถนาไปยังดวงจันทร์  ดวงอาทิตย์  หรือดาวเคราะห์ดวงใดเขาสามารถบรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่ประสงค์ด้วยการปฏิบัติตามหลักธรรมพระ  เวท  โดยเฉพาะที่ได้แนะนำไว้เพื่อจุดประสงค์นั้น  ดังเช่นวิธีที่มีชื่อทางเทคนิคว่า  ทรฺศ-เปารฺณมาส  ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนในพระ  เวท  ส่วนที่เป็นกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุซึ่งแนะนำการบูชาเทวดาผู้ทรงสถิตบนสรวงสวรรค์โดยเฉพาะ  ในทำนองเดียวกัน  เขาสามารถไปถึงดาวเคราะห์  ปิตา  ด้วยการปฏิบัติ  ยชฺญ  โดยเฉพาะ  และเขาสามารถไปยังโลกของภูตผีต่าง  ๆ  แล้วกลายมาเป็น  ยกฺษ,  รกฺษ  หรือ  ปิศาจ  การบูชา  ปิศาจ  เรียกว่า  “  เวทมนต์ดำ”  มีหลายคนที่ฝึกวิชา  เวท  มนต์ดำนี้  และคิดว่าเป็นลัทธิทิพย์นิยม  แต่กิจกรรมเหล่านี้เป็นวัตถุโดยสิ้นเชิง  สาวกผู้บริสุทธิ์บูชา  ภควานฺ  เพียงองค์เดียว  และจะบรรลุถึงดาวเคราะห์  ไวกุณฺฐ  และ  กฺฤษฺณโลก  โดยไม่ต้องสงสัย  เป็นที่เข้าใจได้ง่ายมากจากโศลกที่สำคัญนี้ว่า  หากด้วยการบูชาเทวดาเขาสามารถไปถึงโลกสวรรค์  หรือจากการบูชา  ปิตา  บรรลุถึงดาวเคราะห์  ปิตา  จากการฝึกปฏิบัติคาถาอาคมมืดก็บรรลุถึงโลกของภูตผีปีศาจ  แล้วเหตุไฉนสาวกผู้บริสุทธิ์จะไม่บรรลุถึงดาวเคราะห์ของ  กฺฤษฺณ  หรือ  วิษฺณุ  ?  ด้วยความอับโชคผู้คนมากมายไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับดาวเคราะห์อันประเสริฐเหล่านี้ที่  กฺฤษฺณ  และ  วิษฺณุ  ทรงประทับอยู่  และเนื่องจากไม่รู้จึงตกต่ำ  แม้พวกที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ตกต่ำลงมาจาก  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  ฉะนั้น  ขบวนการ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจึงแจกจ่ายข้อมูลอันประเสริฐนี้ให้แก่สังคมมนุษย์มวลรวม  ด้วยผลลัพธ์ที่ว่าจากการสวดภาวนาบทมนต์  ฮะเร  กฺฤษฺณ  เราสามารถกลายมาเป็นผู้ที่สมบูรณ์ในชีวิตนี้  และกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์  ภควานฺ  
पत्रं पुष्पं फलं तोयं यो मे भक्त्या प्रयच्छति ।
तदहं भक्त्युपहृतमश्नामि प्रयतात्मनः ॥ ९.२६ ॥
โศลก 26
patraṁ puṣpaṁ phalaṁ toyaṁ  yo me bhaktyā prayacchati
tad ahaṁ bhakty-upahṛtam  aśnāmi prayatātmanaḥ
ปตฺรํ ปุษฺปํ ผลํ โตยํ  โย เม ภกฺตฺยา ปฺรยจฺฉติ
ตทฺ อหํ ภกฺตฺยฺ-อุปหฺฤตมฺ  อศฺนามิ ปฺรยตาตฺมนห์
ปตฺรมฺ — ใบไม้, ปุษฺปมฺ — ดอกไม้, ผลมฺ — ผลไม้, โตยมฺ — น้ำ, ยห์ — ผู้ใด, เม — แด่ข้า, ภกฺตฺยา — ด้วยการอุทิศตนเสียสละ, ปฺรยจฺฉติ — ถวาย, ตตฺ — นั้น, อหมฺ — ข้า, ภกฺติ-อุปหฺฤตมฺ — ถวายด้วยการอุทิศตนเสียสละ, อศฺนามิ — ยอมรับ, ปฺรยต-อาตฺมนห์ — จากผู้ที่อยู่ใน จิตสำนึกที่บริสุทธิ์
คำแปล
หากผู้ใดถวายใบไม้  ดอกไม้  ผลไม้  หรือน้ำแด่ข้า  ด้วยความรักและอุทิศตนเสียสละ  ข้าจะรับเอาไว้
คำอธิบาย
สำหรับผู้มีปัญญา  เป็นสิ่งสำคัญที่จะอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ปฏิบัติการรับใช้ด้วยความรักทิพย์ต่อ  กฺฤษฺณ  เพื่อบรรลุถึงพระตำหนักอันถาวรด้วยความปลื้มปีติและมีความสุขนิรันดร  วิธีการเพื่อบรรลุถึงผลอันเลอเลิศเช่นนี้ง่ายมาก  แม้แต่คนที่ยากจนที่สุดในบรรดาคนยากจนก็พยายามปฏิบัติได้โดยไม่คำนึงถึงคุณสมบัติอื่นใดทั้งสิ้น  คุณสมบัติเพียงอย่างเดียวที่จำเป็นในงานนี้คือ  มาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์  ภควานฺ  ไม่สำคัญว่าเขาจะเป็นใคร  หรืออยู่ที่ไหน  วิธีการนั้นง่ายมากแม้แต่ใบไม้ใบเดียว  น้ำนิดหน่อย  หรือผลไม้ก็สามารถถวายให้พระองค์ด้วยความรักอย่างจริงใจได้  และพระองค์ทรงมีความยินดีรับไว้  ดังนั้น  ไม่มีผู้ใดถูกขวางกั้นจาก  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เพราะว่าเป็นสิ่งที่ง่ายมากและเป็นสากล  ใครจะเป็นคนโง่ไม่ต้องการมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกด้วยวิธีที่ง่ายเช่นนี้  และบรรลุถึงชีวิตที่สมบูรณ์สูงสุดแห่งความเป็นอมตะ  ปลื้มปีติสุข  และความรู้?  กฺฤษฺณ  ทรงปรารถนาเพียงการรับใช้ด้วยความรักเท่านั้น  ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้  กฺฤษฺณ  ทรงรับเอาแม้แต่ดอกไม้เล็ก  ๆ  เพียงดอกเดียวจากสาวกผู้บริสุทธิ์  พระองค์ทรงไม่ปรารถนาเครื่องถวายใด  ๆ  จากผู้ที่ไม่ใช่สาวก  และทรงไม่มีความจำเป็นที่ต้องการสิ่งใดจากผู้ใด  เพราะทรงเป็นผู้มีความเพียงพออยู่ในตัว  ถึงกระนั้น  พระองค์ทรงรับเครื่องถวายจากสาวกเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรักและความเอ็นดู  การพัฒนา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจึงเป็นความสมบูรณ์สูงสุดของชีวิต  ได้กล่าวถึง  ภกฺติ  สองครั้งในโศลกนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญว่า  ภกฺติ  หรือการอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นวิถีทางเดียวเท่านั้นที่จะเข้าถึงกฺฤษฺณ  ไม่ใช่วิธีอื่น  เช่น  กลายมาเป็น  พฺราหฺมณ  หรือ  พฺราหฺมณ  มาเป็นนักวิชาการผู้คงแก่เรียน  มาเป็นเศรษฐี  หรือเป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่  แล้วจะสามารถกระตุ้นให้กฺฤษฺณ  ทรงยอมรับเครื่องถวายได้  หากปราศจากหลักธรรมพื้นฐานของ  ภกฺติ  จะไม่มีสิ่งใดสามารถกระตุ้นองค์  ภควานฺ  ให้ตกลงยอมรับสิ่งใดจากผู้ใด  ภกฺติ  ไม่ใช่ก่อให้เกิดขึ้น  วิธีการนี้เป็นอมตะนิรันดร  และเป็นการปฏิบัติรับใช้โดยตรงต่อส่วนที่สมบูรณ์สูงสุด
ณ  ที่นี้  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงสถาปนาว่า  พระองค์ทรงเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญแต่เพียงผู้เดียว  ทรงเป็นปฐมองค์เจ้า  และทรงเป็นจุดมุ่งหมายอันแท้จริงของการถวายบูชาทั้งหมด  ทรงเปิดเผยว่าพระองค์ทรงปรารถนาให้บูชาด้วยอะไร  หากผู้ใดปรารถนาปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  เพื่อให้ตนเองบริสุทธิ์ขึ้นและบรรลุถึงจุดมุ่งหมายแห่งชีวิต  นั่นคือการรับใช้ด้วยความรักทิพย์ต่อพระองค์  ควรรู้ว่าองค์  ภควานฺ  ทรงปรารถนาอะไรจากตัวเรา  ผู้ที่รัก  กฺฤษฺณ  จะให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงปรารถนา  และจะหลีกเลี่ยงการถวายสิ่งที่พระองค์ไม่ทรงปรารถนา  หรือไม่ได้กล่าวไว้  ฉะนั้น  เนื้อสัตว์  ปลา  และไข่ไม่ควรถวายให้  กฺฤษฺณ  หากทรงปรารถนาสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องถวายจะทรงตรัสออกมา  แต่พระองค์ตรัสอย่างชัดเจนว่า  ใบไม้  ผลไม้  ดอกไม้  และน้ำถวายให้พระองค์  และตรัสถึงเครื่องถวายเหล่านี้ว่า  “ข้าจะรับไว้”  ดังนั้น  เราควรเข้าใจว่า  กฺฤษฺณ  ทรงไม่รับเนื้อสัตว์  ปลา  และไข่  เครื่องเสวยเช่น  ผักและผลไม้ต่าง  ๆ  เมล็ดข้าว  นม  และน้ำเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับมนุษย์  กฺฤษฺณ  ทรงกำหนดว่า  สิ่งอื่นใดก็แล้วแต่ที่เรารับประทานไม่สามารถถวายให้พระองค์ได้  เนื่องจากทรงไม่รับ  ดังนั้น  หากเราถวายสิ่งต้องห้าม  เราก็มิได้ปฏิบัติในระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละด้วยความรัก
ในบทที่สาม  โศลกสิบสาม  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงอธิบายว่า  ส่วนที่เหลือจากการบูชาเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์  เหมาะสำหรับพวกที่แสวงหาความเจริญก้าวหน้าในชีวิตนำไปรับประทาน  และจะได้รับการปลดเปลื้องจากเงื้อมมือแห่งพันธนาการทางวัตถุ  พวกที่ไม่ถวายอาหาร  พระองค์ตรัสในโศลกเดียวกันว่า  รับประทานแต่ความบาปไปเท่านั้นอีกนัยหนึ่ง  ทุก  ๆ  คำที่รับประทานเข้าไปจะทำให้ถลำลึกลงไปในความสลับซับซ้อนของธรรมชาติวัตถุเท่านั้น  แต่การตระเตรียมอาหารผักอย่างดีแบบง่าย  ๆ  ถวายต่อหน้ารูปหรือพระปฏิมาขององค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ก้มลงกราบและกล่าวบทมนต์ถวายด้วยความถ่อมตนเพื่อให้พระองค์ทรงรับเครื่องถวายนี้  เพื่อที่จะให้เราเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงในชีวิต  เพื่อให้ร่างกายบริสุทธิ์  และเพื่อสร้างเนื้อเยื่ออันละเอียดอ่อนในสมองซึ่งจะทำให้เ  ราม  ีความคิดที่โปร่งใส  ยิ่งไปกว่านั้นเครื่องถวายควรปรุงด้วยกริยาท่าทีแห่งความรัก  กฺฤษฺณ  ทรงไม่มีความจำเป็นกับอาหาร  เพราะพระองค์ทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ทั้งหมด  ถึงกระนั้น  พระองค์จะทรงรับเครื่องถวายจากผู้ปรารถนาที่จะทำให้พระองค์ทรงพอพระทัยด้วยวิธีนี้  จุดสำคัญในการเตรียม  การจัด  และการถวายก็คือต้องทำไปด้วยใจรักต่อ  กฺฤษฺณ  
นักปราชญ์ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ปรารถนายืนกรานว่าสัจธรรมสูงสุดไม่มีประสาทสัมผัส  จะไม่สามารถเข้าใจโศลกนี้ของ  ภควัท-คีตา  สำหรับพวกนี้  โศลกนี้เป็นเพียงอุปมาหรือข้อพิสูจน์ถึงบุคลิกทางโลกของ  กฺฤษฺณ  ผู้ตรัส  ภควัท-คีตา  แต่อันที่จริงองค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  ทรงมีประสาทสัมผัส  กล่าวไว้ว่าประสาทสัมผัสของพระองค์สับเปลี่ยนกันได้  อีกนัยหนึ่ง  ประสาทสัมผัสหนึ่งสามารถปฏิบัติหน้าที่ของประสาทสัมผัสอื่น  ๆ  ได้  นี่คือความหมายที่กล่าวไว้ว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้ที่สมบูรณ์ปราศจากประสาทสัมผัสจะพิจารณาว่าพระองค์ทรงมีความมั่งคั่งทั้งหมดที่สมบูรณ์ได้ยาก  ในบทที่เจ็ด  กฺฤษฺณ  ทรงอธิบายว่า  พระองค์ทรงทำให้ธรรมชาติวัตถุตั้งครรภ์สิ่งมีชีวิตขึ้นมา  และสิ่งนี้ทรงกระทำด้วยเพียงแต่ทรงชำเลืองมองไปที่ธรรมชาติวัตถุ  จากตัวอย่างนี้  กฺฤษฺณ  ทรงสดับฟังคำพูดของสาวกด้วยความรัก  ในการถวายอาหารเหมือนกับที่พระองค์ทรงรับประทานและชิมรสจริง  ๆ  โดยสมบูรณ์  ประเด็นนี้ควรเน้น  เพราะเป็นสภาวะอันสมบูรณ์ของ  กฺฤษฺณ  การสดับฟังเหมือนกับการรับประทานและการลิ้มรสของพระองค์ที่เป็นไปอย่างสมบูรณ์  สาวกผู้ยอมรับ  กฺฤษฺณ  ดังที่ทรงอธิบายถึงบุคลิกภาพของพระองค์เอง  โดยไม่ตีความหมาย  จะสามารถทำให้เข้าใจว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดสามารถรับประทานอาหารอย่างมีความสุข
यत्करोषि यदश्नासि यज्जुहोषि ददासि यत् ।
यत्तपस्यसि कौन्तेय तत्कुरुष्व मदर्पणम् ॥ ९.२७ ॥
โศลก 27
yat karoṣi yad aśnāsi  yaj juhoṣi dadāsi yat
yat tapasyasi kaunteya  tat kuruṣva mad-arpaṇam
ยตฺ กโรษิ ยทฺ อศฺนาสิ  ยชฺ ชุโหษิ ททาสิ ยตฺ
ยตฺ ตปสฺยสิ เกานฺเตย  ตตฺ กุรุษฺว มทฺ-อรฺปณมฺ
ยตฺ — อะไรก็แล้วแต่, กโรษิ — เธอทำ, ยตฺ — อะไรก็แล้วแต่, อศฺนาสิ — เธอรับประทาน, ยตฺ — อะไรก็แล้วแต่, ชุโหษิ — เธอถวาย, ททาสิ — เธอให้ทาน, ยตฺ — อะไรก็แล้วแต่, ยตฺ — อะไรก็ แล้วแต่, ตปสฺยสิ — ความสมถะที่เธอปฏิบัติ, เกานฺเตย — โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี, ตตฺ — นั้น, กุรุษฺว — ทำ, มตฺ — แด่ข้า, อรฺปณมฺ — เป็นเครื่องถวาย
คำแปล
อะไรก็แล้วแต่ที่เธอทำ  อะไรก็แล้วแต่ที่เธอรับประทาน  อะไรก็แล้วแต่ที่เธอถวายหรือให้ทาน  และความสมถะใด  ๆ  ที่เธอปฏิบัติ  จงทำไปเพื่อถวายแด่ข้า  โอ้  โอรสพระนาง  กุนฺตี  
คำอธิบาย
ดังนั้น  จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะหล่อหลอมชีวิตของตนเองจนกระทั่งไม่สามารถลืม  กฺฤษฺณ  ได้  ไม่ว่าในสถานการณ์ใด  ๆ  ทุกคนต้องทำงานเพื่อดำรงรักษาร่างกายและดวงวิญญาณให้อยู่ด้วยกัน  กฺฤษฺณ  ทรงแนะนำไว้  ณ  ที่นี้ว่า  เราควรทำงานเพื่อพระองค์  ทุกคนต้องรับประทานอาหารเพื่อประทังชีวิต  ดังนั้น  เราควรรับส่วนเหลือของอาหารที่ถวายให้  กฺฤษฺณ  มนุษย์ผู้มีความเจริญต้องปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาบางอย่าง  กฺฤษฺณ  ทรงแนะนำว่า  “จงทำไปเพื่อข้า”  เช่นนี้เรียกว่า  อรฺจน  ทุกคนมีแนวโน้มที่จะให้บางสิ่งบางอย่างเป็นทาน  กฺฤษฺณ  ตรัสว่า  “จงให้แด่ข้า”  เช่นนี้หมายความว่าส่วนเกินของเงินที่สะสมไว้ควรใช้ประโยชน์ในการเผยแพร่ขบวนการ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกปัจจุบันนี้ผู้คนมีแนวโน้มไปในวิธีการทำสมาธิเป็นอย่างมากซึ่งปฏิบัติกันไม่ได้ในยุคนี้  แต่หากผู้ใดปฏิบัติสมาธิที่  กฺฤษฺณ  วันละยี่สิบสี่ชั่วโมงด้วยการสวดภาวนามหามนต์  ฮะเรกฺฤษฺณ  รอบลูกประคำ  แน่นอนว่าเราจะเป็นนักปฏิบัติสมาธิและเป็น  โยค  ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดดังที่ได้ยืนยันไว้  ในบทที่หกของ  ภควัท-คีตา  
शुभाशुभफलैरेवं मोक्ष्यसे कर्मबन्धनैः ।
संन्यासयोगयुक्तात्मा विमुक्तो मामुपैष्यसि ॥ ९.२८ ॥
โศลก 28
śubhāśubha-phalair evaṁ  mokṣyase karma-bandhanaiḥ
sannyāsa-yoga-yuktātmā  vimukto mām upaiṣyasi
ศุภาศุภ-ผไลรฺ เอวํ  โมกฺษฺยเส กรฺม-พนฺธไนห์
สนฺนฺยาส-โยค-ยุกฺตาตฺมา  วิมุกฺโต มามฺ อุไปษฺยสิ
ศุภ — จากบุญ, อศุภ — และบาป, ผไลห์ — ผล, เอวมฺ — ดังนั้น, โมกฺษฺยเส — เธอจะเป็นอิสระ, กรฺม — ของงาน, พนฺธไนห์ — จากพันธนาการ, สนฺนฺยาส — ของการเสียสละ, โยคโยค, ยุกฺต-อาตฺมา — มีจิตใจมั่นคงอยู่ที่, วิมุกฺตห์ — หลุดพ้น, มามฺ — แด่ข้า, อุไปษฺยสิ — เธอจะ บรรลุ
คำแปล
เช่นนี้  เธอจะเป็นอิสระจากพันธนาการของงาน  รวมทั้งผลบุญและผลบาป  ด้วยจิตใจที่ตั้งมั่นอยู่กับข้าในหลักแห่งการเสียสละนี้  เธอจะหลุดพ้นและมาหาข้า
คำอธิบาย
ผู้ปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกภายใต้การแนะนำที่สูงส่งเรียกว่า  ยุกฺต  ศัพท์ทางเทคนิค  ยุกฺต-ไวราคฺย  ซึ่ง  รูป  โคสฺวามี  ได้อธิบายดังต่อไปนี้
อนาสกฺตสฺย วิษยานฺ  ยถารฺหมฺ อุปยุญฺชตห์
นิรฺพนฺธห์ กฺฤษฺณ-สมฺพนฺเธ  ยุกฺตํ ไวราคฺยมฺ อุจฺยเต
(ภกฺติ-รสามฺฤต-สินฺธุ ๑ฯ๒ฯ๒๕๕)
รูป  โคสฺวามี  กล่าวว่าตราบเท่าที่เรายังอยู่ในโลกวัตถุ  เรายังต้องทำงาน  ไม่สามารถหยุดการกระทำได้  ดังนั้น  หากการปฏิบัติงานยังดำเนินต่อไปและผลของงานถวายให้  กฺฤษฺณ  เรียกว่า  ยุกฺต-ไวราคฺย  สถิตในการเสียสละอย่างแท้จริง  กิจกรรมเช่นนี้จะทำให้กระจกแห่งดวงจิตใสสว่างขึ้น  ขณะที่ผู้ปฏิบัติค่อย  ๆ  เจริญก้าวหน้าในความรู้แจ้งทิพย์  จะศิโรราบโดยสมบูรณ์ต่อองค์  ภควานฺ  และจะเป็นอิสรภาพในที่สุด  ซึ่งได้ระบุไว้ว่าเมื่อเป็นอิสระแล้วจะไม่กลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับ  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  แต่จะเข้าไปในโลกขององค์  ภควานฺ  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  มามฺ  อุไปษฺยสิ  “เขามาหาข้า”  กลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์  ภควานฺ  จะมีอิสรภาพอยู่ห้าระดับ  ตรงนี้ระบุว่าสาวกผู้ใช้ชีวิตภายใต้คำสั่งสอนขององค์  ภควานฺ  เสมอ  ดังที่ได้กล่าวไว้ว่าได้พัฒนามาจนถึงจุดที่หลังจากออกจากร่างนี้ไปแล้วจะกลับคืนสู่เหย้าและปฏิบัติรับใช้โดยตรงอย่างใกล้ชิดกับองค์  ภควานฺ  
ผู้ใดที่ไม่มีความสนใจกับสิ่งอื่นใดนอกจากอุทิศชีวิตในการรับใช้องค์  ภควานฺเป็น  สนฺนฺยาสี  ที่แท้จริง  บุคคลเช่นนี้คิดว่าตนเองเป็นผู้รับใช้นิรันดรและจะขึ้นอยู่กับความปรารถนาสูงสุดขององค์  ภควานฺ  เช่นนี้ไม่ว่าทำอะไรเขาจะทำเพื่อประโยชน์ของพระองค์ไม่ว่าปฏิบัติสิ่งใดเขาจะปฏิบัติเพื่อรับใช้พระองค์  และไม่ให้ความสนใจอย่างจริงจังกับกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุหรือหน้าที่ต่าง  ๆ  ที่กำหนดไว้ในคัมภีร์พระ  เวท  สำหรับบุคคลทั่วไปจะมีข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในคัมภีร์พระ  เวท  บางครั้งสาวกผู้บริสุทธิ์ปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ในการรับใช้องค์  ภควานฺ  อาจดูเหมือนว่าเขาฝืนต่อหน้าที่ที่กำหนดไว้ในคัมภีร์พระ  เวท  แต่อันที่จริงมิได้เป็นเช่นนั้น
ดังนั้น  ไวษฺณว  ผู้เชื่อถือได้  กล่าวไว้ว่า  แม้บุคคลผู้มีปัญญามากที่สุดก็ไม่สามารถเข้าใจแผนและกิจกรรมของสาวกผู้บริสุทธ์  คำเฉพาะที่ใช้คือ  ตางฺร  วากฺย,  กฺริยา,  มุทฺรา  วิชฺเญห  นา  พุฌย  (ไจตนฺย-จริตามฺฤต,  มธฺย  23.39)  ผู้ที่ปฏิบัติในการรับใช้องค์  ภควานฺ  เสมอ  หรือคิด  และวางแผนที่จะรับใช้พระองค์อยู่เสมอพิจารณาว่าเป็นผู้ที่มีอิสรภาพโดยสมบูรณ์  ทั้งในปัจจุบันและอนาคต  การกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์  ภควานฺ  เป็นที่รับประกัน  เขาอยู่เหนือการวิจารณ์ทางวัตถุทั้งปวง  เสมือนดัง  กฺฤษฺณ  ที่อยู่เหนือการวิจารณ์ใด  ๆ  ทั้งหมด
समोऽहं सर्वभूतेषु न मे द्वेष्योऽस्ति न प्रियः ।
ये भजन्ति तु मां भक्त्या मयि ते तेषु चाप्यहम् ॥ ९.२९ ॥
โศลก 29
samo ’haṁ sarva-bhūteṣu  na me dveṣyo ’sti na priyaḥ
ye bhajanti tu māṁ bhaktyā  mayi te teṣu cāpy aham
สโม ’หํ สรฺว-ภูเตษุ  น เม เทฺวโษฺย ’สฺติ น ปฺริยห์
เย ภชนฺติ ตุ มำ ภกฺตฺยา  มยิ เต เตษุ จาปฺยฺ อหมฺ
สมห์ — ปฏิบัติเสมอภาค, อหมฺ — ข้า, สรฺว-ภูเตษุ — ต่อมวลชีวิต, — ไม่มีผู้ใด, เม — แด่ ข้า, เทฺวษฺยห์ — เกลียด, อสฺติ — เป็น, — ไม่, ปฺริยห์ — รัก, เย — พวกที่, ภชนฺติ — ถวายการ รับใช้ทิพย์, ตุ — แต่, มามฺ — แด่ข้า, ภกฺตฺยา — ในการอุทิศตนเสียสละ, มยิ — อยู่ในข้า, เต — บุคคลเหล่านี้, เตษุ — ในพวกเขา, — เช่นกัน, อปิ — แน่นอน, อหมฺ — ข้า
คำแปล
ข้าไม่อิจฉาผู้ใดและไม่ลำเอียงกับผู้ใด  ข้าเสมอภาคต่อมวลชีวิต  แต่หากผู้ใดถวายการรับใช้แด่ข้าด้วยการอุทิศตนเสียสละ  เขาเป็นเพื่อนของข้าและอยู่ในข้า  และข้าก็เป็นเพื่อนของเขา
คำอธิบาย
เราอาจถาม  ณ  ที่นี้ว่า  หาก  กฺฤษฺณ  ทรงเสมอภาคกับทุก  ๆ  คน  ไม่มีผู้ใดเป็นเพื่อนพิเศษของพระองค์  แล้วทำไมทรงมีความสนใจกับสาวกผู้ปฏิบัติการรับใช้ทิพย์ต่อพระองค์อยู่เสมอเป็นพิเศษ?  เช่นนี้มิใช่เป็นการเลือกปฏิบัติ  แต่เป็นธรรมชาติ  บางคนในโลกวัตถุนี้อาจชอบให้ทานมาก  ถึงกระนั้น  เขาก็ยังให้ความสนใจกับบุตรธิดาของตนเองเป็นพิเศษ  องค์  ภควานฺ  ทรงอ้างว่าทุกชีวิตไม่ว่าในรูปใดเป็นบุตรของพระองค์  ดังนั้น  ทรงให้สิ่งของที่จำเป็นอย่างเพียงพอสำหรับทุก  ๆ  ชีวิต  พระองค์ทรงเหมือนกับหมู่เมฆที่ส่งฝนลงมาทั่วทุกหนทุกแห่ง  ไม่ว่าจะตกลงบนหิน  บนดิน  หรือในน้ำ  แต่สำหรับสาวก  พระองค์ทรงมีความสนพระทัยโดยเฉพาะ  ได้กล่าว  ณ  ที่นี้ว่าสาวกเหล่านี้อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเสมอ  จึงสถิตอยู่ในความเป็นทิพย์กับ  กฺฤษฺณ  ตลอดเวลา  วลี  “  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก”  แสดงให้เห็นว่าพวกที่อยู่ในจิตสำนึกเช่นนี้เป็นนักทิพย์นิยมที่มีชีวิตสถิตอยู่ในพระองค์  องค์  ภควานฺ  ตรัส  ณ  ที่นี้อย่างชัดเจนว่า  มยิ  เต  “พวกเขาอยู่ในข้า”  โดยธรรมชาติ  พระองค์ทรงอยู่ในพวกเขาเช่นกัน  นี่คือการสนองตอบซึ่งกันและกันเช่นนี้ได้อธิบายคำว่า  เย  ยถา  มำ  ปฺรปทฺยนฺเต  ตำสฺ  ตไถว  ภชามฺยฺ  อหมฺ  “ผู้ใดศิโรราบต่อข้า  ข้าจะดูแลเขาตามสัดส่วนนั้น  ๆ”  การสนองตอบซึ่งกันและกันแบบทิพย์นี้มีอยู่  เพราะว่าทั้งองค์  ภควานฺและสาวกเป็นจิตสำนึก  เมื่อเพชรฝังอยู่ในแหวนทองคำจะดูสวยงามมาก  เพราะทำให้ทั้งทองคำและเพชรเปล่งปลั่งเป็นประกายมากยิ่งขึ้น  องค์  ภควานฺ  และสิ่งมีชีวิตมีรัศมีอยู่นิรันดร  เมื่อสิ่งมีชีวิตมีแนวโน้มที่จะรับใช้องค์  ภควานฺ  เขาดูเหมือนกับทองคำและองค์  ภควานฺ  คือเพชร  ดังนั้น  การรวมกันเช่นนี้ดีมาก  สิ่งมีชีวิตในระดับที่บริสุทธิ์เรียกว่าสาวกองค์  ภควานฺ  กลายมาเป็นสาวกของสาวกของพระองค์  หากความสัมพันธ์ในการสนองตอบซึ่งกันและกันไม่มีระหว่างสาวกและองค์  ภควานฺ  ก็จะไม่มีปรัชญาของผู้ที่เชื่อในรูปลักษณ์  ในปรัชญาของผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ไม่มีการสนองตอบซึ่งกันและกันระหว่างองค์  ภควานฺ  และสิ่งมีชีวิต  แต่ในปรัชญาที่เชื่อในรูปลักษณ์มีการสนองตอบ
ตัวอย่างได้ให้ไว้เสมอว่า  องค์  ภควานฺ  ทรงเหมือนกับต้นกัลปพฤกษ์  อะไรก็แล้วแต่ที่เราปรารถนาจากต้นกัลปพฤกษ์นี้  พระองค์จะทรงจัดส่งให้  อธิบายอย่างชัดเจน  ณที่นี้ว่า  องค์  ภควานฺ  ทรงลำเอียงต่อสาวก  ซึ่งเป็นปรากฏการณ์แห่งพระเมตตาพิเศษที่ทรงมีต่อสาวก  การสนองตอบของพระองค์ไม่ควรพิจารณาว่าอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม  แต่อยู่ในสถานภาพทิพย์ซึ่งองค์  ภควานฺ  และสาวกปฏิบัติกัน  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์มิใช่เป็นกิจกรรมของโลกวัตถุ  แต่เป็นส่วนหนึ่งของโลกทิพย์ที่มีความเป็นอมตะความปลื้มปีติสุข  และความรู้โดดเด่น
अपि चेत्सुदुराचारो भजते मामनन्यभाक् ।
साधुरेव स मन्तव्यः सम्यग्व्यवसितो हि सः ॥ ९.३० ॥
โศลก 30
api cet su-durācāro  bhajate mām ananya-bhāk
sādhur eva sa mantavyaḥ  samyag vyavasito hi saḥ
อปิ เจตฺ สุ-ทุราจาโร  ภชเต มามฺ อนนฺย-ภากฺ
สาธุรฺ เอว ส มนฺตวฺยห์  สมฺยคฺ วฺยวสิโต หิ สห์
อปิ — แม้แต่, เจตฺ — หาก, สุ-ทุราจารห์ — เขาปฏิบัติสิ่งที่เลวร้ายที่สุด, ภชเต — ปฏิบัติใน การอุทิศตนเสียสละรับใช้, มามฺ — แด่ข้า, อนนฺย-ภากฺ — โดยไม่เบี่ยงเบน, สาธุห์ — นักบุญ, เอว — แน่นอน, สห์ — เขา, มนฺตวฺยห์ — พิจารณาว่า, สมฺยกฺ — สมบูรณ์, วฺยวสิตห์ — สถิต อย่างมั่นคง, หิ — แน่นอน, สห์ — เขา
คำแปล
แม้กระทำในสิ่งที่เลวร้ายที่สุด  หากเขาปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  พิจารณาได้ว่าผู้นี้เป็นนักบุญ  เนื่องจากเขาสถิตอย่างถูกต้องในความมุ่งมั่นของตนเอง
คำอธิบาย
คาว่า  สุ-ทุราจารห์  ในโศลกนี้มีความสำคัญมาก  เราควรทำความเข้าใจอย่างถูกต้องเมื่อสิ่งมีชีวิตอยู่ภายใต้สภาวะเงื่อนไข  จะมีกิจกรรมสองอย่างคือ  กิจกรรมหนึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไข  และอีกกิจกรรมหนึ่งเป็นพื้นฐานเดิมแท้  สำหรับการปกป้องร่างกายหรืออยู่ภายใต้กฎของสังคมและรัฐ  แน่นอนว่ามีกิจกรรมต่างๆ  แม้สำหรับสาวกที่สัมพันธ์กับชีวิตภายใต้สภาวะเงื่อนไข  กิจกรรมเหล่านี้เรียกว่าอยู่ภายใต้เงื่อนไขนอกจากนี้ชีวิตผู้สำนึกอย่างสมบูรณ์ในธรรมชาติทิพย์ของตนปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกหรืออุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  มีกิจกรรมที่เรียกว่าเป็นทิพย์  กิจกรรมเหล่านี้ปฏิบัติไปในสถานภาพเดิมแท้ของตนเอง  เรียกทางเทคนิคว่าการอุทิศตนเสียสละรับใช้ตอนนี้ในระดับที่อยู่ภายใต้สภาวะที่มีเงื่อนไข  บางครั้งกิจกรรมในการอุทิศตนเสียสละรับใช้และการรับใช้ที่มีเงื่อนไขสัมพันธ์กับร่างกายจะไปด้วยกันได้  แต่บางครั้งไปด้วยกันไม่ได้  สาวกจะระวังมากเพื่อไม่ทำสิ่งใดให้ไปทำลายสภาวะอันบริสุทธิ์ของตนเองเท่าที่จะเป็นไปได้  โดยทราบดีว่าความสมบูรณ์ในกิจกรรมขึ้นอยู่กับความรู้แจ้งมากยิ่งขึ้นใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  อย่างไรก็ดี  บางครั้งอาจพบว่าบุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกปฏิบัติในสิ่งที่เลวร้ายที่สุดทางสังคมหรือทางการเมือง  แต่การตกลงต่ำชั่วคราวเช่นนี้มิได้ตัดสิทธิ์ของเขา  ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  กล่าวว่า  หากผู้ที่ตกลงต่ำแต่ปฏิบัติตนอย่างหมดหัวใจในการรับใช้ทิพย์ต่อองค์  ภควานฺ  พระองค์ผู้ทรงประทับภายในหัวใจจะทำให้เขาบริสุทธิ์ขึ้นและให้อภัยจากสิ่งเลวร้ายนั้น  มลพิษทางวัตถุนั้นรุนแรงมาก  แม้  โยค  ปฏิบัติในการรับใช้พระองค์อย่างสมบูรณ์  บางครั้งยังตกหลุมพราง  แต่  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมีพลังมาก  การตกลงต่ำชั่วครั้งชั่วคราวเช่นนี้จะได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องโดยทันที  ฉะนั้น  วิธีการอุทิศตนเสียสละรับใช้จึงมีผลสำเร็จอยู่เสมอ  ไม่มีผู้ใดควรเยาะเย้ยสาวกในการที่ตกลงต่ำจากวิถีทางอันประเสริฐอันเนื่องจากอุบัติเหตุ  ดังจะอธิบายในโศลกต่อไป  การตกลงต่ำชั่วคราวเช่นนี้จะยุติลงในเวลาต่อมา  ทันทีที่สาวกสถิตอย่างสมบูรณ์ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
ดังนั้น  บุคคลผู้สถิตใน  กฺฤษฺณ  สำนึกและปฏิบัติด้วยความมุ่งมั่นในวิธีการสวดภาววนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร  /  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเรราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร  ควรพิจารณาว่าอยู่ในสถานภาพทิพย์  แม้โดยโอกาสหรืออุบัติเหตุพบว่าเขาตกลงต่ำ  คำว่า  สาธุรฺ  เอว  “เขาเป็นนักบุญ”  เน้นมาก  มีคำเตือนสำหรับผู้ไม่ใช่สาวกว่า  เนื่องจากการตกลงต่ำด้วยอุบัติเหตุ  สาวกไม่ควรถูกเยาะเย้ยควรพิจารณาว่าเขายังเป็นนักบุญ  แม้ตกลงต่ำโดยอุบัติเหตุ  และคำว่า  มนฺตวฺยห์  ยิ่งเน้นขึ้นไปอีก  หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามกฎนี้  และเยาะเย้ยสาวกในการตกลงต่ำโดยอุบัติเหตุเท่ากับผู้นี้ไม่เชื่อฟังคำสั่งขององค์  ภควานฺ  คุณสมบัติเดียวของสาวกคือปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างมุ่งมั่นเท่านั้น
ใน  นฺฤสึห  ปุราณ  มีข้อความดังต่อไปนี้
ภควติ จ หราวฺ อนนฺย-เจตา  ภฺฤศ-มลิโน ’ปิ วิราชเต มนุษฺยห์
น หิ ศศ-กลุษ-จฺฉพิห์ กทาจิตฺ  ติมิร-ปราภวตามฺ อุไปติ จนฺทฺรห์
ความหมายคือ  แม้ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างสมบูรณ์ต่อองค์  ภควานฺ  บางครั้งพบว่าบุคคลปฏิบัติในกิจกรรมที่น่ารังเกียจ  กิจกรรมเหล่านี้ควรพิจารณาว่าเหมือนกับจุดต่าง  ๆ  ที่รวมกันเป็นรูปกระต่ายบนดวงจันทร์  จุดเหล่านี้ไม่ได้กลายมาเป็นอุปสรรคในการส่องแสงของดวงจันทร์  ในทำนองเดียวกัน  การตกลงต่ำโดยอุบัติเหตุของสาวกจากวิถีทางของบุคลิกนักบุญไม่ได้ทำให้เขาน่ารังเกียจ
อีกด้านหนึ่ง  เราไม่ควรเข้าใจผิดว่าสาวกที่อยู่ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ทิพย์สามารถปฏิบัติในสิ่งที่น่ารังเกียจต่าง  ๆ  นานาได้  โศลกนี้พาดพิงถึงเฉพาะอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากพลังอันแข็งแกร่งที่มาสัมผัสกับวัตถุเท่านั้น  การอุทิศตนเสียสละรับใช้เหมือนกับการประกาศสงค  ราม  กับพลังงานแห่งความหลง  ตราบเท่าที่เรายังไม่แข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับพลังงานแห่งความหลงอาจตกลงต่ำโดยอุบัติเหตุได้  แต่เมื่อแข็งแรงพอ  เราจะไม่อยู่ภายใต้อำนาจแห่งการตกลงต่ำเช่นนี้อีกต่อไป  ดังที่ได้อธิบายแล้วว่า  ไม่ควรมีผู้ใดฉวยประโยชน์จากโศลกนี้ไปกระทำสิ่งเหลวไหลและคิดว่าตนเองยังเป็นสาวกหากไม่พัฒนาบุคลิกของตนให้ดีขึ้นด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้  พึงเข้าใจไว้ว่าเราไม่ใช่สาวกระดับสูง
क्षिप्रं भवति धर्मात्मा शश्वच्छान्तिं निगच्छति ।
कौन्तेय प्रति जानीहि न मे भक्तः प्रणश्यति ॥ ९.३१ ॥
โศลก 31
kṣipraṁ bhavati dharmātmā  śaśvac-chāntiṁ nigacchati
kaunteya pratijānīhi  na me bhaktaḥ praṇaśyati
กฺษิปฺรํ ภวติ ธรฺมาตฺมา  ศศฺวจฺ-ฉานฺตึ นิคจฺฉติ
เกานฺเตย ปฺรติชานีหิ  น เม ภกฺตห์ ปฺรณศฺยติ
กฺษิปฺรมฺ — เร็ว ๆ นี้, ภวติ — กลายมาเป็น, ธรฺม-อาตฺมา — คุณธรรม, ศศฺวตฺ-ศานฺติมฺ — ความสงบยั่งยืน, นิคจฺฉติ — บรรลุ, เกานฺเตย — โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี, ปฺรติชานีหิ — ประกาศ, — ไม่เคย, เม — ของข้า, ภกฺตห์ — สาวก, ปฺรณศฺยติ — ทำลาย
คำแปล
เขากลายมาเป็นผู้มีคุณธรรม  และบรรลุถึงความสงบอย่างถาวรโดยรวดเร็ว  โอ้  โอรสพระนาง  กุนฺตี  จงประกาศอย่างกล้าหาญว่าสาวกของข้าจะไม่มีวันถูกทำลาย
คำอธิบาย
เช่นนี้ไม่ควรเข้าใจผิด  ในบทที่เจ็ด  องค์  ภควานฺ  ตรัสว่าผู้ปฏิบัติในกิจกรรมที่ไม่ดีไม่สามารถมาเป็นสาวกได้  และผู้ไม่ใช่สาวกขององค์  ภควานฺ  ไม่มีคุณสมบัติดีเลย  จากนั้น  มีคำถามว่า  แล้วทำไมบุคคลที่ปฏิบัติในกิจกรรมอันน่ารังเกียจ  ไม่ว่าจะด้วยอุบัติเหตุหรือด้วยความตั้งใจ  มาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ได้?  คำถามนี้มีเหตุผล  ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทที่เจ็ดว่า  คนสารเลวที่ไม่เคยมาถึงการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  ไม่มีคุณสมบัติดีเลย  ดังที่กล่าวไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  โดยทั่วไป  สาวกปฏิบัติกิจกรรมเก้าวิธีในการอุทิศตนเสียสละ  เป็นวิธีการชะล้างมลทินทางวัตถุทั้งปวงให้ออกจากหัวใจและให้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงประทับอยู่ภายในหัวใจ  ดังนั้น  มลทินบาปทั้งปวงจะถูกชะล้างออกไปโดยธรรมชาติ  การระลึกถึงองค์  ภควานฺ  อยู่ตลอดเวลาทำให้เขาบริสุทธิ์ขึ้นโดยธรรมชาติ  ตามคัมภีร์พระ  เวท  มีกฎเกณฑ์บางประการว่า  หากตกลงต่ำจากสถานภาพที่สูงส่ง  เขาต้องปฏิบัติตามพิธีทางศาสนาเพื่อให้ตนเองบริสุทธิ์ขึ้น  แต่ณ  ที่นี้ไม่มีเงื่อนไขเช่นนี้  เพราะกรรมวิธีเพื่อความบริสุทธิ์อยู่ภายในหัวใจของสาวกแล้วเนื่องจากเขาระลึกถึงองค์  ภควานฺ  อยู่ตลอดเวลา  ฉะนั้น  การสวดภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร  /  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเรฮะเร  ควรดำเนินต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง  เช่นนี้จะปกป้องสาวกจากอุบัติเหตุตกลงต่ำทั้งหมดดังนั้น  เขาจะเป็นอิสระจากมลทินทางวัตถุทั้งปวงชั่วกัลปวสาน
मां हि पार्थ व्यपाश्रित्य येऽपि स्युः पापयोनयः ।
स्त्रियो वैश्यास्तथा शूद्रास्तेऽपि यान्ति परां गतिम् ॥ ९.३२ ॥
โศลก 32
māṁ hi pārtha vyapāśritya  ye ’pi syuḥ pāpa-yonayaḥ
striyo vaiśyās tathā śūdrās  te ’pi yānti parāṁ gatim
มำ หิ ปารฺถ วฺยปาศฺริตฺย  เย ’ปิ สฺยุห์ ปาป-โยนยห์
สฺตฺริโย ไวศฺยาสฺ ตถา ศูทฺราสฺ  เต ’ปิ ยานฺติ ปรำ คติมฺ
มามฺ — ของข้า, หิ — แน่นอน, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, วฺยปาศฺริตฺย — มีที่พึ่งโดย เฉพาะ, เย — พวกเขา, อปิ — เช่นกัน, สฺยุห์ — เป็น, ปาป-โยนยห์ — เกิดในครอบครัวต่ำ, สฺตฺริยห์, ไวศฺยาห์ — พ่อค้า, ตถา — เช่นกัน, ศูทฺราห์ — คนชั้นต่ำ,เต อปิ — แม้พวกเขา, ยานฺติ — ไป, ปรามฺ — ถึงองค์ภควาน, คติมฺ — จุดมุ่งหมาย
คำแปล
โอ้  โอรสพระนาง  ปฺฤถา  พวกที่มาพึ่งข้า  ถึงแม้ว่าเกิดมาต่ำ  เช่นสตรี  ไวศฺย  (พ่อค้า)  และ  ศูทฺร  (ผู้ใช้แรงงาน)  สามารถบรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดได้
คำอธิบาย
ณ  ที่นี้องค์  ภควานฺ  ทรงประกาศอย่างชัดเจนว่า  ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ไม่มีข้อแบ่งแยกระหว่างชนชั้นต่ำและชนชั้นสูง  ในแนวคิดแห่งชีวิตทางวัตถุมีการแบ่งแยกเช่นนี้  แต่สำหรับผู้ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ทิพย์ต่อองค์  ภควานฺ  จะไม่มี  ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะไปถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดได้  ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (2.4.18)  กล่าวไว้ว่า  แม้พวกที่ต่ำสุดเรียกว่า  จณฺฑาล  (คนกินสุนัข)  สามารถทำให้บริสุทธิ์ขึ้นมาได้ด้วยการมาคบหาสมาคมกับสาวกผู้บริสุทธิ์  ฉะนั้น  การอุทิศตนเสียสละรับใช้และการนำทางของสาวกผู้บริสุทธิ์มีพลังอำนาจมากจนไม่มีการเลือกปฏิบัติระหว่างชนชั้นที่ต่ำกว่าและชนชั้นที่สูงกว่า  ทุก  ๆ  คนนำไปปฏิบัติได้  คนที่เรียบง่ายที่สุดมาพึ่งสาวกผู้บริสุทธิ์สามารถทำให้บริสุทธิ์ขึ้นได้จากการนำทางที่ถูกต้อง  ตามระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติวัตถุ  มนุษย์แบ่งอยู่ในระดับแห่งความดี  (พฺราหฺมณ)  ระดับแห่งตัณหา  (กฺษตฺริย  หรือผู้บริหาร)ระดับผสมกันระหว่างตัณหาและอวิชชา  (ไวศฺย  หรือพ่อค้า)  และระดับแห่งอวิชชา(ศูทฺร  หรือผู้ใช้แรงงาน)  พวกที่ต่ำไปกว่านี้เรียกว่า  จณฺฑาล  ที่เกิดในครอบครัวบาปโดยทั่วไปการคบหาสมาคมกับผู้ที่เกิดในครอบครัวบาป  ชนชั้นสูงรับไม่ได้  แต่วิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้มีพลังอำนาจมาก  สาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์  ภควานฺ  สามารถทำให้คนในชั้นต่ำทั้งหมดบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดแห่งชีวิตได้  เป็นเช่นนี้ได้เมื่อเ  ราม  าพึ่งกฺฤษฺณ  เท่านั้น  ดังที่ได้แสดงไว้  ณ  ที่นี้ด้วยคำว่า  วฺยปาศฺริตฺย  เราต้องมาพึ่ง  กฺฤษฺณโดยสมบูรณ์แล้วจะกลายมาเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่า  ชฺญานี  และ  โยค  ผู้ยิ่งใหญ่
किं पुनर्ब्राह्मणाः पुण्या भक्ता राजर्षयस्तथा ।
अनित्यमसुखं लोकमिमं प्राप्य भजस्व माम् ॥ ९.३३ ॥
โศลก 33
kiṁ punar brāhmaṇāḥ puṇyā  bhaktā rājarṣayas tathā
anityam asukhaṁ lokam  imaṁ prāpya bhajasva mām
กึ ปุนรฺ พฺราหฺมณาห์ ปุณฺยา  ภกฺตา ราชรฺษยสฺ ตถา
อนิตฺยมฺ อสุขํ โลกมฺ  อิมํ ปฺราปฺย ภชสฺว มามฺ
กิมฺ — เท่าไร, ปุนห์ — อีกครั้งหนึ่ง, พฺราหฺมณาห์พฺราหฺมณ, ปุณฺยาห์ — บุญ, ภกฺตาห์ — เหล่าสาวก, ราช-ฤษยห์ — กษัตริย์ผู้ทรงธรรม, ตถา — เช่นกัน, อนิตฺยมฺ — ชั่วคราว, อสุขมฺ — เต็มไปด้วยความทุกข์, โลกมฺ — โลก-โลก, อิมมฺ — นี้, ปฺราปฺย — ได้รับ, ภชสฺว — ปฏิบัติ ในการรับใช้ด้วยความรัก, มามฺ — แด่ข้า
คำแปล
แล้วจะเป็นเช่นนี้อีกมากเพียงใด  สำหรับ  พฺราหฺมณ  ผู้มีบุญ  เหล่าสาวก  และกษัตริย์ผู้ทรงธรรม  ฉะนั้น  เมื่อมาอยู่ในโลกแห่งความทุกข์ที่ไม่ถาวรนี้  จงปฏิบัติรับใช้ข้าด้วยความรัก
คำอธิบาย
ในโลกนี้มีการแบ่งชั้นสำหรับผู้คน  แต่ในที่สุดโลกนี้ไม่ใช่สถานที่ที่มีความสุขสำหรับผู้ใด  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  อนิตฺยมฺ  อสุขํ  โลกมฺ  โลกนี้ไม่ถาวรเต็มไปด้วยความทุกข์  และไม่ใช่ที่อยู่อาศัยของสุภาพบุรุษผู้มีสติสัมปชัญญะดี  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงประกาศว่าโลกนี้ไม่ถาวร  และเต็มไปด้วยความทุกข์  นักปราชญ์บางท่านโดยเฉพาะนักปราชญ์  มายาวาที  กล่าวว่า  โลกนี้ไม่จริง  แต่เราสามารถเข้าใจได้จาก  ภควัท-คีตา  ว่า  โลกนี้มิใช่ว่าไม่จริง  แต่ไม่ถาวร  มีข้อแตกต่างระหว่างความไม่ถาวรและความไม่จริง  โลกนี้ไม่ถาวรแต่มีอีกโลกหนึ่งที่ถาวร  โลกนี้มีความทุกข์แต่มีอีกโลกหนึ่งเป็นอมตะและมีความปลื้มปีติสุข
อรฺชุน  ประสูติในราชวงศ์  กฺษตฺริย  ผู้ทรงธรรม  องค์  ภควานฺ  ตรัสต่อ  อรฺชุน  เช่นกันว่า  “จงรับเอาการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อข้าไปปฏิบัติ  และกลับคืนสู่องค์  ภควานฺ  คืนสู่เหย้าโดยเร็ว”  ไม่มีผู้ใดควรจมปรักอยู่ในโลกที่ไม่ถาวรนี้ซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์  ตามความเป็นจริง  ทุกคนควรซบตนเองอยู่ที่พระอุระของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เพื่อจะได้มีความสุขนิรันดร  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  เป็นวิถีทางเดียวเท่านั้นที่ปัญหาทั้งหมดของชนทุกชั้นสามารถได้รับการแก้ไข  ดังนั้น  ทุกคนควรรับเอา  กฺฤษฺณจิตสำนึกมาปฏิบัติ  และทำให้ชีวิตสมบูรณ์
मन्मना भव मद्भक्तो मद्याजी मां नमस्कुरु ।
मामेवैष्यसि युक्त्वैवमात्मानं मत्परायणः ॥ ९.३४ ॥
โศลก 34
man-manā bhava mad-bhakto  mad-yājī māṁ namaskuru
mām evaiṣyasi yuktvaivam  ātmānaṁ mat-parāyaṇaḥ
มนฺ-มนา ภว มทฺ-ภกฺโต  มทฺ-ยาชี มำ นมสฺกุรุ
มามฺ เอไวษฺยสิ ยุกฺไตฺววมฺ  อาตฺมานํ มตฺ-ปรายณห์
มตฺ-มนาห์ — ระลึกถึงข้าอยู่เสมอ, ภว — มาเป็น, มตฺ — ของข้า, ภกฺตห์ — สาวก, มตฺ — ของ ข้า, ยาชี — ผู้บูชา, มามฺ — แด่ข้า, นมสฺ-กุรุ — ถวายความเคารพ, มามฺ — แด่ข้า, เอว — อย่าง สมบูรณ์, เอษฺยสิ — เธอจะมา, ยุกฺตฺวา — ซึมซาบ, เอวมฺ — ดังนั้น, อาตฺมานมฺ — วิญญาณของ เธอ, มตฺ-ปรายณห์ — อุทิศแด่ข้า
คำแปล
ให้จิตใจของเธอระลึกถึงข้าอยู่เสมอ  มาเป็นสาวกของข้า  ถวายความเคารพต่อข้าบูชาข้า  และซึมซาบอยู่ในข้าอย่างสมบูรณ์  แน่นอนว่าเธอจะมาหาข้า
คำอธิบาย
โศลกนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นวิถีทางเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งเราให้ออกจากเงื้อมมือของโลกวัตถุที่มีมลทินนี้ได้  บางครั้งนักบรรยายผู้ไม่มีคุณธรรมบิดเบือนความหมายซึ่งกล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ทั้งหมดควรถวายให้องค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  ด้วยความอับโชคนักบรรยายผู้ไม่มีคุณธรรมชักจูงจิตใจของผู้อ่านให้หันเหไปในหนทางที่เป็นไปไม่ได้  นักบรรยายเหล่านี้ไม่รู้ว่าไม่มีข้อแตกต่างระหว่างจิตใจของ  กฺฤษฺณ  และพระวรกายของพระองค์  กฺฤษฺณทรงไม่ใช่มนุษย์ปุถุชนธรรมดา  พระองค์ทรงเป็นสัจธรรมสูงสุด  พระวรกายของพระองค์จิตใจของพระองค์  และตัวพระองค์เองเป็นหนึ่งเดียวกันและสมบูรณ์สูงสุด  ได้กล่าวไว้ใน  กูรฺม  ปุราณ  ดังที่  ภกฺติสิทฺธานฺต  สรสฺวตี  โคสฺวามี  ได้อ้างอิงในคำบรรยาย  อนุภาษฺย  ของหนังสือ  ไจตนฺย-จริตามฺฤต  (บทที่ห้า  อาทิ-ลีลา  โศลก  41-48)  เทห-เทหิ-วิเภโท  ’ยํ  เนศฺวเร  วิทฺยเต  กฺวจิตฺ  หมายความว่าในองค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างตัวพระองค์เองและพระวรกายของพระองค์  เนื่องจากนักบรรยายไม่รู้ศาสตร์แห่ง  กฺฤษฺณ  จึงซ่อน  กฺฤษฺณ  และแบ่งแยกบุคลิกภาพของพระองค์จากจิตใจหรือจากพระวรกายของพระองค์  แม้ว่านี่เป็นเพียงอวิชชาในศาสตร์แห่ง  กฺฤษฺณ  โดยแท้  แต่บางคนยังทำผลกำไรจากการชักนำผู้คนไปในทางที่ผิด
มีบางคนที่เป็นมาร  คิดถึง  กฺฤษฺณ  เช่นเดียวกันนี้  แต่ด้วยความอิจฉาเหมือนกับ  กฺษตฺริย  กํส  พระมาตุลาของ  กฺฤษฺณ  ซึ่งคิดถึง  กฺฤษฺณ  เสมอเช่นเดียวกันแต่ความคิดของ  กํส  เป็นศัตรู  และอยู่ในความวิตกกังวลเสมอว่าเมื่อไร  กฺฤษฺณ  จะมาสังหารตนความคิดเช่นนี้จะไม่ช่วยเรา  เราควรคิดถึง  กฺฤษฺณ  ในการอุทิศตนเสียสละด้วยความรักนั่นคือ  ภกฺติ  เราควรพัฒนาความรู้แห่งองค์  กฺฤษฺณ  อย่างต่อเนื่อง  การพัฒนาที่อำนวยประโยชน์นั้นคืออะไร?  คือการเรียนรู้จากครูผู้เชื่อถือได้  กฺฤษฺณ  คือองค์  ภควานฺ  ได้อธิบายไว้หลายครั้งแล้วว่า  พระวรกายของพระองค์ไม่ใช่วัตถุ  แต่ทรงเป็นอมตะมีความปลื้มปีติสุขและความรู้  การสนทนาเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  เช่นนี้จะช่วยให้เ  ราม  าเป็นสาวก  การเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ว่าเป็นอย่างอื่น  โดยเรียนรู้จากแหล่งที่ผิดจะพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ได้รับผลประโยชน์อันใดเลย
ฉะนั้น  เราควรให้จิตใจจดจ่ออยู่ที่รูปลักษณ์อมตะ  รูปลักษณ์เดิมแท้ของกฺฤษฺณ  ด้วยความมุ่งมั่นในหัวใจว่า  กฺฤษฺณ  คือองค์  ภควานฺ  และเราควรปฏิบัติในการบูชา  มีวัดเป็นร้อย  ๆ  พัน  ๆ  วัดในประเทศอินเดียที่บูชา  กฺฤษฺณ  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  เมื่อมีการปฏิบัติเช่นนี้เราต้องถวายความเคารพต่อ  กฺฤษฺณ  ก้มศีรษะต่อหน้าพระปฏิมา  ใช้จิดใจ  ร่างกาย  กิจกรรม  และทุกสิ่งทุกอย่างปฏิบัติรับใช้  เช่นนี้จะทำให้ซึมซาบอยู่ใน  กฺฤษฺณ  อย่างสมบูรณ์โดยไม่เบี่ยงเบน  และจะช่วยย้ายเราไปยัง  กฺฤษฺณโลก  เราควรระวังไม่ให้นักบรรยายผู้ไม่มีคุณธรรมมาบิดเบือน  และต้องปฏิบัติในวิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้เก้าวิธี  เริ่มจากการสดับฟังและการสวดภาวนาเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์คือจุดมุ่งหมายสูงสุดของสังคมมนุษย์
บทที่เจ็ดและบทที่แปดของ  ภควัท-คีตา  อธิบายถึงการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์แด่องค์  ภควานฺ  โดยปราศจากความรู้จากการคาดคะเน  อิทธิฤทธิ์  โยค  และกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ  พวกที่ยังไม่ทำให้ตนเองบริสุทธิ์ขึ้นอาจยึดติดอยู่กับลักษณะต่าง  ๆ  ขององค์  ภควานฺ  เช่น  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  ที่ไร้รูปลักษณ์  และ  ปรมาตฺมา  ในหัวใจของทุกคน  แต่สาวกผู้บริสุทธิ์ปฏิบัติตนรับใช้องค์  ภควานฺ  โดยตรง
มีบทกวีอันสวยงามเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  ที่กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  ผู้ใดปฏิบัติในการบูชาเทวดาเป็นผู้ที่ด้อยปัญญาที่สุด  และไม่สามารถได้รับรางวัลสูงสุดจากองค์  ภควานฺ  ไม่ว่าในเวลาใด  ในตอนต้น  บางครั้งสาวกอาจตกต่ำลงจากมาตรฐานแต่ควรพิจารณาว่าสูงส่งกว่านักปราชญ์และ  โยค  ทั้งหลาย  ผู้ที่ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอยู่เสมอควรเข้าใจว่าเป็นนักบุญโดยสมบูรณ์  กิจกรรมที่ไม่ใช่การอุทิศตนเสียสละซึ่งเกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุจะลดน้อยลง  และเขาจะสถิตในความสมบูรณ์บริบูรณ์โดยเร็วอย่างไม่ต้องสงสัย  สาวกผู้บริสุทธิ์ไม่มีโอกาสที่จะตกลงต่ำจริง  เพราะว่าองค์  ภควานฺ  ทรงดูแลสาวกผู้บริสุทธิ์ด้วยตัวพระองค์เอง  ฉะนั้น  ผู้มีปัญญาควรรับเอาวิธีแห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมาปฏิบัติโดยตรงและใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขในโลกวัตถุนี้  แล้วจะได้รับรางวัลสูงสุดจาก  กฺฤษฺณ  ในอนาคต
ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย ภกฺติเวทนฺต บทที่เก้าของหนังสือ ศฺรีมทฺ ภควัท-คีตา ในหัวข้อเรื่องความรู้ที่ลับสุดยอด

ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

บทที่ สิบ

บทที่ 10

ความมั่งคั่งแห่งสัจธรรม

chapterImage

ความมั่งคั่งแห่งสัจธรรม

श्रीभगवानुवाच ।
भूय एव महाबाहो शृणु मे परमं वचः
यत्तेऽहं प्रीयमाणाय वक्ष्यामि हितकाम्यया ॥ १०.१ ॥
โศลก 1
śrī-bhagavān uvāca
bhūya eva mahā-bāho  śṛṇu me paramaṁ vacaḥ
yat te ’haṁ prīyamāṇāya  vakṣyāmi hita-kāmyayā
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
ภูย เอว มหา-พาโห  ศฺฤณุ เม ปรมํ วจห์
ยตฺ เต ’หํ ปฺรียมาณาย  วกฺษฺยามิ หิต-กามฺยยา
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — องค์ภควานตรัส, ภูยห์ — อีกครั้งหนึ่ง, เอว — แน่นอน, มหา-พาโห — โอ้ ยอดนักรบ, ศฺฤณุ — จงฟัง, เม — ของข้า, ปรมมฺ — สูงสุด, วจห์ — คำสั่งสอน, ยตฺ — ซึ่ง, เต — แด่เธอ, อหมฺ — ข้า, ปฺรียมาณาย — คิดว่าเธอเป็นที่รักของข้า, วกฺษฺยามิ — ตรัส, หิต-กามฺยยา — เพื่อประโยชน์แด่เธอ
คำแปล
องค์ภควานตรัสว่า  จงฟังอีกครั้งหนึ่ง  โอ้  อรฺชุน  ยอดนักรบ  เพราะว่าเธอเป็นเพื่อนรักของข้า  ข้าจะพูดให้ความรู้ในสิ่งที่ดีกว่าที่ได้เคยอธิบายไปแล้ว  เพื่อเป็นประโยชน์แด่เธอ
คำอธิบาย
ปราศร  มุนิ  ได้อธิบายคำว่า  ภควานฺ  คือผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นคั่งหกประการ  ได้แก่  พลังอำนาจ  ชื่อเสียง  ความร่ำรวย  ความรู้  ความสง่างาม  และความเสียสละ  องค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  หรือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ขณะที่ประทับอยู่บนโลกนี้  ทรงแสดงความมั่งคั่งหกประการนี้  ดังนั้น  บรรดานักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย  เช่นปราศร  มุนิ  ยอมรับว่า  กฺฤษฺณ  คือองค์  ภควานฺ  บัดนี้  กฺฤษฺณ  ทรงสั่งสอน  อรฺชุนด้วยความรู้ที่เป็นความลับยิ่งขึ้นไปอีกเกี่ยวกับความมั่งคั่ง  พระภารกิจของพระองค์  ก่อนหน้านี้ทรงเริ่มต้นจากบทที่เจ็ด  องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายถึงพลังงานต่าง  ๆ  ของพระองค์ว่าทำงานกันอย่างไร  ในบทนี้  ทรงอธิบายถึงความมั่งคั่งของพระองค์โดยเฉพาะแด่อาร-จุนะ  บทที่แล้วทรงอธิบายถึงพลังงานต่าง  ๆ  อย่างชัดเจน  เพื่อสถาปนาการอุทิศตนเสียสละด้วยความมั่นคง  ในบทนี้อีกครั้งหนึ่ง  ทรงตรัสต่อ  อรฺชุน  เกี่ยวกับปรากฎการณ์และความมั่งคั่งต่าง  ๆ
เมื่อได้สดับฟังเกี่ยวกับองค์  ภควานฺ  มากขึ้น  เราจะตั้งมั่นอยู่กับการอุทิศตนเสียสละรับใช้มากยิ่งขึ้น  เราควรสดับฟังเกี่ยวกับพระองค์ร่วมกับเหล่าสาวกของพระองค์เสมอ  เพราะจะช่วยส่งเสริมการอุทิศตนเสียสละรับใช้  การสนทนาในสังคมสาวกเป็นไปได้  โดยเฉพาะพวกที่มีความกระตือรือร้นอย่างแท้จริงที่จะอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  บุคคลอื่นไม่สามารถมีส่วนร่วมในการสนทนาเช่นนี้  องค์  ภควานฺ  ตรัสต่อ  อรฺชุน  อย่างชัดเจนว่า  เนื่องจาก  อรฺชุน  เป็นที่รักยิ่งของพระองค์  และเพื่อประโยชน์ของ  อรฺชุน  จึงได้มีการสนทนาเช่นนี้เกิดขึ้น
न मे विदुः सुरगणाः प्रभवं न महर्षयः ।
अहमादिर्हि देवानां महर्षीणां च सर्वशः ॥ १०.२ ॥
โศลก 2
na me viduḥ sura-gaṇāḥ  prabhavaṁ na maharṣayaḥ
aham ādir hi devānāṁ  maharṣīṇāṁ ca sarvaśaḥ
น เม วิทุห์ สุร-คณาห์  ปฺรภวํ น มหรฺษยห์
อหมฺ อาทิรฺ หิ เทวานำ  มหรฺษีณำ จ สรฺวศห์
— ไม่เคย, เม — ของข้า, วิทุห์ — ทราบ, สุร-คณาห์ — เหล่าเทวดา, ปฺรภวมฺ — แหล่งเดิม, ความมั่งคั่ง, — ไม่เคย, มหา-ฤษยห์ — นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่, อหมฺ — ข้าเป็น, อาทิห์ — แหล่งกำเนิด, หิ — แน่นอน, เทวานามฺ — ของเหล่าเทวดา, มหา-ฤษีณามฺ — ของนักบวชผู้ยิ่ง ใหญ่, — เช่นกัน, สรฺวศห์ — ในทุก ๆ ด้าน
คำแปล
ทั้งเทวดาและนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่จำนวนมากไม่รู้แหล่งกำเนิดหรือความมั่งคั่งของข้า  แต่ข้าคือแหล่งกำเนิดของเหล่าเทวดาและนักปราชญ์ด้วยประการทั้งปวง
คำอธิบาย
ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  ว่า  ศฺรี  กฺฤษฺณ  คือองค์  ภควานฺ  ไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  ณ  ที่นี้พระองค์ตรัสไว้เช่นกันว่า  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของเหล่าเทวดาและนักปราชญ์ทั้งหลาย  แม้เทวดาและนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ไม่สามารถเข้าใจ  กฺฤษฺณ  เมื่อพวกนี้ไม่สามารถเข้าใจพระนามหรือบุคลิกภาพของ  กฺฤษฺณ  แล้วผู้ที่สมมติว่าเป็นนักวิชาการแห่งโลกใบเล็ก  ๆ  นี้จะมีสถานภาพเช่นไร?  ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจว่าทำไมองค์  ภควานฺ  เสด็จมายังโลกเหมือนกับปุถุชนคนธรรมดา  และปฏิบัติกิจกรรมที่ไม่ธรรมดาอันน่าอัศจรรย์เช่นนี้  จากนั้นเราควรรู้ว่า  ความรู้ทางวิชาการไม่ใช่คุณสมบัติที่จำเป็นในการเข้าใจ  กฺฤษฺณ  แม้แต่เทวดาและนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ได้พยายามเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ด้วยการคาดคะเนทางจิตใจ  แต่ไม่ประสบผลสำเร็จใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนเช่นกันว่า  แม้เหล่าเทวดาผู้ยิ่งใหญ่ไม่สามารถเข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  พวกเขาสามารถคาดคะเนจนถึงขีดจำกัดของประสาทสัมผัสอันไม่สมบูรณ์  จนมาถึงจุดสรุปที่ตรงกันข้าม  คือลัทธิไร้รูปลักษณ์เกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ปรากฏจากคุณลักษณะทั้งสามของธรรมชาติวัตถุ  หรืออาจจินตนาการบางสิ่งบางอย่างด้วยการคาดคะเนทางจิตใจแต่เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจ  กฺฤษฺณด้วยการคาดคะเนที่โง่เขลาเช่นนี้
ณ  ที่นี้องค์  ภควานฺ  ตรัสโดยอ้อมว่า  หากผู้ใดปรารถนาจะรู้สัจธรรมที่สมบูรณ์“บัดนี้ข้าปรากฏในฐานะบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ข้าคือองค์  ภควานฺ  ”  เราควรรู้เช่นนี้ถึงแม้ว่าเราไม่สามารถเข้าใจองค์  ภควานฺ  ผู้ไม่สามารถมองเห็นได้และทรงปรากฏด้วยพระองค์เอง  อย่างไรก็ดี  พระองค์ทรงปรากฏ  เราสามารถเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ได้อย่างแท้จริงว่าเป็นอมตะ  เปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติสุข  และความรู้  จากการศึกษาคำดำรัสของพระองค์ใน  ภควัท-คีตา  และ  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ทัศนคติเกี่ยวกับองค์  ภควานฺ  ที่เหมือนกับพลังอำนาจที่สามารถควบคุมบางอย่าง  หรือว่าเป็น  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  บุคคลผู้อยู่ภายใต้พลังอำนาจเบื้องต่ำสามารถบรรลุถึง  แต่ผู้ที่อยู่ในสถานภาพทิพย์เท่านั้นจึงสามารถสำเหนียกถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าได้
เพราะว่าคนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ในสถานภาพอันแท้จริง  ด้วยพระเมตตาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ขององค์  ภควานฺ  ทรงเสด็จลงมาเพื่ออนุเคราะห์ต่อนักคาดคะเนเหล่านี้  ถึงกระนั้น  แม้จะมีกิจกรรมอันไม่ธรรมดาขององค์  ภควานฺ  เนื่องจากมลทินแห่งพลังงานวัตถุ  นักคาดคะเนเหล่านี้ยังคิดว่า  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์คือองค์  ภควานฺ  เหล่าสาวกผู้ศิโรราบต่อองค์  ภควานฺ  โดยดุษฎีเท่านั้น  จึงสามารถเข้าใจได้ด้วยพระกรุณาธิคุณของบุคลิกภาพสูงสุดว่าพระองค์คือ  กฺฤษฺณ  เหล่าสาวกขององค์  ภควานฺไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับแนวคิด  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  ความศรัทธาและการอุทิศตนเสียสละจะนำพวกท่านให้มาศิโรราบต่อพระองค์โดยทันที  และด้วยพระเมตตาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ  กฺฤษฺณ  ทำให้สามารถเข้าใจ  กฺฤษฺณ  นอกนั้นไม่มีผู้ใดเข้าใจพระองค์  ดังนั้นแม้นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่เห็นด้วยว่า  อาตฺมา  คืออะไร  องค์  ภควานฺ  อะไร?  และพระองค์คือบุคคลที่เราต้องบูชา
यो मामजमनादिं च वेत्ति लोकमहेश्वरम् ।
असंमूढः स मर्त्येषु सर्वपापैः प्रमुच्यते ॥ १०.३ ॥
โศลก 3
yo mām ajam anādiṁ ca  vetti loka-maheśvaram
asammūḍhaḥ sa martyeṣu  sarva-pāpaiḥ pramucyate
โย มามฺ อชมฺ อนาทึ จ  เวตฺติ โลก-มเหศฺวรมฺ
อสมฺมูฒห์ ส มรฺเตฺยษุ  สรฺว-ปาไปห์ ปฺรมุจฺยเต
ยห์ — ผู้ใดซึ่ง, มามฺ — ข้า, อชมฺ — ไม่มีการเกิด, อนาทิมฺ — ไม่มีจุดเริ่มต้น, — เช่นกัน, เวตฺติ — รู้, โลก — โลก, มหา-อีศฺวรมฺ — เจ้านายสูงสุด, อสมฺมูฒห์ — ไม่หลงผิด, สห์ — เขา, มรฺเตฺยษุ — ในหมู่พวกที่ต้องตาย, สรฺว-ปาไปห์ — จากผลบาปทั้งปวง, ปฺรมุจฺยเต — ถูกจัดส่ง
คำแปล
ผู้ที่รู้ว่าข้าคือผู้ไม่มีการเกิด  ไม่มีจุดเริ่มต้น  รู้ว่าข้าคือองค์ภควานที่สูงสุดของโลกทั้งหลาย  ผู้นี้เท่านั้นที่ไม่หลงผิดในหมู่มนุษย์และเป็นอิสระจากความบาปทั้งปวง
คำอธิบาย
ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทที่เจ็ด  (7.3)  ว่า  มนุษฺยาณำ  สหเสฺรษุ  กศฺจิทฺ  ยตติ  สิทฺธเย  พวกที่พยายามพัฒนาตนเองมาสู่ระดับแห่งความรู้แจ้งทิพย์ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาพวกนี้เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดานับจำนวนล้าน  ๆ  และล้าน  ๆ  คนที่ไม่มีความรู้แห่งความรู้แจ้งทิพย์  แต่จากพวกที่พยายามที่จะเข้าใจสถานภาพทิพย์ของตนอย่างแท้จริง  ผู้มาถึงจุดที่เข้าใจว่า  กฺฤษฺณ  คือองค์  ภควานฺ  เจ้าของสรรพสิ่งและทรงไม่มีการเกิด  จะเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในความรู้แจ้งทิพย์  ในระดับนี้เท่านั้นที่จะเข้าใจสถานภาพอันสูงสุดของ  กฺฤษฺณ  อย่างเต็มเปี่ยมและเป็นอิสระจากผลบาปทั้งปวงโดยสมบูรณ์
ณ  ที่นี้ได้อธิบายองค์  ภควานฺ  ด้วยคำว่า  อช  หมายถึง  “ไม่มีการเกิด”  แต่พระองค์ทรงแตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตที่อธิบายไว้ในบทที่สองว่าเป็น  อช  พระองค์ทรงแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตที่เกิดและตายอันเนื่องมาจากความยึดติดทางวัตถุ  พันธวิญญาณเปลี่ยนร่างของตนเอง  แต่พระวรกายขององค์  ภควานฺ  ไม่มีการเปลี่ยนแปลง  แม้เมื่อเสด็จลงมายังโลกวัตถุนี้  ซึ่งมาในรูปลักษณ์ที่ไม่มีการเกิดเหมือนเดิม  ดังนั้น  ในบทที่สี่ได้กล่าวไว้ว่า  ด้วยพลังอำนาจเบื้องสูงของพระองค์ที่ทรงมิได้อยู่ภายใต้พลังงานวัตถุเบื้องต่ำ  แต่อยู่ในพลังงานเบื้องสูงเสมอ
ในโศลกนี้คำว่า  เวตฺติ  โลก-มเหศฺวรมฺ  แสดงว่าเราควรรู้ว่าองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณทรงเป็นเจ้าของสูงสุดแห่งระบบดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  ในจักรวาล  พระองค์ทรงอยู่ก่อนการสร้าง  และพระองค์ทรงแตกต่างจากการสร้าง  เหล่าเทวดาทั้งหลายถูกสร้างขึ้นมาภายในโลกวัตถุนี้  แต่สำหรับ  กฺฤษฺณ  กล่าวไว้ว่า  พระองค์ทรงมิได้ถูกสร้างขึ้นมา  ดังนั้น  กฺฤษฺณ  ทรงแตกต่างจากแม้แต่เทวดาผู้ยิ่งใหญ่เช่นพระ  พฺรหฺมา  และพระ  ศิว  เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้สร้างพระ  พฺรหฺมา  พระ  ศิว  และเทวดาอื่น  ๆ  ทั้งหลาย  พระองค์จึงทรงเป็นบุคคลสูงสุดของดาวเคราะห์ทั้งหมด
ดังนั้น  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงแตกต่างจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกสร้างขึ้นมา  ผู้ใดที่รู้เช่นนี้เป็นผู้ที่หลุดพ้นจากผลบาปทั้งปวงทันที  เราต้องเป็นอิสระจากกิจกรรมบาปทั้งหมดเพื่อมาอยู่ในความรู้แห่งองค์  ภควานฺ  ด้วยการอุทิศตนเสียสละเท่านั้นที่จะรู้ถึงพระองค์ได้  ไม่ใช่ด้วยวิธีอื่นใดทั้งสิ้น  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ภควัท-คีตา  
เราไม่ควรพยายามเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ว่าเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา  ดังที่กล่าวไว้แล้วว่าคนโง่เขลาเท่านั้นที่คิดว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุคคลธรรมดา  ได้เน้นไว้  ณ  ที่นี้อีกครั้งหนึ่งด้วยวิธีที่ต่างกัน  คนมีปัญญาพอที่จะเข้าใจสถานภาพพื้นฐานเดิมขององค์  ภควานฺ  จะเป็นผู้ที่มีอิสระจากผลบาปทั้งปวงเสมอ
หากเป็นที่รู้กันว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุตรของพระนาง  เทวกี  แล้วพระองค์จะทรงเป็นผู้ที่ไม่มีการเกิดได้อย่างไร  ได้อธิบายไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  เช่นกัน  เมื่อพระองค์ทรงปรากฏต่อหน้าพระนาง  เทวกี  และ  วสุเทว  พระองค์ทรงมิได้เกิดเหมือนเด็กน้อยธรรมดา  กฺฤษฺณ  ทรงปรากฏในรูปลักษณ์เดิมแท้ของพระองค์  จากนั้นทรงเปลี่ยนพระวรกายมาเป็นเด็กน้อยธรรมดา
ทุกสิ่งทุกอย่างที่กระทำไปภายใต้คำสั่งของ  กฺฤษฺณ  เป็นทิพย์  ไม่มีมลทินจากผลทางวัตถุซึ่งอาจจะเป็นมงคลหรือไม่เป็นมงคล  แนวคิดที่ว่ามีสิ่งที่เป็นมงคลและไม่เป็นมงคลในโลกวัตถุเป็นการอุปโลกน์ทางจิต  ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เป็นมงคลเพราะว่าตัวธรรมชาติวัตถุเองไม่เป็นมงคล  เราเพียงแต่จินตนาการว่าเป็นมงคล  ความเป็นสิริมงคลที่แท้จริงขึ้นอยู่กับกิจกรรมใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกด้วยการอุทิศตนเสียสละและรับใช้อย่างเต็มเปี่ยม  ดังนั้น  หากเราปรารถนาให้กิจกรรมของพวกเราเป็นมงคล  เราควรทำงานภายใต้คำชี้นำขององค์  ภควานฺ  คำชี้นำเหล่านี้ได้ให้ไว้ในพระคัมภีร์ที่เชื่อถือได้  เช่น  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  และ  ภควัท-คีตา  หรือจากพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  เพราะว่าพระอาจารย์ทิพย์เป็นผู้แทนขององค์  ภควานฺ  คำชี้นำของท่านเป็นการชี้นำโดยตรงจากองค์  ภควานฺ  พระอาจารย์ทิพย์  นักบุญ  และพระคัมภีร์ชี้นำไปในทางเดียวกัน  จะไม่มีข้อขัดแย้งในสามแหล่งนี้  การกระทำทั้งหมดภายใต้การชี้นำเช่นนี้เป็นอิสระจากผลบุญหรือผลบาปของโลกวัตถุนี้  ท่าทีทิพย์ของสาวกในการปฏิบัติกิจกรรมอันที่จริงเป็นการเสียสละจึงเรียกว่า  สนฺนฺยาส  ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกหนึ่งบทที่หกของ  ภควัท-คีตา  ผู้ปฏิบัติไปตามหน้าที่เพราะได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติจากองค์  ภควานฺ  และเป็นผู้ที่ไม่ได้หาที่พึ่งในผลแห่งกิจกรรมของตนเอง  (อนาศฺริตห์  กรฺม-ผลมฺ)  เป็นผู้เสียสละที่แท้จริง  ผู้ใดปฏิบัติภายใต้การชี้นำขององค์  ภควานฺ  เป็น  สนฺนฺยาสี  และเป็น  โยค  ที่แท้จริง  ไม่ใช่บุคคลผู้แต่งชุด  สนฺนฺยาสี  หรือ  โยค  จอมปลอม
बुद्धिर्ज्ञानमसंमोहः क्षमा सत्यं दमः शमः ।
सुखं दुःखं भवोऽभावो भयं चाभयमेव च ॥ १०.४ ॥
अहिंसा समता तुष्टिस्तपो दानं यशोऽयशः ।
भवन्ति भावा भूतानां मत्त एव पृथग्विधाः ॥ १०.५ ॥
โศลก 4-5
buddhir jñānam asammohaḥ  kṣamā satyaṁ damaḥ śamaḥ
sukhaṁ duḥkhaṁ bhavo ’bhāvo  bhayaṁ cābhayam eva ca
พุทฺธิรฺ ชฺญานมฺ อสมฺโมหห์  กฺษมา สตฺยํ ทมห์ ศมห์
สุขํ ทุห์ขํ ภโว ’ภาโว  ภยํ จาภยมฺ เอว จ
ahiṁsā samatā tuṣṭis  tapo dānaṁ yaśo ’yaśaḥ
bhavanti bhāvā bhūtānāṁ  matta eva pṛthag-vidhāḥ
อหึสา สมตา ตุษฺฏิสฺ  ตโป ทานํ ยโศ ’ยศห์
ภวนฺติ ภาวา ภูตานำ  มตฺต เอว ปฺฤถคฺ-วิธาห์
พุทฺธิห์ — ปัญญา, ชฺญานมฺ — ความรู้, อสมฺโมหห์ — ปราศจากความสงสัย, กฺษมา — การ ให้อภัย,สตฺยมฺ — สัจจะ,ทมห์ — ควบคุมประสาทสัมผัส, ศมห์ — ควบคุมจิตใจ, สุขมฺ — ความสุข, ทุห์ขมฺ — ความทุกข์, ภวห์ — การเกิด, อภาวห์ — การตาย, ภยมฺ — ความกลัว, — เช่นกัน, อภยมฺ — ความไม่กลัว, เอว — เช่นกัน, — และ, อหึสา — ไม่เบียดเบียน, สมตา — อุเบกขา, ตุษฺฏิห์ — ความพึงพอใจ, ตปห์ — การบำเพ็ญเพียร, ทานมฺ — การให้ ทาน, ยศห์ — มีชื่อเสียง, อยศห์ — เสียชื่อเสียง, ภวนฺติ — ปรากฏมา, ภาวาห์ — ธรรมชาติ, ภูตานามฺ — สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ, มตฺตห์ — จากข้า, เอว — แน่นอน, ปฺฤถกฺ-วิธาห์ — จัดการอย่าง หลากหลาย
คำแปล
ปัญญา  ความรู้  ปราศจากความสงสัยและความหลงผิด  การให้อภัย  สัจจะ  การควบคุมประสาทสัมผัส  การควบคุมจิตใจ  ความสุขและความทุกข์  การเกิด  การตาย  ความกลัว  ความไม่กลัว  การไม่เบียดเบียน  อุเบกขา  ความพึงพอใจ  ความสมถะ  การให้ทาน  มีชื่อเสียงและเสียชื่อเสียง  คุณสมบัติอันหลากหลายเหล่านี้ทั้งหมดของสิ่งมีชีวิต  ข้าเป็นผู้สร้างเพียงผู้เดียว
คำอธิบาย
คุณสมบัติต่าง  ๆ  ของสิ่งมีชีวิตไม่ว่าดีหรือเลว  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้สร้างทั้งหมดซึ่งได้อธิบายไว้  ณ  ที่นี้
ปัญญา  หมายถึงพลังในการวิเคราะห์สิ่งต่าง  ๆ  ด้วยระดับสายตาที่ถูกต้องเหมาะสม  และความรู้หมายถึงการเข้าใจว่าอะไรคือวิญญาณและอะไรคือวัตถุ  ความรู้ทั่วไปที่ได้รับจากการศึกษาในมหาวิทยาลัยเกี่ยวเนื่องกับวัตถุเท่านั้น  ณ  ที่นี้ไม่ยอมรับว่าเป็นความรู้  ความรู้หมายถึงรู้ข้อแตกต่างระหว่างวิญญาณและวัตถุ  การศึกษาในสมัยปัจจุบันไม่มีความรู้เกี่ยวกับดวงวิญญาณ  เพียงแต่ดูแลธาตุวัตถุต่าง  ๆ  และดูแลความจำเป็นของร่างการเท่านั้น  ดังนั้น  ความรู้ทางวิชาการจึงไม่สมบูรณ์
อสมฺโมห  ปราศจากความสงสัยและความหลงผิดบรรลุได้เมื่อเราไม่ลังเลและเข้าใจปรัชญาทิพย์  ดำเนินไปอย่างช้า  ๆ  แต่แน่นอนว่าจะเป็นอิสระจากความวิตกกังวล  เราไม่ควรยอมรับสิ่งใดโดยไม่มีการพินิจพิจารณา  ทุกสิ่งทุกอย่างควรรับไว้ด้วยความเอาใจใส่และระมัดระวัง  กฺษมา  ความอดทนและการให้อภัยควรถือปฏิบัติเราควรอดทนและให้อภัยกับความผิดเล็กน้อยของผู้อื่น  สตฺยมฺ  หรือสัจจะหมายความว่าความจริงควรเสนอไปตามความจริงเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น  ความจริงไม่ควรเสนอไปอย่างผิดๆ  ตามธรรมเนียมของสังคม  ได้กล่าวไว้ว่าเราควรพูดความจริงเมื่อเป็นที่พอใจของผู้อื่นเท่านั้น  แต่นั่นไม่ใช่สัจจะ  สัจจะควรพูดอย่างตรงไปตรงมาเพื่อผู้อื่นจะได้เข้าใจอย่างถูกต้องว่าความจริงคืออะไร  หากบุคคลนี้เป็นขโมยและผู้คนได้รับการเตือนว่าเขาเป็นขโมย  นั่นคือสัจจะ  ถึงแม้ว่าบางครั้งสัจจะไม่เป็นที่พอใจ  เราไม่ควรหลีกเลี่ยงที่จะพูดสัจจะหมายความว่าความจริงต้องเสนอออกไปตามความเป็นจริงเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น  นั่นคือคำนิยามของสัจจะ
การควบคุมประสาทสัมผัส  หมายความว่าประสาทสัมผัสไม่ควรใช้ไปเพื่อความสุขส่วนตัวโดยไม่จำเป็น  ไม่มีข้อห้ามเกี่ยวกับความจำเป็นที่เหมาะสมของประสาทสัมผัส  แต่ความสุขทางประสาทสัมผัสที่ไม่จำเป็นเป็นอุปสรรคในความเจริญก้าวหน้าในวิถีทิพย์  ฉะนั้น  ประสาทสัมผัสจึงควรถูกห้ามป  ราม  จากการใช้โดยไม่จำเป็น  ในทำนองเดียวกัน  เราควรควบคุมจิตใจจากการคิดที่ไม่จำเป็น  เช่นนี้เรียกว่า  ศม  เราไม่ควรใช้เวลาของเราเที่ยวไปหาเงิน  เพราะนั่นเป็นการใช้พลังแห่งความคิดที่ผิด  จิตใจควรใช้ไปเพื่อเข้าใจความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์และควรจะแสดงออกอย่างน่าเชื่อถือได้  พลังแห่งความคิดควรพัฒนาร่วมกับบุคคลผู้เชื่อถือได้ในพระคัมภีร์  เช่น  นักบุญ  พระอาจารย์ทิพย์  และพวกที่ความคิดพัฒนาสูงมากแล้ว  สุขมฺ  ความยินดีหรือความสุขควรเป็นประโยชน์เพื่อพัฒนาความรู้ทิพย์แห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ในทำนองเดียวกัน  สิ่งที่เจ็บปวดหรือก่อให้เกิดความทุกข์ก็คือไม่เป็นประโยชน์ในการพัฒนา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  สิ่งใดที่เป็นประโยชน์เพื่อพัฒนา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกควรรับไว้  และสิ่งใดที่ไม่เป็นประโยชน์ควรปฏิเสธ
ภว  การเกิด  ควรเข้าใจว่าเกี่ยวเนื่องกับร่างกาย  สำหรับดวงวิญญาณไม่มีทั้งการเกิดและการตาย  ซึ่งกล่าวไว้แล้วในตอนต้นของ  ภควัท-คีตา  การเกิดและการตายสัมพันธ์กับร่างกายของเราในโลกวัตถุ  ความกลัว  เนื่องมาจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคต  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่มีความกลัว  เพราะจากกิจกรรมของเขามั่นใจได้ว่าจะกลับคืนสู่ท้องฟ้าทิพย์คืนสู่เหย้าสู่องค์  ภควานฺ  อย่างแน่นอน  ฉะนั้น  อนาคตจึงสว่างไสวมาก  อย่างไรก็ดี  บุคคลอื่นไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร  และไม่รู้ว่าชาติหน้าจะเป็นอะไร  ดังนั้น  จึงอยู่ในความวิตกกังวลตลอดเวลา  หากเราต้องการเป็นอิสระจากความวิตกกังวล  วิธีที่ดีที่สุดคือเข้าใจ  กฺฤษฺณ  และสถิตใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเสมอ  เช่นนี้จะทำให้เราเป็นอิสระจากความกลัวทั้งหมด  ในศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (11.2.37)  กล่าวไว้ว่า  ภยํ  ทฺวิตียาภินิเวศตห์  สฺยาตฺ  ความกลัวเกิดจากการที่เราซึมซาบอยู่ในพลังงานแห่งความหลง  แต่พวกที่เป็นอิสระจากพลังงานแห่งความหลง  มั่นใจว่าตนเองไม่ใช่ร่างกายวัตถุ  แต่เป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  และปฏิบัติในการรับใช้ทิพย์ต่อพระองค์จึงไม่มีอะไรน่ากลัว  อนาคตของพวกเขาสว่างไสวมาก  ความกลัวนี้เป็นสภาวะของบุคคลผู้ไม่มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  อภยมฺ  หรือความไม่กลัวเป็นไปได้สำหรับบุคคลที่อยู่ใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกเท่านั้น
อหึสา  การไม่เบียดเบียนหมายความว่า  เราไม่ควรทำสิ่งใดที่จะทำให้ผู้อื่นได้รับความทุกข์หรือสับสน  กิจกรรมทางวัตถุที่บรรดานักการเมือง  นักสังคมสงเคราะห์คนใจบุญ  ฯลฯ  มากมายให้สัญญา  ไม่ได้ทำให้เกิดผลดีมาก  เพราะว่าพวกนักการเมืองและคนใจบุญเหล่านี้ไม่มีวิสัยทัศน์ที่เป็นทิพย์  และไม่รู้ว่าอะไรคือประโยชน์ที่แท้จริงของสังคมมนุษย์  อหึสา  หมายความว่า  ผู้คนควรได้รับการฝึกฝนให้ใช้ร่างกายมนุษย์เพื่อให้ได้รับประโยชน์สมบูรณ์สูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้  ร่างกายมนุษย์มีไว้เพื่อความรู้แจ้งทิพย์ดังนั้น  ขบวนการใด  ๆ  หรือคณะกรรมาธิการใด  ๆ  ที่ไม่นำไปสู่จุดมุ่งหมายนี้  กระทำการเบียดเบียนต่อร่างกายมนุษย์  บุคคลที่ส่งเสริมความสุขทิพย์ในอนาคตของผู้คนโดยทั่วไปเรียกว่าผู้ไม่เบียดเบียน
สมตา  แปลว่าอุเบกขา  หมายถึงปราศจากความยึดติดและความเกลียดชัง  การยึดติดมากหรือการรังเกียจมากไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด  โลกวัตถุนี้ควรยอมรับโดยปราศจากการยึดติดหรือความรังเกียจ  อะไรที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินงานใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกควรยอมรับไว้  และอะไรที่ไม่เอื้ออำนวยควรปฏิเสธ  เช่นนี้เรียกว่า  สมตา  หรืออุเบกขา  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่มีอะไรที่จะปฏิเสธและไม่มีอะไรที่ต้องยอมรับนอกจากสิ่งนั้นมีประโยชน์ใช้สอยในการดำเนินงานใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
ตุษฺฏิ  ความพึงพอใจ  หมายความว่า  เราไม่ควรกระตือรือร้นในการสะสมสิ่งของวัตถุมากยิ่งขึ้นด้วยกิจกรรมที่ไม่จำเป็น  เราควรพึงพอใจกับสิ่งต่าง  ๆ  ที่ได้รับมาด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควานฺ  เช่นนี้เรียกว่าความพึงพอใจ  ตป  หมายถึงความสมถะหรือการบำเพ็ญเพียร  มีกฎเกณฑ์มากมายในคัมภีร์พระ  เวท  ที่นำมาปฏิบัติได้  ณ  ที่นี้  เช่น  การตื่นนอนแต่เช้า  และการอาบน้ำ  บางครั้งลำบากมากที่ต้องตื่นนอนแต่เช้าตรู่แต่ความยากลำบากใด  ๆ  ที่เราอาสาปฏิบัติและอาจได้รับความทุกข์เช่นนี้เรียกว่าการบำเพ็ญเพียร  ในทำนองเดียวกัน  มีข้อกำหนดให้อดอาหารในวันสำคัญของเดือน  เราอาจไม่มีแนวโน้มที่จะปฏิบัติการอดอาหารเช่นนี้  แต่เนื่องจากความมุ่งมั่นที่จะเจริญก้าวหน้าในศาสตร์แห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เราควรยอมรับความลำบากทางร่างกายเช่นนี้เมื่อได้รับคำแนะนำ  อย่างไรก็ดี  เราไม่ควรอดอาหารโดยไม่จำเป็นหรือขัดต่อคำสั่งสอนของพระ  เวท  และไม่ควรอดอาหารเพื่อจุดมุ่งหมายทางการเมืองเพราะอยู่ในระดับอวิชชาตามคำอธิบาย  ภควัท-คีตา  สิ่งใดที่ทำไปในระดับอวิชชาหรือตัณหาจะไม่ทำให้เจริญก้าวหน้าในวิถีทิพย์  สิ่งใดที่ทำไปในระดับแห่งความดีทำให้เราเจริญขึ้น  อย่างไรก็ดี  การอดอาหารตามคำสั่งสอนของคัมภีร์พระ  เวท  จะประเทืองความรู้ทิพย์
เกี่ยวกับการให้ทานเราควรให้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของรายได้เพื่อจุดมุ่งหมายที่ดี  แล้วอะไรคือจุดมุ่งหมายที่ดี?  นั่นคือการปฏิบัติที่สัมพันธ์กับ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเช่นนี้ไม่เป็นเพียงจุดมุ่งหมายแค่ดีเท่านั้น  แต่ยังเป็นจุดมุ่งหมายที่ดีที่สุดเพราะว่า  กฺฤษฺณ  ดี  จุดมุ่งหมายของพระองค์ก็ทรงดีเช่นกัน  ดังนั้น  การให้ทานควรให้กับบุคคลผู้ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณจิตสำนึก  วรรณกรรมพระ  เวท  ได้กล่าวไว้ว่า  การให้ทานควรให้กับ  พฺราหฺมณ  หรือ  พฺราหฺมณ  เช่นนี้ยังถือปฏิบัติกันอยู่  ถึงแม้ว่าจะไม่ดีทีเดียวตามคำสั่งสอนของพระ  เวท  แต่คำสั่งสอนก็คือการให้ทานควรให้แก่  พฺราหฺมณ  เพราะเหตุใด?  เพราะ  พฺราหฺมณ  ปฏิบัติในการพัฒนาความรู้ทิพย์ที่สูงกว่า  เป็นผู้ที่อุทิศตนเสียสละชีวิตทั้งชีวิตในการเข้าใจ  พฺรหฺม,  ชานาตีติ  พฺราหฺมณห์  ผู้ที่รู้  พฺรหฺมนฺ  เรียกว่า  พฺราหฺมณ  ดังนั้น  การให้ทานจึงถวายให้  พฺราหฺมณ  เพราะท่านปฏิบัติในการรับใช้ทิพย์อยู่เสมอจึงไม่มีเวลาทำมาหาเลี้ยงชีพ  วรรณกรรมพระ  เวท  กล่าวว่าการให้ทานควรให้กับผู้ที่อยู่ในระดับชีวิตสละโลก  สนฺนฺยาสี  ด้วยเช่นกัน  สนฺนฺยาสี  ภิกขาจารไปตามบ้านไม่ใช่เพื่อเงินแต่เพื่อจุดมุ่งหมายในการเผยแพร่หลักธรรม  ระบบก็คือพวก  สนฺนฺยาสี  ไปตามบ้านเพื่อปลุกคฤหัสถ์ให้ตื่นจากอวิชชา  เพราะพวกคฤหัสถ์ปฏิบัติภารกิจทางครอบครัวจนลืมจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของชีวิต  การปลุก  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกให้พวกคฤหัสถ์จึงเป็นภารกิจของ  สนฺนฺยาสี  ในรูปของภิกขุที่ไปเยี่ยมและส่งเสริมให้คฤหัสถ์มี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ดังที่ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์พระ  เวท  ว่าเราควรตื่นขึ้นและบรรลุถึงสิ่งที่ควรจะได้รับในชีวิตร่างมนุษย์นี้  ความรู้และวิธีการนี้  สนฺนฺยาสี  เป็นผู้แจกจ่าย  ดังนั้น  การให้ทานจึงควรให้แก่ผู้ที่อยู่ในระดับชีวิตสละโลก  ให้แก่  พฺราหฺมณ  และให้กับพวกที่มีจุดมุ่งหมายที่ดีในทำนองเดียวกันนี้  ไม่ใช่ไปให้แก่พวกที่ทำตามอำเภอใจ
ยศ  ชื่อเสียง  ควรเป็นไปตามที่องค์  ไจตนฺย  ตรัส  บุคคลมีชื่อเสียงดีเมื่อมาเป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่  นั่นคือชื่อเสียงที่แท้จริง  หากผู้ใดมาเป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกและเป็นที่รู้โดยทั่วกัน  เขาเป็นผู้มีชื่อเสียงที่แท้จริง  นอกนั้นไม่ถือว่าเป็นผู้มีชื่อเสียง
คุณสมบัติทั้งหลายเหล่านี้ปรากฏอยู่ทั่วจักรวาลทั้งในสังคมมนุษย์และในสังคมเทวดา  มีรูปแบบของมนุษย์มากมายในดาวเคราะห์อื่น  ๆ  และคุณสมบัติเหล่านี้ก็มีอยู่  สำหรับผู้ที่ปรารถนาความเจริญก้าวหน้าใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  กฺฤษฺณ  ทรงสร้างคุณสมบัติทั้งหลายเหล่านี้  แต่บุคคลจะพัฒนาด้วยตนเองภายใน  ผู้ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์  ภควานฺ  จะพัฒนาคุณสมบัติที่ดีทั้งหลายซึ่งพระองค์ทรงเป็นผู้จัดการ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพบไม่ว่าดีหรือเลว  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิด  ไม่มีสิ่งใดปรากฏตัวเองในโลกวัตถุนี้ที่ไม่ได้อยู่ใน  กฺฤษฺณ  นั่นคือความรู้  ถึงแม้เราทราบว่าสิ่งต่างๆสถิตแตกต่างกันไป  เราควรรู้แจ้งว่าทุกสิ่งทุกอย่างหลั่งไหลมาจาก  ศฺรี  กฺฤษฺณ  
महर्षयः सप्त पूर्वे चत्वारो मनवस्तथा ।
मद्भावा मानसा जाता येषां लोक इमाः प्रजाः ॥ १०.६ ॥
โศลก 6
maharṣayaḥ sapta pūrve  catvāro manavas tathā
mad-bhāvā mānasā jātā  yeṣāṁ loka imāḥ prajāḥ
มหรฺษยห์ สปฺต ปูเรฺว  จตฺวาโร มนวสฺ ตถา
มทฺ-ภาวา มานสา ชาตา  เยษำ โลก อิมาห์ ปฺรชาห์
มหา-ฤษยห์ — นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่, สปฺต — เจ็ด, ปูเรฺว — ก่อน, จตฺวารห์ — สี่, มนวห์มนุ, ตถา — เช่นกัน, มตฺ-ภาวาห์ — เกิดจากข้า, มานสาห์ — จากจิตใจ, ชาตาห์ — เกิด, เยษามฺ — ของพวกเขา, โลเก — ในโลก, อิมาห์ — ทั้งหมดนี้, ปฺรชาห์ — พลเมือง
คำแปล
นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งเจ็ด  และก่อนหน้านี้มีนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่อีกสี่ท่านรวมทั้งมนุ  (บรรพบุรุษแห่งมนุษยชาติ)  มาจากข้า  กำเนิดมาจากจิตใจของข้า  สิ่งมีชีวิตทั้งหลายซึ่งเป็นพลโลกของดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  สืบเชื้อสายมาจากท่านเหล่านี้
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ทรงให้ข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องวงศ์วานของประชากรในจักรวาล  พระ  พฺรหฺมา  ทรงเป็นชีวิตแรกที่ประสูติจากพลังงานของพระองค์  ทรงพระนามว่า  หิรณฺยครฺภ  จากพระ  พฺรหฺมา  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งเจ็ด  ก่อนหน้านี้มีนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่สี่ท่านคือ  สนก  สนนฺท  สนาตน  และ  สนตฺ  -  กุมาร  จากนั้น  มนุ-สํหิตา  ก็ปรากฏออกมา  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งยี่สิบห้าท่านนี้เป็นผู้อาวุโสสูงสุดของมวลชีวิตในจักรวาลทั้งหมด  มีจักรวาลอยู่นับไม่ถ้วนและมีดาวเคราะห์ที่นับไม่ถ้วนอยู่ภายในแต่ละจักรวาลแต่ละดาวเคราะห์ยังเต็มไปด้วยประชากรอันหลากหลายเผ่าพันธุ์  ทั้งหมดเกิดมาจากผู้อาวุโสสูงสุดยี่สิบห้าท่านนี้  พระ  พฺรหฺมา  ทรงปฏิบัติการบำเพ็ญเพียงเป็นเวลาหนึ่งพันปีตามเวลาของเทวดา  ก่อนที่จะรู้แจ้งด้วยพระกรุณาธิคุณของ  กฺฤษฺณ  ว่าจะทำการสร้างอย่างไร  จากพระ  พฺรหฺมา  สนก  สนนฺท  สนาตน  และ  สนตฺ  -  กุมาร  ประสูติออกมา  จากนั้น  รุทฺร  และนักปราชญ์ทั้งเจ็ด  เช่นนี้  พฺราหฺมณ  และ  กฺษตฺริย  ทั้งหลายเกิดมาจากพลังงานขององค์  ภควานฺ  พระ  พฺรหฺมา  ทรงพระนามว่า  ปิตามห  หรือเสด็จปู่  และกฺฤษฺณ  ทรงพระนามว่า  พระ  ปิตามห  พระบิดาของเสด็จปู่  ซึ่งได้กล่าวไว้ในบทที่สิบเอ็ดของ  ภควัท-คีตา  (11.39)
एतां विभूतिं योगं च मम यो वेत्ति तत्त्वतः ।
सोSविकल्पेन योगेन युज्यते नात्र संशयः ॥ १०.७ ॥
โศลก 7
etāṁ vibhūtiṁ yogaṁ ca  mama yo vetti tattvataḥ
so ’vikalpena yogena  yujyate nātra saṁśayaḥ
เอตำ วิภูตึ โยคํ จ  มม โย เวตฺติ ตตฺตฺวตห์
โส ’วิกลฺเปน โยเคน  ยุชฺยเต นาตฺร สํศยห์
เอตามฺ — ทั้งหมดนี้, วิภูติมฺ — ความมั่นคั่ง, โยคมฺ — พลังอิทธิฤทธิ์, — เช่นกัน, มม — ของข้า, ยห์ — ผู้ใดที่, เวตฺติ — รู้, ตตฺตฺวตห์ — อย่างแท้จริง, สห์ — เขา, อวิกลฺเปน — โดยไม่แบ่ง แยก, โยเคน — ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้, ยุชฺยเต — ปฏิบัติ, — ไม่เคย, อตฺร — ที่นี่, สํศยห์ — สงสัย
คำแปล
ผู้ที่มั่นใจอย่างแท้จริงในความมั่งคั่งและพลังอิทธิฤทธิ์ของข้านี้  จะปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความบริสุทธิ์ใจโดยไม่มีข้อสงสัย
คำอธิบาย
จุดสุดยอดแห่งความสมบูรณ์ในวิถีทิพย์คือความรู้แห่งองค์  ภควานฺ  นอกจากจะมั่นใจอย่างแน่วแน่ในความมั่งคั่งต่าง  ๆ  ขององค์  ภควานฺ  มิฉะนั้น  จะไม่สามารถปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ได้  โดยทั่วไปผู้คนรู้ว่าพระผู้เป็นเจ้านั้นยิ่งใหญ่  แต่ไม่รู้รายละเอียดว่าพระองค์ทรงยิ่งใหญ่อย่างไร  นี่คือรายละเอียด  หากผู้ใดรู้อย่างแท้จริงว่าองค์  ภควานฺ  ทรงยิ่งใหญ่อย่างไร  โดยธรรมชาติจะมาเป็นดวงวิญญาณผู้ศิโรราบและปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้พระองค์  เมื่อรู้ถึงความมั่งคั่งขององค์  ภควานฺ  อย่างแท้จริง  จะไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากศิโรราบต่อพระองค์  ความรู้อันแท้จริงนี้รู้ได้จากคำอธิบายใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  และ  ภควัท-คีตา  และจากวรรณกรรมในลักษณะเดียวกันนี้
ในการบริหารจักรวาลนี้มีเทวดามากมายทรงกระจายอยู่ทั่วระบบดาวเคราะห์  ผู้นำเทวดาคือพระ  พฺรหฺมา  พระ  ศิว  สี่  กุมาร  ผู้ยิ่งใหญ่  และผู้อาวุโสสูงสุดอื่นๆ  มีบรรพบุรุษของประชากรในจักรวาลมากมาย  ทั้งหมดกำเนิดมาจากองค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณผู้ทรงเป็นบรรพบุรุษองค์แรกของบรรพบุรุษทั้งหลาย
เหล่านี้คือความมั่งคั่งบางประการขององค์  ภควานฺ  เมื่อมีความมั่นใจอย่างแน่วแน่ในความมั่งคั่งเหล่านี้  เราจะยอมรับ  กฺฤษฺณ  ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้าโดยปราศจากข้อสงสัย  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ความรู้โดยเฉพาะทั้งหมดนี้มีความจำเป็นเพื่อเพิ่มพูนความใส่ใจในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความรักต่อพระองค์  เราไม่ควรละเลยในการเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า  กฺฤษฺณ  ทรงยิ่งใหญ่อย่างไร  เพราะเมื่อรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์  จะทำให้เราตั้งมั่นในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความจริงใจ
अहं सर्वस्य प्रभवो मत्तः सर्वं प्रवर्तते ।
इति मत्वा भजन्ते मां बुधा भावसमन्विताः ॥ १०.८ ॥
โศลก 8
ahaṁ sarvasya prabhavo  mattaḥ sarvaṁ pravartate
iti matvā bhajante māṁ  budhā bhāva-samanvitāḥ
อหํ สรฺวสฺย ปฺรภโว  มตฺตห์ สรฺวํ ปฺรวรฺตเต
อิติ มตฺวา ภชนฺเต มำ  พุธา ภาว-สมนฺวิตาห์
อหมฺ — ข้า, สรฺวสฺย — ทั้งหมด, ปฺรภวห์ — แหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิด, มตฺตห์ — จาก ข้า, สรฺวมฺ — ทุกสิ่งทุกอย่าง, ปฺรวรฺตเต — ออกมา, อิติ — ดั้งนั้น, มตฺวา — รู้, ภชนฺเต — มา อุทิศตนเสียสละ, มามฺ — แด่ข้า, พุธาห์ — ผู้รู้, ภาว-สมนฺวิตาห์ — ด้วยความตั้งใจอย่างยิ่ง
คำแปล
ข้าคือแหล่งกำเนิดของโลกทิพย์และโลกวัตถุทั้งหมด  ทุกสิ่งทุกอย่างกำเนิดมาจากข้า  ผู้มีปัญญารู้เช่นนี้โดยสมบูรณ์  ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อข้าและบูชาข้าอย่างสุดหัวใจ
คำอธิบาย
นักวิชาการผู้คงแก่เรียนศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  อย่างสมบูรณ์  และได้รับข้อมูลจากผู้ที่เชื่อถือได้  เช่น  องค์  ไจตนฺย  และรู้ว่าจะนำคำสอนเหล่านี้ไปใช้อย่างไรเพื่อให้เข้าใจว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่างทั้งในโลกวัตถุและโลกทิพย์เพราะเมื่อรู้เช่นนี้โดยสมบูรณ์จึงจะตั้งมั่นอย่างแน่วแน่ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  โดยไม่เบี่ยงเบนอันเนื่องมาจากคำบรรยายที่เหลวไหลหรือจากคนโง่เขลาใดๆ  วรรณกรรมพระ  เวท  ทั้งหมดยอมรับว่า  กฺฤษฺณ  คือแหล่งกำเนิดของพระ  พฺรหฺมา  พระ  ศิว  และเทวดาทั้งหลาย  ใน  อถรฺว  เวท  (โคปาล-ตาปนี  อุปนิษทฺ  1.24)  กล่าวไว้ว่า  โย  พฺรหฺมาณํ  วิทธาติ  ปูรฺวํ  โย  ไว  เวทำศฺ  จ  คาปยติ  สฺม  กฺฤษฺณห์  “  ในตอนต้น  กฺฤษฺณ  ทรงสอนความรู้พระ  เวท  แก่พระ  พฺรหฺมา  ผู้ซึ่งในอดีตได้เผยแพร่ความรู้พระ  เวท  นี้”  และ  นารายณ  อุปนิษทฺ  (1)  กล่าวว่า  อถ  ปุรุโษ  ห  ไว  นารายโณ  ’กามยต  ปฺรชาห์  สฺฤเชเยติ  “จากนั้นองค์  ภควานฺ  นารายณ  ทรงปรารถนาจะสร้างสิ่งมีชีวิต”  อุปนิษทฺ  กล่าวต่อไปว่า  นารายณาทฺ  พฺรหฺมา  ชายเต,  นารายณาทฺ  ปฺรชาปติห์  ปฺรชายเต,  นารายณาทฺ  อินฺโทฺร  ชายเต,  นารายณาทฺ  อษฺเฏา  วสโว  ชายนฺเต,  นารายณาทฺ  เอกาทศ  รุทฺรา  ชายนฺเต,  นารายณาทฺ  ทฺวาทศาทิตฺยาห์  “จากพระ  นารายณ  พระ  พฺรหฺมา  ประสูติ  จากพระ  นารายณ  ผู้อาวุโสสูงสุดต่าง  ๆ  ประสูติเช่นกัน  จากพระ  นารายณ  พระ  อินฺทฺร  ประสูติ  จากพระ  นารายณ  วสุ  ทั้งแปดองค์ประสูติจากพระ  นารายณ  รุทฺร  ทั้งสิบเอ็ดองค์ประสูติ  จากพระ  นารายณ  อาทิตฺย  สิบสององค์ประสูติ”  พระ  นารายณ  องค์นี้ทรงเป็นภาคแบ่งแยกของ  กฺฤษฺณ  
ได้กล่าวไว้ในพระ  เวท  เล่มเดียวกันว่า  พฺรหฺมโณฺย  เทวกี-ปุตฺรห์  “  กฺฤษฺณบุตรของพระนาง  เทวกี  คือองค์  ภควานฺ  ”  (นารายณ  อุปนิษทฺ  4)  จากนั้นได้กล่าวต่อไปว่า  เอโก  ไว  นารายณ  อาสีนฺ  น  พฺรหฺมา  เนศาโน  นาโป  นาคฺนิ-โสเมา  เนเม  ทฺยาวฺ-อาปฺฤถิวี  น  นกฺษตฺราณิ  น  สูรฺยห์  “ในตอนต้นของการสร้างมีเพียงองค์ภควานฺ  พระ  นารายณ  ไม่มีพระ  พฺรหฺมา  ไม่มีพระ  ศิว  ไม่มีน้ำ  ไม่มีไฟ  ไม่มีดวงจันทร์  ไม่มีดวงดาวในท้องฟ้า  ไม่มีดวงอาทิตย์”  (มหา  อุปนิษทฺ  1)  ใน  มหา  อุปนิษทฺ  กล่าวไว้เช่นกันว่า  พระ  ศิว  ประสูติจากพระนาลาฎ  (หน้าผาก)  ขององค์  ภควานฺ  ดังนั้น  พระ  เวท  กล่าวว่า  องค์  ภควานฺ  ผู้ทรงสร้างพระ  พฺรหฺมา  และพระ  ศิว  ควรได้รับการบูชา
ใน  โมกฺษ-ธรฺม  กฺฤษฺณ  ตรัสว่า
ปฺรชาปตึ จ รุทฺรํ จาปฺยฺ  อหมฺ เอว สฺฤชามิ ไว
เตา หิ มำ น วิชานีโต  มม มายา-วิโมหิเตา
“ข้าเป็นผู้ให้กำเนิดบรรดาผู้อาวุโสสูงสุด  พระ  ศิว  และองค์อื่น  ๆ  ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่รู้ว่าข้าเป็นผู้ให้กำเนิด  เพราะว่าหลงผิดอยู่ในพลังงานแห่งความหลงของข้า”  ใน  วราห  ปุราณ  ได้กล่าวไว้เช่นกันว่า
นารายณห์ ปโร เทวสฺ  ตสฺมาชฺ ชาตศฺ จตุรฺมุขห์
ตสฺมาทฺ รุโทฺร ’ภวทฺ เทวห์  ส จ สรฺว-ชฺญตำ คตห์
“พระ  นารายณ  คือองค์  ภควานฺ  จากพระองค์พระ  พฺรหฺมา  ประสูติ  จากพระ  พฺรหฺมา  พระ  ศิวประสูติ”
องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของการให้กำเนิดทั้งหมด  พระองค์ทรงถูกเรียกว่าเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่างที่มีประสิทธิภาพสูงสุด  ทรงตรัสว่า  “เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างกำเนิดมาจากข้า  ข้าคือแหล่งกำเนิดเดิมแท้ของทุกสิ่งทุกอย่าง  ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้ข้า  ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือข้า”  ไม่มีผู้ควบคุมสูงสุดอื่นใดนอกจาก  กฺฤษฺณ  ผู้เข้าใจ  กฺฤษฺณ  เช่นนี้จากพระอาจารย์ทิพย์ที่เชื่อถือได้และจากการอ้างอิงของวรรณกรรมพระ  เวท  จะใช้พลังงานของเขาทั้งหมดใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกและกลายมาเป็นผู้รู้อย่างแท้จริง  เมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลเช่นนี้บุคคลอื่น  ๆ  ทั้งหมดผู้ไม่รู้จัก  กฺฤษฺณอย่างถูกต้องเป็นคนโง่เขลา  คนโง่เขลาเท่านั้นที่พิจารณาว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นมนุษย์ธรรมดา  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่ควรสับสนกับคนโง่เขลาเหล่านี้  แต่ควรหลีกเลี่ยงคำบรรยายและการตีความ  ภควัท-คีตา  ที่เชื่อถือไม่ได้ทั้งหมด  และเดินหน้าต่อไปในกฺฤษฺณ  จิตสำนึกด้วยความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่
मच्चित्ता मद्गतप्राणा बोधयन्तः परस्परम् ।
कथयन्तश्र्च मां नित्यं तुष्यन्ति च रमन्ति च ॥ १०.९ ॥
โศลก 9
mac-cittā mad-gata-prāṇā  bodhayantaḥ parasparam
kathayantaś ca māṁ nityaṁ  tuṣyanti ca ramanti ca
มจฺ-จิตฺตา มทฺ-คต-ปฺราณา  โพธยนฺตห์ ปรสฺปรมฺ
กถยนฺตศฺ จ มำ นิตฺยํ  ตุษฺยนฺติ จ รมนฺติ จ
มตฺ-จิตฺตาห์ — จิตใจของพวกเขาปฏิบัติอยู่ในข้าอย่างเต็มเปี่ยม, มตฺ-คต-ปฺราณาห์ — ชีวิต ของพวกเขาเสียสละให้ข้า, โพธยนฺตห์ — การสอน, ปรสฺปรมฺ — ในหมู่พวกเขากันเอง, กถยนฺตห์ — พูด, — เช่นกัน, มามฺ — เกี่ยวกับข้า, นิตฺยมฺ — อาจิน,ตุษฺยนฺติ — มีความยินดี, — เช่นกัน, รมนฺติ — รื่นเริงกับความปลื้มปีติสุขทิพย์, — เช่นกัน
คำแปล
ความคิดของสาวกผู้บริสุทธิ์พำนักอยู่ในข้า  ชีวิตอุทิศในการรับใช้ข้าโดยสมบูรณ์และพวกเขาได้รับความพึงพอใจและปลื้มปีติสุขอย่างใหญ่หลวง  จากการให้แสงสว่างซึ่งกันและกัน  พร้อมทั้งสนทนาเกี่ยวกับข้าอยู่เสมอ
คำอธิบาย
ได้กล่าวถึงบุคลิกลักษณะของสาวกผู้บริสุทธิ์ไว้  ณ  ที่นี้ว่า  พวกท่านปฏิบัติตนอย่างเต็มที่ในการรับใช้ทิพย์ด้วยความรักต่อองค์  ภควานฺ  โดยไม่สามารถหันเหจิตใจไปจากพระบาทรูปดอกบัวของ  กฺฤษฺณ  ได้  การสนทนาจะเกี่ยวกับเรื่องราวทิพย์ทั้งหมดโดยเฉพาะในโศลกนี้ได้อธิบายถึงลักษณะอาการของสาวกผู้บริสุทธิ์ว่าชอบสรรเสริญคุณสมบัติและลีลาขององค์  ภควานฺ  วันละยี่สิบสี่ชั่วโมง  หัวใจและจิตวิญญาณซึมซาบอยู่ใน  กฺฤษฺณ  ตลอดเวลา  และมีความชื่นชมยินดีในการสนทนาเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  ร่วมกับสาวกรูปอื่น
ในระดับต้นของการอุทิศตนเสียสละรับใช้  จะได้รับความสุขทิพย์จากการรับใช้ในตัวมันเอง  ในระดับที่สูงขึ้นจะสถิตในความรักแห่งองค์  ภควานฺ  อย่างแท้จริง  เมื่อสถิตในสภาวะทิพย์นั้นแล้ว  จะได้รับความสมบูรณ์สูงสุดดังที่พระองค์ทรงแสดงที่พระตำหนักองค์  ไจตนฺย  ทรงเปรียบเทียบการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้เหมือนกับเมล็ดพันธุ์  ถ้าหว่านลงไปที่ดวงใจของสิ่งมีชีวิต  มีสิ่งมีชีวิตนับจำนวนไม่ถ้วนท่องอยู่ในโลกและจักรวาลต่างๆจากพวกนี้มีไม่กี่ชีวิตที่โชคดีพอมาพบกับสาวกผู้บริสุทธิ์  และได้รับโอกาสเข้าใจการอุทิศตนเสียสละรับใช้  การอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้เหมือนกับเมล็ดพันธุ์  เมื่อหว่านลงไปในดวงใจของสิ่งมีชีวิต  และหากผู้นั้นสดับฟังและภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร  อย่างต่อเนื่อง  เมล็ดพันธุ์นี้จะบังเกิดผลเหมือนกับเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้ที่บังเกิดผลด้วยการรดน้ำสม่ำเสมอ  ต้นไม้ทิพย์แห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้จะค่อย  ๆ  เจริญขึ้นและเจริญขึ้น  จนกระทั่งเจาะทะลุหลังคาที่ครอบคลุมจักรวาลวัตถุ  และเข้าไปในรัศมี  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  ในท้องฟ้าทิพย์  ณ  ที่นั้น  ต้นไม้นี้ยังเจริญเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ  จนกระทั่งมาถึงดาวเคราะห์สูงสุดเรียกว่า  โคโลก  วฺฤนฺทาวน  ซึ่งเป็นดาวเคราะห์สูงสุดของ  กฺฤษฺณ  ในที่สุดต้นไม้นี้จะมาพึ่งอยู่ภายใต้พระบาทรูปดอกบัวของ  กฺฤษฺณ  และพำนักอยู่  ณ  ที่นั่นขณะที่ต้นไม้ค่อย  ๆ  ผลิดอกออกผล  ต้นไม้แห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้ก็ผลิดอกออกผลเช่นเดียวกัน  วิธีการรดน้ำในรูปของการสวดภาวนาและสดับฟังจะดำเนินต่อไป  ต้นไม้แห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้  ได้อธิบายไว้อย่างสมบูรณ์ใน  ไจตนฺย-จริตามฺฤต  (มธฺย-ลีลา  บทที่สิบเก้า)  ว่า  เมื่อต้นไม้ที่สมบูรณ์มาพึ่งอยู่ภายใต้พระบาทรูปดอกบัวขององค์  ภควานฺ  เขาจะซึมซาบอยู่ในความรักแห่งพระองค์อย่างเต็มเปี่ยม  จากนั้น  ก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้แม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียวโดยปราศจากการสัมผัสกับองค์  ภควานฺ  เหมือนกับปลาที่ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หากไม่มีน้ำ  ในระดับนี้  สาวกบรรลุถึงคุณสมบัติทิพย์ในการมาสัมผัสกับองค์  ภควานฺ  อย่างแท้จริง
ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  เต็มไปด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างองค์  ภควานฺ  และเหล่าสาวกของพระองค์  ดังนั้น  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  จึงเป็นที่รักยิ่งของสาวกดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ภาควต  เอง  (12.13.18)  ว่า  ศฺรีมทฺ-ภาควตํ  ปุราณมฺ  อมลํ  ยทฺ  ไวษฺณวานำ  ปฺริยมฺ  เรื่องราวเหล่านี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางวัตถุ  การพัฒนาเศรษฐกิจ  การสนองประสาทสัมผัส  หรือความหลุดพ้น  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  เป็นการบรรยายเฉพาะถึงธรรมชาติทิพย์ขององค์  ภควานฺ  เหล่าสาวกของพระองค์ได้อธิบายไว้อย่างสมบูรณ์  ดังนั้น  ดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกได้รับความสุขอย่างต่อเนื่องในการสดับฟังวรรณกรรมทิพย์นี้เหมือนกับชายหนุ่มและหญิงสาวที่มีความสุขเมื่อได้อยู่ด้วยกัน
तेषां सततयुक्तानां भजतां प्रीतिपूर्वकम् ।
ददामि बुद्धियोगं तं येन मामुपयान्ति ते ॥ १०.१० ॥
โศลก 10
teṣāṁ satata-yuktānāṁ  bhajatāṁ prīti-pūrvakam
dadāmi buddhi-yogaṁ taṁ  yena mām upayānti te
เตษำ สตต-ยุกฺตานำ  ภชตำ ปฺรีติ-ปูรฺวกมฺ
ททามิ พุทฺธิ-โยคํ ตํ  เยน มามฺ อุปยานฺติ เต
เตษามฺ — แด่พวกเขา, สตต-ยุกฺตานามฺ — ปฏิบัติอยู่เสมอ, ภชตามฺ — ในการถวายการ อุทิศตนเสียสละรับใช้, ปฺรีติ-ปูรฺวกมฺ — ในความปลาบปลื้มด้วยความรัก, ททามิ — ข้าให้, พุทฺธิ-โยคมฺ — ปัญญาที่แท้จริง, ตมฺ — นั้น,เยน — ซึ่ง, มามฺ — แด่ข้า, อุปยานฺติ — มา, เต — พวก เขา
คำแปล
สำหรับบุคคลที่เสียสละในการรับใช้ข้าด้วยใจรักอยู่เสมอ  ข้าจะให้ความเข้าใจเพื่อให้พวกเขาสามารถมาถึงข้า
คำอธิบาย
โศลกนี้คำว่า  พุทฺธิ-โยคมฺ  สำคัญมาก  เราอาจจำได้ว่าในบทที่สองทรงสอน  อรฺชุน  ว่าพระองค์ได้ตรัสต่อ  อรฺชุน  หลายสิ่งหลายอย่าง  พร้อมทั้งสอนวิธีแห่ง  พุทฺธิ-โยค  มาบัดนี้ทรงอธิบายถึง  พุทฺธิ-โยค  ตัว  พุทฺธิ-โยค  เองคือการปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเพราะนี่คือปัญญาที่สูงสุด  พุทฺธิ  หมายถึงปัญญา  และ  โยค  หมายถึงกิจกรรมพิเศษหรือความเจริญก้าวหน้าอย่างวิเศษ  เมื่อเราพยายามกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์  ภควานฺ  และรับเอา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกในการอุทิศตนเสียสละรับใช้มาปฏิบัติอย่างเต็มที่  การปฏิบัติเช่นนี้เรียกว่า  พุทฺธิ-โยค  อีกนัยหนึ่ง  พุทฺธิ-โยค  คือวิธีการที่สามารถทำให้เราออกจากพันธนาการทางโลกวัตถุนี้ได้  จุดมุ่งหมายสูงสุดในความเจริญก้าวหน้าคือ  กฺฤษฺณ  ผู้คนไม่ทราบเช่นนี้  ฉะนั้น  การคบหาสมาคมกับสาวกและพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ  เราควรรู้ว่าจุดมุ่งหมายคือ  กฺฤษฺณ  เมื่อกำหนดจุดมุ่งหมายไว้เรียบร้อยแล้ว  จากนั้นวิถีทางอาจช้าหน่อยแต่จะเดินก้าวหน้าต่อไปเรื่อย  ๆ  จนในที่สุดเราบรรลุถึงเป้าหมาย
เมื่อบุคคลรู้เป้าหมายแห่งชีวิต  แต่ยังมัวเมาอยู่กับผลของกิจกรรม  เช่นนี้เขาปฏิบัติ  กรฺม-โยค  เมื่อรู้ว่าเป้าหมายคือ  กฺฤษฺณ  แต่ได้รับความสุขจากการคาดคะเนทางจิตใจเพื่อให้เข้าใจ  กฺฤษฺณ  เช่นนี้เขาปฏิบัติ  ชฺญาน-โยค  และเมื่อรู้เป้าหมายและเสาะแสวงหา  กฺฤษฺณ  โดยสมบูรณ์ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกพร้อมทั้งอุทิศตนเสียสละรับใช้เช่นนี้เขาปฏิบัติ  ภกฺติ-โยค  หรือ  พุทฺธิ-โยค  ซึ่งเป็น  โยค  ที่สมบูรณ์  โยค  ที่สมบูรณ์นี้เป็นระดับที่บริบูรณ์สูงสุดแห่งชีวิต
บุคคลอาจมีพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้และอาจยึดติดอยู่กับองค์กรหรือสมาคมทิพย์  ถึงกระนั้น  หากไม่ฉลาดพอที่จะสร้างความก้าวหน้า  กฺฤษฺณ  จะสอนเขาจากภายใน  เพื่อในที่สุดเขาอาจมาถึงพระองค์โดยไม่ยากลำบากนัก  คุณสมบัติคือบุคคลนั้นต้องปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอยู่เสมอ  ด้วยความรักและอุทิศตนถวายการรับใช้ทุกรูปแบบ  เขาควรปฏิบัติงานบางอย่างเพื่อ  กฺฤษฺณ  และควรทำไปด้วยใจรักหากสาวกไม่ฉลาดพอที่จะเจริญก้าวหน้าบนหนทางแห่งความรู้แจ้งตนเอง  แต่มีความจริงใจและอุทิศตนต่อกิจกรรมแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  องค์  ภควานฺ  จะทรงให้โอกาสเขาเจริญก้าวหน้าและบรรลุถึงพระองค์ในที่สุด
तेषामेवानुकम्पार्थमहमज्ञानजं तमः ।
नाशयाम्यात्मभावस्थो ज्ञानदीपेन भास्वता ॥ १०.११ ॥
โศลก 11
teṣām evānukampārtham  aham ajñāna-jaṁ tamaḥ
nāśayāmy ātma-bhāva-stho  jñāna-dīpena bhāsvatā
เตษามฺ เอวานุกมฺปารฺถมฺ  อหมฺ อชฺญาน-ชํ ตมห์
นาศยามฺยฺ อาตฺม-ภาว-โสฺถ  ชฺญาน-ทีเปน ภาสฺวตา
เตษามฺ — สำหรับพวกเขา, เอว — แน่นอน, อนุกมฺปา-อรฺถมฺ — เพื่อแสดงพระเมตตาธิคุณ พิเศษ, อหมฺ — ข้า, อชฺญาน-ชมฺ — เนื่องจากอวิชชา, ตมห์ — ความมืด, นาศยามิ — ปัดเป่า, อาตฺม-ภาว — ภายในหัวใจของพวกเขา, สฺถห์ — สถิต, ชฺญาน — ของความรู้, ทีเปน — ด้วย ตะเกียง, ภาสฺวตา — สว่างไสว
คำแปล
เพื่อแสดงพระเมตตาธิคุณพิเศษ  ข้าผู้ประทับอยู่ภายในหัวใจของพวกเขา  ทำลายความมืดที่เกิดจากอวิชชาด้วยประทีปแห่งความรู้ที่สว่างไสว
คำอธิบาย
เมื่อองค์  ไจตนฺย  ทรงประทับอยู่ที่  เบนะเรส  เผยแพร่การสวดภาวนา  ฮะเรกฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร  คนเป็นพัน  ๆ  ติดตามพระองค์  ปฺรกาศานนฺท  สรสฺวตี  นักวิชาการผู้คงแก่เรียนและมีอิทธิพลมากที่  เบนะเรส  ในขณะนั้น  เยาะเย้ย  ไจตนฺย  ว่าเป็นคนเจ้าอารมณ์  บางครั้งพวกนักปราชญ์วิจารณ์สาวก  เพราะคิดว่าสาวกส่วนใหญ่อยู่ในความมืดแห่งอวิชชา  และเป็นคนเจ้าอารมณ์  ไม่เดียงสากับปรัชญา  อันที่จริงไม่เป็นเช่นนั้น  มีนักวิชาการผู้คงแก่เรียนหลายท่านที่เสนอปรัชญาแห่งการอุทิศตนเสียสละ  แต่ถึงแม้ว่าสาวกไม่ฉวยประโยชน์จากวรรณกรรมเหล่านี้หรือจากพระอาจารย์ทิพย์  หากมีความจริงใจในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  กฺฤษฺณ  จะทรงช่วยจากภายในหัวใจ  ดังนั้น  สาวกผู้มีความจริงใจปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีความรู้  คุณสมบัติเพียงประการเดียวก็คือ  ต้องปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างเต็มที่
พวกนักปราชญ์สมัยปัจจุบันคิดว่าหากไม่สามารถแยกแยะ  จะไม่สามารถมีความรู้ที่บริสุทธิ์  สำหรับพวกนี้องค์  ภควานฺ  ทรงให้คำตอบดังนี้  พวกที่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างบริสุทธิ์  ถึงแม้ว่าไม่มีการศึกษาเพียงพอและไม่มีความรู้ในหลักธรรมพระ  เวท  เพียงพอ  องค์  ภควานฺ  จะทรงช่วย  ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกนี้
พระองค์ตรัสต่อ  อรฺชุน  ว่า  โดยพื้นฐาน  เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจสัจธรรมสูงสุดบุคลิกภาพแห่งพระเจ้าด้วยการคาดคะเน  เพราะว่าสัจธรรมสูงสุดนั้นยิ่งใหญ่มากจนเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจ  กฺฤษฺณ  หรือบรรลุถึงพระองค์ด้วยความพยายามทางจิตใจ  มนุษย์สามารถคาดคะเนเป็นเวลาหลายต่อหลายล้านปี  หากไม่อุทิศตนเสียสละและหากไม่มาเป็นที่รักของสัจธรรมสูงสุด  จะไม่มีวันเข้าใจ  กฺฤษฺณ  หรือสัจธรรมสูงสุดได้  ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้เท่านั้นที่สัจธรรมสูงสุด  กฺฤษฺณ  จะทรงชื่นชมยินดีและด้วยพลังอำนาจที่มองไม่เห็นของพระองค์  จะทรงเปิดเผยพระวรกายที่ดวงใจของสาวกผู้บริสุทธิ์  สาวกผู้บริสุทธิ์มี  กฺฤษฺณ  อยู่ภายในหัวใจเสมอและจากการปรากฏของ  กฺฤษฺณ  ซึ่งเหมือนกับดวงอาทิตย์  ความมืดแห่งอวิชชาจะถูกขจัดไปในทันที  นี่คือพระเมตตาธิคุณพิเศษที่  กฺฤษฺณทรงมีให้แก่สาวกผู้บริสุทธิ์
เนื่องมาจากมลภาวะแห่งการมาคบหาสมาคมทางวัตถุเป็นเวลาหลายต่อหลายล้านชาติ  หัวใจของเราถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นแห่งวัตถุนิยมอยู่เสมอ  แต่เมื่อมาปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้และสวดภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  เสมอ  ฝุ่นจะถูกปัดให้สะอาดอย่างรวดเร็ว  แล้วเราจะเจริญก้าวหน้ามาสู่ระดับแห่งความรู้ที่บริสุทธิ์  จุดมุ่งหมายสูงสุดคือพระ  วิษฺณุ  สามารถบรรลุได้ด้วยการสวดภาวนาและการอุทิศตนเสียสละรับใช้เท่านั้น  ไม่ใช่ด้วยการคาดคะเนทางจิตใจหรือด้วยการโต้เถียง  สาวกผู้บริสุทธิ์ไม่ต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับสิ่งจำเป็นทางวัตถุในชีวิต  ไม่จำเป็นต้องกังวลเพราะเมื่อความมืดถูกขจัดออกไปจากหัวใจแล้ว  องค์  ภควานฺ  ทรงยินดีกับการอุทิศตนเสียสละรับใช้ของสาวกด้วยความรัก  พระองค์จะทรงจัดสรรทุกสิ่งทุกอย่างให้โดยปริยาย  นี่คือสาระสำคัญของคำสอนใน  ภควัท-คีตา  จากการศึกษา  ภควัท-คีตา  เราจะกลายมาเป็นดวงวิญญาณผู้ศิโรราบโดยดุษฎีต่อองค์  ภควานฺ  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยใจบริสุทธิ์  เมื่อพระองค์ทรงเข้ามาควบคุม  เราจะเป็นอิสระจากความพยายามทางวัตถุทั้งปวงโดยสมบูรณ์
अर्जुन उवाच ।
परं ब्रह्म परं धाम पवित्रं परमं भवान्
पुरुषं शाश्र्वतं दिव्यमादिदेवमजं विभुम् ॥ १०.१२ ॥
आहुस्त्वामृषयः सर्वे देवर्षिर्नारदस्तथा ।
असितो देवलो व्यासः स्वयं चैव ब्रवीषि मे ॥ १०.१३ ॥
โศลก 12-13
arjuna uvāca
paraṁ brahma paraṁ dhāma  pavitraṁ paramaṁ bhavān
puruṣaṁ śāśvataṁ divyam  ādi-devam ajaṁ vibhum
อรฺชุน อุวาจ
ปรํ พฺรหฺม ปรํ ธาม  ปวิตฺรํ ปรมํ ภวานฺ
ปุรุษํ ศาศฺวตํ ทิวฺยมฺ  อาทิ-เทวมฺ อชํ วิภุมฺ
āhus tvām ṛṣayaḥ sarve  devarṣir nāradas tathā
asito devalo vyāsaḥ  svayaṁ caiva bravīṣi me
อาหุสฺ ตฺวามฺ ฤษยห์ สเรฺว  เทวรฺษิรฺ นารทสฺ ตถา
อสิโต เทวโล วฺยาสห์  สฺวยํ ไจว พฺรวีษิ เม
อรฺชุนห์ อุวาจอรฺชุน ตรัส, ปรมฺ — สูงสุด, พฺรหฺม — สัจจะ, ปรมฺ — สูงสุด, ธาม — ผู้ค้ำจุน, ปวิตฺรมฺ — บริสุทธิ์, ปรมมฺ — สูงสุด, ภวานฺ — พระองค์, ปุรุษมฺ — บุคลิกภาพ, ศาศฺวตมฺ — องค์เดิม, ทิวฺยมฺ — ทิพย์, อาทิ-เทวมฺ — พระผู้เป็นเจ้าองค์แรก, อชมฺ — ไม่มีการ เกิด, วิภุมฺ — ยิ่งใหญ่ที่สุด, อาหุห์ — กล่าว, ตฺวามฺ — เกี่ยวกับพระองค์, ฤษยห์ — เหล่านักบวช, สเรฺว — ทั้งหมด, เทว-ฤษิห์ — นักบวชในหมู่เทวดา, นารทห์นารท,ตถา — เช่นกัน, อสิตห์อสิต, เทวลห์เทวล,วฺยาสห์วฺยาส, สฺวยมฺ — ด้วยตัวพระองค์เอง, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, พฺรวีษิ — พระองค์ทรงอธิบาย, เม — แด่ข้า
คำแปล
  อรฺชุน  ตรัสว่า  พระองค์ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เป็นพระตำหนักสูงสุด  เป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุด  เป็นสัจธรรม  พระองค์ทรงเป็นอมตะ  เป็นทิพย์  เป็นบุคคลแรก  ไม่มีการเกิด  เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายเช่นนารท  อสิต  เทวล  และ  วฺยาส  ได้ยืนยันความจริงนี้เกี่ยวกับพระองค์  บัดนี้พระองค์ทรงประกาศแก่ข้าด้วยตัวพระองค์เอง
คำอธิบาย
สองโศลกนี้องค์  ภควานฺ  ทรงให้โอกาสแก่นักปราชญ์สมัยปัจจุบัน  โดยกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  พระองค์ทรงแตกต่างจากปัจเจกวิญญาณ  หลังจากสดับฟังสี่โศลกซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ  ภควัท-คีตา  ในบทนี้  อรฺชุน  ทรงเป็นอิสระจากความสงสัยทั้งปวงโดยสิ้นเชิง  และยอมรับว่า  กฺฤษฺณ  คือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ทันใดนั้น  อรฺชุน  ทรงประกาศอย่างกล้าหาญว่า  “พระองค์คือ  ปรํ  พฺรหฺม  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า”ในอดีต  กฺฤษฺณ  ตรัสว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ให้กำเนิดทุกสิ่งทุกอย่างและทุกชีวิต  เทวดาทุกองค์  และมนุษย์ทุกคนขึ้นอยู่กับ  กฺฤษฺณ  เนื่องด้วยอวิชชาเหล่ามนุษย์และเทวดาคิดว่าตนเองสมบูรณ์และเป็นอิสระจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ด้วยการปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  อวิชชาจะถูกขจัดออกไปจนหมดสิ้น  องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายไว้แล้วในโศลกก่อนหน้านี้  บัดนี้ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควานฺ  อรฺชุน  ยอมรับพระองค์ว่าทรงเป็นสัจธรรมสูงสุดตามคำสอนพระ  เวท  มิใช่เพราะว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นสหายสนิทแล้วอรฺชุน  ทรงมายกยอ  กฺฤษฺณ  ด้วยการเรียกพระองค์ว่าบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  สัจธรรมที่สมบูรณ์  สิ่งที่  อรฺชุน  ตรัสในสองโศลกนี้สัจจะแห่งคัมภีร์พระ  เวท  ได้ยืนยันไว้  คำสั่งสอนพระ  เวท  ยืนยันว่าผู้ที่รับเอาการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  ไปปฏิบัติเท่านั้นจึงสามารถเข้าใจพระองค์  ในขณะที่บุคคลอื่นไม่สามารถเข้าใจได้  ทุกคำในโศลกนี้ที่  อรฺชุน  ตรัส  คำสอนพระ  เวท  ได้ยืนยันไว้
ใน  เกน  อุปนิษทฺ  ได้กล่าวไว้ว่า  พฺรหฺมนฺ  สูงสุดเป็นที่พักพิงของทุกสิ่งทุกอย่างและ  กฺฤษฺณ  ทรงอธิบายไว้แล้วว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างพักพิงอยู่ที่พระองค์  มุณฺฑก  อุปนิษทฺ  ยืนยันว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างพำนักอยู่ที่องค์  ภควานฺ  ผู้ปฏิบัติการระลึกถึงพระองค์อยู่ตลอดเวลาจึงสามารถเป็นผู้รู้แจ้ง  การระลึกถึง  กฺฤษฺณ  อยู่ตลอดเวลาคือ  สฺมรณมฺ  ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  การอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่  กฺฤษฺณเท่านั้นที่ทำให้เราเข้าใจสถานภาพของตัวเราเอง  และขจัดร่างกายวัตถุนี้ออกไปได้
คัมภีร์พระ  เวท  ยอมรับว่าองค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุดในบรรดาผู้บริสุทธิ์ผู้ที่เข้าใจว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุดในหมู่ผู้บริสุทธิ์  สามารถทำให้ตนเองบริสุทธิ์จากกิจกรรมบาปทั้งปวงได้  นอกจากจะศิโรราบต่อองค์  ภควานฺ  เท่านั้น  จึงสามารถขจัดเชื้อโรคแห่งการกระทำบาปทั้งหมดได้  อรฺชุน  ยอมรับว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้บริสุทธิ์สูงสุดซึ่งเป็นไปตามคำสั่งสอนของวรรณกรรมพระ  เวท  บุคลิกภาพผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งนำโดยนารท  ได้ยืนยันไว้เช่นเดียวกัน
กฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เราจึงควรทำสมาธิอยู่ที่พระองค์เสมอ  และได้รับความสุขจากความสัมพันธ์ทิพย์ที่มีต่อ  กฺฤษฺณ  พระองค์ทรงเป็นผู้มีชีวิตที่สูงสุด  ทรงเป็นอิสระจากความต้องการทางร่างกาย  จากการเกิดและการตาย  ไม่เพียงแต่  อรฺชุน  เท่านั้นที่ทรงยืนยันเช่นนี้  แต่วรรณกรรมพระ  เวท  ทั้งหมด  เช่น  ปุราณ  และประวัติศาสตร์ต่าง  ๆ  ก็ยืนยันไว้  ในวรรณกรรมพระ  เวท  ทั้งหมดได้อธิบาย  กฺฤษฺณ  ไว้เช่นนี้  และองค์  ภควานฺ  เองก็ตรัสในบทที่สี่ว่า  “ถึงแม้ว่าข้าไม่มีการเกิด  ข้ายังเสด็จมาบนโลกนี้เพื่อสถาปนาหลักธรรมแห่งศาสนา”  พระองค์ทรงเป็นบุคคลแรกที่สูงสุด  พระองค์ทรงไม่มีแหล่งกำเนิด  เพราะทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  และทุกสิ่งทุกอย่างกำเนิดมาจากพระองค์  ความรู้อันสมบูรณ์เช่นนี้สามารถได้รับจากพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควานฺ  
ณ  ที่นี้  อรฺชุน  ทรงแสดงตนเองผ่านทางพระกรุณาธิคุณของ  กฺฤษฺณ  หากเราปรารถนาจะเข้าใจ  ภควัท-คีตา  เราควรยอมรับข้อความจากสองโศลกนี้  เช่นนี้เรียกว่าระบบ  ปรมฺปรา  ยอมรับตามสายระบบ  ปรมฺปรา  นอกจากเราอยู่ในระบบ  ปรมฺปรา  มิฉะนั้นจะไม่สามารถเข้าใจ  ภควัท-คีตา  สิ่งที่เรียกว่าการศึกษาทางวิชาการนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจ  ภควัท-คีตา  แต่พวกที่อับโชคทรนงในการศึกษาทางวิชาการยังดื้อรั้นโดยเชื่อว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุคคลธรรมดา  ถึงแม้จะมีหลักฐานมากมายในวรรณกรรมพระ  เวท  
सर्वमेतदृतं मन्ये यन्मां वदसि केशव ।
न हि ते भगवन्व्यक्तिं विदुर्देवा न दानवाः ॥ १०.१४ ॥
โศลก 14
sarvam etad ṛtaṁ manye  yan māṁ vadasi keśava
na hi te bhagavan vyaktiṁ  vidur devā na dānavāḥ
สรฺวมฺ เอตทฺ ฤตํ มเนฺย  ยนฺ มำ วทสิ เกศว
น หิ เต ภควนฺ วฺยกฺตึ  วิทุรฺ เทวา น ทานวาห์
สรฺวมฺ — ทั้งหมด, เอตตฺ — นี้, ฤตมฺ — ความจริง, มเนฺย — ข้ายอมรับ, ยตฺ — ซึ่ง, มามฺ — แด่ ข้า, วทสิ — พระองค์ตรัส, เกศว — โอ้ กฺฤษฺณ, — ไม่เคย, หิ — แน่นอน, เต — ของ พระองค์, ภควนฺ — โอ้ องค์ภควาน, วฺยกฺติมฺ — เปิดเผย, วิทุห์ — สามารถรู้, เทวาห์ — เหล่าเทวดา, — ไม่, ทานวาห์ — เหล่ามาร
คำแปล
โอ้  กฺฤษฺณ  ข้าพเจ้ายอมรับโดยดุษฎีว่าทั้งหมดที่พระองค์ตรัสต่อข้าเป็นความจริงโอ้  องค์ภควาน  ทั้งเหล่าเทวดาหรือมารก็ไม่สามารถเข้าใจบุคลิกภาพแห่งพระองค์
คำอธิบาย
ณ  ที่นี้  อรฺชุน  ทรงยืนยันว่าบุคคลที่ไม่มีศรัทธาและมีธรรมชาติเป็นมารไม่สามารถเข้าใจ  กฺฤษฺณ  แม้แต่เหล่าเทวดายังไม่รู้จักพระองค์  แล้วพวกที่สมมุติว่าเป็นนักวิชาการทางโลกสมัยปัจจุบันนี้จะรู้จักพระองค์ได้อย่างไร?  ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควานฺ  ทำให้  อรฺชุน  เข้าใจว่าสัจธรรมสูงสุดคือ  กฺฤษฺณ  ผู้ทรงมีความสมบูรณ์ฉะนั้น  เราควรปฏิบัติตามวิถีทางของ  อรฺชุน  ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่เชื่อถือได้แห่ง  ภควัท-คีตา  ดังที่ได้อธิบายไว้ในบทที่สี่ว่าระบบ  ปรมฺปรา  เพื่อให้เข้าใจ  ภควัท-คีตา  ได้สูญหายไป  ดังนั้น  กฺฤษฺณ  ทรงสถาปนาระบบ  ปรมฺปรา  ขึ้นมาใหม่  เริ่มต้นจาก  อรฺชุน  เพราะทรงพิจารณาว่าอารุจนะเป็นทั้งเพื่อนและสาวกผู้ยิ่งใหญ่ของพระองค์ฉะนั้น  ดังที่ได้กล่าวไว้ในคำนำ  คีโตปนิษทฺ  ของเราว่าควรเข้าใจ  ภควัท-คีตา  ตามสายระบบ  ปรมฺปรา  เมื่อระบบ  ปรมฺปรา  สูญหายไป  อรฺชุน  ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่  การที่  อรฺชุน  ทรงยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่  กฺฤษฺณ  ตรัส  ควรรับเอาเป็นเยี่ยงอย่าง  จากนั้นเราจะสามารถเข้าใจเนื้อหาสาระสำคัญของ  ภควัท-คีตา  ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่เราสามารถเข้าใจว่า  กฺฤษฺณ  คือองค์  ภควานฺ  
स्वयमेवात्मनात्मानं वेत्थ त्वं पुरुषोत्तम ।
भूतभावन भूतेश देवदेव जगत्पते ॥ १०.१५ ॥
โศลก 15
svayam evātmanātmānaṁ  vettha tvaṁ puruṣottama
bhūta-bhāvana bhūteśa  deva-deva jagat-pate
สฺวยมฺ เอวาตฺมนาตฺมานํ  เวตฺถ ตฺวํ ปุรุโษตฺตม
ภูต-ภาวน ภูเตศ  เทว-เทว ชคตฺ-ปเต
สฺวยมฺ — โดยพระองค์เอง, เอว — แน่นอน, อาตฺมนา — ด้วยตัวพระองค์เอง, อาตฺมานมฺ — ตัวพระองค์, เวตฺถ — ทราบ, ตฺวมฺ — พระองค์, ปุรุษ-อุตฺตม — โอ้ ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดใน บรรดาบุคคลทั้งหลาย, ภูต-ภาวน — โอ้ แหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง,ภูต-อีศ — โอ้ พระเจ้าของสรรพสิ่ง, เทว-เทว — โอ้ พระเจ้าของมวลเทวดา, ชคตฺ-ปเต — โอ้ พระเจ้าแห่งปวงจักรวาล
คำแปล
แน่นอนว่าพระองค์เท่านั้นที่ทราบตัวพระองค์เองด้วยพลังเบื้องสูงของพระองค์โอ้  องค์ภควาน  แหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง  พระเจ้าของมวลชีวิต  พระเจ้าของเหล่าเทวดา  พระเจ้าแห่งจักรวาล!
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงรู้ได้โดยบุคคลผู้มีความสัมพันธ์กับพระองค์โดยผ่านทางวิธีปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้เหมือนกับ  อรฺชุน  และเหล่าสาวกของ  อรฺชุน  บุคคลผู้มีความคิดเยี่ยงมารหรือไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  ไม่สามารถรู้ถึง  กฺฤษฺณ  การคาดคะเนทางจิตใจซึ่งนำให้ออกห่างจากพระองค์เป็นบาปอันร้ายแรง  และผู้ที่ไม่รู้จัก  กฺฤษฺณ  ไม่ควรพยายามวิจารณ์  ภควัท-คีตา,  ภควัท-คีตา  เป็นคำดำรัสของ  กฺฤษฺณ  เนื่องจากเป็นศาสตร์แห่ง  กฺฤษฺณ  จึงควรเข้าใจจาก  กฺฤษฺณ  ดังที่  อรฺชุน  เข้าใจ  โดยไม่ควรรับมาจากบุคคลผู้ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  
ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (1.2.11)
วทนฺติ ตตฺ ตตฺตฺว-วิทสฺ  ตตฺตฺวํ ยชฺ ชฺญานมฺ อทฺวยมฺ
พฺรเหฺมติ ปรมาตฺเมติ  ภควานฺ อิติ ศพฺทฺยเต
สัจธรรมสูงสุดรู้แจ้งได้ในสามระดับคือ  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  ปรมาตฺมา  ภายในหัวใจของทุกคน  และท้ายสุดคือองค์  ภควานฺ  ในระดับท้ายสุดแห่งการเข้าใจสัจธรรม  จะมาถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  มนุษย์ธรรมดาหรือแม้แต่ผู้ที่หลุดพ้นแล้ว  ซึ่งรู้แจ้ง  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  หรือรู้แจ้ง  ปรมาตฺมา  ผู้ประทับภายในหัวใจของทุกคน  อาจไม่เข้าใจองค์  ภควานฺ  ดังนั้น  บุคคลเหล่านี้อาจพยายามเข้าใจองค์  ภควานฺ  จากโศลกต่างๆใน  ภควัท-คีตา  ที่  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้ตรัส  บางครั้งพวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์ยอมรับว่ากฺฤษฺณ  ทรงเป็นองค์  ภควานฺ  หรือยอมรับความเชื่อถือได้ของพระองค์  ถึงกระนั้น  ยังมีบุคคลผู้หลุดพ้นแล้วมากมายที่ไม่สามารถเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ว่าเป็น  ปุรุโษตฺตม  บุคลิกภาพสูงสุด  ดังนั้น  อรฺชุน  ทรงเรียกพระองค์ว่า  ปุรุโษตฺตม  เช่นนี้  ยังอาจไม่เข้าใจว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นพระบิดาของมวลชีวิต  ดังนั้น  อรฺชุน  ทรงเรียกพระองค์ว่า  ภูต-ภาวน  หากทราบว่าพระองค์ทรงเป็นพระบิดาของมวลชีวิต  แต่อาจไม่ทราบว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ควบคุมสูงสุด  ดังนั้น  อรฺชุน  ทรงเรียกพระองค์ว่า  ภูเตศ  ผู้ควบคุมสูงสุดของทุกคน  แม้หากทราบว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้ควบคุมสูงสุดของมวลชีวิต  แต่อาจไม่ทราบว่า  พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของเทวดา  ดังนั้น  ณ  ที่นี้ทรงเรียกพระองค์ว่า  เทว-เทว  พระเจ้าผู้ทรงได้รับการบูชาจากมวลเทวดา  และแม้หากทราบว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่เคารพบูชาของมวลเทวดา  แต่อาจไม่ทราบว่า  พระองค์ทรงเป็นเจ้าของสูงสุดของทุกสิ่งทุกอย่าง  ดังนั้นทรงเรียกพระองค์ว่า  ชคตฺ-ปติ  ดังนั้น  จากความรู้แจ้งของ  อรฺชุน  ความจริงเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  ได้สถาปนาไว้ในโศลกนี้  และพวกเราควรเจริญรอยตามพระบาทของ  อรฺชุน  ในการเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ตามความเป็นจริง
वक्तुमर्हस्यशेषेण दिव्या ह्यात्मविभूतयः ।
याभिर्विभूतिभिर्लोकानिमांस्त्वं व्याप्य तिष्ठसि ॥ १०.१६ ॥
โศลก 16
vaktum arhasy aśeṣeṇa  divyā hy ātma-vibhūtayaḥ
yābhir vibhūtibhir lokān  imāṁs tvaṁ vyāpya tiṣṭhasi
วกฺตุมฺ อรฺหสฺยฺ อเศเษณ  ทิวฺยา หฺยฺ อาตฺม-วิภูตยห์
ยาภิรฺ วิภูติภิรฺ โลกานฺ  อิมำสฺ ตฺวํ วฺยาปฺย ติษฺฐสิ
วกฺตุมฺ — พูด, อรฺหสิ — พระองค์สมควรได้, อเศเษณ — รายละเอียด, ทิวฺยาห์ — ทิพย์, หิ — แน่นอน,อาตฺม — ตัวพระองค์เอง, วิภูตยห์ — ความมั่งคั่ง, ยาภิห์ — ซึ่ง, วิภูติภิห์ — ความ มั่งคั่ง, โลกานฺ — ดาวเคราะห์ทั้งหลาย, อิมานฺ — เหล่านี้, ตฺวมฺ — พระองค์, วฺยาปฺย — แผ่ กระจาย, ติษฺฐสิ — ยังคงอยู่
คำแปล
โปรดกรุณาบอกข้าพเจ้าในรายละเอียดเกี่ยวกับความมั่งคั่งทิพย์ของพระองค์  ที่ทรงแผ่กระจายไปในโลกทั้งหลายเหล่านี้
คำอธิบาย
โศลกนี้ปรากฏว่า  อรฺชุน  ทรงพอใจกับการเข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้ากฺฤษฺณ  ด้วยพระกรุณาธิคุณของ  กฺฤษฺณ  อรฺชุน  ทรงได้รับประสบการณ์ส่วนตัวปัญญา  ความรู้  และอะไรก็แล้วแต่ที่บุคคลอาจมีหรือได้รับผ่านทางผู้แทนทั้งหลายเหล่านี้  อรฺชุน  ทรงเข้าใจว่า  กฺฤษฺณ  คือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าโดยไม่มีข้อสงสัยใดๆทั้งสิ้น  ถึงกระนั้น  ยังถามให้  กฺฤษฺณ  ทรงอธิบายถึงธรรมชาติที่แผ่กระจายไปทั่วของพระองค์ผู้คนโดยทั่วไปและผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์โดยเฉพาะ  ส่วนใหญ่จะสนใจเกี่ยวกับธรรมชาติที่แผ่กระจายไปทั่วขององค์  ภควานฺ  ดังนั้น  อรฺชุน  ทรงถาม  กฺฤษฺณ  ว่า  พระองค์ทรงเป็นอยู่ในลักษณะที่แผ่กระจายไปทั่วผ่านทางพลังงานอันหลากหลายของพระองค์ได้อย่างไร  เราควรรู้ว่าคำถามนี้  อรฺชุน  ทรงถามแทนผู้คนโดยทั่วไป
कथं विद्यामहं योगिंस्त्वां सदा परिचिन्तयन् ।
केषु केषु च भावेषु चिन्त्योऽसि भगवन्मया ॥ १०.१७ ॥
โศลก 17
kathaṁ vidyām ahaṁ yogiṁs  tvāṁ sadā paricintayan
keṣu keṣu ca bhāveṣu  cintyo ’si bhagavan mayā
กถํ วิทฺยามฺ อหํ โยคึสฺ  ตฺวำ สทา ปริจินฺตยนฺ
เกษุ เกษุ จ ภาเวษุ  จินฺโตฺย ’สิ ภควนฺ มยา
กถมฺ — อย่างไร, วิทฺยามฺ อหมฺ — ข้าจะรู้, โยคินฺ — โอ้ ผู้มีอิทธิฤทธิ์สูงสุด, ตฺวามฺ — พระองค์, สทา — เสมอ, ปริจินฺตยนฺ — ระลึกถึง, เกษุ — ในซึ่ง, เกษุ — ในซึ่ง, — เช่นกัน, ภาเวษุ — ธรรมชาติ, จินฺตฺยห์ อสิ — จำพระองค์ได้, ภควนฺ — โอ้ องค์ภควาน, มยา — โดยข้า
คำแปล
โอ้  กฺฤษฺณ  โอ้  ผู้มีอิทธิฤทธิ์สูงสุด  ข้าพเจ้าจะระลึกถึงพระองค์ตลอดเวลาได้อย่างไร  และจะรู้ถึงพระองค์ได้อย่างไร?  โอ้  องค์ภควานผู้ทรงมีรูปลักษณ์มากมาย  ข้าพเจ้าควรระลึกถึงรูปลักษณ์ใดของพระองค์?
คำอธิบาย
ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทก่อนหน้านี้ว่า  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงถูกปกคลุมด้วย  โยค  -มายา  ของพระองค์  ดวงวิญญาณที่ศิโรราบและสาวกเท่านั้นที่สามารถเห็นพระองค์  บัดนี้  อรฺชุน  ทรงมั่นใจว่าสหาย  กฺฤษฺณ  คือองค์  ภควานฺ  แต่ปรารถนาจะรู้ถึงวิธีการโดยทั่วไปที่คนธรรมดาสามารถเข้าใจพระองค์ผู้ทรงแผ่กระจายไปทั่ว  คนธรรมดาทั่วไปรวมทั้งเหล่ามารและพวกไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  ไม่สามารถรู้ถึง  กฺฤษฺณ  เพราะว่าพระองค์ทรงได้รับการปกป้องจากพลัง  โยค-มายา  ของพระองค์  อีกครั้งหนึ่งที่  อรฺชุน  ทรงถามคำถามเหล่านี้เพื่อประโยชน์ของพวกเรา  สาวกผู้เจริญแล้วไม่ห่วงเฉพาะความเข้าใจของตนเองเท่านั้น  แต่ทำไปเพื่อความเข้าใจของมวลมนุษยชาติ  ดังนั้น  ด้วยความเมตตากรุณา  อรฺชุน  ผู้เป็นสาวก  ไวษฺณว  ได้เปิดทางเพื่อให้คนธรรมดาสามัญเข้าใจการแผ่กระจายไปทั่วขององค์  ภควานฺ  ทรงเรียกกฺฤษฺณ  โดยเฉพาะว่า  โยคินฺ  เพราะว่า  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นเจ้านายของพลัง  โยค-มายา  ที่สามารถปกปิดและเปิดเผยตัวพระองค์แก่คนธรรมดาทั่วไป  บุคคลธรรมดาสามัญที่ไม่มีความรักต่อ  กฺฤษฺณ  ไม่สามารถระลึกถึง  กฺฤษฺณ  ได้  ดังนั้น  จึงต้องมีแนวคิดทางวัตถุอรฺชุน  ทรงพิจารณาถึงระดับแห่งความคิดของนักวัตถุนิยมในโลกนี้  คำว่า  เกษุ  เกษุ  จ  ภาเวษุ  หมายถึงธรรมชาติวัตถุ  (คำว่า  ภาว  หมายความว่า  “สิ่งของที่เป็นวัตถุ”)  เพราะว่านักวัตถุนิยมไม่สามารถเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ในวิถีทิพย์  จึงได้รับการแนะนำให้ทำสมาธิจิตอยู่ที่สิ่งของวัตถุ  และพยายามดูว่า  กฺฤษฺณ  ทรงปรากฏผ่านผู้แทนต่าง  ๆ  ทางวัตถุได้อย่างไร
विस्तरेणात्मनो योगं विभूतिं च जनार्दन ।
भूयः कथय तृप्तिर्हि शृण्वतो नास्ति मेऽमृतम् ॥ १०.१८ ॥
โศลก 18
vistareṇātmano yogaṁ  vibhūtiṁ ca janārdana
bhūyaḥ kathaya tṛptir hi  śṛṇvato nāsti me ’mṛtam
วิสฺตเรณาตฺมโน โยคํ  วิภูตึ จ ชนารฺทน
ภูยห์ กถย ตฺฤปฺติรฺ หิ  ศฺฤณฺวโต นาสฺติ เม ’มฺฤตมฺ
วิสฺตเรณ — ในรายละเอียด, อาตฺมนห์ — ของพระองค์, โยคมฺ — พลังอินธิฤทธิ์, วิภูติมฺ — ความมั่งคั่ง, — เช่นกัน, ชน-อรฺทน — โอ้ ผู้สังหารคนไร้ศรัทธาในองค์ภควาน, ภูยห์ — อีกครั้งหนึ่ง, กถย — อธิบาย, ตฺฤปฺติห์ — พึงพอใจ, หิ — แน่นอน, ศฺฤณฺวตห์ — การสดับฟัง, น อสฺติ — ไม่มี, เม — ของข้า, อมฺฤตมฺ — น้ำทิพย์
คำแปล
โอ้  ชนารฺทน  ได้โปรดอธิบายพลังทิพย์แห่งความมั่งคั่งของพระองค์อีกครั้งหนึ่งโดยละเอียด  ข้าไม่เคยรู้สึกเพียงพอในการสดับฟังเกี่ยวกับพระองค์  เพราะเมื่อได้สดับฟังมากยิ่งขึ้น  ข้าพเจ้ายิ่งอยากได้รับรสน้ำทิพย์จากคำดำรัสของพระองค์มากยิ่งขึ้น
คำอธิบาย
ข้อความในทำนองเดียวกันนี้  ฤษิ  แห่ง  ไนมิษารณฺย  ซึ่งนำโดย  เศานก  กล่าวแก่  สูต  โคสฺวามี  ดังนี้
วยํ ตุ น วิตฺฤปฺยาม  อุตฺตม-โศฺลก-วิกฺรเม
ยจฺ ฉฺฤณฺวตำ รส-ชฺญานำ  สฺวาทุ สฺวาทุ ปเท ปเท
“บุคคลจะไม่มีวันเพียงพอแม้สดับฟังลีลาทิพย์ต่าง  ๆ  ของ  กฺฤษฺณ  ผู้ที่ทรงได้รับการสรรเสริญ  ด้วยบทมนต์อันยอดเยี่ยมอยู่ตลอดเวลา  พวกที่เข้าไปในความสัมพันธ์ทิพย์กับกฺฤษฺณ  จะได้รับรสในการพรรณนาลีลาของพระองค์อยู่ตลอดเวลา”  (ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  1.1.19)  ดังนั้น  อรฺชุน  ทรงสนใจในการสดับฟังเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  โดยเฉพาะที่ว่าพระองค์ทรงเป็นองค์  ภควานฺ  ที่แผ่กระจายไปทั่วได้อย่างไร
สำหรับ  อมฺฤตมฺ  หรือน้ำทิพย์  คำพรรณนาใด  ๆ  หรือข้อความใด  ๆ  ที่เกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  เหมือนกับน้ำทิพย์  และน้ำทิพย์นี้สำเหนียกได้ด้วยประสบการณ์จากการปฏิบัติ  เรื่องราวสมัยปัจจุบัน  นวนิยาย  และประวัติศาสตร์  ไม่เหมือนกับลีลาทิพย์ของ  กฺฤษฺณ  เพราะว่าเราจะรู้สึกเบื่อในการฟังเรื่องราวทางโลก  แต่เราไม่มีวันเบื่อที่จะสดับฟังเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  ด้วยเหตุนี้เท่านั้นที่ประวัติศาสตร์ทั่วทั้งจักรวาลพรั่งพร้อมไปด้วยเรื่องอ้างอิงต่าง  ๆ  เกี่ยวกับลีลาแห่งอวตารขององค์  ภควานฺ  ปุราณ  เป็นประวัติศาสตร์ในยุคอดีตที่สัมพันธ์กับลีลาของอวตารอันหลากหลายขององค์  ภควานฺ  ดังนั้น  เรื่องราวที่อ่านยังคงความสดใหม่อยู่เสมอแม้จะอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก
श्रीभगवानुवाच ।
हन्त ते कथयिष्यामि दिव्या ह्यात्मविभूतयः
प्राधान्यतः कुरुश्रेष्ठ नास्त्यन्तो विस्तरस्य मे ॥ १०.१९ ॥
โศลก 19
śrī-bhagavān uvāca
hanta te kathayiṣyāmi  divyā hy ātma-vibhūtayaḥ
prādhānyataḥ kuru-śreṣṭha  nāsty anto vistarasya me
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
หนฺต เต กถยิษฺยามิ  ทิวฺยา หฺยฺ อาตฺม-วิภูตยห์
ปฺราธานฺยตห์ กุรุ-เศฺรษฺฐ  นาสฺตฺยฺ อนฺโต วิสฺตรสฺย เม
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, หนฺต — ใช่, เต — แด่เธอ, กถยิษฺยามิ — ข้าจะพูด, ทิวฺยาห์ — ทิพย์, หิ — แน่นอน, อาตฺม-วิภูตยห์ — ความมั่งคั่ง ส่วนตัว, ปฺราธานฺยตห์ — ที่สำคัญ ๆ, กุรุ-เศฺรษฺฐ — โอ้ ผู้ยอดเยี่ยมแห่งราชวงศ์ กุรุ, น อสฺติ — ไม่มี, อนฺตห์ — จำกัด, วิสฺตรสฺย — จนกระทั่ง, เม — ของข้า
คำแปล
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  ตกลงข้าจะบอกเธอเกี่ยวกับปรากฎการณ์อันวิจิตรพิสดารของข้า  แต่เฉพาะที่สำคัญ  ๆ  เท่านั้น  โอ้  อรฺชุน  เพราะว่าความมั่งคั่งของข้านั้นไม่มีที่สิ้นสุด
คำอธิบาย
เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจความยิ่งใหญ่และความมั่งคั่งของ  กฺฤษฺณ  ประสาทสัมผัสของปัจเจกวิญญาณมีขีดจำกัดจึงไม่เปิดโอกาสให้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดของพระองค์  ถึงกระนั้น  เหล่าสาวกพยายามเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ไม่ใช่บนหลักการที่ว่าจะสามารถเข้าใจ  กฺฤษฺณ  อย่างสมบูรณ์ในช่วงเวลาหนึ่งหรือในระดับหนึ่งของชีวิต  แต่เรื่องราวของ  กฺฤษฺณ  เป็นที่น่าชื่นชอบมาก  ดูเหมือนจะเป็นน้ำทิพย์สำหรับสาวก  ดังนั้น  สาวกจึงรื่นเริงกับเรื่องราวของ  กฺฤษฺณ  ในการสนทนาเกี่ยวกับความมั่งคั่งและพลังงานอันหลากหลายของ  กฺฤษฺณ  สาวกผู้บริสุทธิ์จะได้รับความสุขทิพย์  ดังนั้น  จึงปรารถนาสดับฟังและสนทนาเกี่ยวกับพระองค์  กฺฤษฺณ  ทรงรู้ว่าสิ่งมีชีวิตไม่เข้าใจความมั่งคั่งของพระองค์เท่าที่มีอยู่  ดังนั้น  พระองค์ทรงตกลงจะกล่าวเฉพาะปรากฏการณ์ที่สำคัญ  ๆ  เกี่ยวกับพลังงานต่าง  ๆ  ของพระองค์  คำว่า  ปฺราธานฺยตห์  (“สำคัญ”)  มีความสำคัญเพราะว่า  เราสามารถเข้าใจรายละเอียดที่สำคัญไม่กี่อย่างขององค์  ภควานฺ  เท่านั้น  เพราะคุณลักษณะของพระองค์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด  เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจทั้งหมด  และคำว่า  วิภูติ  ใช้ในโศลกนี้กล่าวถึงความมั่งคั่งที่พระองค์ทรงควบคุมปรากฏการณ์ทั้งหมด  ในพจนานุกรม  อมร-โกศ  กล่าวไว้ว่า  วิภูติ  หมายความว่าความมั่งคั่งพิเศษ
ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์หรือผู้นับถือผีสางเทวดาไม่สามารถเข้าใจความมั่งคั่งพิเศษขององค์  ภควานฺ  และไม่เข้าใจปรากฏการณ์แห่งพลังงานทิพย์ของพระองค์ทั้งในโลกวัตถุและในโลกทิพย์  พลังงานต่าง  ๆ  ของพระองค์แผ่กระจายไปในปรากฏการณ์อันหลากหลายทุกแห่ง  ณ  ที่นี้  กฺฤษฺณ  ทรงอธิบายว่ามีอะไรบ้างที่บุคคลธรรมดาสามารถสำเหนียกได้โดยตรง  ดังนั้น  ส่วนหนึ่งของพลังงานอันหลากหลายของพระองค์จึงได้อธิบายไว้เช่นนี้
अहमात्मा गुडाकेश सर्वभूताशयस्थितः ।
अहमादिश्च मध्यं च भूतानामन्त एव च ॥ १०.२० ॥
โศลก 20
aham ātmā guḍākeśa  sarva-bhūtāśaya-sthitaḥ
aham ādiś ca madhyaṁ ca  bhūtānām anta eva ca
อหมฺ อาตฺมา คุฑาเกศ  สรฺว-ภูตาศย-สฺถิตห์
อหมฺ อาทิศฺ จ มธฺยํ จ  ภูตานามฺ อนฺต เอว จ
อหมฺ — ข้า, อาตฺมา — ดวงวิญญาณ, คุฑาเกศ — โอ้ อรฺชุน, สรฺว-ภูต — ของสิ่งมีชีวิต ทั้งหมด, อาศย-สฺถิตห์ — สถิตภายในหัวใจ, อหมฺ — ข้าเป็น, อาทิห์ — แหล่งกำเนิด, — เช่นกัน, มธฺยมฺ — ช่วงกลาง, — เช่นกัน, ภูตานามฺ — ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย, อนฺตห์ — ตอน จบ,เอว — แน่นอน, — และ
คำแปล
ข้าคืออภิวิญญาณ  โอ้  อรฺชุน  ประทับอยู่ภายในหัวใจของมวลชีวิต  ข้าคือจุดเริ่มต้น  ช่วงกลาง  และจุดจบของมวลชีวิต
คำอธิบาย
โศลกนี้  อรฺชุน  ทรงถูกเรียกว่า  คุฑาเกศ  ซึ่งหมายความว่า  “ผู้ที่เอาชนะความมืดแห่งการนอน”  สำหรับพวกที่นอนหลับอยู่ในความมืดแห่งอวิชชา  เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจว่าองค์  ภควานฺ  ทรงปรากฏพระวรกายหลากหลายวิธีทั้งในโลกทิพย์และโลกวัตถุได้อย่างไร  กฺฤษฺณ  ทรงเรียก  อรฺชุน  เช่นนี้มีความสำคัญ  เพราะ  อรฺชุน  ทรงอยู่เหนือความมืดนี้  กฺฤษฺณ  ทรงตกลงที่จะอธิบายถึงความมั่งคั่งอันหลากหลายของพระองค์
ก่อนอื่น  กฺฤษฺณ  ทรงให้ข้อมูลกับ  อรฺชุน  ว่า  พระองค์ทรงเป็นดวงวิญญาณของปรากฏการณ์ในจักรวาลทั้งหมดโดยผ่านทางภาคที่แบ่งแยกเบื้องต้นของพระองค์  ก่อนการสร้างโลกวัตถุ  ภาคที่แบ่งแยกอันสมบูรณ์ขององค์  ภควานฺ  ทรงรับเอาอวตาร  ปุรุษ  และจากองค์นี้ทุกสิ่งทุกอย่างจึงเริ่มขึ้น  ดังนั้น  พระองค์ทรงเป็น  อาตฺมา  ดวงวิญญาณของ  มหตฺ  -ตตฺตฺว  ธาตุต่าง  ๆ  ของจักรวาล  พลังงานวัตถุทั้งหมดไม่ใช่แหล่งกำเนิดของการสร้าง  อันที่จริง  มหา-วิษฺณุ  ทรงเข้าไปใน  มหตฺ-ตตฺตฺว  พลังงานวัตถุทั้งหมดพระองค์ทรงเป็นดวงวิญญาณ  เมื่อ  มหา-วิษฺณุ  ทรงเข้าไปในจักรวาลต่าง  ๆ  ที่ปรากฏจากนั้นทรงปรากฏเป็นอภิวิญญาณประทับอยู่ในทุก  ๆ  ชีวิต  เ  ราม  ีประสบการณ์ว่าร่างกายส่วนตัวของสิ่งมีชีวิตเป็นอยู่ได้ก็เนื่องมาจากประกายวิญญาณที่ปรากฏอยู่  หากประกายวิญญาณไม่อยู่  ร่างกายจะไม่สามารถพัฒนาขึ้นมาได้นอกจากดวงวิญญาณสูงสุดองค์  กฺฤษฺณ  เสด็จเข้าไป  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  สุพาล  อุปนิษทฺ  ว่า  ปฺรกฺฤตฺยฺ-อาทิ-สรฺว-ภูตานฺตรฺ-ยามี  สรฺว-เศษี  จ  นารายณห์  “บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงปรากฏในฐานะอภิวิญญาณในจักรวาลทั้งหลายที่ปรากฏ”
ปุรุษ-อวตาร  ทั้งสามอธิบายไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  และได้อธิบายไว้ใน  สาตฺวต-ตนฺตฺร  เช่นกัน  วิษฺโณสฺ  ตุ  ตฺรีณิ  รูปาณิ  ปุรุษาขฺยานฺยฺ  อโถ  วิทุห์  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงปรากฏในสามลักษณะ  การโณทก-ศายี  วิษฺณุ,  ครฺโภทก-ศายี  วิษฺณุ  และ  กฺษีโรทก-ศายี  วิษฺณุ  ในปรากฏการณ์ทางวัตถุนี้  มหา-วิษฺณุ  หรือการโณทก-ศายี  วิษฺณุ,  พฺรหฺม-สํหิตา  (5.47)  อธิบายว่า  ยห์  การณารฺณว-ชเล  ภชติ  สฺม  โยค-นิทฺรามฺ  องค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  แหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวงทรงบรรทมอยู่ในมหาสมุทรจักรวาลในรูป  มหา-วิษฺณุ  ฉะนั้น  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นจุดเริ่มต้นของจักรวาลนี้  ทรงเป็นผู้ดำรงรักษาปรากฏการณ์แห่งจักรวาล  และทรงเป็นจุดจบของพลังงานทั้งหมด
आदित्यानामहं विष्णुर्ज्योतिषां रविरंशुमान् ।
मरीचिर्मरुतामस्मि नक्षत्राणामहं शशी ॥ १०.२१ ॥
โศลก 21
ādityānām ahaṁ viṣṇur  jyotiṣāṁ ravir aṁśumān
marīcir marutām asmi  nakṣatrāṇām ahaṁ śaśī
อาทิตฺยานามฺ อหํ วิษฺณุรฺ  โชฺยติษำ รวิรฺ อํศุมานฺ
มรีจิรฺ มรุตามฺ อสฺมิ  นกฺษตฺราณามฺ อหํ ศศี
อาทิตฺยานามฺ — ของ อาทิตฺย, อหมฺ — ข้าเป็น, วิษฺณุห์ — องค์ภควาน, โชฺยติษามฺ — ของดวง ประทีปทั้งหลาย, รวิห์ — ดวงอาทิตย์, อํศุ-มานฺ — รัศมี, มรีจิห์มรีจิ, มรุตามฺ — ของ มรุตฺ, อสฺมิ — ข้าเป็น, นกฺษตฺราณามฺ — ของหมู่ดวงดาว, อหมฺ — ข้าเป็น, ศศี — ดวงจันทร์
คำแปล
ในหมู่  อาทิตฺย  ข้าคือ  วิษฺณุ  ในหมู่ดวงประทีปข้าคือดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงเจิดจรัสในหมู่  มรุตฺ  ข้าคือ  มรีจิ  และในหมู่ดวงดาวข้าคือดวงจันทร์
คำอธิบาย
มีอยู่สิบสอง  อาทิตฺย  ซึ่ง  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นประธาน  ในหมู่ดวงประทีปทั้งหลายที่ระยิบระยับอยู่ในท้องฟ้าดวงอาทิตย์เป็นประธาน  และ  พฺรหฺม-สํหิตา  ยอมรับว่าดวงอาทิตย์เป็นพระเนตรขององค์  ภควานฺ  ที่ส่องรัศมี  มีลมห้าสิบชนิดที่พัดอยู่ในอวกาศ  และในหมู่ลมเหล่านี้  มรีจิ  พระปฏิมาผู้ควบคุมเป็นผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  
ในหมู่ดวงดาวดวงจันทร์โดดเด่นที่สุดในตอนกลางคืน  ดังนั้น  ดวงจันทร์เป็นผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  ปรากฏจากโศลกนี้ว่า  ดวงจันทร์เป็นหนึ่งในหมู่ดวงดาว  ดังนั้น  หมู่ดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับอยู่ในท้องฟ้าก็ได้รับแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์เช่นกันทฤษฎีที่ว่ามีดวงอาทิตย์อยู่หลายดวงในจักรวาล  วรรณกรรมพระ  เวท  ไม่ยอมรับ  ดวงอาทิตย์เป็นหนึ่ง  และด้วยแสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ทำให้ดวงจันทร์และดวงดาวต่าง  ๆส่องแสงสว่าง  ภควัท-คีตา  แสดงให้เห็น  ณ  ที่นี้ว่าดวงจันทร์เป็นหนึ่งในหมู่ดวงดาว  แสงระยิบระยับจากดวงดาวต่าง  ๆ  ไม่ใช่ดวงอาทิตย์  แต่คล้ายกับดวงจันทร์
वेदानां सामवेदोऽस्मि देवानामस्मि वासवः ।
इन्द्रियाणां मनश्चास्मि भूतानामस्मि चेतना ॥ १०.२२ ॥
โศลก 22
vedānāṁ sāma-vedo ’smi  devānām asmi vāsavaḥ
indriyāṇāṁ manaś cāsmi  bhūtānām asmi cetanā
เวทานำ สาม-เวโท ’สฺมิ  เทวานามฺ อสฺมิ วาสวห์
อินฺทฺริยาณำ มนศฺ จาสฺมิ  ภูตานามฺ อสฺมิ เจตนา
เวทานามฺ — ของคัมภีร์พระ เวท ทั้งหมด, สาม-เวทห์สาม เวท, อสฺมิ — ข้าเป็น, เทวานามฺ — ของเหล่าเทวดาทั้งหลาย, อสฺมิ — ข้าเป็น, วาสวห์ — เจ้าแห่งสวรรค์, อินฺทฺริยาณามฺ — ของ ประสาทสัมผัสทั้งหมด, มนห์ — จิตใจ, — เช่นกัน, อสฺมิ — ข้าเป็น, ภูตานามฺ — สิ่งมีชีวิตทั้ง หลาย, อสฺมิ — ข้าเป็น, เจตนา — พลังชีวิต
คำแปล
ในบรรดาคัมภีร์พระ  เวท  ข้าคือ  สาม  เวท  ในเหล่าเทวดาข้าคือพระ  อินฺทฺร  เจ้าแห่งสวรรค์  ในบรรดาประสาทสัมผัสข้าคือจิตใจ  และในบรรดาสิ่งมีชีวิตข้าคือพลังชีวิต  (จิตสำนึก)
คำอธิบาย
ข้อแตกต่างระหว่างวัตถุและวิญญาณคือ  วัตถุไม่มีจิตสำนึกเหมือนกับสิ่งมีชีวิตฉะนั้น  จิตสำนึกนี้คือสิ่งสูงสุดและเป็นอมตะ  การผสมผสานของวัตถุจะไม่สามารถผลิตจิตสำนึกขึ้นมาได้
रुद्राणां शंकरश्चास्मि वित्तेशो यक्षरक्षसाम् ।
वसूनां पावकश्चास्मि मेरुः शिखरिणामहम् ॥ १०.२३ ॥
โศลก 23
rudrāṇāṁ śaṅkaraś cāsmi  vitteśo yakṣa-rakṣasām
vasūnāṁ pāvakaś cāsmi  meruḥ śikhariṇām aham
รุทฺราณำ ศงฺกรศฺ จาสฺมิ  วิตฺเตโศ ยกฺษ-รกฺษสามฺ
วสูนำ ปาวกศฺ จาสฺมิ  เมรุห์ ศิขริณามฺ อหมฺ
รุทฺราณามฺ — ของ รุทฺร ทั้งหมด, ศงฺกรห์ — พระ ศิว, — เช่นกัน, อสฺมิ — ข้าเป็น, วิตฺต-อีศห์ — ขุนคลังของเหล่าเทวดา, ยกฺษ-รกฺษสามฺ — ของ ยกฺษ และ รากฺษส, วสูนามฺ — ของ วสุ, ปาวกห์ — ไฟ, — เช่นกัน, อสฺมิ — ข้าเป็น, เมรุห์เมรุ, ศิขริณามฺ — ของภูเขาทั้งหลาย, อหมฺ — ข้าเป็น
คำแปล
ในบรรดา  รุทฺร  ทั้งหลายข้าคือพระ  ศิว  ในบรรดา  ยกฺษ  และ  รากฺษส  ข้าคือเจ้าแห่งทรัพย์สมบัติ  (กุเวร)  ในบรรดา  วสุ  ข้าคือไฟ  (อคฺนิ)  และในบรรดาภูเขาข้าคือ  เมรุ  
คำอธิบาย
มี  รุทฺร  สิบเอ็ดองค์ทั้งหมด  ศงฺกร  หรือพระ  ศิว  โดดเด่นที่สุดจึงเป็นอวตารองค์  ภควานฺ  ซึ่งเป็นผู้ดูแลระดับแห่งอวิชชาในจักรวาล  ผู้นำของ  ยกฺษ  และ  รากฺษส  คือ  กุเวร  เจ้าแห่งทรัพย์สมบัติของเหล่าเทวดา  เป็นผู้แทนขององค์  ภควานฺ  เมรุ  เป็นภูเขาที่มีชื่อเสียงในความมั่งคั่งทางทรัพยากรธรรมชาติ
पुरोधसां च मुख्यं मां विद्धि पार्थ बृहस्पतिम् ।
सेनानीनामहं स्कन्दः सरसामस्मि सागरः ॥ १०.२४ ॥
โศลก 24
purodhasāṁ ca mukhyaṁ māṁ  viddhi pārtha bṛhaspatim
senānīnām ahaṁ skandaḥ  sarasām asmi sāgaraḥ
ปุโรธสำ จ มุขฺยํ มำ  วิทฺธิ ปารฺถ พฺฤหสฺปติมฺ
เสนานีนามฺ อหํ สฺกนฺทห์  สรสามฺ อสฺมิ สาครห์
ปุโรธสามฺ — ของพระทั้งหมด, — เช่นกัน, มุขฺยมฺ — หัวหน้า, มามฺ — ข้า, วิทฺธิ — เข้าใจ, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, พฺฤหสฺปติมฺพฺฤหสฺปติ, เสนานีนามฺ — ของขุนพลทั้ง หลาย, อหมฺ — ข้าเป็น, สฺกนฺทห์การฺตฺติเกย, สรสามฺ — ของแหล่งกำเนิดของน้ำทั้ง หลาย, อสฺมิ — ข้าเป็น, สาครห์ — มหาสมุทร
คำแปล
ในบรรดาพระ  โอ้  อรฺชุน  จงรู้ว่าข้าคือผู้นำ  พฺฤหสฺปติ  ในบรรดาขุนพลข้าคือการฺตฺติเกย  และในบรรดาแผ่นน้ำข้าคือมหาสมุทร
คำอธิบาย
พระ  อินฺทฺร  หรือ  อินฺทฺร  ทรงเป็นเทวดาแห่งสรวงสวรรค์  จึงได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งสวรรค์  ดาวเคราะห์ที่พระองค์ทรงเป็นใหญ่เรียกว่า  อินฺทฺรโลกฯ  พฺฤหสฺปติ  เป็นพระของพระ  อินฺทฺร  เนื่องจากพระ  อินฺทฺร  ทรงเป็นผู้นำของ  กฺษตฺริย  พฺฤหสฺปติ  จึงเป็นประธานของพระทั้งหมด  ขณะที่พระ  อินฺทฺร  ทรงเป็นผู้นำของ  กฺษตฺริย  ทั้งหมด  ในทำนองเดียวกัน  สฺกนฺท  หรือ  การฺตฺติเกย  โอรสของ  ปารฺวตี  และพระ  ศิว  ก็เป็นหัวหน้าของขุนพลในกองทัพทั้งหมด  และในบรรดาแผ่นน้ำมหาสมุทรยิ่งใหญ่ที่สุด  จึงเป็นผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  เหล่านี้เพียงแต่เปรยให้พอเห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์เท่านั้น
महर्षीणां भृगुरहं गिरामस्म्येकमक्षरम् ।
यज्ञानां जपयज्ञोऽस्मि स्थावराणां हिमालयः ॥ १०.२५ ॥
โศลก 25
maharṣīṇāṁ bhṛgur ahaṁ  girām asmy ekam akṣaram
yajñānāṁ japa-yajño ’smi  sthāvarāṇāṁ himālayaḥ
มหรฺษีณำ ภฺฤคุรฺ อหํ  คิรามฺ อสฺมฺยฺ เอกมฺ อกฺษรมฺ
ยชฺญานำ ชป-ยชฺโญ ’สฺมิ  สฺถาวราณำ หิมาลยห์
มหา-ฤษีณามฺ — ในหมู่นักบวชผู้ยิ่งใหญ่, ภฺฤคุห์ภฺฤคุ, อหมฺ — ข้าเป็น, คิรามฺ — ของคลื่น เสียง, อสฺมิ — ข้าเป็น, เอกมฺ อกฺษรมฺปฺรณว, ยชฺญานามฺ — ของพิธีบูชาต่าง ๆ, ชป-ยชฺญห์ — การสวดภาวนา, อสฺมิ — ข้าเป็น, สฺถาวราณามฺ — ของสิ่งที่ไม่เคลื่อนที่, หิมาลยห์ — เทือกเขาหิมาลัย
คำแปล
ในบรรดานักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ข้าคือ  ภฺฤคุ  ในบรรดาคลื่นเสียงข้าคือเสียงทิพย์  โอํ  ในบรรดาพิธีบูชาต่าง  ๆ  ข้าคือการสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์  (ชป)  และในบรรดาสิ่งที่ไม่เคลื่อนที่ข้าคือ  หิมาลย  
คำอธิบาย
พระ  พฺรหฺมา  ทรงเป็นชีวิตแรกภายในจักรวาลได้ให้กำเนิดบุตรหลายคนเพื่อแพร่พันธ์ในเผ่าพันธุ์อันหลากหลาย  ในบรรดาบุตรเหล่านี้  ภฺฤคุ  เป็นนักปราชญ์ผู้มีพลังอำนาจมากที่สุด  ในบรรดาคลื่นเสียงทิพย์ทั้งหลาย  โอํ  (โอํ-การ)  เป็นผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  ในบรรดาพิธีบูชาทั้งหลาย  การสวดภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร  เป็นผู้แทนที่บริสุทธิ์ที่สุดของ  กฺฤษฺณ  บางครั้งได้มีการแนะนำพิธีบูชาสัตว์  แต่ในพิธีบูชาของ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  จะไม่มีการเบียดเบียน  เป็นวิธีที่ง่ายและบริสุทธิ์ที่สุด  สิ่งใดที่ประเสริฐในโลกคือผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  ฉะนั้น  หิมาลย  เทือกเขาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็เป็นผู้แทนของพระองค์  ได้กล่าวถึงภูเขาชื่อ  เมรุ  ในโศลกก่อนหน้านี้  แต่บางครั้งภูเขา  เมรุ  เคลื่อนที่ในขณะที่ภูเขา  หิมาลย  ไม่เคลื่อนที่  ดังนั้น  หิมาลย  จึงยิ่งใหญ่กว่า  เมรุ  
अश्वत्थः सर्ववृक्षाणां देवर्षीणां च नारदः ।
गन्धर्वाणां चित्ररथः सिद्धानां कपिलो मुनिः ॥ १०.२६ ॥
โศลก 26
aśvatthaḥ sarva-vṛkṣāṇāṁ  devarṣīṇāṁ ca nāradaḥ
gandharvāṇāṁ citrarathaḥ  siddhānāṁ kapilo muniḥ
อศฺวตฺถห์ สรฺว-วฺฤกฺษาณำ  เทวรฺษีณำ จ นารทห์
คนฺธรฺวาณำ จิตฺรรถห์  สิทฺธานำ กปิโล มุนิห์
อศฺวตฺถห์ — ต้นไทร, สรฺว-วฺฤกฺษาณามฺ — ของต้นไม้ทั้งหลาย, เทว-ฤษีณามฺ — ของนัก ปราชญ์ทั้งหลายในหมู่เทวดา, — และ, นารทห์นารท, คนฺธรฺวาณามฺ — ของ ประชากรแห่งดาวเคราะห์กันดารวะ, จิตฺรรถห์จิตฺรรถ,สิทฺธานามฺ — ของพวกที่มี ความสมบูรณ์ทั้งหลาย,กปิลห์ มุนิห์กปิล มุนิ
คำแปล
ในบรรดาต้นไม้ทั้งหลายข้าคือต้นไทร  และบรรดานักปราชญ์ในหมู่เทวดาข้าคือนารท  ในบรรดา  คนฺธรฺว  ข้าคือ  จิตฺรรถ  และในบรรดามนุษย์ผู้สมบูรณ์ข้าคือนักปราชญ์  กปิล  
คำอธิบาย
ต้นไทร  (อศฺวตฺถ)  เป็นหนึ่งในจำนวนต้นไม้ที่สูงที่สุดและสวยงามมากที่สุดผู้คนในประเทศอินเดียบ่อยครั้งที่บูชาต้นไทร  เสมือนหนึ่งในพิธีทำวัตรประจำวันตอนเช้าในหมู่เทวดา  นารท  พิจารณาว่าเป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาลและได้รับการบูชา  ดังนั้น  ท่านจึงเป็นผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  ในฐานะที่เป็นสาวก  โลก  คนฺธรฺว  เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่ร้องเพลงได้ไพเราะมาก  นักร้องที่ยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดานักร้องเหล่านี้คือ  จิตฺรรถ  ในหมู่สิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์  กปิล  บุตรของ  เทวหูติ  เป็นผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  พิจารณาว่าเป็นอวตารของ  กฺฤษฺณ  ปรัชญาของท่านได้กล่าวไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ต่อมามี  กปิล  อีกรูปหนึ่งที่มีชื่อเสียง  แต่ปรัชญาของกปิล  รูปนี้ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  ดังนั้น  จึงมีข้อแตกต่างอย่างมหาศาลระหว่าง  กปิล  ทั้งสองรูปนี้
उच्चैःश्रवसमश्वानां विद्धि माममृतोद्भवम् ।
ऐरावतं गजेन्द्राणां नराणां च नराधिपम् ॥ १०.२७ ॥
โศลก 27
uccaiḥśravasam aśvānāṁ  viddhi mām amṛtodbhavam
airāvataṁ gajendrāṇāṁ  narāṇāṁ ca narādhipam
อุจฺไจห์ศฺรวสมฺ อศฺวานำ  วิทฺธิ มามฺ อมฺฤโตทฺภวมฺ
ไอราวตํ คเชนฺทฺราณำ  นราณำ จ นราธิปมฺ
อุจฺไจห์ศฺรวสมฺอุจฺไจห์ศฺรวา, อศฺวานามฺ — ในบรรดาม้า, วิทฺธิ — รู้, มามฺ — ข้า, อมฺฤต-อุทฺภวมฺ — ผลิตจากการกวนมหาสมุทร, ไอราวตมฺไอราวต, คช-อินฺทฺราณามฺ — เจ้าแห่งพญาช้างสาร, นราณามฺ — ในหมู่มนุษย์, — และ, นร-อธิปมฺ — พระราชา
คำแปล
ในบรรดาม้ารู้ว่าข้าคือ  อุจฺไจห์ศฺรวา  กำเนิดออกมาในขณะที่มีการกวนนำทิพย์จาก้มหาสมุทร  ในบรรดาพญาช้างสารข้าคือ  ไอราวต  และในหมู่มนุษย์ข้าคือพระราชา
คำอธิบาย
เหล่าเทวดา  (สาวก)  และเหล่ามาร  (อสุร)  ครั้งหนึ่งได้มีการกวนทะเล  ผลจากการกวนครั้งนี้ได้ผลิตทั้งน้ำทิพย์และยาพิษ  พระ  ศิว  ทรงดื่มยาพิษ  จากน้ำทิพย์นี้ได้ผลิตหลายชีวิตขึ้นมา  ในจำนวนนี้มีม้า  อุจฺไจห์ศฺรวา  และมีสัตว์อีกตัวหนึ่งที่ผลิตมาจากน้ำทิพย์นี้คือ  พญาช้างชื่อ  ไอราวต  เนื่องจากสัตว์สองตัวนี้ผลิตมาจากน้ำทิพย์  จึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ  และทั้งคู่ก็เป็นผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  
ในบรรดามนุษย์  กฺษตฺริย  คือผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  เพราะว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้บำรุงรักษาจักรวาล  กฺษตฺริย  ผู้ได้รับการแต่งตั้งจากคุณสมบัติเทพทรงเป็นผู้บำรุงรักษาราชอาณาจักร  กฺษตฺริย  เช่น  มหาราช  ยุธิษฺฐิร,  มหาราช  ปรีกฺษิตฺ,  และพระ  ราม  ทั้งหมดทรงเป็น  กฺษตฺริย  ผู้มีคุณธรรมสูงส่ง  ทรงคิดถึงแต่ความอยู่เย็นเป็นสุขของประชากรเสมอ  ในวรรณกรรมพระ  เวท  พิจารณาว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นผู้แทนขององค์  ภควานฺ  อย่างไรก็ดี  ในยุคนี้จากการทุจริตในหลักธรรมแห่งศาสนา  ราชาธิปไตยจึงเสื่อมลงและในที่สุดก็ยกเลิกไป  ถึงกระนั้นควรเข้าใจไว้ว่าในอดีต  ภายใต้การปกครองของบรรดา  กฺษตฺริย  ผู้ทรงธรรมประชาชนจะมีความสงบสุขมากกว่า
आयुधानामहं वज्रं धेनूनामस्मि कामधुक् ।
प्रजनश्चास्मि कन्दर्पः सर्पाणामस्मि वासुकिः ॥ १०.२८ ॥
โศลก 28
āyudhānām ahaṁ vajraṁ  dhenūnām asmi kāma-dhuk
prajanaś cāsmi kandarpaḥ  sarpāṇām asmi vāsukiḥ
อายุธานามฺ อหํ วชฺรํ  เธนูนามฺ อสฺมิ กาม-ธุกฺ
ปฺรชนศฺ จาสฺมิ กนฺทรฺปห์  สรฺปาณามฺ อสฺมิ วาสุกิห์
อายุธานามฺ — ของอาวุธทั้งหลาย, อหมฺ — ข้าเป็น, วชฺรมฺ — สายฟ้า, เธนูนามฺ — ของฝูงวัว, อสฺมิ — ข้าเป็น, กาม-ธุกฺ — วัว สุรภิ, ปฺรชนห์ — ต้นเหตุที่ก่อให้เกิดบุตรธิดา, — และ, อสฺมิ — ข้าเป็น, กนฺทรฺปห์ — กามเทพ, สรฺปาณามฺ — ของพวกงู, อสฺมิ — ข้าเป็น, วาสุกิห์ — วาสุคิ
คำแปล
ในบรรดาอาวุธข้าคือสายฟ้า  ในหมู่ฝูงโคข้าคือ  สุรภิ  ในบรรดาต้นเหตุแห่งการสืบพันธุ์ข้าคือ  กนฺทรฺป  เทพเจ้าแห่งความรัก  และในบรรดางูข้าคือ  วาสุกิ  
คำอธิบาย
แน่นอนว่าสายฟ้าเป็นอาวุธสุดยอดจึงเป็นผู้แทนพลังอำนาจของ  กฺฤษฺณ  ในท้องฟ้าทิพย์  กฺฤษฺณโลก  มีฝูงโคซึ่งรีดนมได้ทุกเวลา  โคเหล่านี้ให้นมมากมายตามที่เราปรารถนา  แน่นอนว่าไม่มีโคเช่นนี้ในโลกวัตถุ  ได้กล่าวถึงโคเหล่านี้ใน  กฺฤษฺณโลก  องค์  ภควานฺ  ทรงเลี้ยงโคเหล่านี้ไว้มากมายชื่อว่า  สุรภิ  พระองค์ทรงเป็นผู้พาฝูงโค  สุรภิ  ไปเลี้ยง  กนฺทรฺป  คือความต้องการทางเพศเพื่อให้กำเนิดบุตรธิดาที่ดี  ฉะนั้น  กนฺทรฺป  จึงเป็นผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  บางครั้งเพศสัมพันธ์กระทำไปเพื่อสนองประสาทสัมผัสเท่านั้นเช่นนี้ไม่ใช่ผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  แต่เพศสัมพันธ์เพื่อให้กำเนิดบุตรธิดาที่ดีเรียกว่า  กนฺทรฺป  จึงเป็นผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  
अनन्तश्चास्मि नागानां वरुणो यादसामहम् ।
पितॄणामर्यमा चास्मि यमः संयमतामहम् ॥ १०.२९ ॥
โศลก 29
anantaś cāsmi nāgānāṁ  varuṇo yādasām aham
pitṝṇām aryamā cāsmi  yamaḥ saṁyamatām aham
อนนฺตศฺ จาสฺมิ นาคานำ  วรุโณ ยาทสามฺ อหมฺ
ปิตฺฤๅณามฺ อรฺยมา จาสฺมิ  ยมห์ สํยมตามฺ อหมฺ
อนนฺตห์อนนฺต, — เช่นกัน, อสฺมิ — ข้าเป็น, นาคานามฺ — ของงูหลายหัว, วรุณห์ — เทพผู้ควบคุมน้ำ, ยาทสามฺ — ของผู้อาศัยในน้ำทั้งหมด, อหมฺ — ข้าเป็น, ปิตฺฤๅณามฺ — ของ บรรพบุรุษ,อรฺยมาอรฺยมา, — เช่นกัน, อสฺมิ — ข้าเป็น, ยมห์ — ผู้ควบคุมความ ตาย, สํยมตามฺ — ของผู้บริหารทั้งหลาย, อหมฺ — ข้าเป็น
คำแปล
ในบรรดา  นาค  หลายหัวข้าคือ  อนนฺต  ในบรรดาผู้อาศัยในน้ำข้าคือ  วรุณ  วรุณ  ในบรรดาบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วข้าคือ  อรฺยมา  และในบรรดาผู้รักษากฎหมายข้าคือ  ยม  วรุณ  เจ้าแห่งความตาย
คำอธิบาย
ในจำพวกงู  นาค  หลายหัว  อนนฺต  ยิ่งใหญ่ที่สุด  เหมือนกับเทพ  วรุณ  ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาผู้อาศัยอยู่ในน้ำ  ทั้งคู่เป็นผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  บรรพบุรุษมีดาวเคราะห์เช่นกันชื่อ  ปิตา  ซึ่งควบคุมโดย  อรฺยมา  ผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  มีสิ่งมีชีวิตมากมายที่ลงโทษคนสารเลวในบรรดาสิ่งมีชีวิตเหล่านี้  ยม  เป็นหัวหน้า  ยม  ประทับอยู่ที่ดาวเคราะห์ใกล้  ๆ  กับโลกใบนี้  หลังจากตายไปพวกที่มีบาปมากจะถูกส่งไปที่นั่นและ  ยม  จะจัดการลงโทษพวกเขาแตกต่างกันไป
प्रह्लादश्चास्मि दैत्यानां कालः कलयतामहम् ।
मृगाणां च मृगेन्द्रोऽहं वैनतेयश्च पक्षिणाम् ॥ १०.३० ॥
โศลก 30
prahlādaś cāsmi daityānāṁ  kālaḥ kalayatām aham
mṛgāṇāṁ ca mṛgendro ’haṁ  vainateyaś ca pakṣiṇām
ปฺรหฺลาทศฺ จาสฺมิ ไทตฺยานำ  กาลห์ กลยตามฺ อหมฺ
มฺฤคาณำ จ มฺฤเคนฺโทฺร ’หํ  ไวนเตยศฺ จ ปกฺษิณามฺ
ปฺรหฺลาทห์ปฺรหฺลาท, — เช่นกัน, อสฺมิ — ข้าเป็น, ไทตฺยานามฺ — ของเหล่ามาร, กาลห์ — เวลา, กลยตามฺ — ของผู้ปราม, อหมฺ — ข้าเป็น, มฺฤคาณามฺ — ของหมู่สัตว์, — และ, มฺฤค-อินฺทฺรห์ — สิงโต, อหมฺ — ข้าเป็น, ไวนเตยห์ครุฑ, — เช่นกัน, ปกฺษิณามฺ — ของหมู่นก
คำแปล
ในหมู่มาร  ไทตฺย  ข้าคือ  ปฺรหฺลาท  ผู้อุทิศตนเสียสละ  ในหมู่ผู้ปรามให้เชื่องช้าคือกาลเวลา  ในหมู่สัตว์ข้าคือพญาราชสีห์  และในหมู่นกข้าคือ  ครุฑ  (พญาครุฑ)
คำอธิบาย
ทิติ  และ  อทิติ  เป็นพี่สาวและน้องสาว  ลูก  ๆ  ของ  อทิติ  เรียกว่า  อาทิตฺย  และลูก  ๆ  ของ  ทิติ  เรียกว่า  ไทตฺย,  อาทิตฺย  ทั้งหมดเป็นสาวกขององค์  ภควานฺ  และ  ไทตฺย  ทั้งหมดเป็นผู้ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  ถึงแม้  ปฺรหฺลาท  เกิดในครอบครัว  ไทตฺย  แต่เป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่ตั้งแต่ในวัยเด็ก  เนื่องจากการอุทิศตนเสียสละรับใช้และธรรมชาติที่บริสุทธิ์  จึงพิจารณาว่าเป็นผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  
มีหลักในการป  ราม  มากมาย  แต่กาลเวลาจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสึกหรอหรือเสื่อมลงในจักรวาลวัตถุ  ดังนั้น  จึงเป็นผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  ในบรรดาสัตว์จำนวนมากมายสิงโตมีอำนาจและดุร้ายที่สุด  และในบรรดานกเป็นล้าน  ๆ  จำพวก  ครุฑ  หรือ  พญาครุฑ  ผู้เป็นพาหนะของพระ  วิษฺณุ  ยิ่งใหญ่ที่สุด
पवनः पवतामस्मि रामः शस्त्रभृतामहम् ।
झषाणां मकरश्चास्मि स्रोतसामस्मि जाह्नवी ॥ १०.३१ ॥
โศลก 31
pavanaḥ pavatām asmi  rāmaḥ śastra-bhṛtām aham
jhaṣāṇāṁ makaraś cāsmi  srotasām asmi jāhnavī
ปวนห์ ปวตามฺ อสฺมิ  รามห์ ศสฺตฺร-ภฺฤตามฺ อหมฺ
ฌษาณำ มกรศฺ จาสฺมิ  โสฺรตสามฺ อสฺมิ ชาหฺนวี
ปวนห์ — ลม, ปวตามฺ — ของสิ่งที่ทำให้บริสุทธิ์ทั้งหลาย, อสฺมิ — ข้าเป็น, รามห์ — พระ ราม, ศสฺตฺร-ภฺฤตามฺ — ของบรรดาผู้ถืออาวุธ, อหมฺ — ข้าเป็น, ฌษาณามฺ — ของปลา ทั้งหลาย, มกรห์ — ปลาฉลาม, — เช่นกัน, อสฺมิ — ข้าเป็น, โสฺรตสามฺ — ของบรรดา แม่น้ำที่ไหลผ่าน, อสฺมิ — ข้าเป็น, ชาหฺนวี — แม่น้ำคงคา
คำแปล
ในบรรดาสิ่งที่ทำให้บริสุทธิ์ข้าคือลม  ในบรรดาผู้ปล่อยอาวุธข้าคือพระ  ราม  ในบรรดาปลาข้าคือปลาฉลาม  และในบรรดาแม่น้ำที่ไหลผ่านข้าคือแม่น้ำคงคา
คำอธิบาย
ในบรรดาสัตว์น้ำทั้งหลายปลาฉลามเป็นหนึ่งในสัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุด  และแน่นอนว่าเป็นอันตรายที่สุดสำหรับมนุษย์  ดังนั้น  ปลาฉลามจึงเป็นผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  
सर्गाणामादिरन्तश्च मध्यं चैवाहमर्जुन ।
अध्यात्मविद्या विद्यानां वादः प्रवदतामहम् ॥ १०.३२ ॥
โศลก 32
sargāṇām ādir antaś ca  madhyaṁ caivāham arjuna
adhyātma-vidyā vidyānāṁ  vādaḥ pravadatām aham
สรฺคาณามฺ อาทิรฺ อนฺตศฺ จ  มธฺยํ ไจวาหมฺ อรฺชุน
อธฺยาตฺม-วิทฺยา วิทฺยานำ  วาทห์ ปฺรวทตามฺ อหมฺ
สรฺคาณามฺ — ของการสร้างทั้งหลาย, อาทิห์ — เริ่มต้น, อนฺตห์ — จบ, — และ, มธฺยมฺ — ตรง กลาง, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, อหมฺ — ข้าเป็น, อรฺชุน — โอ้ อรฺชุน, อธฺยาตฺม-วิทฺยา — ความรู้ทิพย์, วิทฺยานามฺ — ของการศึกษาทั้งหลาย, วาทห์ — บทสรุปโดยธรรมชาติ, ปฺรวทตามฺ — ของข้อถกเถียง, อหมฺ — ข้าเป็น
คำแปล
ในการสร้างทั้งหมดข้าคือจุดเริ่มต้น  ช่วงกลาง  และจุดจบ  โอ้  อรฺชุน  ในบรรดาศาสตร์ทั้งหลายข้าคือศาสตร์ทิพย์แห่งชีวิต  และในหมู่นักตรรกวิทยาข้าคือข้อสรุปแห่งความจริง
คำอธิบาย
ในปรากฏการณ์แห่งการสร้าง  การสร้างครั้งแรกคือการสร้างธาตุวัตถุทั้งหมดดังที่ได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้  ปรากฏการณ์ในจักรวาล  มหา-วิษฺณุ,  ครฺโภทก-ศายี  วิษฺณุ  และ  กฺษีโรทก-ศายี  วิษฺณุ  ทรงเป็นผู้สร้างและควบคุม  จากนั้นพระ  ศิว  ทรงเป็นผู้ทำลาย  พระ  พฺรหฺมา  ทรงเป็นผู้สร้างระดับที่สอง  ผู้แทนในการสร้าง  การอนุรักษ์  และการทำลายทั้งหลายเหล่านี้เป็นอวตารในคุณสมบัติทางวัตถุขององค์  ภควานฺ  ดังนั้น  พระองค์ทรงเป็นจุดเริ่มต้น  ช่วงกลาง  และจุดจบของการสร้างทั้งหมด
สำหรับการศึกษาชั้นสูงมีหนังสือแห่งความรู้มากมายเช่น  พระ  เวท  ทั้งสี่เล่มและภาคผนวกอีกหกเล่ม  เวทานฺต-สูตฺร  หนังสือตรรกวิทยา  หนังสือศาสนา  และ  ปุราณ  ดังนั้น  ทั้งหมดรวมกันเป็นสิบสี่ส่วนของหนังสือแห่งการศึกษา  ในบรรดาหนังสือเหล่านี้หนังสือที่เสนอ  อธฺยาตฺม-วิทฺยา  หรือความรู้ทิพย์โดยเฉพาะคือ  เวทานฺต-สูตฺร  เป็นผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  
ในหมู่นักตรรกวิทยามีการถกเถียงกันต่าง  ๆ  นานา  มีการสนับสนุนข้อโต้เถียงของตนเองด้วยพยานหลักฐาน  และยังมีการสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามด้วย  เรียกว่า  ชลฺป  หากพยายามเอาชนะคู่ต่อสู้เรียกว่า  วิตณฺฑา  แต่ข้อสรุปที่แท้จริงเรียก  วาท  ข้อสรุปแห่งความจริงนี้เป็นผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  
अक्षराणामकारोऽस्मि द्वन्द्वः सामासिकस्य च ।
अहमेवाक्षयः कालो धाताहं विश्वतोमुखः ॥ १०.३३ ॥
โศลก 33
akṣarāṇām a-kāro ’smi  dvandvaḥ sāmāsikasya ca
aham evākṣayaḥ kālo  dhātāhaṁ viśvato-mukhaḥ
อกฺษราณามฺ อ-กาโร ’สฺมิ  ทฺวนฺทฺวห์ สามาสิกสฺย จ
อหมฺ เอวากฺษยห์ กาโล  ธาตาหํ วิศฺวโต-มุขห์
อกฺษราณามฺ — ของตัวอักษร, อ-การห์ — ตัวอักษรแรก, อสฺมิ — ข้าเป็น, ทฺวนฺทฺวห์ — คู่, สามาสิกสฺย — ของผสม, — และ, อหมฺ — ข้าเป็น, เอว — แน่นอน, อกฺษยห์ — อมตะ, กาลห์ — กาลเวลา, ธาตา — ผู้สร้าง, อหมฺ — ข้าเป็น, วิศฺวตห์-มุขห์ — พระพรหม
คำแปล
ในบรรดาตัวอักษรข้าคืออักษร  อ  ในบรรดาคำผสมข้าคือคำผสมคู่  ข้าคือกาลเวลาที่ไม่มีวันสิ้นสุดด้วยเช่นกัน  และในบรรดาผู้สร้างข้าคือพระ  พฺรหฺมา  
คำอธิบาย
อ-การ  อักษรตัวแรกในภาษาสันสกฤตเป็นจุดเริ่มต้นของวรรณกรรมพระเวท  ปราศจาก  อ-การ  ไม่มีอะไรทำเสียงขึ้นมาได้  ฉะนั้น  จึงเป็นจุดเริ่มต้นของเสียงในภาษาสันสกฤตมีคำผสมมากมายเช่นกันซึ่งคำผสมคู่  เช่น  ราม-กฺฤษฺณ  เรียกว่า  ทฺวนฺทฺว  ในคำผสมนี้คำว่า  ราม  และ  กฺฤษฺณ  มีรูปเดียวกัน  ดังนั้น  คำผสมจึงเรียกว่าคู่
ในบรรดานักสังหารทั้งหลาย  กาลเวลานั้นสูงสุด  เพราะว่ากาลเวลาจะสังหารทุกสิ่งทุกอย่าง  กาลเวลาเป็นผู้แทนขององค์  กฺฤษฺณ  เพราะว่าตามกาลเวลาจะมีไฟบัลลัยกัลป์และทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกทำลายลง
ในบรรดาสิ่งมีชีวิตที่เป็นผู้สร้าง  พระ  พฺรหฺมา  สี่เศียรทรงเป็นผู้นำ  ฉะนั้น  พระ  พฺรหฺมาจึงทรงเป็นผู้แทนขององค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  
मृत्युः सर्वहरश्चाहमुद्भवश्च भविष्यताम् ।
कीर्तिः श्रीर्वाक्च नारीणां स्मृतिर्मेधा धृतिः क्षमा ॥ १०.३४ ॥
โศลก 34
mṛtyuḥ sarva-haraś cāham  udbhavaś ca bhaviṣyatām
kīrtiḥ śrīr vāk ca nārīṇāṁ  smṛtir medhā dhṛtiḥ kṣamā
มฺฤตฺยุห์ สรฺว-หรศฺ จาหมฺ  อุทฺภวศฺ จ ภวิษฺยตามฺ
กีรฺติห์ ศฺรีรฺ วากฺ จ นารีณำ  สฺมฺฤติรฺ เมธา ธฺฤติห์ กฺษมา
มฺฤตฺยุห์ — ความตาย, สรฺว-หรห์ — เผาผลาญทั้งหมด, — เช่นกัน, อหมฺ — ข้าเป็น, อุทฺภวห์ — การให้กำเนิด, — เช่นกัน, ภวิษฺยตามฺ — ของปรากฏการณ์ในอนาคต, กีรฺติห์ — ชื่อเสียง, ศฺรีห์ — ความมั่งคั่งหรือความสวยงาม, วากฺ — การพูดดี, — เช่นกัน, นารีณามฺ — ของสตรี, สฺมฺฤติห์ — ความจำ, เมธา — ปัญญา, ธฺฤติห์ — ความมั่งคง, กฺษมา — ความอดทน
คำแปล
ข้าคือความตายที่สังหารทุกสิ่งทุกอย่าง  ข้าคือหลักแห่งการให้กำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไป  ในบรรดาสตรีข้าคือชื่อเสียง  โชคลาภ  คำพูดที่ดี  ความจำปัญญา  ความมั่นคงและความอดทน
คำอธิบาย
ทันทีที่มนุษย์เกิดมา  เขากำลังตายไปทุก  ๆ  นาที  ฉะนั้น  ความตายกำลังกลืนกินทุกชีวิตอยู่ทุกขณะ  จุดสุดท้ายจึงเรียกว่าความตาย  และความตายนั้นคือ  กฺฤษฺณ  สำหรับการพัฒนาในอนาคต  สิ่งมีชีวิตทั้งหมดต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานหกขั้นตอน  คือ  มีการเกิด  เจริญเติบโต  คงอยู่สักพักหนึ่ง  สืบพันธุ์  หดตัวลง  และในที่สุดก็สูญสลายไป  ในบรรดาการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้  สิ่งแรกคือการคลอดออกมาจากครรภ์และนั่นคือ  กฺฤษฺณ  รุ่นแรกคือจุดเริ่มต้นของกิจกรรมในอนาคตทั้งหมด
ความมั่งคั่งทั้งเจ็ดประการที่กล่าวไว้คือ  ชื่อเสียง  โชคลาภ  พูดดี  ความจำปัญญา  ความมั่นคง  และความอดทน  พิจารณาว่าเป็นสตรี  หากผู้ใดเป็นเจ้าของทั้งหมดนี้หรือเป็นเจ้าของบางส่วน  ผู้นั้นจะได้รับการสรรเสริญ  หากผู้ใดมีชื่อเสียงว่าเป็นผู้มีคุณธรรมจะทำให้เขาได้รับการสรรเสริญ  สันสกฤตเป็นภาษาที่สมบูรณ์  ดังนั้นจึงได้รับการสรรเสริญเป็นอย่างมาก  หากหลังจากการศึกษาแล้ว  และสามารถจำเรื่องราวได้เขาได้รับพรสวรรค์ที่มีความจำดี  หรือสฺมฺฤติ  ไม่ใช่เพียงแต่สามารถอ่านหนังสือหลายๆ  เล่มและหลาย  ๆ  เรื่องเท่านั้น  แต่ยังสามารถเข้าใจและนำไปใช้ได้เมื่อถึงคราวจำเป็นเรียกว่าปัญญา  (เมธา)  ซึ่งเป็นความมั่งคั่งอีกประการหนึ่งความสามารถในการเอาชนะความไม่แน่นอนเรียกว่าความมั่นคงหรือความแน่วแน่  (ธฺฤติ)  เมื่อผู้ใดมีคุณสมบัติโดยสมบูรณ์แต่ยังถ่อมตนและสุภาพ  และเมื่อสามารถรักษาดุลยภาพของตนเองทั้งในความโศกเศร้าและความปลื้มปีติสุขเขามีความมั่งคั่งที่เรียกว่าความอดทน  (กฺษมา)  
बृहत्साम तथा साम्नां गायत्री छन्दसामहम् ।
मासानां मार्गशीर्षोऽहमृतूनां कुसुमाकरः ॥ १०.३५ ॥
โศลก 35
bṛhat-sāma tathā sāmnāṁ  gāyatrī chandasām aham
māsānāṁ mārga-śīrṣo ’ham  ṛtūnāṁ kusumākaraḥ
พฺฤหตฺ-สาม ตถา สามฺนำ  คายตฺรี ฉนฺทสามฺ อหมฺ
มาสานำ มารฺค-ศีรฺโษ ’หมฺ  ฤตูนำ กุสุมากรห์
พฺฤหตฺ-สามพฺฤหตฺ-สาม, ตถา — เช่นกัน, สามฺนามฺ — ของบทเพลง สาม เวท, คายตฺรี — บทมนต์ คายตฺรี, ฉนฺทสามฺ — ของบทกวีทั้งหลาย, อหมฺ — ข้าเป็น, มาสานามฺ — ของ เดือน, มารฺค-ศีรฺษห์ — เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม, อหมฺ — ข้าเป็น, ฤตูนามฺ — ของฤดูทั้ง หลาย, กุสุม-อากรห์ — ฤดูใบไม้ผลิ
คำแปล
ในบรรดาบทมนต์ใน  สาม  เวท  ข้าคือ  พฺฤหตฺ  -  สาม  และในบรรดาบทกวีข้าคือคายตฺรี  ในบรรดาเดือนข้าคือ  มารฺคศีรฺษ  (พฤศจิกายน-ธันวาคม)  และในบรรดาฤดูข้าคือฤดูใบไม้ผลิ
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายแล้วว่าในบรรดาพระ  เวท  ทั้งหมดพระองค์คือ  สาม  เวท  สาม  เวท  มีความมั่งคั่งในบทเพลงอันไพเราะเพราะพริ้งที่เทวดาต่างบรรเลง  หนึ่งในบทเพลงเหล่านี้คือ  พฺฤหตฺ-สาม  ซึ่งมีทำนองไพเราะมากและจะร้องในเวลาเที่ยงคืน
ในภาษาสันสกฤตมีลักษณะบังคับแน่นอนที่บัญญัติบทกวี  สัมผัส  และวรรคตอน  ไม่ใช่เขียนตามอำเภอใจเหมือนกับบทกวีสมัยปัจจุบันส่วนมาก  ในบรรดาบัญญัติบทกวี  คายตฺรี  มนฺตฺร  ซึ่ง  พฺราหฺมณ  ผู้มีคุณสมบัติสวดภาวนาโดดเด่นที่สุด  คายตฺรี  มนฺตฺร  ได้กล่าวไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  เพราะว่า  คายตฺรี  มนฺตฺร  หมายไว้เพื่อความรู้แจ้งแห่งองค์  ภควานฺ  โดยเฉพาะจึงเป็นผู้แทนขององค์  ภควานฺ  มนฺตฺร  นี้มีไว้สำหรับพวกที่มีความเจริญก้าวหน้าในวิถีทิพย์  เมื่อประสบความสำเร็จในการสวดภาวนา  คายตฺรี  มนฺตฺร  จะสามารถบรรลุถึงสถานภาพทิพย์แห่งองค์  ภควานฺ  ก่อนอื่นเขาต้องมีคุณสมบัติของบุคคลผู้สถิตอยู่อย่างสมบูรณ์  คืออยู่ในคุณสมบัติแห่งความดีตามกฎแห่งธรรมชาติวัตถุเพื่อสวดภาวนา  คายตฺรี  มนฺตฺร,  คายตฺรี  มนฺตฺร  มีความสำคัญมากในวัฒนธรรมพระ  เวท  และพิจารณาว่าเป็นเสียงอวตารของ  พฺรหฺมนฺ  พระ  พฺรหฺมาทรงเป็นอุปัชฌาย์  และ  คายตฺรี  มนฺตฺร  ถูกส่งลงมาจากพระ  พฺรหฺมา  ในสาย  ปรมฺปรา  
เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมพิจารณาว่าเป็นเดือนที่ดีที่สุด  เพราะว่าในประเทศอินเดียเป็นฤดูเก็บเกี่ยว  ทุกคนมีความสุขมาก  แน่นอนว่าฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูที่คนชอบกันมากเพราะว่าไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไป  ทั้งดอกไม้และต้นไม้ก็เบ่งบานอย่างสมบูรณ์ในฤดูใบไม้ผลิมีพิธีหลายพิธีที่ระลึกถึงลีลาของ  กฺฤษฺณ  ดังนั้นจึงพิจารณาว่าฤดูนี้เป็นฤดูที่รื่นเริงที่สุดและเป็นผู้แทนขององค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  
द्यूतं छलयतामस्मि तेजस्तेजस्विनामहम् ।
जयोऽस्मि व्यवसायोऽस्मि सत्त्वं सत्त्ववतामहम् ॥ १०.३६ ॥
โศลก 36
dyūtaṁ chalayatām asmi  tejas tejasvinām aham
jayo ’smi vyavasāyo ’smi  sattvaṁ sattvavatām aham
ทฺยูตํ ฉลยตามฺ อสฺมิ  เตชสฺ เตชสฺวินามฺ อหมฺ
ชโย ’สฺมิ วฺยวสาโย ’สฺมิ  สตฺตฺวํ สตฺตฺววตามฺ อหมฺ
ทฺยูตมฺ — การพนัน, ฉลยตามฺ — ในบรรดากลโกงทั้งหมด, อสฺมิ — ข้าเป็น,เตชห์ — วิเศษ งดงาม, เตชสฺวินามฺ — ของทุกสิ่งที่งดงาม, อหมฺ — ข้าเป็น, ชยห์ — ชัยชนะ, อสฺมิ — ข้าเป็น, วฺยวสายห์ — เสี่ยงโชคหรือผจญภัย, อสฺมิ — ข้าเป็น, สตฺตฺวมฺ — พลัง, สตฺตฺว-วตามฺ — ของผู้แข็งแรง, อหมฺ — ข้าเป็น
คำแปล
ข้าคือการพนันแห่งกลโกงด้วยเช่นกัน  และในบรรดาความสวยงามข้าคือความวิเศษงดงาม  ข้าคือชัยชนะ  ข้าคือการผจญภัย  และข้าคือพลังของคนแข็งแรง
คำอธิบาย
มีคนโกงมากมายหลายประเภททั่วจักรวาลทั้งหมด  ในบรรดาวิธีการโกงทั้งหลายการพนันถือว่าสุดยอด  ดังนั้น  จึงเป็นผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  ในฐานะที่เป็นองค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  ทรงสามารถหลอกลวงได้เก่งกว่าคนธรรมดาสามัญ  หาก  กฺฤษฺณ  ทรงเลือกที่จะหลอกลวงใคร  ไม่มีผู้ใดเกินพระองค์ในเรื่องการหลอกลวง  ความยิ่งใหญ่ของพระองค์ไม่เพียงด้านเดียวเท่านั้นแต่เป็นไปทุก  ๆ  ด้าน
ในบรรดาชัยชนะทั้งหลายพระองค์คือผู้มีชัยชนะ  พระองค์คือความวิเศษงดงามของสิ่งที่วิเศษงดงาม  ในเรื่องของธุรกิจและอุตสาหกรรมพระองค์ทรงยอดเยี่ยมที่สุดทั้งในธุรกิจและอุตสาหกรรม  ในบรรดาการผจญภัยพระองค์ทรงเป็นสุดยอดของนักผจญภัย  และในหมู่ผู้แข็งแรงพระองค์คือผู้ที่มีพลังสูงสุด  เมื่อ  กฺฤษฺณ  ทรงปรากฏอยู่บนโลกไม่มีผู้ใดเกินพระองค์ในเรื่องของพละกำลัง  แม้ในขณะที่เป็นเด็กพระองค์ทรงยกภูเขาโควรฺธน  ไม่มีผู้ใดเกินพระองค์ในเรื่องการโกง  ไม่มีผู้ใดเกินพระองค์ในเรื่องของความสง่างาม  ไม่มีผู้ใดเกินพระองค์ในเรื่องของชัยชนะ  ไม่มีผู้ใดเกินพระองค์ในเรื่องของธุรกิจ  และไม่มีผู้ใดสามารถเกินพระองค์ในเรื่องพละกำลัง
वृष्णीनां वासुदेवोऽस्मि पाण्डवानां धनंजयः ।
मुनीनामप्यहं व्यासः कवीनामुशना कविः ॥ १०.३७ ॥
โศลก 37
vṛṣṇīnāṁ vāsudevo ’smi  pāṇḍavānāṁ dhanañ-jayaḥ
munīnām apy ahaṁ vyāsaḥ  kavīnām uśanā kaviḥ
วฺฤษฺณีนำ วาสุเทโว ’สฺมิ  ปาณฺฑวานำ ธนญฺ-ชยห์
มุนีนามฺ อปฺยฺ อหํ วฺยาสห์  กวีนามฺ อุศนา กวิห์
วฺฤษฺณีนามฺ — ของผู้สืบสกุล วฺฤษฺณิ, วาสุเทวห์กฺฤษฺณ ที่ ทฺวารกา, อสฺมิ — ข้าเป็น, ปาณฺฑวานามฺ — ของ ปาณฺฑว, ธนมฺ-ชยห์อรฺชุน, มุนีนามฺ — ของเหล่านักปราชญ์, อปิ — เช่นกัน, อหมฺ — ข้าเป็น, วฺยาสห์วฺยาส ผู้รวบรวมวรรณกรรมพระ เวทิจฺ ทั้งหมด, กวีนามฺ — ของนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย, อุศนาอุศนา, กวิห์ — นักคิด
คำแปล
ในบรรดาผู้สืบราชวงศ์  วฺฤษฺณิ  ข้าคือ  วาสุเทว  และในหมู่  ปาณฺฑว  ข้าคือ  อรฺชุน  ในบรรดานักปราชญ์ข้าคือ  วฺยาส  และในหมู่นักคิดผู้ยิ่งใหญ่ข้าคือ  อุศนา  
คำอธิบาย
กฺฤษฺณ  ทรงเป็น  ภควานฺ  องค์แรก  และ  วิทฺยาภูษณ  ทรงเป็นภาคที่แบ่งแยกจาก  กฺฤษฺณ  โดยตรง  ทั้ง  กฺฤษฺณ  และ  วิทฺยาภูษณ  ทรงปรากฏเป็นบุตรของ  วสุเทว  ดังนั้นทั้งคู่อาจถูกเรียกว่า  วาสุเทว  จากอีกมุมมองหนึ่ง  เนื่องจาก  กฺฤษฺณ  ทรงไม่เคยออกจาก  วฺฤนฺทาวน  รูปลักษณ์ทั้งหลายของ  กฺฤษฺณ  ที่ทรงปรากฏที่อื่นเป็นภาคแบ่งแยกของพระองค์  วาสุเทว  ทรงเป็นภาคที่แบ่งแยกจาก  กฺฤษฺณ  โดยตรง  ดังนั้น  วาสุเทว  ไม่แตกต่างไปจาก  กฺฤษฺณ  เข้าใจว่า  วาสุเทว  ที่กล่าวถึงใน  ภควัท-คีตา  โศลกนี้  คือ  วิทฺยาภูษณหรือ  พลราม  เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดเดิมแท้ของอวตารทั้งหลาย  ดังนั้นพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของ  วาสุเทว  แต่ผู้เดียว  ภาคที่แบ่งแยกจากองค์  ภควานฺ  โดยตรงเรียกว่า  สฺวำศ  (ภาคที่แบ่งแยกส่วนพระองค์)  และยังมีภาคที่แบ่งแยกเรียกว่า  วิภินฺนำศ  (ภาคแบ่งแยกที่แยกออกไป)
ในบรรดาโอรสของ  ปาณฺฑุ  อรฺชุน  ทรงมีชื่อเสียงในนาม  ธนญฺชย  และเป็นผู้ที่ดีที่สุดในหมู่มนุษย์  ดังนั้น  จึงเป็นผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  ในหมู่  มุนิ  หรือผู้คงแก่เรียนเชี่ยวชาญในความรู้พระ  เวท  วฺยาส  ยิ่งใหญ่ที่สุดเนื่องจากทรงอธิบายความรู้พระ  เวท  ในหลายวิธีเพื่อให้คนธรรมดาสามัญส่วนใหญ่ใน  กลิ  ยุคนี้สามารถเข้าใจได้  และเป็นที่ทราบกันว่า  วฺยาส  เป็นอวตารของ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  วฺยาส  เป็นผู้แทน  กฺฤษฺณ  กวิ  คือพวกที่สามารถคิดได้ทะลุปรุโปร่งในทุก  ๆ  เรื่อง  ในบรรดา  กวิ,  อุศนา,  ศุกฺราจารฺย  เป็นพระอาจารย์ทิพย์ของเหล่ามาร  ท่านเป็นผู้ที่มีความเฉลียวฉลาดมาก  และเป็นนักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล    ศุกฺราจารฺย  จึงเป็นผู้แทนอีกท่านหนึ่งแห่งความมั่งคั่งของ  กฺฤษฺณ  
दण्डो दमयतामस्मि नीतिरस्मि जिगीषताम् ।
मौनं चैवास्मि गुह्यानां ज्ञानं ज्ञानवतामहम् ॥ १०.३८ ॥
โศลก 38
daṇḍo damayatām asmi  nītir asmi jigīṣatām
maunaṁ caivāsmi guhyānāṁ  jñānaṁ jñānavatām aham
ทณฺโฑ ทมยตามฺ อสฺมิ  นีติรฺ อสฺมิ ชิคีษตามฺ
เมานํ ไจวาสฺมิ คุหฺยานำ  ชฺญานํ ชฺญานวตามฺ อหมฺ
ทณฺฑห์ — การลงโทษ, ทมยตามฺ — ในวิธีการปราบทั้งหลาย, อสฺมิ — ข้าเป็น, นีติห์ — ศีลธรรม, อสฺมิ — ข้าเป็น, ชิคีษตามฺ — ของพวกที่แสวงหาชัยชนะ, เมานมฺ — เงียบ, — และ, เอว — เช่นกัน, อสฺมิ — ข้าเป็น, คุหฺยานามฺ — ของบรรดาความลับ, ชฺญานมฺ — ความรู้, ชฺญาน-วตามฺ — ของคนมีปัญญา, อหมฺ — ข้าเป็น
คำแปล
ในบรรดาวิธีการปราบผู้ทำผิดกฎหมายทั้งหลายข้าคือการลงโทษ  และในบรรดาผู้แสวงหาชัยชนะข้าคือหลักศีลธรรม  ในบรรดาสิ่งที่เป็นความลับข้าคือความเงียบสงบ  และในบรรดาคนฉลาดข้าคือปัญญา
คำอธิบาย
มีผู้แทนในการปราบมากมาย  สิ่งสำคัญคือตัดจำนวนคนสารเลว  เมื่อพวกคนสารเลวถูกลงโทษ  ผู้แทนในการลงโทษเป็นผู้แทนของ  กฺฤษฺณ  ในบรรดาผู้ที่พยายามได้รับชัยชนะจากกิจกรรมบางอย่าง  สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดแห่งชัยชนะคือหลักศีลธรรม  ในบรรดากิจกรรมแห่งความลับในการฟัง  การคิด  และการทำสมาธิ  ความเงียบสงบสำคัญที่สุดเพราะว่าจากความเงียบสงบ  เราจึงสามารถเจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว  คนมีปัญญาคือผู้ที่สามารถแยกแยะระหว่างวัตถุและวิญญาณ  ระหว่างธรรมชาติเบื้องสูงและธรรมชาติเบื้องต่ำขององค์  ภควานฺ  ความรู้เช่นนี้คือองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เอง
यच्चापि सर्वभूतानां बीजं तदहमर्जुन ।
न तदस्ति विना यत्स्यान्मया भूतं चराचरम् ॥ १०.३९ ॥
โศลก 39
yac cāpi sarva-bhūtānāṁ  bījaṁ tad aham arjuna
na tad asti vinā yat syān  mayā bhūtaṁ carācaram
ยจฺ จาปิ สรฺว-ภูตานำ  พีชํ ตทฺ อหมฺ อรฺชุน
น ตทฺ อสฺติ วินา ยตฺ สฺยานฺ  มยา ภูตํ จราจรมฺ
ยตฺ — อะไรก็แล้วแต่, — เช่นกัน, อปิ — อาจ, สรฺว-ภูตานามฺ — ของการสร้างทั้งหลาย, พีชมฺ — เมล็ดพันธุ์, ตตฺ — นั้น, อหมฺ — ข้าเป็น, อรฺชุน — โอ้ อรฺชุน, — ไม่, ตตฺ — นั้น, อสฺติ — มี, วินา — ปราศจาก,ยตฺ — ซึ่ง, สฺยาตฺ — มีอยู่, มยา — ข้า, ภูตมฺ — สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นมา, จร-อจรมฺ — เคลื่อนที่และไม่เคลื่อนที่
คำแปล
ยิ่งไปกว่านั้น  โอ้  อรฺชุน  ข้าคือเมล็ดพันธุ์ที่ให้กำเนิดทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่  ไม่มีชีวิตใดไม่ว่าเคลื่อนที่หรือไม่เคลื่อนที่สามารถดำรงอยู่ได้โดยปราศจากข้า
คำอธิบาย
ทุกสิ่งทุกอย่างมีต้นกำเนิด  และต้นกำเนิดหรือเมล็ดพันธุ์แห่งปรากฏการณ์นั้น  ๆ  คือ  กฺฤษฺณ  ปราศจากซึ่งพลังงานของ  กฺฤษฺณ  ไม่มีสิ่งใดมีอยู่ได้  ดังนั้น  องค์ภควานฺ  ทรงได้ชื่อว่าเป็นผู้มีอำนาจทั้งปวง  ปราศจากพลังอำนาจของพระองค์  ทั้งสิ่งที่เคลื่อนที่และไม่เคลื่อนที่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้  สิ่งใดที่มีอยู่และไม่พบอยู่ในพลังงานของ  กฺฤษฺณเรียกว่า  มายา  หรือ  “สิ่งที่ไม่ใช่”
नान्तोऽस्ति मम दिव्यानां विभूतीनां परन्तप ।
एष तूद्देशतः प्रोक्तो विभूतेर्विस्तरो मया ॥ १०.४० ॥
โศลก 40
nānto ’sti mama divyānāṁ  vibhūtīnāṁ paran-tapa
eṣa tūddeśataḥ prokto  vibhūter vistaro mayā
นานฺโต ’สฺติ มม ทิวฺยานำ  วิภูตีนำ ปรนฺ-ตป
เอษ ตูทฺเทศตห์ โปฺรกฺโต  วิภูเตรฺ วิสฺตโร มยา
— ไม่, อนฺตห์ — จำกัด, อสฺติ — มี, มม — ของข้า, ทิวฺยานามฺ — ของความเป็นทิพย์, วิภูตีนามฺ — ความมั่งคั่ง, ปรมฺ-ตป — โอ้ ผู้ชนะศัตรู, เอษห์ — ทั้งหมดนี้, ตุ — แต่, อุทฺเทศตห์ — เป็นตัวอย่าง, โปฺรกฺตห์ — พูด, วิภูเตห์ — ของความมั่งคั่ง, วิสฺตรห์ — อันกว้างใหญ่, มยา — โดยข้า
คำแปล
โอ้  ผู้ปราบศัตรูที่ยิ่งใหญ่  ไม่มีจุดจบสำหรับปรากฏการณ์ทิพย์ของข้า  สิ่งที่ข้าได้พูดกับเธอนั้นเป็นเพียงการแสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งอันหาที่สุดไม่ได้ของข้า
คำอธิบาย
ดังที่ได้กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  ถึงแม้ว่าความมั่งคั่งและพลังงานขององค์  ภควานฺ  สามารถเข้าใจได้หลาย  ๆ  ทาง  ไม่มีขีดจำกัดในความมั่งคั่งเหล่านี้  ฉะนั้นไม่ใช่ว่าความมั่งคั่งและพลังงานทั้งหมดของพระองค์สามารถอธิบายได้  เพียงไม่กี่ตัวอย่างเท่านั้นที่อธิบายให้  อรฺชุน  เพื่อให้ความอยากรู้อยากเห็นสงบลง
यद्यद्विभूतिमत्सत्त्वं श्रीमदूर्जितमेव वा ।
तत्तदेवावगच्छ त्वं मम तेजोंऽशसंभवम् ॥ १०.४१ ॥
โศลก 41
yad yad vibhūtimat sattvaṁ  śrīmad ūrjitam eva vā
tat tad evāvagaccha tvaṁ  mama tejo-’ṁśa-sambhavam
ยทฺ ยทฺ วิภูติมตฺ สตฺตฺวํ  ศฺรีมทฺ อูรฺชิตมฺ เอว วา
ตตฺ ตทฺ เอวาวคจฺฉ ตฺวํ  มม เตโช-’ํศ-สมฺภวมฺ
ยตฺ ยตฺ — อะไรก็แล้วแต่, วิภูติ — ความมั่งคั่ง, มตฺ — มี, สตฺตฺวมฺ — มีอยู่, ศฺรี-มตฺ — ความ สวยงาม, อูรฺชิตมฺ — น่าสรรเสริญ, เอว — แน่นอน, วา — หรือ, ตตฺ ตตฺ — ทั้งหมดนั้น, เอว — แน่นอน, อวคจฺฉ — ต้องรู้, ตฺวมฺ — เธอ, มม — ของข้า, เตชห์ — ของความวิเศษงดงาม, อํศ — ส่วนหนึ่ง, สมฺภวมฺ — เกิดจาก
คำแปล
จงรู้ด้วยว่าสิ่งที่สร้างขึ้นมาทั้งหมดที่มีความมั่งคั่ง  ความสวยงาม  และน่าสรรเสริญ  กำเนิดมาจากประกายเพียงนิดเดียวแห่งความวิเศษงดงามของข้า
คำอธิบาย
สิ่งใดที่มีอยู่ซึ่งมีความสวยงามหรือน่าสรรเสริญ  ควรเข้าใจว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์เพียงเล็กน้อยแห่งความมั่งคั่งของ  กฺฤษฺณ  ไม่ว่าในโลกทิพย์หรือโลกวัตถุความมั่งคั่งพิเศษใด  ๆ  ควรพิจารณาว่าเป็นผู้แทนแห่งความมั่งคั่งของ  กฺฤษฺณ  
अथवा बहुनैतेन किं ज्ञातेन तवार्जुन ।
विष्टभ्याहमिदं कृत्स्नमेकांशेन स्थितो जगत् ॥ १०.४२ ॥
โศลก 42
atha vā bahunaitena  kiṁ jñātena tavārjuna
viṣṭabhyāham idaṁ kṛtsnam  ekāṁśena sthito jagat
อถ วา พหุไนเตน  กึ ชฺญาเตน ตวารฺชุน
วิษฺฏภฺยาหมฺ อิทํ กฺฤตฺสฺนมฺ  เอกำเศน สฺถิโต ชคตฺ
อถ วา — หรือ, พหุนา — หลาย, เอเตน — ด้วยชนิดนี้, กิมฺ — อะไร, ชฺญาเตน — ด้วยความรู้, ตว — ของเธอ, อรฺชุน — โอ้ อรฺชุน, วิษฺฏภฺย — แผ่กระจาย, อหมฺ — ข้า, อิทมฺ — นี้, กฺฤตฺสฺนมฺ — ทั้งหมด, เอก — โดยหนึ่ง, อํเศน — ส่วน, สฺถิตห์ — สถิต, ชคตฺ — จักรวาล
คำแปล
แต่จะมีประโยชน์อันใด  โอ้  อรฺชุน  กับรายละเอียดความรู้ทั้งหมดนี้?  ด้วยเพียงส่วนนิดเดียวของตัวข้า  ข้าได้แผ่กระจายและค้ำจุนทั่วทั้งจักรวาลนี้
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ทรงมีผู้แทนทั่วทุกจักรวาลวัตถุ  ด้วยการเสด็จเข้าไปทุกสิ่งทุกอย่างในรูปอภิวิญญาณ  ณ  ที่นี้พระองค์ตรัสแด่  อรฺชุน  ว่า  ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะเข้าใจว่าสิ่งต่าง  ๆ  มีอยู่ได้อย่างไร  ในความมั่งคั่งและความยิ่งใหญ่อลังการที่แบ่งแยกออกไป  อาร-จุนะควรทราบว่าทุกสิ่งทุกย่างมีอยู่ได้เนื่องจาก  กฺฤษฺณ  เสด็จเข้าไปในฐานะอภิวิญญาณจากพระ  พฺรหฺมา  ชีวิตที่ใหญ่โตมโหฬารที่สุดลงไปจนถึงมดตัวเล็กที่สุด  ทั้งหมดดำรงอยู่ได้เพราะ  กฺฤษฺณ  ทรงเสด็จเข้าไปในแต่ละชีวิตและทุกชีวิต  พระองค์ทรงค้ำจุนทุกชีวิต
มีกลุ่มเผยแพร่ศาสนาที่แสดงอยู่เสมอว่า  การบูชาเทวดาองค์ใดก็แล้วแต่  จะนำไปถึงองค์  ภควานฺ  หรือเป้าหมายสูงสุด  แต่  ณ  ที่นี้การบูชาเทวดาไม่สนับสนุนเพราะแม้แต่เทวดาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด  เช่น  พระ  พฺรหฺมา  และพระ  ศิว  ทรงเป็นเพียงตัวแทนส่วนหนึ่งแห่งความมั่งคั่งขององค์  ภควานฺ  เท่านั้น  พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุก  ๆ  คนที่เกิดมา  ไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์  พระองค์ทรงเป็น  อสเมารฺธฺว  ซึ่งหมายความว่าไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่าและไม่มีผู้ใดเทียบเท่าพระองค์ได้  ใน  ปทฺม  ปุราณ  กล่าวไว้ว่า  ผู้พิจารณาว่าองค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงอยู่ในระดับเดียวกันกับเทวดา  เช่น  พระ  พฺรหฺมา  หรือพระ  ศิว  ทันทีที่คิดเช่นนี้  ผู้นี้กลายมาเป็นผู้ที่ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  อย่างไรก็ดี  หากผู้ใดศึกษารายละเอียดในความมั่งคั่งต่าง  ๆ  และภาคที่แบ่งแยกต่าง  ๆ  แห่งพลังงาน  ของ  กฺฤษฺณ  จะเข้าใจสถานภาพของ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ได้อย่างไม่ต้องสงสัย  และสามารถตั้งมั่นจิตใจในการบูชา  กฺฤษฺณ  โดยไม่เบี่ยงเบน  องค์  ภควานฺ  ทรงแผ่กระจายไปทั่วด้วยภาคที่แบ่งแยกแห่งผู้แทนอันสมบูรณ์ของพระองค์  นั่นคืออภิวิญญาณผู้เสด็จเข้าไปในทุกสิ่งทุกอย่าง  ฉะนั้น  สาวกผู้บริสุทธิ์ตั้งสมาธิจิตใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างเต็มที่  ดังนั้น  จึงสถิตในสถานภาพทิพย์เสมอ  การอุทิศตนเสียสละรับใช้และการบูชา  กฺฤษฺณ  ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนมากในโศลกแปดถึงโศลกสิบเอ็ดของบทนี้  นี่คือวิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์  เราจะบรรลุถึงความสมบูรณ์แห่งการอุทิศตนเสียสละที่สูงสุดในการมาอยู่ใกล้ชิดกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าได้อย่างไรนั้น  อธิบายไว้อย่างชัดเจนในบทนี้  ศฺรีล  วิทฺยาภูษณ  วิทฺยาภูษณ  อาจารฺย  ผู้ยิ่งใหญ่ในสาย  ปรมฺปรา  จาก  กฺฤษฺณ  ได้สรุปคำบรรยายในบทนี้ด้วยการกล่าวว่า
ยจฺ-ฉกฺติ-เลศาตฺ สูรฺยาทฺยา  ภวนฺตฺยฺ อตฺยฺ-อุคฺร-เตชสห์
ยทฺ-อํเศน ธฺฤตํ วิศฺวํ  ส กฺฤษฺโณ ทศเม ’รฺจฺยเต
แม้แต่พระอาทิตย์ผู้ทรงพลังยังได้รับพลังจากพลังอันมหาศาลขององค์  กฺฤษฺณ  และจากภาคที่แบ่งแยกจากส่วนของ  กฺฤษฺณ  โลกทั้งโลกจึงได้รับการค้ำจุน  ดังนั้น  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณทรงเป็นที่สักการะบูชา
ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย ภกฺติเวทนฺต บทที่สิบของหนังสือ ศฺรีมทฺ ภควัท-คีตา ในหัวข้อเรื่องความมั่งคั่งแห่งสัจธรรม

ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

บทที่ สิบเอ็ด

บทที่ 11

รูปลักษณ์จักรวาล

chapterImage

รูปลักษณ์จักรวาล

अर्जुन उवाच ।
मदनुग्रहाय परमं गुह्यमध्यात्मसंज्ञितम्
यत्त्वयोक्तं वचस्तेन मोहोऽयं विगतो मम ॥ ११.१ ॥
โศลก 1
arjuna uvāca
mad-anugrahāya paramaṁ  guhyam adhyātma-saṁjñitam
yat tvayoktaṁ vacas tena  moho ’yaṁ vigato mama
อรฺชุน อุวาจ
มทฺ-อนุคฺรหาย ปรมํ  คุหฺยมฺ อธฺยาตฺม-สํชฺญิตมฺ
ยตฺ ตฺวโยกฺตํ วจสฺ เตน  โมโห ’ยํ วิคโต มม
อรฺชุนห์ อุวาจ อุวาชะ- อรฺชุน ตรัส, มตฺ-อนุคฺรหาย — เพื่อแสดงความอนุเคราะห์ต่อข้า, ปรมมฺ — สูงสุด, คุหฺยมฺ — เรื่องลับ, อธฺยาตฺม — ทิพย์, สํชฺญิตมฺ — ในเรื่องของ, ยตฺ — อะไร, ตฺวยา — โดยพระองค์, อุกฺตมฺ — ตรัส, วจห์ — คำพูด, เตน — ด้วยนั้น, โมหห์ — ความหลง, อยมฺ — นี้, วิคตห์ — ขจัดออกไป, มม — ของข้า
คำแปล
  อรฺชุน  ตรัสว่า  จากการสดับฟังคำสั่งสอนที่พระองค์ทรงกรุณาประทานแก่ข้าเกี่ยวกับเรื่องราวทิพย์ที่ลับที่สุดเหล่านี้  บัดนี้ความหลงของข้าพเจ้าได้ถูกขจัดออกไปแล้ว
คำอธิบาย
บทนี้เปิดเผยว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของ  มหา-วิษฺณุ  ผู้ให้กำเนิดจักรวาลวัตถุทั้งหมด  กฺฤษฺณ  ทรงไม่ใช่อวตารแต่ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของมวลอวตาร  ซึ่งได้อธิบายไว้อย่างสมบูรณ์ในบทที่แล้ว
บัดนี้  อรฺชุน  กล่าวว่า  ความหลงของท่านได้มลายหายไปสิ้นแล้ว  เช่นนี้หมายความว่า  อรฺชุน  ทรงมิได้คิดว่า  กฺฤษฺณ  เป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนธรรมดาหรือเป็นเพียงเพื่อนเท่านั้น  แต่ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง  อรฺชุน  ได้รับแสงสว่างและดีใจที่มีสหายที่ยิ่งใหญ่เช่น  กฺฤษฺณ  แต่บัดนี้  ถึงแม้จะยอมรับ  กฺฤษฺณ  ว่าเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งผู้อื่นอาจไม่ยอมรับ  ดังนั้น  เพื่อสถาปนาความเป็นทิพย์ของ  กฺฤษฺณ  สำหรับทุก  ๆ  คน  อรฺชุน  จึงขอร้องให้  กฺฤษฺณ  ทรงแสดงรูปลักษณ์จักรวาลในบทนี้  อันที่จริงเมื่อผู้ใดเห็นรูปลักษณ์จักรวาลของ  กฺฤษฺณ  ผู้นั้นจะตกใจเช่นเดียวกับ  อรฺชุน  แต่  กฺฤษฺณ  ทรงมีพระเมตตามาก  เพราะหลังจากที่แสดงรูปลักษณ์จักรวาลแล้วทรงเปลี่ยนพระวรกายของพระองค์ให้มาอยู่ในรูปลักษณ์เดิมอีกครั้งหนึ่ง  อรฺชุนทรงยอมรับสิ่งที่  กฺฤษฺณ  ตรัสมาแล้วหลายครั้ง  กฺฤษฺณ  ตรัสเพื่อผลประโยชน์ของ  อรฺชุน  ดังนั้น  อรฺชุน  ทรงทราบดีว่าสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับตัวท่านนี้ก็ด้วยพระกรุณาธิคุณของ  กฺฤษฺณ  บัดนี้  อรฺชุน  มั่นใจว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  และทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของทุกชีวิตในรูปองค์อภิวิญญาณ
भवाप्ययौ हि भूतानां श्रुतौ विस्तरशो मया ।
त्वत्तः कमलपत्राक्ष माहात्म्यमपि चाव्ययम् ॥ ११.२ ॥
โศลก 2
bhavāpyayau hi bhūtānāṁ  śrutau vistaraśo mayā
tvattaḥ kamala-patrākṣa  māhātmyam api cāvyayam
ภวาปฺยเยา หิ ภูตานำ  ศฺรุเตา วิสฺตรโศ มยา
ตฺวตฺตห์ กมล-ปตฺรากฺษ  มาหาตฺมฺยมฺ อปิ จาวฺยยมฺ
ภว — การปรากฏ, อปฺยเยา — การไม่ปรากฏ, หิ — แน่นอน, ภูตานามฺ — ของมวลชีวิต, ศฺรุเตา — ได้ยินแล้ว, วิสฺตรศห์ — โดยละเอียด, มยา — โดยข้า, ตฺวตฺตห์ — จากพระองค์, กมล-ปตฺร-อกฺษ — โอ้ ผู้มีพระเนตรคล้ายดอกบัว, มาหาตฺมฺยมฺ — บารมี, อปิ — เช่น กัน, — และ, อวฺยยมฺ — ไม่มีสิ้นสุด
คำแปล
โอ้  ผู้มีพระเนตรเหมือนดอกบัว  ข้าพเจ้าสดับฟังจากพระองค์โดยละเอียดเกี่ยวกับการปรากฏและการไม่ปรากฏของทุก  ๆ  ชีวิต  และได้รู้แจ้งถึงพระบารมีอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์
คำอธิบาย
อรฺชุน  ทรงเรียกองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ว่า  “พระเนตรรูปดอกบัว”  (ดวงตาของ  กฺฤษฺณ  เหมือนกับกลีบดอกบัว)  ด้วยความยินดีที่  กฺฤษฺณ  ทรงให้ความมั่นใจแก่ท่านในบทที่แล้ว  โดยตรัสว่า  อหํ  กฺฤตฺสฺนสฺย  ชคตห์  ปฺรภวห์  ปฺรลยสฺ  ตถา  “ข้าคือแหล่งกำเนิดของสิ่งที่ปรากฏและสิ่งที่ไม่ปรากฏในปรากฏการณ์ทางวัตถุทั้งหมด”อรฺชุน  ทรงได้ยินเช่นนี้จากองค์  ภควานฺ  โดยละเอียด  อรฺชุน  ยังทราบอีกว่าถึงแม้กฺฤษฺณ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งปรากฏและสิ่งไม่ปรากฏทั้งหลาย  พระองค์ยังทรงอยู่ห่างจากสิ่งเหล่านี้  ดังที่ได้ตรัสไว้ในบทที่เก้าว่า  พระองค์ทรงแผ่กระจายไปทั่ว  ถึงกระนั้น  พระองค์ทรงมิได้ปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่งด้วยพระองค์เอง  นั่นคือความมั่งคั่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ของ  กฺฤษฺณ  ซึ่ง  อรฺชุน  ทรงยอมรับว่าตัวท่านเข้าใจเป็นอย่างดี
एवमेतद्यथात्थ त्वमात्मानं परमेश्वर ।
द्रष्टुमिच्छामि ते रूपमैश्वरं पुरुषोत्तम ॥ ११.३ ॥
โศลก 3
evam etad yathāttha tvam  ātmānaṁ parameśvara
draṣṭum icchāmi te rūpam  aiśvaraṁ puruṣottama
เอวมฺ เอตทฺ ยถาตฺถ ตฺวมฺ  อาตฺมานํ ปรเมศฺวร
ทฺรษฺฏุมฺ อิจฺฉามิ เต รูปมฺ  ไอศฺวรํ ปุรุโษตฺตม
เอวมฺ — ดังนั้น, เอตตฺ — นี้, ยถา — ตามความเป็นจริง, อาตฺถ — ได้ตรัสแล้ว, ตฺวมฺ — พระองค์, อาตฺมานมฺ — ตัวพระองค์เอง, ปรม-อีศฺวร — โอ้ พระผู้เป็นเจ้าสูงสุด, ทฺรษฺฏุมฺ — เห็น, อิจฺฉามิ — ข้าพเจ้าปรารถนา, เต — ของพระองค์, รูปมฺ — รูปลักษณ์, ไอศฺวรมฺ — ทิพย์, ปุรุษ-อุตฺตม — โอ้ บุคลิกภาพผู้ยอดเยี่ยมที่สุด
คำแปล
โอ้  ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาบุคลิกภาพทั้งหลาย  โอ้  รูปลักษณ์สูงสุด  ถึงแม้ข้าพเจ้าเห็นอยู่ต่อหน้า  ณ  ที่นี้  ในสถานภาพอันแท้จริงของพระองค์  ดังที่ทรงอธิบายเกี่ยวกับตัวพระองค์เอง  ข้าพเจ้าปรารถนาจะเห็นว่าพระองค์ทรงสด็จเข้าไปในปรากฏการณ์ทางจักรวาลได้อย่างไร  ข้าพเจ้าปรารถนาจะเห็นรูปลักษณ์นั้น
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ตรัสว่าเนื่องจากเสด็จเข้าไปในจักรวาลวัตถุโดยผู้แทนส่วนพระองค์  ปรากฏการณ์ในจักรวาลจึงบังเกิดขึ้นและดำเนินต่อไป  อรฺชุน  ทรงได้รับแรงดลใจจากคำดำรัสของ  กฺฤษฺณ  แต่เพื่อให้ผู้อื่นมีความมั่นใจว่า  ในอนาคตอาจมีผู้คิดว่ากฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุคคลธรรมดาสามัญ  อรฺชุน  จึงปรารถนาที่จะเห็นพระองค์ในรูปลักษณ์จักรวาลโดยแท้จริง  เพื่อให้เห็นว่าพระองค์ทรงปฏิบัติตนอย่างไรภายในจักรวาลถึงแม้ทรงอยู่ห่าง  อรฺชุน  เรียกองค์  ภควานฺ  ว่า  ปุรุโษตฺตม  มีความสำคัญเช่นกันเนื่องจากทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และทรงปรากฏอยู่ภายในร่างกายของ  อรฺชุน  เอง  ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงทราบถึงความปรารถนาของ  อรฺชุน  และเข้าใจว่า  อรฺชุน  ไม่มีความปรารถนาเป็นพิเศษที่จะเห็นพระองค์ในรูปลักษณ์จักรวาลเพราะ  อรฺชุน  มีความพึงพอใจโดยสมบูรณ์ที่ได้เห็นรูปลักษณ์ส่วนพระองค์ในรูปลักษณ์กฺฤษฺณ  แต่พระองค์ทรงเข้าใจเช่นกันว่า  อรฺชุน  ปรารถนาจะเห็นรูปลักษณ์จักรวาลเพื่อให้ผู้อื่นมีความมั่นใจ  อรฺชุน  ทรงไม่มีความปรารถนาส่วนตัวที่จะต้องยืนยัน  กฺฤษฺณทรงเข้าใจเช่นเดียวกันว่า  อรฺชุน  ปรารถนาจะเห็นรูปลักษณ์จักรวาลเพื่อวางเป็นบรรทัดฐาน  เพราะในอนาคตจะมีคนหลอกลวงมากมายที่อ้างตนเองว่า  เป็นอวตารขององค์  ภควานฺ  ฉะนั้น  ผู้คนควรระมัดระวังคนที่จะมาอ้างตนเองว่าเป็น  กฺฤษฺณ  และเขาควรเตรียมพร้อมที่จะแสดงรูปลักษณ์จักรวาลของตนเพื่อยืนยันกับสิ่งที่ได้อวดอ้างไว้
मन्यसे यदि तच्छक्यं मया द्रष्टुमिति प्रभो ।
योगेश्वर ततो मे त्वं दर्शयात्मानमव्ययम् ॥ ११.४ ॥
โศลก 4
manyase yadi tac chakyaṁ  mayā draṣṭum iti prabho
yogeśvara tato me tvaṁ  darśayātmānam avyayam
มนฺยเส ยทิ ตจฺ ฉกฺยํ  มยา ทฺรษฺฏุมฺ อิติ ปฺรโภ
โยเคศฺวร ตโต เม ตฺวํ  ทรฺศยาตฺมานมฺ อวฺยยมฺ
มนฺยเส — พระองค์ทรงคิด, ยทิ — อาจ, ตตฺ — นั้น, ศกฺยมฺ — สามารถ, มยา — โดยข้า, ทฺรษฺฏุมฺ — ได้เห็น, อิติ — ดังนั้น, ปฺรโภ — โอ้ องค์ภควาน, โยค-อีศฺวร — โอ้ เจ้าแห่งพลัง อิทธิฤทธิ์ทั้งหลาย, ตตห์ — จากนั้น, เม — แด่ข้า, ตฺวมฺ — พระองค์, ทรฺศย — แสดง, อาตฺมานมฺ — ตัวพระองค์เอง, อวฺยยมฺ — อมตะ
คำแปล
หากทรงคิดว่าข้าพเจ้าสามารถเห็นรูปลักษณ์จักรวาลของพระองค์  โอ้  องค์ภควาน  โอ้  เจ้าแห่งพลังอิทธิฤทธิ์ทั้งปวง  โปรดกรุณาแสดงรูปลักษณ์จักรวาลอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์แด่ข้าพเจ้าด้วย
คำอธิบาย
ได้กล่าวไว้ว่าเราไม่สามารถเห็น  ได้ยิน  เข้าใจ  หรือสำเหนียกองค์  ภควานฺ  คริช  ณะด้วยประสาทสัมผัสวัตถุ  แต่หากเราปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความรักทิพย์ต่อพระองค์ตั้งแต่ต้น  เราจะสามารถเห็นองค์  ภควานฺ  จากการเปิดเผยของพระองค์  ทุก  ๆ  ชีวิตเป็นเพียงละอองอณูทิพย์  ฉะนั้น  เป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นหรือเข้าใจองค์  ภควานฺ  อรฺชุน  ในฐานะที่ทรงเป็นสาวก  จึงมิได้ขึ้นอยู่กับพลังแห่งการคาดคะเนของตนเอง  แต่ยอมรับขีดจำกัดในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิต  และเข้าใจถึงสถานภาพของ  กฺฤษฺณ  ที่ไม่สามารถประเมินได้  อรฺชุน  ทรงเข้าใจว่าเป็นไปไม่ได้ที่สิ่งมีชีวิตจะเข้าใจผู้ที่ไร้ขอบเขตอันหาที่สิ้นสุดไม่ได้  หากผู้ไร้ขอบเขตทรงเปิดเผยตัวพระองค์  จึงเป็นไปได้ที่เราจะเข้าใจธรรมชาติแห่งความไร้ขอบเขตด้วยพระกรุณาธิคุณของพระองค์คำว่า  โยเคศฺวร  มีความสำคัญมากในที่นี้  เพราะองค์  ภควานฺ  ทรงมีพลังอำนาจที่ไม่สามารถมองเห็นได้  หากปรารถนา  ทรงสามารถเปิดเผยตนเองด้วยพระกรุณาธิคุณของพระองค์  แม้ไร้ขีดจำกัด  ฉะนั้น  อรฺชุน  ทรงอ้อนวอนพระกรุณาธิคุณของ  กฺฤษฺณ  ที่ไม่สามารถมองเห็นได้  มิใช่เป็นการสั่ง  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ทรงไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตนเองเว้นเสียแต่เราจะศิโรราบใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างสมบูรณ์  ดังนั้น  ผู้ที่ขึ้นอยู่กับพลังแห่งการคาดคะเนทางจิตใจของตนเอง  จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเห็น  กฺฤษฺณ  
श्रीभगवानुवाच ।
पश्य मे पार्थ रूपाणि शतशोऽथ सहस्रशः
नानाविधानि दिव्यानि नानावर्णाकृतीनि च ॥ ११.५ ॥
โศลก 5
śrī-bhagavān uvāca
paśya me pārtha rūpāṇi  śataśo ’tha sahasraśaḥ
nānā-vidhāni divyāni  nānā-varṇākṛtīni ca
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
ปศฺย เม ปารฺถ รูปาณิ  ศตโศ ’ถ สหสฺรศห์
นานา-วิธานิ ทิวฺยานิ  นานา-วรฺณากฺฤตีนิ จ
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — องค์ภควานตรัส, ปศฺย — จงดู, เม — ของข้า, ปารฺถ — โอ้ โอรส พระนาง ปฺฤถา, รูปาณิ — รูปลักษณ์ต่าง ๆ, ศตศห์ — เป็นร้อย ๆ, อถ — เช่นกัน, สหสฺรศห์ — เป็นพัน ๆ, นานา-วิธานิ — หลากหลาย, ทิวฺยานิ — ทิพย์, นานา — หลากหลาย, วรฺณ — หลากสี, อากฺฤตีนิ — รูปลักษณ์ต่าง ๆ, — เช่นกัน
คำแปล
องค์ภควานตรัสว่า  อรฺชุน  ที่รัก  โอ้  โอรสพระนาง  ปฺฤถา  บัดนี้จงดูความมั่งคั่งของข้า  รูปลักษณ์ทิพย์ที่มีสีสันหลากหลายเป็นจำนวนร้อย  ๆ  พัน  ๆ  รูป
คำอธิบาย
อรฺชุน  ทรงปรารถนาที่จะเห็น  กฺฤษฺณ  ในรูปลักษณ์จักรวาล  ถึงแม้ว่าเป็นรูปลักษณ์ทิพย์  แต่ทรงปรากฏเพื่อปรากฏการณ์ในจักรวาล  ดังนั้น  จึงอยู่ภายใต้การกำหนดของกาลเวลาที่ไม่ถาวรแห่งธรรมชาติวัตถุนี้  เช่นเดียวกับธรรมชาติวัตถุที่ปรากฏและไม่ปรากฏ  รูปลักษณ์จักรวาลของ  กฺฤษฺณ  นี้ก็ทรงปรากฏและไม่ปรากฏ  รูปลักษณ์นี้มิได้สถิตในท้องฟ้าทิพย์ชั่วนิรันดรเหมือนกับรูปลักษณ์อื่น  ๆ  ของ  กฺฤษฺณ  สาวกไม่กระตือรือร้นที่จะเห็นรูปลักษณ์จักรวาล  แต่เนื่องจาก  อรฺชุน  ทรงปรารถนาที่จะเห็นกฺฤษฺณ  ในรูปนี้  กฺฤษฺณ  จึงทรงเปิดเผยให้เห็น  รูปลักษณ์จักรวาลนี้ซึ่งปุถุชนคนธรรมดาไม่สามารถเห็นได้  กฺฤษฺณ  ทรงต้องให้พลังในการเห็นแก่ผู้นั้นจึงจะสามารถเห็นได้
पश्यादित्यान्वसून्रुद्रानश्विनौ मरुतस्तथा ।
बहून्यदृष्टपूर्वाणि पश्याश्चर्याणि भारत ॥ ११.६ ॥
โศลก 6
paśyādityān vasūn rudrān  aśvinau marutas tathā
bahūny adṛṣṭa-pūrvāṇi  paśyāścaryāṇi bhārata
ปศฺยาทิตฺยานฺ วสูนฺ รุทฺรานฺ  อศฺวิเนา มรุตสฺ ตถา
พหูนฺยฺ อทฺฤษฺฏ-ปูรฺวาณิ  ปศฺยาศฺจรฺยาณิ ภารต
ปศฺย — เห็น, อาทิตฺยานฺ — บุตรสิบสองคนของอดิทิ, วสูนฺวสุ ทั้งแปด, รุทฺรานฺ — รูป ลักษณ์สิบเอ็ดรูปของรุดระ, อศฺวิเนาอศฺวินี ทั้งสอง, มรุตห์มรุตฺ ทั้งสี่สิบเก้า (เทพเจ้า แห่งลม), ตถา — เช่นกัน, พหูนิ — มากมาย, อทฺฤษฺฏ — ที่เธอยังไม่เห็น, ปูรฺวาณิ — ก่อนหน้า นี้, ปศฺย — เห็น, อาศฺจรฺยาณิ — ความอัศจรรย์ทั้งหลาย, ภารต — โอ้ ผู้ยอดเยี่ยมแห่ง บาระทะ
คำแปล
โอ้  ผู้ยอดเยี่ยมแห่ง  ภารต  ณ  ที่นี้จงดูปรากฏการณ์ต่าง  ๆ  ของ  อาทิตฺย  วสุ  รุทฺร  อศฺวินี  -  กุมาร  และเทวดาองค์อื่น  ๆ  ทั้งหมด  จงดูสิ่งมหัศจรรย์มากมายซึ่งไม่มีผู้ใดเคยเห็นหรือได้ยินมาก่อน
คำอธิบาย
แม้ว่า  อรฺชุน  ทรงเป็นเพื่อนสนิทของ  กฺฤษฺณ  และยังเป็นผู้มีความรู้ที่สูงสุดถึงกระนั้น  ก็ยังเป็นไปไม่ได้ที่  อรฺชุน  จะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  ณ  ที่นี้  ได้กล่าวไว้ว่า  มนุษย์ไม่เคยได้ยินหรือรู้รูปลักษณ์และปรากฏการณ์ต่าง  ๆ  ทั้งหมดนี้มาก่อนกฺฤษฺณ  ทรงเปิดเผยรูปลักษณ์อันน่าอัศจรรย์เหล่านี้  ณ  บัดนี้
इहैकस्थं जगत्कृत्स्नं पश्याद्य सचराचरम् ।
मम देहे गुडाकेश यच्चान्यद् द्रष्टुमिच्छसि ॥ ११.७ ॥
โศลก 7
ihaika-sthaṁ jagat kṛtsnaṁ  paśyādya sa-carācaram
mama dehe guḍākeśa  yac cānyad draṣṭum icchasi
อิไหก-สฺถํ ชคตฺ กฺฤตฺสฺนํ  ปศฺยาทฺย ส-จราจรมฺ
มม เทเห คุฑาเกศ  ยจฺ จานฺยทฺ ทฺรษฺฏุมฺ อิจฺฉสิ
อิห — ในนี้, เอก-สฺถมฺ — ในที่หนึ่ง, ชคตฺ — จักรวาล, กฺฤตฺสฺนมฺ — สมบูรณ์, ปศฺย — เห็น, อทฺย — ทันที, — กับ, จร — เคลื่อนที่, อจรมฺ — ไม่เคลื่อนที่, มม — ของข้า, เทเห — ใน ร่างกายนี้, คุฑาเกศ — โอ้ อรฺชุน, ยตฺ — ซึ่ง, — เช่นกัน, อนฺยตฺ — ผู้อื่น, ทฺรษฺฏุมฺ — เห็น, อิจฺฉสิ — เธอปรารถนา
คำแปล
โอ้  อรฺชุน  สิ่งใดที่เธอปรารถนาจะเห็น  จงดูในร่างนี้ของข้าได้ทันที  รูปลักษณ์จักรวาลนี้สามารถแสดงทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอปรารถนาจะเห็น  ณ  บัดนี้  และทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอปรารถนาจะเห็นในอนาคต  ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งเคลื่อนที่และไม่เคลื่อนที่  ได้มาอยู่  ณ  ที่นี้  อยู่ในสถานที่เดียวกันโดยสมบูรณ์
คำอธิบาย
ไม่มีผู้ใดสามารถเห็นจักรวาลทั้งหมดขณะที่นั่งอยู่ที่เดียว  แม้นักวิทยาศาสตร์ผู้ก้าวหน้าที่สุดก็ไม่สามารถเห็นสิ่งต่าง  ๆ  ที่เกิดขึ้นในส่วนอื่นของจักรวาล  แต่สาวกเช่น  อรฺชุน  ทรงสามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในส่วนต่าง  ๆ  ของจักรวาล  กฺฤษฺณทรงให้พลังอำนาจในการเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่  อรฺชุน  ทรงปรารถนาจะเห็นทั้งในอดีตปัจจุบัน  และอนาคต  ดังนั้น  ด้วยพระเมตตาธิคุณของ  กฺฤษฺณ  อรฺชุน  จึงทรงสามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง
न तु मां शक्यसे द्रष्टुमनेनैव स्वचक्षुषा ।
दिव्यं ददामि ते चक्षुः पश्य मे योगमैश्वरम् ॥ ११.८ ॥
โศลก 8
na tu māṁ śakyase draṣṭum  anenaiva sva-cakṣuṣā
divyaṁ dadāmi te cakṣuḥ  paśya me yogam aiśvaram
น ตุ มำ ศกฺยเส ทฺรษฺฏุมฺ  อเนไนว สฺว-จกฺษุษา
ทิวฺยํ ททามิ เต จกฺษุห์  ปศฺย เม โยคมฺ ไอศฺวรมฺ
— ไม่เคย, ตุ — แต่, มามฺ — ข้า, ศกฺยเส — สามารถ, ทฺรษฺฏุมฺ — เห็น, อเนน — ด้วยสิ่งเหล่านี้, เอว — แน่นอน, สฺว-จกฺษุษา — จักษุของเธอ, ทิวฺยมฺ — ทิพย์, ททามิ — ข้าให้, เต — แก่เธอ, จกฺษุห์ — จักษุ, ปศฺย — เห็น, เม — ของข้า, โยคมฺ ไอศฺวรมฺ — พลังอิทธิฤทธิ์ที่ไม่สามารถมอง เห็นได้
คำแปล
แต่เธอไม่สามารถเห็นข้าด้วยดวงตาปัจจุบันของเธอ  ดังนั้น  ข้าจะให้จักษุทิพย์แก่เธอ  จงดูอิทธิฤทธิ์ความมั่งคั่งของข้า!
คำอธิบาย
สาวกผู้บริสุทธิ์ไม่ชอบเห็น  กฺฤษฺณ  ในรูปลักษณ์อื่นใดนอกจากรูปลักษณ์สองกรของพระองค์  สาวกจะเห็นรูปลักษณ์จักรวาลขององค์  ภควานฺ  ด้วยพระกรุณาธิคุณของพระองค์  ไม่ใช่ด้วยจิตใจแต่ด้วยจักษุทิพย์  ในการเห็นรูปลักษณ์จักรวาลของ  กฺฤษฺณ  อรฺชุน  ทรงถูกสั่งไม่ให้เปลี่ยนจิตใจ  แต่ให้เปลี่ยนจักษุ  รูปลักษณ์จักรวาลของ  กฺฤษฺณไม่สำคัญเท่าใดนัก  ประเด็นนี้จะทำให้กระจ่างขึ้นในโศลกต่อ  ๆ  ไป  แต่เนื่องจาก  อรฺชุนทรงปรารถนาที่จะเห็น  กฺฤษฺณ  ทรงให้จักษุแก่  อรฺชุน  โดยเฉพาะเท่าที่จำเป็นเพื่อที่จะได้เห็นรูปลักษณ์จักรวาล
เหล่าสาวกผู้สถิตอย่างถูกต้องในความสัมพันธ์ทิพย์กับ  กฺฤษฺณ  ยึดมั่นอยู่กับรูปลักษณ์อันน่ารักของพระองค์  ไม่ใช่ยึดติดอยู่กับการแสดงความมั่งคั่งโดยปราศจากองค์  ภควานฺ  เพื่อน  ๆ  และผู้ปกครองของ  กฺฤษฺณ  ไม่เคยปรารถนาที่จะให้  กฺฤษฺณ  แสดงความมั่งคั่ง  แต่หมกมุ่นอยู่ในความรักอันบริสุทธิ์จนกระทั่งไม่รู้ว่า  กฺฤษฺณ  คือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ในการแลกเปลี่ยนความรัก  ทุกคนลืมไปว่า  กฺฤษฺณ  คือองค์  ภควานฺ  ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ได้กล่าวไว้ว่า  เด็ก  ๆ  ทั้งหมดที่เล่นกับ  กฺฤษฺณ  เป็นดวงวิญญาณที่มีบุญบารมีสูงมาก  หลังจากหลายต่อหลายชาติ  จึงสามารถมาเล่นกับ  กฺฤษฺณ  ได้เด็ก  ๆ  เหล่านี้ไม่รู้ว่า  กฺฤษฺณ  คือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  จึงได้แต่ปฏิบัติต่อ  กฺฤษฺณเสมือนเป็นเพื่อนสนิท  ศุกเทว  โคสฺวามี  กล่าวโศลกต่อไปนี้
อิตฺถํ สตำ พฺรหฺม-สุขานุภูตฺยา  ทาสฺยํ คตานำ ปร-ไทวเตน
มายาศฺริตานำ นร-ทารเกณ  สากํ วิชหฺรุห์ กฺฤต-ปุณฺย-ปุญฺชาห์
“นี่คือบุคคลสูงสุดที่นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่พิจารณาว่าเป็น  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์สาวกพิจารณาว่าเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และมนุษย์ปุถุชนธรรมดาพิจารณาว่าเป็นผลผลิตของธรรมชาติวัตถุ  บัดนี้เด็ก  ๆ  ผู้ทำบุญมาหลายต่อหลายชาติเหล่านี้ได้มาเล่นอยู่กับองค์  ภควานฺ  ”  (ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  10.12.11)
ความจริงคือ  สาวกไม่สนใจกับการเห็น  วิศฺว-รูป  หรือรูปลักษณ์จักรวาลแต่  อรฺชุน  ทรงปรารถนาจะเห็นเพื่อยืนยันคำดำรัสของ  กฺฤษฺณ  เพื่อในอนาคตผู้คนสามารถเข้าใจว่า  กฺฤษฺณ  ทรงไม่ใช่แสดงตนเองว่าเป็นองค์  ภควานฺ  ในทางทฤษฎีหรือทางปรัชญาเท่านั้น  แต่พระองค์ทรงแสดงให้  อรฺชุน  เห็นจริง  อรฺชุน  ทรงต้องยืนยันเช่นนี้เพราะเป็นผู้เริ่มต้นระบบ  ปรมฺปรา  พวกที่สนใจจะเข้าใจองค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  จริงโดยปฏิบัติตามรอยพระบาทของ  อรฺชุน  ควรเข้าใจว่า  กฺฤษฺณ  ทรงไม่ใช่เพียงแต่อวดอ้างว่าเป็น  ภควานฺ  ในทางทฤษฏีเท่านั้น  แต่ทรงเปิดเผยในฐานะที่เป็นองค์  ภควานฺ  โดยแท้จริง
ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงให้พลังอำนาจที่จำเป็นแด่  อรฺชุน  ในการเห็นรูปลักษณ์จักรวาลเพราะทราบดีว่า  อรฺชุน  ทรงมิได้ปรารถนาเจาะจงที่จะเห็น  ดังที่ได้อธิบายไว้แล้ว
संजय उवाच ।
एवमुक्त्वा ततो राजन्महायोगेश्वरो हरिः
दर्शयामास पार्थाय परमं रूपमैश्वरम् ॥ ११.९ ॥
โศลก 9
sañjaya uvāca
evam uktvā tato rājan  mahā-yogeśvaro hariḥ
darśayām āsa pārthāya  paramaṁ rūpam aiśvaram
สญฺชย อุวาจ
เอวมฺ อุกฺตฺวา ตโต ราชนฺ  มหา-โยเคศฺวโร หริห์
ทรฺศยามฺ อาส ปารฺถาย  ปรมํ รูปมฺ ไอศฺวรมฺ
สญฺชยห์ อุวาจสญฺชย กล่าว, เอวมฺ — ดังนั้น, อุกฺตฺวา — กล่าว, ตตห์ — หลังจากนั้น, ราชนฺ — โอ้กษัตริย์, มหา-โยค-อีศฺวรห์ — ผู้มีพลังอิทธิฤทธิ์สูงสุด, หริห์ — องค์ภควาน กฺฤษฺณ, ทรฺศยามฺ อาส — แสดง, ปารฺถาย — แด่ อรฺชุน, ปรมมฺ — ทิพย์, รูปมฺ ไอศฺวรมฺ — รูปลักษณ์จักรวาล
คำแปล
  สญฺชย  กล่าวว่า  โอ้  กษัตริย์  หลังจากดำรัสเช่นนั้นแล้ว  พระผู้เป็นเจ้าสูงสุดแห่งพลังอิทธิฤทธิ์ทั้งหลาย  องค์ภควานทรงแสดงรูปลักษณ์จักรวาลแด่  อรฺชุน  
अनेकवक्त्रनयनमनेकाद्भुतदर्शनम् ।
अनेकदिव्याभरणं दिव्यानेकोद्यतायुधम् ॥ ११.१० ॥
दिव्यमाल्याम्बरधरं दिव्यगन्धानुलेपनम् ।
सर्वाश्चर्यमयं देवमनन्तं विश्वतोमुखम् ॥ ११.११ ॥
โศลก 10-11
aneka-vaktra-nayanam  anekādbhuta-darśanam
aneka-divyābharaṇaṁ  divyānekodyatāyudham
อเนก-วกฺตฺร-นยนมฺ  อเนกาทฺภุต-ทรฺศนมฺ
อเนก-ทิวฺยาภรณํ  ทิวฺยาเนโกทฺยตายุธมฺ
divya-mālyāmbara-dharaṁ  divya-gandhānulepanam
sarvāścarya-mayaṁ devam  anantaṁ viśvato-mukham
ทิวฺย-มาลฺยามฺพร-ธรํ  ทิวฺย-คนฺธานุเลปนมฺ
สรฺวาศฺจรฺย-มยํ เทวมฺ  อนนฺตํ วิศฺวโต-มุขมฺ
อเนก — มากมาย, วกฺตฺร — พระโอษฐ์, นยนมฺ — พระเนตร, อเนก — มากมาย, อทฺภุต — น่าอัศจรรย์, ทรฺศนมฺ — ทัศนียภาพ, อเนก — มากมาย, ทิวฺย — ทิพย์, อาภรณมฺ — เครื่องประดับต่าง ๆ, ทิวฺย — ทิพย์, อเนก — มากมาย, อุทฺยต — ยกขึ้น, อายุธมฺ — อาวุธ ต่าง ๆ, ทิวฺย — ทิพย์, มาลฺย — พวงมาลัยต่าง ๆ, อมฺพร — อาภรณ์ต่าง ๆ, ธรมฺ — สวม, ทิวฺย — ทิพย์, คนฺธ — กลิ่นหอม, อนุเลปนมฺ — ทาด้วย, สรฺว — ทั้งหมด, อาศฺจรฺย-มยมฺ — น่าอัศจรรย์, เทวมฺ — ส่องแสง, อนนฺตมฺ — ไม่สิ้นสุด, วิศฺวตห์-มุขมฺ — แผ่กระจาย ไปทั่ว
คำแปล
  อรฺชุน  ทรงเห็นภายในรูปลักษณ์จักรวาลนั้นว่ามีพระโอษฐ์ไม่มีที่สิ้นสุดพระเนตรไม่มีที่สิ้นสุด  ภาพอัศจรรย์ไม่มีที่สิ้นสุด  รูปลักษณ์ที่ประดับไปด้วยเครื่องประดับสวรรค์มากมาย  และทรงถืออาวุธทิพย์มากมาย  ทรงคล้องพวกมาลัยและอาภรณ์สวรรค์มากมาย  มีน้ำหอมมากมายที่ชโลมไปทั่วพระวรกายของพระองค์ทั้งหมดน่าอัศจรรย์  สว่างไสว  ไม่มีที่สิ้นสุด  และแผ่กระจายไปทั่ว
คำอธิบาย
สองโศลกนี้ได้ใช้คำว่ามากมายหลายครั้ง  แสดงให้เห็นว่าไม่มีขีดจำกัดในจำนวนของพระหัตถ์  พระโอษฐ์  พระเพลา  และปรากฏการณ์อื่น  ๆ  ที่  อรฺชุน  ทรงได้เห็นปรากฏการณ์เหล่านี้แจกจ่ายไปทั่วทั้งจักรวาล  แต่ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควานฺ  ทำให้  อรฺชุน  ทรงสามารถเห็นสิ่งเหล่านี้ขณะที่นั่งอยู่  ณ  ที่เดียว  ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เนื่องมาจากพลังอำนาจที่ไม่สามารถมองเห็นได้ของ  กฺฤษฺณ  
दिवि सूर्यसहस्रस्य भवेद्युगपदुत्थिता ।
यदि भाः सदृशी सा स्याद्भासस्तस्य महात्मनः ॥ ११.१२ ॥
โศลก 12
divi sūrya-sahasrasya  bhaved yugapad utthitā
yadi bhāḥ sadṛśī sā syād  bhāsas tasya mahātmanaḥ
ทิวิ สูรฺย-สหสฺรสฺย  ภเวทฺ ยุคปทฺ อุตฺถิตา
ยทิ ภาห์ สทฺฤศี สา สฺยาทฺ  ภาสสฺ ตสฺย มหาตฺมนห์
ทิวิ — ในท้องฟ้า, สูรฺย — หมู่ดวงอาทิตย์, สหสฺรสฺย — หลาย ๆ พัน, ภเวตฺ — มี, ยุคปตฺ — พร้อม ๆ กัน, อุตฺถิตา — ปรากฏ, ยทิ — ถ้า, ภาห์ — แสง, สทฺฤศี — เหมือนเช่นนั้น, สา — นั้น, สฺยาตฺ — อาจเป็น, ภาสห์ — รัศมี, ตสฺย — ของพระองค์, มหา-อาตฺมนห์ — องค์ภควานผู้ ยิ่งใหญ่
คำแปล
หากดวงอาทิตย์เป็นร้อย  ๆ  พัน  ๆ  ดวงขึ้นบนท้องฟ้าในบัดดล  แสงของดวงอาทิตย์เหล่านี้อาจคล้ายกับรัศมีขององค์ภควานในรูปลักษณ์จักรวาลนั้น
คำอธิบาย
สิ่งที่  อรฺชุน  ทรงได้เห็น  อธิบายไม่ได้  ถึงกระนั้น  สญฺชย  พยายามให้เห็นจินตนาการแห่งการเปิดเผยอันยิ่งใหญ่นั้นแด่  ธฺฤตราษฺฏฺร  ทั้ง  สญฺชย  และธฺฤตราษฺฏฺร  ไม่ได้อยู่  ณที่นั้น  แต่ด้วยพระกรุณาธิคุณของ  วฺยาส,  สญฺชย  จึงสามารถเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  บัดนี้  สญฺชย  เปรียบเทียบสถานการณ์กับปรากฏการณ์ทางจินตนาการ  (ตัวอย่างเช่น  ดวงอาทิตย์ขึ้นเป็นพัน  ๆ  ดวง)  เท่าที่พอจะเข้าใจได้
तत्रैकस्थं जगत्कृत्स्नं प्रविभक्तमनेकधा ।
अपश्यद्देवदेवस्य शरीरे पाण्डवस्तदा ॥ ११.१३ ॥
โศลก 13
tatraika-sthaṁ jagat kṛtsnaṁ  pravibhaktam anekadhā
apaśyad deva-devasya  śarīre pāṇḍavas tadā
ตไตฺรก-สฺถํ ชคตฺ กฺฤตฺสฺนํ  ปฺรวิภกฺตมฺ อเนกธา
อปศฺยทฺ เทว-เทวสฺย  ศรีเร ปาณฺฑวสฺ ตทา
ตตฺร — ที่นั่น, เอก-สฺถมฺ — ในที่เดียว, ชคตฺ — จักรวาล, กฺฤตฺสฺนมฺ — สมบูรณ์, ปฺรวิภกฺตมฺ — แบ่งออก, อเนกธา — เป็นหลาย ๆ, อปศฺยตฺ — สามารถเห็น, เทว-เทวสฺย — องค์ ภควาน, ศรีเร — ในรูปลักษณ์จักรวาล, ปาณฺฑวห์อรฺชุน, ตทา — ในขณะนั้น
คำแปล
ในขณะนั้น  อรฺชุน  ทรงสามารถเห็นรูปลักษณ์จักรวาลขององค์ภควาน  ภาคที่แบ่งแยกอันไม่สิ้นสุดของจักรวาลสถิต  ณ  ที่เดียว  ถึงแม้ว่าแบ่งแยกออกไปเป็นหลาย  ๆ  พัน
คำอธิบาย
คำว่า  ตตฺร  (“ที่นั่น”)  มีความสำคัญมาก  แสดงให้เห็นว่าทั้ง  อรฺชุน  และ  กฺฤษฺณ  ทรงประทับอยู่บนราชรถ  ขณะที่  อรฺชุน  ทรงได้เห็นรูปลักษณ์จักรวาล  บุคคลอื่น  ๆ  ในสมรภูมิไม่สามารถเห็นรูปลักษณ์นี้  เพราะว่า  กฺฤษฺณ  ทรงให้จักษุแด่  อรฺชุนเท่านั้น  อรฺชุน  ทรงสามารถเห็นดาวเคราะห์เป็นจำนวนพัน  ๆ  ดวง  ภายในพระวรกายของคริช  ณะ  ดังที่เราได้เรียนรู้จากคัมภีร์พระ  เวท  ว่ามีจักรวาลและมีดาวเคราะห์มากมาย  บางดวงทำมาจากดิน  บางดวงทำมาจากทองคำ  บางดวงทำมาจากอัญมณีบางดวงยิ่งใหญ่มาก  บางดวงไม่ยิ่งใหญ่เท่าใดนัก  ฯลฯ  ขณะที่นั่งอยู่บนราชรถ  อรฺชุนทรงเห็นทั้งหมดนี้แต่ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นระหว่าง  อรฺชุน  และกฺฤษฺณ  
ततः स विस्मयाविष्टो हृष्टरोमा धनंजयः ।
प्रणम्य शिरसा देवं कृताञ्जलिरभाषत ॥ ११.१४ ॥
โศลก 14
tataḥ sa vismayāviṣṭo  hṛṣṭa-romā dhanañ-jayaḥ
praṇamya śirasā devaṁ  kṛtāñjalir abhāṣata
ตตห์ ส วิสฺมยาวิษฺโฏ  หฺฤษฺฏ-โรมา ธนญฺ-ชยห์
ปฺรณมฺย ศิรสา เทวํ  กฺฤตาญฺชลิรฺ อภาษต
ตตห์ — หลังจากนั้น, สห์ — เขา, วิสฺมย-อาวิษฺฏห์ — ปลาบปลื้มด้วยความอัศจรรย์ใจ, หฺฤษฺฏ-โรมา — ขนบนผิวหนังลุกชันเนื่องจากความปลื้มปีติสุขอย่างใหญ่หลวง, ธนมฺ-ชยห์อรฺชุน, ปฺรณมฺย — ถวายความเคารพ, ศิรสา — ด้วยศรีษะ, เทวมฺ — แด่องค์ ภควาน, กฺฤต-อญฺชลิห์ — ด้วยสองมือพนม, อภาษต — เริ่มตรัส
คำแปล
จากนั้น  ด้วยความสับสนและอัศจรรย์ใจ  อรฺชุน  ขนลุกตั้งชันทรงก้มศีรษะแสดงความเคารพด้วยสองมือพนม  อรฺชุน  ทรงเริ่มถวายบทมนต์แด่องค์ภควาน
คำอธิบาย
เมื่อจักษุทิพย์เปิดเผยขึ้น  ความสัมพันธ์ระหว่าง  กฺฤษฺณ  และ  อรฺชุน  ได้เปลี่ยนไปทันที  ก่อนหน้านี้  กฺฤษฺณ  และ  อรฺชุน  ทรงมีความสัมพันธ์กันในฐานะเพื่อน  แต่  ณบัดนี้  หลังจากได้เปิดเผยรูปลักษณ์จักรวาลแล้ว  อรฺชุน  ทรงแสดงความเคารพด้วยความเคารพบูชาอย่างยิ่ง  และด้วยสองมือพนม  อรฺชุน  ทรงถวายบทมนต์แด่  กฺฤษฺณ  สรรเสริญรูปลักษณ์จักรวาล  ดังนั้น  ความสัมพันธ์ของ  อรฺชุน  กลายมาเป็นความน่าอัศจรรย์มากกว่าความเป็นเพื่อน  เหล่าสาวกผู้ยิ่งใหญ่เห็น  กฺฤษฺณ  ในฐานะที่เป็นแหล่งกำเนิดของความสัมพันธ์ทั้งหลายทั้งปวง  ในพระคัมภีร์ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์พื้นฐานสิบสองประเภท  และทั้งหมดนี้มีอยู่ใน  กฺฤษฺณ  ได้กล่าวไว้ว่า  พระองค์ทรงเป็นมหาสมุทรแห่งความสัมพันธ์ทั้งหลายที่แลกเปลี่ยนกันระหว่างสองชีวิต  ระหว่างเทวดาหรือระหว่างองค์  ภควานฺ  และสาวกของพระองค์
ณ  ที่นี้  อรฺชุน  ทรงได้รับแรงดลใจด้วยความสัมพันธ์แห่งความอัศจรรย์  และภายในความอัศจรรย์นั้น  ถึงแม้โดยธรรมชาติ  อรฺชุน  ทรงเป็นผู้ที่มีความสุขุม  สงบและเงียบมาก  แต่  อรฺชุน  ได้กลายมาเป็นผู้ที่มีความปลื้มปีติสุข  ขนลุกตั้งชัน  และทรงเริ่มถวายความเคารพแด่องค์  ภควานฺ  ด้วยมือทั้งสองพนม  แน่นอนว่า  อรฺชุน  ทรงมิได้กลัว  แต่ได้รับผลกระทบจากความอัศจรรย์ของพระองค์  สภาพแวดล้อมในขณะนั้นคือความอัศจรรย์  ธรรมชาติความสัมพันธ์แห่งความรักฉันเพื่อนท่วมท้นไปด้วยความอัศจรรย์  ดังนั้น  อรฺชุน  จึงทรงแสดงออกมาเช่นนี้
अर्जुन उवाच ।
पश्यामि देवांस्तव देव देहे
सर्वांस्तथा भूतविशेषसंघान् ।
ब्रह्माणमीशं कमलासनस्थ-
मृषींश्च सर्वानुरगांश्च दिव्यान् ॥ ११.१५ ॥
โศลก 15
arjuna uvāca
paśyāmi devāṁs tava deva dehe
sarvāṁs tathā bhūta-viśeṣa-saṅghān
brahmāṇam īśaṁ kamalāsana-stham
ṛṣīṁś ca sarvān uragāṁś ca divyān
อรฺชุน อุวาจ
ปศฺยามิ เทวำสฺ ตว เทว เทเห
สรฺวำสฺ ตถา ภูต-วิเศษ-สงฺฆานฺ
พฺรหฺมาณมฺ อีศํ กมลาสน-สฺถมฺ
ฤษีํศฺ จ สรฺวานฺ อุรคำศฺ จ ทิวฺยานฺ
อรฺชุนห์ อุวาจอรฺชุน ตรัส, ปศฺยามิ — ข้าพเจ้าเห็น,เทวานฺ — เทวดาทั้งหลาย, ตว — ของพระองค์, เทว — องค์ภควาน, เทเห — ในร่าง, สรฺวานฺ — ทั้งหมด, ตถา — เช่นกัน, ภูต — สิ่งมีชีวิต, วิเศษ-สงฺฆานฺ — มารวมกันโดยเฉพาะ, พฺรหฺมาณมฺ — พระ พฺรหฺมา, อีศมฺ — พระ ศิว, กมล-อาสน-สฺถมฺ — ประทับอยู่บนดอกบัว, ฤษีนฺ — เหล่านักปราชญ์ผู้ยิ่ง ใหญ่, — เช่นกัน,สรฺวานฺ — ทั้งหมด, อุรคานฺ — พวกนาค, — เช่นกัน, ทิวฺยานฺ — ทิพย์
คำแปล
  อรฺชุน  ตรัสว่า  ชรี  กฺฤษฺณ  ที่รัก  ข้าพเจ้าเห็นมวลเทวดาและมวลสิ่งมีชีวิตมารวมกันอยู่ในพระวรกายของพระองค์  ข้าพเจ้าเห็นพระ  พฺรหฺมา  ทรงประทับอยู่บนดอกบัว  พร้อมทั้งพระ  ศิว  เหล่านักปราชญ์  และนาคทิพย์ทั้งหลาย
คำอธิบาย
อรฺชุน  ทรงเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล  ดังนั้น  จึงทรงเห็นพระ  พฺรหฺมา  ผู้ทรงเป็นชีวิตแรกในจักรวาล  และพญานาคทิพย์ที่  ครฺโภทก-ศายี  วิษฺณุ  ทรงบรรทมอยู่ในช่วงล่างของจักรวาล  แท่นบรรทมนาคราชนี้เรียกว่า  วาสุกิ  ยังมีนาคอื่น  ๆ  ที่ชื่อว่า  วาสุกิ  อรฺชุน  ทรงสามารถเห็น  เริ่มต้นจาก  ครฺโภทก-ศายี  วิษฺณุ  ไปจนถึงส่วนสูงสุดของจักรวาลบนโลกรูปดอกบัว  ที่พระ  พฺรหฺมา  ผู้ทรงเป็นชีวิตแรกในจักรวาลประทับอยู่เช่นนี้หมายความว่าจากจุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดจบ  อรฺชุน  ผู้ทรงประทับอยู่บนราชรถเพียงแห่งเดียวสามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง  เป็นเช่นนี้ได้ก็เนื่องมาจากพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  
अनेकबाहूदरवक्त्रनेत्रं
पश्यामि त्वां सर्वतोऽनन्तरूपम् ।
नान्तं न मध्यं न पुनस्तवादिं
पश्यामि विश्वेश्वर विश्वरूप ॥ ११.१६ ॥
โศลก 16
aneka-bāhūdara-vaktra-netraṁ
paśyāmi tvāṁ sarvato ’nanta-rūpam
nāntaṁ na madhyaṁ na punas tavādiṁ
paśyāmi viśveśvara viśva-rūpa
อเนก-พาหูทร-วกฺตฺร-เนตฺรํ
ปศฺยามิ ตฺวำ สรฺวโต ’นนฺต-รูปมฺ
นานฺตํ น มธฺยํ น ปุนสฺ ตวาทึ
ปศฺยามิ วิเศฺวศฺวร วิศฺว-รูป
อเนก — มากมาย, พาหุ — พระกร, อุทร — พระนาภี, วกฺตฺร — พระโอษฐ์,เนตฺรมฺ — พระเนตร, ปศฺยามิ — ข้าพเจ้าเห็น, ตฺวามฺ — พระองค์, สรฺวตห์ — จากทุก ๆ ด้าน, อนนฺต-รูปมฺ — รูปลักษณ์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด, น อนฺตมฺ — ไม่มีจุดจบ, น มธฺยมฺ — ไม่มีตรง กลาง, น ปุนห์ — ไม่มีอีกครั้งหนึ่ง, ตว — ของพระองค์, อาทิมฺ — จุดเริ่มต้น, ปศฺยามิ — ข้าพเจ้าเห็น, วิศฺว-อีศฺวร — โอ้ พระผู้เป็นเจ้าแห่งจักรวาล, วิศฺว-รูป — ในรูปของ จักรวาล
คำแปล
โอ้  พระผู้เป็นเจ้าแห่งจักรวาล  โอ้  รูปลักษณ์จักรวาล  ข้าพเจ้าทรงเห็นพระกรพระนาภี  พระโอษฐ์  และพระเนตรมากมายในพระวรกายของพระองค์  แผ่ขยายไปทุกหนทุกแห่ง  ไม่มีที่สิ้นสุด  ข้าพเจ้าทรงไม่เห็นจุดจบ  จุดตรงกลาง  และจุดเริ่มต้นในพระองค์
คำอธิบาย
กฺฤษฺณ  คือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าผู้ทรงไร้ขอบเขตไม่มีที่สิ้นสุด  ดังนั้นเราจึงสามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยผ่านทางพระองค์
किरीटिनं गदिनं चक्रिणं च
तेजोराशिं सर्वतो दीप्तिमन्तम् ।
पश्यामि त्वां दुर्निरीक्ष्यं समन्ता-
द्दीप्तानलार्कद्युतिमप्रमेयम् ॥ ११.१७ ॥
โศลก 17
kirīṭinaṁ gadinaṁ cakriṇaṁ ca
tejo-rāśiṁ sarvato dīptimantam
paśyāmi tvāṁ durnirīkṣyaṁ samantād
dīptānalārka-dyutim aprameyam
กิรีฏินํ คทินํ จกฺริณํ จ
เตโช-ราศึ สรฺวโต ทีปฺติมนฺตมฺ
ปศฺยามิ ตฺวำ ทุรฺนิรีกฺษฺยํ สมนฺตาทฺ
ทีปฺตานลารฺก-ทฺยุติมฺ อปฺรเมยมฺ
กิรีฏินมฺ — ด้วยมงกุฎ, คทินมฺ — ด้วยคทา, จกฺริณมฺ — ด้วยกงจักร, — และ,เตชห์-ราศิมฺ — รัศมี, สรฺวตห์ — ในทุก ๆ ด้าน, ทีปฺติ-มนฺตมฺ — ส่องแสง, ปศฺยามิ — ข้าพเจ้าเห็น, ตฺวามฺ — พระองค์, ทุรฺนิรีกฺษฺยมฺ — ยากที่จะเห็น, สมนฺตาตฺ — ทุกหนทุกแห่ง, ทีปฺต-อนล — ไฟที่ โชติช่วง, อรฺก — ของดวงอาทิตย์, ทฺยุติมฺ — แสงอาทิตย์, อปฺรเมยมฺ — วัดไม่ได้
คำแปล
รูปลักษณ์ของพระองค์นั้นเห็นได้ยากเนื่องจากรัศมีอันโชติช่วงที่แผ่ขยายไปทุก  ๆด้านเหมือนกับไฟอันโชติช่วงหรือแสงรัศมีของดวงอาทิตย์ที่วัดไม่ได้  ถึงกระนั้นข้าพเจ้ายังเห็นรูปลักษณ์อันโชติช่วงนี้ทุกหนทุกแห่ง  ทรงประดับไปด้วยมงกุฎคทา  และกงจักร
त्वमक्षरं परमं वेदितव्यं
त्वमस्य विश्वस्य परं निधानम् ।
त्वमव्ययः शाश्वतधर्मगोप्ता
सनातनस्त्वं पुरुषो मतो मे ॥ ११.१८ ॥
โศลก 18
tvam akṣaraṁ paramaṁ veditavyaṁ
tvam asya viśvasya paraṁ nidhānam
tvam avyayaḥ śāśvata-dharma-goptā
sanātanas tvaṁ puruṣo mato me
ตฺวมฺ อกฺษรํ ปรมํ เวทิตวฺยํ
ตฺวมฺ อสฺย วิศฺวสฺย ปรํ นิธานมฺ
ตฺวมฺ อวฺยยห์ ศาศฺวต-ธรฺม-โคปฺตา
สนาตนสฺ ตฺวํ ปุรุโษ มโต เม
ตฺวมฺ — พระองค์, อกฺษรมฺ — ผู้ไม่มีความผิดพลาด, ปรมมฺ — สูงสุด, เวทิตวฺยมฺ — เข้าใจ, ตฺวมฺ — พระองค์, อสฺย — ของสิ่งนี้, วิศฺวสฺย — จักรวาล, ปรมฺ — สูงสุด, นิธานมฺ — พื้นฐาน, ตฺวมฺ — พระองค์, อวฺยยห์ — ผู้ไม่รู้จักหมด, ศาศฺวต-ธรฺม-โคปฺตา — ผู้บำรุงรักษา ศาสนานิรันดร, สนาตนห์ — นิรันดร, ตฺวมฺ — พระองค์, ปุรุษห์ — องค์ภควาน,มตห์ เม — นี่คือความเห็นของข้าพเจ้า
คำแปล
พระองค์ทรงเป็นจุดมุ่งหมายแรกที่สูงสุด  ทรงเป็นที่พำนักพักพิงสุดท้ายของจักรวาลทั้งหมดนี้  ทรงไม่รู้จักหมดสิ้น  และทรงเป็นผู้อาวุโสที่สุด  พระองค์ทรงเป็นผู้ทะนุบำรุงศาสนานิรันดร  องค์ภควาน  นี่คือความเห็นของข้าพเจ้า
अनादिमध्यान्तमनन्तवीर्य-
मनन्तबाहुं शशिसूर्यनेत्रम् ।
पश्यामि त्वां दीप्तहुताशवक्त्रं
स्वतेजसा विश्वमिदं तपन्तम् ॥ ११.१९ ॥
โศลก 19
anādi-madhyāntam ananta-vīryam
ananta-bāhuṁ śaśi-sūrya-netram
paśyāmi tvāṁ dīpta-hutāśa-vaktraṁ
sva-tejasā viśvam idaṁ tapantam
อนาทิ-มธฺยานฺตมฺ อนนฺต-วีรฺยมฺ
อนนฺต-พาหุํ ศศิ-สูรฺย-เนตฺรมฺ
ปศฺยามิ ตฺวำ ทีปฺต-หุตาศ-วกฺตฺรํ
สฺว-เตชสา วิศฺวมฺ อิทํ ตปนฺตมฺ
อนาทิ — ปราศจากจุดเริ่มต้น, มธฺย — ตรงกลาง, อนฺตมฺ — หรือจุดจบ, อนนฺต — ไม่มีที่สิ้น สุด,วีรฺยมฺ — พระบารมี, อนนฺต — ไม่มีที่สิ้นสุด, พาหุมฺ — พระกร, ศศิ — ดวงจันทร์, สูรฺย — ดวงอาทิตย์, เนตฺรมฺ — พระเนตร, ปศฺยามิ — ข้าพเจ้าเห็น, ตฺวามฺ — พระองค์, ทีปฺต — โชติ ช่วง, หุตาศ-วกฺตฺรมฺ — ไฟออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์, สฺว-เตชสา — ด้วยรัศมี ของพระองค์, วิศฺวมฺ — จักรวาล, อิทมฺ — นี้, ตปนฺตมฺ — ความร้อน
คำแปล
พระองค์ทรงปราศจากจุดเริ่มต้น  จุดตรงกลาง  และจุดจบ  พระบารมีของพระองค์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด  พระองค์ทรงมีพระกรจำนวนนับไม่ถ้วน  ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์คือพระเนตรของพระองค์  ข้าพเจ้าทรงเห็นพระองค์พร้อมกับไฟอันโชติช่วงออกมาจากพระโอษฐ์  เผาไหม้จักรวาลทั้งหมดนี้ด้วยรัศมีของพระองค์
คำอธิบาย
ความมั่งคั่งหกประการของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงไม่มีขีดจำกัด  ได้มีการกล่าวซ้ำ  ณ  ที่นี้  และอีกหลายแห่ง  พระคัมภีร์กล่าวว่า  การกล่าวซ้ำถึงพระบารมีของ  กฺฤษฺณ  มิใช่เป็นความอ่อนแอของวรรณกรรม  ในขณะที่งงงวย  อัศจรรย์ใจ  หรือมีความปลื้มปีติสุขอย่างใหญ่หลวงจะกล่าวประ  โยค  ซ้ำไปซ้ำมา  เช่นนี้ไม่ใช่ข้อบกพร่อง
द्यावापृथिव्योरिदमन्तरं हि
व्याप्तं त्वयैकेन दिशश्च सर्वाः ।
दृष्ट्वाद्भुतं रूपमुग्रं तवेदं
लोकत्रयं प्रव्यथितं महात्मन् ॥ ११.२० ॥
โศลก 20
dyāv ā-pṛthivyor idam antaraṁ hi
vyāptaṁ tvayaikena diśaś ca sarvāḥ
dṛṣṭvādbhutaṁ rūpam ugraṁ tavedaṁ
loka-trayaṁ pravyathitaṁ mahātman
ทฺยาวฺ อา-ปฺฤถิโวฺยรฺ อิทมฺ อนฺตรํ หิ
วฺยาปฺตํ ตฺวไยเกน ทิศศฺ จ สรฺวาห์
ทฺฤษฺฏฺวาทฺภุตํ รูปมฺ อุคฺรํ ตเวทํ
โลก-ตฺรยํ ปฺรวฺยถิตํ มหาตฺมนฺ
เทฺยา — จากนอกอวกาศ, อา-ปฺฤถิโวฺยห์ — มาถึงโลก, อิทมฺ — นี้, อนฺตรมฺ — ระหว่าง, หิ — แน่นอน, วฺยาปฺตมฺ — แผ่กระจาย, ตฺวยา — โดยพระองค์, เอเกน — ผู้เดียว, ทิศห์ — ทิศทาง ต่าง ๆ, — และ, สรฺวาห์ — ทั้งหมด, ทฺฤษฺฏฺวา — ด้วยการเห็น, อทฺภุตมฺ — น่าอัศจรรย์, รูปมฺ — รูปลักษณ์, อุคฺรมฺ — น่าสะพรึงกลัว, ตว — ของพระองค์, อิทมฺ — นี้, โลก — ระบบ ดาวเคราะห์ต่าง ๆ, ตฺรยมฺ — สาม, ปฺรวฺยถิตมฺ — ยุ่งเหยิง, มหา-อาตฺมนฺ — โอ้ ผู้ยิ่งใหญ่
คำแปล
ถึงแม้ทรงเป็นหนึ่ง  พระองค์ยังทรงแผ่กระจายไปทั่วนภากาศ  ดาวเคราะห์ต่างๆและช่องว่างระหว่างสิ่งทั้งหลาย  โอ้  ผู้ยิ่งใหญ่  เมื่อได้เห็นรูปลักษณ์อันน่าอัศจรรย์และน่าสะพรึงกลัวนี้  ระบบดาวเคราะห์ทั้งหลายยุ่งเหยิงไปหมด
คำอธิบาย
คำว่า  ทฺยาวฺ  อา-ปฺฤถิโวฺยห์  (“อวกาศหรือช่องว่างระหว่างสวรรค์และโลก”)และ  โลก-ตฺรยมฺ  (“สามโลก”)  มีความสำคัญในโศลกนี้  เพราะปรากฏว่าไม่เพียงแต่  อรฺชุน  เท่านั้นที่ทรงเห็นรูปลักษณ์จักรวาลขององค์  ภควานฺ  แต่บุคคลอื่น  ๆ  ในระบบดาวเคราะห์อื่นก็ได้เห็นด้วยเช่นกัน  การเห็นรูปลักษณ์จักรวาลของ  อรฺชุน  ทรงไม่ใช่เป็นความฝัน  ทุกคนที่พระองค์ทรงประทานจักษุทิพย์ให้จะได้เห็นรูปลักษณ์จักรวาลที่สมรภูมินี้
अमी हि त्वां सुरसंघा विशन्ति
केचिद्भीताः प्राञ्जलयो गृणन्ति ।
स्वस्तीत्युक्त्वा महर्षिसिद्धसंघाः
स्तुवन्ति त्वां स्तुतिभिः पुष्कलाभिः ॥ ११.२१ ॥
โศลก 21
amī hi tvāṁ sura-saṅghā viśanti
kecid bhītāḥ prāñjalayo gṛṇanti
svastīty uktvā maharṣi-siddha-saṅghāḥ
stuvanti tvāṁ stutibhiḥ puṣkalābhiḥ
อมี หิ ตฺวำ สุร-สงฺฆา วิศนฺติ
เกจิทฺ ภีตาห์ ปฺราญฺชลโย คฺฤณนฺติ
สฺวสฺตีตฺยฺ อุกฺตฺวา มหรฺษิ-สิทฺธ-สงฺฆาห์
สฺตุวนฺติ ตฺวำ สฺตุติภิห์ ปุษฺกลาภิห์
อมี — ทั้งหมดเหล่านั้น, หิ — แน่นอน,ตฺวามฺ — พระองค์, สุร-สงฺฆาห์ — เทวดากลุ่มต่าง ๆ, วิศนฺติ — เข้าไป, เกจิตฺ — บางท่าน, ภีตาห์ — เนื่องจากความกลัว, ปฺราญฺชลยห์ — ด้วยมือ ที่พนม, คฺฤณนฺติ — ถวายบทมนต์, สฺวสฺติ — ความสงบทั้งหมด, อิติ — ดังนั้น, อุกฺตฺวา — พูด, มหา-ฤษิ — นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่, สิทฺธ-สงฺฆาห์ — สิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์, สฺตุวนฺติ — ร้อง เพลงบทมนต์, ตฺวามฺ — แด่พระองค์, สฺตุติภิห์ — ด้วยบทมนต์, ปุษฺกลาภิห์ — บทมนต์พระ เวทิจฺ
คำแปล
กองทัพเทวดาทั้งหลายศิโรราบต่อหน้าพระองค์และเสด็จเข้าไปในพระองค์  บางองค์กลัวมากทรงถวายบทมนต์ด้วยมือพนม  กลุ่มนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่และมนุษย์ผู้สมบูรณ์ร้องว่า  “สันติภาพทั้งปวง!”  ภาวนาแด่พระองค์ด้วยการร้องเพลงจากบทมนต์พระ  เวท  
คำอธิบาย
เหล่าเทวดาในระบบดาวเคราะห์ทั้งหลายทรงกลัวปรากฏการณ์อันน่าสะพรึงกลัวแห่งรูปลักษณ์จักรวาลและรัศมีอันเจิดจรัสนี้  ดังนั้น  จึงทรงภาวนาเพื่อให้ช่วยคุ้มครอง
रुद्रादित्या वसवो ये च साध्या
विश्वेऽश्विनौ मरुतश्चोष्मपाश्च ।
गन्धर्वयक्षासुरसिद्धसंघा
वीक्षन्ते त्वां विस्मिताश्चैव सर्वे ॥ ११.२२ ॥
โศลก 22
rudrādityā vasavo ye ca sādhyā
viśve ’śvinau marutaś coṣmapāś ca
gandharva-yakṣāsura-siddha-saṅghā
vīkṣante tvāṁ vismitāś caiva sarve
รุทฺราทิตฺยา วสโว เย จ สาธฺยา
วิเศฺว ’ศฺวิเนา มรุตศฺ โจษฺมปาศฺ จ
คนฺธรฺว-ยกฺษาสุร-สิทฺธ-สงฺฆา
วีกฺษนฺเต ตฺวำ วิสฺมิตาศฺ ไจว สเรฺว
รุทฺร — ปรากฏการณ์ของพระ ศิว, อาทิตฺยาห์ — เหล่า อาทิตฺย, วสวห์ — เหล่า วสุ, เย — ทั้งหมดนั้น, — และ, สาธฺยาห์ — เหล่า สาธฺย, วิเศฺว — เหล่า วิเศฺวเทว, อศฺวิเนา — อัชวินี- คุมาระ, มรุตห์ — เหล่ มรุตฺ, — และ, อุษฺม-ปาห์ — เหล่าบรรพบุรุษ, — และ, คนฺธรฺว — ของเหล่า คนฺธรฺว, ยกฺษ — เหล่า ยกฺษ, อสุร — เหล่ามาร, สิทฺธ — และเหล่า เทวดาที่สมบูรณ์, สงฺฆาห์ — ที่มาชุมนุมกัน, วีกฺษนฺเต — ได้เห็น, ตฺวามฺ — พระองค์, วิสฺมิตาห์ — ในความอัศจรรย์, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, สเรฺว — ทั้งหมด
คำแปล
ปรากฏการณ์ต่าง  ๆ  ของพระ  ศิว  บรรดา  อาทิตฺย  วสุ  สาธฺย  วิเศฺวเทว  อศฺวี  ทั้งสอง  เหล่  มรุตฺ  บรรพบุรุษ  คนฺธรฺว  ยกฺษ  อสุร  และเหล่าเทวดาที่สมบูรณ์  ทั้งหมดเห็นพระองค์ด้วยความมหัศจรรย์ใจ
रूपं महत्ते बहुवक्त्रनेत्रं
महाबाहो बहुबाहूरुपादम् ।
बहूदरं बहुदंष्ट्राकरालं
दृष्ट्वा लोकाः प्रव्यथितास्तथाहम् ॥ ११.२३ ॥
โศลก 23
rūpaṁ mahat te bahu-vaktra-netraṁ
mahā-bāho bahu-bāhūru-pādam
bahūdaraṁ bahu-daṁṣṭrā-karālaṁ
dṛṣṭvā lokāḥ pravyathitās tathāham
รูปํ มหตฺ เต พหุ-วกฺตฺร-เนตฺรํ
มหา-พาโห พหุ-พาหูรุ-ปาทมฺ
พหูทรํ พหุ-ทํษฺฏฺรา-กราลํ
ทฺฤษฺฏฺวา โลกาห์ ปฺรวฺยถิตาสฺ ตถาหมฺ
รูปมฺ — รูปลักษณ์, มหตฺ — ยิ่งใหญ่มาก, เต — ของพระองค์, พหุ — มากมาย, วกฺตฺร — พระ พักตร์, เนตฺรมฺ — พระเนตร, มหา-พาโห — โอ้ นักรบผู้ยิ่งใหญ่, พหุ — มากมาย, พาหุ — พระกร, อูรุ — พระอุรุ, ปาทมฺ — พระเพลา, พหุ-อุทรมฺ — พระนาภีมากมาย, พหุ-ทํษฺฏฺรา — พระทนต์มากมาย,กราลมฺ — น่ากลัว,ทฺฤษฺฏฺวา — เห็น, โลกาห์ — โลกทั้งหมด, ปฺรวฺยถิตาห์ — ยุ่งเหยิง, ตถา — คล้าย ๆ กัน, อหมฺ — ข้าพเจ้า
คำแปล
โอ้  นักรบผู้ยิ่งใหญ่  ดาวเคราะห์ทั้งหมดรวมทั้งเหล่าเทวดาทรงตกใจที่ได้เห็นรูปลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่ทรงมีพระพักตร์  พระเนตร  พระกร  พระเพลาพระนาภี  และพระทนต์อันน่ากลัวมากมาย  ขณะที่ทั้งหมดตกใจข้าพเจ้าก็ตกใจเช่นเดียวกัน
नभःस्पृशं दीप्तमनेकवर्णं
व्यात्ताननं दीप्तविशालनेत्रम् ।
दृष्ट्वा हि त्वां प्रव्यथितान्तरात्मा
धृतिं न विन्दामि शमं च विष्णो ॥ ११.२४ ॥
โศลก 24
nabhaḥ-spṛśaṁ dīptam aneka-varṇaṁ
vyāttānanaṁ dīpta-viśāla-netram
dṛṣṭvā hi tvāṁ pravyathitāntar-ātmā
dhṛtiṁ na vindāmi śamaṁ ca viṣṇo
นภห์-สฺปฺฤศํ ทีปฺตมฺ อเนก-วรฺณํ
วฺยาตฺตานนํ ทีปฺต-วิศาล-เนตฺรมฺ
ทฺฤษฺฏฺวา หิ ตฺวำ ปฺรวฺยถิตานฺตรฺ-อาตฺมา
ธฺฤตึ น วินฺทามิ ศมํ จ วิษฺโณ
นภห์-สฺปฺฤศมฺ — จรดท้องฟ้า, ทีปฺตมฺ — ส่องแสง, อเนก — มากมาย, วรฺณมฺ — หลากสี, วฺยาตฺต — เปิด, อานนมฺ — พระโอษฐ์, ทีปฺต — ส่องแสง, วิศาล — ยิ่งใหญ่มาก, เนตฺรมฺ — พระเนตร, ทฺฤษฺฏฺวา — เห็น, หิ — แน่นอน, ตฺวามฺ — พระองค์, ปฺรวฺยถิต — ยุ่งเหยิง, อนฺตห์ — ภายใน, อาตฺมา — วิญญาณ,ธฺฤติมฺ — มั่นคง, — ไม่, วินฺทามิ — ข้าพเจ้ามี, ศมมฺ — จิตใจที่ สงบ, — เช่นกัน, วิษฺโณ — โอ้ พระวิชณุ
คำแปล
โอ้  พระ  วิษฺณุ  ผู้ทรงแผ่กระจายไปทั่ว  การที่ได้เห็นพระองค์พร้อมทั้งรัศมีที่มีสีสันเจิดจรัสมากมายจรดท้องฟ้า  ช่องว่าระหว่างพระโอษฐ์ของพระองค์  และพระเนตรที่แวววาวมาก  จิตใจของข้ายุ่งเหยิงด้วยความกลัว  ข้าพเจ้าทรงไม่สามารถรักษาความมั่นคงหรือความสงบของจิตใจไว้ได้
दंष्ट्राकरालानि च ते मुखानि
दृष्ट्वैव कालानलसन्निभानि ।
दिशो न जाने न लभे च शर्म
प्रसीद देवेश जगन्निवास ॥ ११.२५ ॥
โศลก 25
daṁṣṭrā-karālāni ca te mukhāni
dṛṣṭvaiva kālānala-sannibhāni
diśo na jāne na labhe ca śarma
prasīda deveśa jagan-nivāsa
ทํษฺฏฺรา-กราลานิ จ เต มุขานิ
ทฺฤษฺไฏฺวว กาลานล-สนฺนิภานิ
ทิโศ น ชาเน น ลเภ จ ศรฺม
ปฺรสีท เทเวศ ชคนฺ-นิวาส
ทํษฺฏฺรา — พระทนต์, กราลานิ — น่ากลัว, — เช่นกัน, เต — ของพระองค์, มุขานิ — พระ พักตร์, ทฺฤษฺฏฺวา — เห็น, เอว — ดังนั้น, กาล-อนล — ไฟแห่งความตาย, สนฺนิภานิ — ประหนึ่ง, ทิศห์ — ทิศทางต่าง ๆ, — ไม่, ชาเน — ข้าพเจ้าทราบ, — ไม่, ลเภ — ข้าพเจ้า ได้รับ, — และ, ศรฺม — พระกรุณาธิคุณ, ปฺรสีท — ได้โปรดยินดี, เทว-อีศ — โอ้ พระ ผู้เป็นเจ้าของมวลเทวดา, ชคตฺ-นิวาส — โอ้ ที่พักพิงของโลกต่าง ๆ
คำแปล
โอ้  ภควานของปวงเทวดา  โอ้  ที่พักพิงของหมู่ดาวเคราะห์  ทรงโปรดเมตตาต่อข้าพเจ้า  ผู้ไม่สามารถรักษาความสมดุลไว้ได้เมื่อได้เห็นพระพักตร์อันเจิดจรัสและพระทนต์อันน่ากลัวเสมือนดั่งพญายมของพระองค์  ในทุก  ๆ  ทิศทางข้ารู้สึกสับสน
अमी च त्वां धृतराष्ट्रस्य पुत्राः
सर्वे सहैवावनिपालसंघैः ।
भीष्मो द्रोणः सूतपुत्रस्तथासौ
सहास्मदीयैरपि योधमुख्यैः ॥ ११.२६ ॥
वक्त्राणि ते त्वरमाणा विशन्ति
दंष्ट्राकरालानि भयानकानि ।
केचिद्विलग्ना दशनान्तरेषु
संदृश्यन्ते चूर्णितैरुत्तमाङ्गैः ॥ ११.२७ ॥
โศลก 26-27
amī ca tvāṁ dhṛtarāṣṭrasya putrāḥ
sarve sahaivāvani-pāla-saṅghaiḥ
bhīṣmo droṇaḥ sūta-putras tathāsau
sahāsmadīyair api yodha-mukhyaiḥ
อมี จ ตฺวำ ธฺฤตราษฺฏฺรสฺย ปุตฺราห์
สเรฺว สไหวาวนิ-ปาล-สงฺไฆห์
ภีษฺโม โทฺรณห์ สูต-ปุตฺรสฺ ตถาเสา
สหาสฺมทีไยรฺ อปิ โยธ-มุไขฺยห์
vaktrāṇi te tvaramāṇā viśanti
daṁṣṭrā-karālāni bhayānakāni
kecid vilagnā daśanāntareṣu
sandṛśyante cūrṇitair uttamāṅgaiḥ
วกฺตฺราณิ เต ตฺวรมาณา วิศนฺติ
ทํษฺฏฺรา-กราลานิ ภยานกานิ
เกจิทฺ วิลคฺนา ทศนานฺตเรษุ
สนฺทฺฤศฺยนฺเต จูรฺณิไตรฺ อุตฺตมางฺไคห์
อมี — เหล่านี้, — เช่นกัน, ตฺวามฺ — พระองค์, ธฺฤตราษฺฏฺรสฺย — ของ ธฺฤตราษฺฏฺร, ปุตฺราห์ — บรรดาบุตร, สเรฺว — ทั้งหมด, สห — กับ, เอว — แน่นอน, อวนิ-ปาล — กษัตริย์ นักรบ, สงฺไฆห์ — กลุ่มต่าง,ภีษฺมห์ — บีชมะเดวะ, โทฺรณห์ — โดรณาชารยะ, สูต-ปุตฺรห์กรฺณ, ตถา — เช่นกัน, อเสา — นั้น, สห — กับ, อสฺมทีไยห์ — ของเรา, อปิ — เช่น กัน, โยธ-มุไขฺยห์ — ผู้นำในหมู่นักรบ, วกฺตฺราณิ — พระโอษฐ์, เต — ของพระองค์, ตฺวรมาณาห์ — รีบเร่ง, วิศนฺติ — เข้าไป, ทํษฺฏฺรา — พระทนต์, กราลานิ — น่ากลัว, ภยานกานิ — น่ากลัวมาก, เกจิตฺ — บ้าง, วิลคฺนาห์ — ยึดติดอยู่, ทศน-อนฺตเรษุ — ระหว่างพระทนต์, สนฺทฺฤศฺยนฺเต — ได้เห็น, จูรฺณิไตห์ — ด้วยการฟาด, อุตฺตม-องฺไคห์ — ศีรษะ
คำแปล
บุตรของ  ธฺฤตราษฺฏฺร  ทั้งหมด  และเหล่ากษัตริย์พันธมิตร  รวมทั้ง  ภีษฺม  โทฺรณ  กรฺณ  พร้อมทั้งผู้นำทหารของพวกเราด้วย  ทั้งหมดรีบเร่งเข้าไปในพระโอษฐ์อันน่าสะพรึงกลัวของพระองค์  ข้าพเจ้าเห็นบางคนศีรษะฟาดไปติดอยู่ที่ระหว่างพระทนต์ของพระองค์
คำอธิบาย
โศลกก่อนหน้านี้  กฺฤษฺณ  ทรงสัญญากับ  อรฺชุน  ว่าจะแสดงสิ่งที่  อรฺชุน  ทรงสนใจมาก  บัดนี้  อรฺชุน  ทรงเห็นผู้นำของฝ่ายตรงข้าม  (ภีษฺม  โทฺรณ  กรฺณ  และบุตรทั้งหมดของ  ธฺฤตราษฺฏฺร)  และกองกำลังทหารของทั้งสองฝ่าย  ทั้งหมดกำลังถูกทำลายเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าหลังจากผู้ที่มาชุมนุมกันที่  กุรุกฺเษตฺร  เกือบทั้งหมดตายไป  อรฺชุนจะทรงได้รับชัยชนะ  ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ด้วย  ภีษฺม  ผู้ที่ไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะได้จะถูกบดขยี้  และ  กรฺณ  ก็จะถูกทำลายเช่นเดียวกัน  ไม่เพียงแต่นักรบผู้ยิ่งใหญ่ของฝ่ายตรงข้ามเช่น  ภีษฺม  ถูกทำลาย  แม้แต่ยอดนักรบของฝ่าย  อรฺชุน  เองบางคนจะถูกทำลายเช่นเดียวกัน
यथा नदीनां बहवोऽम्बुवेगाः
समुद्रमेवाभिमुखा द्रवन्ति ।
तथा तवामी नरलोकवीरा
विशन्ति वक्त्राण्यभिविज्वलन्ति ॥ ११.२८ ॥
โศลก 28
yathā nadīnāṁ bahavo ’mbu-vegāḥ
samudram evābhimukhā dravanti
tathā tavāmī nara-loka-vīrā
viśanti vaktrāṇy abhivijvalanti
ยถา นทีนำ พหโว ’มฺพุ-เวคาห์
สมุทฺรมฺ เอวาภิมุขา ทฺรวนฺติ
ตถา ตวามี นร-โลก-วีรา
วิศนฺติ วกฺตฺราณฺยฺ อภิวิชฺวลนฺติ
ยถา — ดังที่, นทีนามฺ — ของแม่น้ำ, พหวห์ — มากมาย, อมฺพุ-เวคาห์ — คลื่นของน้ำ, สมุทฺรมฺ — มหาสมุทร, เอว — แน่นอน, อภิมุขาห์ — ไปสู่, ทฺรวนฺติ — ไหล, ตถา — เช่น เดียวกัน, ตว — ของพระองค์, อมี — ทั้งหมดนี้,นร-โลก-วีราห์ — เหล่ากษัตริย์ของ สังคมมนุษย์, วิศนฺติ — เข้าไป, วกฺตฺราณิ — พระโอษฐ์, อภิวิชฺวลนฺติ — และกำลังโชติช่วง
คำแปล
เหมือนกับคลื่นในแม่น้ำมากมายที่ไหลลงสู่มหาสมุทร  ฉันใด  นักรบผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายเหล่านี้ก็ไหลเข้าไปในพระโอษฐ์อันร้อนโชติช่วงของพระองค์  ฉันนั้น
यथा प्रदीप्तं ज्वलनं पतङ्गा
विशन्ति नाशाय समृद्धवेगाः ।
तथैव नाशाय विशन्ति लोका-
स्तवापि वक्त्राणि समृद्धवेगाः ॥ ११.२९ ॥
โศลก 29
yathā pradīptaṁ jvalanaṁ pataṅgā
viśanti nāśāya samṛddha-vegāḥ
tathaiva nāśāya viśanti lokās
tavāpi vaktrāṇi samṛddha-vegāḥ
ยถา ปฺรทีปฺตํ ชฺวลนํ ปตงฺคา
วิศนฺติ นาศาย สมฺฤทฺธ-เวคาห์
ตไถว นาศาย วิศนฺติ โลกาสฺ
ตวาปิ วกฺตฺราณิ สมฺฤทฺธ-เวคาห์
ยถา — เหมือนดัง, ปฺรทีปฺตมฺ — โชติช่วง, ชฺวลนมฺ — ไฟ, ปตงฺคาห์ — พระโอษฐ์, วิศนฺติ — เข้าไป, นาศาย — เพื่อทำลาย, สมฺฤทฺธ — สูงสุด, เวคาห์ — ความเร็ว, ตถา เอว เอวะ-ใน ทำนองเดียวกัน, นาศาย — เพื่อการทำลาย, วิศนฺติ — เข้าไป, โลกาห์ — ผู้คนทั้งหมด, ตว — พระองค์, อปิ — เช่นกัน, วกฺตฺราณิ — พระโอษฐ์, สมฺฤทฺธ-เวคาห์ — ด้วยความเร็วสูงสุด
คำแปล
ข้าพเจ้าเห็นผู้คนทั้งหลายรีบเร่งด้วยความเร็วสูงเข้าไปในพระโอษฐ์ของพระองค์เหมือนกับแมลงเม่าพุ่งเข้าสู่ความตายในกองไฟที่ลุกโชติช่วง
लेलिह्यसे ग्रसमानः समन्ता-
ल्लोकान्समग्रान्वदनैर्ज्वलद्भिः ।
तेजोभिरापूर्य जगत्समग्रं
भासस्तवोग्राः प्रतपन्ति विष्णो ॥ ११.३० ॥
โศลก 30
lelihyase grasamānaḥ samantāl
lokān samagrān vadanair jvaladbhiḥ
tejobhir āpūrya jagat samagraṁ
bhāsas tavogrāḥ pratapanti viṣṇo
เลลิหฺยเส คฺรสมานห์ สมนฺตาลฺ
โลกานฺ สมคฺรานฺ วทไนรฺ ชฺวลทฺภิห์
เตโชภิรฺ อาปูรฺย ชคตฺ สมคฺรํ
ภาสสฺ ตโวคฺราห์ ปฺรตปนฺติ วิษฺโณ
เลลิหฺยเส — พระองค์ทรงเลีย, คฺรสมานห์ — กลืน, สมนฺตาตฺ — จากทั่วทุกสารทิศ, โลกานฺ — ผู้คน, สมคฺรานฺ — ทั้งหมด, วทไนห์ — ด้วยพระโอษฐ์มากมาย, ชฺวลทฺภิห์ — โชติช่วง, เตโชภิห์ — ด้วยรัศมี, อาปูรฺย — ปกคลุม, ชคตฺ — จักรวาล, สมคฺรมฺ — ทั้งหมด, ภาสห์ — แสง, ตว — ของพระองค์, อุคฺราห์ — น่ากลัว, ปฺรตปนฺติ — แผดจ้า, วิษฺโณ — โอ้ องค์ภควานผู้ทรงแผ่กระจายไปทั่ว
คำแปล
โอ้  พระ  วิษฺณุ  ข้าพเจ้าเห็นพระองค์ทรงกลืนผู้คนทั้งหมดจากทั่วทุกสารทิศด้วยพระโอษฐ์มากมายที่ลุกเป็นไฟ  ทรงปกคลุมจักรวาลทั้งหมดด้วยรัศมีของพระองค์พระองค์ทรงปรากฏด้วยแสงรัศมีที่ร้อนแผดเผาอย่างน่ากลัว
आख्याहि मे को भवानुग्ररूपो
नमोऽस्तु ते देववर प्रसीद ।
विज्ञातुमिच्छामि भवन्तमाद्यं
न हि प्रजानामि तव प्रवृत्तिम् ॥ ११.३१ ॥
โศลก 31
ākhyāhi me ko bhavān ugra-rūpo
namo ’stu te deva-vara prasīda
vijñātum icchāmi bhavantam ādyaṁ
na hi prajānāmi tava pravṛttim
อาขฺยาหิ เม โก ภวานฺ อุคฺร-รูโป
นโม ’สฺตุ เต เทว-วร ปฺรสีท
วิชฺญาตุมฺ อิจฺฉามิ ภวนฺตมฺ อาทฺยํ
น หิ ปฺรชานามิ ตว ปฺรวฺฤตฺติมฺ
อาขฺยาหิ — ทรงโปรดกรุณาอธิบาย, เม — แด่ข้าพเจ้า, กห์ — ผู้ซึ่ง,ภวานฺ — พระองค์, อุคฺร-รูปห์ — รูปลักษณ์อันดุร้าย, นมห์ อสฺตุ — ความเคารพ, เต — แด่พระองค์, เทว-วร — โอ้ ผู้ยิ่งใหญ่ในหมู่เทวดา, ปฺรสีท — ได้โปรดกรุณา, วิชฺญาตุมฺ — ทราบ, อิจฺฉามิ — ข้าพเจ้าปรารถนา, ภวนฺตมฺ — พระองค์, อาทฺยมฺ — องค์เดิม, — ไม่,หิ — แน่นอน, ปฺรชานามิ — ข้าพเจ้าทราบ, ตว — ของพระองค์, ปฺรวฺฤตฺติมฺ — พระภารกิจ
คำแปล
โอ้  พระผู้เป็นเจ้าของปวงเทวดา  ผู้ทรงมีรูปลักษณ์ที่ดุร้ายมาก  ได้โปรดบอกข้าว่าพระองค์คือใคร  ข้าขอแสดงความเคารพแด่พระองค์ผู้ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าองค์แรก  ได้โปรดกรุณาต่อข้า  ข้าปรารถนาที่จะทราบเกี่ยวกับพระองค์  เนื่องจากข้าพเจ้าไม่ทราบว่าอะไรคือพระภารกิจของพระองค์
श्रीभगवानुवाच ।
कालोऽस्मि लोकक्षयकृत्प्रवृद्धो
लोकान्समाहर्तुमिह प्रवृत्तः ।
ऋतेऽपि त्वां न भविष्यन्ति सर्वे
येऽवस्थिताः प्रत्यनीकेषु योधाः ॥ ११.३२ ॥
โศลก 32
śrī-bhagavān uvāca
kālo ’smi loka-kṣaya-kṛt pravṛddho
lokān samāhartum iha pravṛttaḥ
ṛte ’pi tvāṁ na bhaviṣyanti sarve
ye ’vasthitāḥ praty-anīkeṣu yodhāḥ
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
กาโล ’สฺมิ โลก-กฺษย-กฺฤตฺ ปฺรวฺฤทฺโธ
โลกานฺ สมาหรฺตุมฺ อิห ปฺรวฺฤตฺตห์
ฤเต ’ปิ ตฺวำ น ภวิษฺยนฺติ สเรฺว
เย ’วสฺถิตาห์ ปฺรตฺยฺ-อนีเกษุ โยธาห์
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, กาลห์ — กาลเวลา, อสฺมิ — ข้า เป็น, โลก — ของหมู่โลก,กฺษย-กฺฤตฺ — ผู้ทำลาย, ปฺรวฺฤทฺธห์ — ยิ่งใหญ่, โลกานฺ — ผู้คน ทั้งหมด, สมาหรฺตุมฺ — ในการทำลาย, อิห — ในโลกนี้, ปฺรวฺฤตฺตห์ — ปฏิบัติ, ฤเต — ปราศจาก, ยกเว้น, อปิ — แม้, ตฺวามฺ — เธอ, — ไม่เคย, ภวิษฺยนฺติ — จะเป็น, สเรฺว — ทั้งหมด,เย — ใคร, อวสฺถิตาห์ — สถิต, ปฺรติ-อนีเกษุ — ฝ่ายตรงข้าม, โยธาห์ — เหล่าทหาร
คำแปล
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  ข้าคือกาลเวลาอันยิ่งใหญ่ที่ทำลายโลกทั้งหลาย  ข้ามาที่นี่เพื่อทำลายผู้คนทั้งหมด  ยกเว้นแต่เธอ  (พวก  ปาณฺฑว)  ทหารทั้งสองฝ่าย  ณ  ที่นี้จะถูกสังหารหมด
คำอธิบาย
ถึงแม้  อรฺชุน  ทรงทราบดีว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นสหายและทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  แต่ยังงุนงงจากรูปลักษณ์ต่าง  ๆ  ที่  กฺฤษฺณ  ทรงแสดงให้เห็น  ดังนั้นอรฺชุน  จึงทรงถามต่อ  ถึงพระภารกิจอันแท้จริงของพลังแห่งการทำลายล้างนี้  ได้เขียนไว้ในคัมภีร์พระ  เวท  ว่า  สัจธรรมสูงสุดจะทำลายทุกสิ่งอย่างแม้แต่พวก  พฺราหฺมณ  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  กฐ  อุปนิษทฺ  (1.2.25)  ว่า
ยสฺย พฺรหฺม จ กฺษตฺรํ จ  อุเภ ภวต โอทนห์
มฺฤตฺยุรฺ ยโสฺยปเสจนํ  ก อิตฺถา เวท ยตฺร สห์
ในอนาคตทั้ง  พฺราหฺมณ  กฺษตฺริย  ทั้งหมด  และทุก  ๆ  คนจะถูกองค์  ภควานฺ  กลืนเข้าไปเหมือนกับอาหาร  รูปลักษณ์ขององค์  ภควานฺ  นี้คือยักษ์ใหญ่ที่กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง  ณที่นี้  กฺฤษฺณ  ทรงแสดงพระองค์เองในรูปลักษณ์ของกาลเวลาที่กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างยกเว้น  ปาณฺฑว  ไม่กี่คน  นอกนั้นที่อยู่  ณ  สมรภูมินี้จะถูกพระองค์กลืนเข้าไปหมด  อรฺชุน  ทรงไม่ชอบสงค  ราม  ครั้งนี้และคิดว่าไม่รบดีกว่าจะได้ไม่ต้องหนักใจองค์  ภควานฺ  ทรงตอบด้วยการกล่าวว่า  แม้หาก  อรฺชุน  ไม่ต่อสู้  ทุก  ๆ  คนก็จะถูกทำลายเพราะนั่นคือแผนของพระองค์  หาก  อรฺชุน  หยุดการต่อสู้พวกเขาจะตายด้วยวิธีอื่นแม้  อรฺชุน  ไม่รบก็หยุดความตายไม่ได้  อันที่จริงพวกนี้ได้ตายไปแล้ว  กาลเวลาคือการทำลาย  ปรากฏการณ์ทั้งหมดจะถูกทำลายไปด้วยความปรารถนาขององค์  ภควานฺ  นั่นคือกฎแห่งธรรมชาติ
तस्मात्त्वमुत्तिष्ठ यशो लभस्व
जित्वा शत्रून् भुङ्क्ष्व राज्यं समृद्धम् ।
मयैवैते निहताः पूर्वमेव
निमित्तमात्रं भव सव्यसाचिन् ॥ ११.३३ ॥
โศลก 33
tasmāt tvam uttiṣṭha yaśo labhasva
jitvā śatrūn bhuṅkṣva rājyaṁ samṛddham
mayaivaite nihatāḥ pūrvam eva
nimitta-mātraṁ bhava savya-sācin
ตสฺมาตฺ ตฺวมฺ อุตฺติษฺฐ ยโศ ลภสฺว
ชิตฺวา ศตฺรูนฺ ภุงฺกฺษฺว ราชฺยํ สมฺฤทฺธมฺ
มไยไวเต นิหตาห์ ปูรฺวมฺ เอว
นิมิตฺต-มาตฺรํ ภว สวฺย-สาจินฺ
ตสฺมาตฺ — ดังนั้น, ตฺวมฺ — เธอ, อุตฺติษฺฐ — ลุกขึ้น, ยศห์ — เกียรติยศ, ลภสฺว — ได้รับ, ชิตฺวา — ชัยชนะ, ศตฺรูนฺ — เหล่าศัตรู, ภุงฺกฺษฺว — รื่นเริง, ราชฺยมฺ — อาณาจักร, สมฺฤทฺธมฺ — ความเจริญรุ่งเรือง, มยา — โดยข้า, เอว — แน่นอน, เอเต — ทั้งหมดนี้, นิหตาห์ — ถูก สังหาร, ปูรฺวมฺ เอว เอวะ-จากการตระเตรียมในอดีต, นิมิตฺต-มาตฺรมฺ — เพียงเป็นเหตุ, ภว — กลายเป็น, สวฺย-สาจินฺ — โอ้ สัพยะสาชี
คำแปล
ดังนั้น  จงลุกขึ้น  เตรียมตัวสู้  แล้วเธอจะได้รับการสรรเสริญ  เอาชนะศัตรูและมีความสุขกับอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรือง  จากการตระเตรียมของข้าพวกเขาได้ตายไปแล้ว  และเธอ  โอ้  สวฺยสาจี  เป็นเพียงเครื่องมือในการต่อสู้
คำอธิบาย
สวฺย-สาจินฺ  หมายถึงผู้ที่สามารถยิงธนูชำนาญมากในสนามรบ  ดังนั้นอรฺชุน  ทรงถูกเรียกว่าเป็นนักรบผู้ชำนาญในการยิงธนูเพื่อสังหารศัตรู  “เพียงแต่มาเป็นเครื่องมือ”  นิมิตฺต-มาตฺรมฺ  -  คำนี้มีความสำคัญมากเช่นกัน  โลกทั้งโลกเคลื่อนไหวไปตามแผนขององค์  ภควานฺ  คนโง่เขลาที่ไม่มีความรู้เพียงพอคิดว่าธรรมชาติเคลื่อนไหวไปโดยปราศจากแผนการ  และปรากฏการณ์ทั้งหลายเป็นเพียงอุบัติเหตุของขบวนการสร้าง  มีพวกที่สมมติว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์มากมายแนะนำว่าบางทีเป็นอย่างนี้หรือบางทีก็เป็นอย่างนั้น  แต่อันที่จริงไม่มีคำว่า  “บางที”  หรือ  “อาจจะ”  เพราะมีแผนการเฉพาะเจาะจงที่ดำเนินไปในโลกวัตถุนี้  แผนนี้คืออะไร?  ปรากฏการณ์ในจักรวาลเปิดโอกาสสำหรับพันธวิญญาณที่จะกลับคืนสู่องค์  ภควานฺ  คืนสู่เหย้า  ตราบใดที่ยังมีความคิดโอหังพยายามที่จะเป็นเจ้าเหนือธรรมชาติวัตถุ  พวกเขาต้องถูกพันธนาการ  หากผู้ใดเข้าใจแผนขององค์  ภควานฺ  และพัฒนา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะเป็นผู้ที่มีปัญญาสูงสุด  การสร้างและการทำลายของปรากฏการณ์ในจักรวาลอยู่ภายใต้การนำที่สูงกว่าขององค์  ภควานฺ  ดังนั้น  สงค  ราม  ในสนามรบ  กุรุกฺเษตฺร  เป็นไปตามแผนของพระองค์  อรฺชุน  ทรงปฏิเสธที่จะต่อสู้  แต่ได้รับคำแนะนำให้สู้ตามความปรารถนาขององค์  ภควานฺ  แล้วชีวิตจะมีความสุข  หากผู้ใดอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  และอุทิศชีวิตในการรับใช้ทิพย์ต่อพระองค์  ผู้นั้นจะเป็นบุคคลที่บริบูรณ์
द्रोणं च भीष्मं च जयद्रथं च
कर्णं तथान्यानपि योधवीरान् ।
मया हतांस्त्वं जहि मा व्यथिष्ठा
युध्यस्व जेतासि रणे सपत्नान् ॥ ११.३४ ॥
โศลก 34
droṇaṁ ca bhīṣmaṁ ca jayadrathaṁ ca
karṇaṁ tathānyān api yodha-vīrān
mayā hatāṁs tvaṁ jahi mā vyathiṣṭhā
yudhyasva jetāsi raṇe sapatnān
โทฺรณํ จ ภีษฺมํ จ ชยทฺรถํ จ
กรฺณํ ตถานฺยานฺ อปิ โยธ-วีรานฺ
มยา หตำสฺ ตฺวํ ชหิ มา วฺยถิษฺฐา
ยุธฺยสฺว เชตาสิ รเณ สปตฺนานฺ
โทฺรณมฺ จโทฺรณ ก็เช่นกัน, ภีษฺมมฺ จภีษฺม ก็เช่นกัน, ชยทฺรถมฺ จชยทฺรถ ก็เช่นกัน, กรฺณมฺกรฺณ, ตถา — เช่นกัน, อนฺยานฺ — บุคคลอื่น ๆ, อปิ — แน่นอน, โยธ-วีรานฺ — เหล่านักรบผู้ยิ่งใหญ่, มยา — โดยข้า, หตานฺ — ถูกสังหารแล้ว, ตฺวมฺ — เธอ, ชหิ — ทำลาย, มา — ไม่, วฺยถิษฺฐาห์ — กังวลใจ, ยุธฺยสฺว — เพียงแต่สู้, เชตา อสิ — เธอจะได้รับ ชัยชนะ, รเณ — ในการต่อสู้, สปตฺนานฺ — เหล่าศัตรู
คำแปล
  โทฺรณ  ภีษฺม  ชยทฺรถ  กรฺณ  และนักรบผู้ยิ่งใหญ่อื่น  ๆ  ข้าได้ทำลายไปเรียบร้อยแล้ว  ฉะนั้น  จงสังหารพวกเขาและไม่ต้องกังวลใจ  เพียงแต่สู้  แล้วเธอจะกำราบเหล่าศัตรูในสนามรบ
คำอธิบาย
ทุก  ๆ  แผน  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นผู้กำหนด  แต่พระองค์ทรงมีพระเมตตากรุณาต่อสาวกของพระองค์มาก  จึงทรงอยากให้สาวกผู้ปฏิบัติตามแผนที่พระองค์ปรารถนาได้รับชื่อเสียง  ฉะนั้น  ชีวิตควรขับเคลื่อนไปในวิถีทางที่ทุก  ๆ  คนควรปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกและเข้าใจองค์  ภควานฺ  ผ่านทางสื่อแห่งพระอาจารย์ทิพย์  แผนต่าง  ๆ  ขององค์  ภควานฺ  เข้าใจได้ด้วยพระเมตตาธิคุณของพระองค์  และแผนต่าง  ๆ  ของสาวกก็ดีเท่ากับแผนขององค์  ภควานฺ  ดังนั้น  เราจึงควรปฏิบัติตามแผนเหล่านี้และได้รับชัยชนะในการดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอด
संजय उवाच ।
एतच्छ्रुत्वा वचनं केशवस्य
कृताञ्जलिर्वेपमानः किरीटी ।
नमस्कृत्वा भूय एवाह कृष्णं
सगद्गदं भीतभीतः प्रणम्य ॥ ११.३५ ॥
โศลก 35
sañjaya uvāca
etac chrutvā vacanaṁ keśavasya
kṛtāñjalir vepamānaḥ kirīṭī
namaskṛtvā bhūya evāha kṛṣṇaṁ
sa-gadgadaṁ bhīta-bhītaḥ praṇamya
สญฺชย อุวาจ
เอตจฺ ฉฺรุตฺวา วจนํ เกศวสฺย
กฺฤตาญฺชลิรฺ เวปมานห์ กิรีฏี
นมสฺกฺฤตฺวา ภูย เอวาห กฺฤษฺณํ
ส-คทฺคทํ ภีต-ภีตห์ ปฺรณมฺย
สญฺชยห์ อุวาจสญฺชย กล่าว, เอตตฺ — ดังนั้น, ศฺรุตฺวา — ได้ยิน, วจนมฺ — คำพูด, เกศวสฺย — ของ กฺฤษฺณ, กฺฤต-อญฺชลิห์ — ด้วยสองมือพนม,เวปมานห์ — สั่น, กิรีฏีอรฺชุน, นมสฺกฺฤตฺวา — ถวายความเคารพ, ภูยห์ — อีกครั้ง,เอว — เช่นกัน, อาห — กล่าว, กฺฤษฺณมฺ — แด่ กฺฤษฺณ, ส-คทฺคทมฺ — ด้วยเสียงที่ตะกุกตะกัก, ภีต-ภีตห์ — ความกลัว, ปฺรณมฺย — ถวายความเคารพ
คำแปล
  สญฺชย  กล่าวต่อ  ธฺฤตราษฺฏฺร  ว่า  โอ้  พระราชา  หลังจากทรงได้ยินคำพูดเหล่านี้จากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าแล้ว  อรฺชุน  ตัวสั่นทรงถวายความเคารพด้วยสองมือพนมหลายต่อหลายครั้ง  อรฺชุน  ตรัสต่อองค์  กฺฤษฺณ  ด้วยความกลัวและด้วยเสียงที่ตะกุกตะกักดังต่อไปนี้
คำอธิบาย
ดังที่ได้อธิบายไว้แล้ว  เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดจากรูปลักษณ์จักรวาลขององค์  ภควานฺ  ทำให้  อรฺชุน  ทรงรู้สึกตกตะลึงในความอัศจรรย์  จึงเริ่มถวายความเคารพอย่างสูงแด่  กฺฤษฺณ  หลายต่อหลายครั้ง  และด้วยเสียงที่ตะกุกตะกัก  อรฺชุน  ทรงเริ่มสวดมนต์มิใช่ในฐานะเพื่อน  แต่ในฐานะสาวกผู้ทรงอยู่ในความอัศจรรย์ใจ
अर्जुन उवाच ।
स्थाने हृषीकेश तव प्रकीर्त्या
जगत्प्रहृष्यत्यनुरज्यते च ।
रक्षांसि भीतानि दिशो द्रवन्ति
सर्वे नमस्यन्ति च सिद्धसंघाः ॥ ११.३६ ॥
โศลก 36
arjuna uvāca
sthāne hṛṣīkeśa tava prakīrtyā
jagat prahṛṣyaty anurajyate ca
rakṣāṁsi bhītāni diśo dravanti
sarve namasyanti ca siddha-saṅghāḥ
อรฺชุน อุวาจ
สฺถาเน หฺฤษีเกศ ตว ปฺรกีรฺตฺยา
ชคตฺ ปฺรหฺฤษฺยตฺยฺ อนุรชฺยเต จ
รกฺษำสิ ภีตานิ ทิโศ ทฺรวนฺติ
สเรฺว นมสฺยนฺติ จ สิทฺธ-สงฺฆาห์
อรฺชุนห์ อุวาจอรฺชุน ตรัส, สฺถาเน — ถูกต้อง, หฺฤษีก-อีศ — โอ้ เจ้าแห่งประสาท สัมผัสทั้งหลาย, ตว — ของพระองค์, ปฺรกีรฺตฺยา — ด้วยพระบารมี, ชคตฺ — ทั่วทั้งโลก, ปฺรหฺฤษฺยติ — รื่นเริง, อนุรชฺยเต — ยึดมั่น, — และ, รกฺษำสิ — เหล่ามาร, ภีตานิ — จาก ความกลัว, ทิศห์ — ในทุก ๆ สารทิศ, ทฺรวนฺติ — หนี, สเรฺว — ทั้งหมด, นมสฺยนฺติ — ถวาย ความเคารพ, — เช่นกัน, สิทฺธ-สงฺฆาห์ — มนุษย์ที่สมบูรณ์
คำแปล
  อรฺชุน  ตรัสว่า  โอ้  เจ้าแห่งประสาทสัมผัส  ทั้งโลกรื่นเริงยินดีที่ได้ยินพระนามของพระองค์  ดังนั้น  ทุกคนจึงมายึดมั่นอยู่ที่พระองค์  แม้ว่ามนุษย์ผู้สมบูรณ์ถวายความเคารพแด่พระองค์  เหล่ามารกลัวและหลบหนีไปที่นั่นที่นี่  ทั้งหมดนี้ได้กระทำไปอย่างถูกต้อง
คำอธิบาย
หลังจากได้ยินเกี่ยวกับผลสรุปของสนามรบ  กุรุกฺเษตฺร  อรฺชุน  ทรงได้รับแสงสว่างในฐานะที่เป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่และเป็นสหายขององค์  ภควานฺ  อรฺชุน  ทรงกล่าวว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่  กฺฤษฺณ  ทรงกระทำไปนั้นเหมาะสมถูกต้อง  และยืนยันว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้ค้ำจุน  ทรงเป็นจุดมุ่งหมายแห่งการบูชาของสาวก  และทรงเป็นผู้ทำลายสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา  การกระทำของพระองค์นั้นดีเท่า  ๆ  กันสำหรับทุก  ๆ  คน  ณ  ที่นี้  อรฺชุน  ทรงเข้าใจว่าขณะที่กำลังสรุปเหตุการณ์ที่สมรภูมิ  กุรุกฺเษตฺร  ในอวกาศมีเทวดามากมายเช่นสิดดะ  และพวกมีปัญญาจากดาวเคราะห์ที่สูงกว่า  ได้มาสังเกตการสู้รบเพราะว่า  กฺฤษฺณ  ทรงอยู่  ณ  ที่นั้น  เมื่อ  อรฺชุน  ทรงได้เห็นรูปลักษณ์จักรวาลขององค์  ภควานฺ  เหล่าเทวดาชื่นชมยินดีไปด้วย  แต่พวกมารและพวกที่ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  ทนไม่ได้ที่เห็นพระองค์ได้รับการสรรเสริญ  จากความกลัวรูปลักษณ์แห่งการทำลายของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  มารจึงวิ่งหนีไปโดยธรรมชาติ  อรฺชุน  ทรงสรรเสริญ  กฺฤษฺณ  ที่ทรงปฏิบัติต่อเหล่าสาวกและพวกที่ไม่เชื่อในพระองค์  ในทุก  ๆ  กรณีสาวกจะสรรเสริญพระองค์  เพราะทราบดีว่าทุกสิ่งที่  กฺฤษฺณ  ทรงกระทำจะเป็นผลดีสำหรับทุก  ๆ  คน
कस्माच्च ते न नमेरन्महात्मन्
गरीयसे ब्रह्मणोऽप्यादिकर्त्रे ।
अनन्त देवेश जगन्निवास
त्वमक्षरं सदसत्तत्परं यत् ॥ ११.३७ ॥
โศลก 37
kasmāc ca te na nameran mahātman
garīyase brahmaṇo ’py ādi-kartre
ananta deveśa jagan-nivāsa
tvam akṣaraṁ sad-asat tat paraṁ yat
กสฺมาจฺ จ เต น นเมรนฺ มหาตฺมนฺ
ครียเส พฺรหฺมโณ ’ปฺยฺ อาทิ-กรฺเตฺร
อนนฺต เทเวศ ชคนฺ-นิวาส
ตฺวมฺ อกฺษรํ สทฺ-อสตฺ ตตฺ ปรํ ยตฺ
กสฺมาตฺ — ทำไม, — เช่นกัน,เต — แด่พระองค์, — ไม่, นเมรนฺ — พวกเขาควรถวาย ความเคารพอย่างเหมาะสม, มหา-อาตฺมนฺ — โอ้ ผู้ยิ่งใหญ่, ครียเส — ผู้ที่ดีกว่า, พฺรหฺมณห์ — กว่าพระ พฺรหฺมา, อปิ — ถึงแม้ว่า, อาทิ-กรฺเตฺร — แด่ผู้สร้างสูงสุด, อนนฺต — โอ้ ผู้ไม่มีที่สิ้นสุด, เทว-อีศ — โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของปวงเทวดา, ชคตฺ-นิวาส — โอ้ ที่พัก พิงของจักรวาล, ตฺวมฺ — พระองค์ทรงเป็น, อกฺษรมฺ — ผู้ไม่มีวันถูกทำลาย, สตฺ-อสตฺ — เหตุ และผล, ตตฺ ปรมฺ — ทิพย์, ยตฺ — เพราะว่า
คำแปล
โอ้  ผู้ยิ่งใหญ่  ยิ่งใหญ่กว่าแม้แต่พระ  พฺรหฺมา  พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างองค์แรก  แล้วเหตุไฉนพวกเขาจึงไม่ถวายความเคารพแด่พระองค์?  โอ้  ผู้ไร้ขีดจำกัด  พระผู้เป็นเจ้าของปวงเทวดา  ที่พักพิงของจักรวาล!  พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดที่อยู่ยงคงกระพัน  แหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง  เป็นทิพย์เหนือปรากฏการณ์ทางวัตถุนี้
คำอธิบาย
จากการถวายความเคารพนี้  อรฺชุน  ทรงแสดงให้เห็นว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นที่เคารพบูชาสำหรับทุก  ๆ  คน  พระองค์ทรงแผ่กระจายไปทั่วและทรงเป็นวิญญาณของทุกดวงวิญญาณ  อรฺชุน  ทรงเรียก  กฺฤษฺณ  ว่า  มหาตฺมา  ซึ่งหมายความว่าพระองค์ทรงมีใจกว้างขวางและไม่มีขีดจำกัด  อนนฺต  แสดงว่าไม่มีสิ่งใดที่ไม่ถูกปกคลุมด้วยอิทธิพลและพลังงานขององค์  ภควานฺ  และ  เทเวศ  หมายความว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ควบคุมและอยู่เหนือเทวดาทั้งหลาย  พระองค์ทรงเป็นที่พักพิงของจักรวาลทั้งหมดอรฺชุน  ทรงคิดเช่นกันว่า  เป็นการเหมาะสมที่สิ่งมีชีวิตผู้สมบูรณ์และเทวดาผู้มีอำนาจทั้งหลายควรถวายความเคารพแด่องค์  ภควานฺ  เพราะว่าไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์อรฺชุน  ทรงกล่าวโดยเฉพาะว่า  กฺฤษฺณ  ทรงยิ่งใหญ่กว่าพระ  พฺรหฺมา  เพราะ  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้สร้างพระ  พฺรหฺมา  พระ  พฺรหฺมา  ทรงถือกำเนิดมาจากก้านดอกบัวที่เจริญเติบโตมาจากพระนาภีของ  ครฺโภทก-ศายี  วิษฺณุ  ผู้ทรงเป็นภาคที่แบ่งแยกอันสมบูรณ์ของ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  พระ  พฺรหฺมา  และพระ  ศิว  (กำเนิดมาจากพระ  พฺรหฺมา)  และเทวดาองค์อื่นๆ  ทั้งหลายต้องถวายความเคารพแด่  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ได้กล่าวไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ว่าพระ  ศิว  พระ  พฺรหฺมา  และเทวดาองค์อื่น  ๆ  ที่คล้ายกันนี้เคารพบูชาองค์  ภควานฺ  คำว่า  อกฺษรมฺ  มีความสำคัญมากเพราะว่าการสร้างทางวัตถุนี้จะหนีไม่พ้นการทำลาย  แต่พระองค์ทรงอยู่เหนือการสร้างทางวัตถุ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวงเมื่อเป็นเช่นนี้  ทรงเหนือกว่าพันธวิญญาณทั้งหลายภายในธรรมชาติวัตถุนี้  รวมทั้งปรากฏการณ์ทางจักรวาลวัตถุเอง  ดังนั้นพระองค์ทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด
त्वमादिदेवः पुरुषः पुराण-
स्त्वमस्य विश्वस्य परं निधानम् ।
वेत्तासि वेद्यं च परं च धाम
त्वया ततं विश्वमनन्तरूप ॥ ११.३८ ॥
โศลก 38
tvam ādi-devaḥ puruṣaḥ purāṇas
tvam asya viśvasya paraṁ nidhānam
vettāsi vedyaṁ ca paraṁ ca dhāma
tvayā tataṁ viśvam ananta-rūpa
ตฺวมฺ อาทิ-เทวห์ ปุรุษห์ ปุราณสฺ
ตฺวมฺ อสฺย วิศฺวสฺย ปรํ นิธานมฺ
เวตฺตาสิ เวทฺยํ จ ปรํ จ ธาม
ตฺวยา ตตํ วิศฺวมฺ อนนฺต-รูป
ตฺวมฺ — พระองค์, อาทิ-เทวห์ — ภควานองค์แรก, ปุรุษห์ — บุคลิกภาพ, ปุราณห์ — โบราณ, ตฺวมฺ — พระองค์, อสฺย — ของสิ่งนี้, วิศฺวสฺย — จักรวาล, ปรมฺ — ทิพย์, นิธานมฺ — ที่พักพิง, เวตฺตา — ผู้รู้, อสิ — พระองค์ทรงเป็น, เวทฺยมฺ — รู้, — และ, ปรมฺ — ทิพย์, — และ, ธาม — ที่พักพิง, ตฺวยา — โดยพระองค์, ตตมฺ — แผ่กระจาย, วิศฺวมฺ — จักรวาล, อนนฺต-รูป — โอ้ รูปลักษณ์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด
คำแปล
พระองค์ทรงเป็นภควานองค์เดิม  อาวุโสที่สุด  ทรงเป็นร่มบรมโพธิสมภารของโลกจักรวาลที่ปรากฏนี้  ทรงเป็นผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง  และทรงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรรู้  พระองค์ทรงเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรสูงสุด  ทรงอยู่เหนือระดับต่าง  ๆ  ทางวัตถุโอ้  รูปลักษณ์ที่ไร้ขอบเขต!  ปรากฏการณ์ทางจักรวาลทั้งหมดนี้แผ่กระจายออกมาจากพระองค์!
คำอธิบาย
ทุกสิ่งทุกอย่างพำนักอยู่ที่องค์  ภควานฺ  ฉะนั้น  พระองค์ทรงเป็นที่พักพิงสูงสุด  นิธานมฺ  หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่รัศมี  พฺรหฺมนฺ  ยังพำนักอยู่ที่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  กฺฤษฺณ  พระองค์ทรงเป็นผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้  และหากความรู้มีจุดจบ  พระองค์ทรงเป็นที่สุดของความรู้นั้นทั้งหมด  ดังนั้น  พระองค์ทรงเป็นผู้รู้และเป็นผู้ที่เราควรรู้  พระองค์ทรงเป็นจุดมุ่งหมายแห่งความรู้เพราะทรงแผ่กระจายไปทั่ว  เนื่องจากทรงเป็นแหล่งกำเนิดในโลกทิพย์  พระองค์ทรงเป็นทิพย์พระองค์ยังทรงเป็นประธานผู้นำในโลกทิพย์
वायुर्यमोऽग्निर्वरुणः शशाङ्कः
प्रजापतिस्त्वं प्रपितामहश्च ।
नमो नमस्तेऽस्तु सहस्रकृत्वः
पुनश्च भूयोऽपि नमो नमस्ते ॥ ११.३९ ॥
โศลก 39
vāyur yamo ’gnir varuṇaḥ śaśāṅkaḥ
prajāpatis tvaṁ prapitāmahaś ca
namo namas te ’stu sahasra-kṛtvaḥ
punaś ca bhūyo ’pi namo namas te
วายุรฺ ยโม ’คฺนิรฺ วรุณห์ ศศางฺกห์
ปฺรชาปติสฺ ตฺวํ ปฺรปิตามหศฺ จ
นโม นมสฺ เต ’สฺตุ สหสฺร-กฺฤตฺวห์
ปุนศฺ จ ภูโย ’ปิ นโม นมสฺ เต
วายุห์ — ลม,ยมห์ — ผู้ควบคุม, อคฺนิห์ — ไฟ, วรุณห์ — น้ำ, ศศ-องฺกห์ — พระจันทร์, ปฺรชาปติห์ — พระ พฺรหฺมา, ตฺวมฺ — พระองค์, ปฺรปิตามหห์ — พระปัยกา, — เช่นกัน, นมห์ — ความเคารพของข้าพเจ้า, นมห์ — ความเคารพของข้าพเจ้าอีกครั้งหนึ่ง, เต — แด่พระองค์, อสฺตุ — ให้เป็นไป, สหสฺร-กฺฤตฺวห์ — พันครั้ง, ปุนห์ จ — และอีกครั้งหนึ่ง, ภูยห์ — อีกครั้งหนึ่ง, อปิ — เช่นกัน, นมห์ — ถวายความเคารพของข้า, นมห์ เต — ข้าขอ ถวายความเคารพแด่พระองค์
คำแปล
พระองค์ทรงเป็นลม  และทรงเป็นผู้ควบคุมสูงสุด  ทรงเป็นไฟ  ทรงเป็นน้ำ  และทรงเป็นพระจันทร์  พระองค์ทรงเป็นพระ  พฺรหฺมา  ผู้ทรงเป็นชีวิตแรก  และทรงเป็นพระปัยกา  ดังนั้น  ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่พระองค์หนึ่งพันครั้ง  และอีกหนึ่งพันครั้ง  และอีกหนึ่งพันครั้ง
คำอธิบาย
ณ  ที่นี้  ทรงเรียกองค์  ภควานฺ  ว่าเป็นลม  เพราะว่าลมเป็นผู้แทนที่สำคัญที่สุดของมวลเทวดาซึ่งแผ่กระจายไปทั่ว  อรฺชุน  ทรงเรียก  กฺฤษฺณ  ว่าเป็นพระปัยกา  เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นพระบิดาของพระ  พฺรหฺมา  ผู้ทรงเป็นชีวิตแรกในจักรวาล
नमः पुरस्तादथ पृष्ठतस्ते
नमोऽस्तु ते सर्वत एव सर्व ।
अनन्तवीर्यामितविक्रमस्त्वं
सर्वं समाप्नोषि ततोऽसि सर्वः ॥ ११.४० ॥
โศลก 40
namaḥ purastād atha pṛṣṭhatas te
namo ’stu te sarvata eva sarva
ananta-vīryāmita-vikramas tvaṁ
sarvaṁ samāpnoṣi tato ’si sarvaḥ
นมห์ ปุรสฺตาทฺ อถ ปฺฤษฺฐตสฺ เต
นโม ’สฺตุ เต สรฺวต เอว สรฺว
อนนฺต-วีรฺยามิต-วิกฺรมสฺ ตฺวํ
สรฺวํ สมาปฺโนษิ ตโต ’สิ สรฺวห์
นมห์ — ถวายความเคารพ, ปุรสฺตาตฺ — จากด้านหน้า, อถ — เช่นกัน, ปฺฤษฺฐตห์ — จาก ด้านหลัง, เต — แด่พระองค์, นมห์ อสฺตุ — ข้าพเจ้าถวายความเคารพ, เต — แด่พระองค์, สรฺวตห์ — จากทุก ๆ ด้าน, เอว — แน่นอน, สรฺว — เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นทุกสิ่ง ทุกอย่าง, อนนฺต-วีรฺย — พลังที่ไร้ขอบเขต, อมิต-วิกฺรมห์ — และอำนาจที่ไร้ขอบเขต, ตฺวมฺ — พระองค์, สรฺวมฺ — ทุกสิ่งทุกอย่าง, สมาปฺโนษิ — พระองค์ทรงปกคลุม, ตตห์ — ดังนั้น, อสิ — พระองค์ทรงเป็น, สรฺวห์ — ทุกสิ่งทุกอย่าง
คำแปล
ขอถวายความเคารพแด่พระองค์จากด้านหน้า  จากด้านหลัง  และจากทุก  ๆ  ด้าน!โอ้  พลังที่ไร้ขีดจำกัด  พระองค์ทรงเป็นเจ้าของอำนาจที่ไร้ขอบเขต!  พระองค์ทรงแผ่กระจายไปทั่ว  ดังนั้น  พระองค์ทรงเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง!
คำอธิบาย
ด้วยความรักอันปลาบปลื้มที่มีต่อ  กฺฤษฺณ  สหาย  อรฺชุน  ทรงถวายความเคารพจากทุก  ๆ  ด้าน  โดยยอมรับว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นเจ้าของพลังและอำนาจทั้งหมดและทรงยิ่งใหญ่กว่านักรบผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายที่มาชุมนุมกันที่สมรภูมิ  ได้กล่าวไว้ใน  วิษฺณุ  ปุราณ  (1.9.69)  ดังนี้
โย ’ยํ ตวาคโต เทว  สมีปํ เทวตา-คณห์
ส ตฺวมฺ เอว ชคตฺ-สฺรษฺฏา  ยตห์ สรฺว-คโต ภวานฺ
“โอ้  ภควานฺ  พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างทุกชีวิตที่มาอยู่ต่อหน้าพระองค์  แม้แต่เทวดา”
सखेति मत्वा प्रसभं यदुक्तं
हे कृष्ण हे यादव हे सखेति ।
अजानता महिमानं तवेदं
मया प्रमादात्प्रणयेन वापि ॥ ११.४१ ॥
यच्चावहासार्थमसत्कृतोऽसि
विहारशय्यासनभोजनेषु ।
एकोऽथवाप्यच्युत तत्समक्षं
तत्क्षामये त्वामहमप्रमेयम् ॥ ११.४२ ॥
โศลก 41-42
sakheti matvā prasabhaṁ yad uktaṁ
he kṛṣṇa he yādava he sakheti
ajānatā mahimānaṁ tavedaṁ
mayā pramādāt praṇayena vāpi
สเขติ มตฺวา ปฺรสภํ ยทฺ อุกฺตํ
เห กฺฤษฺณ เห ยาทว เห สเขติ
อชานตา มหิมานํ ตเวทํ
มยา ปฺรมาทาตฺ ปฺรณเยน วาปิ
yac cāvahāsārtham asat-kṛto ’si
vihāra-śayyāsana-bhojaneṣu
eko ’tha vāpy acyuta tat-samakṣaṁ
tat kṣāmaye tvām aham aprameyam
ยจฺ จาวหาสารฺถมฺ อสตฺ-กฺฤโต ’สิ
วิหาร-ศยฺยาสน-โภชเนษุ
เอโก ’ถ วาปฺยฺ อจฺยุต ตตฺ-สมกฺษํ
ตตฺ กฺษามเย ตฺวามฺ อหมฺ อปฺรเมยมฺ
สขา — เพื่อน, อิติ — ดังนั้น, มตฺวา — คิด, ปฺรสภมฺ — ถือเอา, ยตฺ — อะไรก็แล้วแต่, อุกฺตมฺ — กล่าว, เห กฺฤษฺณ — โอ้ กฺฤษฺณ, เห ยาทว — โอ้ ยาทว, เห สเข — โอ้ เพื่อนรักของข้า, อิติ — ดังนั้น, อชานตา — โดยไม่รู้, มหิมานมฺ — พระบารมี, ตว — ของพระองค์, อิทมฺ — นี้, มยา — โดยข้า, ปฺรมาทาตฺ — จากความโง่เขลา, ปฺรณเยน — จากความรัก, วา อปิ — ไม่ ว่าสิ่งใด, ยตฺ — อะไรก็แล้วแต่, — เช่นกัน, อวหาส-อรฺถมฺ — เพื่อความขบขัน, อสตฺ-กฺฤตห์ — ไม่ให้เกียรติ, อสิ — พระองค์ทรงเป็น, วิหาร — ในการพักผ่อนหย่อนใจ, ศยฺยา — ใน ขณะนอนอยู่, อาสน — ในขณะนั่งอยู่, โภชเนษุ — หรือขณะที่รับประทานอาหารด้วยกัน, เอกห์ — คนเดียว, อถ วา — หรือ, อปิ — เช่นกัน, อจฺยุต — โอ้ ผู้ไม่มีความผิดพลาด, ตตฺ-สมกฺษมฺ — ในระหว่างเพื่อน ๆ, ตตฺ — ทั้งหมดนั้น, กฺษามเย — ขออภัยโทษ, ตฺวามฺ — จาก พระองค์, อหมฺ — ข้าพเจ้า, อปฺรเมยมฺ — โดยวัดไม่ได้
คำแปล
คิดว่าพระองค์ทรงเป็นพระสหาย  ข้าเรียกพระองค์อย่างไม่ใคร่ครวญว่า  “โอ้กฺฤษฺณ  ”  “โอ้  ยาทว  ”  “โอ้  เพื่อนข้า”  โดยไม่ทราบพระบารมีของพระองค์ได้โปรดให้อภัยโทษแก่ข้าที่กระทำต่อพระองค์ด้วยความบ้าคลั่งหรือด้วยความรักข้าพเจ้าไม่ให้เกียรติ  ต่อพระองค์หลายครั้ง  ได้ล้อเล่นกับพระองค์ขณะที่เราพักผ่อนหย่อนใจ  นอนบนเตียงเดียวกัน  นั่ง  หรือรับประทานอาหารด้วยกัน  บางครั้งอยู่ด้วยกันสองคน  และบางครั้งอยู่ต่อหน้าเพื่อน  ๆ  มากมาย  โอ้  ผู้ไม่มีความผิดพลาด  ได้โปรดกรุณายกโทษแก่ข้าพเจ้ากับความผิดพลาดทั้งหลาย
คำอธิบาย
ถึงแม้ว่า  กฺฤษฺณ  ทรงปรากฏต่อหน้า  อรฺชุน  ในรูปลักษณ์จักรวาล  อรฺชุนทรงระลึกถึงความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่มีต่อ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  จึงขออภัยโทษและทรงขอร้อง  กฺฤษฺณ  เพื่อยกโทษให้ในการที่ปฏิบัติตัวเป็นกันเองหลายครั้ง  อันเนื่องจากความสนิทสนม  อรฺชุน  ทรงยอมรับว่าในอดีตไม่รู้ว่า  กฺฤษฺณ  ทรงสามารถแสดงรูปลักษณ์จักรวาลนี้ถึงแม้ว่า  กฺฤษฺณ  ทรงอธิบายในฐานะที่เป็นเพื่อนสนิท  อรฺชุน  ไม่ทราบว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ไม่ให้เกียรติ  กฺฤษฺณ  ด้วยการเรียกว่าพระองค์ว่า  “โอ้  สหายข้า”  “โอ้กฺฤษฺณ  ”  “โอ้  ยาทว  ”  ฯลฯ  โดยไม่ทราบถึงความมั่งคั่งของพระองค์  แต่  กฺฤษฺณ  ทรงมีพระเมตตากรุณามาก  ถึงแม้ว่าจะมีความมั่งคั่งเช่นนี้  พระองค์ยังทรงล้อเล่นกับอรฺชุน  เสมือนเพื่อน  นี่คือการสนองตอบในความรักทิพย์ระหว่างสาวกและองค์  ภควานฺ  ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตและ  กฺฤษฺณ  มีความมั่นคงนิรันดร  โดยไม่มีวันที่จะลืมเลือนไปได้  ดังที่เราได้เห็นจากพฤติกรรมของ  อรฺชุน  ถึงแม้ว่า  อรฺชุน  ทรงเห็นความมั่งคั่งในรูปลักษณ์จักรวาล  ก็ยังไม่สามารถลืมความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่มีต่อ  กฺฤษฺณ  ได้
पितासि लोकस्य चराचरस्य
त्वमस्य पूज्यश्च गुरुर्गरीयान् ।
न त्वत्समोऽस्त्यभ्यधिकः कुतोऽन्यो
लोकत्रयेऽप्यप्रतिमप्रभाव ॥ ११.४३ ॥
โศลก 43
pitāsi lokasya carācarasya
tvam asya pūjyaś ca gurur garīyān
na tvat-samo ’sty abhyadhikaḥ kuto ’nyo
loka-traye ’py apratima-prabhāva
ปิตาสิ โลกสฺย จราจรสฺย
ตฺวมฺ อสฺย ปูชฺยศฺ จ คุรุรฺ ครียานฺ
น ตฺวตฺ-สโม ’สฺตฺยฺ อภฺยธิกห์ กุโต ’โนฺย
โลก-ตฺรเย ’ปฺยฺ อปฺรติม-ปฺรภาว
ปิตา — พระบิดา, อสิ — พระองค์ทรงเป็น, โลกสฺย — ของโลกทั้งหลาย, จร — เคลื่อนที่, อจรสฺย — และไม่เคลื่อนที่, ตฺวมฺ — พระองค์ทรงเป็น, อสฺย — ของสิ่งนี้, ปูชฺยห์ — บูชา, — เช่นกัน, คุรุห์ — พระอาจารย์, ครียานฺ — พระบารมี, — ไม่เคย, ตฺวตฺ-สมห์ — เทียบ เท่าพระองค์, อสฺติ — มี, อภฺยธิกห์ — ยิ่งใหญ่กว่า, กุตห์ — เป็นไปได้อย่างไร, อนฺยห์ — ผู้อื่น, โลก-ตฺรเย — ในระบบดาวเคราะห์ทั้งสาม, อปิ — เช่นกัน, อปฺรติม-ปฺรภาว — โอ้ พลังที่วัดไม่ได้
คำแปล
พระองค์ทรงเป็นพระบิดาแห่งปรากฏการณ์ทางจักรวาลที่สมบูรณ์ของสิ่งที่เคลื่อนไหวและไม่เคลื่อนไหวนี้  พระองค์ทรงเป็นผู้นำที่ควรเคารพบูชา  ทรงเป็นพระอาจารย์ทิพย์สูงสุด  ไม่มีผู้ใดเทียบเท่าพระองค์  และไม่มีผู้ใดสามารถมาเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์  แล้วจะมีผู้ใดภายในสามโลกยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์ได้อย่างไร?  โอ้พระผู้เป็นเจ้าแห่งพลังที่วัดไม่ได้
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นที่เคารพบูชาในฐานะที่เป็นพระบิดาสำหรับบุตรพระองค์ทรงเป็นพระอาจารย์ทิพย์เนื่องจากเดิมทีพระองค์ทรงให้คำสอนพระ  เวท  นี้แก่พระ  พฺรหฺมา  และมาบัดนี้ยังทรงให้คำสอน  ภควัท-คีตา  แก่  อรฺชุน  ฉะนั้น  พระองค์ทรงเป็นพระอาจารย์ทิพย์องค์แรก  และพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้องค์ใดในปัจจุบันนี้จะต้องสืบทอดมาจากสาย  ปรมฺปรา  ที่เริ่มมาจาก  กฺฤษฺณ  หากผู้ใดไม่ใช่ผู้แทนของกฺฤษฺณ  จะไม่สามารถมาเป็นครูหรือพระอาจารย์เกี่ยวกับวิชาทิพย์เหนือโลกนี้ได้
องค์  ภควานฺ  ทรงได้รับการถวายความเคารพในทุก  ๆ  ด้าน  พระองค์ทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่สามารถประมาณได้  ไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่าองค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เพราะว่าไม่มีผู้ใดเทียบเท่าหรือสูงกว่า  กฺฤษฺณ  ภายในปรากฏการณ์  ไม่ว่าในโลกทิพย์หรือโลกวัตถุ  ทุก  ๆ  ชีวิตด้อยกว่า  ไม่มีผู้ใดเกินไปกว่าพระองค์  ได้กล่าวไว้ใน  เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  (6.8)  ว่า
น ตสฺย การฺยํ กรณํ จ วิทฺยเต
น ตตฺ-สมศฺ จาภฺยธิกศฺ จ ทฺฤศฺยเต
องค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงมีประสาทสัมผัสและร่างกายเหมือนมนุษย์ธรรมดา  แต่สำหรับพระองค์จะไม่มีข้อแตกต่างระหว่างประสาทสัมผัส  ร่างกาย  จิตใจ  และตัวพระองค์เอง  คนโง่เขลาผู้ไม่รู้จักพระองค์อย่างสมบูรณ์จะกล่าวว่า  กฺฤษฺณ  ทรงแตกต่างไปจากดวงวิญญาณของพระองค์  จิตใจ  หัวใจ  และทุกสิ่งทุกอย่างของพระองค์  กฺฤษฺณทรงมีความสมบูรณ์บริบูรณ์  ดังนั้น  กิจกรรมและพลังอำนาจของพระองค์จึงสูงสุด  ได้กล่าวไว้ว่า  ถึงแม้ว่าทรงไม่มีประสาทสัมผัสเหมือนพวกเรา  พระองค์ทรงสามารถปฏิบัติกิจกรรมทางประสาทสัมผัสทั้งหมดได้  ดังนั้น  ประสาทสัมผัสของพระองค์ทรงมิใช่ไม่สมบูรณ์  หรือมีขีดจำกัด  ไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์  ไม่มีผู้ใดสามารถเทียบเท่าพระองค์  และทุก  ๆ  คนต่ำกว่าพระองค์
ความรู้  พละกำลัง  และกิจกรรมทั้งหมดขององค์  ภควานฺ  ทรงเป็นทิพย์  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ภควัท-คีตา  (4.9)  ดังนี้
ชนฺม กรฺม จ เม ทิวฺยมฺ  เอวํ โย เวตฺติ ตตฺตฺวตห์
ตฺยกฺตฺวา เทหํ ปุนรฺ ชนฺม  ไนติ มามฺ เอติ โส ’รฺชุน
ผู้ใดรู้ร่างทิพย์  กิจกรรมทิพย์  และความสมบูรณ์ทิพย์ของ  กฺฤษฺณ  หลังจากออกจากร่างนี้ไปจะกลับไปหาพระองค์และไม่ต้องกลับมายังโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์นี้อีกต่อไป  ฉะนั้น  เราจึงควรรู้ว่ากิจกรรมของ  กฺฤษฺณ  ทรงไม่เหมือนกับผู้ใด  นโยบายที่ดีที่สุดคือเราควรปฏิบัติตามหลักธรรมของ  กฺฤษฺณ  เพราะเช่นนี้จะทำให้เราสมบูรณ์ยังได้กล่าวไว้ว่า  ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้านายของ  กฺฤษฺณ  ทุกคนเป็นผู้รับใช้ของพระองค์  ไจตนฺย-จริตามฺฤต  (อาทิ  5.142)  ยืนยันไว้ว่า  เอกเล  อีศฺวร  กฺฤษฺณ,  อาร  สพ  ภฺฤตฺย  กฺฤษฺณ  เพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงเป็นองค์  ภควานฺ  และทุกคนเป็นผู้รับใช้ของพระองค์  ทุกคนปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์  ไม่มีผู้ใดสามารถปฏิเสธคำสั่งของพระองค์ได้  ทุกคนปฏิบัติตามคำแนะนำของ  กฺฤษฺณ  ในฐานะที่อยู่ภายใต้การดูแลของพระองค์  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  ว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง
तस्मात्प्रणम्य प्रणिधाय कायं
प्रसादये त्वामहमीशमीड्यम् ।
पितेव पुत्रस्य सखेव सख्युः
प्रियः प्रियायार्हसि देव सोढुम् ॥ ११.४४ ॥
โศลก 44
tasmāt praṇamya praṇidhāya kāyaṁ
prasādaye tvām aham īśam īḍyam
piteva putrasya sakheva sakhyuḥ
priyaḥ priyāyārhasi deva soḍhum
ตสฺมาตฺ ปฺรณมฺย ปฺรณิธาย กายํ
ปฺรสาทเย ตฺวามฺ อหมฺ อีศมฺ อีฑฺยมฺ
ปิเตว ปุตฺรสฺย สเขว สขฺยุห์
ปฺริยห์ ปฺริยายารฺหสิ เทว โสฒุมฺ
ตสฺมาตฺ — ฉะนั้น, ปฺรณมฺย — ถวายความเคารพ, ปฺรณิธาย — นอนลง, กายมฺ — ร่างกาย, ปฺรสาทเย — เพื่อขอพระเมตตา, ตฺวามฺ — แด่พระองค์, อหมฺ — ข้าพเจ้า, อีศมฺ — แด่องค์ ภควาน, อีฑฺยมฺ — ที่เคารพบูชา, ปิตา อิว — เหมือนพระบิดา, ปุตฺรสฺย — กับบุตร, สขา อิว — เหมือนกับเพื่อน, สขฺยุห์ — กับเพื่อน, ปฺริยห์ — คู่รัก, ปฺริยายาห์ — กับคนที่รักที่สุด, อรฺหสิ — พระองค์ควร, เทว — พระผู้เป็นเจ้าของข้า, โสฒุมฺ — อดทน
คำแปล
พระองค์ทรงเป็นองค์ภควานที่ทุก  ๆ  ชีวิตเคารพบูชา  ดังนั้น  ข้าพเจ้าขอก้มลงกราบแสดงความเคารพอย่างสูง  และขอพระเมตตาจากพระองค์  เหมือนกับบิดาอดทนต่อความอวดดีของบุตร  เพื่อนอดทนต่อความทะลึ่งของเพื่อน  หรือสามีอดทนต่อความสนิทสนมของภรรยา  ได้โปรดกรุณาอดทนต่อความผิดพลาดที่ข้าพเจ้าอาจล่วงเกินต่อพระองค์
คำอธิบาย
บรรดาสาวกของ  กฺฤษฺณ  เชื่อมกับพระองค์ในความสัมพันธ์หลายรูปแบบ  บางคนอาจดูแล  กฺฤษฺณ  ในฐานะที่เป็นบุตร  บางคนอาจดูแล  กฺฤษฺณ  ในฐานะที่เป็นสามี  ในฐานะที่เป็นเพื่อน  หรือในฐานะที่เป็นอาจารย์  กฺฤษฺณ  และ  อรฺชุน  มีความสัมพันธ์กันฉันเพื่อน  เสมือนดังบิดา  สามี  หรืออาจารย์ที่มีความอดทน  กฺฤษฺณ  ก็ทรงมีความอดทนในลักษณะเดียวกัน
अदृष्टपूर्वं हृषितोऽस्मि दृष्ट्वा
भयेन च प्रव्यथितं मनो मे ।
तदेव मे दर्शय देव रूपं
प्रसीद देवेश जगन्निवास ॥ ११.४५ ॥
โศลก 45
adṛṣṭa-pūrvaṁ hṛṣito ’smi dṛṣṭvā
bhayena ca pravyathitaṁ mano me
tad eva me darśaya deva rūpaṁ
prasīda deveśa jagan-nivāsa
อทฺฤษฺฏ-ปูรฺวํ หฺฤษิโต ’สฺมิ ทฺฤษฺฏฺวา
ภเยน จ ปฺรวฺยถิตํ มโน เม
ตทฺ เอว เม ทรฺศย เทว รูปํ
ปฺรสีท เทเวศ ชคนฺ-นิวาส
อทฺฤษฺฏ-ปูรฺวมฺ — ไม่เคยเห็นมาก่อน, หฺฤษิตห์ — ดีใจ,อสฺมิ — ข้าพเจ้าเป็น, ทฺฤษฺฏฺวา — ด้วย การเห็น, ภเยน — จากความกลัว, — เช่นกัน,ปฺรวฺยถิตมฺ — ยุ่งเหยิง, มนห์ — จิตใจ, เม — ของข้าพเจ้า, ตตฺ — นั้น, เอว — แน่นอน,เม — แด่ข้าพเจ้า, ทรฺศย — แสดง, เทว — โอ้ องค์ภควาน, รูปมฺ — รูปลักษณ์, ปฺรสีท — ได้โปรดกรุณา, เทว-อีศ — โอ้ พระผู้เจ้าของ ปวงเทวดา, ชคตฺ-นิวาส — โอ้ ที่พักพิงของจักรวาล
คำแปล
หลังจากได้เห็นรูปลักษณ์จักรวาลที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนี้  ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจ  แต่ในขณะเดียวกันจิตใจของข้าสับสนด้วยความกลัว  ฉะนั้น  ได้โปรดกรุณาเปิดเผยรูปลักษณ์องค์ภควานอีกครั้ง  โอ้  พระเจ้าของปวงเทวดา  โอ้  ที่พักพิงแห่งจักรวาล
คำอธิบาย
อรฺชุน  ทรงมีความมั่นใจต่อ  กฺฤษฺณ  เสมอ  เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นเพื่อนที่รักมาก  และในฐานะเพื่อนรักที่ดีใจกับความมั่งคั่งของเพื่อน  อรฺชุน  ทรงมีความยินดีมากที่เห็นว่าสหาย  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และทรงสามารถแสดงรูปลักษณ์จักรวาลอันน่าอัศจรรย์เช่นนี้  แต่ในขณะเดียวกัน  หลังจากที่ได้เห็นรูปลักษณ์จักรวาลแล้ว  รู้สึกกลัวว่าตนเองได้กระทำผิดมากมายต่อ  กฺฤษฺณ  อันเนื่องมาจากความสัมพันธ์ฉันเพื่อนสนิท  ดังนั้น  จิตใจของ  อรฺชุน  สับสนเนื่องจากความกลัว  ถึงแม้ว่าไม่มีเหตุผลที่จะต้องกลัว  ฉะนั้น  อรฺชุน  ทรงขอร้องให้  กฺฤษฺณ  แสดงรูปลักษณ์พระ  นารายณ  เนื่องจาก  กฺฤษฺณ  ทรงสามารถแสดงรูปลักษณ์ใดก็ได้  รูปลักษณ์จักรวาลนี้เป็นวัตถุและไม่ถาวรเช่นเดียวกับโลกวัตถุที่ไม่ถาวร  แต่ที่ดาวเคราะห์  ไวกุณฺฐ  พระองค์ทรงมีรูปลักษณ์ทิพย์พระ  นารายณ  สี่กร  มีดาวเคราะห์จำนวนนับไม่ถ้วนในท้องฟ้าทิพย์แต่ละดวง  กฺฤษฺณ  ทรงปรากฏด้วยภาคแบ่งแยกที่สมบูรณ์ของพระองค์ในพระนามต่างๆ  กัน  ดังนั้น  อรฺชุน  ปรารถนาจะเห็นหนึ่งในรูปลักษณ์ที่ปรากฏอยู่ในดาวเคราะห์ไวกุณฺฐ  แน่นอนว่าในแต่ละดาวเคราะห์  ไวกุณฺฐ  พระ  นารายณ  ทรงมีสี่กร  แต่ละองค์ทรงหอยสังข์  คทา  ดอกบัว  และกงจักร  ในตำแหน่งที่ไม่เหมือนกัน  เนื่องจากสี่สิ่งนี้อยู่ที่พระกรต่างกัน  พระ  นารายณ  จึงทรงมีพระนามที่ไม่เหมือนกัน  รูปลักษณ์ทั้งหมดเหล่านี้เป็นหนึ่งเดียวกับ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  อรฺชุน  จึงทรงขอดูรูปลักษณ์สี่กรของพระองค์
किरीटिनं गदिनं चक्रहस्त-
मिच्छामि त्वां द्रष्टुमहं तथैव ।
तेनैव रूपेण चतुर्भुजेन
सहस्रबाहो भव विश्वमूर्ते ॥ ११.४६ ॥
โศลก 46
kirīṭinaṁ gadinaṁ cakra-hastam
icchāmi tvāṁ draṣṭum ahaṁ tathaiva
tenaiva rūpeṇa catur-bhujena
sahasra-bāho bhava viśva-mūrte
กิรีฏินํ คทินํ จกฺร-หสฺตมฺ
อิจฺฉามิ ตฺวำ ทฺรษฺฏุมฺ อหํ ตไถว
เตไนว รูเปณ จตุรฺ-ภุเชน
สหสฺร-พาโห ภว วิศฺว-มูรฺเต
กิรีฏินมฺ — พร้อมทั้งมงกุฎ, คทินมฺ — กับคทา, จกฺร-หสฺตมฺ — กงจักรในมือ, อิจฺฉามิ — ข้าพเจ้าปรารถนา, ตฺวามฺ — พระองค์, ทฺรษฺฏุมฺ — เห็น, อหมฺ — ข้าพเจ้า, ตถา เอว — ใน ตำแหน่งนั้น, เตน เอว — ในสิ่งนั้น, รูเปณ — รูปลักษณ์, จตุห์-ภุเชน — สี่กร, สหสฺร-พาโห — โอ้ ผู้ทรงมีพันกร, ภว — กลายมาเป็น, วิศฺว-มูรฺเต — โอ้รูปลักษณ์จักรวาล
คำแปล
โอ้  รูปลักษณ์จักรวาล  โอ้  พระเจ้าพันกร  ข้าพเจ้าทรงปรารถนาเห็นพระองค์ในรูปลักษณ์สี่กรที่ทรงมงกุฏ  พร้อมทั้งคทา  กงจักร  สังข์  และดอกบัวที่พระกรข้าพเจ้าปรารถนาจะเห็นพระองค์ในรูปลักษณ์นั้น
คำอธิบาย
ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  (5.39)  กล่าวไว้ว่า  รามาทิ-มูรฺติษุ  กลา-นิยเมน  ติษฺฐนฺ  องค์  ภควานฺ  สถิตชั่วกัลปวสานในรูปลักษณ์นับจำนวนเป็นร้อย  ๆ  พัน  ๆ  และรูปลักษณ์  ที่สำคัญ  ๆ  คือ  ราม  ะ  นฺฤสึห  นารายณ  ฯลฯ  มีรูปลักษณ์ที่นับจำนวนไม่ถ้วน  แต่  อรฺชุน  ทรงทราบว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็น  ภควานฺ  องค์เดิม  และทรงแสดงรูปลักษณ์จักรวาลชั่วคราว  บัดนี้  อรฺชุน  ทรงปรารถนาที่จะเห็นรูปลักษณ์ทิพย์แห่งองค์นารา-ยะณะ  โศลกนี้ได้สถาปนาข้อความของ  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  โดยปราศจากความสงสัยว่า  กฺฤษฺณ  คือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์แรกและรูปลักษณ์อื่น  ๆ  ทั้งหมดกำเนิดมาจากพระองค์  กฺฤษฺณ  ทรงไม่แตกต่างจากภาคแบ่งแยกอันสมบูรณ์ของพระองค์  และทรงเป็นองค์  ภควานฺ  ไม่ว่าจะอยู่ในรูปลักษณ์ใด  ในรูปลักษณ์ทั้งหมดเหล่านี้พระองค์ทรงมีความสดชื่นเหมือนกับเด็กหนุ่ม  นี่คือลักษณะนิรันดรของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าผู้ที่รู้จัก  กฺฤษฺณ  จะเป็นผู้มีอิสระภาพจากมลทินทั้งหมดแห่งโลกวัตถุทันที
श्रीभगवानुवाच ।
मया प्रसन्नेन तवार्जुनेदं
रूपं परं दर्शितमात्मयोगात् ।
तेजोमयं विश्वमनन्तमाद्यं
यन्मे त्वदन्येन न दृष्टपूर्वम् ॥ ११.४७ ॥
โศลก 47
śrī-bhagavān uvāca
mayā prasannena tavārjunedaṁ
rūpaṁ paraṁ darśitam ātma-yogāt
tejo-mayaṁ viśvam anantam ādyaṁ
yan me tvad anyena na dṛṣṭa-pūrvam
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
มยา ปฺรสนฺเนน ตวารฺชุเนทํ
รูปํ ปรํ ทรฺศิตมฺ อาตฺม-โยคาตฺ
เตโช-มยํ วิศฺวมฺ อนนฺตมฺ อาทฺยํ
ยนฺ เม ตฺวทฺ อเนฺยน น ทฺฤษฺฏ-ปูรฺวมฺ
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, มยา — โดยข้า, ปฺรสนฺเนน — ความสุข, ตว — แด่เธอ, อรฺชุน — โอ้ อรฺชุน, อิทมฺ — นี้, รูปมฺ — รูป, ปรมฺ — ทิพย์, ทรฺศิตมฺ — แสดง, อาตฺม-โยคาตฺ — ด้วยพลังเบื้องสูงของข้า, เตชห์-มยมฺ — เต็มไปด้วยรัศมี, วิศฺวมฺ — ทั่วทั้งจักรวาล, อนนฺตมฺ — ไม่มีที่สิ้นสุด, อาทฺยมฺ — องค์แรก, ยตฺ — ซึ่ง, เม — ของข้า, ตฺวตฺ อเนฺยน — นอกจากเธอ, น ทฺฤษฺฏ-ปูรฺวมฺ — ไม่มีผู้ใดเคยเห็นมาก่อน
คำแปล
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  อรฺชุน  ที่รัก  ด้วยพลังเบื้องสูงของข้า  ข้ายินดีจะแสดงให้เธอเห็นรูปลักษณ์จักรวาลที่สูงสุดภายในโลกวัตถุนี้  ไม่มีผู้ใดเคยเห็นรูปลักษณ์เดิมนี้มาก่อน  ซึ่งไร้ขอบเขตและเต็มไปด้วยรัศมีที่เจิดจรัส
คำอธิบาย
อรฺชุน  ทรงปรารถนาที่จะเห็นรูปลักษณ์จักรวาลขององค์  ภควานฺ  ดังนั้น  ด้วยพระเมตตาที่  กฺฤษฺณ  ทรงมีต่อสาวกจึงทรงแสดงรูปลักษณ์จักรวาลของพระองค์ที่เต็มไปด้วยรัศมีและความมั่งคั่ง  รูปลักษณ์นี้ส่องแสงเหมือนกับดวงอาทิตย์  พระพักตร์มากมายเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  กฺฤษฺณ  ทรงแสดงรูปลักษณ์ที่มาจากพลังเบื้องสูงของพระองค์เพื่อสนองตอบความปรารถนาของสหาย  อรฺชุน  การคาดคะเนของมนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้  ไม่เคยมีผู้ใดเห็นรูปลักษณ์จักรวาลนี้ก่อน  อรฺชุน  เนื่องจากรูปลักษณ์นี้ได้แสดงให้  อรฺชุน  ทรงเห็น  เหล่าสาวกบนสรวงสวรรค์และดาวเคราะห์อื่นๆ  ในอวกาศไม่เคยเห็นมาก่อน  อีกนัยหนึ่ง  ด้วยพระเมตตาของ  กฺฤษฺณ  สาวกทั้งหลายขององค์  ภควานฺ  ใน  สาย  ปรมฺปรา  จึงสามารถเห็นรูปลักษณ์จักรวาลที่ได้แสดงให้  อรฺชุน  บางคนวิจารณ์ว่ารูปลักษณ์นี้ได้แสดงให้  ทุโรฺยธน  แต่ด้วยความอับโชคทุโรฺยธน  ไม่ยอมรับข้อเสนอเพื่อสันติภาพ  ตอนนั้น  กฺฤษฺณ  ทรงแสดงรูปลักษณ์จักรวาลแต่รูปลักษณ์เหล่านั้นแตกต่างไปจากรูปลักษณ์ที่ทรงแสดงให้  อรฺชุน  ขณะนี้  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าไม่เคยมีผู้ใดเห็นรูปลักษณ์นี้มาก่อน
न वेदयज्ञाध्ययनैर्न दानै-
र्न च क्रियाभिर्न तपोभिरुग्रैः ।
एवंरूपः शक्य अहं नृलोके
द्रष्टुं त्वदन्येन कुरुप्रवीर ॥ ११.४८ ॥
โศลก 48
na veda-yajñādhyayanair na dānair
na ca kriyābhir na tapobhir ugraiḥ
evaṁ-rūpaḥ śakya ahaṁ nṛ-loke
draṣṭuṁ tvad anyena kuru-pravīra
น เวท-ยชฺญาธฺยยไนรฺ น ทาไนรฺ
น จ กฺริยาภิรฺ น ตโปภิรฺ อุไคฺรห์
เอวํ-รูปห์ ศกฺย อหํ นฺฤ-โลเก
ทฺรษฺฏุํ ตฺวทฺ อเนฺยน กุรุ-ปฺรวีร
— ไม่เคย, เวท-ยชฺญ — ด้วยการบูชา, อธฺยยไนห์ — หรือการศึกษาคัมภีร์พระ เวท, — ไม่เคย, ทาไนห์ — ด้วยการทำบุญ, — ไม่เคย, — เช่นกัน, กฺริยาภิห์ — ด้วยการทำบุญ, — ไม่เคย, ตโปภิห์ — ด้วยการบำเพ็ญเพียรอย่างจริงจัง, อุไคฺรห์ — อย่างเคร่งครัด, เอวมฺ-รูปห์ — ในรูปลักษณ์นี้, ศกฺยห์ — สามารถ, อหมฺ — ข้า, นฺฤ-โลเก — ในโลกวัตถุนี้, ทฺรษฺฏุมฺ — ได้เห็น, ตฺวตฺ — กว่าเธอ, อเนฺยน — โดยผู้อื่น, กุรุ-ปฺรวีร — โอ้ ผู้ยอดเยี่ยมในหมู่นักรบ กุรุ
คำแปล
โอ้  ผู้ยอดเยี่ยมในหมู่นักรบแห่ง  กุรุ  ไม่เคยมีผู้ใดก่อนหน้าเธอเห็นรูปลักษณ์จักรวาลของข้านี้  ไม่ว่าจากการศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  จากการปฏิบัติพิธีบูชาต่างๆ  จากการให้ทาน  จากการทำบุญ  หรือจากการบำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัดก็ไม่มีผู้ใดสามารถเห็นรูปลักษณ์นี้ในโลกวัตถุ
คำอธิบาย
จักษุทิพย์ในความสัมพันธ์กับประเด็นนี้ควรทำความเข้าใจอย่างชัดเจนว่า  ผู้ใดสามารถมีจักษุทิพย์?  ทิพย์หมายความว่า  แห่งเทพ  นอกจากเราบรรลุถึงระดับทิพย์เหมือนกับเทพ  เราจะไม่สามารถมีจักษุทิพย์ได้  และเทพคือใคร?  ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์พระ  เวท  ว่า  พวกที่เป็นสาวกของพระ  วิษฺณุ  คือ  เทพ  (วิษฺณุ-ภกฺตห์  สฺมฺฤโต  ไทวห์)  พวกที่ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  หรือพวกที่ไม่เชื่อในพระ  วิษฺณุ  หรือพวกที่รู้เพียงส่วนที่ไร้รูปลักษณ์ของ  กฺฤษฺณ  ไม่สามารถมีจักษุทิพย์  เป็นไปไม่ได้ที่ประณาม  กฺฤษฺณ  แล้วจะมีจักษุทิพย์ในขณะเดียวกัน  เราไม่สามารถมีจักษุทิพย์หากไม่มาเป็นบุคคลทิพย์  อีกนัยหนึ่ง  พวกที่มีจักษุทิพย์จะสามารถเห็นสิ่งที่  อรฺชุน  ทรงเห็น
ภควัท-คีตา  ได้พรรณนาถึงรูปลักษณ์จักรวาล  ถึงแม้การพรรณนานี้ไม่เคยมีผู้ใดรู้มาก่อน  อรฺชุน  บัดนี้  เ  ราม  ีแนวความคิดบางอย่างเกี่ยวกับ  วิศฺว-รูป  หลังจากเหตุการณ์นี้  บุคคลที่เป็นทิพย์จริง  ๆ  สามารถเห็นรูปลักษณ์จักรวาลขององค์  ภควานฺ  แต่เราไม่สามารถเป็นทิพย์หากไม่มาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ของ  กฺฤษฺณ  อย่างไรก็ดีสาวกผู้ที่อยู่ในธรรมชาติทิพย์จริงและมีจักษุทิพย์  จะไม่สนใจในการเห็นรูปลักษณ์จักรวาลขององค์  ภควานฺ  เท่าใดนัก  ดังที่ได้อธิบายในโศลกก่อนหน้านี้  อรฺชุน  ทรงปรารถนาที่จะเห็นรูปลักษณ์สี่กรขององค์  กฺฤษฺณ  ในรูปพระ  วิษฺณุ  อันที่จริงท่านทรงกลัวรูปลักษณ์จักรวาล
โศลกนี้มีคำพูดสำคัญ  ๆ  เช่น  เวท-ยชฺญาธฺยยไนห์  ซึ่งหมายถึง  การศึกษาวรรณกรรมพระ  เวท  และเรื่องราวกฎเกณฑ์ในพิธีบูชา  พระ  เวท  หมายถึงวรรณกรรมพระ  เวท  ทั้งหมด  เช่น  พระ  เวท  ทั้งสี่เล่ม  (ฤคฺ,  ยชุรฺ,  สาม  และ  อถรฺว)  และ  ปุราณ  ทั้งสิบแปดเล่ม  อุปนิษทฺ  และ  เวทานฺต-สูตฺร  เราสามารถศึกษาคัมภีร์เหล่านี้ที่บ้านหรือที่ใดก็ได้  ในทำนองเดียวกันมี  สูตฺร  เช่น  กลฺป-สูตฺร  และ  มีมำสา-สูตฺร  เพื่อศึกษาพิธีกรรมบวงสรวงบูชา  ทาไนห์  หมายถึงการให้ทานซึ่งถวายให้แก่ผู้ที่เหมาะสมเช่นบุคคลผู้ที่ปฏิบัติรับใช้ด้วยความรักทิพย์ต่อองค์  ภควานฺ  เช่น  พฺราหฺมณ  ไวษฺณว  ในทำนองเดียวกัน  “การทำบุญ”  หมายถึง  อคฺนิ-โหตฺร  และหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้สำหรับวรรณะต่าง  ๆ  การอาสายอมทำให้ร่างกายเจ็บปวดบ้างเรียกว่า  ตปสฺย  ดังนั้นเราสามารถปฏิบัติตามรายการทั้งหมดนี้  ยอมรับการบำเพ็ญเพียรทางร่างกาย  การให้ทาน  การศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  ฯลฯ  แต่นอกจากมาเป็นสาวกเหมือนกับ  อรฺชุน  มิฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นรูปลักษณ์จักรวาล  พวกที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์จินตนาการว่าได้เห็นรูปลักษณ์จักรวาลขององค์  ภควานฺ  แต่จาก  ภควัท-คีตา  เราเข้าใจว่าพวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์ไม่ใช่สาวก  ดังนั้น  จึงไม่สามารถเห็นรูปลักษณ์จักรวาลของพระองค์ได้
มีหลายคนสร้างอวตารต่าง  ๆ  และอวดอ้างอย่างผิด  ๆ  ว่ามนุษย์ธรรมดาเป็นองค์อวตาร  แต่นี่เป็นความโง่เขลาเบาปัญญาทั้งสิ้น  เราควรปฏิบัติตามหลักธรรมของ  ภควัท-คีตา  มิฉะนั้น  เป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุถึงความรู้ทิพย์อย่างสมบูรณ์  แม้จะถือว่า  ภควัท-คีตา  เป็นระดับประถมศึกษาของศาสตร์แห่งองค์  ภควานฺ  ถึงกระนั้นก็มีความสมบูรณ์พอที่จะทำให้เราแยกแยะว่าอะไรคืออะไร  เหล่าสาวกของอวตารจอมปลอมอาจกล่าวว่า  พวกตนก็เห็นอวตารทิพย์รูปลักษณ์จักรวาลขององค์  ภควานฺ  เช่นกัน  แต่เช่นนี้ยอมรับไม่ได้  เพราะได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้  ว่า  นอกจากมาเป็นสาวกของ  กฺฤษฺณ  มิฉะนั้น  จะไม่สามารถเห็นรูปลักษณ์จักรวาลขององค์  ภควานฺ  ดังนั้น  ก่อนอื่นเขาต้องมาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ของ  กฺฤษฺณ  จากนั้น  จึงอ้างได้ว่าตนสามารถแสดงรูปลักษณ์จักรวาลที่ได้เห็นมา  สาวกของ  กฺฤษฺณ  ไม่ยอมรับอวตารจอมปลอม  หรือบรรดาสาวกของอวตารจอมปลอม
मा ते व्यथा मा च विमूढभावो
दृष्ट्वा रूपं घोरमीदृङ्ममेदम् ।
व्यपेतभीः प्रीतमनाः पुनस्त्वं
तदेव मे रूपमिदं प्रपश्य ॥ ११.४९ ॥
โศลก 49
mā te vyathā mā ca vimūḍha-bhāvo
dṛṣṭvā rūpaṁ ghoram īdṛṅ mamedam
vyapeta-bhīḥ prīta-manāḥ punas tvaṁ
tad eva me rūpam idaṁ prapaśya
มา เต วฺยถา มา จ วิมูฒ-ภาโว
ทฺฤษฺฏฺวา รูปํ โฆรมฺ อีทฺฤงฺ มเมทมฺ
วฺยเปต-ภีห์ ปฺรีต-มนาห์ ปุนสฺ ตฺวํ
ตทฺ เอว เม รูปมฺ อิทํ ปฺรปศฺย
มา — จงอย่าเป็นเช่นนั้น, เต — แด่เธอ,วฺยถา — ปัญหา, มา — จงอย่าเป็นเช่นนั้น, — เช่นกัน, วิมูฒ-ภาวห์ — สับสน, ทฺฤษฺฏฺวา — จากการเห็น, รูปมฺ — รูปลักษณ์, โฆรมฺ — น่ากลัว, อีทฺฤกฺ — ตามความจริง, มม — ของข้า, อิทมฺ — นี้,วฺยเปต-ภีห์ — ปราศจากความกลัวทั้งหมด, ปฺรีต-มนาห์ — ทำให้จิตใจยินดี, ปุนห์ — อีกครั้งหนึ่ง,ตฺวมฺ — เธอ, ตตฺ — นั้น, เอว — ดังนั้น, เม — ของข้า, รูปมฺ — รูปลักษณ์, อิทมฺ — นี้, ปฺรปศฺย — จงดู
คำแปล
จากการเห็นรูปลักษณ์อันน่ากลัวของข้านี้ทำให้เธอยุ่งเหยิงและสับสน  บัดนี้ขอให้จบลง  สาวกของข้าเป็นอิสระจากสิ่งรบกวนทั้งหลายอีกครั้ง  ด้วยจิตที่สงบ  เธอจะสามารถเห็นรูปลักษณ์ที่เธอปรารถนา  ณ  บัดนี้
คำอธิบาย
ในตอนต้นของ  ภควัท-คีตา  อรฺชุน  ทรงรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับการสังหารภีษฺม  และ  โทฺรณ  ผู้เป็นเสด็จปู่และอาจารย์ที่เคารพบูชา  แต่  กฺฤษฺณ  ตรัสว่าไม่จำเป็นต้องกลัวการสังหารเสด็จปู่  เพราะเมื่อตอนที่โอรสของ  ธฺฤตราษฺฏฺร  พยายามเปลื้องผ้าพระนาง  เทฺราปที  ในที่ชุมนุมของเหล่า  กุรุ  ภีษฺม  และ  โทฺรณ  มิได้ปริปากเลย  จากการละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้ทั้งคู่สมควรถูกสังหาร  กฺฤษฺณ  ทรงแสดงรูปลักษณ์จักรวาลแด่  อรฺชุน  เพื่อแสดงให้เห็นว่า  บุคคลเหล่านี้ถูกสังหารเรียบร้อยแล้วจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย  ที่แสดงเหตุการณ์นั้นให้  อรฺชุน  เห็นเพราะว่า  สาวกมีความสงบอยู่เสมอและไม่สามารถกระทำสิ่งที่ร้ายกาจเช่นนี้  จุดมุ่งหมายในการเปิดเผยรูปลักษณ์จักรวาลแสดงให้เห็นว่า  บัดนี้  อรฺชุน  ทรงปรารถนาที่จะเห็นรูปลักษณ์สี่กร  และ  กฺฤษฺณ  จะทรงแสดงให้เห็น  สาวกไม่สนใจกับรูปลักษณ์จักรวาลเท่าใดนัก  เพราะไม่สามารถแลกเปลี่ยนความรู้สึกในความรักได้  สาวกปรารถนาจะถวายความเคารพบูชาด้วยความรู้สึก  หรือปรารถนาจะเห็นรูปลักษณ์สองกรของ  กฺฤษฺณ  ก็เพื่อที่จะสามารถแลกเปลี่ยนในการรับใช้ด้วยความรักต่อองค์  ภควานฺ  
संजय उवाच ।
इत्यर्जुनं वासुदेवस्तथोक्त्वा
स्वकं रूपं दर्शयामास भूयः ।
आश्वासयामास च भीतमेनं
भूत्वा पुनः सौम्यवपुर्महात्मा ॥ ११.५० ॥
โศลก 50
sañjaya uvāca
ity arjunaṁ vāsudevas tathoktvā
svakaṁ rūpaṁ darśayām āsa bhūyaḥ
āśvāsayām āsa ca bhītam enaṁ
bhūtvā punaḥ saumya-vapur mahātmā
สญฺชย อุวาจ
อิตฺยฺ อรฺชุนํ วาสุเทวสฺ ตโถกฺตฺวา
สฺวกํ รูปํ ทรฺศยามฺ อาส ภูยห์
อาศฺวาสยามฺ อาส จ ภีตมฺ เอนํ
ภูตฺวา ปุนห์ เสามฺย-วปุรฺ มหาตฺมา
สญฺชยห์ อุวาจสญฺชย กล่าว, อิติ — ดังนั้น, อรฺชุนมฺ — แด่ อรฺชุน, วาสุเทวห์กฺฤษฺณ, ตถา — เช่นนั้น, อุกฺตฺวา — ตรัส, สฺวกมฺ — ด้วยพระองค์เอง, รูปมฺ — รูปลักษณ์, ทรฺศยามฺ อาส — แสดง, ภูยห์ — อีกครั้ง, อาศฺวาสยามฺ อาส — ส่งเสริม, — เช่นกัน, ภีตมฺ — น่ากลัว, เอนมฺ — เขา, ภูตฺวา — มาเป็น, ปุนห์ — อีกครั้ง, เสามฺย-วปุห์ — รูปลักษณ์ที่ สง่างาม, มหา-อาตฺมา — ผู้ยิ่งใหญ่
คำแปล
  สญฺชย  กล่าวต่อ  ธฺฤตราษฺฏฺร  ว่า  องค์ภควานชรี  กฺฤษฺณ  หลังจากตรัสกับอาร-จุนะแล้ว  ทรงแสดงรูปลักษณ์สี่กรอันแท้จริงของพระองค์  และในที่สุดทรงแสดงรูปลักษณ์สองกร  เพื่อเป็นการให้กำลังใจ  อรฺชุน  ที่ทรงกำลังกลัวอยู่
คำอธิบาย
เมื่อ  กฺฤษฺณ  ทรงปรากฏเป็นบุตรของ  วสุเทว  และ  เทวกี  ตอนแรกพระองค์ทรงปรากฏในรูป  นารายณ  สี่กร  เมื่อพระบิดาและพระมารดาขอร้อง  พระองค์ทรงเปลี่ยนร่างมาเป็นทารกน้อยธรรมดา  ลักษณะเดียวกัน  กฺฤษฺณ  ทรงทราบว่า  อรฺชุนไม่สนใจที่จะเห็นรูปลักษณ์สี่กร  แต่เนื่องจาก  อรฺชุน  ขอร้องที่จะได้เห็นรูปลักษณ์สี่กรนี้  กฺฤษฺณ  จึงทรงแสดงรูปลักษณ์นี้อีกครั้งหนึ่ง  จากนั้นพระองค์ก็ทรงแสดงรูปลักษณ์สองกร  คำว่า  เสามฺย-วปุห์  มีความสำคัญมาก  เสามฺย-วปุห์  เป็นรูปลักษณ์ที่สง่างามมาก  รู้กันว่าสง่างามที่สุด  เมื่อพระองค์ทรงปรากฏ  ทุกคนได้แต่หลงรักรูปลักษณ์นี้เนื่องจาก  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้กำกับจักรวาลจึงทรงจำกัดความกลัวของสาวก  อรฺชุน  และทรงแสดงรูปลักษณ์  กฺฤษฺณ  อันสง่างามอีกครั้งหนึ่ง  ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  (5.38)  กล่าวไว้ว่า  เปฺรมาญฺชน-จฺฉุริต-ภกฺติ-วิโลจเนน  บุคคลผู้มีดวงตาที่ชโลมไปด้วยสายใยแห่งความรักเท่านั้นจึงสามารถเห็นรูปลักษณ์อันสง่างามของ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ได้
अर्जुन उवाच ।
दृष्ट्वेदं मानुषं रूपं तव सौम्यं जनार्दन
इदानीमस्मि संवृत्तः सचेताः प्रकृतिं गतः ॥ ११.५१ ॥
โศลก 51
arjuna uvāca
dṛṣṭvedaṁ mānuṣaṁ rūpaṁ  tava saumyaṁ janārdana
idānīm asmi saṁvṛttaḥ  sa-cetāḥ prakṛtiṁ gataḥ
อรฺชุน อุวาจ
ทฺฤษฺเฏฺวทํ มานุษํ รูปํ  ตว เสามฺยํ ชนารฺทน
อิทานีมฺ อสฺมิ สํวฺฤตฺตห์  ส-เจตาห์ ปฺรกฺฤตึ คตห์
อรฺชุนห์ อุวาจอรฺชุน ตรัส, ทฺฤษฺฏฺวา — เห็น, อิทมฺ — นี้, มานุษมฺ — มนุษย์, รูปมฺ — รูป ลักษณ์, ตว — ของพระองค์, เสามฺยมฺ — สง่างามมาก, ชนารฺทน — โอ้ ผู้กำราบศัตรู, อิทานีมฺ — บัดนี้, อสฺมิ — ข้าเป็น, สํวฺฤตฺตห์ — สงบลง, ส-เจตาห์ — ในจิตสำนึกของข้าพเจ้า, ปฺรกฺฤติมฺ — ธรรมชาติของตัวข้าพเจ้า, คตห์ — กลับคืน
คำแปล
ดังนั้น  เมื่อ  อรฺชุน  ทรงเห็น  กฺฤษฺณ  ในรูปลักษณ์เดิมของพระองค์แล้ว  จึงตรัสว่าโอ้  ชนารฺทน  เมื่อได้เห็นรูปลักษณ์คล้ายมนุษย์ที่มีความสง่างามมากนี้  บัดนี้ข้าตั้งสติได้แล้ว  และได้กลับคืนมาสู่สภาพตามธรรมชาติเดิมของข้าพเจ้า
คำอธิบาย
ณ  ที่นี้  คำว่า  มานุษํ  รูปมฺ  แสดงให้เห็นถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  รูปเดิมที่มีสองกรอย่างชัดเจน  พวกที่เยาะเย้ย  กฺฤษฺณ  ประหนึ่งว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลธรรมดา  แสดงให้เห็นถึงความโง่เขลาเบาปัญญาของตนเกี่ยวกับธรรมชาติทิพย์ของพระองค์  ณ  ที่นี้  หาก  กฺฤษฺณ  ทรงเหมือนกับมนุษย์ธรรมดาแล้วเป็นไปได้อย่างไรที่ทรงแสดงรูปลักษณ์จักรวาล  ทรงแสดงรูปลักษณ์พระ  นารายณ  สี่กร?  ดังนั้น  จึงได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนมากใน  ภควัท-คีตา  ว่าผู้ที่คิดว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุคคลธรรมดาและนำพาผู้อ่านไปในทางที่ผิด  โดยอ้างว่า  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์ที่อยู่ภายใน  กฺฤษฺณ  เป็นผู้ตรัส  บุคคลนี้กำลังกระทำผิดอย่างมหันต์  กฺฤษฺณ  ทรงแสดงรูปลักษณ์จักรวาล  และทรงแสดงรูปลักษณ์  วิษฺณุ  สี่กรจริง  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วพระองค์จะทรงเป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญได้อย่างไร  สาวกผู้บริสุทธิ์ไม่สับสนกับคำวิจารณ์  ภควัท-คีตา  ที่นำพาไปในทางที่ผิด  เพราะทราบดีว่าอะไรเป็นอะไร  โศลกเดิมแท้ของ  ภควัท-คีตา  นั้นสว่างไสวชัดเจนเหมือนกับดวงอาทิตย์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้แสงตะเกียงจากนักตีความผู้เบาปัญญา
श्रीभगवानुवाच ।
सुदुर्दर्शमिदं रूपं दृष्टवानसि यन्मम
देवा अप्यस्य रूपस्य नित्यं दर्शनकाङ्क्षिणः ॥ ११.५२ ॥
โศลก 52
śrī-bhagavān uvāca
su-durdarśam idaṁ rūpaṁ  dṛṣṭavān asi yan mama
devā apy asya rūpasya  nityaṁ darśana-kāṅkṣiṇaḥ
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
สุ-ทุรฺทรฺศมฺ อิทํ รูปํ  ทฺฤษฺฏวานฺ อสิ ยนฺ มม
เทวา อปฺยฺ อสฺย รูปสฺย  นิตฺยํ ทรฺศน-กางฺกฺษิณห์
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส,สุ-ทุรฺทรฺศมฺ — เห็นได้ยาก มาก, อิทมฺ — นี้, รูปมฺ — รูปลักษณ์, ทฺฤษฺฏวานฺ อสิ — ดังที่เธอได้เห็น, ยตฺ — ซึ่ง,มม — ของ ข้า, เทวาห์ — เหล่าเทวดา, อปิ — เช่นกัน, อสฺย — นี้, รูปสฺย — รูปลักษณ์, นิตฺยมฺ — อมตะ, ทรฺศน-กางฺกฺษิณห์ — ปรารถนาที่จะได้เห็น
คำแปล
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  อรฺชุน  ที่รัก  รูปลักษณ์ของข้าที่เธอกำลังเห็นอยู่นี้เป็นสิ่งยากมากที่จะเห็นได้  แม้แต่เหล่าเทวดายังแสวงหาโอกาสเสมอที่จะได้เห็นรูปลักษณ์อันเป็นที่รักยิ่งนี้
คำอธิบาย
โศลกที่สี่สิบแปดของบทนี้  กฺฤษฺณ  ทรงสรุปการเปิดเผยรูปลักษณ์จักรวาลของพระองค์และตรัสแก่  อรฺชุน  ว่า  จากการทำบุญมาก  ๆ  และทำพิธีบูชา  ฯลฯ  จะไม่สามารถเห็นรูปลักษณ์นี้ได้  ณ  ที่นี้ได้ใช้คำว่า  สุ-ทุรฺทรฺศมฺ  แสดงให้เห็นว่ารูปลักษณ์สองกรของ  กฺฤษฺณ  เป็นความลับยิ่งขึ้นไปอีก  เราอาจสามารถเห็นรูปลักษณ์จักรวาลของ  กฺฤษฺณ  ด้วยการบวกการอุทิศตนเสียสละรับใช้เข้าไปอีกนิดหนึ่งกับกิจกรรมต่าง  ๆ  เช่นการบำเพ็ญเพียร  การศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  และการคาดคะเนทางปรัชญา  ซึ่งอาจจะเป็นไปได้  แต่หากปราศจากการเจือ  ภกฺติ  เข้าไปเราจะไม่สามารถเห็น  ดังที่ได้อธิบายไว้แล้ว  แต่เหนือไปกว่ารูปลักษณ์จักรวาล  รูปลักษณ์  กฺฤษฺณ  สองกรยิ่งเห็นได้ยากขึ้นไปอีก  แม้แต่เทวดา  เช่น  พระ  พฺรหฺมา  และพระ  ศิว  ทรงปรารถนาที่จะเห็น  กฺฤษฺณ  เรามีหลักฐานใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ว่า  ขณะที่  กฺฤษฺณ  ทรงประทับอยู่ในครรภ์ของพระมารดา  เทวกี  เหล่าเทวดาทั้งหลายจากสรวงสวรรค์มาดูความอัศจรรย์ของ  กฺฤษฺณ  และได้ถวายบทมนต์อันไพเราะแด่องค์  ภควานฺ  ถึงแม้ว่าขณะนั้นพระองค์ยังไม่ทรงปรากฏให้เห็นแต่เหล่าเทวดาทรงรอที่จะเห็นพระองค์  คนโง่เขลาอาจเยาะเย้ยองค์ภควานฺ  คิดว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลธรรมดาและอาจถวายความเคารพต่อ  “บางสิ่งบางอย่าง”  ที่ไร้รูปลักษณ์ภายในพระองค์ซึ่งมิใช่เป็นการเคารพพระองค์  เช่นนี้เป็นลักษณะที่ไร้สาระทั้งสิ้น  เหล่าเทวดา  เช่น  พระ  พฺรหฺมา  และพระ  ศิว  ทรงปรารถนาจะเห็นกฺฤษฺณ  ในรูปลักษณ์สองกรของพระองค์จริง  ๆ
ใน  ภควัท-คีตา  (9.11)  ได้ยืนยันไว้ว่า  อวชานนฺติ  มำ  มูฒา  มานุษีํ  ตนุมฺ  อาศฺริตมฺ  พระองค์ไม่ทรงปรากฏให้คนโง่เขลาที่เยาะเย้ยพระองค์เห็น  ดังที่ได้ยืนยันไว้โดย  พฺรหฺม-สํหิตา  และโดย  กฺฤษฺณ  เองใน  ภควัท-คีตา  ว่า  พระวรกายของ  กฺฤษฺณทรงเป็นทิพย์โดยสมบูรณ์  เปี่ยมไปด้วยความสุขเกษมสำราญและเป็นอมตะนิรันดร  พระวรกายของพระองค์ทรงไม่เหมือนกับร่างกายวัตถุ  แต่สำหรับบางคนที่ศึกษาเกี่ยวกับกฺฤษฺณ  ด้วยการอ่าน  ภควัท-คีตา  หรือคัมภีร์พระ  เวท  ในทำนองเดียวกันนี้  กฺฤษฺณ  กลายมาเป็นปัญหาเพราะเขาใช้กรรมวิธีทางวัตถุพิจารณาว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุคลิกภาพผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์และเป็นนักปราชญ์ผู้มีปัญญาเลอเลิศ  แต่พระองค์ทรงเป็นมนุษย์ธรรมดา  ถึงแม้พระองค์ทรงมีพลังอำนาจมากก็ยังต้องยอมรับร่างวัตถุ  ในที่สุดพวกเขาคิดว่าสัจธรรมที่สมบูรณ์เป็นสิ่งที่ไม่มีรูปลักษณ์และยึดติดอยู่กับธรรมชาติวัตถุ  เช่นนี้  เป็นการคำนวณทางวัตถุเกี่ยวกับองค์  ภควานฺ  การคำนวณอีกแบบหนึ่งคือการคาดคะเน  พวกที่แสวงหาความรู้จึงคาดคะเนเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  และพิจารณาว่าพระองค์ทรงมีความสำคัญน้อยกว่ารูปลักษณ์จักรวาลของพระองค์  ดังนั้น  บางคนคิดว่ารูปลักษณ์จักรวาลของ  กฺฤษฺณ  ที่ทรงปรากฏให้  อรฺชุน  เห็นมีความสำคัญมากกว่ารูปลักษณ์ส่วนพระองค์  ตามบุคคลเหล่านี้รูปลักษณ์ส่วนพระองค์ขององค์  ภควานฺ  เป็นบางสิ่งบางอย่างที่จินตนาการขึ้นมา  โดยเชื่อว่าในระดับสุดท้ายสัจธรรมที่สมบูรณ์ไม่ใช่เป็นบุคคล  แต่กรรมวิธีทิพย์ได้อธิบายไว้ใน  ภควัท-คีตา  บทที่สี่ว่า  ให้สดับฟังเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  จากบุคคลที่เชื่อถือได้  เช่นนี้คือกรรมวิธีของพระ  เวท  โดยแท้จริง  พวกที่อยู่ในสายพระ  เวท  โดยแท้จริงสดับฟังเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  จากผู้ที่เชื่อถือได้  ด้วยการสดับฟังเกี่ยวกับพระองค์เป็นอาจิณแล้ว  กฺฤษฺณ  จะกลายมาเป็นที่รัก  ดังที่เราได้กล่าวไว้หลายครั้งว่า  กฺฤษฺณ  ทรงถูกปกคลุมด้วยพลัง  โยค-มายา  ของพระองค์  ทรงไม่เปิดเผยหรือให้ผู้ใดเห็น  คนที่พระองค์ทรงเปิดเผยให้เท่านั้นจึงสามารถเห็นพระองค์  ได้ยืนยันไว้เช่นนี้ในวรรณกรรมพระ  เวท  ว่า  สำหรับดวงวิญญาณที่ศิโรราบจึงสามารถเข้าใจสัจธรรมโดยแท้จริง  นักทิพย์นิยมผู้ปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างต่อเนื่อง  และด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อ  กฺฤษฺณ  จึงสามารถมีจักษุทิพย์ที่สว่างไสวขึ้นและสามารถเห็น  กฺฤษฺณจากการเปิดเผย  การเปิดเผยเช่นนี้เป็นไปไม่ได้แม้แต่เทวดา  ดังนั้น  จึงเป็นการยากแม้แต่พวกเทวดาที่จะเข้าใจ  กฺฤษฺณ  และเหล่าเทวดาที่เจริญแล้วหวังเสมอว่าจะได้เห็น  กฺฤษฺณ  ในรูปลักษณ์สองกร  โดยสรุปก็คือ  การเห็นรูปลักษณ์จักรวาลของ  กฺฤษฺณ  เป็นสิ่งที่ยาก  จึงเป็นไปไม่ได้สำหรับทุก  ๆ  คน  และยากยิ่งขึ้นไปอีกที่จะเข้าใจรูปลักษณ์ของพระองค์ในรูป  ศฺยามสุนฺทร  
नाहं वेदैर्न तपसा न दानेन न चेज्यया ।
शक्य एवंविधो द्रष्टुं दृष्टवानसि मां यथा ॥ ११.५३ ॥
โศลก 53
nāhaṁ vedair na tapasā  na dānena na cejyayā
śakya evaṁ-vidho draṣṭuṁ  dṛṣṭavān asi māṁ yathā
นาหํ เวไทรฺ น ตปสา  น ทาเนน น เจชฺยยา
ศกฺย เอวํ-วิโธ ทฺรษฺฏุํ  ทฺฤษฺฏวานฺ อสิ มำ ยถา
— ไม่เคย, อหมฺ — ข้า, เวไทห์ — ด้วยการศึกษาคัมภีร์พระ เวท, — ไม่เคย, ตปสา — ด้วยการบำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัด, — ไม่เคย, ทาเนน — ด้วยการให้ทาน, — ไม่ เคย, — เช่นกัน, อิชฺยยา — ด้วยการบูชา, ศกฺยห์ — เป็นไปได้, เอวมฺ-วิธห์ — เหมือนกัน, ทฺรษฺฏุมฺ — เห็น, ทฺฤษฺฏวานฺ — การเห็น, อสิ — เธอเป็น, มามฺ — ข้า, ยถา — ตามเป็นจริง
คำแปล
รูปลักษณ์ที่กำลังเห็นด้วยจักษุทิพย์ของเธอ  การศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  การปฏิบัติบำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัด  การให้ทาน  หรือการบูชาไม่สามารถเข้าใจได้  มิใช่ว่าปฏิบัติตามวิธีเหล่านี้แล้วจะสามารถเห็นข้าตามความเป็นจริง
คำอธิบาย
ครั้งแรก  กฺฤษฺณ  ทรงปรากฏต่อหน้าพระมารดา  เทวกี  และพระบิดา  วสุเทว  ในรูปลักษณ์สี่กร  จากนั้นพระองค์ทรงเปลี่ยนพระวรกายมาเป็นรูปลักษณ์สองกรอิทธิฤทธิ์เช่นนี้เข้าใจได้ยากมากสำหรับพวกที่ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  หรือพวกที่ปราศจากการอุทิศตนเสียสละรับใช้  สำหรับพวกนักวิชาการที่ได้แต่ศึกษาวรรณกรรมพระ  เวท  โดยผ่านทางความรู้ไวยากรณ์  หรือมีแต่เพียงคุณสมบัติทางวิชาการเท่านั้น  เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจ  กฺฤษฺณ  สำหรับบุคลลที่ไปวัดเพื่อถวายการบูชาแด่พระองค์ตามพิธีกรรม  ได้แต่ไปเยี่ยมเยียนพระองค์เท่านั้น  แต่ไม่สามารถเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ตามความเป็นจริง  เราจะสามารถเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ได้ด้วยวิถีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้เท่านั้น  ดังที่  กฺฤษฺณ  ทรงอธิบายด้วยพระองค์เองในโศลกต่อไป
भक्त्या त्वनन्यया शक्य अहमेवंविधोऽर्जुन ।
ज्ञातुं द्रष्टुं च तत्त्वेन प्रवेष्टुं च परंतप ॥ ११.५४ ॥
โศลก 54
bhaktyā tv ananyayā śakya  aham evaṁ-vidho ’rjuna
jñātuṁ draṣṭuṁ ca tattvena  praveṣṭuṁ ca paran-tapa
ภกฺตฺยา ตฺวฺ อนนฺยยา ศกฺย  อหมฺ เอวํ-วิโธ ’รฺชุน
ชฺญาตุํ ทฺรษฺฏุํ จ ตตฺเตฺวน  ปฺรเวษฺฏุํ จ ปรนฺ-ตป
ภกฺตฺยา — ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้, ตุ — แต่, อนนฺยยา — โดยไม่ผสมกับกิจกรรม เพื่อหวังผลหรือความรู้จากการคาดคะเน, ศกฺยห์ — เป็นไปได้, อหมฺ — ข้า, เอวมฺ-วิธห์ — เหมือนนี้, อรฺชุน — โอ้ อรฺชุน, ชฺญาตุมฺ — รู้, ทฺรษฺฏุมฺ — เห็น, — และ, ตตฺเตฺวน — ความ จริง, ปฺรเวษฺฏุมฺ — เข้าไปข้างใน, — และ, ปรมฺ-ตป — โอ้ นักรบผู้ยอดเยี่ยม
คำแปล
  อรฺชุน  ที่รัก  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่ไม่แบ่งปันเท่านั้นจึงสามารถเข้าใจข้าตามความเป็นจริง  ซึ่งยืนอยู่ต่อหน้าเธอ  สามารถเห็นได้โดยตรง  ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่เธอสามารถเข้าไปในความเร้นลับแห่งการเข้าใจข้า
คำอธิบาย
เราสามารถเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ด้วยกรรมวิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่ไม่แบ่งปันเท่านั้น  พระองค์ทรงอธิบายอย่างแจ่มแจ้งในโศลกนี้  เพื่อบรรดานักตีความที่เชื่อถือไม่ได้พยายามเข้าใจ  ภควัท-คีตา  ด้วยวิธีการคาดคะเนจะได้รู้ว่าพวกตนได้แต่เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์  ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ไม่เข้าใจว่าทรงมาจากพระบิดาพระมารดาในรูปลักษณ์สี่กรได้อย่างไร  และเปลี่ยนพระวรกายมาเป็นรูปลักษณ์สองกรโดยทันทีได้อย่างไร  สิ่งเหล่านี้เข้าใจได้ยากมากจากการศึกษาคัมภีร์พระ  เวทหรือจากการคาดคะเนทางปรัชญา  ดังนั้น  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  ไม่มีผู้ใดสามารถเห็นพระองค์หรือเข้าถึงการเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้  อย่างไรก็ดี  พวกที่เป็นนักศึกษาวรรณกรรมพระ  เวท  ที่มีประสบการณ์มาก  สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับพระองค์จากวรรณกรรมพระ  เวท  ได้หลาย  ๆ  ทาง  มีกฏเกณฑ์มากมายหากเราปรารถนาจะเข้าใจ  กฺฤษฺณ  เราต้องปฏิบัติตามหลักกฏเกณฑ์ที่ได้ให้ไว้ในวรรณกรรมที่เชื่อถือได้  เราสามารถปฏิบัติการบำเพ็ญเพียรตามหลักธรรมเหล่านั้น  ตัวอย่างเช่น  ปฏิบัติการบำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัด  เราอาจถือศีลอดอาหารในวัน  ชนฺมาษฺฏมี  วันที่  กฺฤษฺณ  ทรงปรากฏและวัน  เอกาทศี  เดือนละสองวัน  (วันขึ้นสิบเอ็ดค่ำและวันแรมสิบเอ็ดค่ำ)  สำหรับการให้ทานได้กล่าวไว้อย่างเรียบง่ายว่า  ทานควรให้แก่สาวกของ  กฺฤษฺณ  ผู้ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่พระองค์เพื่อเผยแพร่ปรัชญา  กฺฤษฺณ  หรือ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไปทั่วโลก  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นพรสำหรับมนุษยชาติ  รูป  โคสฺวามี  ได้ชื่นชม  องค์  ไจตนฺย  ว่าทรงเป็นบุคคลผู้มีจิตใจกว้างขวางที่สุดในการให้ทาน  เพราะความรัก  กฺฤษฺณ  เป็นสิ่งยากมากที่จะบรรลุถึง  แต่องค์  ไจตนฺย  ทรงแจกจ่ายโดยไม่คิดมูลค่าใด  ๆ  ทั้งสิ้น  ดังนั้นหากผู้ใดให้เงินแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการแจกจ่าย  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ทานนั้นให้ไปเพื่อเผยแพร่  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจึงเป็นการให้ทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกและหากผู้ใดปฏิบัติบูชาเหมือนที่กำหนดไว้ในวัด  (วัดในประเทศอินเดียโดยทั่วไปจะมีพระปฏิมาของ  วิษฺณุ  หรือ  กฺฤษฺณ  เสมอ)  นั่นเป็นโอกาสที่จะก้าวหน้าด้วยการถวายการบูชาและถวายความเคารพแด่พระองค์  สำหรับผู้ที่เริ่มต้นการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์  ภควานฺ  การบูชาในวัดเป็นสิ่งสำคัญ  ได้ยืนยันไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  (เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  6.23)  ว่า
ยสฺย เทเว ปรา ภกฺติรฺ  ยถา เทเว ตถา คุเรา
ตไสฺยเต กถิตา หฺยฺ อรฺถาห์  ปฺรกาศนฺเต มหาตฺมนห์
ผู้ที่มีความแน่วแน่ในการอุทิศตนเสียสละเพื่อองค์  ภควานฺ  และมีพระอาจารย์ทิพย์ที่มีศรัทธาอย่างแน่วแน่เช่นเดียวกันนี้เป็นผู้ชี้นำ  สามารถเห็นองค์  ภควานฺ  ด้วยการเปิดเผยเราไม่สามารถเข้าใจ  กฺฤษฺณ  จากการคาดคะเนทางจิตใจ  สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับการฝึกฝนโดยตรงภายใต้การนำทางของพระอาจาร์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้  เป็นไปไม่ได้แม้แต่ในการที่จะเริ่มเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ได้ใช้คำว่า  ตุ  เป็นพิเศษ  ณ  ที่นี้เพื่อแสดงว่าไม่มีวิธีอื่นใดที่สามารถใช้ได้  แนะนำได้  หรือสามารถประสบผลสำเร็จในการเข้าใจ  กฺฤษฺณ  
รูปลักษณ์ส่วนพระองค์ของ  กฺฤษฺณ  เช่น  รูปลักษณ์สองกรและสี่กรอธิบายด้วยคำว่า  สุ-ทุรฺทรฺศมฺ  หมายความว่า“เห็นได้ยากมาก”  ซึ่งแตกต่างจากรูปลักษณ์จักรวาลชั่วคราวที่แสดงให้  อรฺชุน  เห็นโดยสิ้นเชิง  รูปลักษณ์สี่กรของ  นารายณ  และรูปลักษณ์สองกรของ  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นอมตะและเป็นทิพย์  ในขณะที่รูปลักษณ์จักรวาลที่แสดงให้  อรฺชุน  นั้นชั่วคราวไม่ถาวร  คำว่า  ตฺวทฺ  อเนฺยน  น  ทฺฤษฺฏ-ปูรฺวมฺ  (โศลก  47)กล่าวว่า  ก่อนหน้า  อรฺชุน  ไม่เคยมีผู้ใดเห็นรูปลักษณ์จักรวาลนั้นมาก่อน  และยังแนะนำว่าในหมู่สาวกไม่มีความจำเป็นที่ต้องแสดงรูปลักษณ์นี้  ที่  กฺฤษฺณ  ทรงแสดงตามที่อรฺชุน  ขอร้องเพื่อในอนาคตเมื่อมีคนอ้างว่าตนเองเป็นอวตารขององค์  ภควานฺ  ผู้คนจะได้ขอร้องให้แสดงรูปลักษณ์จักรวาลของเขาให้เห็น
คำว่า    ได้ใช้หลายครั้งในโศลกก่อนหน้านี้  แสดงให้เห็นว่าเราไม่ควรภูมิใจมากกับประกาศณียบัตร  ในฐานะที่เป็นนักศึกษาทางวิชาการในวรรณกรรมพระ  เวทเหล่านี้  เราต้องปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อ  กฺฤษฺณ  ตรงนี้เท่านั้นจึงสามารถพยายามเขียนคำอธิบายเกี่ยวกับ  ภควัท-คีตา  
กฺฤษฺณ  ทรงเปลี่ยนรูปลักษณ์จักรวาลมาเป็นรูปลักษณ์สี่กร  นารายณ  จากนั้นทรงเปลี่ยนมาเป็นรูปลักษณ์ตามธรรมชาติสองกรของพระองค์  แสดงให้เห็นว่ารูปลักษณ์สี่กรและรูปลักษณ์อื่น  ๆ  ที่กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  ทั้งหมดออกมาจาก  กฺฤษฺณ  สองกรองค์แรกสุด  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นองค์แรกของอวตารที่ออกมาทั้งหมดกฺฤษฺณ  ทรงแตกต่างแม้จากรูปลักษณ์เหล่านี้  จึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงแนวคิดที่ไร้รูปลักษณ์  สำหรับรูปลักษณ์สี่กรของ  กฺฤษฺณ  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  แม้รูปลักษณ์สี่กรของ  กฺฤษฺณ  ที่คล้ายพระองค์มากที่สุด  (ทรงมีพระนามว่า  มหา-วิษฺณุ  ที่บรรทมอยู่ในมหาสมุทรจักรวาล  และจากการหายใจของพระองค์จักรวาลมากมายจนนับไม่ถ้วนปรากฏออกมาและเข้าไปในพระวรกายของพระองค์)  ก็เป็นภาคที่แบ่งแยกขององค์  ภควานฺ  เช่นเดียวกัน  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  (5.48)  ว่า
ยไสฺยก-นิศฺวสิต-กาลมฺ อถาวลมฺพฺย
ชีวนฺติ โลม-วิล-ชา ชคทฺ-อณฺฑ-นาถาห์
วิษฺณุรฺ มหานฺ ส อิห ยสฺย กลา-วิเศโษ
โควินฺทมฺ อาทิ-ปุรุษํ ตมฺ อหํ ภชามิ
“องค์  มหา-วิษฺณุ  ที่จักรวาลอันนับไม่ถ้วนทั้งหลายได้เข้าไปและออกมาอีกครั้งจากพระวรกายของพระองค์  ด้วยวิธีการหายใจของพระองค์  มหา-วิษฺณุ  ทรงเป็นภาคที่แบ่งแยกโดยสมบูรณ์ของ  กฺฤษฺณ  ฉะนั้น  ข้าขอบูชา  โควินฺท  กฺฤษฺณ  แหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง”  ดังนั้น  โดยสรุป  เราควรบูชารูปลักษณ์ส่วนพระองค์ของ  กฺฤษฺณ  ว่าเป็นองค์  ภควานฺ  ผู้ทรงมีความสุขเกษมสำราญนิรันดรและความรู้  พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของรูปลักษณ์  วิษฺณุ  ทั้งหมด  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของรูปลักษณ์อวตารทั้งหมด  และทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดองค์แรก  ดังที่ได้ยืนยันไว้ใน  ภควัท-คีตา  
ในวรรณกรรมพระ  เวท  (โคปาล  -ทาพะนี  อุพะนิชัด  1.1)  ข้อความนี้ปรากฏ
สจฺ-จิทฺ-อานนฺท-รูปาย  กฺฤษฺณายากฺลิษฺฏ-การิเณ
นโม เวทานฺต-เวทฺยาย  คุรเว พุทฺธิ-สากฺษิเณ
“ข้าขอแสดงความเคารพอย่างสูงแด่  กฺฤษฺณ  ผู้ทรงมีรูปลักษณ์ทิพย์แห่งความสุขเกษมสำราญ  เป็นอมตะ  และความรู้  ข้าขอแสดงความเคารพแด่พระองค์  เพราะว่าการเข้าใจพระองค์หมายถึงการเข้าใจคัมภีร์พระ  เวท  ดังนั้น  พระองค์ทรงเป็นพระอาจารย์ทิพย์สูงสุด”  และได้กล่าวต่อไปว่า  กฺฤษฺโณ  ไว  ปรมํ  ไทวตมฺ  “  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า”  (โคปาล-ตาปนี  อุปนิษทฺ  1.3)  เอโก  วศี  สรฺว-คห์  กฺฤษฺณ  อีฑฺยห์  “  กฺฤษฺณ  องค์เดียวเท่านั้นทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และทรงเป็นที่เคารพบูชา”  เอโก  ’ปิ  สนฺ  พหุธา  โย  ’วภาติ  “  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นหนึ่ง  แต่พระองค์ทรงปรากฏในรูปลักษณ์ที่ไม่จำกัด  โดยอวตารที่แบ่งภาคออกไป”  (โคปาล-ตาปนี  อุปนิษทฺ  1.21)
พฺรหฺม-สํหิตา  (5.1)  กล่าวว่า
อีศฺวรห์ ปรมห์ กฺฤษฺณห์  สจฺ-จิทฺ-อานนฺท-วิคฺรหห์
อนาทิรฺ อาทิรฺ โควินฺทห์  สรฺว-การณ-การณมฺ
“บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าคือ  กฺฤษฺณ  ผู้ทรงมีพระวรกายแห่งความเป็นอมตะความรู้และความสุขเกษมสำราญ  พระองค์ทรงไม่มีจุดเริ่มต้น  เพราะทรงเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง  พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งกำเนิดทั้งปวง”
ได้กล่าวไว้ที่อื่นว่า  ยตฺราวตีรฺณํ  กฺฤษฺณาขฺยํ  ปรํ  พฺรหฺม  นรากฺฤติ  “สัจธรรมสูงสุดทรงเป็นบุคคลมีพระนามว่า  กฺฤษฺณ  และบางครั้งพระองค์เสด็จมาบนโลกนี้”  ทำนองเดียวกัน  ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  เราพบการพรรนาถึงอวตารต่างๆทั้งหลายของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และในรายพระนามนี้  พระนาม  กฺฤษฺณทรงปรากฏ  แต่ได้กล่าวไว้ว่า  กฺฤษฺณ  องค์นี้ไม่ใช่อวตารขององค์  ภควานฺ  แต่ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์เดิมด้วยพระองค์เอง  (เอเต  จำศ-กลาห์  ปุํสห์  กฺฤษฺณสฺ  ตุ  ภควานฺ  สฺวยมฺ)
ทำนองเดียวกัน  ใน  ภควัท-คีตา  องค์  ภควานฺ  ตรัสว่า  มตฺตห์  ปรตรํ  นานฺยตฺ  “ไม่มีอะไรเหนือไปกว่ารูปลักษณ์ของข้าในรูปองค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ”  พระองค์ตรัสใน  ภควัท-คีตา  อีกแห่งหนึ่งว่า  อหมฺ  อาทิรฺ  หิ  เทวานามฺ  “ข้าคือแหล่งกำเนิดของมวลเทวดา”  และหลังจากเข้าใจ  ภควัท-คีตา  จาก  กฺฤษฺณ  อรฺชุน  ทรงยืนยันด้วยคำพูดเหล่านี้  ปรํ  พฺรหฺม  ปรํ  ธาม  ปวิตฺรํ  ปรมํ  ภวานฺ  “บัดนี้  ข้าพเจ้าเข้าใจโดยสมบูรณ์ว่า  พระองค์คือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  พระองค์คือสัจธรรมที่สมบูรณ์  และพระองค์คือที่พักพิงของทุกสิ่งทุกอย่าง”  ฉะนั้น  รูปลักษณ์จักรวาลที่  กฺฤษฺณ  ทรงแสดงให้  อรฺชุน  เห็นไม่ใช่รูปลักษณ์เดิมแท้ของพระองค์  รูปลักษณ์เดิมแท้คือ  กฺฤษฺณ  รูปลักษณ์จักรวาลที่มีพระเศียรและพระกรเป็นพัน  ๆ  และพัน  ๆ  ทรงปรากฏเพื่อเรียกความสนใจของพวกที่ไม่มีความรักต่อองค์  ภควานฺ  ซึ่งไม่ใช่รูปลักษณ์เดิมแท้ของพระองค์
รูปลักษณ์จักรวาลไม่เป็นที่น่ารักสำหรับสาวกผู้บริสุทธิ์ที่อยู่ในความรักกับพระองค์ในความสัมพันธ์ทิพย์ที่แตกต่างกันไป  องค์  ภควานฺ  ทรงแลกเปลี่ยนความรักทิพย์ในรูปลักษณ์เดิมคือ  กฺฤษฺณ  ฉะนั้น  สำหรับ  อรฺชุน  ผู้มีความสัมพันธ์กับ  กฺฤษฺณ  อย่างใกล้ชิดในฐานะเพื่อน  รูปลักษณ์แห่งปรากฏการณ์ทางจักรวาลนี้ไม่เป็นที่น่ายินดี  แต่น่ากลัวอรฺชุน  ทรงเป็นเพื่อนสนิทของ  กฺฤษฺณ  เสมอ  จะต้องมีจักษุทิพย์ไม่ใช่บุคคลธรรมดาดังนั้นท่านจึงไม่หลงอยู่กับรูปลักษณ์จักรวาล  รูปลักษณ์นี้อาจดูน่าอัศจรรย์สำหรับบุคคลที่ยุ่งอยู่กับการพัฒนาตนเองในกิจกรรมทางวัตถุ  แต่สำหรับผู้ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  รูปลักษณ์สองกรแห่งองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  จะเป็นที่รักยิ่ง
मत्कर्मकृन्मत्परमो मद्भक्तः सङ्गवर्जितः ।
निर्वैरः सर्वभूतेषु यः स मामेति पाण्डव ॥ ११.५५ ॥
โศลก 55
mat-karma-kṛn mat-paramo  mad-bhaktaḥ saṅga-varjitaḥ
nirvairaḥ sarva-bhūteṣu  yaḥ sa mām eti pāṇḍava
มตฺ-กรฺม-กฺฤนฺ มตฺ-ปรโม  มทฺ-ภกฺตห์ สงฺค-วรฺชิตห์
นิไรฺวรห์ สรฺว-ภูเตษุ  ยห์ ส มามฺ เอติ ปาณฺฑว
มตฺ-กรฺม-กฺฤตฺ — ปฏิบัติการทำงานให้ข้า, มตฺ-ปรมห์ — พิจารณาว่าข้าคือผู้สูงสุด, มตฺ-ภกฺตห์ — ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่ข้า, สงฺค-วรฺชิตห์ — เป็นอิสระจาก มลทินแห่งกิจกรรมทางวัตถุและการคาดคะเนทางจิต, นิไรฺวรห์ — ปราศจากศัตรู, สรฺว-ภูเตษุ — ในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย, ยห์ — ผู้ซึ่ง, สห์ — เขา, มามฺ — แต่ข้า, เอติ — มา, ปาณฺฑว — โอ้ โอรสพาณดุ
คำแปล
  อรฺชุน  ที่รัก  ผู้ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ข้าด้วยความบริสุทธิ์ใจ  เป็นอิสระจากมลทินแห่งกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  และการคาดคะเนทางจิต  ผู้ที่ทำงานให้แก่ข้า  มีข้าเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในชีวิต  และเป็นมิตรกับทุก  ๆ  ชีวิตแน่นอนว่าเขาจะมาหาข้า
คำอธิบาย
ผู้ใดปรารถนาที่จะเข้าพบบุคคลสูงสุดแห่งบุคลิกภาพของพระผู้เป็นเจ้าทั้งปวงที่  กฺฤษฺณโลก  ในท้องฟ้าทิพย์  และเชื่อมสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดสนิทสนมกับ  กฺฤษฺณ  องค์  ภควานฺ  ต้องรับเอาสูตรนี้ไปปฏิบัติดังที่พระองค์ตรัส  ฉะนั้น  โศลกนี้พิจารณว่าเป็นเนื้อหาสาระสำคัญของ  ภควัท-คีตา,  ภควัท-คีตา  เป็นหนังสือที่นำทางให้พันธวิญญาณผู้ปฏิบัติอยู่ในโลกวัตถุด้วยจุดมุ่งหมายที่จะเป็นเจ้าแห่งธรรมชาติ  และไม่รู้ถึงชีวิตทิพย์อันแท้จริง  ภควัท-คีตา  มีไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราสามารถเข้าใจความเป็นอยู่ทิพย์  และความสัมพันธ์นิรันดรของเรากับบุคลิกภาพสูงสุดได้อย่างไร  และสอนให้เรากลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์  ภควานฺ  ได้อย่างไร  โศลกนี้อธิบายอย่างชัดเจนถึงวิธีการที่เราสามารถประสบผลสำเร็จในกิจกรรมทิพย์หรือการอุทิศตนเสียสละรับใช้
สำหรับงาน  เราควรถ่ายโอนพลังงานทั้งหมดไปยังกิจกรรมเพื่อ  กฺฤษฺณจิตสำนึกดังที่กล่าวไว้ใน  ภกฺติ-รสามฺฤต-สินฺธุ  (1.2.255)
อนาสกฺตสฺย วิษยานฺ  ยถารฺหมฺ อุปยุญฺชตห์
นิรฺพนฺธห์ กฺฤษฺณ-สมฺพนฺเธ  ยุกฺตํ ไวราคฺยมฺ อุจฺยเต
ไม่มีผู้ใดควรทำงานอื่นใดนอกจากงานที่สัมพันธ์กับ  กฺฤษฺณ  เช่นนี้เรียกว่า  กฺฤษฺณ  -คาร  มะ  เราอาจปฏิบัติกิจกรรมมากมาย  แต่ไม่ควรยึดติดกับผลงานของตน  ผลของงานควรทำไปเพื่อ  กฺฤษฺณ  ตัวอย่างเช่น  เราอาจทำธุรกิจแต่ควรเปลี่ยนกิจกรรมนั้นมาเป็น  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เราต้องทำธุรกิจเพื่อ  กฺฤษฺณ  หาก  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นเจ้าของธุรกิจดังนั้น  กฺฤษฺณ  ควรได้รับความสุขกับผลกำไรของธุรกิจ  หากนักธุรกิจเป็นเจ้าของเงินเป็นจำนวนแสนๆ  ล้าน  ๆ  บาท  และหากเราต้องถวายทั้งหมดนี้แด่  กฺฤษฺณ  เราสามารถกระทำได้นี่คืองานเพื่อ  กฺฤษฺณ  แทนที่จะก่อสร้างอาคารสูง  ๆ  เพื่อสนองประสาทสัมผัสของตนเอง  เราสามารถก่อสร้างวัดอันวิจิตรตระการตาเพื่อ  กฺฤษฺณ  อัญเชิญพระปฏิมาของ  กฺฤษฺณ  และบริหารจัดการเพื่อการรับใช้ต่อพระปฏิมาดังที่ได้กำหนดไว้ในหนังสือแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่เชื่อถือได้  ทั้งหมดนี้คือ  กฺฤษฺณ-กรฺม  เราไม่ควรยึดติดกับผลงานของตน  แต่ผลงานควรถวายให้  กฺฤษฺณ  และควรรับเอา  ปฺรสาทมฺ  หรือส่วนที่เหลือจากการถวายให้  กฺฤษฺณ  แล้ว  หากผู้ใดก่อสร้างอาคารใหญ่  ๆ  เพื่อ  กฺฤษฺณ  และอัญเชิญพระปฏิมาของ  กฺฤษฺณ  มาประทับ  ผู้นั้นจะไม่ถูกห้ามให้มาอยู่ในอาคาร  แต่ต้องเข้าใจว่าเจ้าของอาคารคือ  กฺฤษฺณ  เช่นนี้เรียกว่า  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  อย่างไรก็ดี  หากไม่สามารถสร้างวัดเพื่อ  กฺฤษฺณ  เราสามารถทำความสะอาดวัดให้  กฺฤษฺณ  นั่นก็เป็นกฺฤษฺณ  -  กรฺม  เช่นเดียวกัน  หากมีที่ดินเราสามารถทำสวน  ในประเทศอินเดียอย่างน้อยคนจนจะมีที่ดินหนึ่งแปลง  สามารถใช้ประโยชน์ในผืนดินนั้นเพื่อ  กฺฤษฺณ  ด้วยการปลูกไม้ดอกเพื่อถวายให้  กฺฤษฺณ  เราสามารถปลูกต้น  ตุลสี  เพราะว่าใบ  ตุลสี  มีความสำคัญมาก  กฺฤษฺณ  ทรงแนะนำไว้ใน  ภควัท-คีตา  ว่า  ปตฺรํ  ปุษฺปํ  ผลํ  โตยมฺ  กฺฤษฺณทรงปรารถนาให้เราถวายใบไม้  ดอกไม้  ผลไม้  หรือน้ำเพียงเล็กน้อยแด่พระองค์และจากการถวายเช่นนี้พระองค์จะทรงพอพระทัย  ใบไม้นี้หมายถึงใบ  ตุลสี  โดยเฉพาะ  ดังนั้นเราสามารถปลูกต้น  ตุลสี  และรดน้ำ  ฉะนั้น  แม้แต่คนที่ยากจนที่สุดสามารถปฏิบัติการรับใช้  กฺฤษฺณ  นี่คือตัวอย่างบางประการว่าเราสามารถปฏิบัติในการทำงานเพื่อ  กฺฤษฺณได้อย่างไร
คำว่า  มตฺ-ปรมห์  หมายถึงผู้พิจารณาว่า  การได้มาอยู่ใกล้ชิดกับ  กฺฤษฺณที่พระตำหนักสูงสุดของพระองค์เป็นความสมบูรณ์สูงสุดของชีวิต  บุคคลเช่นนี้ไม่ปรารถนาพัฒนาไปยังดาวเคราะห์ที่สูงกว่าเช่น  ดวงจันทร์  ดวงอาทิตย์  หรือโลกสวรรค์หรือแม้แต่โลกที่สูงสุดของจักรวาลนี้คือ  พฺรหฺมโลก  หรือ  พฺรหฺมา  โลก  เขาไม่หลงใหลอยู่กับสิ่งเหล่านี้  แต่ยึดมั่นเพียงที่จะย้ายไปยังท้องฟ้าทิพย์เท่านั้น  และแม้ในท้องฟ้าทิพย์เขาก็ไม่พึงพอใจที่จะกลืนเข้าไปในรัศมี  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  อันเจิดจรัส  เพราะปรารถนาที่จะเข้าไปในโลกทิพย์สูงสุดชื่อว่า  กฺฤษฺณโลก,  โคโลก  วฺฤนฺทาวน  ซึ่งตนเองมีความรู้ที่สมบูรณ์เกี่ยวกับโลกนี้  ดังนั้น  จึงไม่สนใจโลกอื่น  ๆ  ดังที่ได้แสดงไว้ด้วยคำว่า  มทฺ-ภกฺตห์  เขาจะปฏิบัติอย่างเต็มที่ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  โดยเฉพาะในเก้าวิธีแห่งการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละเช่น  การสดับฟัง  การสวดภาวนา  การระลึกถึง  การบูชาการรับใช้พระบาทรูปดอกบัวขององค์  ภควานฺ  การถวายบทมนต์  การปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์  การเป็นมิตรกับพระองค์  และการศิโรราบทุกสิ่งทุกอย่างแด่พระองค์  เขาสามารถปฏิบัติในกระบวนการอุทิศตนเสียสละทั้งเก้าวิธีนี้หรือแปด  หรือเจ็ด  หรืออย่างน้อยหนึ่ง  วิธี  เช่นนี้จะทำให้ชีวิตเขาสมบูรณ์อย่างแน่นอน
คำว่า  สงฺค-วรฺชิตห์  มีความสำคัญมาก  ชีวิตไม่ควรไปคบหาสมาคมกับบุคคลผู้ต่อต้าน  กฺฤษฺณ  ไม่เพียงแต่ผู้ที่ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  เท่านั้นที่ต่อต้าน  กฺฤษฺณ  แม้แต่พวกที่ยึดติดกับกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  และพวกที่คาดคะเนทางจิตก็เป็นผู้ต่อต้าน  กฺฤษฺณ  เช่นกัน  ดังนั้น  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ในรูปแบบที่บริสุทธิ์ได้อธิบายไว้ใน  ภกฺติ-รสามฺฤต-สินฺธุ  (1.1.11)  ดังนี้
อนฺยาภิลาษิตา-ศูนฺยํ  ชฺญาน-กรฺมาทฺยฺ-อนาวฺฤตมฺ
อานุกูเลฺยน กฺฤษฺณานุ-  ศีลนํ ภกฺติรฺ อุตฺตมา
โศลกนี้  ศฺรีล  รูป  โคสฺวามี  กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  หากผู้ใดปรารถนาการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์  ต้องเป็นอิสระจากมลทินทางวัตถุทั้งหมด  และต้องเป็นอิสระจากการคบหาสมาคมกับบุคคลผู้ยึดติดอยู่กับกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  และยึดติดอยู่กับการคาดคะเนทางจิต  เมื่อเป็นอิสระจากการคบหาสมาคมที่ไม่พึงปรารถนา  และจากมลทินแห่งความปรารถนาทางวัตถุเช่นนี้  เขาจะพัฒนาความรู้แห่งองค์  กฺฤษฺณ  ด้วยความชื่นชอบ  เช่นนี้เรียกว่าการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์  อานุกูลฺยสฺย  สงฺกลฺปห์  ปฺราติกูลฺยสฺย  วรฺชนมฺ  (หริ-ภกฺติ-วิลาส  11.676)  เขาควรคิดถึง  กฺฤษฺณ  และปฏิบัติเพื่อพระองค์ด้วยความชื่นชอบไม่ใช่ในเชิงลบ  กํส  เป็นศัตรูของ  กฺฤษฺณ  จากจุดเริ่มต้นแห่งการประสูติของ  กฺฤษฺณ  กํส  ได้วางแผนมากมายหลายวิธีที่จะสังหารพระองค์และเนื่องจากล้มเหลวทุกครั้ง  เขาจึงคิดถึง  กฺฤษฺณ  อยู่ตลอดเวลา  ดังนั้น  ขณะที่ทำงาน  ขณะที่รับประทานอาหาร  และขณะที่นอนอยู่  กํส  จะมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกตลอดเวลาในทุก  ๆด้าน  แต่  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเช่นนี้ไม่เป็นที่ชื่นชอบ  ฉะนั้น  ถึงแม้ว่า  กํส  จะคิดถึง  กฺฤษฺณ  วันละยี่สิบสี่ชั่วโมง  แต่ถือว่าเป็นมารและในที่สุดก็ถูก  กฺฤษฺณ  สังหาร  แน่นอนว่าผู้ใดที่  กฺฤษฺณ  สังหารจะบรรลุถึงความหลุดพ้นทันที  แต่นั่นไม่ใช่จุดมุ่งหมายของสาวกผู้บริสุทธิ์  สาวกผู้บริสุทธิ์ไม่ต้องการแม้แต่ความหลุดพ้น  ท่านไม่ต้องการแม้แต่จะโอนย้ายไปยังโลกที่สูงที่สุด  โคโลก  วฺฤนฺทาวน  จุดมุ่งหมายเดียวของท่านคือ  ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ขอให้ได้รับใช้  กฺฤษฺณ  
สาวกของ  กฺฤษฺณ  เป็นมิตรกับทุก  ๆ  คน  ดังนั้น  ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่า  ท่านไม่มีศัตรู  (นิไรฺวรห์)  เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?  สาวกสถิตใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกทราบว่า  การอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่  กฺฤษฺณ  เท่านั้นที่สามารถปลดเปลื้องบุคคลจากปัญหาทั้งหลายทั้งปวงของชีวิต  ท่านมีประสบการณ์โดยตรงเช่นกัน  ดังนั้น  จึงปรารถนาจะแนะนำระบบ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกนี้แด่สังคมมนุษย์  มีตัวอย่างในประวัติสาวกขององค์  ภควานฺ  มากมายที่เสี่ยงชีวิตเพื่อเผยแพร่พระเจ้าจิตสำนึก  ตัวอย่างที่น่าชื่นชมคือ  พระเยซู  คริสต์  ทรงถูกพวกที่ไม่ใช่สาวกตรึงไว้บนไม้กางเขน  แต่พระองค์ทรงยอมสละชีวิตเพื่อเผยแพร่พระเจ้าจิตสำนึก  แน่นอนว่าเป็นเพียงผิวเผินเท่านั้นที่เข้าใจว่าพระองค์ทรงถูกสังหารที่ประเทศอินเดียมีตัวอย่างมากมายในทำนองเดียวกันนี้  เช่น  ฐากุร  หริทาส  และ  ปฺรหฺลาท  มหาราช  ทำไมจึงเสี่ยงเช่นนี้?  เพราะพวกท่านปรารถนาที่จะเผยแพร่  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกซึ่งเป็นงานที่ยาก  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกรู้ว่า  หากมนุษย์ได้รับความทุกข์ก็เนื่องจากพวกเขาลืมความสัมพันธ์นิรันดรกับ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  ประโยชน์สูงสุดที่สามารถให้แก่สังคมมนุษย์คือปลดเปลื้องเพื่อนบ้านจากปัญหาทางวัตถุทั้งหลายทั้งปวงด้วยวิธีนี้ที่สาวกผู้บริสุทธิ์ปฏิบัติในการรับใช้องค์  ภควานฺ  บัดนี้เราสามารถจินตานาการได้ว่า  กฺฤษฺณ  ทรงมีพระเมตตาเพียงไรต่อพวกที่ปฏิบัติตนรับใช้พระองค์  ยอมเสี่ยงทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระองค์  ดังนั้น  แน่นอนว่าบุคคลเช่นนี้ต้องบรรลุถึงโลกสูงสุดหลังจากออกจากร่างนี้ไป
โดยสรุป  รูปลักษณ์จักรวาลของ  กฺฤษฺณ  ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ไม่ถาวรและรูปลักษณ์แห่งกาลเวลาที่กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง  และแม้แต่รูปลักษณ์แห่งพระ  วิษฺณุ  สี่กร  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้แสดงให้เห็นทั้งหมด  ฉะนั้น  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของปรากฏการณ์ทั้งหลายเหล่านี้  กฺฤษฺณ  ทรงมิใช่เป็นปรากฏการณ์ของ  วิศฺว-รูป  องค์เดิม  หรือพระ  วิษฺณุ  เท่านั้น  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของรูปลักษณ์ทั้งหมด  มีพระ  วิษฺณุ  เป็นร้อย  ๆ  พัน  ๆ  องค์  แต่สำหรับสาวกไม่มีรูปลักษณ์ใดของ  กฺฤษฺณ  ที่จะมีความสำคัญนอกจากรูปลักษณ์เดิมสองกร  ศฺยามสุนฺทร  ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  ได้กล่าวไว้ว่า  พวกที่ยึดมั่นอยู่กับรูปลักษณ์  ศฺยามสุนฺทร  แห่งองค์  กฺฤษฺณ  ด้วยความรัก  และด้วยการอุทิศตนเสียสละ  จะสามารถเห็นพระองค์เสมอภายในหัวใจและสามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง  ดังนั้น  เราควรเข้าใจว่าคำอธิบายของบทที่สิบเอ็ดนี้คือ  รูปลักษณ์แห่งองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เป็นเนื้อหาสาระสำคัญและสูงที่สุด
ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย ภกฺติเวทนฺต บทที่สิบเอ็ดของหนังสือ ศฺรีมทฺ ภควัท-คีตา ในหัวข้อเรื่องรูปลักษณ์จักรวาล

ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

บทที่ สิบสอง

บทที่ 12

การอุทิศตนเสียสละรับใช้

chapterImage

การอุทิศตนเสียสละรับใช้

अर्जुन उवाच ।
एवं सततयुक्ता ये भक्तास्त्वां पर्युपासते
ये चाप्यक्षरमव्यक्तं तेषां के योगवित्तमाः ॥ १२.१ ॥
โศลก 1
arjuna uvāca
evaṁ satata-yuktā ye  bhaktās tvāṁ paryupāsate
ye cāpy akṣaram avyaktaṁ  teṣāṁ ke yoga-vittamāḥ
อรฺชุน อุวาจ
เอวํ สตต-ยุกฺตา เย  ภกฺตาสฺ ตฺวำ ปรฺยุปาสเต
เย จาปฺยฺ อกฺษรมฺ อวฺยกฺตํ  เตษำ เก โยค-วิตฺตมาห์
อรฺชุนห์ อุวาจอรฺชุน ตรัส,เอวมฺ — ดังนั้น, สตต — เสมอ, ยุกฺตาห์ — ปฏิบัติ, เย — ผู้ ซึ่ง, ภกฺตาห์ — สาวก, ตฺวามฺ — พระองค์, ปรฺยุปาสเต — บูชาอย่างถูกต้อง, เย — ผู้ซึ่ง, — เช่นกัน, อปิ — อีกครั้ง, อกฺษรมฺ — เหนือประสาทสัมผัส, อวฺยกฺตมฺ — ที่ไม่ปรากฏ, เตษามฺ — ของพวกเขา, เก — ผู้ซึ่ง, โยค-วิตฺ-ตมาห์ — มีความสมบูรณ์มากที่สุดในความรู้แห่ง โยค
คำแปล
  อรฺชุน  ทรงถามว่า  ระหว่างพวกที่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่พระองค์อย่างถูกต้องเสมอ  และพวกที่บูชา  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์ที่ไม่ปรากฏพิจารณาว่าพวกไหนสมบูรณ์กว่ากัน
คำอธิบาย
บัดนี้  กฺฤษฺณ  ทรงอธิบายเกี่ยวกับมีรูปลักษณ์  ไม่มีรูปลักษณ์  และรูปลักษณ์จักรวาล  พร้อมทั้งอธิบายถึงสาวกและ  โยค  ทั้งหลาย  โดยทั่วไปนักทิพย์นิยมแบ่งออกเป็นสองพวก  พวกหนึ่งไม่เชื่อในรูปลักษณ์  และอีกพวกหนึ่งเชื่อในรูปลักษณ์  สาวกผู้เชื่อในรูปลักษณ์ปฏิบัติด้วยพลังงานทั้งหมดเพื่อรับใช้องค์  ภควานฺ  ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์มีการปฏิบัติเช่นกันโดยการทำสมาธิอยู่ที่  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์ที่ไม่ปรากฏ  แต่จะไม่รับใช้  กฺฤษฺณ  โดยตรง
เราพบในบทนี้ว่า  ในวิธีการต่าง  ๆ  เพื่อรู้แจ้งสัจธรรม  ภกฺติ-โยค  หรือการอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นวิธีที่สูงสุด  หากผู้ใดปรารถนามาอยู่ใกล้ชิดกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ผู้นั้นต้องปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้
พวกที่บูชาองค์  ภควานฺ  โดยตรงด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้เรียกว่าพวกเชื่อในรูปลักษณ์  พวกปฏิบัติสมาธิอยู่ที่  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์เรียกว่าพวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์  ณ  ที่นี้  อรฺชุน  ทรงถามว่าสถานภาพไหนดีกว่ากัน  มีวิธีต่างๆ  เพื่อรู้แจ้งสัจธรรมแต่  กฺฤษฺณ  ทรงแสดงในบทนี้ว่า  ภกฺติ-โยค  หรือการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์เป็นสิ่งที่สูงสุด  โดยตรงที่สุด  และเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดเพื่อมาอยู่ใกล้ชิดกับองค์  ภควานฺ  
ในบทที่สองของ  ภควัท-คีตา  องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายว่า  สิ่งมีชีวิตไม่ใช่ร่างวัตถุแต่เป็นละอองอณูทิพย์  และสัจธรรมเป็นส่วนทิพย์ที่สมบูรณ์  ในบทที่เจ็ดองค์  ภควานฺ  ทรงแนะนำว่า  สิ่งมีชีวิตในฐานะที่เป็นละอองอณูของส่วนที่สมบูรณ์สูงสุด  จึงควรย้ายความสนใจทั้งหมดไปสู่ส่วนที่สมบูรณ์  จากนั้นในบทที่แปดได้กล่าวไว้ว่า  หากผู้ใดระลึกถึง  กฺฤษฺณ  ในขณะที่ออกจากร่างวัตถุ  จะย้ายไปสู่ท้องฟ้าทิพย์ที่พระตำหนักของพระองค์โดยทันที  และในตอนท้ายของบทที่หก  องค์  ภควานฺ  ตรัสอย่างชัดเจนว่า  ในบรรดา  โยคทั้งหลาย  ผู้ที่ระลึกถึง  กฺฤษฺณ  ภายในตนเองเสมอพิจารณาว่าเป็นผู้ที่สมบูรณ์สูงสุด  ดังนั้น  ในทุก  ๆ  บทจะเห็นข้อสรุปว่า  เราควรยึดมั่นอยู่ที่รูปลักษณ์ส่วนพระองค์ของ  กฺฤษฺณ  เพราะนั่นคือความรู้แจ้งทิพย์ที่สูงสุด
อย่างไรก็ดี  มีพวกที่ไม่ยึดมั่นอยู่กับรูปลักษณ์ส่วนพระองค์ของ  กฺฤษฺณ  ไม่ยึดมั่นอย่างแน่วแน่แม้ในการเตรียมคำอธิบาย  ภควัท-คีตา  แต่ต้องการทำให้ผู้คนไขว้เขวไปจาก  กฺฤษฺณ  เพื่อเปลี่ยนย้ายการอุทิศตนเสียสละทั้งหมดไปที่  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  ซึ่งไร้รูปลักษณ์  และชอบทำสมาธิอยู่กับสิ่งที่ไม่มีรูปลักษณ์แห่งสัจธรรมมากกว่า  ซึ่งอยู่เหนือการเอื้อมถึงของประสาทสัมผัสและไม่เป็นที่ปรากฏ
อันที่จริง  มีนักทิพย์นิยมอยู่สองกลุ่ม  บัดนี้  อรฺชุน  ทรงพยายามสรุปคำถามว่าวิธีใดง่ายกว่ากันและกลุ่มไหนสมบูรณ์ที่สุด  อีกนัยหนึ่ง  ท่านทำให้สถานภาพของท่านเองกระจ่างขึ้นเนื่องจากท่านยึดมั่นอยู่กับรูปลักษณ์ส่วนพระองค์ของ  กฺฤษฺณ  อรฺชุนทรงไม่ยึดติดอยู่กับ  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  และปรารถนาจะทราบว่าสถานภาพของท่านนั้นปลอดภัยหรือไม่  ปรากฏการณ์อันไร้รูปลักษณ์ไม่ว่าในโลกวัตถุนี้หรือในโลกทิพย์ขององค์  ภควานฺ  จะเป็นปัญหาในการทำสมาธิ  อันที่จริงเราไม่สามารถสำเหนียกเกี่ยวกับลักษณะอันไร้รูปลักษณ์แห่งสัจธรรมได้อย่างถ่องแท้  ดังนั้น  อรฺชุน  ทรงปรารถนาจะกล่าวว่า  “จะมีประโยชน์อันใดกับการสูญเสียเวลาไปเช่นนี้?”  อรฺชุน  ทรงอธิบายในบทที่สิบเอ็ดว่า  การยึดมั่นอยู่กับรูปลักษณ์ส่วนพระองค์ของ  กฺฤษฺณ  ดีที่สุดเพราะทำให้ท่านเข้าใจรูปลักษณ์อื่น  ๆ  ทั้งหมดในขณะเดียวกันและไม่มารบกวนกับความรักที่ท่านมีต่อ  กฺฤษฺณ  อรฺชุน  ทรงได้ถามคำถามสำคัญนี้ต่อ  กฺฤษฺณ  จะทำให้ข้อแตกต่างระหว่างแนวคิดที่ไร้รูปลักษณ์และแนวคิดที่มีรูปลักษณ์แห่งสัจธรรมกระจ่างขึ้น
श्रीभगवानुवाच ।
मय्यावेश्य मनो ये मां नित्ययुक्ता उपासते
श्रद्धया परयोपेतास्ते मे युक्ततमा मताः ॥ १२.२ ॥
โศลก 2
śrī-bhagavān uvāca
mayy āveśya mano ye māṁ  nitya-yuktā upāsate
śraddhayā parayopetās  te me yukta-tamā matāḥ
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
มยฺยฺ อาเวศฺย มโน เย มำ  นิตฺย-ยุกฺตา อุปาสเต
ศฺรทฺธยา ปรโยเปตาสฺ  เต เม ยุกฺต-ตมา มตาห์
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — องค์ภควานตรัส, มยิ — แด่ข้า, อาเวศฺย — ตั้งมั่น, มนห์ — จิตใจ, เย — พวกที่, มามฺ — ข้า, นิตฺย — เสมอ, ยุกฺตาห์ — ปฏิบัติ, อุปาสเต — บูชา, ศฺรทฺธยา — ด้วย ศรัทธา, ปรยา — ทิพย์, อุเปตาห์ — ได้รับ, เต — พวกเขา, เม — จากข้า, ยุกฺต-ตมาห์ — สมบูรณ์ที่สุดใน โยค, มตาห์ — พิจารณา
คำแปล
องค์ภควานตรัสว่า  พวกที่ตั้งมั่นจิตอยู่ที่รูปลักษณ์ส่วนตัวของข้า  และปฏิบัติในการบูชาข้าด้วยความศรัทธาทิพย์อันยิ่งใหญ่เสมอ  ข้าพิจารณาว่าเป็นพวกที่สมบูรณ์ที่สุด
คำอธิบาย
ในการตอบคำถามของ  อรฺชุน  กฺฤษฺณ  ตรัสอย่างชัดเจนว่า  ผู้ที่ตั้งสมาธิอยู่ที่รูปลักษณ์ส่วนตัวของพระองค์  บูชาพระองค์ด้วยความศรัทธา  และอุทิศตนเสียสละพิจารณาว่าเป็นผู้สมบูรณ์สูงสุดใน  โยค  สำหรับผู้ที่อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเช่นนี้จะไม่มีกิจกรรมทางวัตถุ  เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างกระทำไปเพื่อ  กฺฤษฺณ  สาวกผู้บริสุทธิ์ปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา  บางครั้งสวดภาวนา  บางครั้งสดับฟัง  หรืออ่านหนังสือเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  บางครั้งปรุง  ปฺรสาทมฺ  หรือไปตลาดเพื่อซื้อสิ่งของให้  กฺฤษฺณ  บางครั้งทำความสะอาดวัดหรือล้างจาน  เขาจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อไม่ให้เวลาแม้แต่นาทีเดียวผ่านไปโดยไม่อุทิศตนเสียสละกิจกรรมให้  กฺฤษฺณ  การกระทำเช่นนี้พิจารณาว่าอยู่ในสมาธิที่สมบูรณ์
ये त्वक्षरमनिर्देश्यमव्यक्तं पर्युपासते ।
सर्वत्रगमचिन्त्यं च कूटस्थमचलं ध्रुवम् ॥ १२.३ ॥
संनियम्येन्द्रियग्रामं सर्वत्र समबुद्धयः ।
ते प्राप्नुवन्ति मामेव सर्वभूतहिते रताः ॥ १२.४ ॥
โศลก 3-4
ye tv akṣaram anirdeśyam  avyaktaṁ paryupāsate
sarvatra-gam acintyaṁ ca  kūṭa-stham acalaṁ dhruvam
เย ตฺวฺ อกฺษรมฺ อนิรฺเทศฺยมฺ  อวฺยกฺตํ ปรฺยุปาสเต
สรฺวตฺร-คมฺ อจินฺตฺยํ จ  กูฏ-สฺถมฺ อจลํ ธฺรุวมฺ
sanniyamyendriya-grāmaṁ  sarvatra sama-buddhayaḥ
te prāpnuvanti mām eva  sarva-bhūta-hite ratāḥ
สนฺนิยเมฺยนฺทฺริย-คฺรามํ  สรฺวตฺร สม-พุทฺธยห์
เต ปฺราปฺนุวนฺติ มามฺ เอว  สรฺว-ภูต-หิเต รตาห์
เย — พวกที่, ตุ — แต่, อกฺษรมฺ — ซึ่งอยู่เหนือความเข้าใจของประสาทสัมผัส, อนิรฺเทศฺยมฺ — ไม่มีที่สิ้นสุด, อวฺยกฺตมฺ — ไม่ปรากฏ, ปรฺยุปาสเต — ปฏิบัติการบูชาอย่างสมบูรณ์, สรฺวตฺร-คมฺ — แผ่กระจายไปทั่ว, อจินฺตฺยมฺ — ไม่สามารถเห็นได้, — เช่นกัน, กูฏ-สฺถมฺ — ไม่เปลี่ยนแปลง, อจลมฺ — ไม่เคลื่อนที่, ธฺรุวมฺ — ตั้งมั่น, สนฺนิยมฺย — ควบคุม, อินฺทฺริย-คฺรามมฺ — ประสาทสัมผัสทั้งหมด, สรฺวตฺร — ทุกหนทุกแห่ง, สม-พุทฺธยห์ — ปฏิบัติ เสมอภาค, เต — พวกเขา, ปฺราปฺนุวนฺติ — บรรลุ, มามฺ — ข้า, เอว — แน่นอน, สรฺว-ภูต-หิเต — เพื่อประโยชน์สุขของมวลชีวิต, รตาห์ — ปฏิบัติ
คำแปล
แต่พวกที่บูชาอย่างจริงจังกับสิ่งที่ไม่ปรากฏ  ซึ่งอยู่เหนือความเข้าใจของประสาทสัมผัส  แผ่กระจายไปทั่ว  ไม่สามารถมองเห็นได้  ไม่มีการเปลี่ยนแปลง  มั่นคง  และไม่เคลื่อนที่  ซึ่งเป็นแนวคิดอันไร้รูปลักษณ์แห่งสัจธรรม  ด้วยการควบคุมประสาทสัมผัส  และปฏิบัติเสมอภาคกับทุก  ๆ  คน  บุคคลเช่นนี้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของมวลชีวิต  ในที่สุดจะบรรลุถึงข้า
คำอธิบาย
พวกที่ไม่บูชาองค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  โดยตรง  แต่พยายามบรรลุถึงเป้าหมายเดียวกันด้วยวิถีทางอ้อม  ในที่สุดจะบรรลุถึงเป้าหมายเช่นเดียวกันคือ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  “หลังจากหลายต่อหลายชาติ  มนุษย์ผู้มีปัญญาจะแสวงหาที่พึ่งในข้า  รู้แจ้งว่า  วาสุเทว  คือทุกสิ่งทุกอย่าง“  เมื่อบุคคลมีความรู้อย่างสมบูรณ์หลังจากหลายต่อหลายชาติจะศิโรราบต่อองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  หากเข้าหาองค์  ภควานฺ  ด้วยวิธีที่กล่าวไว้ในโศลกนี้เขาต้องควบคุมประสาทสัมผัส  รับใช้ทุก  ๆ  คนและปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของมวลชีวิต  สรุปแล้วว่าต้องเข้าพบ  กฺฤษฺณ  มิฉะนั้น  จะไม่รู้แจ้งอย่างสมบูรณ์  ส่วนใหญ่จะปฏิบัติบำเพ็ญเพียรกันอย่างมากก่อนที่จะศิโรราบต่อพระองค์โดยสมบูรณ์
เพื่อสำเหนียกถึงองค์อภิวิญญาณภายในปัจเจกวิญญาณ  เขาต้องหยุดกิจกรรมทางประสาทสัมผัสเช่น  การเห็น  การสดับฟัง  การลิ้มรส  การทำงาน  ฯลฯ  จากนั้นจึงมาถึงจุดที่เข้าใจว่า  อภิวิญญาณทรงปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง  เมื่อรู้แจ้งเช่นนี้เขาจะไม่อิจฉาชีวิตใด  จะเห็นมนุษย์และสัตว์เท่าเทียมกันเพราะเห็นแต่ดวงวิญญาณเท่านั้นมิใช่สิ่งปกคลุมภายนอก  สำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไปวิธีแห่งการรู้แจ้งที่ไร้รูปลักษณ์เช่นนี้ยากลำบากมาก
क्लेशोऽधिकतरस्तेषामव्यक्तासक्तचेतसाम् ।
अव्यक्ता हि गतिर्दुःखं देहवद्भिरवाप्यते ॥ १२.५ ॥
โศลก 5
kleśo ’dhika-taras teṣām  avyaktāsakta-cetasām
avyaktā hi gatir duḥkhaṁ  dehavadbhir avāpyate
เกฺลโศ ’ธิก-ตรสฺ เตษามฺ  อวฺยกฺตาสกฺต-เจตสามฺ
อวฺยกฺตา หิ คติรฺ ทุห์ขํ  เทหวทฺภิรฺ อวาปฺยเต
เกฺลศห์ — ปัญหา, อธิก-ตรห์ — มาก, เตษามฺ — ของพวกเขา, อวฺยกฺต — ต่อสิ่งที่ไม่ ปรากฏ, อาสกฺต — ยึดติด, เจตสามฺ — จิตใจของพวกเขา, อวฺยกฺตา — ต่อสิ่งที่ไม่ปรากฏ, หิ — แน่นอน, คติห์ — ก้าวหน้า, ทุห์ขมฺ — ด้วยปัญหา, เทห-วทฺภิห์ — โดยร่างกาย, อวาปฺยเต — บรรลุ
คำแปล
สำหรับพวกที่จิตใจยึดติดอยู่กับลักษณะที่ไร้รูปลักษณ์อันไม่ปรากฏขององค์ภควาน  ความเจริญก้าวหน้านั้นมีปัญหามาก  การทำความเจริญก้าวหน้าในนิกายนี้ยากเสมอสำหรับผู้ที่อยู่ในร่างกาย
คำอธิบาย
กลุ่มนักทิพย์นิยมผู้ปฏิบัติตามวิถีทางที่มองไม่เห็น  ไม่เป็นที่ปรากฏ  ลักษณะไร้รูปลักษณ์ขององค์  ภควานฺ  เรียกว่า  ชฺญาน-โยคี  และบุคคลผู้อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยสมบูรณ์ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  เรียกว่า  ภกฺติ-โยคี  บัดนี้ข้อแตกต่างระหว่าง  ชฺญาน-โยค  และ  ภกฺติ-โยค  ได้อธิบายอย่างชัดเจน  วิธีการของ  ชฺญาน-โยค  ถึงแม้ว่าในที่สุดจะนำมาถึงเป้าหมายเดียวกัน  แต่มีปัญหามาก  ขณะที่วิถีทางของ  ภกฺติ-โยค  วิธีการรับใช้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าโดยตรงง่ายกว่าและเป็นธรรมชาติสำหรับวิญญาณที่อยู่ในร่างกาย  ปัจเจกวิญญาณอยู่ภายในร่างกายตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์  จึงเป็นสิ่งยากมากที่จะให้เข้าใจเพียงแค่ทฤษฎีว่าตัวเขาไม่ใช่ร่างกายดังนั้น  ภกฺติ-โยคี  ยอมรับพระปฏิมาของ  กฺฤษฺณ  เป็นที่สักการบูชา  เพราะมีแนวความคิดทางร่างกายบางอย่างตั้งมั่นอยู่ในจิตใจซึ่งนำมาปฏิบัติได้  แน่นอนว่าการบูชาบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าในรูปลักษณ์ของพระองค์ภายในวัด  มิใช่เป็นการบูชารูปปั้น  มีหลักฐานในวรรณกรรมพระ  เวท  ว่าการบูชาอาจเป็น  สคุณ  องค์  ภควานฺ  ผู้ครอบครอง  และ  นิรฺคุณ  องค์  ภควานฺ  ในลักษณะไม่ครอบครอง  การบูชาพระปฏิมาในวัดเป็นการบูชา  สคุณ  เพราะว่าองค์  ภควานฺ  มีลักษณะทางวัตถุเป็นผู้แทน  แต่รูปลักษณ์ขององค์  ภควานฺ  ถึงแม้ว่ามีลักษณะทางวัตถุเป็นผู้แทน  เช่น  หิน  ไม้  หรือภาพวาดสีน้ำมัน  อันที่จริงไม่ใช่วัตถุ  นั่นคือธรรมชาติอันสมบูรณ์บริบูรณ์ขององค์  ภควานฺ  
ตัวอย่างง่าย  ๆ  ให้ไว้  ณ  ที่นี้  คือเราอาจพบตู้ไปรษณีย์ริมถนน  หากเราหย่อนซองจดหมายลงไปในตู้ไปรษณีย์เหล่านั้น  โดยธรรมชาติจดหมายจะไปถึงจุดหมายปลายทางโดยไม่ยากลำบาก  แต่หากเป็นตู้เก่าหรือตู้ไปรษณีย์ปลอมที่เราอาจพบซึ่งกรมไปรษณีย์ไม่รับรอง  การส่งจดหมายนี้จะไม่ประสบผลสำเร็จ  ในทำนองเดียวกันองค์  ภควานฺ  ทรงมีผู้แทนที่รับรองได้ในรูปลักษณ์พระปฏิมาเรียกว่า  อรฺจา-วิคฺรห,  อรฺจา-วิคฺรห  นี้เป็นอวตารขององค์  ภควานฺ  พระองค์จะทรงรับบ  ฤคฺ  ารรับใช้ผ่านรูปลักษณ์นั้น  องค์  ภควานฺ  ผู้ทรงเดชมีพลังทั้งหมด  ฉะนั้น  อวตารในรูป  อรฺจา-วิคฺรห  ทรงสามารถรับการรับใช้ของสาวกเพื่ออำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ในชีวิตที่อยู่ในสภาวะ
ดังนั้น  สำหรับสาวกจะไม่มีความยากลำบากในการเข้าถึงองค์  ภควานฺ  โดยตรงและรวดเร็ว  แต่สำหรับพวกที่ปฏิบัติตามวิธีที่ไร้รูปลักษณ์เพื่อความรู้แจ้งทิพย์  วิถีทางนั้นยาก  เพราะต้องทำความเข้าใจกับผู้แทนที่ไม่ปรากฏของพระองค์ผ่านทางวรรณกรรมพระ  เวท  เช่น  อุปนิษทฺ  และต้องเรียนภาษา  ต้องเข้าใจความรู้สึกที่มองไม่เห็น  และต้องรู้แจ้งถึงวิธีกรรมทั้งหลายเหล่านี้  ซึ่งไม่ใช่ของง่ายสำหรับมนุษย์ธรรมดา  บุคคลในกฺฤษฺณ  จิตสำนึกปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  จากการชี้นำของพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้  ถวายความเคารพต่อพระปฏิมาสม่ำเสมอ  สดับฟังพระบารมีขององค์  ภควานฺ  และรับประทานอาหารส่วนที่เหลือหลังจากถวายให้พระองค์แล้ว  เพียงแต่ทำสิ่งเหล่านี้  ผู้นี้สามารถรู้แจ้งถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าโดยง่ายดาย  พวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์รับเอาวิธีปฏิบัติที่มีปัญหาด้วยความเสี่ยงที่จะไม่รู้แจ้งถึงสัจธรรมในบั้นปลายโดยไม่ต้องสงสัย  แต่ผู้ที่เชื่อในรูปลักษณ์โดยปราศจากความเสี่ยง  ปัญหา  หรือ  ความยากลำบาก  เข้าถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าโดยตรง  มีข้อความในทำนองเดียวกันนี้ปรากฏใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ว่า  หากผู้ใดในที่สุดต้องศิโรราบต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  (วิธีการศิโรราบนี้เรียกว่าภกฺติ)  แต่ไปรับเอาความยากลำบากในการเข้าใจว่าอะไรคือ  พฺรหฺมนฺ  และอะไร  ไม่ใช่  พฺรหฺมนฺ  และได้ใช้เวลาของตนตลอดชีวิตปฏิบัติเช่นนี้ผลที่ได้ก็มีแต่ปัญหา  ฉะนั้น  จึงแนะนำไว้  ณ  ที่นี้ว่า  เราไม่ควรรับเอาวิถีทางเพื่อการรู้แจ้งแห่งตนที่เป็นปัญหา  เพราะว่าผลขั้นสุดท้ายจะไม่แน่นอน
สิ่งมีชีวิตเป็นปัจเจกวิญญาณชั่วกัลปวสาน  หากปรารถนาจะกลืนเข้าไปในส่วนทิพย์  เขาอาจบรรลุถึงความรู้แจ้งแง่มุมของความเป็นอมตะและความรู้ในธรรมชาติเดิมแท้ของตน  แต่ส่วนที่เป็นความปลื้มปีติสุขจะไม่สามารถรู้แจ้ง  ด้วยพระกรุณาธิคุณของสาวกบางรูปทำให้นักทิพย์นิยมผู้มีความรู้สูงในวิธีของ  ชฺญาน-โยค  นี้อาจมาถึงจุดแห่ง  ภกฺติ-โยค  หรือการอุทิศตนเสียสละรับใช้  เมื่อถึงเวลานั้นการฝึกปฏิบัติตามลัทธิไร้รูปลักษณ์เป็นเวลายาวนานจะกลายมาเป็นปัญหาเพราะไม่สามารถยกเลิกความคิดนั้นได้  ดังนั้น  วิญญาณผู้อยู่ในร่างจะมีความยากลำบากกับสิ่งที่ไม่ปรากฏ  ทั้งในขณะที่ปฏิบัติและในขณะที่รู้แจ้ง  ทุกดวงวิญญาณมีเสรีภาพบางส่วน  และควรรู้อย่างแน่ชัดว่า  ความรู้แจ้งที่ไม่เป็นที่ปรากฏนี้  ฝืนต่อธรรมชาติของตนเองซึ่งเป็นทิพย์และมีความปลื้มปีติสุข  จึงไม่ควรปฏิบัติตามวิธีนี้  สำหรับทุก  ๆ  ปัจเจกชีวิต  วิธีแห่ง  กฺฤษฺณจิตสำนึกจะนำมาซึ่งการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างสมบูรณ์จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดหากละเลยการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้จะเป็นอันตรายในการกลับไปสู่ลัทธิที่ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  ดังนั้น  วิธีที่มุ่งความตั้งใจไปยังสิ่งที่ไม่เป็นที่ปรากฏ  ไม่สามารถมองเห็นได้  อยู่เหนือการเข้าถึงของประสาทสัมผัส  ได้แสดงไว้ในโศลกนี้ว่า  ไม่ควรได้รับการส่งเสริมไม่ว่าในเวลาใด  โดยเฉพาะในยุคนี้  ซึ่งองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงไม่แนะนำ
ये तु सर्वाणि कर्माणि मयि संन्यस्य मत्पराः ।
अनन्येनैव योगेन मां ध्यायन्त उपासते ॥ १२.६ ॥
तेषामहं समुद्धर्ता मृत्युसंसारसागरात् ।
भवामि न चिरात्पार्थ मय्यावेशितचेतसाम् ॥ १२.७ ॥
โศลก 6-7
ye tu sarvāṇi karmāṇi  mayi sannyasya mat-parāḥ
ananyenaiva yogena  māṁ dhyāyanta upāsate
เย ตุ สรฺวาณิ กรฺมาณิ  มยิ สนฺนฺยสฺย มตฺ-ปราห์
อนเนฺยไนว โยเคน  มำ ธฺยายนฺต อุปาสเต
teṣām ahaṁ samuddhartā  mṛtyu-saṁsāra-sāgarāt
bhavāmi na cirāt pārtha  mayy āveśita-cetasām
เตษามฺ อหํ สมุทฺธรฺตา  มฺฤตฺยุ-สํสาร-สาคราตฺ
ภวามิ น จิราตฺ ปารฺถ  มยฺยฺ อาเวศิต-เจตสามฺ
เย — พวกซึ่ง, ตุ — แต่, สรฺวาณิ — ทั้งหมด, กรฺมาณิ — กิจกรรม, มยิ — แด่ข้า, สนฺนฺยสฺย — ยกเลิก, มตฺ-ปราห์ — ยึดมั่นต่อข้า, อนเนฺยน — โดยไม่แบ่งแยก, เอว — แน่นอน, โยเคน — จากการปฏิบัติ ภกฺติ-โยค เช่นนี้, มามฺ — แด่ข้า, ธฺยายนฺตห์ — ทำสมาธิ, อุปาสเต — บูชา, เตษามฺ — ของพวกเขา, อหมฺ — ข้า, สมุทฺธรฺตา — ผู้ส่ง, มฺฤตฺยุ — แห่งความตาย, สํสาร — ใน ความเป็นอยู่ทางวัตถุ, สาคราตฺ — จากมหาสมุทร, ภวามิ — ข้ามาเป็น, — ไม่, จิราตฺ — หลังจากเวลายาวนาน, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, มยิ — แด่ข้า, อาเวศิต — ตั้งมั่น, เจตสามฺ — จิตใจของพวกเขา
คำแปล
แต่พวกที่บูชาข้า  ถวายกิจกรรมทั้งหมด  และเสียสละแด่ข้าโดยไม่เบี่ยงเบนปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  และทำสมาธิอยู่ที่ข้าเสมอ  ตั้งจิตมั่นอยู่ที่ข้าโอ้  โอรสพระนาง  ปฺฤถา  ข้าคือผู้จัดส่งพวกเขาให้ออกจากมหาสมุทรแห่งการเกิดและการตายโดยเร่งด่วน
คำอธิบาย
ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  สาวกโชคดีมากที่องค์  ภควานฺ  ทรงจัดส่งให้ออกจากความเป็นอยู่ทางวัตถุโดยเร็ว  ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์  เรารู้แจ้งว่าองค์  ภควานฺ  นั้นทรงยิ่งใหญ่  และปัจเจกวิญญาณเป็นผู้น้อยด้อยกว่าพระองค์หน้าที่ของเราคือถวายการรับใช้องค์  ภควานฺ  หากไม่กระทำเช่นนี้เราจะต้องรับใช้  มายา  
ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า  องค์  ภควานฺ  ทรงชื่นชมยินดีกับการอุทิศตนเสียสละรับใช้เท่านั้น  ฉะนั้น  เราควรอุทิศตนเสียสละอย่างเต็มที่  ควรตั้งมั่นจิตอยู่ที่  กฺฤษฺณ  อย่างสมบูรณ์เพื่อบรรลุถึงพระองค์  เราควรทำงานเพื่อ  กฺฤษฺณ  เท่านั้น  ไม่สำคัญว่าเป็นงานอะไร  แต่งานนั้นควรทำไปเพื่อ  กฺฤษฺณ  เท่านั้น  นั่นคือมาตรฐานการอุทิศตนเสียสละรับใช้  สาวกไม่ปรารถนาจะบรรลุถึงเป้าหมายอื่นใดนอกจากทำให้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงชื่นชมยินดี  ภารกิจในชีวิตของเราคือทำให้  กฺฤษฺณ  ทรงพอพระทัย  จนเราสามารถเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความพึงพอพระทัยของพระองค์  เหมือนกับ  อรฺชุน  ทรงกระทำที่สมรภูมิ  กุรุกฺเษตฺร  วิธีการนั้นง่ายมาก  เราสามารถอุทิศตนเสียสละอยู่ในอาชีพของเรา  และในขณะเดียวกันสวดภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร  การสวดภาวนาทิพย์เช่นนี้จะดึงดูดสาวกมาที่องค์  ภควานฺ  
ณ  ที่นี้  องค์  ภควานฺ  ทรงสัญญาว่า  โดยไม่ล่าช้าพระองค์จะจัดส่งสาวกผู้ปฏิบัติโดยบริสุทธิ์เช่นนี้จากมหาสมุทรแห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุ  พวกที่เจริญในการปฏิบัติ  โยค  สามารถโอนย้ายดวงวิญญาณตามความปรารถนาของตนไปยังโลกใดก็ได้ที่ตนชอบด้วยวิธี  โยค  บุคคลอื่นจะฉวยโอกาสจากหลายวิธี  แต่สำหรับสาวกได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  องค์  ภควานฺ  เองจะทรงมารับเขา  สาวกไม่จำเป็นต้องรอให้มีประสบการณ์มากเพื่อย้ายโอนตนเองไปยังท้องฟ้าทิพย์
ใน  วราห  ปุราณ  โศลกนี้ปรากฏ
นยามิ ปรมํ สฺถานมฺ  อรฺจิรฺ-อาทิ-คตึ วินา
ครุฑ-สฺกนฺธมฺ อาโรปฺย  ยเถจฺฉมฺ อนิวาริตห์
คำอธิบายคือ  สาวกไม่จำเป็นต้องฝึกปฏิบัติ  อษฺฏางฺค-โยค  เพื่อโอนย้ายดวงวิญญาณของตนไปยังโลกทิพย์  องค์  ภควานฺ  เองทรงเป็นผู้รับผิดชอบโดยกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  พระองค์เองจะกลายมาเป็นผู้จัดส่ง  เด็กน้อยที่อยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครองโดยสมบูรณ์  สถานภาพของเขานั้นปลอดภัย  ในทำนองเดียวกัน  สาวกไม่จำเป็นต้องพยายามโอนย้ายตนเองด้วยการฝึกปฏิบัติ  โยค  เพื่อไปยังโลกอื่น  ๆ  แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณพระองค์เสด็จมาทันที  ทรงประทับอยู่บนหลังพญาครุฑ  (ครุฑ)  และจัดส่งสาวกจากความเป็นอยู่ทางวัตถุโดยทันที  แม้ว่ามนุษย์ผู้ตกลงไปในมหาสมุทรอาจดิ้นรนด้วยความยากลำบากมาก  อาจเป็นผู้ชำนาญในการว่ายน้ำ  แต่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้  ถ้าหากมีใครคนหนึ่งมารับให้ขึ้นจากน้ำ  เขาจะได้รับความปลอดภัยโดยง่ายดายในทำนองเดียวกัน  พระองค์ทรงรับสาวกจากความเป็นอยู่ทางวัตถุนี้  เราเพียงแต่ต้องปฏิบัติวิธีง่าย  ๆ  ของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้โดยสมบูรณ์ผู้มีปัญญาควรชอบวิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้มากกว่าวิถีทางอื่นทั้งหมดเสมอ  ใน  นารายณีย  ได้ยืนยันไว้ดังนี้
ยา ไว สาธน-สมฺปตฺติห์  ปุรุษารฺถ-จตุษฺฏเย
ตยา วินา ตทฺ อาปฺโนติ  นโร นารายณาศฺรยห์
คำอธิบายของโศลกนี้คือ  เราไม่ควรปฏิบัติวิธีต่าง  ๆ  ในกิจกรรมเพื่อหวังผลทางวัตถุหรือพัฒนาความรู้ด้วยวิธีการคาดคะเนทางจิต  ผู้ที่อุทิศตนเสียสละแด่บุคลิกภาพสูงสุดสามารถได้รับประโยชน์ทั้งหลายที่ได้รับจากวิธี  โยค  อื่น  ๆ  เช่น  จากการคาดคะเน  จากพิธีบูชา  จากการบวงสรวง  จากการให้ทาน  ฯลฯ  นั่นคือ  พรโดยเฉพาะจากการอุทิศตนเสียสละรับใช้
เพียงแต่สวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเรกฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเรสาวกขององค์  ภควานฺ  สามารถบรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดโดยง่ายดายอย่างมีความสุขแต่จุดมุ่งหมายนี้  วิธีการทางศาสนาอื่นไม่สามารถบรรลุถึง
ข้อสรุปของ  ภควัท-คีตา  กล่าวไว้ในบทที่สิบแปด  ดังนี้
สรฺว-ธรฺมานฺ ปริตฺยชฺย  มามฺ เอกํ ศรณํ วฺรช
อหํ ตฺวำ สรฺว-ปาเปโภฺย  โมกฺษยิษฺยามิ มา ศุจห์
เราควรยกเลิกวิธีการอื่น  ๆ  ทั้งหมดเพื่อความรู้แจ้งแห่งตน  และเพียงแต่ปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเท่านั้น  เช่นนี้จะทำให้เราบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดแห่งชีวิต  ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงบาปกรรมของตนในชาติปางก่อนเพราะว่าองค์  ภควานฺ  ทรงดูแลเราอย่างสมบูรณ์  ฉะนั้น  เราไม่ควรพยายามจัดส่งตนเองในความรู้แจ้งทิพย์โดยไร้สาระประโยชน์  ทุกคนควรมาพึ่ง  ศฺรี  กฺฤษฺณ  องค์  ภควานฺ  ผู้ทรงเดชสูงสุด  นั่นคือความสมบูรณ์สูงสุดแห่งชีวิต
मय्येव मन आधत्स्व मयि बुद्धिं निवेशय ।
निवसिष्यसि मय्येव अत ऊर्ध्वं न संशयः ॥ १२.८ ॥
โศลก 8
mayy eva mana ādhatsva  mayi buddhiṁ niveśaya
nivasiṣyasi mayy eva  ata ūrdhvaṁ na saṁśayaḥ
มยฺยฺ เอว มน อาธตฺสฺว  มยิ พุทฺธึ นิเวศย
นิวสิษฺยสิ มยฺยฺ เอว  อต อูรฺธฺวํ น สํศยห์
มยิ — แด่ข้า, เอว — แน่นอน, มนห์ — จิตใจ, อาธตฺสฺว — ตั้งมั่น, มยิ — แด่ข้า, พุทฺธิมฺ — ปัญญา, นิเวศย — ใช้, นิวสิษฺยสิ — เธอจะอยู่, มยิ — ในข้า, เอว — แน่นอน, อตห์ อูรฺธฺวมฺ — หลังจากนั้น, — ไม่เคย, สํศยห์ — สงสัย
คำแปล
เพียงแต่ตั้งมั่นจิตของเธออยู่ที่ข้า  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และใช้ปัญญาของเธอทั้งหมดในข้า  เช่นนี้  เธอจะอยู่ในข้าเสมอโดยไม่ต้องสงสัย
คำอธิบาย
ผู้ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  มีชีวิตอยู่ในความสัมพันธ์โดยตรงกับพระองค์  จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าสถานภาพของเขานั้นเป็นทิพย์ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นสาวกมิได้อยู่ในระดับวัตถุ  แต่อยู่ใน  กฺฤษฺณ  พระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์  ภควานฺ  และองค์  ภควานฺ  ไม่แตกต่างกัน  ดังนั้น  เมื่อสาวกภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ทั้ง  กฺฤษฺณ  และพลังเบื้องสูงของพระองค์ลีลาศอยู่บนลิ้นของสาวก  เมื่อเราถวายอาหารให้  กฺฤษฺณ  พระองค์ทรงรับอาหารนั้นไปเสวยโดยตรง  จากการรับประทานอาหารส่วนที่เหลือทำให้สาวกมีกฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ผู้ที่ไม่ปฏิบัติการรับใช้เช่นนี้  จะไม่สามารถเข้าใจว่าเป็นไปได้อย่างไรถึงแม้ว่าวิธีนี้ได้แนะนำไว้ใน  ภควัท-คีตา  และในวรรณกรรมพระ  เวท  อื่น  ๆ
अथ चित्तं समाधातुं न शक्नोषि मयि स्थिरम् ।
अभ्यासयोगेन ततो मामिच्छाप्तुं धनंजय ॥ १२.९ ॥
โศลก 9
atha cittaṁ samādhātuṁ  na śaknoṣi mayi sthiram
abhyāsa-yogena tato  mām icchāptuṁ dhanañ-jaya
อถ จิตฺตํ สมาธาตุํ  น ศกฺโนษิ มยิ สฺถิรมฺ
อภฺยาส-โยเคน ตโต  มามฺ อิจฺฉาปฺตุํ ธนญฺ-ชย
อถ — ถ้าหาก,ฉะนั้น, จิตฺตมฺ — จิต, สมาธาตุมฺ — ตั้งมั่น, — ไม่, ศกฺโนษิ — เธอสามารถ, มยิ — แด่ข้า, สฺถิรมฺ — มั่นคง, อภฺยาส-โยเคน — ด้วยการปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับ ใช้, ตตห์ — จากนั้น, มามฺ — ข้า, อิจฺฉา — ปรารถนา, อาปฺตุมฺ — ได้รับ, ธนมฺ-ชย — โอ้ อารจุนะ ผู้ชนะความร่ำรวย
คำแปล
  อรฺชุน  ที่รัก  โอ้  ผู้ชนะความร่ำรวย  หากไม่สามารถตั้งจิตมั่นอยู่ที่ข้าโดยไม่เบี่ยงเบน  เธอก็ปฏิบัติตามหลักธรรมของ  ภกฺติ  -  โยค  เช่นนี้  เธอจะพัฒนาความปรารถนาที่จะบรรลุถึงข้า
คำอธิบาย
โศลกนี้แสดงให้เห็น  ภกฺติ-โยค  สองวิธี  วิธีแรกสำหรับผู้ที่ได้พัฒนาความยึดมั่นด้วยความรักทิพย์ต่อ  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าแล้วอย่างแท้จริง  และอีกวิธีหนึ่งสำหรับผู้ที่ยังไม่พัฒนาความยึดมั่นต่อองค์  ภควานฺ  ด้วยความรักทิพย์  สำหรับกลุ่มที่สองนี้  มีกฎเกณฑ์ต่าง  ๆ  ที่กำหนดไว้ซึ่งสามารถนำไปปฏิบัติตามได้  และในที่สุดจะพัฒนามาถึงระดับแห่งความยึดมั่นต่อ  กฺฤษฺณ  
ภกฺติ-โยค  เป็นวิธีทำให้ประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  บริสุทธิ์ขึ้น  ในความเป็นอยู่ปัจจุบันประสาทสัมผัสไม่บริสุทธิ์เสมอเนื่องจากมาคลุกคลีอยู่ในการสนองประสาทสัมผัส  แต่จากการปฏิบัติ  ภกฺติ-โยค  ประสาทสัมผัสเหล่านี้ถูกทำให้บริสุทธิ์ขึ้นได้  และในระดับที่บริสุทธิ์เราจะมาสัมผัสกับองค์  ภควานฺ  โดยตรง  ในความเป็นอยู่ทางวัตถุนี้เราอาจปฏิบัติรับใช้บางสิ่งบางอย่างให้เจ้านายบางคน  แต่มิได้ทำไปด้วยความรักเจ้านายจริง  เราเพียงแต่รับใช้เพื่อให้ได้เงินมาเท่านั้น  เจ้านายก็ไม่มีความรักเช่นเดียวกัน  ได้แต่ใช้บ  ฤคฺ  ารและจ่ายเงินให้เรา  ดังนั้น  จึงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความรักเลย  แต่สำหรับชีวิตทิพย์เราต้องพัฒนามาถึงระดับแห่งความรักที่บริสุทธิ์  ระดับแห่งความรักที่บริสุทธิ์นั้นบรรลุได้ด้วยการปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ซึ่งใช้ประสาทสัมผัสที่ปัจจุบันมีอยู่ปฏิบัติการ
ปัจจุบัน  ความรักแห่งองค์  ภควานฺ  นี้ซ่อนเร้นอยู่ภายในหัวใจของทุก  ๆ  คน  ความรักแห่งพระองค์จึงปรากฏออกมาในรูปแบบต่าง  ๆ  กัน  แต่ที่ปรากฏมีมลทินเนื่องจากมาสัมพันธ์กับวัตถุ  ดังนั้น  ต้องทำให้หัวใจบริสุทธิ์ขึ้นจากการที่มาคบหาสมาคมกับวัตถุจากนั้นความรัก  กฺฤษฺณ  ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตามธรรมชาติของเราจะได้รับการฟื้นฟูขึ้นมา  นี่คือวิธีการทั้งหมด
ในการปฏิบัติตามหลักธรรมของ  ภกฺติ-โยค  ภายใต้การแนะนำของพระอาจารย์ทิพย์ผู้มีความชำนาญ  เราควรปฏิบัติตามหลักธรรมบางประการ  เช่น  ตื่นนอนแต่เช้าตรู่  อาบน้ำ  เข้าวัด  ถวายบทมนต์  และสวดภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  จากนั้นไปเก็บดอกไม้มาถวายให้พระปฏิมา  ปรุงอาหารและถวายให้พระปฏิมา  รับประทานอาหารทิพย์  (ปฺรสาทมฺ)  ฯลฯ  มีกฎเกณฑ์ต่าง  ๆ  ที่ควรปฏิบัติตาม  เราควรสดับฟัง  ภควัท-คีตา  และ  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  จากเหล่าสาวกผู้บริสุทธิ์เสมอ  การปฏิบัติเช่นนี้จะช่วยทุกคนให้เจริญขึ้นมาถึงระดับแห่งความรักองค์  ภควานฺ  หลังจากนั้น  เราจะมั่นใจในความเจริญก้าวหน้าไปสู่อาณาจักรทิพย์แห่งองค์  ภควานฺ  การปฏิบัติ  ภกฺติ-โยค  ภายใต้กฎเกณฑ์จากการนำทางของพระอาจารย์ทิพย์นี้  จะนำให้เ  ราม  าถึงระดับแห่งความรักองค์  ภควานฺ  อย่างแน่นอน
अभ्यासेऽप्यसमर्थोऽसि मत्कर्मपरमो भव ।
मदर्थमपि कर्माणि कुर्वन्सिद्धिमवाप्स्यसि ॥ १२.१० ॥
โศลก 10
abhyāse ’py asamartho ’si  mat-karma-paramo bhava
mad-artham api karmāṇi  kurvan siddhim avāpsyasi
อภฺยาเส ’ปฺยฺ อสมรฺโถ ’สิ  มตฺ-กรฺม-ปรโม ภว
มทฺ-อรฺถมฺ อปิ กรฺมาณิ  กุรฺวนฺ สิทฺธิมฺ อวาปฺสฺยสิ
อภฺยาเส — ในการปฏิบัติ, อปิ — ถึงแม้ว่า, อสมรฺถห์ — ไม่สามารถ, อสิ — เธอเป็น, มตฺ-กรฺม — งานของข้า, ปรมห์ — อุทิศตนเสียสละแด่, ภว — มาเป็น, มตฺ-อรฺถมฺ — เพื่อ ประโยชน์ของข้า, อปิ — แม้, กรฺมาณิ — งาน, กุรฺวนฺ — ปฏิบัติ, สิทฺธิมฺ — สมบูรณ์, อวาปฺสฺยสิ — เธอจะบรรลุ
คำแปล
หากไม่สามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของ  ภกฺติ  -  โยค  เธอก็พยายามทำงานให้แก่ข้า  เพราะจากการทำงานให้ข้า  เธอจะมาถึงระดับที่สมบูรณ์
คำอธิบาย
ผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักธรรมของ  ภกฺติ-โยค  ภายใต้การแนะนำของพระอาจารย์ทิพย์  ยังถูกนำพาให้มาถึงระดับสมบูรณ์นี้ได้ด้วยการทำงานให้แด่องค์  ภควานฺ  จะทำงานนี้ได้อย่างไรได้อธิบายไว้แล้วในโศลกที่ห้าสิบห้าของบทที่สิบเอ็ด  เราควรเห็นใจในการเผยแพร่  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  มีสาวกมากมายปฏิบัติตนในการเผยแพร่กฺฤษฺณ  จิตสำนึกซึ่งต้องการความช่วยเหลือ  ดังนั้น  แม้เราไม่สามารถปฏิบัติตามหลักธรรมของ  ภกฺติ-โยค  โดยตรง  เราอาจพยายามช่วยงานนี้ได้  การริเริ่มกระทำสิ่งใดจำเป็นต้องใช้ที่ดิน  เงินทุน  องค์กร  และแรงงาน  เช่นเดียวกับธุรกิจ  เราจำเป็นต้องมีสถานที่อยู่อาศัย  มีเงินทุนสำหรับใช้จ่าย  มีแรงงาน  และมีองค์กรเพื่อขยาย  สิ่งต่าง  ๆ  เหล่านี้มีความจำเป็นในการรับใช้  กฺฤษฺณ  ข้อแตกต่างก็คือ  ในลัทธิวัตถุนิยมงานทำไปเพื่อสนองประสาทสัมผัส  อย่างไรก็ดีงานที่คล้ายกันนี้สามารถกระทำได้เพื่อความพึงพอพระทัยของ  กฺฤษฺณ  และนั่นคือกิจกรรมทิพย์  หากมีเงินเพียงพอเราสามารถช่วยก่อสร้างสำนักงาน  หรือสร้างวัดเพื่อเผยแพร่  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  หรืออาจช่วยในการพิมพ์หนังสือยังมีกิจกรรมอื่น  ๆ  อีกมากมายที่น่าสนใจ  หากเราไม่สามารถสละผลของกิจกรรมเราก็สามารถสละบางส่วนเพื่อเผยแพร่  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  การอาสาบ  ฤคฺ  ารรับใช้เพื่อกฺฤษฺณ  จิตสำนึกนี้  จะช่วยให้เจริญขึ้นมาถึงระดับแห่งความรักองค์  ภควานฺ  ที่สูงกว่า  ซึ่งจะทำให้เราสมบูรณ์
अथैतदप्यशक्तोऽसि कर्तुं मद्योगमाश्रितः ।
सर्वकर्मफलत्यागं ततः कुरु यतात्मवान् ॥ १२.११ ॥
โศลก 11
athaitad apy aśakto ’si  kartuṁ mad-yogam āśritaḥ
sarva-karma-phala-tyāgaṁ  tataḥ kuru yatātmavān
อไถตทฺ อปฺยฺ อศกฺโต ’สิ  กรฺตุํ มทฺ-โยคมฺ อาศฺริตห์
สรฺว-กรฺม-ผล-ตฺยาคํ  ตตห์ กุรุ ยตาตฺมวานฺ
อถ — ถึงแม้ว่า, เอตตฺ — นี้, อปิ — เช่นกัน, อศกฺตห์ — ไม่สามารถ, อสิ — เธอเป็น, กรฺตุมฺ — ปฏิบัติ, มตฺ — แด่ข้า, โยคมฺ — ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้, อาศฺริตห์ — เป็นที่พึ่ง, สรฺว-กรฺม — กิจกรรมทั้งหลาย, ผล — ของผล, ตฺยาคมฺ — เสียสละ, ตตห์ — จากนั้น, กุรุ — ทำ, ยต-อาตฺม-วานฺ — ตั้งมั่นในตนเอง
คำแปล
อย่างไรก็ดี  หากไม่สามารถทำงานในจิตสำนึกแห่งข้านี้ได้  ก็พยายามเสียสละผลงานของเธอทั้งหมด  และพยายามตั้งมั่นอยู่ในตนเอง
คำอธิบาย
อาจเป็นไปได้ที่เราไม่สามารถแม้แต่จะเห็นอกเห็นใจกับกิจกรรมต่าง  ๆ  ในกฺฤษฺณ  จิตสำนึก  อันเนื่องมาจากข้อพิจารณาทางสังคม  ทางครอบครัว  หรือทางศาสนาหรือเนื่องมาจากอุปสรรคอื่น  ๆ  หากเรายึดมั่นกับกิจกรรมใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยตรงอาจมีการคัดค้านจากสมาชิกในครอบครัว  หรือมีความยุ่งยากอื่น  ๆ  มากมาย  สำหรับผู้ที่มีปัญหาเช่นนี้  ได้แนะนำไว้ว่า  เขาควรสละผลแห่งกิจกรรมที่สะสมมาเพื่อทำคุณประโยชน์บางประการ  ขั้นตอนเหล่านี้ได้อธิบายไว้ในกฎเกณฑ์พระ  เวท  ซึ่งอธิบายไว้มากมายเกี่ยวกับการเสียสละ  และพิธีกรรมพิเศษเพื่อผลบุญ  (ปุณฺย)  หรืองานพิเศษซึ่งผลกรรมในอดีตของเขาอาจใช้ได้  เพื่ออาจค่อย  ๆ  พัฒนามาถึงระดับแห่งความรู้  ยังพบอีกว่าเมื่อไม่สนใจแม้ในกิจกรรมของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  การให้ทานกับโรงพยาบาลหรือสถาบันเพื่อสังคมบางแห่ง  จะทำให้เขาสละผลงานที่ได้มาด้วยความเหนื่อยยาก  ซึ่งแนะนำไว้  ณ  ที่นี้  เพราะเมื่อฝึกปฏิบัติการเสียสละผลจากกิจกรรมของตนเอง  จิตใจจะค่อย  ๆ  บริสุทธิ์ขึ้นอย่างแน่นอน  ในระดับจิตที่บริสุทธิ์นั้น  เขาจะสามารถเข้าใจ  กฺฤษฺณจิตสำนึก  แน่นอนว่า  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ใด  ๆ  ทั้งสิ้น  เพราะว่าในตัวของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเองสามารถทำให้จิตบริสุทธิ์  แต่หากมีอุปสรรคในการรับเอากฺฤษฺณ  จิตสำนึกมาปฏิบัติเขาอาจพยายามเสียสละผลของงาน  ในกรณีนี้  การบ  ฤคฺ  ารรับใช้สังคม  รับใช้ชุมชน  รับใช้ประเทศชาติ  การเสียสละเพื่อประเทศของตนเอง  ฯลฯอาจยอมรับได้  เพื่อวันหนึ่งอาจมาถึงระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่องค์  ภควานฺด้วยใจบริสุทธิ์  ใน  ภควัท-คีตา  (18.46)  เราพบข้อความว่า  ยตห์  ปฺรวฺฤตฺติรฺ  ภูตานามฺ  หากตัดสินใจเสียสละเพื่อแหล่งกำเนิดสูงสุด  ถึงแม้ไม่รู้ว่าแหล่งกำเนิดสูงสุดคือ  กฺฤษฺณ  เขาจะค่อย  ๆ  เข้าใจว่า  กฺฤษฺณ  คือแหล่งกำเนิดสูงสุด  ด้วยวิธีการเสียสละ
श्रेयो हि ज्ञानमभ्यासाज्ज्ञानाद्ध्यानं विशिष्यते ।
ध्यानात्कर्मफलत्यागस्त्यागाच्छान्तिरनन्तरम् ॥ १२.१२ ॥
โศลก 12
śreyo hi jñānam abhyāsāj  jñānād dhyānaṁ viśiṣyate
dhyānāt karma-phala-tyāgas  tyāgāc chāntir anantaram
เศฺรโย หิ ชฺญานมฺ อภฺยาสาชฺ  ชฺญานาทฺ ธฺยานํ วิศิษฺยเต
ธฺยานาตฺ กรฺม-ผล-ตฺยาคสฺ  ตฺยาคาจฺ ฉานฺติรฺ อนนฺตรมฺ
เศฺรยห์ — ดีกว่า, หิ — แน่นอน, ชฺญานมฺ — ความรู้, อภฺยาสาตฺ — กว่าการปฏิบัติ, ชฺญานาตฺ — กว่าความรู้, ธฺยานมฺ — การทำสมาธิ, วิศิษฺยเต — พิจารณาว่าดีกว่า, ธฺยานาตฺ — กว่าการ ทำสมาธิ, กรฺม-ผล-ตฺยาคห์ — สละผลของงาน, ตฺยาคาตฺ — จากการเสียสละนี้, ศานฺติห์ — ความสงบ, อนนฺตรมฺ — หลังจากนั้น
คำแปล
หากไม่สามารถปฏิบัติเช่นนี้  เธอก็ไปปฏิบัติเพื่อพัฒนาความรู้  อย่างไรก็ดี  ที่ดีกว่าความรู้คือการทำสมาธิ  และดีกว่าการทำสมาธิคือการสละผลของงาน  จากการเสียสละเช่นนี้เธอสามารถได้รับความสงบแห่งจิตใจ
คำอธิบาย
ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกก่อนหน้านี้  มีการอุทิศตนเสียสละรับใช้สองวิธีคือ  วิธีปฏิบัติตามหลักธรรม  และวิธีการยึดมั่นในความรักต่อองค์  ภควานฺ  โดยสมบูรณ์  สำหรับพวกที่ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักธรรมใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยแท้จริง  การไปพัฒนาความรู้จะดีกว่า  เพราะว่าจากความรู้จะสามารถเข้าใจสถานภาพอันแท้จริง  แล้วจะค่อยๆ  พัฒนาถึงจุดแห่งการทำสมาธิ  และจากการทำสมาธิจะสามารถเข้าใจองค์ภค  วาน  โดยวิธีการที่ค่อยเป็นค่อยไป  มีวิธีการอื่น  ๆ  ที่ทำให้เข้าใจว่าตนเองคือองค์  ภควานฺ  วิธีทำสมาธิเช่นนี้เป็นทางเลือกก็ต่อเมื่อไม่สามารถปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  หากไม่สามารถทำสมาธิเช่นนี้  ก็มีหน้าที่ที่กำหนดไว้  ดังที่ได้กำหนดไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  สำหรับ  พฺราหฺมณ,  กฺษตฺริย,  ไวศฺย  และ  ศูทฺร  ซึ่งจะพบในบทสุดท้ายของ  ภควัท-คีตา  แต่ในทุก  ๆ  กรณี  เราควรสละผลงานของเรา  เช่นนี้หมายความว่า  ใช้ผลกรรมหรือผลจากการกระทำของเราเพื่อสิ่งที่ดี
โดยสรุป  ในการบรรลุถึงองค์  ภควานฺ  ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดมีสองวิธี  วิธีหนึ่งค่อย  ๆ  พัฒนา  และอีกวิธีหนึ่งโดยตรง  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นวิธีโดยตรง  และวิธีอื่น  ๆ  เกี่ยวกับการเสียสละผลแห่งกิจกรรมของตน  จะสามารถมาถึงระดับแห่งความรู้  จากนั้นก็มาถึงระดับแห่งการทำสมาธิ  จากนั้นมาถึงระดับแห่งการเข้าใจองค์อภิวิญญาณ  และจากนั้นก็มาถึงระดับแห่งองค์  ภควานฺ  เราอาจปฏิบัติตามวิธีทีละขั้นตอนหรือปฏิบัติตามวิธีโดยตรง  วิธีโดยตรงไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้  ฉะนั้นวิธีทางอ้อมก็ดีเช่นกัน  อย่างไรก็ดี  ต้องเข้าใจว่าวิธีทางอ้อมไม่ได้แนะนำไว้สำหรับอรฺชุน  เพราะทรงอยู่ในระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความรักต่อ  กฺฤษฺณเรียบร้อยแล้ว  วิธีทางอ้อมจึงมีไว้สำหรับบุคคลอื่น  ๆ  ที่ไม่ได้อยู่ในระดับนี้  สำหรับพวกนี้ควรปฏิบัติตามวิธีที่ค่อยเป็นค่อยไปในการเสียสละ  ความรู้  การทำสมาธิ  และการรู้แจ้งถึงองค์อภิวิญญาณ  และ  พฺรหฺมนฺ  แต่สำหรับ  ภควัท-คีตา  ได้เน้นวิธีโดยตรง  ทุก  ๆ  คนได้รับคำแนะนำให้รับเอาวิธีโดยตรงมาปฏิบัติและศิโรราบต่อองค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  
अद्वेष्टा सर्वभूतानां मैत्रः करुण एव च ।
निर्ममो निरहंकारः समदुःखसुखः क्षमी ॥ १२.१३ ॥
संतुष्टः सततं योगी यतात्मा दृढनिश्चयः ।
मय्यर्पितमनोबुद्धिर्यो मद्भक्तः स मे प्रियः ॥ १२.१४ ॥
โศลก 13-14
adveṣṭā sarva-bhūtānāṁ  maitraḥ karuṇa eva ca
nirmamo nirahaṅkāraḥ  sama-duḥkha-sukhaḥ kṣamī
อเทฺวษฺฏา สรฺว-ภูตานำ  ไมตฺรห์ กรุณ เอว จ
นิรฺมโม นิรหงฺการห์  สม-ทุห์ข-สุขห์ กฺษมี
santuṣṭaḥ satataṁ yogī  yatātmā dṛḍha-niścayaḥ
mayy arpita-mano-buddhir  yo mad-bhaktaḥ sa me priyaḥ
สนฺตุษฺฏห์ สตตํ โยคี  ยตาตฺมา ทฺฤฒ-นิศฺจยห์
มยฺยฺ อรฺปิต-มโน-พุทฺธิรฺ  โย มทฺ-ภกฺตห์ ส เม ปฺริยห์
อเทฺวษฺฏา — ไม่อิจฉาริษยา, สรฺว-ภูตานามฺ — ต่อมวลชีวิต,ไมตฺรห์ — เป็นมิตร, กรุณห์ — กรุณา, เอว — แน่นอน, — เช่นกัน, นิรฺมมห์ — ไม่สำคัญตัวว่าเป็นเจ้าของ, นิรหงฺการห์ — ปราศจากอหังการ, สม — เสมอภาค, ทุห์ข — ในความทุกข์, สุขห์ — และความสุข, กฺษมี — ให้อภัย, สนฺตุษฺฏห์ — พึงพอใจ, สตตมฺ — เสมอ, โยคี — ผู้ปฏิบัติ ในการอุทิศตนเสียสละ, ยต-อาตฺมา — ควบคุมตนเอง, ทฺฤฒ-นิศฺจยห์ — ด้วยความ มุ่งมั่น, มยิ — แด่ข้า, อรฺปิต — ปฏิบัติ, มนห์ — จิตใจ, พุทฺธิห์ — และปัญญา, ยห์ — ผู้ซึ่ง, มตฺ-ภกฺตห์ — สาวกของข้า,สห์ — เขา, เม — แก่ข้า, ปฺริยห์ — ที่รัก
คำแปล
ผู้ที่ไม่อิจฉาริษยา  แต่เป็นเพื่อนผู้มีความกรุณาต่อมวลชีวิต  ผู้ไม่คิดว่าตนเองเป็นเจ้าของ  และเป็นอิสระจากอหังการ  ผู้ที่มีความเสมอภาคทั้งในความสุขและความทุกข์  ผู้มีความอดทน  พึงพอใจเสมอ  ควบคุมตนเองได้  และปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความมุ่งมั่น  จิตใจและปัญญาตั้งมั่นอยู่ที่ข้า  สาวกเช่นนี้เป็นที่รักยิ่งของข้า
คำอธิบาย
เ  ราม  าถึงจุดแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง  องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายคุณลักษณะทิพย์ของสาวกผู้บริสุทธิ์ด้วยสองโศลกนี้  สาวกผู้บริสุทธิ์ไม่เคยกังวลใจไม่ว่าในสถานการณ์ใด  ๆ  หรือว่าจะอิจฉาริษยาผู้ใด  สาวกไม่เป็นศัตรูต่อศัตรู  โดยคิดว่า  “คนนี้ทำตัวเป็นศัตรูข้าก็เนื่องมาจากกรรมเก่าของข้าเอง  ฉะนั้น  จึงยอมรับทุกข์ดีกว่าที่จะต่อต้าน”  ในศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (10.14.8)  ได้กล่าวไว้ว่า  ตตฺ  เต  ’นุกมฺปำ  สุ-สมีกฺษมาโณ  ภุญฺชาน  เอวาตฺม-กฺฤตํ  วิปากมฺ  เมื่อใดที่สาวกมีความทุกข์หรือตกอยู่ในความยากลำบาก  จะคิดว่าเป็นพระเมตตาธิคุณขององค์  ภควานฺ  ที่มีต่อท่าน  โดยคิดว่า  “ขอบคุณต่อกรรมเก่าของข้า  ข้าควรได้รับทุกข์มากกว่าที่ได้รับในปัจจุบันนี้  นี่เป็นเพราะพระเมตตาขององค์  ภควานฺ  จึงไม่ได้รับการลงโทษทั้งหมดที่ควรจะได้รับด้วยพระเมตตาธิคุณของ  กฺฤษฺณ  ข้าจึงได้รับโทษเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”  ดังนั้น  จึงมีความสุขุม  สงบ  และอดทนเสมอ  แม้จะอยู่ในสภาวะแห่งความทุกข์มากมาย  สาวกจะมีความกรุณาต่อทุก  ๆ  คนเสมอ  แม้แต่ศัตรู  นิรฺมม  หมายถึงสาวกไม่ให้ความสำคัญกับความเจ็บปวดและปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับร่างกายมากนัก  เพราะทราบดีว่าตัวท่านไม่ใช่ร่างกายวัตถุ  จึงไม่สำคัญตนเองว่าเป็นร่างกาย  ดังนั้น  จึงเป็นอิสระจากแนวคิดแห่งอหังการ  และเป็นกลางต่อความสุขและความทุกข์  มีความอดทนและพึงพอใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่มาสัมผัส  ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควานฺ  ท่านไม่พยายามมากจนเกินไปเพื่อให้ได้รับบางสิ่งบางอย่างที่ยากลำบากมาก  ดังนั้น  จึงมีความร่าเริงเสมอท่านเป็น  โยค  ที่สมบูรณ์บริบูรณ์  เพราะยึดมั่นในคำสั่งสอนที่ได้รับจากพระอาจารย์ทิพย์และเนื่องจากสามารถควบคุมประสาทสัมผัสได้  จึงมีความมั่นใจ  ไม่เอนเอียงไปกับการถกเถียงที่ผิด  เพราะว่าไม่มีผู้ใดสามารถนำพาให้ออกไปจากการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่ท่านมีความมั่นใจอย่างแน่วแน่  ท่านมีจิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นองค์  ภควานฺ  นิรันดร  ดังนั้น  จึงไม่มีผู้ใดสามารถรบกวนจิตใจได้  คุณลักษณะทั้งหลายเหล่านี้ทำให้มีจิตใจและปัญญาตั้งมั่นอยู่ที่พระองค์โดยสมบูรณ์  มาตรฐานแห่งการอุทิศตนเสียสละเช่นนี้หาได้ยากมากโดยไม่ต้องสงสัย  แต่สาวกสถิตในระดับนี้ด้วยการปฏิบัติตามหลักธรรมแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ยิ่งไปกว่านั้น  องค์  ภควานฺ  ตรัสว่า  สาวกเช่นนี้เป็นที่รักยิ่งของพระองค์  เพราะ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงชื่นชมยินดีเสมอกับกิจกรรมทั้งหมดของสาวกใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกที่สมบูรณ์
यस्मान्नोद्विजते लोको लोकान्नोद्विजते च यः ।
हर्षामर्षभयोद्वेगैर्मुक्तो यः स च मे प्रियः ॥ १२.१५ ॥
โศลก 15
yasmān nodvijate loko  lokān nodvijate ca yaḥ
harṣāmarṣa-bhayodvegair  mukto yaḥ sa ca me priyaḥ
ยสฺมานฺ โนทฺวิชเต โลโก  โลกานฺ โนทฺวิชเต จ ยห์
หรฺษามรฺษ-ภโยเทฺวไครฺ  มุกฺโต ยห์ ส จ เม ปฺริยห์
ยสฺมาตฺ — จากผู้ซึ่ง, — ไม่เคย, อุทฺวิชเต — ร้อนใจ, โลกห์ — ผู้คน, โลกาตฺ — จากผู้คน, — ไม่เคย, อุทฺวิชเต — กระวนกระวายใจ, — เช่นกัน, ยห์ — ผู้ใดซึ่ง, หรฺษ — จากความ สุข, อมรฺษ — ความทุกข์, ภย — ความกลัว, อุเทฺวไคห์ — และความวิตกกังวล, มุกฺตห์ — เป็นอิสระ, ยห์ — ผู้ซึ่ง,สห์ — ผู้ใด, — เช่นกัน, เม — แด่ข้า, ปฺริยห์ — เป็นที่รักยิ่ง
คำแปล
ผู้ที่ไม่มีผู้ใดสามารถทำให้เขาตกอยู่ในความลำบาก  และไม่มีผู้ใดสามารถรบกวนจิตใจเขาได้  มีความเป็นกลางทั้งในความสุขและความทุกข์  ทั้งความกลัวและความวิตกกังวล  เป็นที่รักยิ่งของข้า
คำอธิบาย
คุณลักษณะบางประการของสาวกได้อธิบายต่อไปอีกคือ  ไม่มีผู้ใดสามารถทำให้ท่านตกอยู่ในความยากลำบาก  วิตกกังวล  กลัว  หรือไม่พึงพอใจ  เนื่องจากสาวกมีความกรุณาต่อทุกคน  จึงไม่ทำสิ่งใดที่จะทำให้ผู้อื่นมีความวิตกกังวล  ในขณะเดียวกันหากผู้อื่นพยายามทำให้สาวกวิตกกังวล  ท่านจะไม่เร่าร้อนใจด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควานฺ  ทำให้ท่านปฏิบัติจนไม่ได้รับความวุ่นวายใจจากสิ่งรบกวนภายนอก  อันที่จริง  เนื่องจากสาวกเพลินอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเสมอ  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  สถานการณ์ทางวัตถุเช่นนี้ไม่ทำให้ท่านหวั่นไหว  โดยทั่วไปนักวัตถุนิยมจะมีความสุขมากเมื่อได้รับบางสิ่งบางอย่างที่มาสนองประสาทสัมผัส  สนองร่างกาย  และเมื่อเห็นว่าคนอื่นได้รับบางสิ่งบางอย่างเพื่อสนองประสาทสัมผัส  แต่ตนเองไม่ได้รับ  จะเสียใจและอิจฉาริษยา  เมื่อคาดว่าศัตรูจะมาแก้แค้นก็จะอยู่ในความกลัว  และเมื่อไม่สามารถทำบางอย่างให้ประสบผลสำเร็จก็จะเศร้าสลด  สาวกผู้เป็นทิพย์อยู่เหนือสิ่งรบกวนทั้งหลายเหล่านี้เสมอเป็นที่รักยิ่งของ  กฺฤษฺณ  
अनपेक्षः शुचिर्दक्ष उदासीनो गतव्यथः ।
सर्वारम्भपरित्यागी यो मद्भक्तः स मे प्रियः ॥ १२.१६ ॥
โศลก 16
anapekṣaḥ śucir dakṣa  udāsīno gata-vyathaḥ
sarvārambha-parityāgī  yo mad-bhaktaḥ sa me priyaḥ
อนเปกฺษห์ ศุจิรฺ ทกฺษ  อุทาสีโน คต-วฺยถห์
สรฺวารมฺภ-ปริตฺยาคี  โย มทฺ-ภกฺตห์ ส เม ปฺริยห์
อนเปกฺษห์ — เป็นกลาง, ศุจิห์ — บริสุทธิ์, ทกฺษห์ — ชำนาญ, อุทาสีนห์ — ไม่วิตกกังวล, คต-วฺยถห์ — ปราศจากความทุกข์ทั้งปวง, สรฺว-อารมฺภ — ความพยายามทั้งหมด, ปริตฺยาคี — ผู้เสียสละ, ยห์ — ผู้ใดซึ่ง, มตฺ-ภกฺตห์ — สาวกของข้า, สห์ — เขา, เม — แด่ข้า, ปฺริยห์ — ที่รักยิ่ง
คำแปล
สาวกของข้าผู้ไม่ขึ้นอยู่กับแนวคิดแห่งกิจกรรมทั่วไป  มีความบริสุทธิ์  มีความชำนาญ  ไม่วิตกกังวล  ปราศจากความเจ็บปวดทั้งปวง  และไม่ดิ้นรนเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง  เป็นที่รักยิ่งของข้า
คำอธิบาย
เงินทองอาจถวายให้สาวกแต่ไม่ควรดิ้นรนเพื่อได้มันมา  หากด้วยพระกรุณาขององค์  ภควานฺ  เงินทองไหลมาตามครรลองก็ไม่รู้สึกหวั่นไหว  โดยธรรมชาติสาวกอาบน้ำอย่างน้อยวันละสองครั้ง  และตื่นนอนแต่เช้าตรู่เพื่ออุทิศตนเสียสละรับใช้  ฉะนั้น  จึงมีความสะอาดทั้งภายในและภายนอกโดยปริยาย  สาวกมีความชำนาญเสมอ  เพราะทราบถึงสาระสำคัญของกิจกรรมแห่งชีวิตทั้งหมดเป็นอย่างดี  และมั่นใจในพระคัมภีร์ที่เชื่อถือได้  สาวกไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด  ดังนั้น  จึงไม่กังวล  และไม่เคยได้รับความเจ็บปวดเนื่องจากท่านเป็นอิสระจากชื่อระบุทั้งปวง  ทราบดีว่าร่างกายเป็นชื่อระบุ  ดังนั้น  หากมีความเจ็บปวดทางร่างกาย  ตัวท่านเป็นอิสระ  สาวกผู้บริสุทธิ์จะไม่พยายามทำสิ่งใด  ๆ  ที่ละเมิดหลักธรรมแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ตัวอย่างเช่น  การก่อสร้างอาคารใหญ่ๆจำเป็นต้องใช้พลังงานมาก  สาวกจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจเช่นนี้หากไม่เป็นประโยชน์ที่จะเจริญก้าวหน้าในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  งานสร้างวัดให้องค์  ภควานฺ  อาจมีความยุ่งยากนานัปการ  สาวกยินดีและเต็มใจทำ  แต่จะไม่ไปสร้างบ้านใหญโตเพื่อตนเอง
यो न हृष्यति न द्वेष्टि न शोचति न काङ्क्षति ।
शुभाशुभपरित्यागी भक्तिमान्यः स मे प्रियः ॥ १२.१७ ॥
โศลก 17
yo na hṛṣyati na dveṣṭi  na śocati na kāṅkṣati
śubhāśubha-parityāgī  bhaktimān yaḥ sa me priyaḥ
โย น หฺฤษฺยติ น เทฺวษฺฏิ  น โศจติ น กางฺกฺษติ
ศุภาศุภ-ปริตฺยาคี  ภกฺติมานฺ ยห์ ส เม ปฺริยห์
ยห์ — ผู้ซึ่ง, — ไม่เคย, หฺฤษฺยติ — ได้รับความสุข, — ไม่เคย, เทฺวษฺฏิ — ความทุกข์, — ไม่เคย, โศจติ — เสียใจ, — ไม่เคย, กางฺกฺษติ — ปรารถนา, ศุภ — ของความเป็นมงคล, อศุภ — และความอัปมงคล, ปริตฺยาคี — ผู้เสียสละ, ภกฺติ-มานฺ — สาวก,ยห์ — ผู้ซึ่ง, สห์ — ท่านเป็น, เม — แด่ข้า, ปฺริยห์ — ที่รัก
คำแปล
ผู้ที่ไม่ดีใจหรือทุกข์ใจ  ผู้ที่ไม่เสียใจหรือปรารถนา  และผู้ที่สละทั้งสิ่งที่เป็นมงคลหรือไม่เป็นมงคล  สาวกเช่นนี้เป็นที่รักยิ่งของข้า
คำอธิบาย
สาวกผู้บริสุทธิ์ไม่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์กับการได้มาหรือสูญเสียไปกับวัตถุท่านไม่วิตกกังวลกับการที่จะได้บุตรหรือสานุศิษย์  ท่านไม่กลุ้มใจเมื่อไม่ได้รับสิ่งเหล่านี้  หากสูญเสียบางสิ่งบางอย่างที่ท่านรักมาก  ก็ไม่เสียใจ  ในทำนองเดียวกันหากท่านไม่ได้รับสิ่งที่ปรารถนา  ก็ไม่กลุ้มใจ  ท่านเป็นทิพย์อยู่เหนือสิ่งที่ต้องเผชิญหน้าทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่เป็นมงคลหรือกิจกรรมบาปที่ไม่เป็นมงคล  ท่านเตรียมพร้อมที่จะยอมรับความเสี่ยงทั้งหลายเพื่อความพึงพอพระทัยขององค์  ภควานฺ  ไม่มีสิ่งใดเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้ของท่าน  สาวกเช่นนี้เป็นที่รักยิ่งของ  กฺฤษฺณ  
समः शत्रौ च मित्रे च तथा मानापमानयोः ।
शीतोष्णसुखदुःखेषु समः सङ्गविवर्जितः ॥ १२.१८ ॥
तुल्यनिन्दास्तुतिर्मौनी सन्तुष्टो येन केनचित् ।
अनिकेतः स्थिरमतिर्भक्तिमान्मे प्रियो नरः ॥ १२.१९ ॥
โศลก 18-19
samaḥ śatrau ca mitre ca  tathā mānāpamānayoḥ
śītoṣṇa-sukha-duḥkheṣu  samaḥ saṅga-vivarjitaḥ
สมห์ ศเตฺรา จ มิเตฺร จ  ตถา มานาปมานโยห์
ศีโตษฺณ-สุข-ทุห์เขษุ  สมห์ สงฺค-วิวรฺชิตห์
tulya-nindā-stutir maunī  santuṣṭo yena kenacit
aniketaḥ sthira-matir  bhaktimān me priyo naraḥ
ตุลฺย-นินฺทา-สฺตุติรฺ เมานี  สนฺตุษฺโฏ เยน เกนจิตฺ
อนิเกตห์ สฺถิร-มติรฺ  ภกฺติมานฺ เม ปฺริโย นรห์
สมห์ — เสมอภาค, ศเตฺรา — ต่อศัตรู, — เช่นกัน, มิเตฺร — ต่อมิตร, — เช่นกัน, ตถา — ดังนั้น, มาน — ในการได้รับเกียรติ, อปมานโยห์ — และการเสียเกียรติ, ศีต — ในความ เย็น, อุษฺณ — ความร้อน,สุข — ความสุข, ทุห์เขษุ — และความทุกข์, สมห์ — เป็นกลาง, สงฺค-วิวรฺชิตห์ — ปราศจากการคบหาสมาคมทั้งปวง, ตุลฺย — เสมอภาค, นินฺทา — ในการ สบประมาท, สฺตุติห์ — และชื่อเสียง, เมานี — นิ่งเงียบ, สนฺตุษฺฏห์ — พึงพอใจ, เยน เกนจิตฺ — กับทุกสิ่งทุกอย่าง, อนิเกตห์ — ไม่มีบ้านพัก, สฺถิร — ตั้งมั่น, มติห์ — มั่นใจ, ภกฺติ-มานฺ — ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละ, เม — แด่ข้า, ปฺริยห์ — ที่รัก, นรห์ — บุคคล
คำแปล
ผู้ที่เสมอภาคทั้งกับเพื่อนและศัตรู  ผู้ที่เป็นกลางเมื่อได้รับเกียรติและเสียเกียรติทั้งในความร้อนและความเย็น  ความสุขและความทุกข์  ได้รับชื่อเสียงและหมิ่นประมาท  ผู้ที่มีอิสระจากการคบหาสมาคมที่เป็นมลทิน  นิ่งสงบเสมอ  และพึงพอใจต่อทุกสิ่ง  ผู้ที่ไม่ห่วงใยกับที่พักอาศัย  ตั้งมั่นอยู่ในความรู้  และเป็นผู้ที่ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  บุคคลเช่นนี้เป็นที่รักยิ่งของข้า
คำอธิบาย
สาวกเป็นอิสระจากการคบเพื่อนไม่ดีทั้งหลาย  บางครั้งท่านได้รับการสรรเสริญและบางครั้งถูกดูหมิ่น  นั่นคือธรรมชาติของสังคมมนุษย์  แต่สาวกเป็นทิพย์เหนือเกียรติยศชื่อเสียงและการดูหมิ่นเหยียดหยาม  รวมทั้งความทุกข์และความสุขที่เสแสร้งเหล่านี้  ท่านมีความอดทนสูง  ไม่พูดสิ่งใดนอกจากเรื่องราวที่เกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความสงบนิ่ง  สงบนิ่งไม่ได้หมายความว่าไม่พูด  แต่สงบนิ่งหมายความว่าไม่ควรพูดสิ่งที่ไร้สาระ  ควรพูดเฉพาะเนื้อหาสาระสำคัญเท่านั้น  และการพูดเนื้อหาสาระสำคัญที่สุดของสาวกคือ  พูดเพื่อประโยชน์ขององค์  ภควานฺ  สาวกมีความสุขในทุกสภาวะ  บางครั้งอาจได้รับอาหารอันโอชะมากมาย  บางครั้งไม่ได้รับ  แต่ก็พึงพอใจและไม่เป็นห่วงกับสิ่งเอื้ออำนวยที่อยู่อาศัย  บางครั้งท่านอาจนอนใต้ต้นไม้  และบางครั้งท่านอาจนอนในราชวังอันมโหฬาร  ทั้งสองสิ่งนี้ไม่ทำให้หลงใหลท่านมีความมั่นคง  เพราะว่าแน่วแน่ในความมุ่งมั่นและความรู้  เราอาจพบว่าได้กล่าวถึงคุณลักษณะของสาวกหลายครั้ง  แต่เพื่อเน้นความจริงที่ว่า  สาวกต้องมีคุณลักษณะทั้งหลายเหล่านี้  ปราศจากคุณลักษณะที่ดีเราไม่สามารถเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ได้  หราวฺ  อภกฺตสฺย  กุโต  มหทฺ-คุณาห์  ผู้ไม่ใช่สาวกจะไม่มีคุณสมบัติที่ดี  ผู้ปรารถนาให้คนจำได้ว่าเป็นสาวกควรพัฒนาคุณสมบัติที่ดี  แน่นอนว่าเราไม่ต้องพยายามเป็นพิเศษเพื่อให้มีคุณสมบัติเหล่านี้  หากปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกและอุทิศตนเสียสละรับใช้  คุณสมบัติที่ดีเหล่านี้จะพัฒนาขึ้นมาโดยปริยาย
ये तु धर्म्यामृतमिदं यथोक्तं पर्युपासते ।
श्रद्दधाना मत्परमा भक्तास्तेऽतीव मे प्रियाः ॥ १२.२० ॥
โศลก 20
ye tu dharmāmṛtam idaṁ  yathoktaṁ paryupāsate
śraddadhānā mat-paramā  bhaktās te ’tīva me priyāḥ
เย ตุ ธรฺมามฺฤตมฺ อิทํ  ยโถกฺตํ ปรฺยุปาสเต
ศฺรทฺทธานา มตฺ-ปรมา  ภกฺตาสฺ เต ’ตีว เม ปฺริยาห์
เย — ผู้ซึ่ง, ตุ — แต่, ธรฺม — ของศาสนา, อมฺฤตมฺ — น้ำทิพย์, อิทมฺ — นี้, ยถา — ประหนึ่ง, อุกฺตมฺ — กล่าว, ปรฺยุปาสเต — ปฏิบัติโดยสมบูรณ์, ศฺรทฺทธานาห์ — ด้วยศรัทธา, มตฺ-ปรมาห์ — ยอมรับองค์ภควานว่าเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง, ภกฺตาห์ — เหล่าสาวก, เต — พวกเขา, อตีว — มาก ๆ, เม — แด่ข้า,ปฺริยาห์ — ที่รัก
คำแปล
พวกที่ปฏิบัติตามวิธีที่ไม่มีวันสูญสลายแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้  ปฏิบัติด้วยความศรัทธาอย่างสมบูรณ์  มีข้าเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด  เป็นที่รักยิ่งของข้า
คำอธิบาย
ในบทนี้  จากโศลกสองถึงโศลกสุดท้าย  เริ่มจาก  มยฺยฺ  อาเวศฺย  มโน  เย  มามฺ  (“ตั้งจิตมั่นอยู่ที่ข้า”)  มาถึง  เย  ตุ  ธรฺมามฺฤตมฺ  อิทมฺ  (“ศาสนาแห่งการปฏิบัตินิรันดรนี้”)  องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายกรรมวิธีแห่งการรับใช้ทิพย์เพื่อบรรลุถึงพระองค์  กรรมวิธีเหล่านี้เป็นที่รักยิ่งของพระองค์  และพระองค์ทรงยอมรับบุคคลผู้ปฏิบัติตามกรรมวิธีเหล่านี้  คำถามคือ  ใครดีกว่ากัน  ผู้ปฏิบัติในวิธีของ  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  หรือผู้ปฏิบัติในการรับใช้ส่วนพระองค์ต่อองค์  ภควานฺ  คำถามนี้  อรฺชุน  ทรงได้ยกขึ้นมา  และองค์  ภควานฺ  ทรงตอบอย่างชัดเจนว่า  โดยไม่ต้องสงสัยเลยว่าการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อบุคลิกภาพแห่งพระเจ้าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในบรรดาวิธีแห่งความรู้แจ้งทิพย์ทั้งหลายทั้งปวง  อีกนัยหนึ่ง  บทนี้อธิบายว่าจากการคบหากัลยาณมิตร  เราจะพัฒนาความยึดมั่นในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความบริสุทธิ์  และต่อมายอมรับพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้  จากนั้นเริ่มสดับฟังและสวดภาวนา  และถือปฏิบัติตามหลักธรรมแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความศรัทธา  ยึดมั่นและอุทิศตนเสียสละ  ดังนั้น  จึงมาปฏิบัติการรับใช้ทิพย์ต่อองค์  ภควานฺ  วิธีนี้ได้แนะนำไว้ในบทนี้  โดยไม่ต้องสงสัยว่าการอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นวิธีเดียวที่สมบูรณ์ที่สุด  เพื่อความรู้แจ้งแห่งตน  เพื่อบรรลุถึงองค์  ภควานฺ  ได้อธิบายไว้ในบทนี้ว่า  แนวคิดที่ไร้รูปลักษณ์แห่งสัจธรรมสูงสุด  จะนำมาถึงเพียงแค่จุดที่เราศิโรราบเพื่อความรู้แจ้งแห่งตน  อีกนัยหนึ่ง  ตราบใดที่ยังไม่มีโอกาสมาพบกับสาวกผู้บริสุทธิ์  แนวคิดที่ไร้รูปลักษณ์อาจเป็นประโยชน์  เพราะแนะนำให้เราทำงานโดยไม่หวังผลทางวัตถุ  ฝึกสมาธิ  และพัฒนาความรู้เพื่อให้เข้าใจดวงวิญญาณและวัตถุ  ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นตราบเท่าที่เรายังไม่พบสาวกผู้บริสุทธิ์  หากโชคดีพอจนพัฒนาความต้องการมาปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยตรง  ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างบริสุทธิ์  ก็ไม่จำเป็นต้องไปพัฒนาการรู้แจ้งทิพย์ทีละขั้นตอน  ดังที่ได้อธิบายไว้ในหกบทกลางของ  ภควัท-คีตา  ว่าการอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นที่น่าพึงพอใจกว่า  เราไม่จำเป็นต้องไปยุ่งเรื่องทางวัตถุเพื่อรักษาร่างกายและดวงวิญญาณให้อยู่ด้วยกัน  เพราะด้วยพระกรุณาธิคุณของ  กฺฤษฺณ  ทุกสิ่งทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยดีโดยปริยาย
ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย ภกฺติเวทนฺต บทที่สิบสอง ของหนังสือ ศฺรีมทฺ ภควัท-คีตา ในหัวข้อเรื่อง การอุทิศตนเสียสละรับใช้

ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

บทที่ สิบสาม

บทที่ 13

ธรรมชาติ ผู้รื่นเริง
และจิตสำนึก

chapterImage

ธรรมชาติ ผู้รื่นเริง
และจิตสำนึก

अर्जुन उवाच ।
प्रकृतिं पुरुषं चैव क्षेत्रं क्षेत्रज्ञमेव च
एतद्वेदितुमिच्छामि ज्ञानं ज्ञेयं च केशव ॥ १३.१ ॥
श्रीभगवानुवाच ।
इदं शरीरं कौन्तेय क्षेत्रमित्यभिधीयते
एतद्यो वेत्ति तं प्राहुः क्षेत्रज्ञ इति तद्विदः ॥ १३.२ ॥
โศลก 1-2
arjuna uvāca
prakṛtiṁ puruṣaṁ caiva  kṣetraṁ kṣetra-jñam eva ca
etad veditum icchāmi  jñānaṁ jñeyaṁ ca keśava
อรฺชุน อุวาจ
ปฺรกฺฤตึ ปุรุษํ ไจว  กฺเษตฺรํ เกฺษตฺร-ชฺญมฺ เอว จ
เอตทฺ เวทิตุมฺ อิจฺฉามิ  ชฺญานํ เชฺญยํ จ เกศว
śrī-bhagavān uvāca
idaṁ śarīraṁ kaunteya  kṣetram ity abhidhīyate
etad yo vetti taṁ prāhuḥ  kṣetra-jña iti tad-vidaḥ
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
อิทํ ศรีรํ เกานฺเตย  กฺเษตฺรมฺ อิตฺยฺ อภิธียเต
เอตทฺ โย เวตฺติ ตํ ปฺราหุห์  กฺเษตฺร-ชฺญ อิติ ตทฺ-วิทห์
อรฺชุนห์ อุวาจอรฺชุน ตรัสว่า, ปฺรกฺฤติมฺ — ธรรมชาติ, ปุรุษมฺ — ผู้รื่นเริง, — เช่น กัน, เอว — แน่นอน, กฺเษตฺรมฺ — สนาม, กฺเษตฺร-ชฺญมฺ — ผู้รู้สนาม, เอว — แน่นอน, — เช่น กัน, เอตตฺ — ทั้งหมดนี้, เวทิตุมฺ — เข้าใจ, อิจฺฉามิ — ข้าพเจ้าปรารถนา, ชฺญานมฺ — ความรู้, ชฺเญยมฺ — เป้าหมายของความรู้, — เช่นกัน, เกศว — โอ้ กฺฤษฺณ, ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — องค์ภควานตรัส, อิทมฺ — นี้, ศรีรมฺ — ร่างกาย, เกานฺเตย — โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี, กฺเษตฺรมฺ — สนาม, อิติ — ดังนั้น, อภิธียเต — เรียกว่า, เอตตฺ — นี้, ยห์ — ผู้ซึ่ง, เวตฺติ — รู้, ตมฺ — เขา, ปฺราหุห์ — เรียกว่า, กฺเษตฺร-ชฺญห์ — ผู้รู้สนาม, อิติ — ดังนั้น, ตตฺ-วิทห์ — โดยพวกที่รู้สิ่งนี้
คำแปล
  อรฺชุน  ตรัสว่า  โอ้  กฺฤษฺณ  ที่รัก  ข้าปรารถนาจะรู้เกี่ยวกับ  ปฺรกฺฤติ  (ธรรมชาติ)ปุรุษ  (ผู้รื่นเริง)  สนาม  และผู้รู้สนาม  ความรู้  และจุดมุ่งหมายแห่งความรู้องค์ภควานตรัสว่า  โอ้  โอรสพระนาง  กุนฺตี  ร่างกายนี้เรียกว่าสนาม  และผู้ที่รู้ร่างกายนี้เรียกว่าผู้รู้สนาม
คำอธิบาย
อรฺชุน  ทรงถามเกี่ยวกับ  ปฺรกฺฤติ  (ธรรมชาติ)  ปุรุษ  (ผู้รื่นเริง)  กฺเษตฺร  (สนาม)  กฺเษตฺร-ชฺญ  (ผู้รู้สนาม)  ความรู้และจุดมุ่งหมายแห่งความรู้  เมื่อทรงถามทั้งหมดนี้  กฺฤษฺณ  ตรัสว่า  ร่างกายนี้เรียกว่าสนาม  และผู้รู้ร่างกายนี้เรียกว่าผู้รู้สนามร่างกายนี้เป็นสนามแห่งกิจกรรมสำหรับพันธวิญญาณ  พันธวิญญาณได้มาติดกับอยู่ในความเป็นอยู่ทางวัตถุ  พยายามเป็นเจ้าและครอบครองธรรมชาติวัตถุตามกำลังความสามารถของตน  จึงได้รับสนามแห่งกิจกรรม  สนามแห่งกิจกรรมนี้คือร่างกายและร่างกายนี้คืออะไร?  ร่างกายประกอบไปด้วยประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  พันธวิญญาณปรารถนาจะรื่นเริงอยู่กับการสนองประสาทสัมผัส  ตามกำลังความสามารถที่จะรื่นเริงกับการสนองประสาทสัมผัส  เราจึงได้รับร่างกายหรือสนามแห่งกิจกรรมมา  ดังนั้นร่างกายจึงเรียกว่า  กฺเษตฺร  หรือสนามแห่งกิจกรรมสำหรับพันธวิญญาณ  เช่นนี้บุคคลที่สำคัญตนเองกับร่างกายเรียกว่า  กฺเษตฺร-ชฺญ  หรือผู้รู้สนาม  มิใช่เป็นสิ่งลำบากที่จะเข้าใจข้อแตกต่างระหว่างสนามและผู้รู้สนาม  ร่างกายและผู้รู้ร่างกาย  ใคร  ๆ  ก็สามารถพิจารณาได้  ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา  เราได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงของร่างกายมามากมาย  ถึงกระนั้น  เรายังคงเป็นบุคคลคนเดียวกัน  ดังนั้น  จึงมีข้อแตกต่างระหว่างผู้รู้สนามแห่งกิจกรรมและตัวสนามแห่งกิจกรรม  พันธวิญญาณผู้มีชีวิตสามารถเข้าใจว่าตนเองแตกต่างไปจากร่างกายได้อธิบายไว้ในตอนต้นว่า  เทหิโน  ’สฺมินฺ  -  สิ่งมีชีวิตอยู่ภายในร่างกาย  และร่างกายเปลี่ยนแปลงจากทารกมาเป็นเด็ก  จากเด็กมาเป็นหนุ่มสาวและจากหนุ่มสาวมาเป็นผู้สูงอายุ  ผู้ที่เป็นเจ้าของร่างกายรู้ว่าร่างกายนี้เปลี่ยนแปลงเจ้าของคือ  กฺเษตฺร-ชฺญ  ที่แตกต่างออกไป  บางครั้งเราคิดว่า  “ฉันมีความสุข”  “ฉันเป็นผู้ชาย”  “ฉันเป็นผู้หญิง”  “ฉันเป็นสุขนัข”  “ฉันเป็นแมว”  เหล่านี้เป็นชื่อระบุทางร่างกายของผู้รู้  แต่ผู้รู้แตกต่างไปจากร่างกาย  ถึงแม้ว่าเราอาจใช้สิ่งของมากมายเช่นเสื้อผ้าอาภรณ์ต่าง  ๆ  ฯลฯ  แต่เรารู้ว่าตัวเราแตกต่างไปจากสิ่งของที่เราใช้  ในทำนองเดียวกัน  จากการพิจารณาเพียงเล็กน้อยก็เข้าใจได้ว่าเราแตกต่างไปจากร่างกายอาตมา  ท่าน  หรือผู้ใดที่เป็นเจ้าของร่างกายเรียกว่า  กฺเษตฺร-ชฺญ  หรือผู้รู้สนามแห่งกิจกรรม  และร่างกายเรียกว่า  กฺเษตฺร  หรือตัวสนามแห่งกิจกรรม
ในหกบทแรกของ  ภควัท-คีตา  ได้อธิบายถึงผู้รู้ร่างกาย  (สิ่งมีชีวิต)  และตำแหน่งที่เขาสามารถเข้าใจองค์  ภควานฺ  ในหกบทกลางของ  ภควัท-คีตา  ได้อธิบายถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าและความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกวิญญาณและอภิวิญญาณซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ได้นิยามสถานภาพที่สูงกว่าขององค์  ภควานฺ  และสถานภาพที่ด้อยกว่าของปัจเจกวิญญาณอย่างชัดเจนในบทเหล่านี้  เนื่องจากลืมไปว่าตนเองด้อยกว่าในทุก  ๆ  สถานการณ์  สิ่งมีชีวิตจึงได้รับทุกข์  เมื่อสว่างไสวขึ้นด้วยบุญบารมี  สิ่งมีชีวิตจึงเข้าพบองค์  ภควานฺ  ในสภาวะที่แตกต่างกัน  เช่น  สภาวะที่มีความทุกข์สภาวะที่ต้องการเงิน  สภาวะชอบถาม  และสภาวะที่แสวงหาความรู้  ซึ่งได้อธิบายไว้เช่นกัน  เริ่มจากบทที่สิบสามจะอธิบายว่าสิ่งมีชีวิตมาสัมผัสกับธรรมชาติวัตถุได้อย่างไร  และองค์  ภควานฺ  ทรงจัดส่งเขาด้วยวิธีต่าง  ๆ  อย่างไร  โดยผ่านทางกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุการพัฒนาความรู้  และการปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ถึงแม้ว่าสิ่งมีชีวิตแตกต่างจากร่างกายวัตถุโดยสิ้นเชิง  แต่ก็มีความสัมพันธ์กัน  ประเด็นนี้ได้อธิบายไว้เช่นเดียวกัน
क्षेत्रज्ञं चापि मां विद्धि सर्वक्षेत्रेषु भारत ।
क्षेत्रक्षेत्रज्ञयोर्ज्ञानं यत्तज्ज्ञानं मतं मम ॥ १३.३ ॥
โศลก 3
kṣetra-jñaṁ cāpi māṁ viddhi  sarva-kṣetreṣu bhārata
kṣetra-kṣetrajñayor jñānaṁ  yat taj jñānaṁ mataṁ mama
กฺเษตฺร-ชฺญํ จาปิ มำ วิทฺธิ  สรฺว-กฺเษเตฺรษุ ภารต
กฺเษตฺร-กฺเษตฺรชฺญโยรฺ ชฺญานํ  ยตฺ ตชฺ ชฺญานํ มตํ มม
กฺเษตฺร-ชฺญมฺ — ผู้รู้สนาม, — เช่นกัน, อปิ — แน่นอน, มามฺ — ข้า, วิทฺธิ — รู้, สรฺว — ทั้งหมด, กฺเษเตฺรษุ — ในสนามแห่งร่างกาย, ภารต — โอ้ โอรสแห่ง ภรต, กฺเษตฺร — สนามแห่ง กิจกรรม (ร่างกาย), กฺเษตฺร-ชฺญโยห์ — และผู้รู้สนาม, ชฺญานมฺ — ความรู้แห่ง, ยตฺ — ซึ่ง, ตตฺ — นั้น, ชฺญานมฺ — ความรู้, มตมฺ — ความเห็น, มม — ของข้า
คำแปล
โอ้  ผู้สืบราชวงศ์แห่ง  ภรต  เธอควรเข้าใจว่าข้าเป็นผู้รู้ร่างกายทั้งหมดเช่นกันการเข้าใจร่างกายและผู้รู้ร่างกายนี้เรียกว่าความรู้  นั่นคือความเห็นของข้า
คำอธิบาย
ขณะที่สนทนาถึงประเด็นเรื่องร่างกายและผู้รู้ร่างกาย  วิญญาณและอภิวิญญาณ  เราจะพบสามประเด็นในการศึกษาคือ  องค์  ภควานฺ  สิ่งมีชีวิต  และวัตถุ  ในทุก  ๆสนามแห่งกิจกรรม  หรือในทุกร่างกายจะมีดวงวิญญาณอยู่สองดวงคือ  ปัจเจกวิญญาณและอภิวิญญาณ  เพราะว่าอภิวิญญาณทรงเป็นภาคแบ่งแยกขององค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ตรัสว่า  “ข้าเป็นผู้รู้เช่นกัน  แต่ไม่ใช่ปัจเจกผู้รู้แห่งร่างกาย  ข้าคืออภิผู้รู้ที่ประทับอยู่ในทุก  ๆ  ร่างกายในรูปของ  ปรมาตฺมา  หรืออภิวิญญาณ”
ผู้ที่ศึกษาประเด็นของสนามแห่งกิจกรรมและผู้รู้สนามอย่างละเอียดถี่ถ้วนตาม  ภควัท-คีตา  นี้  จะสามารถบรรลุถึงความรู้
องค์  ภควานฺ  ตรัสว่า  “ข้าคือผู้รู้ของสนามแห่งกิจกรรมในทุกๆ  ปัจเจกร่างกาย”ปัจเจกวิญญาณอาจเป็นผู้รู้ร่างกายของตนเอง  แต่จะไม่มีความรู้ร่างกายของผู้อื่น  องค์  ภควานฺ  ทรงประทับอยู่ในทุก  ๆ  ร่างกายในฐานะอภิวิญญาณ  พระองค์ทรงทราบทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับทุก  ๆ  ร่างกาย  และทรงทราบร่างกายที่แตกต่างกันทั้งหมดของเผ่าพันธุ์อันหลากหลายแห่งชีวิตทั้งหลาย  ประชาชนอาจรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับผืนแผ่นดินของตนเท่านั้น  แต่พระเจ้าแผ่นดินทรงทราบไม่เพียงแต่พระราชวังของพระองค์  แต่ยังทรงทราบถึงแผ่นดินในราชอาณาจักรทุกแปลงที่ปัจเจกชนครอบครอง  ในทำนองเดียวกัน  เราอาจเป็นเจ้าของปัจเจกร่างกาย  แต่องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นเจ้าของร่างกายทั้งหมด  พระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นเจ้าขององค์แรกของราชอาณาจักร  และประชาชนเป็นเจ้าของรองลงมา  ในลักษณะเดียวกัน  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นเจ้าของสูงสุดของร่างกายทั้งหมด
ร่างกายประกอบไปด้วยประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  องค์  ภควานฺ  คือ  หฺฤษีเกศ  ซึ่งหมายความว่า  “ผู้ควบคุมประสาทสัมผัส”  พระองค์ทรงเป็นผู้ควบคุมประสาทสัมผัสองค์แรกเหมือนกับพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงเป็นผู้ควบคุมองค์แรกแห่งกิจกรรมทั้งหลายในรัฐ  ประชาชนเป็นผู้ควบคุมรองลงมา  องค์  ภควานฺ  ตรัสว่า  “ข้าคือผู้รู้เช่นกัน”  หมายความว่า  พระองค์ทรงเป็นผู้รู้สูงสุด  ปัจเจกวิญญาณรู้เฉพาะร่างกายของตนเองเท่านั้น  ในวรรณกรรมพระ  เวท  ได้กล่าวไว้ดังนี้
กฺเษตฺราณิ หิ ศรีราณิ  พีชํ จาปิ ศุภาศุเภ
ตานิ เวตฺติ ส โยคาตฺมา  ตตห์ เกฺษตฺร-ชฺญ อุจฺยเต
ร่างกายนี้เรียกว่ากฺเษตฺร  องค์  ภควานฺ  และเจ้าของร่างกายอยู่ภายในร่างกายนี้  พระองค์ทรงทราบทั้งร่างกายและเจ้าของร่างกาย  ดังนั้น  องค์  ภควานฺ  ทรงถูกเรียกว่าเป็นผู้รู้สนามทั้งหมด  ข้อแตกต่างระหว่างสนามแห่งกิจกรรม  ผู้รู้กิจกรรม  และผู้รู้สูงสุดแห่งกิจกรรมได้อธิบายไว้ดังนี้  ความรู้ที่สมบูรณ์แห่งพื้นฐานของร่างกาย  พื้นฐานของปัจเจกวิญญาณและพื้นฐานของอภิวิญญาณ  วรรณกรรมพระ  เวท  เรียกว่า  ชฺญาน  นั่นคือความเห็นของ  กฺฤษฺณ  การเข้าใจทั้งดวงวิญญาณและอภิวิญญาณว่าเป็นหนึ่งแต่ก็ไม่เหมือนกันเรียกว่าความรู้  ผู้ที่ไม่เข้าใจสนามแห่งกิจกรรมและผู้รู้กิจกรรมไม่มีความรู้ที่สมบูรณ์  เราต้องเข้าใจสถานภาพของ  ปฺรกฺฤติ  (ธรรมชาติ)  ปุรุษ  (ผู้รื่นเริงแห่งธรรมชาติ)  และ  อีศฺวร  (ผู้รู้ที่ครอบครองหรือควบคุมธรรมชาติและปัจเจกวิญญาณ)  ไม่ควรสับสนกับศักยภาพที่แตกต่างกันของทั้งสามนี้  เราไม่ควรสับสนเกี่ยวกับจิตรกร  ภาพวาด  และขาตั้งภาพโลกวัตถุซึ่งเป็นสนามแห่งกิจกรรมนี้คือธรรมชาติ  ผู้รื่นเริงกับธรรมชาติคือสิ่งมีชีวิต  และเหนือไปกว่าทั้งสองคือผู้ควบคุมสูงสุดองค์  ภควานฺ  ได้กล่าวไว้ในภาษาพระ  เวท  (เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  1.12)  ว่า  :  โภกฺตา  โภคฺยํ  เปฺรริตารํ  จ  มตฺวา/  สรฺวํ  โปฺรกฺตํ  ตฺริ-วิธํ  พฺรหฺมมฺ  เอตตฺ  มีสามแนวคิดเกี่ยวกับ  พฺรหฺมนฺ  คือ  ปฺรกฺฤติ  เป็น  พฺรหฺมนฺ  ของสนามแห่งกิจกรรม  และ  ชีว  (ปัจเจกวิญญาณ)  เป็น  พฺรหฺมนฺ  เช่นกันและเขาพยายามควบคุมธรรมชาติวัตถุ  และผู้ควบคุมทั้งสองก็เป็น  พฺรหฺมนฺ  แต่องค์  ภควานฺ  คือผู้ควบคุมที่แท้จริง
ในบทนี้จะอธิบายว่าทั้งสองคือผู้รู้  ผู้หนึ่งมีข้อผิดพลาด  และอีกผู้หนึ่งไร้ข้อผิดพลาด  ผู้หนึ่งเหนือกว่า  และอีกผู้หนึ่งด้อยกว่า  ผู้เข้าใจสองผู้รู้แห่งสนามว่าเป็นหนึ่งเดียวกันและเหมือนกัน  เป็นผู้ที่ขัดแย้งกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าซึ่งตรัสไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  “ข้าคือผู้รู้ของสนามแห่งกิจกรรมเช่นกัน”  ผู้เข้าใจผิดว่าเชือกคืองูเป็นผู้ไม่มีความรู้  มีร่างกายแตกต่างกันและมีเจ้าของร่างกายที่แตกต่างกัน  เนื่องจากแต่ละปัจเจกวิญญาณมีปัจเจกศักยภาพในการเป็นเจ้าเหนือธรรมชาติวัตถุ  จึงมีร่างกายที่แตกต่างกัน  แต่องค์  ภควานฺ  ทรงประทับอยู่ภายในพวกเขาในฐานะผู้ควบคุม  คำว่า    มีความสำคัญ  แสดงถึงจำนวนของร่างกายทั้งหมด  นั่นคือความเห็นของ  ศฺรีล  วิทฺยาภูษณ  วิทฺยาภูษณ  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นอภิวิญญาณในแต่ละและทุก  ๆ  ร่างกายซึ่งแตกต่างไปจากปัจเจกวิญญาณ  พระองค์ตรัสอย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  อภิวิญญาณทรงเป็นผู้ควบคุมทั้งสนามแห่งกิจกรรมและผู้รื่นเริงที่มีขีดจำกัด
तत्क्षेत्रं यच्च यादृक्च यद्विकारि यतश्च यत् ।
स च यो यत्प्रभावश्च तत्समासेन मे शृणु ॥ १३.४ ॥
โศลก 4
tat kṣetraṁ yac ca yādṛk ca  yad-vikāri yataś ca yat
sa ca yo yat-prabhāvaś ca  tat samāsena me śṛṇu
ตตฺ เกฺษตฺรํ ยจฺ จ ยาทฺฤกฺ จ  ยทฺ-วิการิ ยตศฺ จ ยตฺ
ส จ โย ยตฺ-ปฺรภาวศฺ จ  ตตฺ สมาเสน เม ศฺฤณุ
ตตฺ — นั้น, กฺเษตฺรมฺ — สนามแห่งกิจกรรม, ยตฺ — อะไร, — เช่นกัน, ยาทฺฤกฺ — เหมือนเดิม, — เช่นกัน, ยตฺ — มีอะไร, วิการิ — เปลี่ยนแปลง, ยตห์ — จากอะไร, — เช่นกัน, ยตฺ — อะไร, สห์ — เขา, — เช่นกัน, ยห์ — ผู้ซึ่ง, ยตฺ — มีอะไร, ปฺรภาวห์ — อิทธิพล, — เช่นกัน, ตตฺ — นั้น, สมาเสน — โดยสรุป,เม — จากข้า, ศฺฤณุ — เข้าใจ
คำแปล
บัดนี้จงฟังคำอธิบายโดยย่อจากข้าเกี่ยวกับสนามแห่งกิจกรรมนี้ว่าประกอบขึ้นอย่างไร  เปลี่ยนแปลงอย่างไร  ผลิตมาจากไหน  ใครคือผู้รู้สนามแห่งกิจกรรมและอิทธิพลของมันเป็นอย่างไร
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายถึงสนามแห่งกิจกรรมและผู้รู้สนามแห่งกิจกรรมในสถานภาพเดิมแท้  เราต้องรู้วัตถุที่ผลิตร่างกายนี้ขึ้นมา  รู้ว่าร่างกายนี้ประกอบขึ้นอย่างไร  ใครคือผู้ควบคุมร่างกายนี้ให้ทำงาน  การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้อย่างไร  การเปลี่ยนแปลงมาจากไหน  อะไรคือสาเหตุ  อะไรคือเหตุผล  อะไรคือจุดมุ่งหมายสูงสุดของปัจเจกวิญญาณและรูปลักษณ์อันแท้จริงของปัจเจกวิญญาณคืออะไร  เราควรรู้ข้อแตกต่างระหว่างปัจเจกวิญญาณและอภิวิญญาณ  อิทธิพลและศักยภาพที่แตกต่างของทั้งสอง  ฯลฯ  เราเพียงแต่ต้องเข้าใจ  ภควัท-คีตา  นี้โดยตรงจากดำรัสของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และทั้งหมดนี้จะชัดเจนขึ้น  แต่เราต้องระวังที่จะไม่พิจารณาว่าองค์  ภควานฺผู้ทรงประทับในทุก  ๆ  ร่างเป็นหนึ่งเดียวกับ  ชีว  หรือปัจเจกวิญญาณ  เช่นนี้เหมือนกับการเปรียบเทียบผู้มีอำนาจและผู้ไม่มีอำนาจว่าเท่าเทียมกัน
ऋषिभिर्बहुधा गीतं छन्दोभिर्विविधैः पृथक् ।
ब्रह्मसूत्रपदैश्चैव हेतुमद्भिर्विनिश्चितैः ॥ १३.५ ॥
โศลก 5
ṛṣibhir bahudhā gītaṁ  chandobhir vividhaiḥ pṛthak
brahma-sūtra-padaiś caiva  hetumadbhir viniścitaiḥ
ฤษิภิรฺ พหุธา คีตํ  ฉนฺโทภิรฺ วิวิไธห์ ปฺฤถกฺ
พฺรหฺม-สูตฺร-ปไทศฺ ไจว  เหตุมทฺภิรฺ วินิศฺจิไตห์
ฤษิภิห์ — โดยปราชญ์ผู้มีปัญญา, พหุธา — ในหลายทาง, คีตมฺ — อธิบาย, ฉนฺโทภิห์ — โดย บทมนต์พระ เวท, วิวิไธห์ — ต่าง ๆ, ปฺฤถกฺ — แตกต่างกัน, พฺรหฺม-สูตฺร — ของ เวทานฺต, ปไทห์ — โดยคำพังเพย, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, เหตุ-มทฺภิห์ — ด้วยเหตุและผล, วินิศฺจิไตห์ — แน่นอน
คำแปล
ความรู้สนามแห่งกิจกรรมและผู้รู้กิจกรรมนั้น  นักปราชญ์หลายท่านได้อธิบายไว้ในบทความพระ  เวท  ต่าง  ๆ  ได้แสดงไว้โดยเฉพาะใน  เวทานฺต  -  สูตฺร  ด้วยวิจารณญาณทั้งหมดของเหตุและผล
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้เชื่อถือได้สูงสุดในการอธิบายความรู้นี้  ถึงกระนั้นเพื่อเป็นการศึกษา  นักวิชาการผู้คงแก่เรียนและผู้เชื่อถือได้ที่มีมาตรฐานจะอ้างอิงหลักฐานจากผู้เชื่อถือได้ในอดีตเสมอ  กฺฤษฺณ  ทรงอธิบายถึงประเด็นที่ขัดแย้งกันมากที่สุดนี้  ซึ่งเกี่ยวกับปัจเจกวิญญาณและอภิวิญญาณว่าเป็นหนึ่งดวงหรือสองดวง  โดยอ้างอิงคัมภีร์  เวทานฺต  ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเชื่อถือได้  ก่อนอื่นพระองค์ตรัสว่า  “เช่นนี้ตามนักปราชญ์ต่าง  ๆ”  เกี่ยวกับนักปราชญ์ต่าง  ๆ  นอกจากตัวพระองค์เอง  วฺยาสเทว  (ผู้เขียน  เวทานฺต-สูตฺร)  เป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่  ความเป็นสองดวงนี้ได้อธิบายไว้อย่างสมบูรณ์ใน  เวทานฺต-สูตฺร  ปราศร  ผู้เป็นบิดาของ  วฺยาสเทว  ก็เป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่  ได้เขียนในหนังสือศาสนาของท่านว่า  อหมฺ  ตฺวํ  จ  ตถาเนฺย…  ...  “พวกเรา  ท่าน  ข้าพเจ้า  และสิ่งมีชีวิต  ทั้งหมดเป็นทิพย์แม้อยู่ในร่างกายวัตถุ  บัดนี้เราตกลงมาอยู่ในวิถีทางของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุตามกรรมที่แตกต่างกันไป  ดังนั้น  บางคนอยู่ในระดับที่สูงกว่า  และบางคนอยู่ในธรรมชาติที่ต่ำกว่า  ธรรมชาติที่สูงกว่าและต่ำกว่าดำเนินไปก็เนื่องมาจากอวิชชา  และจะปรากฏอยู่ในจำนวนสิ่งมีชีวิตที่นับไม่ถ้วน  แต่อภิวิญญาณผู้ไม่มีความผิดพลาด  ไม่มีมลทินจากสามระดับแห่งธรรมชาติ  พระองค์ทรงเป็นทิพย์”  ทำนองเดียวกัน  ในคัมภีร์พระ  เวท  ฉบับเดิม  ข้อแตกต่างระหว่างดวงวิญญาณอภิวิญญาณ  และร่างกายได้กล่าวไว้โดยเฉพาะใน  กฐ  อุปนิษทฺ  มีนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่มากมายได้อธิบายไว้  และ  ปราศร  พิจารณาว่าเป็นบุคคลสำคัญในบรรดานักปราชญ์เหล่านี้
คำว่า  ฉนฺโทภิห์  หมายถึง  วรรณกรรมพระ  เวท  ต่าง  ๆ  ตัวอย่างเช่น  ไตตฺติรีย  อุปนิษทฺ  ซึ่งแยกออกมาจาก  ยชุรฺ  เวท  อธิบายถึงธรรมชาติ  สิ่งมีชีวิต  และองค์  ภควานฺ  
ดังที่กล่าวไว้แล้วว่า  กฺเษตฺร  คือสนามแห่งกิจกรรม  และมีสอง  กฺเษตฺร-ชฺญ  คือปัจเจกดวงชีวิต  และดวงชีวิตสูงสุด  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ไตตฺติรีย  อุปนิษทฺ  (2.5)  พฺรหฺม  ปุจฺฉํ  ปฺรติษฺฐา  มีปรากฎการณ์แห่งพลังงานขององค์  ภควานฺ  เรียกว่า  อนฺน-มย  ซึ่งขึ้นอยู่กับอาหารเพื่อดำรงอยู่  เช่นนี้เป็นความรู้แจ้งแห่งองค์  ภควานฺ  ทางวัตถุ  จากนั้นใน  ปฺราณ-มย  หลังจากรู้แจ้งสัจธรรมสูงสุดในอาหารเราสามารถรู้แจ้งสัจธรรมในอาการชีวิตหรือรูปลักษณ์ชีวิต  ใน  ชฺญาน-มย  การรู้แจ้งขยายไปสูงกว่าอาการชีวิตโดยมาถึงจุดแห่งความคิด  ความรู้สึก  และความเต็มใจ  จากนั้นก็มีความรู้แจ้ง  พฺรหฺมนฺ  เรียกว่า  วิชฺญาน-มย  ซึ่งจิตใจและอาการชีวิตของสิ่งมีชีวิตแตกต่างไปจากตัวสิ่งมีชีวิตเอง  ถัดไปเป็นระดับสูงสุดคือ  อานนฺท-มย  -  รู้แจ้งแห่งธรรมชาติความปลื้มปีติสุขทั้งหมด  ดังนั้น  มีความรู้แจ้งแห่ง  พฺรหฺมนฺ  ห้าระดับเรียกว่า  พฺรหฺม  ปุจฺฉํ  ทั้งหมดนี้สามระดับแรก  อนฺน-มย,  ปฺราณ-มย  และ  ชฺญาน-มย    เกี่ยวข้องกับสนามแห่งกิจกรรมของสิ่งมีชีวิตผู้ที่เป็นทิพย์เหนือสนามแห่งกิจกรรมทั้งหมดเหล่านี้คือ  องค์  ภควานฺ  สูงสุดซึ่งเรียกว่า  อานนฺท-มย  เวทานฺต-สูตฺร  ยังอธิบายถึงพระองค์ด้วยการกล่าวว่า  อนฺน-มย,  ปฺราณ-มย  องค์  ภควานฺ  โดยธรรมชาติทรงเปี่ยมไปด้วยความรื่นเริงเพื่อเสวยสุขกับความสุขเกษมสำราญทิพย์ของพระองค์  พระองค์ทรงแบ่งแยกมาเป็น  วิชฺญาน-มย,  ปฺราณ-มย,  ชฺญาน-มย  และ  อนฺน-มย    ในสนามแห่งกิจกรรม  สิ่งมีชีวิตถือว่าเป็นผู้รื่นเริง  ที่แตกต่างไปจากตัวเขาคือ  อานนฺท-มย  นั่นหมายความว่าหากสิ่งมีชีวิตตัดสินใจจะเสวยสุขด้วยการประสานตนเองกับ  อานนฺท-มย  จะทำให้เขาสมบูรณ์  นี่คือภาพอันแท้จริงขององค์  ภควานฺ  ในฐานะที่เป็นผู้รู้สนามสูงสุด  สิ่งมีชีวิตในฐานะที่เป็นผู้รู้ที่รองลงมา  และธรรมชาติของสนามแห่งกิจกรรม  เราต้องค้นหาความจริงนี้ใน  เวทานฺต-สูตฺร  หรือ  พฺรหฺม-สูตฺร  
ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่า  การประมวล  พฺรหฺม-สูตฺร  ได้เรียบเรียงไว้อย่างดีตามเหตุและผล  บาง  สูตฺร  หรือคำพังเพยต่าง  ๆ  เช่น  น  วิยทฺ  อศฺรุเตห์  (2.3.2)  นาตฺมา  ศฺรุเตห์  (2.3.18)  และปราตฺ  ตุ  ตจฺ-ฉฺรุเตห์  (2.3.40)  คำพังเพยแรกแสดงถึงสนามแห่งกิจกรรม  คำพังเผยที่สองแสดงถึงสิ่งมีชีวิต  และคำพังเผยที่สามแสดงถึงองค์  ภควานฺ  ผู้สูงสุดอย่างสมบูรณ์แบบในปรากฏการณ์ทั้งหลายแห่งชีวิตอันหลากหลาย
महाभूतान्यहंकारो बुद्धिरव्यक्तमेव च ।
इन्द्रियाणि दशैकं च पञ्च चेन्द्रियगोचराः ॥ १३.६ ॥
इच्छा द्वेषः सुखं दुःखं संघातश्चेतना धृतिः ।
एतत्क्षेत्रं समासेन सविकारमुदाहृतम् ॥ १३.७ ॥
โศลก 6-7
mahā-bhūtāny ahaṅkāro  buddhir avyaktam eva ca
indriyāṇi daśaikaṁ ca  pañca cendriya-gocarāḥ
มหา-ภูตานฺยฺ อหงฺกาโร  พุทฺธิรฺ อวฺยกฺตมฺ เอว จ
อินฺทฺริยาณิ ทไศกํ จ  ปญฺจ เจนฺทฺริย-โคจราห์
icchā dveṣaḥ sukhaṁ duḥkhaṁ  saṅghātaś cetanā dhṛtiḥ
etat kṣetraṁ samāsena  sa-vikāram udāhṛtam
อิจฺฉา เทฺวษห์ สุขํ ทุห์ขํ  สงฺฆาตศฺ เจตนา ธฺฤติห์
เอตตฺ เกฺษตฺรํ สมาเสน  ส-วิการมฺ อุทาหฺฤตมฺ
มหา-ภูตานิ — ธาตุที่ยิ่งใหญ่, อหงฺการห์ — อหังการ, พุทฺธิห์ — ปัญญา, อวฺยกฺตมฺ — ไม่ ปรากฏ, เอว — แน่นอน, — เช่นกัน, อินฺทฺริยาณิ — ประสาทสัมผัสต่าง ๆ, ทศ-เอกมฺ — สิบเอ็ด, — เช่นกัน, ปญฺจ — ห้า, — เช่นกัน, อินฺทฺริย-โค-จราห์ — อายตนะภายนอก, อิจฺฉา — ความปรารถนา, เทฺวษห์ — ความเกลียด, สุขมฺ — ความสุข, ทุห์ขมฺ — ความทุกข์, สงฺฆาตห์ — การรวมกัน, เจตนา — อาการแห่งชีวิต, ธฺฤติห์ — ความมั่นใจ, เอตตฺ — ทั้งหมด นี้, กฺเษตฺรมฺ — สนามแห่งกิจกรรม, สมาเสน — โดยสรุป, ส-วิการมฺ — มีผลกระทบซึ่งกัน และกัน, อุทาหฺฤตมฺ — ให้ตัวอย่างเพื่อแสดง
คำแปล
ธาตุยิ่งใหญ่ทั้งห้า  อหังการ  ปัญญา  สิ่งที่ไม่ปรากฏ  ประสาทสัมผัสทั้งสิบและจิตใจ  อายตนะภายนอกทั้งห้า  ความต้องการ  ความเกลียดชัง  ความสุข  ความทุกข์  ผลรวม  อาการแห่งชีวิต  และความมั่นใจ  ทั้งหมดนี้โดยสรุปพิจารณาว่าเป็นสนามแห่งกิจกรรมและผลกระทบซึ่งกันและกันของมัน
คำอธิบาย
จากคำกล่าวของนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เชื่อถือได้ทั้งหลาย  บทมนต์พระ  เวทและคำพังเพยของ  เวทานฺต-สูตฺร  ในส่วนต่าง  ๆ  ของโลกนี้สามารถเข้าใจได้ดังนี้ก่อนอื่นมี  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลมและอากาศเหล่านี้คือธาตุยิ่งใหญ่ทั้งห้า  (มหา-ภูต)  จากนั้นมีอหังการ  ปัญญา  และสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุในสภาวะที่ไม่ปรากฏ  จากนั้นมีประสาทสัมผัสทั้งห้าที่รับความรู้  เช่น  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  และผิวหนัง  จากนั้นมีประสาทสัมผัสที่ทำงานทั้งห้า  คือ  เสียง  ขา  มือ  ทวารหนัก  และอวัยวะสืบพันธุ์  จากนั้นที่เหนือไปกว่าประสาทสัมผัสมีจิตใจซึ่งอยู่ภายใน  และอาจเรียกว่าประสาทสัมผัสภายใน  ฉะนั้นเมื่อรวมจิตใจเข้าไปด้วยจะมีประสาทสัมผัสทั้งหมดสิบเอ็ด  จากนั้นมีอายตนะภายนอกห้าคือ  กลิ่น  รส  รูป  สัมผัส  และเสียง  ตอนนี้ผลรวมของธาตุทั้งยี่สิบสี่นี้เรียกว่า  สนามแห่งกิจกรรม  หากผู้ใดทำการศึกษาวิเคราะห์ยี่สิบสี่สาขาวิชานี้เขาจะสามารถเข้าใจสนามแห่งกิจกรรมได้เป็นอย่างดี  จากนั้นก็มีความต้องการ  ความเกลียดชัง  ความสุขและความทุกข์  ซึ่งเป็นผลกระทบซึ่งกันและกัน  และเป็นผู้แทนของธาตุยิ่งใหญ่ทั้งห้าในร่างกายอันหยาบ  ลักษณะอาการของชีวิตแสดงออกมาทางจิตสำนึกและความมั่นใจ  ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ของร่างที่ละเอียด  เช่น  จิตใจ  อหังการ  และปัญญา  ธาตุอันละเอียดนี้รวมอยู่ในสนามแห่งกิจกรรม
ธาตุยิ่งใหญ่ทั้งห้าเป็นตัวแทนของอหังการ  ซึ่งเป็นตัวแทนของระดับพื้นฐานของอหังการเรียกทางเทคนิคว่า  แนวความคิดทางวัตถุหรือ  ตามส-พุทฺธิ  หรือปัญญาในอวิชชา  ยิ่งไปกว่านั้น  ยังเป็นตัวแทนระดับที่ไม่ปรากฏของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  ระดับที่ไม่ปรากฏของธรรมชาติวัตถุเรียกว่า  ปฺรธาน  
ผู้ปรารถนาจะรู้ธาตุทั้งยี่สิบสี่โดยละเอียด  พร้อมทั้งผลกระทบซึ่งกันและกันควรศึกษาปรัชญาอย่างละเอียดถี่ถ้วน  ภควัท-คีตา  นี้ให้ไว้แต่เพียงบทสรุปเท่านั้น
ร่างกายเป็นตัวแทนของปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้  และมีการเปลี่ยนแปลงหกขั้นตอนคือ  ร่างกายเกิดขึ้นมา  เจริญเติบโต  เป็นอยู่ชั่วขณะ  สืบพันธุ์  จากนั้นเริ่มเสื่อมลงและในที่สุดก็สูญสลายไป  ดังนั้น  สนามจึงเป็นวัตถุที่ไม่ถาวร  อย่างไรก็ดี  กฺเษตฺร-ชฺญ  ผู้รู้สนามหรือตัวเจ้าของสนามนั้นแตกต่างกัน
अमानित्वमदम्भित्वमहिंसा क्षान्तिरार्जवम् ।
आचार्योपासनं शौचं स्थैर्यमात्मविनिग्रहः ॥ १३.८ ॥
इन्द्रियार्थेषु वैराग्यमनहंकार एव च ।
जन्ममृत्युजराव्याधिदुःखदोषानुदर्शनम् ॥ १३.९ ॥
असक्तिरनभिष्वङ्गः पुत्रदारगृहादिषु ।
नित्यं च समचित्तत्वमिष्टानिष्टोपपत्तिषु ॥ १३.१० ॥
मयि चानन्ययोगेन भक्तिरव्यभिचारिणी ।
विविक्तदेशसेवित्वमरतिर्जनसंसदि ॥ १३.११ ॥
अध्यात्मज्ञाननित्यत्वं तत्त्वज्ञानार्थदर्शनम् ।
एतज्ज्ञानमिति प्रोक्तमज्ञानं यदतोऽन्यथा ॥ १३.१२ ॥
โศลก 8-12
amānitvam adambhitvam  ahiṁsā kṣāntir ārjavam
ācāryopāsanaṁ śaucaṁ  sthairyam ātma-vinigrahaḥ
อมานิตฺวมฺ อทมฺภิตฺวมฺ  อหึสา กฺษานฺติรฺ อารฺชวมฺ
อาจาโรฺยปาสนํ เศาจํ  ไสฺถรฺยมฺ อาตฺม-วินิคฺรหห์
indriyārtheṣu vairāgyam  anahaṅkāra eva ca
janma-mṛtyu-jarā-vyādhi-  duḥkha-doṣānudarśanam
อินฺทฺริยารฺเถษุ ไวราคฺยมฺ  อนหงฺการ เอว จ
ชนฺม-มฺฤตฺยุ-ชรา-วฺยาธิ-  ทุห์ข-โทษานุทรฺศนมฺ
asaktir anabhiṣvaṅgaḥ  putra-dāra-gṛhādiṣu
nityaṁ ca sama-cittatvam  iṣṭāniṣṭopapattiṣu
อสกฺติรฺ อนภิษฺวงฺคห์  ปุตฺร-ทาร-คฺฤหาทิษุ
นิตฺยํ จ สม-จิตฺตตฺวมฺ  อิษฺฏานิษฺโฏปปตฺติษุ
mayi cānanya-yogena  bhaktir avyabhicāriṇī
vivikta-deśa-sevitvam  aratir jana-saṁsadi
มยิ จานนฺย-โยเคน  ภกฺติรฺ อวฺยภิจาริณี
วิวิกฺต-เทศ-เสวิตฺวมฺ  อรติรฺ ชน-สํสทิ
adhyātma-jñāna-nityatvaṁ  tattva-jñānārtha-darśanam
etaj jñānam iti proktam  ajñānaṁ yad ato ’nyathā
อธฺยาตฺม-ชฺญาน-นิตฺยตฺวํ  ตตฺตฺว-ชฺญานารฺถ-ทรฺศนมฺ
เอตชฺ ชฺญานมฺ อิติ โปฺรกฺตมฺ  อชฺญานํ ยทฺ อโต ’นฺยถา
อมานิตฺวมฺ — การถ่อมตน, อทมฺภิตฺวมฺ — ไม่หยิ่งยะโส, อหึสา — ไม่เบียดเบียน, กฺษานฺติห์ — อดทน, อารฺชวมฺ — เรียบง่าย, อาจารฺย-อุปาสนมฺ — เข้าพบพระอาจารย์ทิพย์ผู้มีความ จริงใจ, เศาจมฺ — ความสะอาด, ไสฺถรฺยมฺ — ความมั่นคง, อาตฺม-วินิคฺรหห์ — ควบคุมตนเอง ได้, อินฺทฺริย-อรฺเถษุ — ในเรื่องของประสาทสัมผัสต่าง ๆ, ไวราคฺยมฺ — การเสียสละ, อนหงฺการห์ — ไม่มีอหังการ, เอว — แน่นอน, — เช่นกัน, ชนฺม — แห่งการเกิด, มฺฤตฺยุ — การ ตาย, ชรา — ความชรา, วฺยาธิ — และโรคภัยไข้เจ็บ, ทุห์ข — แห่งความทุกข์, โทษ — ความ ผิด, อนุทรฺศนมฺ — การสังเกต, อสกฺติห์ — ไม่ยึดติด, อนภิษฺวงฺคห์ — ไม่คบหาสมาคม, ปุตฺร — สำหรับบุตร, ทาร — ภรรยา, คฺฤห-อาทิษุ — บ้าน ฯลฯ, นิตฺยมฺ — เสมอ, — เช่นกัน, สม-จิตฺตตฺวมฺ — เสมอภาค, อิษฺฏ — สิ่งที่ต้องการ, อนิษฺฏ — และสิ่งที่ไม่ต้องการ, อุปปตฺติษุ — ได้รับ, มยิ — แด่ข้า, — เช่นกัน, อนนฺย-โยเคน — ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้ ที่บริสุทธิ์, ภกฺติห์ — การอุทิศตนเสียสละ, อวฺยภิจาริณี — ไม่ขาดตอน, วิวิกฺต — สันโดษ, เทศ — สถานที่, เสวิตฺวมฺ — ปรารถนา, อรติห์ — ไม่ยึดติด, ชน-สํสทิ — ต่อผู้คนโดย ทั่วไป, อธฺยาตฺม — เกี่ยวกับชีวิต, ชฺญาน — ในความรู้, นิตฺยตฺวมฺ — เสมอ, ตตฺตฺว-ชฺญาน — ความรู้แห่งสัจจะ, อรฺถ — เพื่อจุดมุ่งหมาย, ทรฺศนมฺ — ปรัชญา, เอตตฺ — ทั้งหมดนี้, ชฺญานมฺ — ความรู้, อิติ — ดังนั้น, โปฺรกฺตมฺ — ประกาศ, อชฺญานมฺ — อวิชชา, ยตฺ — ซึ่ง, อตห์ — จากนี้, อนฺยถา — ผู้อื่น
คำแปล
ถ่อมตน  ไม่หยิ่งยะโส  ไม่เบียดเบียน  อดทน  เรียบง่าย  เข้าพบพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้  สะอาด  มั่นคง  ควบคุมตนเองได้  ละทิ้งอายตนะภายนอกเพื่อสนองประสาทสัมผัส  ปราศจากอหังการ  มองเห็นโทษภัยแห่งการเกิด  แก่  เจ็บ  และตาย  ไม่ยึดติด  เป็นอิสระจากพันธนาการกับลูกหลาน  ภรรยา  บ้าน  ฯลฯ  เสมอภาคท่ามกลางเหตุการณ์ที่ชื่นชอบและไม่ชื่นชอบ  อุทิศตนเสียสละแก่ข้าด้วยความบริสุทธิ์  สม่ำเสมอ  ปรารถนาอยู่ในสถานที่สันโดษ  ไม่ยึดติดกับฝูงชนโดยทั่วไป  ยอมรับความสำคัญในการรู้แจ้งแห่งตน  และแสวงหาสัจธรรมทางปรัชญาข้าประกาศว่าทั้งหมดนี้คือความรู้  อะไรที่นอกเหนือไปจากนี้คืออวิชชา
คำอธิบาย
วิธีการแห่งความรู้นี้บางครั้งมนุษย์ผู้ด้อยปัญญาเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผลกระทบซึ่งกันและกันของสนามแห่งกิจกรรม  แต่อันที่จริงนี่คือวิธีการที่แท้จริงแห่งความรู้  หากเรายอมรับวิธีการนี้  ความเป็นไปได้ในการเข้าพบสัจธรรมก็บังเกิดขึ้น  นี่ไม่ใช่ผลกระทบซึ่งกันและกันของยี่สิบสี่ธาตุ  ดังที่ได้อธิบายมาแล้ว  อันที่จริงนี่คือวิถีทางที่จะออกไปจากพันธนาการของธาตุเหล่านี้  วิญญาณในร่างติดกับอยู่ในร่างกายซึ่งเป็นกล่องที่ทำด้วยธาตุทั้งยี่สิบสี่  ได้อธิบายไว้  ณ  ที่นี้ว่า  วิธีการแห่งความรู้เป็นหนทางเพื่อที่จะออกไปจากมัน  วิธีการแห่งความรู้ที่กล่าวมาทั้งหมด  จุดสำคัญที่สุดได้กล่าวไว้ในบรรทัดแรกของโศลกสิบเอ็ด  มยิ  จานนฺย-โยเคน  ภกฺติรฺ  อวฺยภิจาริณี  วิธีการแห่งความรู้สิ้นสุดลงที่การอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์  ภควานฺ  ด้วยความบริสุทธิ์ใจ  ฉะนั้น  หากเราเข้าไปไม่ถึงหรือไม่สามารถเข้าถึงการรับใช้ทิพย์แห่งองค์  ภควานฺ  อีกสิบเก้ารายการก็ไม่มีคุณค่าใด  ๆ  แต่ถ้าหากเรารับเอาการอุทิศตนเสียสละรับใช้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมาปฏิบัติอย่างสมบูรณ์  อีกสิบเก้ารายการจะพัฒนาขึ้นภายในตัวเราโดยปริยายดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (5.18.12)  ยสฺยาสฺติ  ภกฺติรฺ  ภควตฺยฺ  อกิญฺจนา  สไรฺวรฺ  คุไณสฺ  ตตฺร  สมาสเต  สุราห์  คุณสมบัติดี  ๆ  ทั้งหลายแห่งความรู้  พัฒนาในบุคคลที่บรรลุถึงระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  หลักการในการยอมรับพระอาจารย์ทิพย์  ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกแปดนั้นสำคัญมาก  แม้สำหรับผู้ที่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้อยู่ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด  ชีวิตทิพย์เริ่มจากที่เรายอมรับพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้  องค์ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ตรัสอย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  วิธีการแห่งความรู้นี้คือวิถีทางที่แท้จริง  สิ่งใดที่คาดคะเนนอกเหนือไปจากนี้เป็นสิ่งไร้สาระ
สำหรับความรู้ที่สรุปไว้นี้อาจวิเคราะห์ตามรายการได้ดังนี้  การถ่อมตนหมายความว่าเราไม่ควรกระตือรือร้นที่จะได้รับความพึงพอใจในการได้รับเกียรติจากผู้อื่น  แนวความคิดทางชีวิตวัตถุทำให้เรากระตือรือร้นมากที่จะได้รับเกียรติจากผู้อื่นแต่จากสายตาของผู้มีความรู้ที่สมบูรณ์  ผู้ที่รู้ว่าตนเองไม่ใช่ร่างกายนี้  ไม่ว่าจะได้เกียรติหรือเสียเกียรติที่เกี่ยวกับร่างกายนี้ก็ไม่มีประโยชน์อันใด  เราไม่ควรทะเยอทะยานอยากได้ภาพลวงตาทางวัตถุนี้  ผู้คนกระตือรือร้นมากที่จะมีชื่อเสียงเพื่อศาสนาของตน  ดังนั้นบางครั้งจะพบว่าแม้ปราศจากความเข้าใจหลักธรรมแห่งศาสนา  เราเข้าไปร่วมกับบางกลุ่มซึ่งอันที่จริงมิได้ปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนา  และต้องการโฆษณาตนเองว่าเป็นผู้ให้คำแนะนำทางศาสนา  สำหรับความเจริญก้าวหน้าในศาสตร์ทิพย์อย่างแท้จริง  ควรตรวจสอบว่าตัวเราเจริญก้าวหน้าไปมากเพียงใด  ซึ่งสามารถพิจารณาตามรายการดังต่อไปนี้
การไม่เบียดเบียน  โดยทั่วไปคิดว่าหมายความถึงไม่ฆ่าหรือไม่ทำลายร่างกายแต่อันที่จริง  การไม่เบียดเบียนหมายความถึงไม่ทำให้ผู้อื่นได้รับความทุกข์  ผู้คนโดยทั่วไปติดกับอยู่ในอวิชชา  อยู่ในแนวคิดชีวิตทางวัตถุ  และได้รับความเจ็บปวดทางวัตถุตลอดเวลา  เราจะเป็นผู้เบียดเบียนหากเราไม่พัฒนาความรู้ทิพย์ให้พวกเขา  เราควรพยายามอย่างดีที่สุดในการแจกจ่ายความรู้อันแท้จริงแก่ผู้อื่น  เพื่ออาจได้รับแสงสว่างและหลุดออกไปจากพันธนาการทางวัตถุนี้  นี่คือการไม่เบียดเบียน
ความอดทน  หมายความว่าเราควรฝึกความอดทนต่อการดูถูกเหยียดหยามจากผู้อื่น  หากเราปฏิบัติเพื่อความเจริญก้าวหน้าแห่งความรู้ทิพย์  จะโดนดูถูกเหยียดหยามจากผู้อื่นมากมาย  เช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดา  เพราะว่าเป็นองค์ประกอบของธรรมชาติวัตถุ  แม้แต่เด็กน้อยเช่น  ปฺรหฺลาท  มีอายุเพียงห้าขวบ  ปฏิบัติในการพัฒนาความรู้ทิพย์  ยังได้รับอันตรายเมื่อบิดาของตนเองมาเป็นปรปักษ์ต่อการอุทิศตนเสียสละของ  ปฺรหฺลาท  บิดาพยายามฆ่าบุตรน้อยด้วยวิธีการต่าง  ๆ  แต่  ปฺรหฺลาท  ก็ยังอดทนดังนั้น  อาจมีอุปสรรคกีดขวางมากมายในการที่จะเจริญก้าวหน้าในความรู้ทิพย์  แต่เราต้องอดทนและก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่องด้วยความมั่นใจ
ความเรียบง่าย  หมายความว่าไม่มีชั้นเชิงทางการทูต  เราควรปฏิบัติตนอย่างตรงไปตรงมาจนสามารถเปิดเผยความจริงใจให้แม้กระทั่งศัตรู  ในเรื่องการยอมรับพระอาจารย์ทิพย์  เรื่องนี้สำคัญเพราะว่าหากปราศจากคำสั่งสอนของพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้เราจะไม่สามารถเจริญก้าวหน้าในศาสตร์ทิพย์  เราควรเข้าพบพระอาจารย์ทิพย์ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนด้วยประการทั้งปวงและถวายการรับใช้ต่าง  ๆ  เพื่อให้ท่านยินดีและให้พรแก่สาวก  เนื่องจากพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้เป็นผู้แทน  กฺฤษฺณ  หากท่านให้พรแก่สาวกจะทำให้สาวกเจริญก้าวหน้าทันที  แม้สาวกยังไม่ปฏิบัติตามหลักธรรม  หลักธรรมจะเป็นสิ่งที่ง่ายดายสำหรับผู้ที่รับใช้พระอาจารย์ทิพย์อย่างเต็มที่
ความสะอาด  มีความสำคัญเพื่อความก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  มีความสะอาดอยู่สองอย่างคือ  ภายนอกและภายใน  ความสะอาดภายนอกคือการอาบน้ำ  แต่สำหรับความสะอาดภายใน  เราต้องระลึกถึง  กฺฤษฺณ  อยู่เสมอ  และสวดภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเรฮะเร  วิธีนี้จะชะล้างฝุ่นแห่งกรรมเก่าในอดีตที่สะสมอยู่ภายในจิตใจ
ความมั่นคง  หมายความว่าเราควรมั่นใจ  เราควรมีความมุ่งมั่นมากที่จะเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  หากปราศจากความมุ่งมั่นเช่นนี้  เราจะไม่สามารถทำความเจริญก้าวหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม  การควบคุมตนเองหมายความว่า  เราไม่ควรยอมรับสิ่งใดที่จะมาเป็นอุปสรรคต่อหนทางเพื่อความก้าวหน้าในวิถีทิพย์  เราควรคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้  และปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างที่ขัดต่อวิถีทางเพื่อความก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  นี่คือการเสียสละที่แท้จริง  ประสาทสัมผัสนั้นแข็งแกร่งมากจะคอยกระตุ้นเพื่อให้เราสนองความต้องการของมันอยู่ตลอดเวลา  เราไม่ควรสนองตอบความต้องการที่ไม่จำเป็นเหล่านี้  ประสาทสัมผัสควรได้รับการสนองตอบเพียงเพื่อรักษาร่างกายนี้ให้พอเหมาะ  เพื่อสามารถปฏิบัติหน้าที่ให้เจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  ประสาทสัมผัสที่สำคัญและควบคุมยากที่สุดคือลิ้น  หากเราสามารถควบคุมลิ้นของเราได้ก็เป็นไปได้ที่จะควบคุมประสาทสัมผัสอื่น  ๆ  หน้าที่ของลิ้นคือรับรสและเปล่งเสียง  ฉะนั้น  ด้วยการควบคุมอย่างเป็นระบบลิ้นควรใช้ในการรับรสอาหารที่เป็นส่วนเหลือหลังจากถวายให้  กฺฤษฺณ  และสวดภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  อยู่เสมอ  สำหรับดวงตาไม่ควรปล่อยให้ดูสิ่งอื่นใดนอกจากรูปลักษณ์อันสง่างามของ  กฺฤษฺณ  เช่นนี้คือการควบคุมดวงตา  ในทำนองเดียวกัน  หูควรใช้ไปในการสดับฟังเกี่ยวกับ  กฺฤษฺณ  และจมูกควรดมกลิ่นดอกไม้ที่ถวายให้  กฺฤษฺณ  นี่คือวิธีการอุทิศตนเสียสละรับใช้  และเป็นที่เข้าใจ  ณ  ที่นี้ว่า  ภควัท-คีตา  เพียงแต่ส่งเสริมศาสตร์แห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้เท่านั้น  การอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นจุดมุ่งหมายหลัก  และเป็นจุดมุ่งหมายเดียว  นักตีความ  ภควัท-คีตา  ผู้ด้อยปัญญาพยายามเบี่ยงเบนจิตใจของผู้อ่านไปในประเด็นอื่น  แต่  ภควัท-คีตา  ไม่มีประเด็นอื่นใด  นอกจาการอุทิศตนเสียสละรับใช้เท่านั้น
อหังการ  หมายถึงการยอมรับร่างกายนี้ว่าเป็นตนเอง  เมื่อเราเข้าใจว่าตัวเราไม่ใช่ร่างกายนี้  แต่เป็นจิตวิญญาณ  เท่ากับเราเข้าใจตนเองหรือสำคัญตนเองอย่างถูกต้อง  การสำคัญตนเองนั้นมีอยู่  การสำคัญตนเองที่ผิดหรือมีอหังการควรถูกยกเลิกและควรสำคัญตนเองให้ถูกต้อง  ในวรรณกรรมพระ  เวท  (พฺฤหทฺ-อารณฺยก  อุปนิษทฺ  1.4.10)  กล่าวไว้ว่า  อหํ  พฺรหฺมาสฺมิ  ข้าคือ  พฺรหฺมนฺ  ข้าคือดวงวิญญาณ  คำว่า  “ข้าคือ”  นี้มีความหมายถึงตัวเองและจะมีอยู่แม้ในระดับที่หลุดพ้นในความรู้แจ้งแห่งตนแล้ว  ความรู้สึกว่า  “ข้าคือ”  คือการสำคัญตัว  แต่เมื่อความรู้สึกว่า  “ข้าคือ”  ใช้กับร่างกายที่ผิดนี้จึงเป็นอหังการหรือการสำคัญตัวผิด  เมื่อความรู้สึกแห่งตัวเองใช้กับความเป็นจริง  นั่นเป็นการสำคัญตัวที่ถูกต้องอย่างแท้จริง  มีนักปราชญ์บางคนกล่าวว่าเราควรยกเลิกการสำคัญตัวของเรา  แต่เราไม่สามารถยกเลิกการสำคัญตัวของเราได้เพราะว่าการสำคัญตัวหมายถึงบุคลิกลักษณะ  แน่นอนว่าเราควรยกเลิกบุคลิกลักษณะที่ผิดแห่งร่างกาย
เราควรพยายามเข้าใจความทุกข์ในการยอมรับการเกิด  การตาย  ความแก่  และโรคภัยไข้เจ็บ  มีคำอธิบายในวรรณกรรมพระ  เวท  มากมายเกี่ยวกับการเกิด  ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ซึ่งเป็นโลกที่ไม่มีการเกิด  ได้อธิบายถึงทารกน้อยที่อยู่ในครรภ์มารดาและความทุกข์ทรมานของเด็กน้อย  ฯลฯ  อย่างเห็นภาพได้ชัด  เราควรเข้าใจอย่างชัดเจนว่า  การเกิดเป็นความทุกข์  เนื่องจากลืมไปว่าเราได้รับความทุกข์และเจ็บปวดมากเพียงใดขณะอยู่ในครรภ์มารดา  เราจึงไม่หาทางออกจากการเกิดและการตายซ้ำซาก  ในลักษณะเดียวกัน  ขณะตายก็มีความทุกข์ทรมานมากมาย  ซึ่งได้อธิบายไว้ในพระคัมภีร์ที่เชื่อถือได้เช่นกัน  ประเด็นเหล่านี้ควรนำมาปรึกษากัน  สำหรับโรคภัยไข้เจ็บและความชราภาพทุก  ๆ  คนมีประสบการณ์  ไม่มีผู้ใดต้องการโรคภัยไข้เจ็บและไม่มีผู้ใดต้องการความชราภาพ  แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถหลีกเลี่ยงได้นอกจากเ  ราม  องเห็นชีวิตวัตถุในแง่ร้ายและพิจารณาเห็นความทุกข์ทรมานในการเกิด  การตาย  ความแก่  และความเจ็บ  มิฉะนั้นจะไม่มีแรงกระตุ้นเพื่อทำความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์
สำหรับการไม่ยึดติดกับลูกหลาน  ภรรยา  และบ้าน  มิได้หมายความว่าเราไม่ควรมีความรู้สึกใด  ๆ  เลย  บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่เราให้ความรัก  ผู้ที่เรารักและเอ็นดูโดยธรรมชาติ  แต่ถ้าหากไม่เอื้ออำนวยกับความก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  เราก็ไม่ควรยึดติด  วิธีที่ดีที่สุดในการทำให้บ้านมีความสุขคือมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  หากอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  จะสามารถทำให้บ้านของเ  ราม  ีความสุขมาก  เนื่องจากวิธีแห่ง  กฺฤษฺณจิตสำนึกนี้ง่ายมาก  เราเพียงแต่สวดภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร  รับประทานอาหารที่เหลือหลังจากถวายให้  กฺฤษฺณ  สนทนาเกี่ยวกับหนังสือ  ภควัท-คีตา  และ  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  และปฏิบัติบูชาพระปฏิมา  สี่ประการนี้จะทำให้เ  ราม  ีความสุข  เราควรฝึกฝนสมาชิกในครอบครัว  ดังนั้น  สมาชิกในครอบครัวสามารถนั่งรวมกันในตอนเช้าและตอนเย็น  แล้วสวดภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร  /  ฮะเรราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร  ด้วยกัน  หากสามารถหล่อหลอมชีวิตครอบครัวของเราเช่นนี้  เพื่อพัฒนา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  และปฏิบัติตามหลักธรรมสี่ประการนี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนจากชีวิตครอบครัวมาเป็นสันนยาสี  หรือผู้สละโลก  แต่หากไปด้วยกันไม่ได้หรือไม่เอื้ออำนวยต่อความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  ชีวิตครอบครัวก็ควรจะสละทิ้ง  เราต้องสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความรู้แจ้งหรือรับใช้  กฺฤษฺณ  เหมือนกับที่  อรฺชุน  ปฏิบัติ  อรฺชุน  ทรงไม่ปรารถนาสังหารสมาชิกในครอบครัว  แต่เมื่อเข้าใจว่าสมาชิกในครอบครัวเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อความรู้แจ้งแห่ง  กฺฤษฺณ  ท่านจึงยอมรับคำสั่งสอน  ของ  กฺฤษฺณ  ลุกขึ้นต่อสู้และสังหารพวกเขา  ในทุก  ๆ  กรณี  เราไม่ควรยึดติดกับทั้งความสุขอย่างสมบูรณ์หรือความทุกข์ในชีวิตครอบครัว  เพราะว่าในโลกนี้เราไม่สามารถมีความสุขอย่างสมบูรณ์หรือมีความทุกข์อย่างบริบูรณ์ได้
ความสุขและความทุกข์เป็นของคู่กันกับชีวิตวัตถุ  เราควรฝึกฝนความอดทนดังที่ได้แนะนำไว้ใน  ภควัท-คีตา  เราไม่สามารถห้ามไม่ให้ความสุขและความทุกข์ไปหรือมาได้  ดังนั้น  เราจึงไม่ควรยึดติดกับวิถีชีวิตทางวัตถุ  และมีความเสมอภาคกับทั้งสองกรณีโดยปริยาย  โดยทั่วไปเมื่อได้รับบางสิ่งบางอย่างที่เราปรารถนา  เราจะมีความสุขมาก  และเมื่อได้รับบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่ปรารถนาเราก็จะมีความทุกข์แต่ถ้าหากว่าเราอยู่ในสถานภาพทิพย์จริง  สิ่งเหล่านี้จะไม่รบกวนจิตใจเรา  ในการบรรลุถึงระดับนี้  เราต้องฝึกปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้โดยไม่ขาดตอน  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อกฺฤษฺณ  โดยไม่เบี่ยงเบนหมายถึงปฏิบัติตนในเก้าวิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้คือการสวดภาวนา  การสดับฟัง  การบูชา  การถวายความเคารพ  ฯลฯ  ดังที่ได้อธิบายไว้ในโศลกสุดท้ายของบทที่เก้า  วิธีนี้เราควรปฏิบัติตาม
โดยธรรมชาติเมื่อเราปรับตัวกับวิถีชีวิตทิพย์  เราจะไม่ต้องการไปมั่วสุมกับนักวัตถุนิยม  เพราะจะเป็นการสวนทางกัน  เราอาจทดสอบตัวเองว่า  มีแนวโน้มที่จะอยู่อย่างสันโดษมากเพียงไรโดยไม่คบหาสมาคมกับผู้ไม่พึงปรารถนา  โดยธรรมชาติสาวกไม่ชอบกีฬาหรือไปโรงภาพยนตร์โดยไม่จำเป็น  หรือหรรษาไปกับงานรื่นเริงทางสังคม  เพราะเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการเสียเวลา  มีนักวิชาการและนักปราชญ์มากมายที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับชีวิตเพศสัมพันธ์หรือประเด็นอื่น  ๆ  แต่ตาม  ภควัท-คีตา  งานศึกษาวิจัยและคาดคะเนทางปรัชญาเหล่านี้ไม่มีคุณค่าใด  ๆ  เลย  เป็นสิ่งที่ไร้สาระทั้งสิ้น  ตาม  ภควัท-คีตา  เราควรศึกษาวิจัยด้วยการใคร่ครวญพิจารณาทางปรัชญาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับธรรมชาติของดวงวิญญาณ  เราควรค้นคว้าเพื่อให้เข้าใจดวงชีวิต  นี่คือคำแนะนำ  ณ  ที่นี้
สำหรับความรู้แจ้งแห่งตนได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  ภกฺติ-โยค  ปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรมได้โดยเฉพาะ  ทันทีที่มีคำถามเกี่ยวกับการอุทิศตนเสียสละ  เราต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างอภิวิญญาณและปัจเจกวิญญาณ  ปัจเจกวิญญาณและอภิวิญญาณไม่สามารถเป็นหนึ่ง  อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ใช่แนวคิดของ  ภกฺติ  หรือแนวคิดแห่งการอุทิศตนเสียสละของชีวิต  การรับใช้ของปัจเจกวิญญาณต่ออภิวิญญาณผู้สูงสุดเป็นอมตะ  นิตฺยมฺ  ดังที่ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ดังนั้น  ภกฺติ  หรือการอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นอมตะ  เราควรสถิตอย่างมั่นใจในปรัชญาเช่นนั้น
ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (1.2.11)อธิบายไว้ดังนี้  วทนฺติ  ตตฺ  ตตฺตฺว-วิทสฺ  ตตฺตฺวํ  ยชฺ  ชฺญานมฺ  อทฺวยมฺ  “พวกที่เป็นผู้รู้สัจธรรมโดยแท้จริง  รู้ว่าองค์  ภควานฺ  ทรงรู้แจ้งได้ในสามระดับที่ไม่เหมือนกันคือ  พฺรหฺมนฺ  ปรมาตฺมา  และภควานฺ  ”  ภควานฺ  เป็นคำสุดท้ายแห่งการรู้แจ้งสัจธรรม  ฉะนั้น  เราควรมาถึงระดับแห่งการเข้าใจองค์  ภควานฺ  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์  นั่นคือความสมบูรณ์แห่งความรู้
เริ่มต้นจากการฝึกปฏิบัติความอ่อนน้อมถ่อมตนจนมาถึงจุดแห่งการรู้แจ้งสัจธรรมสูงสุด  องค์  ภควานฺ  ผู้สมบูรณ์  วิธีนี้เหมือนกับขั้นบันได  เริ่มต้นจากพื้นฐานขั้นแรกและขึ้นไปจนถึงขั้นสูงสุด  บนขั้นบันไดนี้มีหลายคนที่มาถึงชั้นหนึ่ง  ชั้นสอง  หรือชั้นสาม  ฯลฯ  แต่นอกจากเ  ราม  าถึงชั้นสูงสุดซึ่งเป็นการเข้าใจ  กฺฤษฺณ  มิฉะนั้น  เรายังอยู่ในความรู้ระดับที่ต่ำ  หากผู้ใดต้องการแข่งขันกับองค์  ภควานฺ  และในขณะเดียวกันพยายามเจริญก้าวหน้าในความรู้ทิพย์  จะไม่สมหวัง  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  หากปราศจากความอ่อนน้อมถ่อมตนจะไม่มีทางเข้าใจ  การคิดว่าตนเองเป็นพระเจ้าเป็นการผยองที่สุด  ถึงแม้ว่าสิ่งมีชีวิตถูกกฎอันเหนียวแน่นแห่งธรรมชาติวัตถุเตะอยู่ตลอดเวลา  เรายังคิดว่า  “ข้าคือพระเจ้า”  เนื่องมาจากอวิชชา  ฉะนั้น  จุดเริ่มต้นของความรู้คือ  อมานิตฺว  หรือความอ่อนน้อมถ่อมตน  เราควรถ่อมตนและรู้ว่าตัวเราต่ำกว่าองค์  ภควานฺ  เนื่องจากฝ่าฝืนพระองค์  เราจึงต้องมาอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของธรรมชาติวัตถุ  เราควรรู้และมั่นใจความจริงเช่นนี้
ज्ञेयं यत्तत्प्रवक्ष्यामि यज्ज्ञात्वामृतमश्नुते ।
अनादि मत्परं ब्रह्म न सत्तन्नासदुच्यते ॥ १३.१३ ॥
โศลก 13
jñeyaṁ yat tat pravakṣyāmi  yaj jñātvāmṛtam aśnute
anādi mat-paraṁ brahma  na sat tan nāsad ucyate
ชฺเญยํ ยตฺ ตตฺ ปฺรวกฺษฺยามิ  ยชฺ ชฺญาตฺวามฺฤตมฺ อศฺนุเต
อนาทิ มตฺ-ปรํ พฺรหฺม  น สตฺ ตนฺ นาสทฺ อุจฺยเต
ชฺเญยมฺ — สิ่งควรรู้, ยตฺ — ซึ่ง, ตตฺ — นั้น, ปฺรวกฺษฺยามิ — บัดนี้ข้าจะอธิบาย, ยตฺ — ซึ่ง, ชฺญาตฺวา — รู้, อมฺฤตมฺ — น้ำทิพย์, อศฺนุเต — เขาได้รับรส, อนาทิ — ไม่มีจุดเริ่มต้น, มตฺ-ปรมฺ — เป็น รองข้า, พฺรหฺม — วิญญาณ, — ไม่, สตฺ — เหตุ, ตตฺ — นั้น, — ไม่, อสตฺ — ผล, อุจฺยเต — กล่าวไว้ว่า
คำแปล
บัดนี้  ข้าจะอธิบายถึงสิ่งที่ควรรู้  เมื่อรู้แล้วเธอจะได้รับรสอมตะว่า  พฺรหฺมนฺ  หรือดวงวิญญาณไม่มีจุดเริ่มต้น  เป็นรองข้า  อยู่เหนือเหตุและผลของโลกวัตถุนี้
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายถึงสนามแห่งกิจกรรม  และผู้รู้สนาม  พระองค์ยังได้อธิบายถึงวิธีการเพื่อรู้ผู้รู้สนามแห่งกิจกรรม  บัดนี้ทรงเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่ควรรู้  ครั้งแรกทรงอธิบายถึงดวงวิญญาณ  จากนั้นอธิบายถึงอภิวิญญาณ  ด้วยความรู้ของผู้รู้ทั้งดวงวิญญาณและอภิวิญญาณ  ทำให้เราสามารถได้รับรสน้ำทิพย์แห่งชีวิต  ดังที่ได้อธิบายไว้ในบทที่สองว่า  สิ่งมีชีวิตเป็นอมตะ  ได้ยืนยันไว้  ณ  ที่นี้  โดยเฉพาะเช่นกันว่า  ชีว  ไม่มีวันเกิด  และไม่มีผู้ใดสามารถสืบร่องรอยประวัติศาสตร์การปรากฏออกมาของ  ชีวาตฺมา  จากองค์  ภควานฺ  ดังนั้น  ชีว  จึงไม่มีจุดเริ่มต้น  วรรณกรรมพระ  เวท  ได้ยืนยันว่า  น  ชายเต  มฺริยเต  วา  วิปศฺจิตฺ  (กฐ  อุปนิษทฺ  1.2.18)  ผู้รู้ร่างกายไม่เคยเกิด  ไม่เคยตาย  และเปี่ยมไปด้วยความรู้
ได้กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  (เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  6.16)  ว่าองค์  ภควานฺ  ในฐานะอภิวิญญาณทรงเป็น  ปฺรธาน-กฺเษตฺรชฺญ-ปติรฺ  คุเณศห์  ผู้รู้สูงสุดของร่างกาย  และเป็นเจ้านายของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  ใน  สฺมฺฤติ  ได้กล่าวไว้ว่า  ทาส-ภูโต  หเรรฺ  เอว  นานฺยไสฺวว  กทาจน  สิ่งมีชีวิตเป็นผู้รับใช้องค์  ภควานฺ  นิรันดรองค์  ไจตนฺย  ทรงยืนยันในคำสอนของพระองค์เช่นกัน  ฉะนั้น  คำว่า  พฺรหฺมนฺ  ที่กล่าวไว้ในโศลกนี้สัมพันธ์กับปัจเจกวิญญาณ  และเมื่อคำว่า  พฺรหฺมนฺ  ใช้กับสิ่งมีชีวิต  เข้าใจได้ว่าเขาคือ  วิชฺญาน-พฺรหฺม  ซึ่งตรงข้ามกับ  อานนฺท-พฺรหฺม,  อานนฺท-พฺรหฺม  คือ  พฺรหฺมนฺ  สูงสุดองค์  ภควานฺ  
सर्वतः पाणिपादं तत्सर्वतोऽक्षिशिरोमुखम् ।
सर्वतः श्रुतिमल्लोके सर्वमावृत्य तिष्ठति ॥ १३.१४ ॥
โศลก 14
sarvataḥ pāṇi-pādaṁ tat  sarvato ’kṣi-śiro-mukham
sarvataḥ śrutimal loke  sarvam āvṛtya tiṣṭhati
สรฺวตห์ ปาณิ-ปาทํ ตตฺ  สรฺวโต ’กฺษิ-ศิโร-มุขมฺ
สรฺวตห์ ศฺรุติมลฺ โลเก  สรฺวมฺ อาวฺฤตฺย ติษฺฐติ
สรฺวตห์ — ทุกหนทุกแห่ง, ปาณิ — พระกร, ปาทมฺ — เพระเพลา, ตตฺ — นั้น, สรฺวตห์ — ทุกหนทุกแห่ง, อกฺษิ — พระเนตร, ศิรห์ — พระเศียร, มุขมฺ — พระพักตร์, สรฺวตห์ — ทุกหน ทุกแห่ง, ศฺรุติ-มตฺ — พระกรรณ, โลเก — ในโลก, สรฺวมฺ — ทุกสิ่ง, อาวฺฤตฺย — ปกคลุม, ติษฺฐติ — เป็นอยู่
คำแปล
ทุกแห่งหนเป็นพระกรและพระเพลาของพระองค์  พระเนตร  พระเศียร  และพระพักตร์ของพระองค์  พระองค์ทรงมีพระกรรณอยู่ทุกหนทุกแห่ง  องค์อภิวิญญาณทรงเป็นเช่นนี้  ทรงแผ่กระจายอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง
คำอธิบาย
เสมือนดังดวงอาทิตย์ที่แผ่กระจายรัศมีของตนเองไปโดยไม่มีขีดจำกัด  อภิวิญญาณหรือองค์  ภควานฺ  ก็เช่นเดียวกัน  ทรงมีรูปลักษณ์ที่แผ่กระจายไปทั่ว  และปัจเจกชีวิตทั้งหมดอยู่ในพระองค์  เริ่มต้นจากปฐมบรมครูคือ  พระ  พฺรหฺมา  ลงมาจนถึงมดตัวเล็กๆ  มีพระเศียร  พระเพลา  พระกร  และพระเนตรนับจำนวนไม่ถ้วน  และมีสิ่งมีชีวิตนับจำนวนไม่ถ้วน  ทั้งหมดอยู่ทั้งภายในและบนอภิวิญญาณ  ฉะนั้น  อภิวิญญาณทรงแผ่กระจายไปทั่ว  อย่างไรก็ดี  ปัจเจกวิญญาณไม่สามารถกล่าวได้ว่า  ตนเองมีมือ  มีขาและมีตาอยู่ทุกหนทุกแห่ง  หากภายใต้อวิชชาโดยไม่รู้สึกตัว  คิดว่ามือและขาของตนแผ่กระจายไปทั่ว  ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้  แต่เมื่อได้รับความรู้ที่ถูกต้อง  ก็จะมาถึงระดับที่เข้าใจว่าความคิดของตนเองขัดแย้งกัน  เช่นนี้หมายความว่า  ปัจเจกวิญญาณผู้มาอยู่ภายใต้สภาวะของธรรมชาติวัตถุ  มิใช่เป็นผู้สูงสุด  องค์  ภควานฺ  ไม่เหมือนกับปัจเจกวิญญาณพระองค์ทรงสามารถยื่นพระหัตถ์ของพระองค์ออกไปโดยไร้เขตจำกัด  ปัจเจกวิญญาณจะทำไม่ได้  ใน  ภควัท-คีตา  พระองค์ตรัสว่า  หากผู้ใดถวายดอกไม้  ผลไม้  หรือน้ำเพียงเล็กน้อยแด่พระองค์  พระองค์จะทรงรับไว้  หากพระองค์ทรงอยู่ไกลมาก  แล้วจะสามารถรับสิ่งของไว้ได้อย่างไร?  นี่คือพระเดชของพระองค์  ถึงแม้ว่าจะทรงสถิตที่พระตำหนักซึ่งอยู่ห่างไกลจากโลกนี้มาก  ยังทรงสามารถยื่นพระหัตถ์มารับสิ่งของที่เราถวาย  นั่นคือพระเดชขององค์  ภควานฺ  ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  (5.37)  กล่าวไว้ว่า  โคโลก  เอว  นิวสตฺยฺ  อขิลาตฺม-ภูตห์  แม้ว่าทรงแสดงลีลาอยู่ในโลกทิพย์เสมอ  พระองค์ยังทรงแผ่กระจายไปทั่ว  ปัจเจกวิญญาณไม่สามารถอ้างว่าตนเองแผ่กระจายไปทั่ว  ดังนั้น  โศลกนี้ได้อธิบายถึงดวงวิญญาณสูงสุดซึ่งเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ไม่ใช่ปัจเจกวิญญาณ
सर्वेन्द्रियगुणाभासं सर्वेन्द्रियविवर्जितम् ।
असक्तं सर्वभृच्चैव निर्गुणं गुणभोक्तृ च ॥ १३.१५ ॥
โศลก 15
sarvendriya-guṇābhāsaṁ  sarvendriya-vivarjitam
asaktaṁ sarva-bhṛc caiva  nirguṇaṁ guṇa-bhoktṛ ca
สเรฺวนฺทฺริย-คุณาภาสํ  สเรฺวนฺทฺริย-วิวรฺชิตมฺ
อสกฺตํ สรฺว-ภฺฤจฺ ไจว  นิรฺคุณํ คุณ-โภกฺตฺฤ จ
สรฺว — ทั้งหมด, อินฺทฺริย — ประสาทสัมผัส, คุณ — ของคุณสมบัติ, อาภาสมฺ — แหล่ง กำเนิดเดิม, สรฺว — ทั้งหลาย, อินฺทฺริย — ประสาทสัมผัส, วิวรฺชิตมฺ — ปราศจาก, อสกฺตมฺ — ไม่ยึดติด, สรฺว-ภฺฤตฺ — ผู้ค้ำจุนทุกคน, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, นิรฺคุณมฺ — ไม่มี คุณสมบัติทางวัตถุ, คุณ-โภกฺตฺฤ — เจ้านายของ คุณ, — เช่นกัน
คำแปล
องค์อภิวิญญาณทรงเป็นแหล่งกำเนิดเดิมของประสาทสัมผัสทั้งหมด  ถึงกระนั้นพระองค์ทรงไม่มีประสาทสัมผัส  ทรงไม่ยึดติด  ถึงแม้ว่าทรงเป็นผู้ค้ำจุนมวลชีวิตพระองค์ทรงเป็นทิพย์อยู่เหนือระดับธรรมชาติ  และในขณะเดียวกันทรงเป็นเจ้านายของระดับแห่งธรรมชาติวัตถุทั้งหมด
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ถึงแม้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของประสาทสัมผัสทั้งหมดของสิ่งมีชีวิต  พระองค์ทรงไม่มีประสาทสัมผัสวัตถุเหมือนพวกเรา  อันที่จริงปัจเจกวิญญาณมีประสาทสัมผัสทิพย์  แต่ในพันธชีวิต  พวกเราถูกปกคลุมด้วยธาตุวัตถุต่าง  ๆ  ดังนั้นกิจกรรมของประสาทสัมผัสแสดงออกผ่านทางวัตถุ  ประสาทสัมผัสขององค์  ภควานฺ  ไม่ถูกปกคลุม  ประสาทสัมผัสของพระองค์ทรงเป็นทิพย์  ฉะนั้น  จึงเรียกว่า  นิรฺคุณ,  คุณ  หมายความถึงระดับวัตถุ  แต่ประสาทสัมผัสของพระองค์ทรงไม่ถูกวัตถุปกคลุม  ควรเข้าใจว่าประสาทสัมผัสของพระองค์ไม่เหมือนกับของพวกเรา  ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งกิจกรรมทางประสาทสัมผัสของพวกเราทั้งหมด  พระองค์ทรงมีประสาทสัมผัสทิพย์ซึ่งไม่มีวันเป็นมลทิน  ได้อธิบายไว้อย่างสวยงามใน  เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  (3.19)  โศลก  อปาณิ-ปาโท  ชวโน  คฺรหีตา  องค์  ภควานฺ  ทรงไม่มีพระกรที่แปดเปื้อนมลทินทางวัตถุ  แต่พระองค์ทรงมีพระกรและทรงรับเครื่องบวงสรวงที่ถวายให้พระองค์  นั่นคือข้อแตกต่างระหว่างพันธวิญญาณและอภิวิญญาณ  พระองค์ทรงไม่มีพระเนตรวัตถุแต่ทรงมีพระเนตรทิพย์  มิฉะนั้น  จะทรงเห็นได้อย่างไร?  พระองค์ทรงเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง  อดีต  ปัจจุบันและอนาคต  พระองค์ประทับอยู่ภายในหัวใจของมวลชีวิตและทรงทราบว่า  เราได้ทำอะไรไว้ในอดีต  เรากำลังทำอะไรอยู่ในปัจจุบัน  และอะไรที่รอคอยเราอยู่ในอนาคต  ได้ยืนยันไว้ใน  ภควัท-คีตา  เช่นกันว่า  พระองค์ทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง  แต่ไม่มีผู้ใดรู้พระองค์  กล่าวไว้ว่า  องค์  ภควานฺ  ทรงไม่มีพระเพลาเหมือนพวกเรา  แต่พระองค์ทรงสามารถเดินทางไปในอวกาศ  เพราะว่าทรงมีพระเพลาทิพย์  อีกนัยหนึ่ง  มิใช่ว่าจะไม่มีรูปลักษณ์  พระองค์ทรงมีพระเนตร  พระเพลา  พระกร  และทุกสิ่งทุกอย่าง  เนื่องจากเราเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  เราก็มีสิ่งเหล่านี้เช่นกัน  แต่พระกรพระเพลา  พระเนตร  และประสาทสัมผัสของพระองค์  ไม่เปื้อนมลทินจากธรรมชาติวัตถุ
ภควัท-คีตา  ยืนยันไว้เช่นกันว่าเมื่อทรงปรากฏ  พระองค์ทรงปรากฏในรูปลักษณ์เดิมด้วยพลังงานเบื้องสูงของพระองค์  โดยไม่แปดเปื้อนมลทินจากพลังงานทางวัตถุ  เนื่องจากทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าของพลังงานวัตถุ  ในวรรณกรรมพระ  เวท  เราพบว่าทั่วทั้งพระวรกายของพระองค์ทรงเป็นทิพย์  ทรงมีรูปลักษณ์อมตะเรียกว่า  สจฺ-จิทฺ-อานนฺท-วิคฺรห  พระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยความมั่งคั่งทั้งหลาย  พระองค์ทรงเป็นเจ้าของความร่ำรวยทั้งหมด  และทรงเป็นเจ้าของพลังงานทั้งหมด  ทรงเป็นผู้มีปัญญาสูงสุด  และเปี่ยมไปด้วยความรู้  เหล่านี้คือลักษณะบางประการขององค์  ภควานฺ  พระองค์ทรงเป็นผู้ค้ำจุนมวลชีวิตและทรงเป็นพยานของกิจกรรมทั้งหลาย  เท่าที่เราสามารถเข้าใจจากวรรณกรรมพระ  เวท  ว่าองค์  ภควานฺ  ทรงเป็นทิพย์เสมอ  ถึงแม้ว่า  เราไม่เห็นพระเศียร  พระพักตร์  พระกร  หรือพระเพลาของพระองค์  พระองค์ทรงมีสิ่งเหล่านี้  และเมื่อเราพัฒนามาถึงสภาวะทิพย์  เราจะสามารถเห็นรูปลักษณ์ขององค์  ภควานฺ  เนื่องจากประสาทสัมผัสแปดเปื้อนไปด้วยมลทินทางวัตถุ  เราจึงไม่สามารถเห็นรูปลักษณ์ของพระองค์  ดังนั้น  พวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์ที่ยังมีเชื้อโรคทางวัตถุอยู่  จะไม่สามารถเข้าใจองค์  ภควานฺ  
बहिरन्तश्च भूतानामचरं चरमेव च ।
सूक्ष्मत्वात्तदविज्ञेयं दूरस्थं चान्तिके च तत् ॥ १३.१६ ॥
โศลก 16
bahir antaś ca bhūtānām  acaraṁ caram eva ca
sūkṣmatvāt tad avijñeyaṁ  dūra-sthaṁ cāntike ca tat
พหิรฺ อนฺตศฺ จ ภูตานามฺ  อจรํ จรมฺ เอว จ
สูกฺษฺมตฺวาตฺ ตทฺ อวิชฺเญยํ  ทูร-สฺถํ จานฺติเก จ ตตฺ
พหิห์ — ข้างนอก, อนฺตห์ — ข้างใน, — เช่นกัน, ภูตานามฺ — ของมวลชีวิต, อจรมฺ — ไม่ เคลื่อนที่, จรมฺ — เคลื่อนที่,เอว — เช่นกัน, — และ, สูกฺษฺมตฺวาตฺ — เนื่องจากมีความ ละเอียดอ่อน, ตตฺ — นั้น, อวิชฺเญยมฺ — ไม่สามารถรู้ได้, ทูร-สฺถมฺ — ไกลมาก, — เช่นกัน, อนฺติเก — ใกล้, — และ, ตตฺ — นั้น
คำแปล
สัจธรรมสูงสุดทรงอยู่ภายนอกและภายในของมวลชีวิต  ทั้งที่เคลื่อนที่และไม่เคลื่อนที่  เนื่องจากพระองค์ทรงมีความละเอียดอ่อน  จึงทรงอยู่เหนือพลังอำนาจของประสาทสัมผัสวัตถุที่จะเห็นหรือจะรู้ได้  ถึงแม้ว่าทรงอยู่ไกลแสนไกลพระองค์ก็ทรงอยู่ใกล้กับมวลชีวิต
คำอธิบาย
ในวรรณกรรมพระ  เวท  เราเข้าใจว่าองค์  ภควานฺ  นารายณ  ทรงประทับอยู่ทั้งภายนอกและภายในของทุก  ๆ  ชีวิต  พระองค์ทรงประทับอยู่ทั้งในโลกทิพย์และในโลกวัตถุ  ถึงแม้ว่าทรงอยู่ห่างไกลจากเ  ราม  าก  แต่ก็ทรงอยู่ใกล้กับพวกเราเช่นกัน  นี่คือข้อความจากวรรณกรรมพระ  เวท  อาสีโน  ทูรํ  วฺรชติ  ศยาโน  ยาติ  สรฺวตห์  (กฐ  อุปนิษทฺ  1.2.21)  เนื่องจากพระองค์ทรงมีความสุขเกษมสำราญทิพย์เสมอ  เราไม่สามารถเข้าใจว่าทรงรื่นเริงอยู่กับความมั่งคั่งอันสมบูรณ์ของพระองค์ได้อย่างไร  เราไม่สามารถเห็นหรือเข้าใจด้วยประสาทสัมผัสวัตถุเหล่านี้  ดังนั้น  ในภาษาพระ  เวท  กล่าวไว้ว่า  ในการเข้าใจพระองค์  จิตใจและประสาทสัมผัสวัตถุของเราใช้ไม่ได้  แต่ผู้ที่มีจิตใจและประสาทสัมผัสที่บริสุทธิ์ด้วยการปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกในการอุทิศตนเสียสละรับใช้จะสามารถเห็นพระองค์อยู่ตลอดเวลา  ได้ยืนยันไว้ใน  พฺรหฺม-สํหิตา  ว่า  สาวกผู้พัฒนาความรักต่อองค์  ภควานฺ  จะสามารถเห็นพระองค์ตลอดเวลา  และได้ยืนยันไว้ใน  ภควัท-คีตา  (11.54)  ว่าการอุทิศตนเสียสละรับใช้เท่านั้นที่สามารถทำให้เข้าใจองค์  ภควานฺ  ได้  ภกฺตฺยา  ตฺวฺ  อนนฺยยา  ศกฺยห์  
अविभक्तं च भूतेषु विभक्तमिव च स्थितम् ।
भूतभर्तृ च तज्ज्ञेयं ग्रसिष्णु प्रभविष्णु च ॥ १३.१७ ॥
โศลก 17
avibhaktaṁ ca bhūteṣu  vibhaktam iva ca sthitam
bhūta-bhartṛ ca taj jñeyaṁ  grasiṣṇu prabhaviṣṇu ca
อวิภกฺตํ จ ภูเตษุ  วิภกฺตมฺ อิว จ สฺถิตมฺ
ภูต-ภรฺตฺฤ จ ตชฺ เชฺญยํ  คฺรสิษฺณุ ปฺรภวิษฺณุ จ
อวิภกฺตมฺ — โดยไม่แบ่งแยก, — เช่นกัน, ภูเตษุ — ในมวลชีวิต, วิภกฺตมฺ — แบ่งแยก, อิว — ประหนึ่ง, — เช่นกัน, สฺถิตมฺ — สถิต, ภูต-ภรฺตฺฤ — ผู้ค้ำจุนมวลชีวิต, — เช่นกัน, ตตฺ — นั้น, ชฺเญยมฺ — เข้าใจ, คฺรสิษฺณุ — กลืน, ปฺรภวิษฺณุ — พัฒนา, — เช่นกัน
คำแปล
ถึงแม้ว่าองค์อภิวิญญาณดูเหมือนจะแบ่งแยกในชีวิตทั้งหลาย  พระองค์ทรงไม่เคยแบ่งแยก  ทรงสถิตเสมือนเป็นหนึ่ง  ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ค้ำจุนทุก  ๆชีวิต  เข้าใจว่าพระองค์ทรงกลืนและพัฒนาทั้งหมด
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ทรงสถิตในหัวใจของทุก  ๆ  คนในฐานะอภิวิญญาณ  เช่นนี้พระองค์ทรงแบ่งแยกใช่หรือไม่?  ไม่ใช่  อันที่จริงพระองค์ทรงเป็นหนึ่ง  ได้ให้ตัวอย่างดวงอาทิตย์ไว้ว่า  ดวงอาทิตย์อยู่ที่เส้นทางโคจรของตนเอง  แต่หากว่าเราไปห้าพันไมล์ทุก  ๆ  ทิศทางและถามว่า  “ดวงอาทิตย์อยู่ที่ไหน?”  ทุกคนจะกล่าวว่าดวงอาทิตย์กำลังส่องแสงอยู่เหนือศีรษะ  ตัวอย่างในวรรณกรรมพระ  เวท  นี้แสดงให้เห็นว่า  ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงไม่แบ่งแยก  แต่ดูเหมือนกับแบ่งแยก  ได้กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  เช่นกันว่า  วิษฺณุ  องค์เดียวทรงปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่งด้วยพระเดชของพระองค์  เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ที่ปรากฏอยู่ในหลาย  ๆ  แห่งสำหรับหลาย  ๆ  คน  และองค์  ภควานฺ  ถึงแม้ว่าทรงเป็นผู้ค้ำจุนมวลชีวิต  พระองค์ทรงกลืนทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อถึงเวลาทำลายล้าง  ได้ยืนยันไว้เช่นนี้ในบทที่สิบเอ็ดเมื่อตรัสว่า  พระองค์เสด็จมาเพื่อกลืนนักรบทั้งหลายที่มาชุมนุมกันที่  กุรุกฺเษตฺร  ทรงกล่าวด้วยว่า  พระองค์ทรงกลืนพวกเขาในรูปของกาลเวลาเช่นกัน  ทรงเป็นผู้ทำลายและผู้สังหารทั้งหมด  เมื่อมีการสร้างพระองค์ทรงพัฒนาทุกสิ่งจากระดับพื้นฐานเดิมของพวกเขา  และเมื่อถึงเวลาทำลายล้างพระองค์ทรงกลืนพวกเขา  บทมนต์พระ  เวทยืนยันความจริงว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของมวลชีวิต  และส่วนอื่น  ๆ  ทั้งหมดหลังจากการสร้างทุกสิ่งทุกอย่างพำนักอยู่ในพลังอำนาจของพระองค์  และหลังจากการทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับเข้าไปพำนักอยู่ในพระองค์อีกครั้งหนึ่ง  มีคำยืนยันของบทมนต์พระ  เวท  ดังนี้  ยโต  วา  อิมานิ  ภูตานิ  ชายนฺเต  เยน  ชาตานิ  ชีวนฺติ  ยตฺ  ปฺรยนฺตฺยฺ  อภิสํ  วิศนฺติ  ตทฺ  พฺรหฺม  ตทฺ  วิชิชฺญาสสฺว  (ไตตฺติรีย  อุปนิษทฺ  3.1)
ज्योतिषामपि तज्ज्योतिस्तमसः परमुच्यते ।
ज्ञानं ज्ञेयं ज्ञानगम्यं हृदि सर्वस्य विष्ठितम् ॥ १३.१८ ॥
โศลก 18
jyotiṣām api taj jyotis  tamasaḥ param ucyate
jñānaṁ jñeyaṁ jñāna-gamyaṁ  hṛdi sarvasya viṣṭhitam
โชฺยติษามฺ อปิ ตชฺ โชฺยติสฺ  ตมสห์ ปรมฺ อุจฺยเต
ชฺญานํ เชฺญยํ ชฺญาน-คมฺยํ  หฺฤทิ สรฺวสฺย วิษฺฐิตมฺ
โชฺยติษามฺ — ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เจิดจรัส, อปิ — เช่นกัน, ตตฺ — นั้น, โชฺยติห์ — แหล่งกำเนิด ของแสง, ตมสห์ — ความมืด, ปรมฺ — เหนือ, อุจฺยเต — กล่าวไว้ว่า, ชฺญานมฺ — ความรู้, ชฺเญยมฺ — ตัวรู้, ชฺญาน-คมฺยมฺ — เข้าพบได้ด้วยความรู้, หฺฤทิ — ในหัวใจ, สรฺวสฺย — ของทุก คน, วิษฺฐิตมฺ — สถิต
คำแปล
พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแสงในสิ่งที่เจิดจรัสทั้งหลาย  ทรงอยู่เหนือความมืดแห่งวัตถุ  และทรงไม่ปรากฏ  พระองค์คือความรู้  พระองค์คือตัวแห่งความรู้  และพระองค์คือจุดมุ่งหมายแห่งความรู้  พระองค์ทรงสถิตอยู่ภายในหัวใจของทุก  ๆ  ชีวิต
คำอธิบาย
อภิวิญญาณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดของแสงในสิ่งที่เจิดจรัสทั้งหมด  เช่น  ดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  และหมู่ดวงดาว  ในวรรณกรรมพระ  เวทเราพบว่า  ในอาณาจักรทิพย์ไม่มีความจำเป็นต้องมีดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์เพราะว่ามีรัศมีขององค์  ภควานฺ  อยู่ที่นั่น  ในโลกวัตถุ  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  หรือรัศมีทิพย์ของพระองค์  ถูก  มหตฺ-ตตฺตฺว  หรือธาตุวัตถุต่าง  ๆ  ปกคลุมอยู่  ดังนั้น  ในโลกวัตถุนี้จึงจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  ไฟฟ้า  ฯลฯ  เพื่อให้แสงสว่าง  แต่ในโลกทิพย์ไม่มีความจำเป็นกับสิ่งเหล่านี้  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในวรรณกรรมพระ  เวท  ว่า  เนื่องจากรัศมีอันเจิดจรัสของพระองค์  ทุกสิ่งทุกอย่างจึงสว่างไสว  เป็นที่ชัดเจนว่า  สถานภาพของพระองค์มิได้อยู่ในโลกวัตถุ  พระองค์ทรงสถิตในโลกทิพย์ซึ่งอยู่ในท้องฟ้าทิพย์ที่ห่างไกลมาก  ได้ยืนยันไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  เช่นกันว่า  อาทิตฺย-วรฺณํ  ตมสห์  ปรสฺตาตฺ  (เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  3.8)  พระองค์ทรงเหมือนดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงอยู่ตลอดเวลา  แต่ทรงอยู่เหนือจากความมืดแห่งโลกวัตถุนี้มากมายนัก
ความรู้ของพระองค์ทรงเป็นทิพย์  และวรรณกรรมพระ  เวท  ยืนยันว่า  พฺรหฺมนฺ  คือความรู้ทิพย์ที่มารวมกัน  สำหรับผู้ที่กระตือรือร้นจะย้ายไปยังโลกทิพย์  องค์  ภควานฺ  ผู้สถิตในหัวใจของทุก  ๆ  คนทรงให้ความรู้  มนต์พระ  เวท  บทหนึ่ง  (เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  6.18)  กล่าวว่า  ตํ  ห  เทวมฺ  อาตฺม-พุทฺธิ-ปฺรกาศํ  มุมุกฺษุรฺ  ไว  ศรณมฺ  อหํ  ปฺรปเทฺย  หากต้องการความหลุดพ้น  เราต้องศิโรราบต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าได้ยืนยันไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  เช่นกันเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายสูงสุดแห่งความรู้  ตมฺ  เอว  วิทิตฺวาติ  มฺฤตฺยุมฺ  เอติ  “ด้วยการรู้ถึงพระองค์เท่านั้นที่เราสามารถข้ามพ้นอาณาเขตแห่งการเกิดและการตายได้”  (เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  3.8)
องค์  ภควานฺ  ทรงสถิตในหัวใจของทุก  ๆ  ชีวิตในฐานะผู้ควบคุมสูงสุด  ทรงมีพระเพลา  และพระกรที่กระจายไปทุกหนทุกแห่ง  เราจะกล่าวเช่นนี้ไม่ได้กับปัจเจกวิญญาณ  ดังนั้น  จึงมีสองผู้รู้สนามแห่งกิจกรรม  คือปัจเจกวิญญาณและอภิวิญญาณเช่นนี้  ต้องยอมรับว่าแขนและขาของเราอยู่เฉพาะที่ตัวเราเท่านั้น  แต่พระหัตถ์และพระเพลาของ  กฺฤษฺณ  ทรงกระจายไปทุกหนทุกแห่ง  ได้ยืนยันไว้ใน  เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  (3.17)  ว่า  สรฺวสฺย  ปฺรภุมฺ  อีศานํ  สรฺวสฺย  ศรณํ  พฺฤหตฺ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์อภิวิญญาณทรงเป็น  ปฺรภุ  หรือพระอาจารย์ของมวลชีวิต  ทรงเป็นที่พักพิงสูงสุดของมวลชีวิต  ดังนั้น  จึงเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า  องค์อภิวิญญาณและปัจเจกวิญญาณจะแตกต่างกันเสมอ
इति क्षेत्रं तथा ज्ञानं ज्ञेयं चोक्तं समासतः ।
मद्भक्त एतद्विज्ञाय मद्भावायोपपद्यते ॥ १३.१९ ॥
โศลก 19
iti kṣetraṁ tathā jñānaṁ  jñeyaṁ coktaṁ samāsataḥ
mad-bhakta etad vijñāya  mad-bhāvāyopapadyate
อิติ เกฺษตฺรํ ตถา ชฺญานํ  ชฺเญยํ โจกฺตํ สมาสตห์
มทฺ-ภกฺต เอตทฺ วิชฺญาย  มทฺ-ภาวาโยปปทฺยเต
อิติ — ดังนั้น, กฺเษตฺรมฺ — สนามแห่งกิจกรรม (ร่างกาย), ตถา — เช่นกัน, ชฺญานมฺ — ความรู้, ชฺเญยมฺ — สิ่งรู้, — เช่นกัน, อุกฺตมฺ — อธิบาย, สมาสตห์ — โดยสรุป, มตฺ-ภกฺตห์ — สาวก ของข้า, เอตตฺ — ทั้งหมดนี้, วิชฺญาย — หลังจากเข้าใจ, มตฺ-ภาวาย — ธรรมชาติของข้า, อุปปทฺยเต — บรรลุ
คำแปล
ดังนั้น  ข้าได้อธิบายโดยสรุปถึงสนามแห่งกิจกรรม  (ร่างกาย)  ความรู้  และสิ่งที่รู้ถึงได้  บรรดาสาวกของข้าเท่านั้นที่สามารถเข้าใจโดยตลอดและบรรลุถึงธรรมชาติของข้า
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายถึงร่างกาย  ความรู้  และสิ่งรู้โดยสรุป  ความรู้นี้ประกอบด้วยสามสิ่งคือ  ผู้รู้  สิ่งรู้  และวิธีที่จะรู้  ทั้งหมดนี้รวมกันเข้าเรียกว่า  วิชฺญาน  หรือศาสตร์แห่งความรู้  สาวกผู้บริสุทธิ์ขององค์  ภควานฺ  โดยตรงจึงสามารถเข้าใจความรู้โดยสมบูรณ์  บุคคลอื่นไม่สามารถเข้าใจได้  พวกที่เชื่อว่าเป็นหนึ่งเดียวกันกล่าวว่า  ในระดับท้ายสุดทั้งสามสิ่งนี้กลายมาเป็นหนึ่ง  แต่เหล่าสาวกไม่ยอมรับเช่นนี้  ความรู้และการพัฒนาความรู้หมายความว่าเข้าใจตนเองใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เราได้ถูกวัตถุจิตสำนึกนำพาไป  แต่ทันทีที่เราย้ายจิตสำนึกทั้งหมดมาที่กิจกรรมของ  กฺฤษฺณ  และรู้แจ้งว่าคริช  ณะคือทุกสิ่งทุกอย่าง  ตรงนี้จะทำให้เราบรรลุถึงความรู้ที่แท้จริง  อีกนัยหนึ่งความรู้มิใช่อะไรอื่น  นอกจากระดับพื้นฐานแห่งความเข้าใจการอุทิศตนเสียสละรับใช้โดยสมบูรณ์  ในบทที่สิบห้าจะอธิบายประเด็นนี้อย่างชัดเจน
โดยสรุปเราอาจเข้าใจว่าโศลก  6  และโศลก  7  เริ่มจาก  มหา-ภูตานิ  มาจนถึง  เจตนา  ธฺฤติห์  ได้วิเคราะห์ธาตุวัตถุต่าง  ๆ  และปรากฏการณ์บางอย่างของลักษณะอาการแห่งชีวิตรวมกันเข้าเป็นร่างกายหรือสนามแห่งกิจกรรม  และโศลก  8  ถึง  โศลก12  จาก  อมานิตฺวมฺ  จนถึง  ตตฺตฺว-ชฺญานารฺถ-ทรฺศนมฺ  ได้อธิบายวิธีแห่งความรู้เพื่อเข้าใจทั้งผู้รู้สนามแห่งกิจกรรมคือปัจเจกวิญญาณและอภิวิญญาณ  จากนั้นโศลก  13  ถึงโศลก  18  เริ่มจาก  อนาทิ  มตฺ-ปรมฺ  มาจนถึง  หฺฤทิ  สรฺวสฺย  วิษฺฐิตมฺ  ได้อธิบายถึงดวงวิญญาณและองค์  ภควานฺ  หรืออภิวิญญาณ
ได้อธิบายถึงสามประเด็นดังนี้  สนามแห่งกิจกรรม  (ร่างกาย)  วิธีแห่งการเข้าใจทั้งดวงวิญญาณ  และอภิวิญญาณ  ณ  ที่นี้  อธิบายโดยเฉพาะว่า  เหล่าสาวกผู้บริสุทธิ์ของพระองค์เท่านั้นจึงสามารถเข้าใจสามประเด็นนี้อย่างชัดเจน  ดังนั้นสาวกเหล่านี้จะได้รับประโยชน์จาก  ภควัท-คีตา  อย่างสมบูรณ์  และสามารถบรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดนั่นคือธรรมชาติขององค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  อีกนัยหนึ่ง  สาวกเท่านั้นที่สามารถเข้าใจ  ภควัท-คีตา  และได้รับผลสมดังใจปรารถนา  มิใช่บุคคลอื่น
प्रकृतिं पुरुषं चैव विद्ध्यनादी उभावपि ।
विकारांश्च गुणांश्चैव विद्धि प्रकृतिसंभवान् ॥ १३.२० ॥
โศลก 20
prakṛtiṁ puruṣaṁ caiva  viddhy anādī ubhāv api
vikārāṁś ca guṇāṁś caiva  viddhi prakṛti-sambhavān
ปฺรกฺฤตึ ปุรุษํ ไจว  วิทฺธฺยฺ อนาที อุภาวฺ อปิ
วิการำศฺ จ คุณำศฺ ไจว  วิทฺธิ ปฺรกฺฤติ-สมฺภวานฺ
ปฺรกฺฤติมฺ — ธรรมชาติวัตถุ, ปุรุษมฺ — สิ่งมีชีวิต, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, วิทฺธิ — เธอต้อง รู้, อนาที — ไม่มีจุดเริ่มต้น, อุเภา — ทั้งคู่, อปิ — เช่นกัน, วิการานฺ — การเปลี่ยนแปลง, — เช่น กัน, คุณานฺ — สามระดับของธรรมชาติ, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, วิทฺธิ — รู้, ปฺรกฺฤติ — ธรรมชาติวัตถุ, สมฺภวานฺ — ผลิตจาก
คำแปล
ควรเข้าใจว่าธรรมชาติวัตถุและสิ่งมีชีวิตไม่มีจุดเริ่มต้น  การเปลี่ยนแปลงและระดับของวัตถุเป็นผลผลิตของธรรมชาติวัตถุ
คำอธิบาย
จากความรู้ที่ให้ไว้ในบทนี้  เราสามารถเข้าใจร่างกาย  (สนามแห่งกิจกรรม)และผู้รู้ร่างกาย  (ทั้งปัจเจกวิญญาณและอภิวิญญาณ)  ร่างกายเป็นสนามแห่งกิจกรรมซึ่งประกอบไปด้วยธรรมชาติวัตถุ  ปัจเจกวิญญาณที่ถูกร่างกายปกคลุมและรื่นเริงไปกับกิจกรรมของร่างกายคือ  ปุรุษ  หรือสิ่งมีชีวิต  เราเป็นผู้รู้ผู้หนึ่ง  และผู้รู้อีกผู้หนึ่งคืออภิวิญญาณ  เข้าใจว่าทั้งอภิวิญญาณและปัจเจกวิญญาณเป็นปรากฏการณ์ที่ต่างกันของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  สิ่งมีชีวิตอยู่ในกลุ่มของพลังงานของพระองค์  และอภิวิญญาณอยู่ในกลุ่มของภาคที่แบ่งแยกส่วนมาจากองค์  ภควานฺ  
ทั้งธรรมชาติวัตถุและสิ่งมีชีวิตเป็นอมตะ  หมายความว่าทั้งคู่มีอยู่ก่อนการสร้าง  ปรากฏการณ์ทางวัตถุมาจากพลังงานขององค์  ภควานฺ  สิ่งมีชีวิตก็เช่นเดียวกันแต่สิ่งมีชีวิตเป็นพลังงานที่สูงกว่า  ทั้งสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติวัตถุมีอยู่ก่อนที่จักรวาลนี้จะปรากฏ  ธรรมชาติวัตถุถูกซึมซาบอยู่ในองค์  ภควานฺ  มหา-วิษฺณุ  และเมื่อถึงเวลาจำเป็นจะปรากฏออกมาผ่านทางผู้แทน  มหตฺ-ตตฺตฺว  ในทำนองเดียวกัน  สิ่งมีชีวิตก็อยู่ในพระองค์  เนื่องจากอยู่ภายใต้พันธสภาวะ  จึงไม่ชอบรับใช้องค์  ภควานฺ  ดังนั้น  จึงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในท้องฟ้าทิพย์  แต่จากการที่ธรรมชาติวัตถุปรากฏออกมา  สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จึงได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติการในโลกวัตถุและเตรียมตัวเพื่อเข้าไปในโลกทิพย์  นั่นคือความเร้นลับแห่งการสร้างทางวัตถุนี้  อันที่จริงสิ่งมีชีวิตโดยเนื้อแท้เดิมทีเป็นละอองอณูทิพย์ขององค์  ภควานฺ  แต่เนื่องจากธรรมชาติที่ชอบต่อต้านจึงได้มาอยู่ในพันธสภาวะภายใต้ธรรมชาติวัตถุ  ไม่สำคัญว่าสิ่งมีชีวิตหรือชีวิตที่สูงกว่าขององค์  ภควานฺ  มาสัมผัสกับธรรมชาติวัตถุได้อย่างไร  อย่างไรก็ดี  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงทราบว่า  สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไรและทำไมมันจึงเกิดขึ้น  ในพระคัมภีร์พระองค์ตรัสว่า  ผู้ที่หลงใหลอยู่กับธรรมชาติวัตถุนี้จะต้องเผชิญกับการดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดด้วยความยากลำบาก  แต่จากไม่กี่โศลกนี้เราควรรู้อย่างแน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงและอิทธิพลทั้งหลายของธรรมชาติวัตถุทั้งสามระดับก็เป็นผลผลิตของธรรมชาติวัตถุเช่นกัน  การเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตก็เนื่องมาจากร่างกาย  สำหรับดวงวิญญาณแล้วสิ่งมีชีวิตทั้งหมดเหมือนกัน
कार्यकरणकर्तृत्वे हेतुः प्रकृतिरुच्यते ।
पुरुषः सुखदुःखानां भोक्तृत्वे हेतुरुच्यते ॥ १३.२१ ॥
โศลก 21
kārya-kāraṇa-kartṛtve  hetuḥ prakṛtir ucyate
puruṣaḥ sukha-duḥkhānāṁ  bhoktṛtve hetur ucyate
การฺย-การณ-กรฺตฺฤเตฺว  เหตุห์ ปฺรกฺฤติรฺ อุจฺยเต
ปุรุษห์ สุข-ทุห์ขานำ  โภกฺตฺฤเตฺว เหตุรฺ อุจฺยเต
การฺย — ของผล, การณ — และเหตุ, กรฺตฺฤเตฺว — ในเรื่องของการสร้าง, เหตุห์ — เครื่อง มือ, ปฺรกฺฤติห์ — ธรรมชาติวัตถุ, อุจฺยเต — กล่าวว่า, ปุรุษห์ — สิ่งมีชีวิต, สุข — ความสุข, ทุห์ขานามฺ — และความทุกข์, โภกฺตฺฤเตฺว — ในความรื่นเริง, เหตุห์ — เครื่องมือ -เครื่องมือ, อุจฺยเต — กล่าวว่า
คำแปล
กล่าวไว้ว่าธรรมชาติเป็นแหล่งกำเนิดของเหตุและผลทางวัตถุทั้งหลาย  ขณะที่สิ่งมีชีวิตเป็นแหล่งกำเนิดของความทุกข์และความสุขต่าง  ๆ  ในโลกนี้
คำอธิบาย
ปรากฏการณ์ที่ไม่เหมือนกันของร่างกายและประสาทสัมผัสในสิ่งมีชีวิตต่างๆก็เนื่องมาจากธรรมชาติวัตถุ  มี  8,400,000  เผ่าพันธุ์ชีวิตที่แตกต่างกัน  ความหลากหลายเหล่านี้เป็นการสร้างของธรรมชาติวัตถุ  มันเกิดขึ้นมาจากความสุขทางประสาทสัมผัสที่ไม่เหมือนกันของสิ่งมีชีวิตผู้ปรารถนาจะอยู่ในร่างนี้หรือร่างนั้น  เมื่อถูกส่งไปอยู่ในร่างกายต่าง  ๆ  เขารื่นเริงอยู่กับความสุขและความทุกข์ที่ไม่เหมือนกัน  ความสุขและความทุกข์ทางวัตถุก็เนื่องมาจากร่างกาย  ซึ่งตามความเป็นจริงไม่ใช่ตัวเขา  ในระดับเดิมแท้ของตัวเขา  ความรื่นเริงเป็นสิ่งแน่นอน  เพราะนั่นคือสถานภาพอันแท้จริงของเขาเนื่องจากความปรารถนาที่จะเป็นเจ้าเหนือธรรมชาติวัตถุเขาจึงมาอยู่ในโลกวัตถุ  ในโลกทิพย์ไม่มีสิ่งเหล่านี้  โลกทิพย์นั้นบริสุทธิ์  แต่ในโลกวัตถุทุกคนดิ้นรนด้วยความยากลำบากเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขทางร่างกาย  อาจทำให้ชัดเจนขึ้นที่กล่าวว่า  ร่างกายนี้คือผลของประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  ประสาทสัมผัสเป็นเครื่องมือเพื่อสนองความต้องการบัดนี้ผลมวลรวมคือ  ร่างกายและประสาทสัมผัสที่เป็นเครื่องมือธรรมชาติวัตถุเป็นผู้ให้จะชัดเจนยิ่งขึ้นในโศลกต่อไป  สิ่งมีชีวิตได้รับพรหรือถูกสาปในสถานการณ์ต่าง  ๆ  ตามความปรารถนาและตามกรรมในอดีตของตน  ธรรมชาติวัตถุได้วางเขาลง  ณ  ที่พำนักต่างๆ  ตามความต้องการและตามกรรมของเขา  สิ่งมีชีวิตเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ได้สถานที่พำนักเช่นนี้  และได้รับความสุขหรือความทุกข์ซึ่งเป็นผลที่ตามมา  เมื่อถูกจับให้มาอยู่ในร่างกายโดยเฉพาะนี้  เขาได้มาอยู่ภายใต้การควบคุมของธรรมชาติ  เพราะว่าร่างกายเป็นวัตถุซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎแห่งธรรมชาติ  ในขณะนั้น  สิ่งมีชีวิตไม่มีอำนาจที่จะไปเปลี่ยนกฎเกณฑ์  สมมติว่าสิ่งมีชีวิตถูกจับให้ไปอยู่ในร่างสุนัขเขาต้องทำตัวให้เหมือนกับสุนัขทันที  จะทำตัวเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้  และหากว่าสิ่งมีชีวิตถูกจับให้ไปอยู่ในร่างสุกร  เขาก็จะถูกบังคับให้กินอุจจาระและทำตัวเหมือนกับสุกร  ในทำนองเดียวกัน  หากสิ่งมีชีวิตถูกจับไปอยู่ในร่างเทวดา  เขาจะต้องทำตัวตามสถานภาพทางร่างกายของเขา  นี่คือกฎแห่งกฎแห่งธรรมชาติ  แต่ในทุก  ๆ  กรณีอภิวิญญาณทรงอยู่กับปัจเจกวิญญาณ  ได้อธิบายไว้ในคัมภีร์พระ  เวท  (มุณฺฑก  อุปนิษทฺ  3.1.1)  ดังนี้  ทฺวา  สุปรฺณา  สยุชา  สขายห์  องค์  ภควานฺ  ทรงมีพระเมตตาต่อสิ่งมีชีวิตจึงทรงอยู่ร่วมกับปัจเจกวิญญาณเสมอ  และในทุกๆสถานการณ์พระองค์ทรงปรากฏในฐานะอภิวิญญาณหรือ  ปรมาตฺมา  
पुरुषः प्रकृतिस्थो हि भुङ्‌क्ते प्रकृतिजान्गुणान् ।
कारणं गुणसङ्गोऽस्य सदसद्योनिजन्मसु ॥ १३.२२ ॥
โศลก 22
puruṣaḥ prakṛti-stho hi  bhuṅkte prakṛti-jān guṇān
kāraṇaṁ guṇa-saṅgo ’sya  sad-asad-yoni-janmasu
ปุรุษห์ ปฺรกฺฤติ-โสฺถ หิ  ภุงฺกฺเต ปฺรกฺฤติ-ชานฺ คุณานฺ
การณํ คุณ-สงฺโค ’สฺย  สทฺ-อสทฺ-โยนิ-ชนฺมสุ
ปุรุษห์ — สิ่งมีชีวิต, ปฺรกฺฤติ-สฺถห์ — สถิตในพลังงานวัตถุ, หิ — แน่นอน, ภุงฺกฺเต — รื่นเริง, ปฺรกฺฤติ-ชานฺ — ผลิตโดยธรรมชาติวัตถุ, คุณานฺ — ระดับของธรรมชาติ, การณมฺ — แหล่ง กำเนิด, คุณ-สงฺคห์ — คบหาสมาคมกับระดับต่าง ๆ ของธรรมชาติ, อสฺย — ของสิ่งมี ชีวิต, สตฺ-อสตฺ — ในความดีและความชั่ว, โยนิ — เผ่าพันธุ์แห่งชีวิต, ชนฺมสุ — ในการเกิด
คำแปล
สิ่งมีชีวิตในธรรมชาติวัตถุปฏิบัติตามวิถีแห่งชีวิต  รื่นเริงกับสามระดับของธรรมชาติ  เป็นเช่นนี้เนื่องจากมาคบหาสมาคมกับธรรมชาติวัตถุนั้น  ดังนั้น  เขาจึงพบกับความดีและความชั่วในเผ่าพันธุ์ต่าง  ๆ
คำอธิบาย
โศลกนี้สำคัญมากในการที่จะเข้าใจว่า  สิ่งมีชีวิตเปลี่ยนจากร่างหนึ่งไปสู่ร่างหนึ่งได้อย่างไร  ได้อธิบายไว้ในบทที่สองว่า  สิ่งมีชีวิตเปลี่ยนจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่งเหมือนกับการเปลี่ยนเสื้อผ้า  การเปลี่ยนเสื้อผ้านี้เนื่องมาจากการยึดติดกับความเป็นอยู่ทางวัตถุ  ตราบใดที่ยังหลงอยู่ในเสน่ห์แห่งการปรากฏที่ผิด  ๆ  นี้  เขาจะต้องเปลี่ยนจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่งต่อไปเรื่อย  ๆ  เนื่องจากความปรารถนาที่จะเป็นเจ้าเหนือธรรมชาติวัตถุ  จึงถูกจับให้มาอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่พึงปรารถนาเช่นนี้  ภายใต้อิทธิพลแห่งความปรารถนาทางวัตถุ  บางครั้งสิ่งมีชีวิตเกิดมาเป็นเทวดา  บางครั้งเป็นมนุษย์  บางครั้งเป็นสัตว์  เป็นนก  เป็นหนอน  เป็นสัตว์น้ำ  เป็นนักปราชญ์หรือเป็นแมลง  ดำเนินต่อไปเช่นนี้  และในทุก  ๆ  กรณีสิ่งมีชีวิตคิดว่าตนเองเป็นเจ้านายแห่งสถานการณ์ของตน  แต่เขาอยู่ภายใต้อิทธิพลของธรรมชาติวัตถุ
เขาถูกจับให้มาอยู่ภายในร่างกายต่าง  ๆ  เหล่านี้ได้อย่างไร  อธิบาย  ณ  ที่นี้เนื่องจากมาคบหาสมาคมกับระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติ  ฉะนั้น  เขาจะต้องทำความเจริญขึ้นให้อยู่เหนือสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  และสถิตในสถานภาพทิพย์เช่นนี้เรียกว่า  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  นอกจากสถิตใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  มิฉะนั้น  วัตถุจิตสำนึกของตนเองจะบังคับให้ย้ายจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่ง  เนื่องจากมีความปรารถนาทางวัตถุตั้งแต่กาลสมัยดึกดำบรรพ์  จึงจำต้องเปลี่ยนแนวความคิดนั้น  การเปลี่ยนแปลงจะเป็นผลดีก็จากการสดับฟังจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น  ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือ  อรฺชุน  ทรงสดับฟังศาสตร์แห่งองค์  ภควานฺ  จาก  กฺฤษฺณ  หากสิ่งมีชีวิตยอมรับวิธีการสดับฟังนี้  เขาจะละทิ้งความปรารถนาที่หวังไว้เป็นเวลายาวนานว่าจะครอบครองธรรมชาติวัตถุ  และจะค่อย  ๆเปลี่ยนแปลงอย่างมีดุลยภาพ  ในขณะที่ตัดทอนความปรารถนาอันยาวนานที่จะครอบครองธรรมชาติ  เขาจะรื่นเริงกับความสุขทิพย์  บทมนต์พระ  เวท  กล่าวไว้ว่า  ขณะที่ได้รับความรู้ในการมาใกล้ชิดกับองค์  ภควานฺ  เขาได้รับรสชีวิตแห่งความปลื้มปีติสุขอมตะตามสัดส่วนนั้น  ๆ
उपद्रष्टानुमन्ता च भर्ता भोक्ता महेश्वरः ।
परमात्मेति चाप्युक्तो देहेऽस्मिन्पुरुषः परः ॥ १३.२३ ॥
โศลก 23
upadraṣṭānumantā ca  bhartā bhoktā maheśvaraḥ
paramātmeti cāpy ukto  dehe ’smin puruṣaḥ paraḥ
อุปทฺรษฺฏานุมนฺตา จ  ภรฺตา โภกฺตา มเหศฺวรห์
ปรมาตฺเมติ จาปฺยฺ อุกฺโต  เทเห ’สฺมินฺ ปุรุษห์ ปรห์
อุปทฺรษฺฏา — ผู้ดูแล, อนุมนฺตา — ผู้ให้อนุญาต, — เช่นกัน, ภรฺตา — เจ้านาย, โภกฺตา — ผู้มีความรื่นเริงสูงสุด, มหา-อีศฺวรห์ — องค์ภควานสูงสุด, ปรม-อาตฺมา — อภิวิญญาณ, อิติ — เช่นกัน, — และ, อปิ — แน่นอน, อุกฺตห์ — กล่าวว่า, เทเห — ในร่างกาย, อสฺมินฺ, นี้, ปุรุษห์ — ผู้รื่นเริง, ปรห์ — ทิพย์
คำแปล
ในร่างกายนี้  มีผู้รื่นเริงทิพย์อีกองค์หนึ่งซึ่งเป็นองค์ภควาน  ทรงเป็นเจ้าของสูงสุด  ประทับอยู่ในฐานะผู้ดูแลและผู้ให้อนุญาต  ที่รู้กันว่าเป็นองค์อภิวิญญาณ
คำอธิบาย
ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่า  อภิวิญญาณผู้ประทับอยู่กับปัจเจกวิญญาณเสมอ  ทรงเป็นผู้แทนขององค์  ภควานฺ  ทรงมิใช่สิ่งมีชีวิตธรรมดา  เพราะว่าเหล่านักปราชญ์ผู้เชื่อว่าเป็นหนึ่งเดียวกันคิดว่า  ผู้รู้ร่างกายเป็นหนึ่ง  โดยไม่มีข้อแตกต่างระหว่างอภิวิญญาณและปัจเจกวิญญาณ  เพื่อให้ประเด็นนี้กระจ่างขึ้น  ทรงตรัสว่า  พระองค์ทรงมีผู้แทนในฐานะ  ปรมาตฺมา  อยู่ในทุก  ๆ  ร่าง  พระองค์ทรงแตกต่างจากปัจเจกวิญญาณ  ทรงเป็น  ปรมาตฺมา  หรือเป็นทิพย์  ปัจเจกวิญญาณได้รับความสุขกับสนามเฉพาะของตน  แต่อภิวิญญาณทรงปรากฏไม่ใช่ในฐานะผู้มีความสุขที่มีขีดจำกัด  หรือผู้ที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางร่างกาย  แต่ในฐานะพยานผู้ดูแล  ผู้ให้อนุญาต  และผู้มีความสุขสูงสุด  พระองค์ทรงพระนามว่า  ปรมาตฺมา  ไม่ใช่อาทมาและทรงเป็นทิพย์  ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า  อาตฺมา  และ  ปรมาตฺมา  แตกต่างกัน  อภิวิญญาณ  ปรมาตฺมา  มีพระเพลาและพระกรทุกหนทุกแห่ง  แต่ปัจเจกวิญญาณไม่มี  และเนื่องจาก  ปรมาตฺมา  ทรงเป็นองค์ภค  วานผู้ประทับอยู่ภายในเพื่ออนุมัติความสุขทางวัตถุตามที่ปัจเจกวิญญาณปรารถนาหากปราศจากการอนุมัติของอภิวิญญาณ  ปัจเจกวิญญาณจะไม่สามารถทำอะไรได้เลยปัจเจกวิญญาณเป็น  ภุกฺต  หรือผู้ได้รับการอนุเคราะห์  และพระองค์คือ  โภกฺตา  หรือผู้อนุเคราะห์  มีสิ่งมีชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วน  และพระองค์ทรงประทับอยู่ภายในร่างกายของพวกเขาในฐานะเป็นสหาย
ความจริงคือทุก  ๆ  ปัจเจกชีวิตเป็นละอองอณูนิรันดรขององค์  ภควานฺ  และทั้งคู่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกันมากในฐานะเพื่อน  แต่สิ่งมีชีวิตมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธการอนุมัติของพระองค์  และทำไปโดยพละการเพื่อพยายามที่จะครอบครองธรรมชาติเนื่องจากมีแนวโน้มเช่นนี้เขาจึงถูกเรียกว่าเป็นพลังงานพรมแดนของพระองค์  สิ่งมีชีวิตสามารถสถิตในพลังงานวัตถุหรือในพลังงานทิพย์  ตราบใดที่ยังอยู่ภายใต้พันธสภาวะของพลังงานวัตถุ  องค์  ภควานฺ  หรืออภิวิญญาณในฐานะสหายจะอยู่กับเขาเพื่อให้เขากลับคืนสู่พลังงานทิพย์  พระองค์ทรงมีความกระตือรือร้นที่จะนำเขากลับไปยังพลังงานทิพย์เสมอ  แต่เนื่องจากเสรีภาพเพียงนิดเดียว  ทำให้ปัจเจกชีวิตปฏิเสธการมาอยู่ใกล้ชิดกับประทีปทิพย์อยู่ตลอดเวลา  การใช้เสรีภาพไปในทางที่ผิดเช่นนี้  ทำให้ต้องดิ้นรนทางวัตถุในสภาวะธรรมชาติ  ดังนั้น  พระองค์ทรงให้คำสั่งสอนทั้งจากภายในและภายนอกเสมอ  จากภายนอกทรงให้คำสั่งสอนดังที่ตรัสไว้ใน  ภควัท-คีตา  และจากภายในทรงพยายามทำให้สิ่งมีชีวิตมั่นใจว่า  กิจกรรมของเขาในสนามวัตถุจะไม่นำมาซึ่งความสุขอันแท้จริง  โดยตรัสว่า  “จงยกเลิกมันเสียและหันความศรัทธามาที่ข้า  แล้วเจ้าจะมีความสุข”  ดังนั้น  ปัญญาชนผู้มอบความศรัทธาให้แก่  ปรมาตฺมา  หรือองค์  ภควานฺ  จะเริ่มเจริญก้าวหน้าไปสู่ชีวิตแห่งความปลื้มปีติสุขที่เป็นอมตะ  และเปี่ยมไปด้วยความรู้
य एवं वेत्ति पुरुषं प्रकृतिं च गुणैः सह ।
सर्वथा वर्तमानोऽपि न स भूयोऽभिजायते ॥ १३.२४ ॥
โศลก 24
ya evaṁ vetti puruṣaṁ  prakṛtiṁ ca guṇaiḥ saha
sarvathā vartamāno ’pi  na sa bhūyo ’bhijāyate
ย เอวํ เวตฺติ ปุรุษํ  ปฺรกฺฤตึ จ คุไณห์ สห
สรฺวถา วรฺตมาโน ’ปิ  น ส ภูโย ’ภิชายเต
ยห์ — ผู้ใดซึ่ง, เอวมฺ — ดังนั้น, เวตฺติ — เข้าใจ, ปุรุษมฺ — สิ่งมีชีวิต, ปฺรกฺฤติมฺ — ธรรมชาติวัตถุ, — และ, คุไณห์ — ระดับต่าง ๆ ของธรรมชาติวัตถุ, สห — กับ, สรฺวถา — ในทุก ๆ วิธี, วรฺตมานห์ — สถิต, อปิ — ถึงแม้ว่า, — ไม่เคย, สห์ — เขา, ภูยห์ — อีกครั้งหนึ่ง, อภิชายเต — เกิด
คำแปล
ผู้เข้าใจปรัชญาเกี่ยวกับธรรมชาติวัตถุ  สิ่งมีชีวิต  และผลกระทบซึ่งกันและกันของระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาตินี้  แน่นอนว่าจะได้รับอิสรภาพ  เขาจะไม่มาเกิดที่นี่อีก  ไม่ว่าสถานภาพปัจจุบันเป็นเช่นไร
คำอธิบาย
การเข้าใจธรรมชาติวัตถุ  อภิวิญญาณ  ปัจเจกวิญญาณ  และผลกระทบซึ่งกันและกันของทั้งหมดนี้อย่างชัดเจน  ทำให้มีสิทธิ์ได้รับเสรีภาพและกลับคืนสู่บรรยากาศทิพย์  โดยไม่ต้องถูกบังคับให้กลับคืนมาสู่ธรรมชาติวัตถุนี้อีก  นั่นคือผลแห่งความรู้  จุดมุ่งหมายแห่งความรู้คือการเข้าใจอย่างชัดเจนว่า  โดยบังเอิญสิ่งมีชีวิตได้ตกลงมามีความเป็นอยู่ทางวัตถุนี้  แต่ด้วยความพยายามส่วนตัวที่มาคบหาสมาคมกับบุคคลผู้เชื่อถือได้เช่น  นักบุญและพระอาจารย์ทิพย์ทำให้เข้าใจสถานภาพของตนเองจากนั้นก็กลับคืนไปสู่จิตสำนึกทิพย์หรือ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ด้วยการเข้าใจ  ภควัท-คีตา  ตามที่องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบาย  จึงเป็นที่แน่นอนว่าเราจะไม่กลับมามีความเป็นอยู่ทางวัตถุนี้อีกครั้ง  และจะถูกย้ายไปยังโลกทิพย์เพื่อชีวิตอมตะที่มีความปลื้มปีติสุขและเปี่ยมไปด้วยความรู้
ध्यानेनात्मनि पश्यन्ति केचिदात्मानमात्मना ।
अन्ये सांख्येन योगेन कर्मयोगेन चापरे ॥ १३.२५ ॥
โศลก 25
dhyānenātmani paśyanti  kecid ātmānam ātmanā
anye sāṅkhyena yogena  karma-yogena cāpare
ธฺยาเนนาตฺมนิ ปศฺยนฺติ  เกจิทฺ อาตฺมานมฺ อาตฺมนา
อเนฺย สางฺเขฺยน โยเคน  กรฺม-โยเคน จาปเร
ธฺยาเนน — ด้วยการทำสมาธิ, อาตฺมนิ — ภายในตนเอง, ปศฺยนฺติ — เห็น, เกจิตฺ — บางคน, อาตฺมานมฺ — อภิวิญญาณ, อาตฺมนา — ด้วยจิต, อเนฺย — ผู้อื่น, สางฺเขฺยน — ของการสนทนา ปรัชญา, โยเคน — ด้วยระบบ โยค, กรฺม-โยเคน — ด้วยกิจกรรมที่ปราศจากความ ต้องการผลทางวัตถุ, — เช่นกัน, อปเร — ผู้อื่น
คำแปล
บางคนสำเหนียกองค์อภิวิญญาณภายในตนเองด้วยการทำสมาธิ  บางคนสำเหนียกด้วยการพัฒนาความรู้  และยังมีผู้อื่นที่สำเหนียกด้วยการทำงานโดยไม่ต้องการผลทางวัตถุ
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ทรงให้ข้อมูลแด่  อรฺชุน  ว่าพันธวิญญาณผู้เสาะแสวงหาความรู้แจ้งแห่งตนแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม  คือกลุ่มที่ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  ไม่เชื่อว่ามีนรกสวรรค์และมีความเคลือบแคลงสงสัย  บุคคลเหล่านี้ความเข้าใจวิถีทิพย์อยู่เหนือความรู้สึกนึกคิดของพวกตน  และมีอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความศรัทธาในการเข้าใจชีวิตทิพย์เรียกว่าสาวกผู้ใคร่ครวญ  นักปราชญ์  และผู้ที่ทำงานสละผลทางวัตถุ  ผู้ที่พยายามสถาปนาลัทธิความเชื่อว่าเป็นหนึ่งเดียวกันก็นับอยู่ในกลุ่มที่ไม่เชื่อในองค์  ภควานฺ  และไม่เชื่อในนรกสวรรค์  อีกนัยหนึ่ง  บรรดาสาวกของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าเท่านั้นที่สถิตดีที่สุดในการเข้าใจวิถีทิพย์  เพราะมีความเข้าใจว่าสูงกว่าธรรมชาติวัตถุนี้ยังมีโลกทิพย์และองค์  ภควานฺ  ผู้ทรงแบ่งภาคมาเป็น  ปรมาตฺมา  หรือ  องค์อภิวิญญาณภายในหัวใจของทุกๆคน  ผู้ทรงแผ่กระจายไปทั่ว  แน่นอนว่ามีบุคคลที่พยายามเข้าใจสัจธรรมสูงสุดด้วยการพัฒนาความรู้  ซึ่งนับว่าอยู่ในกลุ่มของผู้มีศรัทธา  บรรดานักปราชญ์  สางฺขฺย  วิเคราะห์โลกวัตถุนี้ว่ามียี่สิบสี่ธาตุ  และจัดปัจเจกวิญญาณว่าเป็นรายการที่ยี่สิบห้า  เมื่อสามารถเข้าใจธรรมชาติของปัจเจกวิญญาณว่าเป็นทิพย์เหนือธาตุวัตถุต่าง  ๆ  พวกนี้ก็สามารถเข้าใจเช่นกันว่า  เหนือไปกว่าปัจเจกวิญญาณยังมีบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  พระองค์ทรงเป็นธาตุที่ยี่สิบหก  ดังนั้น  พวกนี้จะค่อย  ๆ  มาถึงมาตรฐานแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  พวกที่ทำงานโดยไม่หวังผลทางวัตถุก็มีความสมบูรณ์ในท่าทีของตนเองเช่นกัน  และได้รับโอกาสที่จะเจริญก้าวหน้ามาสู่ระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ณ  ที่นี้กล่าวไว้ว่า  มีบางคนที่มีจิตสำนึกบริสุทธิ์  พยายามค้นหาอภิวิญญาณด้วยการทำสมาธิ  และเมื่อค้นพบอภิวิญญาณภายในตนเองแล้ว  จะสถิตในระดับทิพย์  ในลักษณะเดียวกัน  มีผู้พยายามเข้าใจดวงวิญญาณสูงสุดด้วยการพัฒนาความรู้  และยังมีผู้ที่พัฒนาระบบ  หฐ-โยค  และพยายามทำให้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงพอพระทัยด้วยกิจกรรมแบบเด็ก  ๆ
अन्ये त्वेवमजानन्तः श्रुत्वान्येभ्य उपासते ।
तेऽपि चातितरन्त्येव मृत्युं श्रुतिपरायणाः ॥ १३.२६ ॥
โศลก 26
anye tv evam ajānantaḥ  śrutvānyebhya upāsate
te ’pi cātitaranty eva  mṛtyuṁ śruti-parāyaṇāḥ
อเนฺย ตฺวฺ เอวมฺ อชานนฺตห์  ศฺรุตฺวาเนฺยภฺย อุปาสเต
เต ’ปิ จาติตรนฺตฺยฺ เอว  มฺฤตฺยุํ ศฺรุติ-ปรายณาห์
อเนฺย — ผู้อื่น, ตุ — แต่, เอวมฺ — ดังนั้น, อชานนฺตห์ — โดยปราศจากความรู้ทิพย์, ศฺรุตฺวา — ด้วย การสดับฟัง, อเนฺยภฺยห์ — จากผู้อื่น, อุปาสเต — เริ่มบูชา, เต — พวกเขา, อปิ — เช่นกัน, — และ, อติตรนฺติ — ข้ามพ้น,เอว — แน่นอน, มฺฤตฺยุมฺ — วิถีทางแห่งความตาย, ศฺรุติ-ปรายณาห์ — ชอบวิธีการสดับฟัง
คำแปล
ยังมีพวกที่ถึงแม้ไม่ชำนาญในความรู้ทิพย์  แต่เมื่อสดับฟังเกี่ยวกับองค์ภควานจากผู้อื่นก็เริ่มบูชาพระองค์  เนื่องจากมีแนวโน้มชอบสดับฟังจากผู้ที่เชื่อถือได้พวกเขาจะข้ามพ้นวิถีแห่งการเกิดและการตายเช่นเดียวกัน
คำอธิบาย
โศลกนี้เหมาะสมกับสังคมปัจจุบันโดยเฉพาะ  เพราะว่าสังคมปัจจุบันเกือบไม่มีการศึกษาในเรื่องทิพย์เลย  บางคนอาจดูเหมือนว่าเป็นผู้ไม่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้าหรือไม่เชื่อในนรกสวรรค์  หรือไม่เชื่อในปรัชญา  แต่อันที่จริงไม่มีความรู้ปรัชญา  สำหรับคนธรรมดาทั่วไป  หากผู้ใดเป็นดวงวิญญาณที่ดีก็จะมีโอกาสเจริญก้าวหน้าด้วยการสดับฟังวิธีการสดับฟังนี้สำคัญมาก  องค์  ไจตนฺย  ผู้ตรัสสอน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกในโลกปัจจุบันทรงเน้นการสดับฟังเป็นอย่างมาก  หากคนธรรมดาเพียงแต่สดับฟังจากแหล่งที่เชื่อถือได้เขาก็สามารถเจริญก้าวหน้า  โดยเฉพาะ  หากสดับฟังคลื่นเสียงทิพย์  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเรกฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร  ตามที่องค์  ไจตนฺย  ตรัส  ดังนั้น  จึงกล่าวไว้ว่ามนุษย์ทั้งหลายควรถือโอกาสในการสดับฟังจากจิตวิญญาณผู้รู้แจ้ง  เมื่อค่อย  ๆ  เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง  การบูชาองค์  ภควานฺ  จะบังเกิดขึ้นโดยไม่ต้องสงสัย  องค์  ไจตนฺย  ตรัสว่าในยุคนี้ไม่มีผู้ใดจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานภาพของตนเอง  แต่เราควรยกเลิกความพยายามที่จะเข้าใจสัจธรรมด้วยเหตุผลจากการคาดคะเน  เราควรเรียนรู้และมาเป็นผู้รับใช้ของผู้ที่มีความรู้แห่งองค์  ภควานฺ  หากโชคดีพอที่ได้มาพึ่งสาวกผู้บริสุทธิ์  สดับฟังจากท่านเกี่ยวกับความรู้แจ้งแห่งตน  และปฏิบัติตามรอยพระบาทของท่าน  เราจะค่อย  ๆ  พัฒนามาสู่สถานภาพของสาวกผู้บริสุทธิ์  ในโศลกนี้ได้แนะนำวิธีการสดับฟังมากเป็นพิเศษซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่ง  ถึงแม้ว่าคนธรรมดาทั่วไปส่วนใหญ่จะไม่มีความสามารถเทียบเท่านักปราชญ์  แต่ด้วยความศรัทธาในการสดับฟังจากบุคคลที่เชื่อถือได้  จะช่วยเราให้ข้ามพ้นไปจากความเป็นอยู่ทางวัตถุนี้  และกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์  ภควานฺ  
यावत्संजायते किंचित्सत्त्वं स्थावरजङ्गमम् ।
क्षेत्रक्षेत्रज्ञसंयोगात्तद्विद्धि भरतर्षभ ॥ १३.२७ ॥
โศลก 27
yāvat sañjāyate kiñcit  sattvaṁ sthāvara-jaṅgamam
kṣetra-kṣetrajña-saṁyogāt  tad viddhi bharatarṣabha
ยาวตฺ สญฺชายเต กิญฺจิตฺ  สตฺตฺวํ สฺถาวร-ชงฺคมมฺ
กฺเษตฺร-กฺเษตฺรชฺญ-สํโยคาตฺ  ตทฺ วิทฺธิ ภรตรฺษภ
ยาวตฺ — อะไรก็แล้วแต่, สญฺชายเต — มามีชีวิต, กิญฺจิตฺ — สิ่งใด, สตฺตฺวมฺ — เป็นอยู่, สฺถาวร — ไม่เคลื่อนที่, ชงฺคมมฺ — เคลื่อนที่, กฺเษตฺร — ของร่างกาย, กฺเษตฺร-ชฺญ — และผู้รู้ ร่างกาย, สํโยคาตฺ — จากการรวมกันระหว่าง, ตตฺ วิทฺธิ — เธอต้องรู้, ภรต-ฤษภ — โอ้ ผู้นำแห่งบาระทะ
คำแปล
โอ้  ผู้นำแห่ง  ภารต  จงรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอเห็นปรากฏอยู่ทั้งเคลื่อนที่และไม่เคลื่อนที่  เป็นเพียงการรวมตัวของสนามแห่งกิจกรรมและผู้รู้สนาม
คำอธิบาย
ทั้งธรรมชาติวัตถุและสิ่งมีชีวิตซึ่งมีอยู่ก่อนการสร้างจักรวาลอธิบายไว้ในโศลกนี้  ทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างขึ้นมาเป็นเพียงการผสมผสานระหว่างสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติวัตถุ  มีปรากฏการณ์มากมาย  เช่น  ต้นไม้  ภูเขา  และเนินเขาซึ่งไม่เคลื่อนที่และมีสิ่งที่ปรากฏอยู่มากมายที่เคลื่อนที่  ทั้งหมดเป็นเพียงการผสมผสานของธรรมชาติวัตถุ  และสิ่งมีชีวิตจะดำเนินต่อไปชั่วกัลปวสาน  องค์  ภควานฺ  ทรงทำให้การผสมผสานกันนี้เกิดเป็นผล  ดังนั้น  พระองค์ทรงเป็นผู้ควบคุมทั้งธรรมชาติที่สูงกว่าต่ำกว่า  พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างธรรมชาติวัตถุและธรรมชาติที่สูงกว่าถูกวางลงไปในธรรมชาติวัตถุนี้  ดังนั้นกิจกรรมและปรากฏการณ์ทั้งหลายเหล่านี้จึงบังเกิดขึ้น
समं सर्वेषु भूतेषु तिष्ठन्तं परमेश्वरम् ।
विनश्यत्स्वविनश्यन्तं यः पश्यति स पश्यति ॥ १३.२८ ॥
โศลก 28
samaṁ sarveṣu bhūteṣu  tiṣṭhantaṁ parameśvaram
vinaśyatsv avinaśyantaṁ  yaḥ paśyati sa paśyati
สมํ สเรฺวษุ ภูเตษุ  ติษฺฐนฺตํ ปรเมศฺวรมฺ
วินศฺยตฺสฺวฺ อวินศฺยนฺตํ  ยห์ ปศฺยติ ส ปศฺยติ
สมมฺ — เสมอภาค, สเรฺวษุ — ในทั้งหมด, ภูเตษุ — สิ่งมีชีวิต, ติษฺฐนฺ ตมฺ — อาศัยอยู่, ปรม-อีศฺวรมฺ — องค์อภิวิญญาณ, วินศฺยตฺสุ — ในการทำลาย, อวินศฺยนฺตมฺ — ไม่ถูกทำลาย, ยห์ — ผู้ใดซึ่ง, ปศฺยติ — เห็น, สห์ — เขา, ปศฺยติ — เห็นโดยแท้จริง
คำแปล
ผู้เห็นองค์อภิวิญญาณพร้อมกับปัจเจกวิญญาณในทุก  ๆ  ร่าง  และเข้าใจว่าทั้งดวงวิญญาณและอภิวิญญาณภายในร่างกายที่สูญสลายนี้ไม่มีวันถูกทำลาย  เป็นผู้เห็นโดยแท้จริง
คำอธิบาย
ผู้ใดคบกัลยาณมิตรจะสามารถเห็นสามสิ่งรวมกันคือ  ร่างกาย  เจ้าของร่างกายหรือปัจเจกวิญญาณ  และสหายของปัจเจกวิญญาณ  ผู้เห็นเช่นนี้เป็นผู้มีความรู้ที่แท้จริงนอกจากมาคบหาสมาคมกับผู้รู้วิชาทิพย์โดยแท้จริง  มิฉะนั้น  เราจะไม่สามารถเห็นสามสิ่งนี้  ผู้ที่ไม่มีการคบหาสมาคมเช่นนี้อยู่ในอวิชชา  เพราะเห็นแต่เพียงร่างกายและคิดว่าเมื่อร่างกายถูกทำลายทุกสิ่งทุกอย่างก็จบลง  อันที่จริงไม่เป็นเช่นนั้น  หลังจากร่างกายถูกทำลายลง  ทั้งดวงวิญญาณและอภิวิญญาณยังคงอยู่  ทั้งคู่ยังคงดำเนินต่อไปในร่างต่าง  ๆ  มากมาย  ทั้งเคลื่อนที่และไม่เคลื่อนที่  คำสันสกฤต  ปรเมศฺวร  บางครั้งแปลเป็น  “ปัจเจกวิญญาณ”  เพราะว่าดวงวิญญาณเป็นเจ้าของร่างกาย  และหลังจากร่างกายถูกทำลายลง  ดวงวิญญาณจะย้ายไปสู่อีกร่างหนึ่ง  เช่นนี้เขาเป็นเจ้านาย  แต่มีผู้อื่นแปลคำว่า  ปรเมศฺวร  นี้เป็นอภิวิญญาณ  ทั้งสองกรณี  ทั้งอภิวิญญาณและปัจเจกวิญญาณยังคงดำเนินต่อไป  ทั้งคู่ไม่ถูกทำลายผู้สามารถเห็นเช่นนี้เป็นผู้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
समं पश्यन्हि सर्वत्र समवस्थितमीश्वरम् ।
न हिनस्त्यात्मनात्मानं ततो याति परां गतिम् ॥ १३.२९ ॥
โศลก 29
samaṁ paśyan hi sarvatra  samavasthitam īśvaram
na hinasty ātmanātmānaṁ  tato yāti parāṁ gatim
สมํ ปศฺยนฺ หิ สรฺวตฺร  สมวสฺถิตมฺ อีศฺวรมฺ
น หินสฺตฺยฺ อาตฺมนาตฺมานํ  ตโต ยาติ ปรำ คติมฺ
สมมฺ — เสมอภาค, ปศฺยนฺ — เห็น, หิ — แน่นอน, สรฺวตฺร — ทุกหนทุกแห่ง, สมวสฺถิตมฺ — สถิตเสมอภาค, อีศฺวรมฺ — อภิวิญญาณ, — ไม่,หินสฺติ — ตกต่ำ, อาตฺมนา — ด้วยจิต, อาตฺมานมฺ — ดวงวิญญาณ, ตตห์ — จากนั้น, ยาติ — มาถึง, ปรามฺ — ทิพย์, คติมฺ — จุดมุ่ง หมาย
คำแปล
ผู้เห็นอภิวิญญาณปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่งอย่างเสมอภาคภายในทุก  ๆ  ชีวิต  ไม่ปล่อยให้จิตของตนทำให้ตัวเองตกลงต่ำ  ดังนั้น  เขาจึงบรรลุถึงจุดมุ่งหมายทิพย์
คำอธิบาย
จากการยอมรับความเป็นอยู่ทางวัตถุ  สิ่งมีชีวิตจึงมาสถิตแตกต่างจากความเป็นอยู่ทิพย์ของตน  แต่เมื่อเข้าใจว่าองค์  ภควานฺ  ทรงสถิตในรูป  ปรมาตฺมา  อยู่ทุกหนทุกแห่ง  นั่นคือ  หากสามารถเห็นว่าบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงปรากฏอยู่ภายในทุก  ๆ  ชีวิต  เราจะไม่ทำตัวเองให้ตกต่ำด้วยความคิดในการทำลาย  จากนั้นจะค่อย  ๆพัฒนาไปสู่โลกทิพย์  โดยทั่วไปจิตใจจะเสพติดอยู่กับวิธีกรรมเพื่อสนองประสาทสัมผัสแต่เมื่อจิตใจหันไปหาองค์อภิวิญญาณ  เขาจะก้าวหน้าในความเข้าใจวิถีทิพย์
प्रकृत्यैव च कर्माणि क्रियमाणानि सर्वशः ।
यः पश्यति तथात्मानमकर्तारं स पश्यति ॥ १३.३० ॥
โศลก 30
prakṛtyaiva ca karmāṇi  kriyamāṇāni sarvaśaḥ
yaḥ paśyati tathātmānam  akartāraṁ sa paśyati
ปฺรกฺฤไตฺยว จ กรฺมาณิ  กฺริยมาณานิ สรฺวศห์
ยห์ ปศฺยติ ตถาตฺมานมฺ  อกรฺตารํ ส ปศฺยติ
ปฺรกฺฤตฺยา — โดยธรรมชาติวัตถุ, เอว — แน่นอน, — เช่นกัน, กรฺมาณิ — กิจกรรม, กฺริยมาณานิ — ปฏิบัติ, สรฺวศห์ — ในทุก ๆ ด้าน, ยห์ — ผู้ใดซึ่ง, ปศฺยติ — เห็น,ตถา — เช่นกัน, อาตฺมานมฺ — ตัวเขา, อกรฺตารมฺ — ไม่ใช่ผู้ทำ, สห์ — เขา, ปศฺยติ — เห็นโดยสมบูร
คำแปล
ผู้สามารถเห็นว่ากิจกรรมทั้งหลายที่ร่างกายกระทำ  ธรรมชาติวัตถุเป็นผู้สร้างและเห็นว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรเลย  เป็นผู้เห็นที่แท้จริง
คำอธิบาย
ร่างกายนี้ผลิตมาจากธรรมชาติวัตถุภายใต้การกำกับของอภิวิญญาณ  และกิจกรรมใด  ๆ  ที่ดำเนินไปเกี่ยวกับร่างกาย  ไม่ใช่เป็นการกระทำของตัวเรา  สิ่งที่ทำไม่ว่าจะเพื่อความสุขหรือความทุกข์  เราถูกบังคับให้ทำเนื่องมากจากพื้นฐานของร่างกายอย่างไรก็ดี  ตัวเราเองอยู่ภายนอกกิจกรรมทั้งหลายเหล่านี้  ร่างกายนี้ได้มาตามความปรารถนาของเราในอดีต  เพื่อสนองกับความต้องการเราจึงได้ร่างกายซึ่งแสดงออกไปตามนั้น  อันที่จริงร่างกายคือเครื่องจักรที่องค์  ภควานฺ  ทรงออกแบบให้เพื่อสนองความต้องการ  เนื่องมาจากความต้องการ  เราจึงถูกจับให้มาอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเพื่อให้ได้รับความทุกข์หรือความสุข  วิสัยทัศน์ทิพย์ของสิ่งมีชีวิตเมื่อพัฒนาขึ้น  จะทำให้เราแยกออกมาจากกิจกรรมทางร่างกาย  ผู้มีวิสัยทัศน์เช่นนี้เป็นผู้เห็นโดยแท้จริง
यदा भूतपृथग्भावमेकस्थमनुपश्यति ।
तत एव च विस्तारं ब्रह्म संपद्यते तदा ॥ १३.३१ ॥
โศลก 31
yadā bhūta-pṛthag-bhāvam  eka-stham anupaśyati
tata eva ca vistāraṁ  brahma sampadyate tadā
ยทา ภูต-ปฺฤถคฺ-ภาวมฺ  เอก-สฺถมฺ อนุปศฺยติ
ตต เอว จ วิสฺตารํ  พฺรหฺม สมฺปทฺยเต ตทา
ยทา — เมื่อ, ภูต — ของสิ่งมีชีวิต, ปฺฤถกฺ-ภาวมฺ — ลักษณะที่แยกออก, เอก-สฺถมฺ — สถิตเป็นหนึ่ง, อนุปศฺยติ — ผู้พยายามเห็นผ่านทางผู้เชื่อถือได้, ตตห์ เอว — หลังจาก นั้น, — เช่นกัน, วิสฺตารมฺ — ภาคแบ่งแยก, พฺรหฺม — สมบูรณ์, สมฺปทฺยเต — เขาบรรลุ, ตทา — ในขณะนั้น
คำแปล
เมื่อมนุษย์ผู้มีเหตุผล  หยุดการเห็นลักษณะที่แตกต่างกันอันเนื่องมาจากร่างกายที่ไม่เหมือนกัน  และเห็นว่าสิ่งมีชีวิตแผ่กระจายไปทุกหนทุกแห่งได้อย่างไร  เขาบรรลุถึงแนวคิด  พฺรหฺมนฺ  
คำอธิบาย
เมื่อเห็นว่าร่างกายต่าง  ๆ  ของสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาได้  เนื่องมาจากความต้องการที่แตกต่างกันของปัจเจกวิญญาณ  และแท้ที่จริงไม่ใช่เป็นของดวงวิญญาณ  เราจะเป็นผู้เห็นที่แท้จริง  ในแนวคิดชีวิตทางวัตถุ  เราพบบางคนเป็นเทวดา  บางคนเป็นมนุษย์  เป็นสุนัข  เป็นแมว  ฯลฯ  นี่คือวิสัยทัศน์ทางวัตถุซึ่งไม่ใช่วิสัยทัศน์ที่แท้จริง  ความแตกต่างทางวัตถุนี้เนื่องมาจากแนวคิดชีวิตทางวัตถุ  หลังจากร่างวัตถุถูทำลายลงดวงวิญญาณเป็นหนึ่ง  เนื่องจากมาสัมผัสกับธรรมชาติวัตถุดวงวิญญาณจึงได้รับร่างกายที่แตกต่างกัน  เมื่อเห็นเช่นนี้เขาบรรลุถึงวิสัยทัศน์ทิพย์  เมื่อเป็นอิสระจากความแตกต่างเช่น  มนุษย์สัตว์  สูง  ต่ำ  ฯลฯ  จิตสำนึกของเราบริสุทธิ์ขึ้นและจะพัฒนา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกในบุคลิกทิพย์แห่งตนเอง  เขาเห็นสิ่งต่าง  ๆ  เหล่านี้ได้อย่างไรนั้นจะอธิบายในโศลกต่อไป
अनादित्वान्निर्गुणत्वात्परमात्मायमव्ययः ।
शरीरस्थोऽपि कौन्तेय न करोति न लिप्यते ॥ १३.३२ ॥
โศลก 32
anāditvān nirguṇatvāt  paramātmāyam avyayaḥ
śarīra-stho ’pi kaunteya  na karoti na lipyate
อนาทิตฺวานฺ นิรฺคุณตฺวาตฺ  ปรมาตฺมายมฺ อวฺยยห์
ศรีร-โสฺถ ’ปิ เกานฺเตย  น กโรติ น ลิปฺยเต
อนาทิตฺวาตฺ — เนื่องจากความเป็นอมตะ, นิรฺคุณตฺวาตฺ — เนื่องจากเป็นทิพย์, ปรม — เหนือธรรมชาติวัตถุ, อาตฺมา — ดวงวิญญาณ, อยมฺ — นี้, อวฺยยห์ — ไม่รู้จักหมด, ศรีร-สฺถห์ — อาศัยอยู่ในร่างกาย, อปิ — ถึงแม้ว่า, เกานฺเตย — โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี, น กโรติ — ไม่เคยทำสิ่งใด, น ลิปฺยเต — ไม่ถูกพันธนาการ
คำแปล
พวกที่มีวิสัยทัศน์แห่งความเป็นอมตะสามารถเห็นว่าดวงวิญญาณที่ไม่มีวันสูญสลาย  เป็นทิพย์  เป็นอมตะ  และอยู่เหนือระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติ  ถึงแม้มาสัมผัสกับร่างวัตถุ  โอ้  อรฺชุน  ดวงวิญญาณมิได้ทำอะไร  และไม่ได้ถูกพันธนาการ
คำอธิบาย
สิ่งมีชีวิตดูเหมือนเกิด  เนื่องมาจากการเกิดของร่างวัตถุ  แต่อันที่จริงสิ่งมีชีวิตเป็นอมตะ  ไม่มีการเกิดถึงแม้สถิตในร่างวัตถุ  แต่เป็นทิพย์และเป็นอมตะ  ดังนั้น  สิ่งมีชีวิตจึงไม่มีวันถูกทำลาย  โดยธรรมชาติจะเปี่ยมไปด้วยความปลื้มปีติสุข  และไม่ปฏิบัติตนเองในกิจกรรมทางวัตถุใด  ๆ  ทั้งสิ้น  ดังนั้น  กิจกรรมที่กระทำไปอันเนื่องจากมาสัมผัสกับร่างกายวัตถุ  จะไม่สามารถพันธนาการตัวเขาได้
यथा सर्वगतं सौक्ष्म्यादाकाशं नोपलिप्यते ।
सर्वत्रावस्थितो देहे तथात्मा नोपलिप्यते ॥ १३.३३ ॥
โศลก 33
yathā sarva-gataṁ saukṣmyād  ākāśaṁ nopalipyate
sarvatrāvasthito dehe  tathātmā nopalipyate
ยถา สรฺว-คตํ เสากฺษฺมฺยาทฺ  อากาศํ โนปลิปฺยเต
สรฺวตฺราวสฺถิโต เทเห  ตถาตฺมา โนปลิปฺยเต
ยถา — เหมือนกับ, สรฺว-คตมฺ — แผ่กระจายไปทั่ว, เสากฺษฺมฺยาตฺ — เนื่องจากความ ละเอียดอ่อน, อากาศมฺ — ท้องฟ้า, — ไม่เคย, อุปลิปฺยเต — ผสม, สรฺวตฺร — ทุกหน ทุกแห่ง, อวสฺถิตห์ — สถิต, เทเห — ในร่างกาย, ตถา — ดังนั้น, อาตฺมา — ตัวเขา, — ไม่เคย, อุปลิปฺยเต — ผสม
คำแปล
เนื่องด้วยธรรมชาติที่ละเอียดอ่อน  ท้องฟ้ามิได้ผสมกับสิ่งใด  ถึงแม้จะแผ่กระจายไปทั่ว  ในทำนองเดียวกัน  ดวงวิญญาณผู้สถิตในวิสัยทัศน์  พฺรหฺมนฺ  ก็มิได้ผสมกับร่างกาย  ถึงแม้สถิตในร่างกายนั้น
คำอธิบาย
ลมเข้าไปในน้ำ  เข้าไปในดิน  ในอุจจาระ  และในทุกสิ่งทุกอย่าง  ถึงกระนั้นลมก็มิได้ผสมกับสิ่งใด  ในทำนองเดียวกัน  สิ่งมีชีวิตถึงแม้สถิตในร่างกายต่าง  ๆ  แต่ก็อยู่ห่างจากร่างกายเหล่านี้  เนื่องจากธรรมชาติอันละเอียดอ่อน  ดังนั้น  จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นด้วยดวงตาวัตถุว่าสิ่งมีชีวิตมาสัมผัสกับร่างนี้ได้อย่างไร  และเราจะออกจากร่างนี้ได้อย่างไรหลังจากร่างนี้ถูกทำลายลง  ไม่มีนักวิทยาศาสตร์ผู้ใดสามารถยืนยันเรื่องนี้ได้
यथा प्रकाशयत्येकः कृत्स्नं लोकमिमं रविः ।
क्षेत्रं क्षेत्री तथा कृत्स्नं प्रकाशयति भारत ॥ १३.३४ ॥
โศลก 34
yathā prakāśayaty ekaḥ  kṛtsnaṁ lokam imaṁ raviḥ
kṣetraṁ kṣetrī tathā kṛtsnaṁ  prakāśayati bhārata
ยถา ปฺรกาศยตฺยฺ เอกห์  กฺฤตฺสฺนํ โลกมฺ อิมํ รวิห์
กฺเษตฺรํ เกฺษตฺรี ตถา กฺฤตฺสฺนํ  ปฺรกาศยติ ภารต
ยถา — เหมือน, ปฺรกาศยติ — ส่องแสง, เอกห์ — หนึ่ง, กฺฤตฺสฺนมฺ — ทั้งหมด, โลกมฺ — จักรวาล, อิมมฺ — นี้, รวิห์ — ดวงอาทิตย์, กฺเษตฺรมฺ — ร่างกายนี้, กฺเษตฺรี — ดวงวิญญาณ, ตถา — ในทำนองเดียวกัน, กฺฤตฺสฺนมฺ — ทั้งหมด, ปฺรกาศยติ — ส่องแสง, ภารต — โอ้ โอรสแห่งบาระทะ
คำแปล
โอ้  โอรสแห่ง  ภรต  ดังเช่นดวงอาทิตย์ดวงเดียวส่องแสงสว่างไปทั่วทั้งจักรวาลนี้  สิ่งมีชีวิตภายในร่างกายก็เช่นเดียวกัน  แผ่กระจายไปทั่วร่างกายด้วยจิตสำนึก
คำอธิบาย
มีทฤษฎีต่าง  ๆ  เกี่ยวกับจิตสำนึก  ใน  ภควัท-คีตา  ได้ให้ตัวอย่างดวงอาทิตย์และแสงอาทิตย์  เสมือนดังดวงอาทิตย์สถิต  ณ  ที่นี้แต่ส่องแสงไปทั่วทั้งจักรวาล  ละอองเล็ก  ๆ  ของดวงวิญญาณก็เช่นเดียวกัน  ถึงแม้สถิตในหัวใจของร่างกายนี้  แต่ส่องแสงไปทั่วร่างกายด้วยจิตสำนึก  ฉะนั้น  จิตสำนึกคือข้อพิสูจน์การปรากฏของดวงวิญญาณเช่นเดียวกับรัศมีหรือแสงอาทิตย์  พิสูจน์ให้เห็นถึงการปรากฏของดวงอาทิตย์  เนื่องจากดวงวิญญาณอยู่ในร่าง  จึงทำให้มีจิตสำนึกไปทั่วร่างกาย  ทันทีที่ดวงวิญญาณออกจากร่าง  จะไม่มีจิตสำนึกอีกต่อไป  ผู้ใดมีปัญญาจะสามารถเข้าใจประเด็นนี้ได้โดยง่าย  ฉะนั้นจิตสำนึกไม่ใช่ผลผลิตจากการมารวมตัวกันของวัตถุ  แต่เป็นลักษณะอาการของสิ่งมีชีวิต  จิตสำนึกของสิ่งมีชีวิตถึงแม้ว่ามีคุณสมบัติเป็นหนึ่งเดียวกันกับจิตสำนึกสูงสุด  ตัวเขาไม่ใช่จิตสำนึกสูงสุด  เพราะว่าจิตสำนึกของร่างหนึ่งโดยเฉพาะไม่ได้แบ่งความรู้สึกไปให้อีกร่างหนึ่ง  แต่องค์อภิวิญญาณผู้สถิตในทุก  ๆ  ร่างในฐานะที่เป็นสหายของปัจเจกวิญญาณ  มีจิตสำนึกของทุก  ๆ  ร่าง  นั่นคือข้อแตกต่างระหว่างจิตสำนึกสูงสุดและปัจเจกจิตสำนึก
क्षेत्रक्षेत्रज्ञयोरेवमन्तरं ज्ञानचक्षुषा ।
भूतप्रकृतिमोक्षं च ये विदुर्यान्ति ते परम् ॥ १३.३५ ॥
โศลก 35
kṣetra-kṣetrajñayor evam  antaraṁ jñāna-cakṣuṣā
bhūta-prakṛti-mokṣaṁ ca  ye vidur yānti te param
กฺเษตฺร-กฺเษตฺรชฺญโยรฺ เอวมฺ  อนฺตรํ ชฺญาน-จกฺษุษา
ภูต-ปฺรกฺฤติ-โมกฺษํ จ  เย วิทุรฺ ยานฺติ เต ปรมฺ
กฺเษตฺร — ของร่างกาย, กฺเษตฺร-ชฺญโยห์ — ของเจ้าของร่างกาย, เอวมฺ — ดังนั้น, อนฺตรมฺ — แตกต่าง, ชฺญาน-จกฺษุษา — ด้วยวิสัยทัศน์แห่งความรู้, ภูต — ของสิ่งมีชีวิต, ปฺรกฺฤติ — จากธรรมชาติวัตถุ, โมกฺษมฺ — ความหลุดพ้น, — เช่นกัน, เย — พวกซึ่ง, วิทุห์ — รู้, ยานฺติ — เข้าพบ, เต — พวกเขา, ปรมฺ — องค์ภควาน
คำแปล
พวกที่เห็นด้วยดวงตาแห่งความรู้  ถึงข้อแตกต่างระหว่างร่างกายและผู้รู้ร่างกายและยังสามารถเข้าใจวิธีกรรมแห่งความหลุดพ้นจากพันธนาการในธรรมชาติวัตถุ  บรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด
คำอธิบาย
คำอธิบายของบทที่สิบสามนี้คือ  เราควรรู้ข้อแตกต่างระหว่างร่างกาย  เจ้าของร่างกาย  และองค์อภิวิญญาณ  เราควรรู้วิธีการเพื่อความหลุดพ้น  ดังที่ได้อธิบายไว้ในโศลกแปดถึงโศลกสิบสอง  จากนั้น  เราจะสามารถไปถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด
บุคคลผู้มีความศรัทธา  ก่อนอื่นควรคบหากัลยาณมิตรเพื่อสดับฟังเกี่ยวกับองค์  ภควานฺ  และค่อย  ๆ  ได้รับแสงสว่าง  หากยอมรับพระอาจารย์ทิพย์  เราจะเรียนรู้ข้อแตกต่างระหว่างวัตถุและดวงวิญญาณ  และความรู้นี้จะกลายมาเป็นขั้นบันไดเพื่อความรู้แจ้งทิพย์ต่อไป  คำสั่งสอนมากมายจากพระอาจารย์ทิพย์เพื่อให้เราเป็นอิสระจากแนวคิดชีวิตทางวัตถุ  ตัวอย่างเช่นใน  ภควัท-คีตา  เราพบว่า  กฺฤษฺณ  ทรงสั่งสอน  อรฺชุนให้เป็นอิสระจากการพิจารณาทางวัตถุ
เราสามารถเข้าใจว่าร่างกายนี้เป็นวัตถุ  วิเคราะห์ได้ว่ามียี่สิบสี่ธาตุ  ร่างกายเป็นปรากฏการณ์ที่หยาบ  ปรากฏการณ์ที่ละเอียดคือจิตใจและผลกระทบทางจิตวิทยาลักษณะอาการของชีวิตคือผลกระทบซึ่งกันและกันของปัจจัยเหล่านี้  แต่เหนือไปจากนี้มีดวงวิญญาณและยังมีอภิวิญญาณ  ดวงวิญญาณและอภิวิญญาณเป็นสอง  โลกวัตถุนี้ทำงานด้วยการร่วมกันของดวงวิญญาณและธาตุวัตถุทั้งยี่สิบสี่  ผู้ที่สามารถเห็นหลักพื้นฐานของปรากฏการณ์ทางวัตถุทั้งหมดว่าเป็นการรวมกันของดวงวิญญาณและธาตุวัตถุ  และยังสามารถเห็นสถานภาพของดวงวิญญาณสูงสุด  ได้กลายมาเป็นผู้มีสิทธิ์เพื่อโอนย้ายไปสู่โลกทิพย์  สิ่งเหล่านี้มีไว้เพื่อการเพ่งพิจารณาดู  เพื่อความรู้แจ้งและเราควรเข้าใจบทนี้โดยสมบูรณ์ด้วยการช่วยเหลือจากพระอาจารย์ทิพย์
ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย ภกฺติเวทนฺต บทที่สิบสามของหนังสือ ศฺรีมทฺ ภควัท-คีตา ในหัวข้อเรื่องธรรมชาติ ผู้รื่นเริง และจิตสำนึก

ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

บทที่ สิบสี่

บทที่ 14

สามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ

chapterImage

สามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ

श्रीभगवानुवाच ।
परं भूयः प्रवक्ष्यामि ज्ञानानां ज्ञानमुत्तमम्
यज्ज्ञात्वा मुनयः सर्वे परां सिद्धिमितो गताः ॥ १४.१ ॥
โศลก 1
śrī-bhagavān uvāca
paraṁ bhūyaḥ pravakṣyāmi  jñānānāṁ jñānam uttamam
yaj jñātvā munayaḥ sarve  parāṁ siddhim ito gatāḥ
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
ปรํ ภูยห์ ปฺรวกฺษฺยามิ  ชฺญานานำ ชฺญานมฺ อุตฺตมมฺ
ยชฺ ชฺญาตฺวา มุนยห์ สเรฺว  ปรำ สิทฺธิมฺ อิโต คตาห์
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, ปรมฺ — ทิพย์, ภูยห์ — อีกครั้ง หนึ่ง, ปฺรวกฺษฺยามิ — ข้าจะตรัส, ชฺญานานามฺ — ในบรรดาความรู้ทั้งหมด, ชฺญานมฺ — ความ รู้, อุตฺตมมฺ — สูงสุด, ยตฺ — ซึ่ง, ชฺญาตฺวา — เมื่อรู้, มุนยห์ — นักปราชญ์, สเรฺว — ทั้งหมด, ปรามฺ — ทิพย์, สิทฺธิมฺ — สมบูรณ์, อิตห์ — จากโลกนี้, คตาห์ — บรรลุ
คำแปล
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  อีกครั้งหนึ่งที่ข้าจะประกาศถึงภูมิปัญญาอันสูงสุดนี้แก่เจ้าซึ่งดีที่สุดในบรรดาความรู้ทั้งหมด  เมื่อรู้แล้วนักปราชญ์ทั้งหลายจะบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุด
คำอธิบาย
จากบทที่เจ็ดมาถึงท้ายบทที่สิบสอง  ศฺรี  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเปิดเผยสัจธรรมอย่างละเอียด  บัดนี้พระองค์ทรงให้แสงสว่างแก่  อรฺชุน  มากขึ้นไปอีก  หากผู้ใดเข้าใจบทนี้ผ่านวิธีการคาดคะเนทางปรัชญา  เขาจะเข้าใจถึงการอุทิศตนเสียสละรับใช้  บทที่สิบสามได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าจากการพัฒนาความรู้ด้วยความถ่อมตน  เขาอาจเป็นอิสระจากพันธนาการทางวัตถุ  และอธิบายไว้ด้วยว่าเนื่องจากมาคบหาสมาคมกับระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติ  ทำให้สิ่งมีชีวิตถูกพันธนาการอยู่ในโลกวัตถุในบทนี้องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายว่าระดับแห่งธรรมชาติวัตถุเป็นอย่างไร  ทำงานอย่างไรพันธนาการอย่างไร  และให้ความหลุดพ้นได้อย่างไร  องค์  ภควานฺ  ทรงประกาศว่าความรู้ที่อธิบายในบทนี้สูงกว่าความรู้ที่ให้ไว้ในบทอื่น  ๆ  ทั้งหมด  จากการเข้าใจความรู้นี้  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่มากมายได้บรรลุถึงความสมบูรณ์และย้ายไปสู่โลกทิพย์  บัดนี้พระองค์ทรงอธิบายถึงความรู้เดียวกันนี้ในวิธีที่ดีกว่า  ความรู้นี้สูงกว่าวิธีการแห่งความรู้ทั้งหลายที่อธิบายมาแล้วมากมาย  เมื่อรู้แล้ว  หลาย  ๆ  คนได้บรรลุถึงความสมบูรณ์  ดังนั้น  จึงคาดว่าผู้ที่เข้าใจบทที่สิบสี่นี้จะบรรลุถึงความสมบูรณ์
इदं ज्ञानमुपाश्रित्य मम साधर्म्यमागताः ।
सर्गेऽपि नोपजायन्ते प्रलये न व्यथन्ति च ॥ १४.२ ॥
โศลก 2
idaṁ jñānam upāśritya  mama sādharmyam āgatāḥ
sarge ’pi nopajāyante  pralaye na vyathanti ca
อิทํ ชฺญานมฺ อุปาศฺริตฺย  มม สาธรฺมฺยมฺ อาคตาห์
สรฺเค ’ปิ โนปชายนฺเต  ปฺรลเย น วฺยถนฺติ จ
อิทมฺ — นี้, ชฺญานมฺ — ความรู้, อุปาศฺริตฺย — มาพึ่ง, มม — ของข้า, สาธรฺมฺยมฺ — ธรรมชาติ เดียวกัน, อาคตาห์ — บรรลุ, สรฺเค อปิ — แม้ในการสร้าง, — ไม่เคย, อุปชายนฺเต — เกิด, ปฺรลเย — ในการทำลาย, — ไม่, วฺยถนฺติ — วุ่นวายใจ, — เช่นกัน
คำแปล
เมื่อมาตั้งมั่นในความรู้นี้  เขาสามารถบรรลุถึงธรรมชาติทิพย์เหมือนกับตัวข้า  เมื่อสถิตเช่นนี้  เขาจะไม่เกิดเมื่อถึงเวลาสร้างและจะไม่วุ่นวายใจเมื่อถึงเวลาทำลาย
คำอธิบาย
หลังจากได้ความรู้ทิพย์อันสมบูรณ์  เราจะได้รับคุณลักษณะเดียวกันกับองค์  ภควานฺ  และมาเป็นผู้ที่มีอิสระจากการเกิดและการตายซ้ำซาก  อย่างไรก็ดี  เราไม่สูญเสียบุคลิกลักษณะของตนเองในฐานะที่เป็นปัจเจกวิญญาณ  เข้าใจจากวรรณกรรมพระ  เวท  ว่า  ดวงวิญญาณผู้หลุดพ้นที่มาถึงดาวเคราะห์ทิพย์ในท้องฟ้าทิพย์หมายจะมาพึ่งพระบาทรูปดอกบัวขององค์  ภควานฺ  และปฏิบัติรับใช้พระองค์ด้วยความรักทิพย์เสมอฉะนั้น  แม้หลังจากหลุดพ้นแล้ว  สาวกจะไม่สูญเสียปัจเจกบุคลิกลักษณะของตนเอง
โดยทั่วไปในโลกวัตถุ  ความรู้ใด  ๆ  ที่เราได้รับจะแปดเปื้อนไปด้วยมลทินจากสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  ความรู้ที่ไม่เปื้อนมลทินจากสารระดับแห่งธรรมชาติเรียกว่าความรู้ทิพย์  ทันทีที่สถิตในความรู้ทิพย์เราได้อยู่ในระดับเดียวกันกับองค์  ภควานฺ  พวกที่ไม่มีความรู้แห่งท้องฟ้าทิพย์เชื่อว่าหลังจากได้รับอิสรภาพจากกิจกรรมทางวัตถุในรูปลักษณ์ทางวัตถุ  บุคลิกลักษณะทิพย์นี้จะกลายมาเป็นผู้ที่ไร้รูปลักษณ์  ไม่มีความหลากหลาย  อย่างไรก็ดี  ในโลกทิพย์มีความหลากหลายเหมือนกับโลกวัตถุเช่นเดียวกัน  พวกที่อยู่ในอวิชชาเช่นนี้คิดว่าความเป็นอยู่ทิพย์ตรงกันข้ามกับความหลากหลายทางวัตถุแต่อันที่จริงในท้องฟ้าทิพย์  เ  ราม  ีรูปทิพย์  มีกิจกรรมทิพย์  และมีสถานภาพทิพย์ซึ่งเรียกว่าชีวิตแห่งการอุทิศตนเสียสละ  ในบรรยากาศนั้นกล่าวไว้ว่าไม่มีมลทินแปดเปื้อน  ณ  ที่นั้นเราเสมอภาคกับองค์  ภควานฺ  ในคุณภาพ  เมื่อได้รับความรู้เช่นนี้เราต้องพัฒนาคุณสมบัติทิพย์ทั้งหมด  ดังนั้น  ผู้ที่พัฒนาคุณสมบัติทิพย์จะไม่ได้รับผลกระทบจากการสร้างหรือการทำลายของโลกวัตถุ
मम योनिर्महद्ब्रह्म तस्मिन्गर्भं दधाम्यहम् ।
संभवः सर्वभूतानां ततो भवति भारत ॥ १४.३ ॥
โศลก 3
mama yonir mahad brahma  tasmin garbhaṁ dadhāmy aham
sambhavaḥ sarva-bhūtānāṁ  tato bhavati bhārata
มม โยนิรฺ มหทฺ พฺรหฺม  ตสฺมินฺ ครฺภํ ทธามฺยฺ อหมฺ
สมฺภวห์ สรฺว-ภูตานำ  ตโต ภวติ ภารต
มม — ของข้า, โยนิห์ — ต้นเหตุแห่งการเกิด, มหตฺ — ความเป็นอยู่ทางวัตถุทั้งหมด, พฺรหฺม — สูงสุด, ตสฺมินฺ — ในนั้น, ครฺภมฺ — การตั้งครรภ์, ทธามิ — สร้าง, อหมฺ — ข้า, สมฺภวห์ — ความเป็นไปได้, สรฺว-ภูตานามฺ — ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย, ตตห์ — หลังจากนั้น, ภวติ — มาเป็น, ภารต — โอ้ โอรสแห่ง ภรต
คำแปล
แก่นสารทางวัตถุทั้งหมดเรียกว่า  พฺรหฺมนฺ  ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งการเกิด  และข้าทำให้  พฺรหฺมนฺ  ตั้งครรภ์  การเกิดของมวลชีวิตจึงเป็นไปได้  โอ้  โอรสแห่ง  ภรต  
คำอธิบาย
นี่คือคำอธิบายของโลก  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากการผสมผสานของ  กฺเษตฺร  และ  กฺเษตฺร-ชฺญ  หรือร่างกายและดวงวิญญาณ  การผสมผสานกันของธรรมชาติวัตถุและสิ่งมีชีวิตเป็นไปได้โดยองค์  ภควานฺ  มหตฺ-ตตฺตฺว  เป็นแหล่งกำเนิดทั้งหมดของปรากฏการณ์ในจักรวาลทั้งหมด  และแก่นสารทั้งหมดของแหล่งกำเนิดทางวัตถุนั้นมีสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  บางครั้งเรียกว่า  พฺรหฺมนฺ  องค์  ภควานฺ  ทรงทำให้แก่นสารทั้งหมดตั้งครรภ์  ดังนั้น  จักรวาลอันนับไม่ถ้วนจึงเกิดขึ้นมาได้  แก่นสารทางวัตถุทั้งหมดนี้หรือ  มหตฺ-ตตฺตฺว  อธิบายว่าเป็น  พฺรหฺมนฺ  ในวรรณกรรมพระ  เวท  (มุณฺฑก  อุปนิษทฺ  1.1.19)  กล่าวว่า  ตสฺมาทฺ  เอตทฺ  พฺรหฺม  นาม-รูปมฺ  อนฺนํ  จ  ชายเต  องค์  ภควานฺ  ทรงทำให้  พฺรหฺมนฺ  ตั้งครรภ์ด้วยเมล็ดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  ธาตุทั้งยี่สิบสี่เริ่มต้นจาก  ดิน  น้ำ  ไฟ  และลมทั้งหมดเป็นพลังงานวัตถุ  และสิ่งเหล่านี้รวมกันเรียกว่า  มหทฺ  พฺรหฺม  หรือ  พฺรหฺมนฺ  ที่ยิ่งใหญ่  นั่นคือธรรมชาติวัตถุดังที่ได้อธิบายในบทที่เจ็ด  ยังมีธรรมชาติที่สูงไปกว่านี้นั่นคือสิ่งมีชีวิต  ภายในธรรมชาติวัตถุจะมีธรรมชาติที่สูงกว่าเข้าไปผสม  ด้วยความปรารถนาขององค์  ภควานฺ  และหลังจากนั้นมวลชีวิตได้กำเนิดมาจากธรรมชาติวัตถุนี้
แมลงป่องวางไข่ในกองข้าว  บางครั้งกล่าวกันว่าแมลงป่องเกิดจากข้าว  แต่ข้าวไม่ใช่แหล่งกำเนิดของแมลงป่อง  อันที่จริง  แม่ของแมลงป่องเป็นผู้ว่างไข่  ในทำนองเดียวกัน  ธรรมชาติวัตถุไม่ใช่แหล่งกำเนิดแห่งการเกิดของสิ่งมีชีวิต  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นผู้ให้เมล็ดพันธุ์และดูเหมือนว่าพวกเขาเกิดมาจากผลผลิตของธรรมชาติวัตถุ  ดังนั้น  ตามกรรมเก่าของตนเอง  ทุก  ๆ  ชีวิตจึงมีร่างกายแตกต่างกันซึ่งธรรมชาติวัตถุนี้เป็นผู้สร้าง  สิ่งมีชีวิตสามารถได้รับความสุขหรือความทุกข์ตามกรรมในอดีตของตน  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งปรากฏการณ์ของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกวัตถุนี้
सर्वयोनिषु कौन्तेय मूर्तयः संभवन्ति याः ।
तासां ब्रह्म महद्योनिरहं बीजप्रदः पिता ॥ १४.४ ॥
โศลก 4
sarva-yoniṣu kaunteya  mūrtayaḥ sambhavanti yāḥ
tāsāṁ brahma mahad yonir  ahaṁ bīja-pradaḥ pitā
สรฺว-โยนิษุ เกานฺเตย  มูรฺตยห์ สมฺภวนฺติ ยาห์
ตาสำ พฺรหฺม มหทฺ โยนิรฺ  อหํ พีช-ปฺรทห์ ปิตา
สรฺว-โยนิษุ — ในเผ่าพันธุ์ของชีวิตทั้งหมด, เกานฺเตย — โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี, มูรฺตยห์ — รูปร่างต่าง ๆ, สมฺภวนฺติ — พวกเขาปรากฏ, ยาห์ — ซึ่ง, ตาสามฺ — พวกเขาทั้งหมด, พฺรหฺม — สูงสุด, มหตฺ โยนิห์ — ต้นเหตุของการเกิดในแก่นสารทางวัตถุ, อหมฺ — ข้า, พีช-ปฺรทห์ — ผู้ให้เมล็ดพันธุ์, ปิตา — พระบิดา
คำแปล
โอ้  โอรสพระนาง  กุนฺตี  ควรเข้าใจว่าที่เผ่าพันธุ์ชีวิตทั้งหมดเป็นไปได้ก็จากการเกิดในธรรมชาติวัตถุนี้  และข้าคือพระบิดาผู้ให้เมล็ดพันธุ์
คำอธิบาย
โศลกนี้อธิบายอย่างชัดเจนว่า  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นพระบิดาองค์แรกของมวลชีวิต  สิ่งมีชีวิตเป็นการผสมผสานกันระหว่างธรรมชาติวัตถุและธรรมชาติทิพย์  สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มิใช่เห็นกันเพียงแต่ในโลกนี้เท่านั้น  แต่จะเห็นในทุกๆ  โลก  แม้ในโลกสูงสุดที่พระ  พฺรหฺมา  ทรงประทับอยู่  ทุกแห่งหนจะมีสิ่งมีชีวิตภายในดิน  มีสิ่งมีชีวิตแม้แต่ภายในน้ำ  และภายในไฟก็มีสิ่งมีชีวิต  การปรากฏทั้งหลายเหล่านี้  เนื่องมาจากกรรมวิธีของมารดาคือธรรมชาติวัตถุและการให้เมล็ดพันธุ์ของบิดาคือ  กฺฤษฺณ  คำอธิบายคือ  โลกวัตถุถูกทำให้ตั้งครรภ์และออกมาเป็นสิ่งมีชีวิต  ตามแต่กรรมเก่าในอดีตจึงมีรูปร่างลักษณะต่างกันในเวลาสร้าง
सत्त्वं रजस्तम इति गुणाः प्रकृतिसंभवाः ।
निबध्नन्ति महाबाहो देहे देहिनमव्ययम् ॥ १४.५ ॥
โศลก 5
sattvaṁ rajas tama iti  guṇāḥ prakṛti-sambhavāḥ
nibadhnanti mahā-bāho  dehe dehinam avyayam
สตฺตฺวํ รชสฺ ตม อิติ  คุณาห์ ปฺรกฺฤติ-สมฺภวาห์
นิพธฺนนฺติ มหา-พาโห  เทเห เทหินมฺ อวฺยยมฺ
สตฺตฺวมฺ — ระดับความดี, รชห์ — ระดับตัณหา, ตมห์ — ระดับอวิชชา, อิติ — ดังนั้น, คุณาห์ — คุณลักษณะ, ปฺรกฺฤติ — ธรรมชาติวัตถุ, สมฺภวาห์ — ผลิตจาก, นิพธฺนนฺติ — อยู่ ภายใต้พันธสภาวะ, มหา-พาโห นักรบผู้ยอดเยี่ยม, เทเห — ในร่างนี้, เทหินมฺ — สิ่งมี ชีวิต, อวฺยยมฺ — อมตะ
คำแปล
ธรรมชาติวัตถุประกอบด้วยสามระดับคือ  ความดี  ตัณหา  และอวิชชา  เมื่อสิ่งมีชีวิตอมตะมาสัมผัสกับธรรมชาติ  โอ้  อรฺชุน  นักรบผู้ยอดเยี่ยม  เขามาอยู่ภายใต้สภาวะของสามระดับนี้
คำอธิบาย
เนื่องจากสิ่งมีชีวิตเป็นทิพย์จึงไม่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติวัตถุนี้  แต่เพราะว่ามาอยู่ภายใต้สภาวะของโลกวัตถุ  สิ่งมีชีวิตจึงปฏิบัติตนภายใต้มนต์สะกดของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  เพราะมีร่างกายที่ต่างกันตามทิศทางของธรรมชาติที่ต่างกันจึงถูกกระตุ้นให้ปฏิบัติไปตามธรรมชาตินั้น  ๆ  นี่คือสาเหตุแห่งความสุขและความทุกข์ที่หลากหลาย
तत्र सत्त्वं निर्मलत्वात्प्रकाशकमनामयम् ।
सुखसङ्गेन बध्नाति ज्ञानसङ्गेन चानघ ॥ १४.६ ॥
โศลก 6
tatra sattvaṁ nirmalatvāt  prakāśakam anāmayam
sukha-saṅgena badhnāti  jñāna-saṅgena cānagha
ตตฺร สตฺตฺวํ นิรฺมลตฺวาตฺ  ปฺรกาศกมฺ อนามยมฺ
สุข-สงฺเคน พธฺนาติ  ชฺญาน-สงฺเคน จานฆ
ตตฺร — ที่นั่น, สตฺตฺวมฺ — ระดับความดี, นิรฺมลตฺวาตฺ — บริสุทธิ์ที่สุดในโลกวัตถุ, ปฺรกาศกมฺ — ส่องแสงสว่าง, อนามยมฺ — ปราศจากผลบาป, สุข — ด้วยความสุข, สงฺเคน — จาก การคบหาสมาคม, พธฺนาติ — พันธสภาวะ, ชฺญาน — ด้วยความรู้, สงฺเคน — จากการคบหา สมาคม, — เช่นกัน, อนฆ — โอ้ ผู้ไร้บาป
คำแปล
โอ้  ผู้ไร้บาป  ระดับความดี  บริสุทธิ์กว่าระดับอื่น  จะส่องแสงสว่างและทำให้เป็นอิสระจากผลบาปทั้งปวง  พวกที่สถิตในระดับนั้นอยู่ในพันธสภาวะด้วยความรู้สึกว่ามีความสุขและมีความรู้
คำอธิบาย
สิ่งมีชีวิตอยู่ภายใต้สภาวะของธรรมชาติวัตถุมีหลายลักษณะ  พวกหนึ่งมีความสุข  อีกพวกหนึ่งตื่นตัวมาก  และอีกพวกหนึ่งหมดหนทางที่จะช่วยเหลือได้  ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาทั้งหมดนี้เป็นต้นเหตุของพันธสภาวะในธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต  พวกเขามาอยู่ภายใต้สภาวะที่แตกต่างกันได้อย่างไร  ได้อธิบายไว้ในส่วนนี้ของ  ภควัท-คีตา  เ  ราม  าพิจารณาถึงระดับความดีก่อน  ผลจากการพัฒนาระดับความดีในโลกวัตถุคือ  จะมีความฉลาดกว่าพวกที่อยู่ในสภาวะด้วยกัน  พวกนี้ไม่ได้รับความทุกข์ทางวัตถุมากมายนัก  และจะมีความรู้สึกว่าเจริญก้าวหน้าในความรู้ทางวัตถุ  ตัวแทนของระดับนี้คือ  พฺราหฺมณ  ซึ่งควรสถิตในระดับความดี  ความรู้สึกว่ามีความสุขเช่นนี้เนื่องจากเข้าใจว่าในระดับความดีทำให้ตนเป็นอิสระจากผลบาป  อันที่จริงในวรรณกรรมพระ  เวท  ได้กล่าวไว้ว่า  ระดับความดีหมายถึงมีความรู้มากกว่า  และมีความรู้สึกว่ามีความสุขมากกว่า
ความยากลำบากที่นี่คือ  เมื่อสิ่งมีชีวิตอยู่ในระดับความดี  เขาอยู่ภายใต้สภาวะที่มีความรู้สึกว่าตนเองเจริญก้าวหน้าในความรู้  และดีกว่าคนอื่น  เช่นนี้ทำให้ตกอยู่ในพันธสภาวะ  ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือ  นักวิทยาศาสตร์และนักปราชญ์  แต่ละท่านภูมิใจมากกับความรู้ที่ตนมี  โดยทั่วไปพวกนี้จะพัฒนามาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า  และรู้สึกว่ามีความสุขทางวัตถุ  ความรู้สึกว่ามีความสุขมากในสภาวะเช่นนี้ทำให้ถูกพันธนาการโดยระดับความดีของธรรมชาติวัตถุ  เมื่อเป็นเช่นนี้  จะหลงติดทำงานอยู่ในระดับความดี  ตราบใดที่ยังหลงติดอยู่กับการทำงานเช่นนี้  จะต้องได้รับร่างกายในระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติวัตถุ  ดังนั้น  จึงไม่มีโอกาสจะหลุดพ้นหรือย้ายไปยังโลกทิพย์  เขาอาจกลับมาเป็นนักปราชญ์  นักวิทยาศาสตร์  หรือนักกวีซ้ำซาก  และถูกพันธนาการในสภาวะที่ได้รับโทษแห่งการเกิดและการตายเช่นเดียวกันนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก  แต่เนื่องจากความหลงในพลังงานวัตถุ  ทำให้เขาคิดว่าชีวิตเช่นนี้สุขสบายดี
रजो रागात्मकं विद्धि तृष्णासङ्गसमुद्भवम् ।
तन्निबध्नाति कौन्तेय कर्मसङ्गेन देहिनम् ॥ १४.७ ॥
โศลก 7
rajo rāgātmakaṁ viddhi  tṛṣṇā-saṅga-samudbhavam
tan nibadhnāti kaunteya  karma-saṅgena dehinam
รโช ราคาตฺมกํ วิทฺธิ  ตฺฤษฺณา-สงฺค-สมุทฺภวมฺ
ตนฺ นิพธฺนาติ เกานฺเตย  กรฺม-สงฺเคน เทหินมฺ
รชห์ — ระดับตัณหา, ราค-อาตฺมกมฺ — เกิดจากความต้องการหรือราคะ, วิทฺธิ — รู้, ตฺฤษฺณา — ด้วยความทะเยอทะยาน, สงฺค — คบหาสมาคม, สมุทฺภวมฺ — ผลิตจาก, ตตฺ — นั้น, นิพธฺนาติ — พันธนาการ, เกานฺเตย — โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี, กรฺม-สงฺเคน — จาก การคบหาสมาคมกับกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ, เทหินมฺ — ร่างกาย
คำแปล
ระดับตัณหาเกิดจากความต้องการและความใคร่ที่ไม่รู้จักพอ  โอ้  โอรสพระนางกุนฺตี  ด้วยเหตุนี้สิ่งมีชีวิตในร่างจึงถูกพันธนาการอยู่กับการกระทำเพื่อผลทางวัตถุ
คำอธิบาย
ระดับตัณหามีลักษณะแห่งความเสน่หาระหว่างหญิงและชาย  ผู้หญิงมีความเสน่หาสำหรับผู้ชาย  และผู้ชายมีความเสน่หาสำหรับผู้หญิง  เช่นนี้เรียกว่าระดับตัณหาเมื่อระดับตัณหาเพิ่มพูนขึ้นจะพัฒนาความทะเยอทะยานเพื่อความสุขทางวัตถุ  ต้องการความสุขในการสนองประสาทสัมผัส  บุคคลในระดับตัณหาต้องการเกียรติยศชื่อเสียงในสังคมหรือในชาติ  และต้องการมีครอบครัวที่มีความสุขพร้อมกับลูกหลาน  ภรรยา  และบ้านที่ดี  เหล่านี้คือผลผลิตของระดับตัณหา  ตราบใดที่ยังทะเยอทะยานใฝ่ฝันสิ่งเหล่านี้  เขาต้องทำงานหนักมาก  ดังนั้น  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่าเมื่อมาสัมผัสกับผลแห่งกิจกรรมของตนเอง  และถูกพันธนาการด้วยกิจกรรมเหล่านี้เพื่อให้ภรรยา  ลูกหลาน  และสังคมได้รับความพึงพอใจ  และยังต้องรักษาเกียรติยศชื่อเสียงเอาไว้  เขาจึงต้องทำงาน  ดังนั้น  โลกวัตถุทั้งหมดส่วนใหญ่อยู่ในระดับตัณหา  ความศิวิไลสมัยปัจจุบันพิจารณาว่าเจริญก้าวหน้าในมาตรฐานของระดับตัณหา  ในอดีตสภาวะความเจริญก้าวหน้าพิจารณาว่าอยู่ในระดับความดี  แม้พวกที่อยู่ในระดับความดียังหลุดพ้นไม่ได้แล้วพวกที่ถูกพันธนาการอยู่ในระดับตัณหาจะหลุดพ้นได้อย่างไร
तमस्त्वज्ञानजं विद्धि मोहनं सर्वदेहिनाम् ।
प्रमादालस्यनिद्राभिस्तन्निबध्नाति भारत ॥ १४.८ ॥
โศลก 8
tamas tv ajñāna-jaṁ viddhi  mohanaṁ sarva-dehinām
pramādālasya-nidrābhis  tan nibadhnāti bhārata
ตมสฺ ตฺวฺ อชฺญาน-ชํ วิทฺธิ  โมหนํ สรฺว-เทหินามฺ
ปฺรมาทาลสฺย-นิทฺราภิสฺ  ตนฺ นิพธฺนาติ ภารต
ตมห์ — ระดับอวิชชา, ตุ — แต่, อชฺญาน-ชมฺ — ผลิตจากอวิชชา, วิทฺธิ — รู้, โมหนมฺ — ความ หลง, สรฺว-เทหินามฺ — ของสิ่งมีชีวิตในร่างทั้งหมด, ปฺรมาท — ด้วยความบ้าคลั่ง, อาลสฺย — เกียจคร้าน, นิทฺราภิห์ — และนอน, ตตฺ — นั้น, นิพธฺนาติ — พันธนาการ, ภารต — โอ้ โอรสแห่งบาระทะ
คำแปล
โอ้  โอรสแห่ง  ภรต  จงรู้ว่าระดับแห่งความมืดเกิดจากอวิชชาเป็นความหลงของมวลชีวิตที่อยู่ในร่าง  ผลของระดับนี้คือ  ความบ้าคลั่ง  ความเกียจคร้าน  และการนอน  ซึ่งผูกมัดพันธวิญญาณ
คำอธิบาย
โศลกนี้ได้ใช้คำว่า  ตุ  โดยเฉพาะและสำคัญมาก  เช่นนี้หมายความว่า  ระดับอวิชชามีคุณสมบัติของวิญญาณในร่างที่แปลก  ระดับอวิชชาตรงกันข้ามกับระดับความดี  จากการพัฒนาความรู้ทำให้ผู้อยู่ในระดับความดีสามารถเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร  แต่ในระดับอวิชชาตรงกันข้าม  เพราะทุกคนที่อยู่ภายใต้มนต์ขลังของระดับอวิชชากลายเป็นบ้า  คนบ้าไม่สามารถเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร  แทนที่จะเจริญก้าวหน้า  กลับทำตัวให้ตกต่ำลง  คำนิยามของระดับอวิชชาได้กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  ว่า  วสฺตุ-ยาถาตฺมฺย-ชฺญานาวรกํ  วิปรฺยย-ชฺญาน-ชนกํ  ตมห์  ภายใต้มนต์สะกดแห่งอวิชชาทำให้ไม่สามารถเข้าใจสิ่งใดตามความเป็นจริง  ตัวอย่างเช่น  ทุกคนเห็นว่าคุณปู่คุณตาได้ตายไปแล้ว  ดังนั้น  ตัวเราเองจะต้องตายเช่นกัน  มนุษย์ต้องตาย  ลูกหลานที่เราให้กำเนิดก็จะต้องตายเช่นเดียวกัน  ดังนั้น  ความตายเป็นสิ่งที่แน่นอน  ถึงกระนั้นผู้คนก็ยังสะสมเงินทองอย่างบ้าคลั่ง  และทำงานหนักมากทั้งวันทั้งคืนโดยไม่สนใจกับดวงวิญญาณอมตะ  นี่คือความบ้าคลั่ง  และในความบ้าคลั่ง  จะไม่เต็มใจที่จะเจริญก้าวหน้าในความเข้าใจวิถีทิพย์  บุคคลเหล่านี้เกียจคร้านมาก  เมื่อได้รับเชิญให้ไปคบหาสมาคมเพื่อความเข้าใจวิถีทิพย์  จะไม่ค่อยสนใจ  พวกนี้จะไม่ตื่นตัวเหมือนพวกที่ถูกระดับตัณหาควบคุม  ดังนั้น  อีกอาการหนึ่งของคนที่อยู่ในระดับอวิชชาคือ  นอนเกินความจำเป็น  นอนหกชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว  แต่บุคคลในระดับอวิชชานอนอย่างน้อยวันละสิบหรือสิบสองชั่วโมง  บุคคลเช่นนี้จะดูเศร้าสลดเสมอ  มึนเมาอยู่กับสิ่งเสพติดและการนอน  เหล่านี้คือลักษณะอาการของบุคคลที่อยู่ในสภาวะระดับอวิชชา
सत्त्वं सुखे संजयति रजः कर्मणि भारत ।
ज्ञानमावृत्य तु तमः प्रमादे संजयत्युत ॥ १४.९ ॥
โศลก 9
sattvaṁ sukhe sañjayati  rajaḥ karmaṇi bhārata
jñānam āvṛtya tu tamaḥ  pramāde sañjayaty uta
สตฺตฺวํ สุเข สญฺชยติ  รชห์ กรฺมณิ ภารต
ชฺญานมฺ อาวฺฤตฺย ตุ ตมห์  ปฺรมาเท สญฺชยตฺยฺ อุต
สตฺตฺวมฺ — ระดับความดี, สุเข — ในความสุข, สญฺชยติ — ผูกมัด, รชห์ — ระดับตัณหา, กรฺมณิ — ในกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ, ภารต — โอ้ โอรสแห่ง ภรต, ชฺญานมฺ — ความ รู้, อาวฺฤตฺย — ปกคลุม, ตุ — แต่, ตมห์ — ระดับอวิชชา, ปฺรมาเท — ในความบ้าคลั่ง, สญฺชยติ — ผูกมัด, อุต — ได้กล่าวไว้
คำแปล
โอ้  โอรสแห่ง  ภรต  ระดับความดีผูกมัดเขาให้อยู่ในความสุข  ระดับตัณหาผูกมัดเขาให้อยู่ในกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  และระดับอวิชชาปกคลุมความรู้ของเขา  และผูกมัดเขาให้บ้าคลั่ง
คำอธิบาย
บุคคลที่อยู่ในระดับความดีจะพึงพอใจกับงาน  หรือเพิ่มพูนปัญญาให้ตนเองดังเช่นนักปราชญ์  นักวิทยาศาสตร์  หรือนักวิชาการซึ่งปฏิบัติในสาขาวิชาโดยเฉพาะตนและอาจพึงพอใจอยู่เช่นนั้น  บุคคลในระดับตัณหาอาจปฏิบัติในกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุครอบครองเป็นเจ้าของให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  และจะใช้จ่ายไปในการทำบุญ  บางครั้งพยายามเปิดโรงพยาบาล  หรือให้ทานกับสถาบันต่าง  ๆ  ฯลฯ  เหล่านี้คือลักษณะของผู้ที่อยู่ในระดับตัณหา  ระดับอวิชชาปกคลุมความรู้  ทำอะไรก็ไม่ดีทั้งกับตนเองและผู้อื่น
रजस्तमश्चाभिभूय सत्त्वं भवति भारत ।
रजः सत्त्वं तमश्चैव तमः सत्त्वं रजस्तथा ॥ १४.१० ॥
โศลก 10
rajas tamaś cābhibhūya  sattvaṁ bhavati bhārata
rajaḥ sattvaṁ tamaś caiva  tamaḥ sattvaṁ rajas tathā
รชสฺ ตมศฺ จาภิภูย  สตฺตฺวํ ภวติ ภารต
รชห์ สตฺตฺวํ ตมศฺ ไจว  ตมห์ สตฺตฺวํ รชสฺ ตถา
รชห์ — ระดับตัณหา, ตมห์ — ระดับอวิชชา, — เช่นกัน, อภิภูย — ข้ามพ้น, สตฺตฺวมฺ — ระดับความดี, ภวติ — โดดเด่น, ภารต — โอ้ โอรสแห่ง ภรต, รชห์ — ระดับตัณหา, สตฺตฺวมฺ — ระดับความดี, ตมห์ — ระดับอวิชชา, — เช่นกัน, เอว — เช่นนั้น, ตมห์ — ระดับอวิชชา, สตฺตฺวมฺ — ระดับความดี, รชห์ — ระดับตัณหา, ตถา — ดังนั้น
คำแปล
บางครั้งระดับความดีโดดเด่น  ชนะระดับตัณหาและอวิชชา  โอ้  โอรสแห่ง  ภรต  บางครั้งระดับตัณหาชนะความดีและอวิชชา  และบางครั้งระดับอวิชชาชนะความดีและตัณหา  เช่นนี้จะมีการแข่งขันเพื่อความยิ่งใหญ่อยู่เสมอ
คำอธิบาย
เมื่อระดับตัณหาโดดเด่น  ระดับความดีและอวิชชาก็พ่ายแพ้  เมื่อระดับความดีโดดเด่นตัณหาและอวิชชาพ่ายแพ้  และเมื่อระดับอวิชชาโดดเด่นตัณหาและความดีพ่ายแพ้  การแข่งขันเช่นนี้จะดำเนินต่อไปตลอดเวลา  ฉะนั้น  ผู้ที่ตั้งใจจะเจริญก้าวหน้าใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจริงๆ  ต้องข้ามให้พ้นเหนือทั้งสามระดับนี้  ความโดดเด่นของระดับหนึ่งระดับใดแห่งธรรมชาติจะปรากฏในการมาสัมพันธ์กับกิจกรรม  และในการรับประทานอาหาร  ฯลฯ  ของบุคคลนั้น  ทั้งหมดนี้จะอธิบายในบทต่อ  ๆ  ไป  หากปรารถนาเราสามารถพัฒนาด้วยการปฏิบัติในระดับความดี  และเอาชนะระดับอวิชชาและตัณหาถึงแม้ว่ามีสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุนี้  หากมีความมั่นใจเราอาจได้รับพรจากระดับความดี  และเมื่อข้ามพ้นเหนือระดับความดี  เราจะสถิตในความดีที่บริสุทธิ์  เรียกว่าระดับ  วสุเทว  ซึ่งเป็นระดับที่เราสามารถเข้าใจศาสตร์แห่งองค์  ภควานฺ  จากกิจกรรมต่าง  ๆ  ที่ปรากฏทำให้เข้าใจได้ว่า  บุคคลนี้สถิตในระดับใดของธรรมชาติ
सर्वद्वारेषु देहेऽस्मिन्प्रकाश उपजायते ।
ज्ञानं यदा तदा विद्याद्विवृद्धं सत्त्वमित्युत ॥ १४.११ ॥
โศลก 11
sarva-dvāreṣu dehe ’smin  prakāśa upajāyate
jñānaṁ yadā tadā vidyād  vivṛddhaṁ sattvam ity uta
สรฺว-ทฺวาเรษุ เทเห ’สฺมินฺ  ปฺรกาศ อุปชายเต
ชฺญานํ ยทา ตทา วิทฺยาทฺ  วิวฺฤทฺธํ สตฺตฺวมฺ อิตฺยฺ อุต
สรฺว-ทฺวาเรษุ — ในทวารทั้งหมด, เทเห อสฺมินฺ — ในร่างกายนี้, ปฺรกาศห์ — คุณสมบัติ แห่งแสงสว่าง, อุปชายเต — พัฒนา, ชฺญานมฺ — ความรู้, ยทา — เมื่อ, ตทา — ในขณะนั้น, วิทฺยาตฺ — รู้, วิวฺฤทฺธมฺ — เพิ่มพูน, สตฺตฺวมฺ — ระดับความดี, อิติ อุต — ได้กล่าวไว้ดังนี้
คำแปล
ปรากฏการณ์ของระดับความดีพบเห็นได้  เมื่อทวารของร่างกายทั้งหมดสว่างไสวไปด้วยความรู้
คำอธิบาย
มีเก้าประตูในร่างกายคือ  สองตา  สองหู  สองจมูก  หนึ่งปาก  หนึ่งอวัยวะสืบพันธุ์และหนึ่งทวารหนัก  เมื่อทุกประตูสว่างไสวไปด้วยลักษณะอาการแห่งความดี  ควรเข้าใจว่าบุคคลนี้ได้พัฒนาระดับความดี  ทำให้เขาสามารถเห็นสิ่งต่าง  ๆ  อย่างถูกต้อง  ฟังสิ่งต่าง  ๆ  อย่างถูกต้อง  และลิ้มรสต่าง  ๆ  อย่างถูกต้อง  เขามีความสะอาดทั้งภายในและภายนอก  ทุกประตูมีการพัฒนาลักษณะอาการแห่งความสุข  นั่นคือสภาวะแห่งความดี
लोभः प्रवृत्तिरारम्भः कर्मणामशमः स्पृहा ।
रजस्येतानि जायन्ते विवृद्धे भरतर्षभ ॥ १४.१२ ॥
โศลก 12
lobhaḥ pravṛttir ārambhaḥ  karmaṇām aśamaḥ spṛhā
rajasy etāni jāyante  vivṛddhe bharatarṣabha
โลภห์ ปฺรวฺฤตฺติรฺ อารมฺภห์  กรฺมณามฺ อศมห์ สฺปฺฤหา
รชสฺยฺ เอตานิ ชายนฺเต  วิวฺฤทฺเธ ภรตรฺษภ
โลภห์ — ความโลภ, ปฺรวฺฤตฺติห์ — กิจกรรม, อารมฺภห์ — ความพยายาม, กรฺมณามฺ — ใน กิจกรรม, อศมห์ — ควบคุมไม่ได้, สฺปฺฤหา — ความต้องการ, รชสิ — ของระดับตัณหา, เอตานิ — ทั้งหมดนี้, ชายนฺเต — พัฒนา, วิวฺฤทฺเธ — เมื่อมีมากเกินไป, ภรต-ฤษภ — โอ้ ผู้นำแห่งผู้สืบราชวงศ์บาระทะ
คำแปล
โอ้  ผู้นำแห่ง  ภารต  เมื่อระดับตัณหาเพิ่มพูนลักษณะอาการที่จะพัฒนาขึ้นมากคือความยึดติด  กิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  ความพยายามอย่างแรงกล้า  ความปรารถนา  และความทะเยอทะยานที่ควบคุมไม่ได้
คำอธิบาย
ผู้ที่อยู่ในระดับตัณหาไม่เคยมีความพึงพอใจกับสภาวะที่ตนเองได้รับ  มักจะทะเยอทะยานเพื่อเลื่อนสถานภาพ  หากต้องการสร้างบ้านพักเขาพยายามอย่างดีที่สุดที่จะให้เป็นราชวัง  ประหนึ่งว่าตนเองจะสามารถพักอยู่ในบ้านนั้นชั่วกัลปวสาน  และพัฒนาความทะเยอทะยานอย่างยิ่งใหญ่เพื่อสนองประสาทสัมผัส  การสนองประสาทสัมผัสจะดำเนินไปอย่างไม่สิ้นสุด  เขาปรารถนาที่จะอยู่กับบ้านและครอบครัวเสมอ  และสนองประสาทสัมผัสไปเรื่อย  ๆ  โดยไม่มีวันสิ้นสุด  อาการเหล่านี้ทั้งหมดควรเข้าใจว่าเป็นลักษณะของระดับตัณหา
अप्रकाशोऽप्रवृत्तिश्च प्रमादो मोह एव च ।
तमस्येतानि जायन्ते विवृद्धे कुरुनन्दन ॥ १४.१३ ॥
โศลก 13
aprakāśo ’pravṛttiś ca  pramādo moha eva ca
tamasy etāni jāyante  vivṛddhe kuru-nandana
อปฺรกาโศ ’ปฺรวฺฤตฺติศฺ จ  ปฺรมาโท โมห เอว จ
ตมสฺยฺ เอตานิ ชายนฺเต  วิวฺฤทฺเธ กุรุ-นนฺทน
อปฺรกาศห์ — ความมืด, อปฺรวฺฤตฺติห์ — ไม่มีกิจกรรม, — และ, ปฺรมาทห์ — บ้าคลั่ง, โมหห์ — ความหลง, เอว — แน่นอน, — เช่นกัน, ตมสิ — ระดับอวิชชา,เอตานิ — เหล่านี้, ชายนฺเต — ปรากฏ, วิวฺฤทฺเธ — เมื่อพัฒนา, กุรุ-นนฺทน — โอ้ โอรสแห่งคุรุ
คำแปล
เมื่อระดับอวิชชาเพิ่มพูน  โอ้  โอรสแห่ง  กุรุ  ความมืด  ความเฉื่อยชา  ความบ้าคลั่งและความหลงปรากฏ
คำอธิบาย
เมื่อไม่มีแสงสว่าง  ขาดความรู้  ผู้อยู่ในระดับอวิชชาจะไม่ทำงานตามหลักธรรมและชอบทำอะไรตามอำเภอใจโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย  แม้มีความสามารถในการทำงานแต่จะไม่พยายาม  การกระทำเช่นนี้เรียกว่าความหลง  แม้จิตสำนึกยังดำเนินต่อไปแต่ชีวิตไม่มีกิจกรรม  เหล่านี้คือลักษณะอาการของผู้ที่อยู่ในระดับอวิชชา
यदा सत्त्वे प्रवृद्धे तु प्रलयं याति देहभृत् ।
तदोत्तमविदां लोकानमलान्प्रतिपद्यते ॥ १४.१४ ॥
โศลก 14
yadā sattve pravṛddhe tu  pralayaṁ yāti deha-bhṛt
tadottama-vidāṁ lokān  amalān pratipadyate
ยทา สตฺเตฺว ปฺรวฺฤทฺเธ ตุ  ปฺรลยํ ยาติ เทห-ภฺฤตฺ
ตโทตฺตม-วิทำ โลกานฺ  อมลานฺ ปฺรติปทฺยเต
ยทา — เมื่อ, สตฺเตฺว — ระดับความดี, ปฺรวฺฤทฺเธ — พัฒนา, ตุ — แต่, ปฺรลยมฺ — สิ้นสุด, ยาติ — ไป, เทห-ภฺฤตฺ — ร่างกาย, ตทา — ในขณะนั้น, อุตฺตม-วิทามฺ — เหล่านักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่, โลกานฺ — โลก, อมลานฺ — บริสุทธิ์, ปฺรติปทฺยเต — บรรลุ
คำแปล
เมื่อตายในระดับความดี  เขาบรรลุถึงโลกบริสุทธิ์แห่งนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สูงส่งกว่า
คำอธิบาย
ผู้ที่อยู่ในระดับความดีจะบรรลุถึงระบบดาวเคราะห์ที่สูงกว่าเช่น  พฺรหฺมโลก  หรือ  ชนโลก  ณ  ที่นั้น  เขาจะมีความรื่นเริงกับความสุขแบบเทพ  คำว่า  อมลานฺ  มีความสำคัญ  หมายความว่า  “เป็นอิสระจากระดับตัณหาและอวิชชา”  ในโลกวัตถุจะมีความไม่บริสุทธิ์  แต่ระดับแห่งความดีเป็นรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุดในความเป็นอยู่ทางโลกวัตถุ  มีดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  สำหรับสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกัน  พวกที่ตายในระดับความดีจะพัฒนาไปยังโลกที่นักปราชญ์และสาวกผู้ยิ่งใหญ่อาศัยอยู่
रजसि प्रलयं गत्वा कर्मसङ्गिषु जायते ।
तथा प्रलीनस्तमसि मूढयोनिषु जायते ॥ १४.१५ ॥
โศลก 15
rajasi pralayaṁ gatvā  karma-saṅgiṣu jāyate
tathā pralīnas tamasi  mūḍha-yoniṣu jāyate
รชสิ ปฺรลยํ คตฺวา  กรฺม-สงฺคิษุ ชายเต
ตถา ปฺรลีนสฺ ตมสิ  มูฒ-โยนิษุ ชายเต
รชสิ — ในตัณหา, ปฺรลยมฺ — สิ้นสุด, คตฺวา — บรรลุ, กรฺม-สงฺคิษุ — ในการคบหา สมาคมกับพวกที่ปฏิบัติกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ, ชายเต — เกิด, ตถา — ในทำนองเดียว กัน, ปฺรลีนห์ — สิ้นสุด, ตมสิ — ในอวิชชา, มูฒ-โยนิษุ — ในเผ่าพันธุ์สัตว์, ชายเต — เกิด
คำแปล
เมื่อตายในระดับตัณหาเขาเกิดในหมู่ชนที่ปฏิบัติกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  และเมื่อตายในระดับอวิชชา  เขาเกิดในอาณาจักรสัตว์
คำอธิบาย
บางคนมีความรู้สึกว่าเมื่อดวงวิญญาณมาถึงระดับชีวิตมนุษย์แล้วจะไม่ตกลงต่ำอีก  เช่นนี้ไม่ถูกต้อง  ตามโศลกนี้  หากผู้ใดพัฒนาระดับอวิชชา  หลังจากตายไปจะตกต่ำลงไปใช้ชีวิตในร่างสัตว์เดรัจฉาน  ณ  ที่นั้น  เขาต้องพัฒนาตนเองด้วยวิธีวิวัฒนาการเพื่อให้ได้ร่างชีวิตมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง  ดังนั้น  พวกที่จริงจังกับชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริงควรอยู่ในระดับความดี  จากการคบหากัลยาณมิตรจะทำให้ตนเองข้ามพ้นระดับต่าง  ๆ  เหล่านี้  และมาสถิตใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  นี่คือจุดมุ่งหมายของชีวิตมนุษย์  มิฉะนั้นไม่รับประกันว่ามนุษย์จะได้รับร่างมนุษย์อีกครั้งหนึ่งหรือไม่
कर्मणः सुकृतस्याहुः सात्त्विकं निर्मलं फलम् ।
रजसस्तु फलं दुःखमज्ञानं तमसः फलम् ॥ १४.१६ ॥
โศลก 16
karmaṇaḥ sukṛtasyāhuḥ  sāttvikaṁ nirmalaṁ phalam
rajasas tu phalaṁ duḥkham  ajñānaṁ tamasaḥ phalam
กรฺมณห์ สุกฺฤตสฺยาหุห์  สาตฺตฺวิกํ นิรฺมลํ ผลมฺ
รชสสฺ ตุ ผลํ ทุห์ขมฺ  อชฺญานํ ตมสห์ ผลมฺ
กรฺมณห์ — ของงาน, สุ-กฺฤตสฺย — บุญ, อาหุห์ — กล่าวว่า, สาตฺตฺวิกมฺ — ในระดับความดี, นิรฺมลมฺ — บริสุทธิ์, ผลมฺ — ผล, รชสห์ — ในระดับตัณหา, ตุ — แต่, ผลมฺ — ผล, ทุห์ขมฺ — ความทุกข์, อชฺญานมฺ — ไร้สาระ, ตมสห์ — ของระดับอวิชชา, ผลมฺ — ผล
คำแปล
ผลแห่งการทำบุญที่บริสุทธิ์กล่าวว่าอยู่ในระดับความดี  แต่กิจกรรมทำไปในระดับตัณหา  ผลคือความทุกข์  และกิจกรรมทำไปในระดับอวิชชา  ผลคือความโง่งมงาย
คำอธิบาย
ผลของการทำบุญอยู่ในระดับความดีบริสุทธิ์  ดังนั้น  นักปราชญ์ผู้เป็นอิสระจากความหลงทั้งปวงสถิตในความสุข  แต่กิจกรรมในระดับตัณหาให้แต่ความทุกข์กิจกรรมใด  ๆ  ทำไปเพื่อความสุขทางวัตถุต้องได้รับความพ่ายแพ้อย่างแน่นอน  ตัวอย่างเช่น  หากต้องการมีตึกระฟ้า  มนุษย์ต้องมีความทุกข์มากมายก่อนที่จะได้ตึกระฟ้าอันสูงใหญ่ขึ้นมา  นักการเงินต้องมีปัญหามากในการหาเงินทุนจำนวนมหาศาล  และพวกที่ใช้แรงงานก่อสร้างต้องอาบเหงื่อต่างน้ำทำงานอย่างหนักด้วยความทุกข์ยากลำบาก  ดังนั้น  ภควัท-คีตา  กล่าวว่า  กิจกรรมใดทำลงไปภายใต้มนต์สะกดของระดับตัณหา  แน่นอนว่าต้องมีความทุกข์มหาศาล  เราอาจคิดว่ามีความสุขทางใจอยู่บ้าง  เช่น  “ฉันมีบ้าน  หรือว่าฉันมีเงิน”  แต่นี่ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง
สำหรับระดับอวิชชา  ผู้กระทำไม่มีความรู้  ดังนั้น  กิจกรรมทั้งหมดมีผลเป็นความทุกข์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต  เพราะจะมีชีวิตเป็นสัตว์เดรัจฉาน  ชีวิตสัตว์มีความทุกข์อยู่เสมอ  ถึงแม้ว่าอยู่ภายใต้มนต์สะกดของพลังแห่งความหลงหรือ  มายา  สัตว์เดรัจฉานจะไม่เข้าใจ  การฆ่าสัตว์ผู้น่าสงสารก็เนื่องมาจากระดับอวิชชาเช่นกัน  คนฆ่าสัตว์ไม่รู้ว่าในอนาคตสัตว์ตัวนั้นจะมีร่างกายเหมาะสมที่จะมาฆ่าตน  นั่นคือกฎแห่งธรรมชาติ  ในสังคมมนุษย์  หากผู้ใดฆ่าคน  ตามกฎของรัฐจะถูกลงโทษขั้นประหารชีวิตเช่นกัน  เนื่องด้วยอวิชชา  ผู้คนจึงไม่สำเหนียกว่ามีองค์  ภควานฺ  ควบคุมรัฐอย่างสมบูรณ์ทุก  ๆ  ชีวิตเป็นบุตรขององค์  ภควานฺ  พระองค์ทรงทนไม่ได้ที่แม้แต่มดตัวหนึ่งถูกฆ่า  ผู้ฆ่าต้องชดใช้กรรม  ดังนั้น  การตามใจตัวในการฆ่าสัตว์เพื่อให้ได้รับรสเป็นอวิชชาที่หยาบที่สุด  มนุษย์ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฆ่าสัตว์  เพราะว่าองค์  ภควานฺ  ทรงจัดส่งสิ่งดี  ๆ  ให้มากมาย  หากยังตามใจตัวเองและรับประทานเนื้อสัตว์อีก  เท่ากับกระทำไปในอวิชชา  และจะทำให้อนาคตของตนเองมืดมน  ในบรรดาการฆ่าสัตว์ทั้งหมด  การฆ่าวัวเป็นสิ่งที่โหดร้ายที่สุดเพราะวัวให้ความสุขแก่มนุษย์มากมายด้วยการให้นม  การฆ่าวัวเป็นการกระทำในอวิชชาที่หยาบที่สุด  ในวรรณกรรมพระ  เวท  (ฤคฺ  เวท  9.46.4)  คำว่า  โคภิห์  ปฺรีณิต-มตฺสรมฺ  แสดงว่า  ผู้ใดที่พึงพอใจกับการดื่มนมเป็นอย่างมาก  แล้วยังปรารถนาที่จะฆ่าวัวอีก  ผู้นั้นอยู่ในอวิชชาที่หยาบที่สุด  มีบทมนต์ในพระ  เวท  กล่าวว่า
นโม พฺรหฺมณฺย-เทวาย  โค-พฺราหฺมณ-หิตาย จ
ชคทฺ-ธิตาย กฺฤษฺณาย  โควินฺทาย นโม นมห์
“โอ้  องค์  ภควานฺ  พระองค์ทรงเป็นผู้ปรารถนาดีต่อโคและ  พฺราหฺมณ  (พฺราหฺมณ)  ทรงเป็นผู้ปรารถนาดีต่อสังคมมนุษย์และโลกทั้งหมด”  (วิษฺณุ  ปุราณ  1.19.65)  คำอธิบายก็คือ  ได้กล่าวไว้เป็นพิเศษในบทมนต์นี้เพื่อเป็นการปกป้องโคและ  พฺราหฺมณ,  พฺราหฺมณ  เป็นสัญลักษณ์แห่งการศึกษาวิถีทิพย์  และโคเป็นสัญลักษณ์แห่งอาหารที่มีคุณค่ามากที่สุด  สองชีวิตนี้คือทั้ง  พฺราหฺมณ  และโคต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างดีที่สุด  นั่นคือความเจริญก้าวหน้าอย่างแท้จริงแห่งความศิวิไล  สังคมมนุษย์ปัจจุบันละเลยความรู้ทิพย์  และสนับสนุนการฆ่าวัว  เข้าใจได้ว่าสังคมมนุษย์พัฒนาไปในทิศทางที่ผิด  และกำลังเปิดทางเพื่อทำลายตัวเอง  ความศิวิไลที่ชี้นำประชาชนให้กลายมาเป็นสัตว์เดรัจฉานในชาติหน้า  แน่นอนว่าไม่ใช่เป็นความศิวิไลของมนุษย์  และแน่นอนว่าความศิวิไลของมนุษย์ปัจจุบันถูกนำโดยระดับตัณหาและอวิชชาอย่างหยาบ  เป็นยุคที่อันตรายมาก  ทุกประเทศควรสนใจและส่งเสริมการเผยแพร่  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดเพื่อช่วยมนุษยชาติจากภัยอันตรายอันใหญ่หลวงนี้
सत्त्वात्संजायते ज्ञानं रजसो लोभ एव च ।
प्रमादमोहौ तमसो भवतोऽज्ञानमेव च ॥ १४.१७ ॥
โศลก 17
sattvāt sañjāyate jñānaṁ  rajaso lobha eva ca
pramāda-mohau tamaso  bhavato ’jñānam eva ca
สตฺตฺวาตฺ สญฺชายเต ชฺญานํ  รชโส โลภ เอว จ
ปฺรมาท-โมเหา ตมโส  ภวโต ’ชฺญานมฺ เอว จ
สตฺตฺวาตฺ — จากระดับความดี, สญฺชายเต — พัฒนา, ชฺญานมฺ — ความรู้, รชสห์ — จาก ระดับตัณหา, โลภห์ — ความโลภ, เอว — แน่นอน, — เช่นกัน, ปฺรมาท — ความบ้าคลั่ง, โมเหา — และความหลง, ตมสห์ — จากระดับอวิชชา, ภวตห์ — พัฒนา, อชฺญานมฺ — ไร้ สาระ,เอว — แน่นอน, — เช่นกัน
คำแปล
จากระดับความดีพัฒนาความรู้ที่แท้จริง  จากระดับตัณหาพัฒนาความโลภ  และจากระดับอวิชชาพัฒนาความโง่เขลา  ความบ้าคลั่ง  และความหลง
คำอธิบาย
เนื่องจากความศิวิไลในปัจจุบันไม่เป็นที่พึงพอใจสำหรับสิ่งมีชีวิตเท่าใดนัก  เราจึงได้แนะนำ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  จาก  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกสังคมจะพัฒนามาถึงระดับความดี  เมื่อระดับความดีพัฒนาขึ้น  ผู้คนจะเห็นสิ่งต่าง  ๆ  ตามความเป็นจริง  ในระดับอวิชชาผู้คนก็เหมือนกับสัตว์เดรัจฉานไม่สามารถเห็นสิ่งต่าง  ๆ  ชัดเจนนัก  ตัวอย่างเช่น  ในระดับอวิชชาจะไม่เห็นว่าจากการฆ่าสัตว์ตัวหนึ่ง  เป็นการเปิดโอกาสให้สัตว์ตัวเดียวกันนั้นมาฆ่าตนในชาติหน้า  เนื่องจากไม่ได้รับการศึกษาในความรู้ที่แท้จริง  พวกเขาจึงไม่รับผิดชอบ  เพื่อหยุดความไม่รับผิดชอบนี้  การศึกษาเพื่อพัฒนาระดับความดีสำหรับประชาชนโดยทั่วไปจำเป็นต้องมีขึ้น  เมื่อได้รับการศึกษาอย่างแท้จริง  และมาอยู่ในระดับความดีจะมีความสุขุมรอบคอบและมีความรู้ในสิ่งต่าง  ๆ  ตามความเป็นจริงอย่างถูกต้อง  จากนั้นประชาชนก็จะมีความสุขและมีความเจริญรุ่งเรือง  ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่ไม่มีความสุขและไม่เจริญรุ่งเรือง  หากส่วนหนึ่งของประชากรพัฒนา  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  และสถิตในระดับความดีจะก่อให้เกิดความสงบและความเจริญรุ่งเรืองทั่วโลก  มิฉะนั้น  หากทั่วทั้งโลกอุทิศตนให้กับระดับตัณหาและอวิชชา  ก็จะไม่มีความสงบหรือความเจริญรุ่งเรือง  ในระดับตัณหาผู้คนมีความโลภและทะเยอทะยานเพื่อความสุขทางประสาทสัมผัสโดยไม่รู้จักพอ  เราจะเห็นว่าแม้ผู้ที่มีเงินพอเพียงและมีการตระเตรียมเพื่อสนองประสาทสัมผัสเป็นอย่างดี  เขาก็ยังไม่มีความสุขหรือความสงบภายในใจ  เพราะว่าสถิตในระดับตัณหาหากเราต้องการความสุข  เงินนั้นช่วยไม่ได้  เราต้องพัฒนาตนเองให้มาถึงระดับความดีด้วยการปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เมื่อปฏิบัติอยู่ในระดับตัณหา  ไม่เพียงแต่ไม่มีความสุขทางใจเท่านั้น  แต่อาชีพและการงานก็จะเป็นปัญหาอย่างมากเช่นกัน  เพราะต้องวางแผนและออกอุบายมากมายเพื่อให้ได้เงินมามากเพียงพอ  เพื่อรักษาสถานภาพของตนในสังคม  เช่นนี้เป็นความทุกข์  ในระดับอวิชชาผู้คนบ้าคลั่ง  และเนื่องจากอยู่ในสภาวะที่มีความทุกข์  จึงต้องไปพึ่งยาเสพติด  ดังนั้น  จึงจมปรักลงไปในอวิชชามากยิ่งขึ้น  อนาคตในชีวิตของคนพวกนี้มืดมนสิ้นดี
ऊर्ध्वं गच्छन्ति सत्त्वस्था मध्ये तिष्ठन्ति राजसाः ।
जघन्यगुणवृत्तिस्था अधो गच्छन्ति तामसाः ॥ १४.१८ ॥
โศลก 18
ūrdhvaṁ gacchanti sattva-sthā  madhye tiṣṭhanti rājasāḥ
jaghanya-guṇa-vṛtti-sthā  adho gacchanti tāmasāḥ
อูรฺธฺวํ คจฺฉนฺติ สตฺตฺว-สฺถา  มเธฺย ติษฺฐนฺติ ราชสาห์
ชฆนฺย-คุณ-วฺฤตฺติ-สฺถา  อโธ คจฺฉนฺติ ตามสาห์
อูรฺธฺวมฺ — ขึ้นไป, คจฺฉนฺติ — ไป, สตฺตฺว-สฺถาห์ — พวกที่สถิตในระดับความดี, มเธฺย — ตรง กลาง, ติษฺฐนฺติ — อาศัย, ราชสาห์ — พวกสถิตในระดับตัณหา, ชฆนฺย — น่ารังเกียจ, คุณ — คุณสมบัติ, วฺฤตฺติ-สฺถาห์ — อาชีพของเขา, อธห์ — ตกต่ำ, คจฺฉนฺติ — ไป, ตามสาห์ — บุคคลในระดับอวิชชา
คำแปล
พวกที่สถิตในระดับความดี  จะค่อย  ๆ  เจริญขึ้นไปยังหมู่ดาวเคราะห์ที่สูงกว่า  พวกที่อยู่ในระดับตัณหาจะอยู่ในดาวเคราะห์โลก  และพวกที่อยู่ในระดับน่ารังเกียจแห่งอวิชชาจะตกลงไปในนรก
คำอธิบาย
โศลกนี้ผลกรรมของสามระดับแห่งธรรมชาติกำหนดไว้ชัดเจนยิ่งขึ้น  มีระบบดาวเคราะห์ที่สูงกว่าประกอบไปด้วยโลกสวรรค์ที่ประชากรมีการพัฒนาสูงมาก  ตามระดับการพัฒนาในระดับความดีสิ่งมีชีวิตสามารถย้ายไปยังโลกต่าง  ๆ  ในระบบนี้  ดาวเคราะห์ที่สูงสุดคือ  สตฺยโลก  หรือ  พฺรหฺมโลก  สถานที่ที่พระ  พฺรหฺมา  ซึ่งเป็นบุคคลแรกของจักรวาลนี้ประทับอยู่  ได้เห็นแล้วว่าเราคำนวณสภาวะอันน่าอัศจรรย์ของชีวิต  พฺรหฺมโลก  ได้ลำบากมาก  แต่สภาวะสูงสุดของชีวิตในระดับความดีสามารถนำเราไปถึงที่นั่น
ระดับตัณหาเป็นการผสมผสานอยู่ตรงกลางระหว่างระดับความดีและอวิชชาบุคคลจะไม่บริสุทธิ์เสมอไป  แม้หากบริสุทธิ์ในระดับตัณหา  เขาก็ยังคงอยู่ในโลกนี้เป็น  กฺษตฺริย  หรือเป็นเศรษฐี  แต่เนื่องจากมีการผสมผสานกัน  จึงอาจตกลงต่ำได้  ผู้คนในโลกนี้ที่อยู่ในระดับตัณหาหรืออวิชชา  ไม่สามารถบังคับเครื่องจักรกลให้ไปถึงดาวเคราะห์ที่สูงกว่าได้  ในระดับตัณหามีโอกาสที่จะกลายมาเป็นคนบ้าคลั่งในชาติหน้าได้เหมือนกัน
คุณสมบัติต่ำสุดคือระดับอวิชชา  อธิบาย  ณ  ที่นี้ว่าน่ารังเกียจ  ผลของการพัฒนาอวิชชามีความเสี่ยงมาก  เป็นคุณสมบัติต่ำสุดในธรรมชาติวัตถุ  ที่ต่ำกว่าระดับมนุษย์มีอยู่แปดล้านเผ่าพันธุ์ของชีวิต  เช่น  นก  สัตว์เดรัจฉาน  สัตว์เลื้อยคลาน  ต้นไม้  ฯลฯเมื่อพัฒนาระดับอวิชชาผู้คนถูกนำให้ลงไปสู่สภาวะอันน่ารังเกียจเหล่านี้  คำว่า  ตามสาห์  มีความสำคัญมาก  ตามสาห์  แสดงให้เห็นว่า  พวกที่อยู่ในระดับอวิชชาอย่างต่อเนื่องโดยไม่เจริญขึ้นมาสู่ระดับที่สูงกว่า  อนาคตของพวกนี้มืดมนมาก
สำหรับมนุษย์ผู้อยู่ในระดับอวิชชาและตัณหามีโอกาสที่จะพัฒนามาสู่ระดับความดี  ระบบที่จะพัฒนาเช่นนี้เรียกว่า  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  แต่ผู้ที่ไม่ฉวยประโยชน์จากโอกาสนี้แน่นอนว่าจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าต่อเนื่องกันไป
नान्यं गुणेभ्यः कर्तारं यदा द्रष्टानुपश्यति ।
गुणेभ्यश्च परं वेत्ति मद्भावं सोऽधिगच्छति ॥ १४.१९ ॥
โศลก 19
nānyaṁ guṇebhyaḥ kartāraṁ  yadā draṣṭānupaśyati
guṇebhyaś ca paraṁ vetti  mad-bhāvaṁ so ’dhigacchati
นานฺยํ คุเณภฺยห์ กรฺตารํ  ยทา ทฺรษฺฏานุปศฺยติ
คุเณภฺยศฺ จ ปรํ เวตฺติ  มทฺ-ภาวํ โส ’ธิคจฺฉติ
— ไม่, อนฺยมฺ — ผู้อื่น, คุเณภฺยห์ — กว่าคุณสมบัติต่าง ๆ, กรฺตารมฺ — ผู้ปฏิบัติ, ยทา — เมื่อ, ทฺรษฺฏา — ผู้เห็น, อนุปศฺยติ — เห็นอย่างถูกต้อง, คุเณภฺยห์ — ต่อระดับต่าง ๆ แห่ง ธรรมชาติ, — และ, ปรมฺ — ทิพย์, เวตฺติ — รู้, มตฺ-ภาวมฺ — ธรรมชาติทิพย์ของข้า, สห์ — เขา, อธิคจฺฉติ — ส่งเสริม
คำแปล
เมื่อเห็นอย่างถูกต้องว่าในกิจกรรมทั้งหมดนี้  ไม่มีนักแสดงผู้ใดทำงานมากไปกว่าสามระดับแห่งธรรมชาติ  และผู้รู้ว่าองค์ภควานทรงเป็นทิพย์อยู่เหนือระดับทั้งหลายเหล่านี้  เขาบรรลุถึงธรรมชาติทิพย์ของข้า
คำอธิบาย
เราสามารถข้ามพ้นกิจกรรมของระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติวัตถุทั้งหมดได้  เพียงแต่ต้องเข้าใจอย่างถูกต้องด้วยการเรียนรู้จากดวงวิญญาณที่เหมาะสม  พระอาจารย์ทิพย์ที่แท้จริงคือ  กฺฤษฺณ  พระองค์ทรงถ่ายทอดความรู้ทิพย์นี้แด่  อรฺชุน  ในทำนองเดียวกัน  เราต้องเรียนรู้ศาสตร์แห่งกิจกรรมเกี่ยวกับระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาตินี้จากพวกที่อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  มิฉะนั้น  ชีวิตของเราจะถูกนำไปในทางที่ผิด  จากคำสั่งสอนของพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  สิ่งมีชีวิตสามารถรู้ตำแหน่งทิพย์ของตน  รู้ร่างกายวัตถุของตน  รู้ประสาทสัมผัสของตน  รู้ว่าตนเองมาอยู่ในกับดักนี้ได้อย่างไร  และมาอยู่ภายใต้มนต์สะกดของระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติวัตถุได้อย่างไร  เราสิ้นหวังที่มาอยู่ในอุ้งมือของระดับต่าง  ๆ  เหล่านี้  แต่เมื่อสามารถเห็นสภาวะอันแท้จริงของตนเอง  ตรงนี้  เราจะบรรลุถึงระดับทิพย์และเห็นภาพชีวิตทิพย์  อันที่จริงสิ่งมีชีวิตไม่ใช่ผู้แสดงกิจกรรมต่าง  ๆ  แต่ถูกบังคับให้แสดงเพราะมาอยู่ในร่างเฉพาะนี้ซึ่งระดับแห่งธรรมชาติวัตถุเป็นผู้กำกับ  นอกจากจะได้รับการช่วยเหลือจากผู้ที่เชื่อถือได้ในวิถีทิพย์  มิฉะนั้น  เราจะไม่สามารถเข้าใจว่าอันที่จริงตนเองควรสถิตในตำแหน่งใหน  จากการมาคบหาสมาคมกับพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้  เขาสมาารถเห็นสถานภาพอันแท้จริงของตนเอง  และจากการเข้าใจเช่นนี้  เขาจะตั้งมั่นอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่ถูกมนต์สะกดของระดับแห่งธรรมชาติวัตถุควบคุมได้กล่าวไว้ในบทที่เจ็ดว่า  ผู้ที่ศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  จะได้รับการปลดเปลื้องจากกิจกรรมต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติวัตถุ  สำหรับผู้ที่สามารถเห็นสิ่งต่าง  ๆ  ตามความเป็นจริง  อิทธิพลของธรรมชาติวัตถุจะค่อย  ๆ  หยุดลง
गुणानेतानतीत्य त्रीन्देही देहसमुद्भवान् ।
जन्ममृत्युजरादुःखैर्विमुक्तोऽमृतमश्नुते ॥ १४.२० ॥
โศลก 20
guṇān etān atītya trīn  dehī deha-samudbhavān
janma-mṛtyu-jarā-duḥkhair  vimukto ’mṛtam aśnute
คุณานฺ เอตานฺ อตีตฺย ตฺรีนฺ  เทหี เทห-สมุทฺภวานฺ
ชนฺม-มฺฤตฺยุ-ชรา-ทุห์ไขรฺ  วิมุกฺโต ’มฺฤตมฺ อศฺนุเต
คุณานฺ — คุณสมบัติ, เอตานฺ — ทั้งหมดนี้, อตีตฺย — ข้ามพ้น, ตฺรีนฺ — สาม, เทหี — ร่างกาย, เทห — ร่างกาย, สมุทฺภวานฺ — ผลิตจาก, ชนฺม — แห่งการเกิด, มฺฤตฺยุ — การตาย, ชรา — และความชรา, ทุห์ไขห์ — ความทุกข์, วิมุกฺตห์ — เป็นอิสระจาก, อมฺฤตมฺ — น้ำทิพย์, อศฺนุเต — เขามีความสุข
คำแปล
เมื่อชีวิตที่อยู่ในร่างสามารถข้ามพ้นทั้งสามระดับที่สัมพันธ์กับร่างกายวัตถุนี้  เขาสามารถเป็นอิสระจากการเกิด  การตาย  ความชรา  และความทุกข์ต่าง  ๆ  และสามารถรื่นเริงกับน้ำทิพย์แม้ในชีวิตนี้
คำอธิบาย
เราจะอยู่ในสถานภาพทิพย์ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร  แม้ขณะอยู่ในร่างกายนี้  โศลกนี้ได้อธิบายคำสันสฤต  เทหี  ซึ่งหมายถึง  “ร่างกาย”  จากความเจริญก้าวหน้าในความรู้ทิพย์  ถึงแม้ว่าอยู่ภายในร่างกายวัตถุนี้เราจะสามารถเป็นอิสระจากอิทธิพลของระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติ  รื่นเริงกับความสุขแห่งชีวิตทิพย์และหลังจากออกไปจากร่างกายนี้ก็จะไปยังท้องฟ้าทิพย์อย่างแน่นอน  ดังนั้น  แม้อยู่ในร่างกายนี้  เราก็สามารถรื่นเริงกับความสุขทิพย์ได้  อีกนัยหนึ่ง  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เป็นสัญลักษณ์แห่งความหลุดพ้นจากพันธนาการทางวัตถุ  ประเด็นนี้จะอธิบายในบทที่สิบแปด  เมื่อเป็นอิสระจากอิทธิพลของระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติวัตถุแล้ว  เราจะเข้าถึงการอุทิศตนเสียสละรับใช้
अर्जुन उवाच ।
कैर्लिङ्गैस्त्रीन्गुणानेतानतीतो भवति प्रभो
किमाचारः कथं चैतांस्त्रीन्गुणानतिवर्तते ॥ १४.२१ ॥
โศลก 21
arjuna uvāca
kair liṅgais trīn guṇān etān  atīto bhavati prabho
kim-ācāraḥ kathaṁ caitāṁs  trīn guṇān ativartate
อรฺชุน อุวาจ
ไกรฺ ลิงฺไคสฺ ตฺรีนฺ คุณานฺ เอตานฺ  อตีโต ภวติ ปฺรโภ
กิมฺ-อาจารห์ กถํ ไจตำสฺ  ตฺรีนฺ คุณานฺ อติวรฺตเต
อรฺชุนห์ อุวาจอรฺชุน ตรัส, ไกห์ — ซึ่ง, ลิงฺไคห์ — อาการต่าง ๆ, ตฺรีนฺ — สาม, คุณานฺ — คุณสมบัติ, เอตานฺ — ทั้งหมดนี้, อตีตห์ — ข้ามพ้น, ภวติ — เป็น, ปฺรโภ — โอ้ องค์ภควาน ของข้า, กิมฺ — อะไร, อาจารห์ — พฤติกรรม, กถมฺ — อย่างไร, — เช่นกัน, เอตานฺ — เหล่านี้, ตฺรีนฺ — สาม, คุณานฺ — คุณสมบัติ, อติวรฺตเต — ข้ามพ้น
คำแปล
  อรฺชุน  ทรงถามว่า  โอ้  องค์ภควานที่รัก  ผู้ที่ข้ามพ้นเหนือสามระดับนี้มีลักษณะอาการอย่างไร?  ความประพฤติของเขาเป็นเช่นไร?  และเขาข้ามพ้นระดับแห่งธรรมชาติวัตถุได้อย่างไร?
คำอธิบาย
โศลกนี้คำถามของ  อรฺชุน  เหมาะสมมาก  เพราะปรารถนาที่จะทราบลักษณะอาการของบุคคลผู้ข้ามพ้นระดับวัตถุต่าง  ๆ  ก่อนอื่นท่านทรงถามถึงลักษณะอาการของบุคคลทิพย์เช่นนี้  เราจะเข้าใจได้อย่างไรว่าบุคคลนี้ได้ข้ามพ้นอิทธิพลของระดับต่างๆ  แห่งธรรมชาติวัตถุ?  คำถามที่สองถามว่า  เขาใช้ชีวิตอยู่อย่างไร  และมีกิจกรรมอะไรมีระเบียบหรือไร้ระเบียบ?  จากนั้น  อรฺชุน  ทรงถามถึงวิธีที่จะทำให้บรรลุถึงธรรมชาติทิพย์  ประเด็นนี้สำคัญมาก  นอกเสียจากว่ารู้วิธีโดยตรงที่ทำให้สถิตในวิถีทิพย์ตลอดเวลา  มิฉะนั้น  เป็นไปไม่ได้ที่จะแสดงลักษณะอาการเหล่านี้  ดังนั้น  คำถามทั้งหมดที่อรฺชุน  ทรงถามมีความสำคัญมาก  และองค์  ภควานฺ  จะทรงให้คำตอบ
श्रीभगवानुवाच ।
प्रकाशं च प्रवृत्तिं च मोहमेव च पाण्डव
न द्वेष्टि संप्रवृत्तानि न निवृत्तानि काङ्क्षति ॥ १४.२२ ॥
उदासीनवदासीनो गुणैर्यो न विचाल्यते ।
गुणा वर्तन्त इत्येव योऽवतिष्ठति नेङ्गते ॥ १४.२३ ॥
समदुःखसुखः स्वस्थः समलोष्टाश्मकाञ्चनः ।
तुल्यप्रियाप्रियो धीरस्तुल्यनिन्दात्मसंस्तुतिः ॥ १४.२४ ॥
मानापमानयोस्तुल्यस्तुल्यो मित्रारिपक्षयोः ।
सर्वारम्भपरित्यागी गुणातीतः स उच्यते ॥ १४.२५ ॥
โศลก 22-25
śrī-bhagavān uvāca
prakāśaṁ ca pravṛttiṁ ca  moham eva ca pāṇḍava
na dveṣṭi sampravṛttāni  na nivṛttāni kāṅkṣati
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
ปฺรกาศํ จ ปฺรวฺฤตฺตึ จ  โมหมฺ เอว จ ปาณฺฑว
น เทฺวษฺฏิ สมฺปฺรวฺฤตฺตานิ  น นิวฺฤตฺตานิ กางฺกฺษติ
udāsīna-vad āsīno  guṇair yo na vicālyate
guṇā vartanta ity evaṁ  yo ’vatiṣṭhati neṅgate
อุทาสีน-วทฺ อาสีโน  คุไณรฺ โย น วิจาลฺยเต
คุณา วรฺตนฺต อิตฺยฺ เอวํ  โย ’วติษฺฐติ เนงฺคเต
sama-duḥkha-sukhaḥ sva-sthaḥ  sama-loṣṭāśma-kāñcanaḥ
tulya-priyāpriyo dhīras  tulya-nindātma-saṁstutiḥ
สม-ทุห์ข-สุขห์ สฺว-สฺถห์  สม-โลษฺฏาศฺม-กาญฺจนห์
ตุลฺย-ปฺริยาปฺริโย ธีรสฺ  ตุลฺย-นินฺทาตฺม-สํสฺตุติห์
mānāpamānayos tulyas  tulyo mitrāri-pakṣayoḥ
sarvārambha-parityāgī  guṇātītaḥ sa ucyate
มานาปมานโยสฺ ตุลฺยสฺ  ตุโลฺย มิตฺราริ-ปกฺษโยห์
สรฺวารมฺภ-ปริตฺยาคี  คุณาตีตห์ ส อุจฺยเต
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, ปฺรกาศมฺ — สว่างไสว, — และ, ปฺรวฺฤตฺติมฺ — ยึดติด, — และ, โมหมฺ — ความหลง, เอว จ — เช่นกัน, ปาณฺฑว — โอ้ โอรส ปาณฺฑุ, น เทฺวษฺฏิ — ไม่เกลียด, สมฺปฺรวฺฤตฺตานิ — ถึงแม้พัฒนา, น นิวฺฤตฺตานิ — ไม่ หยุดพัฒนา, กางฺกฺษติ — ปรารถนา, อุทาสีน-วตฺ — ประหนึ่งเป็นกลาง, อาสีนห์ — สถิต,คุไณห์ — ด้วยคุณสมบัติ, ยห์ — ผู้ซึ่ง, — ไม่เคย, วิจาลฺยเต — เร่าร้อน, คุณาห์ — คุณสมบัติ, วรฺตนฺเต — ปฏิบัติ, อิติ เอวมฺ — รู้ดังนี้, ยห์ — ผู้ซึ่ง, อวติษฺฐติ — ยังคง, — ไม่เคย, อิงฺคเต — นิดเดียว, สม — เสมอภาค, ทุห์ข — ในความทุกข์,สุขห์ — ในความสุข, สฺว-สฺถห์ — กระตุ้นอยู่ในตัวเขา, สม — เสมอภาค, โลษฺฏ — ก้อนดิน, อศฺม — หิน, กาญฺจนห์ — ทอง, ตุลฺย — ปฏิบัติเสมอภาค, ปฺริย — ต่อสิ่งที่รัก, อปฺริยห์ — และสิ่งที่ไม่ต้องการ,ธีรห์ — มั่นคง, ตุลฺย — เท่าเทียม, นินฺทา — ในการดูหมิ่น, อาตฺม-สํสฺตุติห์ — และสรรเสริญตัว เขา, มาน — ในเกียรติยศ, อปมานโยห์ — และเสียเกียรติ, ตุลฺยห์ — เท่าเทียม, ตุลฺยห์ — เท่าเทียม, มิตฺร — เพื่อน, อริ — และศัตรู, ปกฺษโยห์ — ต่อพรรค, สรฺว — ทั้งหมด, อารมฺภ — ความพยายาม, ปริตฺยาคี — ผู้เสียสละ, คุณ-อตีตห์ — ข้ามพ้นระดับแห่งธรรมชาติ วัตถุ, สห์ — เขา, อุจฺยเต — กล่าวว่าเป็น
คำแปล
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  โอ้  โอรสแห่ง  ปาณฺฑุ  ผู้ที่ไม่เกลียดแสงสว่าง  ความยึดติด  และความหลง  เมื่อสิ่งเหล่านี้ปรากฏ  หรือไม่ปรารถนาเมื่อสิ่งเหล่านี้ไม่ปรากฏ  ผู้ที่ไม่เอนเอียง  และไม่หวั่นไหวกับผลกระทบซึ่งกันและกันของคุณลักษณะต่าง  ๆ  ทางวัตถุทั้งหลาย  คงความเป็นกลางและเป็นทิพย์  รู้ว่าระดับต่าง  ๆ  เท่านั้นที่ทำงาน  ผู้ที่สถิตในตนเอง  และปฏิบัติต่อความสุขและความทุกข์เหมือนกัน  ผู้ที่มองเห็นก้อนดิน  ก้อนหิน  และทองคำด้วยสายตาที่เท่าเทียมกัน  ผู้ที่เสมอภาคต่อสิ่งที่ปรารถนาและสิ่งที่ไม่ปรารถนา  ผู้ที่มีความมั่นคง  สถิตเสมอภาคเป็นอย่างดีทั้งในคำสรรเสริญและคำเหยียดหยาม  ได้เกียรติและเสียเกียรติผู้ที่ปฏิบัติต่อเพื่อนและศัตรูเหมือนกัน  และเป็นผู้ที่สละกิจกรรมทางวัตถุทั้งหมดบุคคลเช่นนี้กล่าวว่าได้ข้ามพ้นเหนือระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติแล้ว
คำอธิบาย
อรฺชุน  ทรงถามสามคำถาม  โศลกเหล่านี้องค์  ภควานฺ  ทรงตอบทีละข้อ  ก่อนอื่น  กฺฤษฺณ  ทรงแสดงให้เห็นว่า  บุคคลสถิตในระดับทิพย์จะไม่มีความอิจฉาริษยาและไม่ทะเยอทะยานกับสิ่งใด  ๆ  เมื่อสิ่งมีชีวิตมาอยู่ในโลกวัตถุนี้และถูกร่างวัตถุปกคลุม  เข้าใจว่าเขาต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหนึ่งในสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุจนกว่าจะออกจากร่างกายจริง  ๆ  เขาจึงจะออกจากเงื้อมมือของระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  ตราบใดที่ยังไม่ออกไปจากร่างวัตถุเขาควรทำตัวเป็นกลาง  และควรปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์  ภควานฺ  เพื่อจะได้ลืมการสำคัญตนเองกับร่างกายวัตถุไปโดยปริยาย  เมื่อมีจิตสำนึกอยู่กับร่างกายวัตถุ  เขาจะทำสิ่งต่าง  ๆ  เพื่อสนองประสาทสัมผัสเท่านั้น  แต่เมื่อย้ายจิตสำนึกไปที่  กฺฤษฺณ  การสนองประสาทสัมผัสจะหยุดลงโดยปริยาย  ร่างกายวัตถุนี้ไม่มีความจำเป็น  และตัวเขาก็ไม่จำเป็นต้องยอมรับคำบงการจากร่างวัตถุ  คุณสมบัติต่าง  ๆ  ของระดับวัตถุในร่างกายจะทำงาน  แต่ดวงวิญญาณหรือตัวเขาเองอยู่ออกห่างเหนือไปจากกิจกรรมต่าง  ๆ  เหล่านี้  เขาอยู่เหนือและห่างออกไปได้อย่างไร?  เขาไม่ปรารถนาหาความสุขกับร่างกายและไม่ปรารถนาที่จะออกไปจากร่างกาย  ดังนั้น  จึงสถิตในวิถีทิพย์  สาวกเป็นอิสระโดยปริยาย  ไม่จำเป็นต้องพยายามมาเป็นอิสระจากอิทธิพลของระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติวัตถุ
คำถามต่อไปเกี่ยวกับบุคคลผู้สถิตในวิถีทิพย์  บุคคลสถิตทางวัตถุได้รับผลกระทบจากสิ่งที่สมมติว่าเป็นการได้รับเกียรติและเสียเกียรติที่เสนอให้กับร่างกาย  แต่บุคคลผู้สถิตในวิถีทิพย์ไม่ได้รับผลกระทบจากการได้เกียรติและการเสียเกียรติอย่างผิดๆ  เหล่านี้  เขาปฏิบัติหน้าที่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  และไม่สนใจว่าใครจะให้เกียรติหรือจะทำให้เสียเกียรติ  เขายอมรับสิ่งต่าง  ๆ  ที่เอื้ออำนวยต่อหน้าที่การงานของตนใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  มิฉะนั้น  ไม่มีความจำเป็นกับสิ่งใด  ๆ  ที่เป็นวัตถุ  ไม่ว่าจะเป็นก้อนหินหรือทองคำ  ถือเสียว่าทุก  ๆ  คนที่ช่วยเขาในการปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นเพื่อนรัก  และไม่เกลียดคนที่สมมติว่าเป็นศัตรู  เขาปฏิบัติเสมอภาคกับทุกคน  และมองดูทุกสิ่งทุกอย่างในระดับเดียวกันเพราะทราบดีว่าตัวเขาไม่มีอะไรยุ่งเกี่ยวกับความเป็นอยู่ทางวัตถุ  ประเด็นทางสังคมและทางการเมืองจะไม่มีผลกระทบต่อเขา  เพราะเขารู้ถึงสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงและความยุ่งยากต่าง  ๆ  ที่ไม่ถาวร  และไม่พยายามทำสิ่งใด  ๆ  เพื่อประโยชน์ส่วนตัว  แต่จะพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อ  กฺฤษฺณ  สำหรับส่วนตัวจะไม่พยายามเพื่อสิ่งใด  จากพฤติกรรมเช่นนี้เขาสถิตในวิถีทิพย์โดยแท้จริง
मां च योऽव्यभिचारेण भक्तियोगेन सेवते ।
स गुणान्समतीत्यैतान्ब्रह्मभूयाय कल्पते ॥ १४.२६ ॥
โศลก 26
māṁ ca yo ’vyabhicāreṇa  bhakti-yogena sevate
sa guṇān samatītyaitān  brahma-bhūyāya kalpate
มำ จ โย ’วฺยภิจาเรณ  ภกฺติ-โยเคน เสวเต
ส คุณานฺ สมตีไตฺยตานฺ  พฺรหฺม-ภูยาย กลฺปเต
มามฺ — แด่ข้า, — เช่นกัน, ยห์ — บุคคลซึ่ง, อวฺยภิจาเรณ — ไม่ผิดพลาด, ภกฺติ-โยเคน — ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้, เสวเต — ถวายการรับใช้, สห์ — เขา, คุณานฺ — ระดับต่าง ๆ แห่งธรรมชาติวัตถุ, สมตีตฺย — ข้ามพ้น, เอตานฺ — ทั้งหมดนี้, พฺรหฺม-ภูยาย — พัฒนา มาถึงระดับ พฺรหฺมนฺ, กลฺปเต — กลายมาเป็น
คำแปล
ผู้ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างเต็มที่  ไม่หยุดยั้งในทุก  ๆ  สถานการณ์ข้ามพ้นระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติวัตถุ  และมาถึงระดับแห่ง  พฺรหฺมนฺ  ทันที
คำอธิบาย
โศลกนี้ทรงตอบคำถามที่สามของ  อรฺชุน  ที่ว่าอะไรคือวิถีทางที่บรรลุถึงสถานภาพทิพย์?  ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วว่า  โลกวัตถุทำงานภายใต้มนต์สะกดของระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติวัตถุ  เราไม่ควรหวั่นไหวไปกับกิจกรรมของระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติ  แทนที่จะปล่อยจิตสำนึกไปในกิจกรรมเหล่านี้  เราอาจย้ายจิตสำนึกไปที่กิจกรรมของ  กฺฤษฺณ  ซึ่งเรียกว่า  ภกฺติ-โยค  หรือปฏิบัติเพื่อ  กฺฤษฺณ  เสมอ  เช่นนี้มิได้หมายเพียงแต่  กฺฤษฺณ  เท่านั้น  แต่รวมถึงภาคแบ่งแยกที่สมบูรณ์ต่าง  ๆ  ของพระองค์เช่น  พระ  ราม  และพระ  นารายณ  พระองค์ทรงมีอวตารนับไม่ถ้วน  ผู้ปฏิบัติในการรับใช้รูปลักษณ์ใดของ  กฺฤษฺณ  หรืออวตารที่สมบูรณ์องค์ใดก็ได้พิจารณาว่าสถิตในระดับทิพย์ควรสังเกตด้วยว่า  รูปลักษณ์ของ  กฺฤษฺณ  ทั้งหมดเป็นทิพย์โดยสมบูรณ์  มีความสุขเกษมสำราญ  เปี่ยมไปด้วยความรู้  และเป็นอมตะ  องค์  ภควานฺ  เหล่านี้ทรงพระเดชทั้งหมด  ทรงเป็นสัพพัญญู  และทั้งหมดมีคุณลักษณะทิพย์อย่างสมบูรณ์  ดังนั้น  หากเราปฏิบัติในการรับใช้  กฺฤษฺณ  หรือภาคแบ่งแยกที่สมบูรณ์ของพระองค์ด้วยความมั่นใจอย่างแน่วแน่  ถึงแม้ว่าระดับทั้งสามแห่งธรรมชาติวัตถุเอาชนะได้ยากมาก  เราจะสามารถข้ามพ้นระดับเหล่านี้ได้โดยง่ายดาย  ได้อธิบายไว้แล้วในบทที่เจ็ดว่า  ผู้ที่ศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  จะข้ามพ้นอิทธิพลของระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติวัตถุทันที  การอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกหรือในการอุทิศตนเสียสละรับใช้หมายความว่าเราได้รับความเสมอภาคกับ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ตรัสว่าธรรมชาติของพระองค์เป็นอมตะ  มีความสุขเกษมสำราญและเปี่ยมไปด้วยความรู้  สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  เศษละอองทองก็เป็นส่วนหนึ่งของเหมืองทอง  ดังนั้น  สิ่งมีชีวิตในสถานภาพทิพย์ดีเท่า  ๆ  กับทองคำ  ดีเท่า  ๆ  กับ  กฺฤษฺณในเชิงคุณสมบัติ  ความแตกต่างแห่งปัจเจกบุคคลยังคงดำเนินต่อไป  มิฉะนั้น  จะไม่มีคำว่า  ภกฺติ-โยค,  ภกฺติ-โยค  หมายความว่าองค์  ภควานฺ  ยังทรงมีอยู่  สาวกก็มีอยู่  และกิจกรรมในการแลกเปลี่ยนความรักระหว่างองค์  ภควานฺ  และสาวกก็มีอยู่  ฉะนั้น  ความเป็นปัจเจกของสองบุคคลมีอยู่ในองค์  ภควานฺ  และปัจเจกชีวิต  มิฉะนั้น  ภกฺติ-โยค  จะไม่มีความหมาย  หากไม่สถิตในสถานภาพทิพย์เหมือนกับองค์  ภควานฺ  เราจะไม่สามารถรับใช้พระองค์ได้  ในการเป็นผู้รับใช้ส่วนพระองค์ของ  กฺษตฺริย  เราต้องมีคุณสมบัติเพียงพอ  ดังนั้น  คุณสมบัติก็คือมาเป็น  พฺรหฺมนฺ  หรือเป็นอิสระจากมลทินทั้งหลายทางวัตถุได้กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  ว่า  พฺรไหฺมว  สนฺ  พฺรหฺมาปฺยฺ  เอติ  เราสามารถบรรลุถึง  พฺรหฺมนฺ  สูงสุดด้วยการมาเป็น  พฺรหฺมนฺ  เช่นนี้หมายความว่า  เราต้องมาเป็นหนึ่งเดียวกับ  พฺรหฺมนฺ  ในเชิงคุณสมบัติ  จากการบรรลุถึง  พฺรหฺมนฺ  เ  ราม  ิได้สูญเสียบุคลิก  พฺรหฺมนฺ  อมตะของตนเองในฐานะที่เป็นปัจเจกวิญญาณ
ब्रह्मणो हि प्रतिष्ठाहममृतस्याव्ययस्य च ।
शाश्वतस्य च धर्मस्य सुखस्यैकान्तिकस्य च ॥ १४.२७ ॥
โศลก 27
brahmaṇo hi pratiṣṭhāham  amṛtasyāvyayasya ca
śāśvatasya ca dharmasya  sukhasyaikāntikasya ca
พฺรหฺมโณ หิ ปฺรติษฺฐาหมฺ  อมฺฤตสฺยาวฺยยสฺย จ
ศาศฺวตสฺย จ ธรฺมสฺย  สุขไสฺยกานฺติกสฺย จ
พฺรหฺมณห์ — ของ พฺรหฺม-โชฺยติรฺ ที่ไร้รูปลักษณ์, หิ — แน่นอน, ปฺรติษฺฐา — ที่เหลือ, อหมฺ — ข้าเป็น, อมฺฤตสฺย — ของไม่รู้จักตาย, อวฺยยสฺย — ของที่ไม่สูญสิ้น, — เช่นกัน, ศาศฺวตสฺย — ของอมตะ, — และ, ธรฺมสฺย — ของตำแหน่งพื้นฐานเดิม, สุขสฺย — แห่ง ความสุข, ไอกานฺติกสฺย — ในที่สุด, — เช่นกัน
คำแปล
และข้าคือฐานของ  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์ซึ่งไม่รู้จักตาย  ไม่สูญสิ้น  เป็นอมตะและเป็นสถานภาพพื้นฐานเดิมแห่งความสุขสูงสุด
คำอธิบาย
สถานภาพพื้นฐานเดิมของ  พฺรหฺมนฺ  คือ  ความไม่ตาย  ความไม่สูญสิ้น  เป็นอมตะและมีความสุข  พฺรหฺมนฺ  คือความรู้แจ้งทิพย์ขั้นแรก  ปรมาตฺมา  หรืออภิวิญญาณคือความรู้แจ้งในระดับกลางหรือระดับที่สอง  และบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าคือความรู้แจ้งสูงสุดแห่งสัจธรรมที่สมบูรณ์  ดังนั้น  ทั้ง  ปรมาตฺมา  และ  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์อยู่ภายในบุคคลสูงสุดองค์  ภควานฺ  ได้อธิบายไว้ในบทที่เจ็ดว่าธรรมชาติวัตถุเป็นปรากฏการณ์ของพลังงานเบื้องต่ำขององค์  ภควานฺ  พระองค์ทรงทำให้ธรรมชาติเบื้องต่ำหรือธรรมชาติวัตถุตั้งครรภ์ด้วยละอองแห่งธรรมชาติเบื้องสูง  และนั่นคือการสัมผัสทิพย์ในธรรมชาติวัตถุ  และค่อย  ๆ  เจริญขึ้นมาจนถึงแนวคิด  พฺรหฺมนฺ  แห่งองค์  ภควานฺ  การบรรลุถึงแนวคิดชีวิตแห่ง  พฺรหฺมนฺ  นี้  เป็นระดับแรกในความรู้แจ้งแห่งตน  ในระดับนี้บุคคลผู้รู้แจ้ง  พฺรหฺมนฺ  นี้  เป็นระดับแรกในความรู้แจ้งแห่งตน  ในระดับนี้บุคคลผู้รู้แจ้งพฺรหฺมนฺ  เป็นทิพย์เหนือสถานภาพทางวัตถุ  แต่จะไม่มีความสมบูรณ์อย่างแท้จริงในความรู้แจ้ง  พฺรหฺมนฺ  หากปรารถนาจะสามารถอยู่ในสถานภาพ  พฺรหฺมนฺ  ต่อไปและค่อย  ๆ  เจริญขึ้นมาถึงความรู้แจ้ง  ปรมาตฺมา  จากนั้น  ก็รู้แจ้งถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  มีตัวอย่างเช่นนี้มากมายในวรรณกรรมพระ  เวท  กุมาร  ทั้งสี่  ตอนแรกสถิตในแนวคิดแห่งสัจธรรม  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  และค่อย  ๆ  เจริญขึ้นมาจนถึงระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ผู้ที่ไม่สามารถพัฒนาตนเองให้อยู่เหนือแนวคิดอันไร้รูปลักษณ์แห่ง  พฺรหฺมนฺ  จะมีความเสี่ยงในการตกลงต่ำ  ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  กล่าวว่าถึงแม้บุคคลอาจเจริญขึ้นมาถึงระดับ  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  หากไม่พัฒนาให้สูงขึ้นเนื่องจากไม่มีข้อมูลแห่งองค์  ภควานฺ  ปัญญาของเขาจะไม่ผ่องใสโดยสมบูรณ์  ฉะนั้น  ถึงแม้ว่าจะเจริญมาถึงระดับ  พฺรหฺมนฺ  ก็ยังมีโอกาสตกลงต่ำ  หากไม่ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์  ในภาษาพระ  เวท  กล่าวไว้เช่นกันว่า  รโส  ไว  สห์,  รสํ  หฺยฺ  เอวายํ  ลพฺธฺวานนฺที  ภวติ  “เมื่อเข้าใจบุคลิกภาพแห่งพระเจ้า  กฺฤษฺณ  ผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุข  เขาจะมาเป็นผู้มีความปลื้มปีติสุขทิพย์อย่างแท้จริง”  (ไตตฺติรีย  อุปนิษทฺ  2.7.1)  องค์  ภควานฺ  ทรงเปี่ยมไปด้วยความมั่งคั่งหกประการ  และเมื่อสาวกเข้าพบพระองค์  จะมีการแลกเปลี่ยนความมั่งคั่งทั้งหกประการนี้  ผู้รับใช้พระเจ้าแผ่นดินได้รับความรื่นเริงเกือบระดับเดียวกันกับพระเจ้าแผ่นดิน  ดังนั้น  ความสุขนิรันดร  ความสุขที่ไม่มีวันสูญสลาย  และชีวิตอมตะรวมอยู่ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  เช่นเดียวกัน  ความรู้แจ้ง  พฺรหฺมนฺ  หรือความเป็นอมตะ  หรือความไม่รู้จักตาย  รวมอยู่ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  บุคคลผู้ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในตัวเรียบร้อยแล้ว
สิ่งมีชีวิตถึงแม้เป็น  พฺรหฺมนฺ  โดยธรรมชาติ  มีความปรารถนาเป็นเจ้าเหนือโลกวัตถุ  ด้วยเหตุนี้  จึงตกต่ำลง  ในสถานภาพพื้นฐานเดิมของตนสิ่งมีชีวิตอยู่เหนือสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  แต่การที่มาคบหาสมาคมกับธรรมชาติวัตถุทำให้ถูกพันธนาการอยู่ในระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติวัตถุ  เช่น  ความดี  ตัณหา  และอวิชชา  เนื่องจากการมาคบหาสมาคมกับสามระดับเหล่านี้  ความปรารถนาที่จะครอบครองโลกวัตถุจึงมีอยู่  เมื่อปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  เราสถิตในสถานภาพทิพย์ทันที  และความปรารถนาที่ผิดกฎหมายในการมาควบคุมธรรมชาติวัตถุจะถูกขจัดไป  ดังนั้น  วิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้เริ่มจากการสดับฟัง  การสวดภาวนาการระลึกถึง  ฯลฯ  มีอยู่เก้าวิธีเพื่อรู้แจ้งถึงการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่ได้อธิบายไว้  เราควรฝึกปฏิบัติร่วมกับเหล่าสาวก  จากการมาร่วมกันและด้วยอิทธิพลของพระอาจารย์ทิพย์  ความปรารถนาที่จะครอบครองธรรมชาติวัตถุจะค่อย  ๆ  ถูกขจัดไป  และเราจะสถิตอย่างมั่นคงในการรับใช้ทิพย์ด้วยความรักต่อองค์  ภควานฺ  วิธีนี้ได้อธิบายจากโศลกที่ยี่สิบสองจนมาถึงโศลกสุดท้ายของบทนี้  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  เป็นสิ่งที่ง่ายมาก  เราควรปฏิบัติในการรับใช้พระองค์เสมอ  ควรรับประทานอาหารส่วนเหลือหลังจากที่ได้ถวายต่อพระปฏิมาแล้ว  ดมกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ถวายต่อพระบาทรูปดอกบัวขององค์  ภควานฺ  ดูสถานที่ต่าง  ๆ  ที่พระองค์ทรงแสดงลีลาทิพย์  อ่านกิจกรรมต่าง  ๆ  ของพระองค์รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรักของพระองค์กับเหล่าสาวก  สวดภาวนาคลื่นเสียงทิพย์  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร  /  ฮะเรราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร  เสมอ  และถือวันอดอาหารเพื่อระลึกถึงการปรากฏและการจากไปของพระองค์และบรรดาสาวกของพระองค์  ด้วยการปฏิบัติตามวิธีการเหล่านี้  ทำให้เราไม่ยึดติดกับกิจกรรมต่าง  ๆ  ทางวัตถุทั้งหมดโดยสมบูรณ์  ดังนั้นผู้ที่สามารถสถิตใน  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  หรือแนวคิดแห่ง  พฺรหฺมนฺ  อันหลากหลายต่าง  ๆ  มีความทัดเทียมกันกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าในเชิงคุณสมบัติ
ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย ภกฺติเวทนฺต บทที่สิบสี่ของหนังสือ ศฺรีมทฺ ภควัท-คีตา ในหัวข้อเรื่องสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ

ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

บทที่ สิบห้า

บทที่ 15

โยค แห่งองค์ภควาน

chapterImage

โยค แห่งองค์ภควาน

श्रीभगवानुवाच ।
ऊर्ध्वमूलमधःशाखमश्वत्थं प्राहुरव्ययम्
छन्दांसि यस्य पर्णानि यस्तं वेद स वेदवित् ॥ १५.१ ॥
โศลก 1
śrī-bhagavān uvāca
ūrdhva-mūlam adhaḥ-śākham  aśvatthaṁ prāhur avyayam
chandāṁsi yasya parṇāni  yas taṁ veda sa veda-vit
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
อูรฺธฺว-มูลมฺ อธห์-ศาขมฺ  อศฺวตฺถํ ปฺราหุรฺ อวฺยยมฺ
ฉนฺทำสิ ยสฺย ปรฺณานิ  ยสฺ ตํ เวท ส เวท-วิตฺ
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, อูรฺธฺว-มูลมฺ — ด้วยรากอยู่ ข้างบน, อธห์ — ลงข้างล่าง, ศาขมฺ — แยกแขนง, อศฺวตฺถมฺ — ต้นไทร, ปฺราหุห์ — กล่าวไว้ว่า, อวฺยยมฺ — อมตะ, ฉนฺทำสิ — ในบทมนต์พระ เวท, ยสฺย — ซึ่ง, ปรฺณานิ — ใบ, ยห์ — ผู้ใด ซึ่ง, ตมฺ — นั้น, เวท — รู้, สห์ — เขา, เวท-วิตฺ — ผู้รู้พระ เวท
คำแปล
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  ได้กล่าวไว้ว่า  มีต้นไทรที่ไม่มีวันตาย  มีรากขึ้นข้างบน  และกิ่งก้านสาขาลงข้างล่าง  มีใบคือบทมนต์พระ  เวท  ผู้รู้ต้นไม้นี้คือผู้รู้คัมภีร์พระ  เวท  
คำอธิบาย
หลังจากที่ได้สนทนากันถึงความสำคัญของ  ภกฺติ-โยค  อาจมีคำถามขึ้นมาว่า  “คัมภีร์พระ  เวท  คืออะไร?”  ได้อธิบายในบทนี้ว่าจุดมุ่งหมายของการศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  คือมาเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  ผู้ที่อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  หรือผู้ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นผู้รู้คัมภีร์พระ  เวท  เรียบร้อยแล้ว
การพันธนาการของโลกวัตถุนี้เปรียบเทียบกับต้นไทร  ณ  ที่นี้  สำหรับผู้ปฏิบัติกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  ต้นไทรนี้ไม่มีที่สิ้นสุด  เขาจะเดินทางจากกิ่งก้านหนึ่งไปสู่อีกกิ่งก้านหนึ่งและไปยังอีกกิ่งก้านหนึ่ง  ต้นไม้แห่งธรรมชาติวัตถุนี้ไม่มีจุดจบ  และผู้ที่ยึดติดกับต้นไม้นี้จะไม่มีทางหลุดพ้นออกไปได้  บทมนต์พระ  เวท  ที่หมายไว้เพื่อพัฒนาตัวเราเป็นใบของต้นไม้นี้  รากของต้นงอกขึ้นข้างบนเนื่องจากรากเหล่านี้เริ่มจากสถานที่ที่พระ  พฺรหฺมาทรงประทับอยู่  ซึ่งเป็นดาวเคราะห์สูงสุดแห่งจักรวาลนี้  หากผู้ใดสามารถเข้าใจต้นไม้แห่งความหลงที่ไม่มีวันถูกทำลายนี้  เขาจึงสามารถออกไปจากมันได้
เราควรเข้าใจวิธีการแก้เพื่อให้หลุดพ้น  ในบทก่อน  ๆ  ได้อธิบายไว้ว่ามีหลายวิธีที่จะให้หลุดออกไปจากพันธนาการทางวัตถุ  จนกระทั่งมาถึงบทที่สิบสาม  เราพบว่าการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  เป็นวิธีที่ดีที่สุด  บัดนี้  หลักพื้นฐานแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้คือการไม่ยึดติดกับกิจกรรมทางวัตถุ  และมายึดมั่นกับการรับใช้ทิพย์ต่อพระองค์  วิธีการที่จะตัดการยึดติดกับโลกวัตถุได้กล่าวไว้ในตอนต้นของบทนี้  รากแห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุนี้งอกขึ้นข้างบน  เช่นนี้หมายความว่าเริ่มจากแก่นสารทางวัตถุมวลรวม  จากดาวเคราะห์สูงสุดแห่งจักรวาล  และจากที่นั่นจักรวาลทั้งหมดขยายออกด้วยสาขาที่แยกแขนงออกมากมายซึ่งมาเป็นระบบดาวเคราะห์ต่าง  ๆ  ผลทางวัตถุที่ได้รับคือผลลัพธ์แห่งกิจกรรมต่าง  ๆ  ของสิ่งมีชีวิต  เช่น  การศาสนา  การพัฒนาเศรษฐกิจ  การสนองประสาทสัมผัส  และความหลุดพ้น
ในโลกนี้ไม่มีประสบการณ์โดยตรงเกี่ยวกับต้นไม้ที่มีกิ่งก้านสาขาแยกแขนงลงข้างล่าง  และมีรากขึ้นข้างบน  ต้นไม้ชนิดนี้พบได้ที่ขอบสระน้ำ  เราสามารถเห็นต้นไม้นี้สะท้อนอยู่ในน้ำมีกิ่งก้านสาขาแยกลงข้างล่างและรากขึ้นข้างบน  อีกนัยหนึ่ง  ต้นไม้แห่งโลกวัตถุนี้เป็นเพียงภาพสะท้อนของต้นไม้จริงในโลกทิพย์  การสะท้อนของโลกทิพย์นี้สถิตอยู่ในความปรารถนาเหมือนกับการสะท้อนของต้นไม้สถิตอยู่ในน้ำ  ความปรารถนาหรือความต้องการเป็นต้นเหตุของสิ่งต่าง  ๆ  ที่สถิตในแสงแห่งวัตถุที่สะท้อนมานี้  ผู้ที่ปรารถนาจะออกไปจากความเป็นอยู่ทางวัตถุต้องรู้ถึงต้นไม้นี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน  ด้วยการวิเคราะห์ศึกษาเราจึงสามารถตัดความสัมพันธ์จากมันออกไปได้
ต้นไม้ที่เป็นภาพสะท้อนจากของจริงนี้  ถอดแบบออกมาเหมือนกันทุกอย่าง  มีทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกทิพย์  พวกที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์คิดว่า  พฺรหฺมนฺ  เป็นรากของต้นไม้วัตถุนี้  ตามปรัชญา  สางฺขฺย  กล่าวว่าจากรากนี้  ปฺรกฺฤติ,  ปุรุษ  ออกมา  จากนั้นสาม  คุณ  ออกมา  จากนั้นธาตุหยาบทั้งห้า  (ปญฺจ-มหา-ภูต)  ออกมา  จากนั้นประสาทสัมผัสทั้งสิบ  (ทเศนฺทฺริย)  จิตใจ  ฯลฯ  ดังนี้  พวกเขาแบ่งโลกวัตถุทั้งหมดเป็นยี่สิบสี่ธาตุ  หาก  พฺรหฺมนฺ  เป็นศูนย์กลางของปรากฏการณ์ทั้งหมด  โลกวัตถุนี้ก็เป็นปรากฏการณ์ของศูนย์กลาง  180  องศาและอีก  180  องศา  เป็นโลกทิพย์  โลกวัตถุเป็นภาพสะท้อนที่กลับตาลปัตร  ดังนั้น  โลกทิพย์จะต้องมีความหลากหลายเช่นเดียวกัน  แต่ในความเป็นจริง  ปฺรกฺฤติ  เป็นพลังงานเบื้องต่ำขององค์  ภควานฺ  และ  ปุรุษ  คือตัวองค์  ภควานฺ  นั่นคือคำอธิบายใน  ภควัท-คีตา  เนื่องจากปรากฏการณ์นี้เป็นวัตถุ  จึงไม่ถาวรภาพสะท้อนไม่ถาวรเพราะว่าบางครั้งมองเห็นและบางครั้งมองไม่เห็น  แต่ของแท้ที่ทำให้ได้ภาพสะท้อนมานั้นเป็นอมตะ  ภาพสะท้อนวัตถุจากต้นไม้จริงจะต้องถูกตัดออก  เมื่อกล่าวว่าบุคคลรู้คัมภีร์พระ  เวท  หมายความว่า  เขารู้ว่าจะตัดการยึดติดกับโลกวัตถุนี้ให้ออกไปได้อย่างไร  หากรู้วิธีการนี้  เขาเป็นผู้รู้คัมภีร์พระ  เวท  โดยแท้จริง  ผู้ที่หลงใหลอยู่กับสูตรพิธีกรรมต่าง  ๆ  ของพระ  เวท  เท่ากับหลงอยู่กับใบสีเขียวอันสวยงามของต้นไม้  โดยไม่รู้จุดมุ่งหมายของคัมภีร์พระ  เวท  อย่างแท้จริง  จุดมุ่งหมายของคัมภีร์พระ  เวท  เหมือนดังที่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเปิดเผยคือ  ให้ตัดภาพสะท้อนของต้นไม้นี้ออกและบรรลุถึงต้นไม้ที่แท้จริงแห่งโลกทิพย์
अधश्चोर्ध्वं प्रसृतास्तस्य शाखा
गुणप्रवृद्धा विषयप्रवालाः ।
अधश्च मूलान्यनुसंततानि
कर्मानुबन्धीनि मनुष्यलोके ॥ १५.२ ॥
โศลก 2
adhaś cordhvaṁ prasṛtās tasya śākhā
guṇa-pravṛddhā viṣaya-pravālāḥ
adhaś ca mūlāny anusantatāni
karmānubandhīni manuṣya-loke
อธศฺ โจรฺธฺวํ ปฺรสฺฤตาสฺ ตสฺย ศาขา
คุณ-ปฺรวฺฤทฺธา วิษย-ปฺรวาลาห์
อธศฺ จ มูลานฺยฺ อนุสนฺตตานิ
กรฺมานุพนฺธีนิ มนุษฺย-โลเก
อธห์ — ลงข้างล่าง, — และ, อูรฺธฺวมฺ — ขึ้นข้างบน, ปฺรสฺฤตาห์ — ขยายออก, ตสฺย — ของ มัน, ศาขาห์ — แยกแขนง, คุณ — โดยระดับต่าง ๆ ของธรรมชาติวัตถุ, ปฺรวฺฤทฺธาห์ — พัฒนา, วิษย — อาตยนะภายนอก, ปฺรวาลาห์ — กิ่งก้าน, อธห์ — ลงข้างล่าง, — และ, มูลานิ — ราก, อนุสนฺตตานิ — ขยาย, กรฺม — งาน, อนุพนฺธีนิ — ผูกมัด, มนุษฺย-โลเก — ใน โลกของสังคมมนุษย์
คำแปล
สาขาของต้นไม้นี้แตกแขนงลงข้างล่างและขึ้นข้างบน  บำรุงเลี้ยงด้วยสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  กิ่งก้านคืออายตนะภายนอก  ต้นไม้นี้มีรากลงข้างล่างเช่นเดียวกัน  และถูกพันธนาการอยู่ในการกระทำเพื่อผลทางวัตถุของสังคมมนุษย์
คำอธิบาย
ได้อธิบายถึงต้นไทรนี้ต่อไปอีกว่ามีสาขาแยกแขนงออกไปทุกทิศทาง  ในส่วนล่างมีปรากฏการณ์อันหลากหลายของสิ่งมีชีวิตเช่น  มนุษย์  สัตว์  ม้า  วัว  สุนัข  แมว  ฯลฯชีวิตเหล่านี้สถิตในส่วนล่าง  ขณะที่ส่วนบนเป็นรูปของสิ่งมีชีวิตที่สูงกว่า  เช่น  เทวดา  คนฺธรฺว  และเผ่าพันธุ์ชีวิตอื่น  ๆ  ที่สูงกว่ามากมาย  เหมือนกับต้นไม้ที่ได้รับการบำรุงเลี้ยงจากน้ำ  ต้นไม้นี้ก็ได้รับการบำรุงเลี้ยงจากสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  บางครั้งเราพบว่าที่ดินผืนนี้แห้งแล้งเนื่องจากมีน้ำไม่เพียงพอ  และบางครั้งเราพบว่าที่ดินอีกผืนหนึ่งมีความเขียวชอุ่มมาก  ในทำนองเดียวกัน  สถานที่ที่ระดับแห่งธรรมชาติวัตถุใดมีอัตราส่วนในปริมาณมากกว่า  เผ่าพันธุ์ชีวิตต่าง  ๆ  ในระดับนั้นก็ปรากฏ
กิ่งก้านของต้นไม้พิจารณาว่าเป็นอายตนะภายนอก  จากการพัฒนาระดับต่างๆ  แห่งธรรมชาติ  เราพัฒนาประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  และจากประสาทสัมผัสเราได้รับความสุขอันหลากหลายจากอายตนะภายนอก  ยอดของสาขาต่าง  ๆ  คือประสาทสัมผัสเช่น  หู  จมูก  ตา  ฯลฯ  ซึ่งยึดติดอยู่กับความเพลิดเพลินกับอายตนะภายนอก  กิ่งก้านคืออายตนะภายนอก  เช่น  เสียง  รูป  สัมผัส  ฯลฯ  รากรองคือความยึดติดและความเกลียดชังซึ่งเป็นผลพลอยได้ของความทุกข์และความสุขทางประสาทสัมผัสอันหลากหลาย  แนวโน้มที่จะเป็นคนใจบุญหรือเป็นคนใจบาปพิจารณาว่าพัฒนาจากรากรองเหล่านี้ซึ่งแผ่ขยายไปทุกทิศทาง  รากอันแท้จริงมาจาก  พฺรหฺมโลก  และรากอื่น  ๆ  อยู่ในระบบดาวเคราะห์มนุษย์  หลังจากรื่นเริงกับผลบุญที่ได้ไปอยู่ในระบบดาวเคราะห์ที่สูงกว่าแล้ว  เขาจะตกลงมาในโลกนี้และสร้างกรรมหรือกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุต่อไป  เพื่อความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ  ดาวเคราะห์ของมนุษย์นี้พิจารณาว่าเป็นสนามแห่งกิจกรรม
न रूपमस्येह तथोपलभ्यते
नान्तो न चादिर्न च संप्रतिष्ठा ।
अश्वत्थमेनं सुविरूढमूल-
मसङ्गशस्त्रेण दृढेन छित्त्वा ॥ १५.३ ॥
ततः पदं तत्परिमार्गितव्यं
यस्मिन्गता न निवर्तन्ति भूयः ।
तमेव चाद्यं पुरुषं प्रपद्ये
यतः प्रवृत्तिः प्रसृता पुराणी ॥ १५.४ ॥
โศลก 3-4
na rūpam asyeha tathopalabhyate
nānto na cādir na ca sampratiṣṭhā
aśvattham enaṁ su-virūḍha-mūlam
asaṅga-śastreṇa dṛḍhena chittvā
น รูปมฺ อเสฺยห ตโถปลภฺยเต
นานฺโต น จาทิรฺ น จ สมฺปฺรติษฺฐา
อศฺวตฺถมฺ เอนํ สุ-วิรูฒ-มูลมฺ
อสงฺค-ศเสฺตฺรณ ทฺฤเฒน ฉิตฺตฺวา
tataḥ padaṁ tat parimārgitavyaṁ
yasmin gatā na nivartanti bhūyaḥ
tam eva cādyaṁ puruṣaṁ prapadye
yataḥ pravṛttiḥ prasṛtā purāṇī
ตตห์ ปทํ ตตฺ ปริมารฺคิตวฺยํ
ยสฺมินฺ คตา น นิวรฺตนฺติ ภูยห์
ตมฺ เอว จาทฺยํ ปุรุษํ ปฺรปเทฺย
ยตห์ ปฺรวฺฤตฺติห์ ปฺรสฺฤตา ปุราณี
— ไม่, รูปมฺ — รูปลักษณ์, อสฺย — ของต้นไม้นี้, อิห — ในโลกนี้, ตถา — เช่นกัน, อุปลภฺยเต — สามารถสำเหนียกได้, — ไม่เคย, อนฺตห์ — จบ, — ไม่เคย, — เช่นกัน, อาทิห์ — เริ่ม ต้น, — ไม่เคย, — เช่นกัน, สมฺปฺรติษฺฐา — รากฐาน, อศฺวตฺถมฺ — ต้นไทร, เอนมฺ — นี้, สุ-วิรูฒ — แข็งแรง, มูลมฺ — ราก, อสงฺค-ศเสฺตฺรณ — ด้วยอาวุธแห่งความไม่ยึดติด, ทฺฤเฒน — แข็งแรง, ฉิตฺตฺวา — ตัด, ตตห์ — หลังจากนั้น, ปทมฺ — สถานการณ์, ตตฺ — นั้น, ปริมารฺคิตวฺยมฺ — ต้องค้นหา, ยสฺมินฺ — ที่ซึ่ง, คตาห์ — ไป, — ไม่เคย, นิวรฺตนฺติ — พวกเขา กลับมา, ภูยห์ — อีกครั้ง, ตมฺ — ถึงพระองค์, เอว — แน่นอน, — เช่นกัน, อาทฺยมฺ — แหล่ง กำเนิด, ปุรุษมฺ — องค์ภควาน, ปฺรปเทฺย — ศิโรราบ, ยตห์ — จากผู้ซึ่ง, ปฺรวฺฤตฺติห์ — เริ่ม ต้น, ปฺรสฺฤตา — ขยายออกไป, ปุราณิ — โบราณมาก
คำแปล
รูปลักษณ์อันแท้จริงของต้นไม้นี้สำเหนียกไม่ได้ในโลกนี้  ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจว่ามันจบลงที่ใด  เริ่มต้นจากที่ใด  หรือรากฐานอยู่ที่ไหน  แต่ด้วยความมุ่งมั่น  เขาต้องตัดต้นไม้ที่ฝังรากลึกอย่างแข็งแกร่งนี้ด้วยอาวุธแห่งการไม่ยึดติด  ดังนั้นเขาต้องแสวงหาสถานที่ที่เมื่อไปถึงแล้วจะไม่กลับมาอีก  ณ  ที่นั้นเขาศิโรราบต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ซึ่งเป็นผู้เริ่มต้นทุกสิ่งทุกอย่าง  และทุกสิ่งทุกอย่างขยายออกมาจากพระองค์ตั้งแต่กาลสมัยดึกดำบรรพ์
คำอธิบาย
บัดนี้ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่ารูปลักษณ์อันแท้จริงของต้นไทรนี้ไม่สามารถเข้าใจได้ในโลกวัตถุ  เนื่องจากรากของมันขึ้นข้างบนและการแผ่ขยายของต้นไม้จริงอยู่อีกด้านหนึ่ง  เมื่อถูกพันธนาการด้วยการแพร่ขยายทางวัตถุของต้นไม้  เราไม่สามารถเห็นว่าต้นไม้นี้ขยายออกไปไกลเท่าใด  และก็ไม่สามารถเห็นจุดเริ่มต้นของต้นไม้นี้  ถึงกระนั้นเราต้องค้นหาสาเหตุว่า  “ข้าเป็นบุตรของบิดา  บิดาข้าเป็นบุตรของบุคคลคนนี้  ฯลฯ”  จากการค้นหาเช่นนี้จะมาถึงพระ  พฺรหฺมา  ผู้ซึ่ง  ครฺโภทก-ศายี  วิษฺณุ  ทรงเป็นผู้ให้กำเนิด  ในที่สุดเมื่อมาถึงองค์  ภควานฺ  งานวิจัยก็เสร็จสิ้น  เราต้องค้นหาบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของต้นไม้นี้  ด้วยการคบหาสมาคมกับบุคคลผู้มีความรู้แห่งองค์  ภควานฺ  นั้น  จากความเข้าใจเช่นนี้จะค่อย  ๆ  ไม่ยึดติดกับภาพสะท้อนที่ผิดซึ่งไม่ใช่ของจริงจากความรู้นี้จึงสามารถตัดขาดความสัมพันธ์กับมันและสถิตอย่างแท้จริงในต้นไม้จริง
คำว่า  อสงฺค  มีความสำคัญมากในประเด็นนี้  เพราะว่าการยึดติดกับความรื่นเริงทางประสาทสัมผัสและความเป็นเจ้าเหนือธรรมชาติวัตถุมีความแข็งแกร่งมากฉะนั้น  เราต้องเรียนรู้การไม่ยึดติดด้วยการสนทนาศาสตร์ทิพย์  ซึ่งมีพื้นฐานอยู่ที่พระคัมภีร์ที่เชื่อถือได้  และต้องสดับฟังจากบุคคลผู้อยู่ในความรู้จริง  ๆ  จากผลของการสนทนาในการคบหาสมาคมกับเหล่าสาวกเช่นนี้  เราจะมาถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  สิ่งแรกที่ต้องกระทำคือศิโรราบต่อพระองค์  การบรรยายถึงสถานที่ซึ่งเมื่อไปถึงแล้วจะไม่กลับมายังภาพสะท้อนของต้นไม้ที่ผิด  ๆ  นี้อีก  ได้ให้ไว้  ณ  ที่นี้ว่า  องค์  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นรากเดิมแท้ที่ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏออกมา  เพื่อให้พระองค์ทรงพระกรุณาเราต้องศิโรราบอย่างเดียว  และนี่คือผลแห่งการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยการสดับฟัง  การสวดภาวนา  ฯลฯ  พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งการแผ่ขยายของโลกวัตถุ  ซึ่งพระองค์ทรงอธิบายไว้แล้วว่า  อหํ  สรฺวสฺย  ปฺรภวห์  “ข้าคือแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง”  ฉะนั้น  ในการออกจากพันธนาการของต้นไทรแห่งชีวิตวัตถุที่แข็งแกร่งนี้เราต้องศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  ทันทีที่ศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  เราจะไม่ยึดติดกับการแผ่ขยายทางวัตถุนี้โดยปริยาย
निर्मानमोहा जितसङ्गदोषा
अध्यात्मनित्या विनिवृत्तकामाः ।
द्वन्द्वैर्विमुक्ताः सुखदुःखसंज्ञै-
र्गच्छन्त्यमूढाः पदमव्ययं तत् ॥ १५.५ ॥
โศลก 5
nirmāna-mohā jita-saṅga-doṣā
adhyātma-nityā vinivṛtta-kāmāḥ
dvandvair vimuktāḥ sukha-duḥkha-saṁjñair
gacchanty amūḍhāḥ padam avyayaṁ tat
นิรฺมาน-โมหา ชิต-สงฺค-โทษา
อธฺยาตฺม-นิตฺยา วินิวฺฤตฺต-กามาห์
ทฺวนฺไทฺวรฺ วิมุกฺตาห์ สุข-ทุห์ข-สํชฺไญรฺ
คจฺฉนฺตฺยฺ อมูฒาห์ ปทมฺ อวฺยยํ ตตฺ
นิห์ — ปราศจาก, มาน — เกียรติยศที่ผิด, โมหาห์ — และความหลง, ชิต — เอาชนะ, สงฺค — การคบหาสมาคม, โทษาห์ — ความผิด,อธฺยาตฺม — ในความรู้ทิพย์, นิตฺยาห์ — ในความ เป็นอมตะ, วินิวฺฤตฺต — ไม่คบหาสมาคม, กามาห์ — จากราคะ, ทฺวนฺไทฺวห์ — จากสิ่งคู่, วิมุกฺตาห์ — หลุดพ้น, สุข-ทุห์ข — ความสุขและความทุกข์, สํชฺไญห์ — ชื่อ, คจฺฉนฺติ — บรรลุ, อมูฒาห์ — ไม่สับสน, ปทมฺ — สถานการณ์, อวฺยยมฺ — อมตะ, ตตฺ — นั้น
คำแปล
พวกที่เป็นอิสระจากเกียรติยศที่ผิด  ความหลง  และการคบหาสมาคมที่ผิด  ผู้ที่เข้าใจความเป็นอมตะ  จบสิ้นกับราคะทางวัตถุ  ผู้เป็นอิสระจากสิ่งคู่แห่งความสุขและความทุกข์  ไม่สับสน  รู้ว่าจะศิโรราบต่อองค์ภควานอย่างไรบรรลุถึงอาณาจักรอมตะนั้น
คำอธิบาย
วิธีการศิโรราบได้อธิบายไว้อย่างสวยงาม  ณ  ที่นี้ว่า  เราไม่ควรหลงอยู่กับความหยิ่งยะโส  เนื่องจากพันธวิญญาณผยองคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าแห่งธรรมชาติวัตถุจึงเป็นการยากมากที่จะศิโรราบต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  จากการพัฒนาความรู้ที่แท้จริง  เราควรรู้ว่าตัวเราไม่ใช่เจ้าแห่งธรรมชาติวัตถุ  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นเจ้าของเมื่อเป็นอิสระจากความหลงอันเนื่องมาจากความหยิ่งยะโส  เราจะสามารถเริ่มวิธีการศิโรราบ  สำหรับผู้ที่คาดหวังเกียรติยศบางอย่างในโลกวัตถุนี้เสมอ  เป็นไปไม่ได้ที่จะศิโรราบต่อองค์  ภควานฺ  ความหยิ่งยะโสเนื่องมาจากความหลง  ถึงแม้ว่าเ  ราม  าที่นี่อยู่เพียงระยะเวลาสั้นแล้วต้องจากไป  ยังมีความเห็นอย่างโง่  ๆ  ว่าเราคือเจ้าโลก  ดังนั้น  จึงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสับสนและมีปัญหาเสมอ  โลกทั้งโลกหมุนไปภายใต้ความรู้สึกเช่นนี้  ผู้คนพิจารณาว่าแผ่นดินและโลกนี้เป็นของสังคมมนุษย์  และได้แบ่งที่ดินภายใต้ความรู้สึกผิด  ๆ  ว่าพวกตนเป็นเจ้าของ  เราต้องออกจากความเห็นที่ผิดนี้ว่าสังคมมนุษย์เป็นเจ้าของโลกใบนี้  เมื่อเป็นอิสระจากความเห็นผิดเช่นนี้  เราจึงเป็นอิสระจากการคบหาสมาคมที่ผิดทั้งหลาย  อันเนื่องมาจากความหลงผิดอยู่กับครอบครัว  สังคม  และประเทศชาติ  การคบหาสมาคมที่ผิดเหล่านี้ผูกมัดเราให้อยู่ในโลกวัตถุ  หลังจากระดับนี้เราต้องพัฒนาความรู้ทิพย์  ต้องพัฒนาความรู้ว่าอะไรเป็นของตนที่แท้จริง  และอะไรไม่ใช่ของตนที่แท้จริง  และเมื่อเข้าใจสิ่งต่าง  ๆ  ตามความเป็นจริงก็จะเป็นอิสระจากแนวคิดที่เป็นสิ่งคู่ทั้งหลายเช่น  ความสุขและความทุกข์  ความรื่นเริงและความเจ็บปวด  เราจะเปี่ยมไปด้วยความรู้  จากนั้นจึงเป็นไปได้ที่จะศิโรราบต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า
न तद्भासयते सूर्यो न शशाङ्को न पावकः ।
यद्गत्वा न निवर्तन्ते तद्धाम परमं मम ॥ १५.६ ॥
โศลก 6
na tad bhāsayate sūryo  na śaśāṅko na pāvakaḥ
yad gatvā na nivartante  tad dhāma paramaṁ mama
น ตทฺ ภาสยเต สูโรฺย  น ศศางฺโก น ปาวกห์
ยทฺ คตฺวา น นิวรฺตนฺเต  ตทฺ ธาม ปรมํ มม
— ไม่, ตตฺ — นั้น, ภาสยเต — ส่องแสง, สูรฺยห์ — ดวงอาทิตย์, — ไม่, ศศางฺกห์ — ดวง จันทร์, — ไม่, ปาวกห์ — ไฟ, ไฟฟ้า, ยตฺ — ที่ไหน, คตฺวา — ไป, — ไม่, นิวรฺตนฺเต — พวก เขากลับมา, ตตฺ ธาม — สถานที่นั้น, ปรมมฺ — สูงสุด, มม — ของข้า
คำแปล
พระตำหนักสูงสุดของข้านั้นมิใช่สว่างไสวด้วยดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  ไฟ  หรือไฟฟ้า  ผู้ที่ไปถึงที่นั่นจะไม่กลับมายังโลกวัตถุนี้อีก
คำอธิบาย
โลกทิพย์หรือพระตำหนักของ  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้ามีชื่อว่า  กฺฤษฺณโลก  โคโลก  วฺฤนฺทาวน  อธิบายไว้  ณ  ที่นี้ว่า  ในท้องฟ้าทิพย์ไม่จำเป็นต้องมีแสงอาทิตย์  แสงจันทร์  แสงไฟ  หรือไฟฟ้า  เพราะว่าดาวเคราะห์ทั้งหมดมีแสงสว่างอยู่ในตัว  ในจักรวาลนี้มีดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวที่มีแสงอยู่ในตัวคือดวงอาทิตย์  แต่ดาวเคราะห์ในท้องฟ้าทิพย์ทั้งหมดมีแสงสว่างอยู่ในตัว  รัศมีที่ส่องออกมาจากดาวเคราะห์ทั้งหมด  (ไวกุณฺฐ)  ประกอบกันเป็นท้องฟ้าที่เจิดจรัสเรียกว่า  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  อันที่จริงรัศมีได้สาดส่องออกมาจากดาวเคราะห์ของ  กฺฤษฺณ  คือ  โคโลก  วฺฤนฺทาวน  ส่วนหนึ่งของรัศมีที่สาดส่องออกมานั้นถูก  มหตฺ-ตตฺตฺว  หรือโลกวัตถุปกคลุม  นอกนั้นส่วนใหญ่ของท้องฟ้าที่สาดแสงจะเต็มไปด้วยดาวเคราะห์ทิพย์เรียกว่า  ไวกุณฺฐ  ดวงที่สำคัญที่สุดคือ  โคโลก  วฺฤนฺทาวน  
ตราบใดที่สิ่งมีชีวิตยังอยู่ในโลกวัตถุอันมืดมนนี้  เขาต้องติดอยู่ในชีวิตที่ถูกพันธนาการแต่ทันทีที่ไปถึงท้องฟ้าทิพย์ด้วยการตัดต้นไม้ไม่จริงที่กลับตาลปัตรแห่งโลกวัตถุนี้  เขาจะเป็นอิสระและไม่มีโอกาสกลับมาที่นี่อีก  ในชีวิตที่ถูกพันธนาการสิ่งมีชิวิตพิจารณาว่าตนเองเป็นเจ้าของแห่งโลกวัตถุนี้  แต่ในระดับหลุดพ้นเขาเข้าไปในอาณาจักรทิพย์อยู่ใกล้ชิดกับองค์  ภควานฺ  ณ  ที่นั้น  เขารื่นเริงอยู่กับความปลื้มปีติสุขนิรันดร  มีชีวิตเป็นอมตะ  และเปี่ยมไปด้วยความรู้
เราควรยินดีกับข้อมูลนี้  และควรปรารถนาที่จะย้ายตนเองไปยังโลกอมตะนั้น  เราควรแก้ไขตนเองให้หลุดพ้นจากภาพสะท้อนที่ผิดไปจากความจริงนี้  สำหรับผู้ที่ยึดติดมากอยู่กับโลกวัตถุ  การตัดจากความยึดติดนั้นเป็นสิ่งที่ยากมาก  ถ้าหากว่าเราปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกก็จะค่อย  ๆ  ยึดติดน้อยลง  เราต้องคบหาสมาคมกับสาวกผู้อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ควรแสวงหาสมาคมที่อุทิศตนให้แก่  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  และเรียนรู้การปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้  เช่นนี้จะทำให้สามารถตัดความยึดติดกับโลกวัตถุนี้ได้  หากครองผ้าสีส้มเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถทำให้เราตัดความยึดติดกับความหลงใหลในโลกวัตถุได้  เราต้องยึดมั่นกับการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  และควรปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างจริงจัง  ดังที่ได้อธิบายไว้ในบทที่สิบสอง  ซึ่งเป็นวิถีทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เราออกไปจากตัวแทนจอมปลอมของต้นไม้จริงนี้  ในบทที่สิบสี่ได้อธิบายถึงวิธีการทั้งหลายของธรรมชาติวัตถุที่ทำให้มีมลทิน  ได้กล่าวไว้ว่าการอุทิศตนเสียสละรับใช้เท่านั้นที่เป็นทิพย์อย่างบริสุทธิ์
คำว่า  ปรมํ  มม  มีความสำคัญมาก  ณ  ที่นี้  อันที่จริงทุกซอกทุกมุมเป็นสมบัติขององค์  ภควานฺ  แต่โลกทิพย์เป็น  ปรมมฺ  ซึ่งเต็มไปด้วยความมั่งคั่งหกประการ  กฐ  อุปนิษทฺ  (2.2.15)  ยืนยันไว้เช่นกันว่า  ในโลกทิพย์ไม่จำเป็นต้องมีแสงอาทิตย์แสงจันทร์  หรือหมู่ดวงดาว  (น  ตตฺร  สูโรฺย  ภาติ  น  จนฺทฺร-ตารกมฺ)  เนื่องจากพลังงานเบื้องสูงขององค์  ภควานฺ  ส่องแสงสว่างไสวไปทั่วท้องฟ้าทิพย์ทั้งหมด  พระตำหนักสูงสุดจะบรรลุได้ด้วยการศิโรราบเท่านั้น  มิใช่ด้วยวิธีอื่นใดทั้งสิ้น
ममैवांशो जीवलोके जीवभूतः सनातनः ।
मनःषष्ठानीन्द्रियाणि प्रकृतिस्थानि कर्षति ॥ १५.७ ॥
โศลก 7
mamaivāṁśo jīva-loke  jīva-bhūtaḥ sanātanaḥ
manaḥ-ṣaṣṭhānīndriyāṇi  prakṛti-sthāni karṣati
มไมวำโศ ชีว-โลเก  ชีว-ภูตห์ สนาตนห์
มนห์-ษษฺฐานีนฺทฺริยาณิ  ปฺรกฺฤติ-สฺถานิ กรฺษติ
มม — ของข้า, เอว — แน่นอน, อํศห์ — ละอองน้อย ๆ, ชีว-โลเก — ในโลกแห่ง ชีวิตพันธนาการ, ชีว-ภูตห์ — พันธชีวิต, สนาตนห์ — อมตะ, มนห์ — ด้วยจิตใจ, ษษฺฐานิ — หก, อินฺทฺริยาณิ — ประสาทสัมผัส, ปฺรกฺฤติ — ธรรมชาติวัตถุ, สฺถานิ — สถิต, กรฺษติ — ดิ้นรนด้วยความยากลำบาก
คำแปล
สิ่งมีชีวิตในโลกแห่งพันธนาการนี้เป็นละอองน้อย  ๆ  นิรันดรของข้า  เนื่องจากชีวิตที่ถูกพันธนาการ  พวกเขาจึงต้องดิ้นรนด้วยความยากลำบากมากกับประสาทสัมผัสทั้งหกซึ่งรวมทั้งจิตใจ
คำอธิบาย
โศลกนี้บุคลิกลักษณะของสิ่งมีชีวิตได้ให้ไว้อย่างชัดเจน  สิ่งมีชีวิตเป็นละอองน้อย  ๆ  ขององค์  ภควานฺ  ชั่วกัลปวสาน  ไม่ใช่ว่าเราเป็นปัจเจกบุคคลในพันธชีวิตและเมื่อหลุดพ้นแล้วจะมาเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์  เรายังคงเป็นละอองน้อย  ๆ  ชั่วนิรันดร  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  เป็น  สนาตนห์  ตามความเห็นของพระ  เวท  องค์  ภควานฺ  ทรงปรากฏและแบ่งภาคเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน  ภาคที่แบ่งแยกครั้งแรกเรียกว่า  วิษฺณุ-ตตฺตฺว  และภาคแบ่งแยกครั้งที่สองคือสิ่งมีชีวิต  อีกนัยหนึ่ง  วิษฺณุ-ตตฺตฺว  คือภาคแบ่งแยกส่วนพระองค์และสิ่งมีชีวิตเป็นภาคแบ่งแยกที่แยกออกไปจากภาคแบ่งแยกส่วนพระองค์พระองค์ทรงปรากฏในรูปลักษณ์ต่าง  ๆ  เช่น  พระ  ราม  นฺฤสึห-เทว  วิษฺณุมูรฺติ  และพระปฏิมาผู้ปกครองสูงสุดในดาวเคราะห์  ไวกุณฺฐ  ทั้งหมด  สิ่งมีชีวิตผู้เป็นภาคแบ่งแยกที่แยกออกมาเป็นผู้รับใช้นิรันดร  ภาคแบ่งแยกส่วนพระองค์ของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าซึ่งเป็นปัจเจกบุคคลแห่งองค์  ภควานฺ  ทรงปรากฏอยู่เสมอ  ในทำนองเดียวกัน  ภาคแบ่งแยกที่แยกออกไปแห่งสิ่งมีชีวิตก็มีบุคลิกลักษณะของตนเองเช่นกัน  ในฐานะที่เป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  สิ่งมีชีวิตก็มีคุณสมบัติส่วนน้อย  ๆ  ของพระองค์  ดังเช่นอิสรภาพก็เป็นหนึ่งในคุณสมบัติ  ทุก  ๆ  ชีวิตในฐานะที่เป็นปัจเจกวิญญาณมีบุคลิกลักษณะส่วนตัวและมีรูปแบบแห่งความเป็นอิสระอยู่เล็กน้อย  จากการใช้อิสระภาพไปในทางที่ผิด  ทำให้กลายมาเป็นพันธวิญญาณ  และจากการใช้อิสรภาพไปในทางที่ถูกจะทำให้เขาหลุดพ้นอยู่เสมอ  ไม่ว่าในกรณีใดปัจเจกวิญญาณมีคุณสมบัติเหมือนกับองค์  ภควานฺ  ชั่วนิรันดรในสภาวะหลุดพ้นเขาเป็นอิสระจากสภาวะทางวัตถุ  และอยู่ภายใต้การปฏิบัติรับใช้ทิพย์ต่อองค์  ภควานฺ  ในพันธชีวิตเขาถูกสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุครอบงำจนทำให้ลืมการรับใช้ด้วยความรักทิพย์ต่อพระองค์  ผลก็คือต้องดิ้นรนด้วยความยากลำบากเพื่อดำรงไว้ซึ่งความเป็นอยู่ในโลกวัตถุ
สิ่งมีชีวิตไม่เฉพาะแต่มนุษย์  แมว  และสุนัข  แม้แต่บรรดาผู้ควบคุมโลกวัตถุผู้ยิ่งใหญ่  เช่น  พระ  พฺรหฺมา  พระ  ศิว  หรือแม้แต่พระ  วิษฺณุ  ทั้งหมดเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  ทั้งหมดเป็นอมตะไม่ใช่ปรากฏการณ์ชั่วคราว  คำว่า  กรฺษติ  (“ดิ้นรน”  หรือ“ต่อสู้อย่างหนัก”)  มีความสำคัญมาก  พันธวิญญาณถูกพันธนาการเหมือนถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน  ถูกอหังการล่ามโซ่  และจิตใจเป็นหัวหน้าผู้แทนซึ่งผลักให้เขามีความเป็นอยู่ทางวัตถุนี้  เมื่อจิตใจอยู่ในระดับความดีกิจกรรมก็ดี  แต่เมื่อจิตใจอยู่ในระดับตัณหากิจกรรมจะสร้างปัญหา  และเมื่อจิตใจอยู่ในระดับอวิชชาเขาจะเดินทางอยู่ในเผ่าพันธุ์ชีวิตที่ต่ำกว่า  อย่างไรก็ดี  ในโศลกนี้  มีความชัดเจนว่า  พันธวิญญาณพร้อมทั้งจิตใจและประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  ถูกร่างวัตถุปกคลุม  และเมื่อหลุดพ้นแล้วสิ่งปกคลุมทางวัตถุนี้จะสูญสลายไป  แต่ร่างทิพย์ของเขาจะปรากฏปัจเจกศักยภาพในตัวเอง  มีข้อมูลนี้ใน  มาธฺยนฺทินายน-ศฺรุติ  ดังนั้น  ส  วา  เอษ  พฺรหฺม-นิษฺฐ  อิทํ  ศรีรํ  มรฺตฺยมฺ  อติสฺฤชฺย  พฺรหฺมาภิสมฺปทฺย  พฺรหฺมณา  ปศฺยติ  พฺรหฺมณา  ศฺฤโณติ  พฺรหฺมไณเวทํ  สรฺวมฺ  อนุภวติ  ได้กล่าว  ณ  ที่นี้ว่า  เมื่อสิ่งมีชีวิตยกเลิกร่างวัตถุนี้  และเข้าไปในโลกทิพย์เขาฟื้นฟูร่างทิพย์ของตนเอง  ในร่างทิพย์เขาสามารถเห็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าซึ่ง  ๆหน้า  สามารถสดับฟังและพูดกับพระองค์ซึ่ง  ๆ  หน้าและสามารถเข้าใจ  องค์  ภควานฺ  ตามความเป็นจริง  จาก  สฺมฺฤติ  เช่นกัน  เข้าใจว่า  วสนฺติ  ยตฺร  ปุรุษาห์  สเรฺว  ไวกุณฺฐ-มูรฺตยห์  ในดาวเคราะห์ทิพย์  ทุก  ๆ  ชีวิตอยู่ในร่างกายที่มีลักษณะคล้ายพระวรกายขององค์  ภควานฺ  สำหรับโครงสร้างของร่างกายไม่มีข้อแตกต่างระหว่างละอองอณูสิ่งมีชีวิตและภาคแบ่งแยกของ  วิษฺณุ-มูรฺติ  อีกนัยหนึ่ง  เมื่อเป็นอิสรภาพสิ่งมีชีวิตจะได้รับร่างทิพย์ด้วยพระกรุณาธิคุณของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า
คำว่า  มไมวำศห์  (“ละอองอณูขององค์  ภควานฺ  ”)  มีความสำคัญมากเช่นเดียวกัน  ส่วนน้อย  ๆ  ขององค์  ภควานฺ  ไม่เหมือนกับส่วนที่แตกหักของวัตถุบางอย่าง  เราทราบจากบทที่สองว่า  ดวงวิญญาณถูกตัดเป็นชิ้น  ๆ  ไม่ได้  ละอองน้อย  ๆ  นี้ไม่สามารถสำเหนียกได้ในเชิงวัตถุ  ไม่เหมือนกับวัตถุที่ถูกตัดเป็นชิ้น  ๆ  และนำมาต่อเข้าด้วยกันอีกครั้งได้  แนวคิดนั้นใช้ไม่ได้  ณ  ที่นี้  ได้ใช้คำสันสฤต  สนาตน  (“อมตะ”)  หมายความว่าละอองอณูเป็นอมตะ  ได้กล่าวไว้ในตอนต้นของบทที่สองเช่นกันว่า  ในแต่ละและทุก  ๆปัจเจกร่างกายมีละอองอณูขององค์  ภควานฺ  ปรากฏอยู่  (เทหิโน  ’สฺมินฺ  ยถา  เทเห)  ละอองอณูนั้นเมื่อหลุดพ้นจากพันธนาการทางร่างกายแล้ว  จะฟื้นฟูร่างทิพย์เดิมแท้ของตนในท้องฟ้าทิพย์ภายในดาวเคราะห์ทิพย์และรื่นเริงในการอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์  อย่างไรก็ดี  เข้าใจได้  ณ  ที่นี้ว่าสิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  มีคุณภาพเช่นเดียวกับพระองค์เปรียบเสมือนเศษทองก็เป็นทองเช่นเดียวกัน
शरीरं यदवाप्नोति यच्चाप्युत्क्रामतीश्वरः ।
गृहित्वैतानि संयाति वायुर्गन्धानिवाशयात् ॥ १५.८ ॥
โศลก 8
śarīraṁ yad avāpnoti  yac cāpy utkrāmatīśvaraḥ
gṛhītvaitāni saṁyāti  vāyur gandhān ivāśayāt
ศรีรํ ยทฺ อวาปฺโนติ  ยจฺ จาปฺยฺ อุตฺกฺรามตีศฺวรห์
คฺฤหีไตฺวตานิ สํยาติ  วายุรฺ คนฺธานฺ อิวาศยาตฺ
ศรีรมฺ — ร่างกาย, ยตฺ — ประหนึ่ง, อวาปฺโนติ — ได้รับ, ยตฺ — ประหนึ่ง, จ อปิ — เช่นกัน, อุตฺกฺรามติ — ยกเลิก, อีศฺวรห์ — เจ้าแห่งร่างกาย, คฺฤหีตฺวา — ได้รับ, เอตานิ — ทั้งหมดนี้, สํยาติ — ไป, วายุห์ — ลม, คนฺธานฺ — กลิ่น, อิว — เหมือน, อาศยาตฺ — จากแหล่งของพวกเขา
คำแปล
สิ่งมีชีวิตในโลกวัตถุนำเอาแนวคิดแห่งชีวิตที่ไม่เหมือนกันจากร่างหนึ่งไปยังอีกร่างหนึ่ง  เหมือนกับลมที่นำพาเอากลิ่นไป  ดังนั้นเขาจึงรับเอาร่างหนึ่งมา  แล้วออกไปเพื่อรับเอาอีกร่างหนึ่ง
คำอธิบาย
ณ  ที่นี้  อธิบายว่าสิ่งมีชีวิตเป็น  อีศฺวร  หรือผู้ควบคุมร่างกายของตนเองหากปรารถนาเขาสามารถเปลี่ยนร่างกายให้ได้คุณภาพที่สูงกว่า  ในลักษณะเดียวกันก็สามารถย้ายลงไปในชั้นที่ต่ำกว่า  เขามีอิสรภาพเพียงเล็กน้อย  การเปลี่ยนร่างกายขึ้นอยู่กับตัวเขาเองในขณะตายจิตสำนึกที่สร้างขึ้นมาจะนำพาเขาไปยังร่างต่อไป  หากทำให้จิตสำนึกเหมือนกับแมวหรือสุนัข  แน่นอนว่าต้องเปลี่ยนเป็นร่างแมวหรือสุนัข  และหากตั้งมั่นจิตสำนึกในคุณสมบัติเทพ  เขาจะเปลี่ยนร่างเป็นเทพ  และหากอยู่ใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกเขาจะย้ายไปยัง  กฺฤษฺณโลก  ในโลกทิพย์  และจะอยู่ใกล้กับ  กฺฤษฺณ  เป็นการอ้างผิด  ๆ  ที่ว่าหลังจากร่างกายนี้ถูกทำลายไป  ทุกสิ่งทุกอย่างจะจบสิ้นลง  อันที่จริงปัจเจกวิญญาณย้ายจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่ง  ร่างกายและกิจกรรมปัจจุบันเป็นพื้นฐานสำหรับร่างต่อไป  เราได้รับร่างกายที่ไม่เหมือนกันตามกรรม  และต้องออกจากร่างนี้ไปตามกาลเวลา  ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่าร่างละเอียดจะนำพาแนวคิดไปยังร่างต่อไป  และพัฒนาอีกร่างหนึ่งในชาติหน้า  กรรมวิธีแห่งการเปลี่ยนจากร่างหนึ่งไปยังอีกร่างหนึ่งและดิ้นรนต่อสู้ขณะอยู่ในร่างกายเรียกว่ากรฺษติ  หรือการดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอด
श्रोत्रं चक्षुः स्पर्शनं च रसनं घ्राणमेव च ।
अधिष्ठाय मनश्चायं विषयानुपसेवते ॥ १५.९ ॥
โศลก 9
śrotraṁ cakṣuḥ sparśanaṁ ca  rasanaṁ ghrāṇam eva ca
adhiṣṭhāya manaś cāyaṁ  viṣayān upasevate
โศฺรตฺรํ จกฺษุห์ สฺปรฺศนํ จ  รสนํ ฆฺราณมฺ เอว จ
อธิษฺฐาย มนศฺ จายํ  วิษยานฺ อุปเสวเต
โศฺรตฺรมฺ — หู, จกฺษุห์ — ตา, สฺปรฺศนมฺ — สัมผัส, — เช่นกัน, รสนมฺ — ลิ้น, ฆฺราณมฺ — อำนาจ ในการดมกลิ่น, เอว — เช่นกัน, — และ, อธิษฺฐาย — สถิตใน, มนห์ — จิตใจ, — เช่นกัน, อยมฺ — เขา, วิษยานฺ — อายตะนภายนอก, อุปเสวเต — รื่นเริง
คำแปล
ดังนั้น  สิ่งมีชีวิตได้ร่างหยาบอีกร่างหนึ่ง  มีชนิดของหู  ตา  ลิ้น  จมูก  และความรู้สึกในการสัมผัสโดยเฉพาะซึ่งรวมกันอยู่รอบ  ๆ  จิตใจ  จากนั้นเขาก็รื่นเริงกับอายตนะภายนอกอีกชุดหนึ่งโดยเฉพาะ
คำอธิบาย
อีกนัยหนึ่ง  หากสิ่งมีชีวิตเจือปนจิตสำนึกของตนเองกับคุณสมบัติของแมวและสุนัข  ในชาติหน้าจะได้รับร่างแมวหรือร่างสุนัข  และรื่นเริงกับมัน  เดิมทีจิตสำนึกบริสุทธิ์เหมือนน้ำ  แต่ถ้าเราผสมน้ำกับสีมันจะเปลี่ยนสี  ในทำนองเดียวกัน  จิตสำนึกบริสุทธิ์เพราะว่าดวงวิญญาณนั้นบริสุทธิ์  แต่จิตสำนึกเปลี่ยนไปตามที่เ  ราม  าใกล้ชิดกับคุณลักษณะทางวัตถุ  จิตสำนึกที่แท้จริงคือ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ดังนั้น  เมื่อสถิตใน  กฺฤษฺณจิตสำนึก  เราจะอยู่ในชีวิตที่บริสุทธิ์แห่งตนเอง  แต่หากว่าจิตสำนึกเจือปนกับแนวคิดทางวัตถุบางอย่าง  ในชาติหน้าเราจะได้รับร่างกายตามนั้น  ไม่จำเป็นที่ต้องได้รับร่างมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง  เราอาจได้รับร่างแมว  ร่างสุนัข  ร่างสุกร  ร่างเทวดา  หรือหนึ่งในหลาย  ๆ  ร่างเพราะมีถึง  8,  4000,  000  เผ่าพันธุ์
उत्क्रामन्तं स्थितं वापि भुञ्जानं वा गुणान्वितम् ।
विमूढा नानुपश्यन्ति पश्यन्ति ज्ञानचक्षुषः ॥ १५.१० ॥
โศลก 10
utkrāmantaṁ sthitaṁ vāpi  bhuñjānaṁ vā guṇānvitam
vimūḍhā nānupaśyanti  paśyanti jñāna-cakṣuṣaḥ
อุตฺกฺรามนฺตํ สฺถิตํ วาปิ  ภุญฺชานํ วา คุณานฺวิตมฺ
วิมูฒา นานุปศฺยนฺติ  ปศฺยนฺติ ชฺญาน-จกฺษุษห์
อุตฺกฺรามนฺตมฺ — ออกจากร่างกาย, สฺถิตมฺ — สถิตในร่างกาย, วา อปิ — ทั้งสอง, ภุญฺชานมฺ — รื่นเริง, วา — หรือ, คุณ-อนฺวิตมฺ — ภายใต้มนต์สะกดของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ, วิมูฒาห์ — คนโง่, — ไม่เคย, อนุปศฺยนฺติ — สามารถเห็น, ปศฺยนฺติ — สามารถเห็น, ชฺญาน-จกฺษุษห์ — พวกที่มีจักษุแห่งความรู้
คำแปล
คนโง่เขลาไม่สามารถเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตจะออกจากร่างกายของตนเองได้อย่างไรและก็ไม่สามารถเข้าใจว่าร่างกายชนิดไหนที่เขาจะรื่นเริงภายใต้มนต์สะกดของระดับแห่งธรรมชาติ  แต่ผู้มีสายตาที่ได้รับการฝึกฝนในความรู้จะสามารถเห็นทั้งหมดนี้
คำอธิบาย
คำว่า  ชฺญาน-จกฺษุษห์  สำคัญมาก  ปราศจากความรู้จะไม่สามารถเข้าใจว่า  สิ่งมีชีวิตออกจากร่างปัจจุบันได้อย่างไร  ร่างกายชนิดไหนที่เขาจะได้รับในชาติหน้าและทำไมจึงมาอยู่ในร่างนี้โดยเฉพาะ  สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องมีความรู้มากพอสมควรที่เข้าใจมาจาก  ภควัท-คีตา  และวรรณกรรมคล้ายกันนี้  รวมทั้งสดับฟังมาจากพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือ  ผู้ใดที่ได้รับการฝึกฝนให้สำเหนียกสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นผู้โชคดี  ทุกๆ  ชีวิตออกจากร่างของตนภายใต้สถานการณ์เฉพาะ  ซึ่งอยู่ภายใต้มนต์สะกดของธรรมชาติวัตถุ  ผลก็คือเราได้รับความทรมานต่าง  ๆ  จากความสุขและความทุกข์  ภายใต้ความหลงแห่งการรื่นรมณ์ในประสาทสัมผัส  คนที่โง่อยู่กับราคะและความต้องการอยู่ตลอดเวลา  ได้สูญเสียพลังอำนาจในการเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนร่างและการที่ตนเองมาอยู่ในร่างเฉพาะนี้  บุคคลเหล่านี้ไม่สามารถทำความเข้าใจ  อย่างไรก็ดี  พวกที่ได้พัฒนาความรู้ทิพย์จะสามารถเห็นว่าดวงวิญญาณนั้นแตกต่างจากร่างกายดวงวิญญาณเปลี่ยนร่างและรื่นเริงในวิถีทางต่าง  ๆ  ผู้มีความรู้เช่นนี้สามารถเข้าใจว่าชีวิตที่ถูกพันธนาการได้รับความทุกข์ทรมานในความเป็นอยู่ทางวัตถุนี้ได้อย่างไร  ดังนั้นบุคคลผู้ที่พัฒนาใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างจริงจังพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อแจกจ่ายความรู้นี้แก่ผู้คนโดยทั่วไป  เนื่องจากพันธชีวิตมีปัญหามาก  เราจึงควรออกไปจากมันและมีกฺฤษฺณ  จิตสำนึกซึ่งจะทำให้ตนเองได้รับอิสรภาพและย้ายไปอยู่โลกทิพย์
यतन्तो योगिनश्चैनं पश्यन्त्यात्मन्यवस्थितम् ।
यतन्तोऽप्यकृतात्मानो नैनं पश्यन्त्यचेतसः ॥ १५.११ ॥
โศลก 11
yatanto yoginaś cainaṁ  paśyanty ātmany avasthitam
yatanto ’py akṛtātmāno  nainaṁ paśyanty acetasaḥ
ยตนฺโต โยคินศฺ ไจนํ  ปศฺยนฺตฺยฺ อาตฺมนฺยฺ อวสฺถิตมฺ
ยตนฺโต ’ปฺยฺ อกฺฤตาตฺมาโน  ไนนํ ปศฺยนฺตฺยฺ อเจตสห์
ยตนฺตห์ — ความพยายาม, โยคินห์ — นักทิพย์นิยม, — เช่นกัน, เอนมฺ — นี้, ปศฺยนฺติ — สามารถเห็น, อาตฺมนิ — ในตัว, อวสฺถิตมฺ — สถิต, ยตนฺตห์ — พยายาม, อปิ — ถึงแม้, อกฺฤต-อาตฺมานห์ — พวกที่ไม่มีความรู้แจ้งแห่งตน, — ไม่, เอนมฺ — นี้, ปศฺยนฺติ — เห็น, อเจตสห์ — มีจิตใจที่ไม่พัฒนา
คำแปล
นักทิพย์นิยมผู้มีความพยายามสถิตในความรู้แจ้งแห่งตนสามารถเห็นทั้งหมดนี้อย่างชัดเจน  แต่พวกที่จิตใจไม่พัฒนาและไม่สถิตในความรู้แจ้งแห่งตนไม่สามารถเห็นว่าอะไรเกิดขึ้นแม้อาจพยายาม
คำอธิบาย
มีนักทิพย์นิยมมากมายบนหนทางแห่งความรู้แจ้งแห่งตน  แต่ผู้ที่ไม่สถิตในความรู้แจ้งแห่งตน  จะไม่สามารถเห็นว่าสิ่งต่าง  ๆ  ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร  คำว่า  โยคินห์  มีความสำคัญในประเด็นนี้  ปัจจุบันมีพวกที่สมมติว่าเป็น  โยค  มากมาย  และมีสถานที่ที่สมมติว่าเป็นสมาคมของพวก  โยค  มากมายเช่นกัน  แต่อันที่จริงมืดมนเกี่ยวกับเรื่องความรู้แจ้งแห่งตน  พวกเขาเพียงแต่มัวเมาอยู่กับท่าบริหารยิมนาสติกต่าง  ๆ  และมีความพึงพอใจหากร่างกายสวยงามและสุขภาพดี  โดยไม่มีข้อมูลอื่น  พวกนี้เรียกว่า  ยตนฺโต  ’ปฺยฺ  อกฺฤตาตฺมานห์  ถึงแม้ว่าพยายามในสิ่งที่สมมติว่าเป็นระบบ  โยค  แต่จะไม่รู้แจ้งตนเองและไม่สามารถเข้าใจวิธีการเปลี่ยนร่างของดวงวิญญาณ  พวกที่อยู่ในระบบ  โยค  ที่แท้จริงเท่านั้น  จึงรู้แจ้งตนเอง  รู้แจ้งโลก  และรู้แจ้งองค์  ภควานฺ  อีกนัยหนึ่ง  พวก  ภกฺติ-โยคี  ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกอย่างบริสุทธิ์  จึงจะเข้าใจว่าสิ่งต่าง  ๆ  เกิดขึ้นได้อย่างไร
यदादित्यगतं तेजो जगद्भासयतेऽखिलम् ।
यच्चन्द्रमसि यच्चाग्नौ तत्तेजो विद्धि मामकम् ॥ १५.१२ ॥
โศลก 12
yad āditya-gataṁ tejo  jagad bhāsayate ’khilam
yac candramasi yac cāgnau  tat tejo viddhi māmakam
ยทฺ อาทิตฺย-คตํ เตโช  ชคทฺ ภาสยเต ’ขิลมฺ
ยจฺ จนฺทฺรมสิ ยจฺ จาคฺเนา  ตตฺ เตโช วิทฺธิ มามกมฺ
ยตฺ — ซึ่ง, อาทิตฺย-คตมฺ — ในแสงอาทิตย์, เตชห์ — วิเศษ, ชคตฺ — ทั่วทั้งโลก, ภาสยเต — สว่างไสว, อขิลมฺ — ทั้งหมด, ยตฺ — ซึ่ง, จนฺทฺรมสิ — ในดวงจันทร์, ยตฺ — ซึ่ง, — เช่นกัน, อคฺเนา — ในไฟ, ตตฺ — นั้น, เตชห์ — วิเศษ, วิทฺธิ — เข้าใจ, มามกมฺ — จากข้า
คำแปล
ความวิเศษของดวงอาทิตย์ที่ขจัดความมืดแห่งโลกนี้ทั้งหมดมาจากข้า  ความวิเศษของดวงจันทร์และความวิเศษของไฟก็มาจากข้าเช่นกัน
คำอธิบาย
ผู้ไม่มีปัญญาไม่สามารถเข้าใจว่าสิ่งต่าง  ๆ  เกิดขึ้นได้อย่างไร  แต่เริ่มสถิตในความรู้ด้วยการเข้าใจสิ่งที่องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบาย  ณ  ที่นี้  ทุก  ๆ  คนเห็นดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  คบเพลิง  และไฟฟ้า  เราควรพยายามเข้าใจว่าความวิเศษของดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  ไฟฟ้า  หรือคบเพลิงมาจากองค์  ภควานฺ  แนวคิดแห่งชีวิตเช่นนี้ทำให้จุดเริ่มต้นของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเจริญก้าวหน้าอย่างมหาศาลสำหรับพันธวิญญาณภายในโลกวัตถุนี้โดยเนื้อแท้สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  ทรงชี้แนะ  ณ  ที่นี้ว่า  พวกเราสามารถกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์  ภควานฺ  ได้อย่างไร
จากโศลกนี้  เราสามารถเข้าใจว่าดวงอาทิตย์ส่องแสงไปทั่วทั้งระบบสุริยะ  มีจักรวาลและระบบสุริยะต่าง  ๆ  มีดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์หลายดวง  และมีดาวเคราะห์มากมายเช่นกัน  ซึ่งในแต่ละจักรวาลมีดวงอาทิตย์เพียงดวงเดียว  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ภควัท-คีตา  (10.21)  ว่า  ดวงจันทร์เป็นหนึ่งในหมู่ดวงดาว  (นกฺษตฺราณามฺ  อหํ  ศศี)ที่มีแสงอาทิตย์ก็เนื่องมาจากรัศมีทิพย์ในท้องฟ้าทิพย์ขององค์  ภควานฺ  เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นกิจกรรมของมนุษย์จึงเริ่มดำเนินขึ้น  เราจุดไฟเพื่อปรุงอาหาร  จุดไฟเพื่อเริ่มปฏิบัติงานในโรงงาน  ฯลฯ  ดังนั้น  หลายสิ่งหลายอย่างดำเนินไปเนื่องจากการช่วยเหลือของไฟ  ฉะนั้น  แสงอาทิตย์  แสงไฟ  และแสงจันทร์เป็นที่น่าชื่นชมยินดีอย่างมากมายสำหรับสิ่งมีชีวิต  หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากสิ่งเหล่านี้สิ่งมีชีวิตไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้  ดังนั้น  หากสามารถเข้าใจว่าแสงและความวิเศษของดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  และไฟออกมาจาก  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  จากตรงนี้  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกของเราเริ่มต้นขึ้น  จากแสงจันทร์พืชผักทั้งหลายได้รับการบำรุงเลี้ยง  แสงจันทร์เป็นที่ชื่นชมยินดีมากจนผู้คนสามารถเข้าใจได้โดยง่ายว่าพวกเ  ราม  ีชีวิตอยู่ได้ก็เนื่องจากพระเมตตาของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  กฺฤษฺณ  หากปราศจากพระเมตตาของพระองค์แล้วจะไม่มีดวงอาทิตย์  ปราศจากพระเมตตาของพระองค์จะไม่มีดวงจันทร์  ปราศจากพระเมตตาของพระองค์จะไม่มีไฟ  และปราศจากการช่วยเหลือของดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  และไฟจะไม่มีผู้ใดสามารถมีชีวิตอยู่ได้  เหล่านี้เป็นแนวคิดบางประการที่จะช่วยกระตุ้น  กฺฤษฺณจิตสำนึกในพันธวิญญาณ
गामाविश्य च भूतानि धारयाम्यहमोजसा ।
पुष्णामि चौषधीः सर्वाः सोमो भूत्वा रसात्मकः ॥ १५.१३ ॥
โศลก 13
gām āviśya ca bhūtāni  dhārayāmy aham ojasā
puṣṇāmi cauṣadhīḥ sarvāḥ  somo bhūtvā rasātmakaḥ
คามฺ อาวิศฺย จ ภูตานิ  ธารยามฺยฺ อหมฺ โอชสา
ปุษฺณามิ เจาษธีห์ สรฺวาห์  โสโม ภูตฺวา รสาตฺมกห์
คามฺ — ดาวเคราะห์, อาวิศฺย — เข้าไป, — เช่นกัน, ภูตานิ — สิ่งมีชีวิต, ธารยามิ — ค้ำจุน, อหมฺ — ข้า, โอชสา — ด้วยพลังงานของข้า, ปุษฺณามิ — บำรุงเลี้ยง, — และ, เอาษธีห์ — พวก ผัก, สรฺวาห์ — ทั้งหมด, โสมห์ — ดวงจันทร์, ภูตฺวา — มาเป็น, รส-อาตฺมกห์ — ส่งน้ำให้
คำแปล
ข้าเข้าไปในแต่ละดาวเคราะห์  ด้วยพลังงานของข้าทั้งหมดมันจึงโคจรไปรอบตัวข้า  กลายมาเป็นดวงจันทร์ที่ส่งน้ำแห่งชีวิตไปให้พืชผักทั้งหลาย
คำอธิบาย
เข้าใจว่าดาวเคราะห์ทั้งหมดลอยอยู่ในอากาศได้ก็เนื่องด้วยพลังงานขององค์  ภควานฺ  เท่านั้น  พระองค์เสด็จเข้าไปในทุกๆ  อณู  ทุกๆ  ดาวเคราะห์  และทุกๆ  ชีวิต  ได้อธิบายไว้ใน  บระฮมะ-สัมฮิทา  ว่า  หนึ่งในภาคแบ่งแยกอันสมบูรณ์ของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ปรมาตฺมา  ได้เสด็จเข้าไปในดาวเคราะห์  ในจักรวาล  ในสิ่งมีชีวิต  และแม้แต่ในอณู  เนื่องจากพระองค์เสด็จเข้าไป  ทุกสิ่งทุกอย่างจึงปรากฏอย่างเหมาะสมเมื่อมีดวงวิญญาณอยู่ในร่าง  มนุษย์จึงสามารถลอยอยู่ในน้ำได้  แต่เมื่อละอองชีวิตออกไปจากร่าง  ร่างกายจะตายและจมน้ำ  แน่นอนว่าเมื่อร่างกายเน่าเปื่อยก็จะลอยขึ้นมาเหมือนกับฟางและสิ่งอื่นๆ  แต่ทันทีที่คนตายศพจะจมลงไปในน้ำ  ลักษณะเดียวกันดาวเคราะห์ทั้งหมดลอยอยู่ในอวกาศ  เป็นเช่นนี้ได้ก็เนื่องจากพลังงานเบื้องสูงขององค์ภควานฺ  เข้าไป  พลังงานของพระองค์ทรงค้ำจุนแต่ละดาวเคราะห์เหมือนกับฝุ่นในกำมือ  หากผู้ใดกำฝุ่นอยู่ในมือ  ฝุ่นก็จะไม่หลุดลอยไป  แต่หากปาออกไปในอากาศฝุ่นก็จะกระจายตกลงพื้นดิน  ทำนองเดียวกัน  ดาวเคราะห์เหล่านี้ที่ลอยอยู่ในอากาศ  อันที่จริงอยู่ในกำมือของรูปลักษณ์จักรวาลแห่งองค์  ภควานฺ  ด้วยพลังและอำนาจของพระองค์สิ่งต่างๆ  ทั้งหมดทั้งเคลื่อนที่และไม่เคลื่อนจึงอยู่ในตำแหน่งของตนเอง  ได้กล่าวไว้ในบทมนต์พระ  เวท  ว่าเนื่องมาจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าดวงอาทิตย์จึงส่องแสง  และดาวเคราะห์ต่างๆ  จึงเคลื่อนไปอย่างมั่นคง  หากพระองค์ทรงไม่ทำเช่นนี้ดาวเคราะห์ทั้งหมดจะกระจัดกระจายเหมือนกับฝุ่นในอากาศและสูญสลายไป  ในทำนองเดียวกันเนื่องจากพระองค์ที่ทำให้ดวงจันทร์บำรุงเลี้ยงพืชผักต่างๆ  ทั้งหมด  และด้วยอิทธิพลของดวงจันทร์พืชผักต่างๆ  จึงมีรสอร่อยปราศจากแสงจันทร์พืชผักต่างๆ  เจริญเติบโตไม่ได้และจะไม่มีรสชุ่มฉ่่ำ  สังคมมนุษย์ดำเนินต่อไป  มีชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบายและรื่นเริงไปกับอาหาร  ทั้งหมดนี้เนื่องมาจากองค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้จัดส่งให้  มิฉะนั้นมนุษยชาติจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้  คำว่า  รสาตฺมกห์  มีความสำคัญมาก  ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นที่อร่อยปากก็เนื่องมาจากผู้แทนขององค์  ภควานฺ  โดยผ่านทางอิทธิพลของดวงจันทร์
अहं वैश्वानरो भूत्वा प्राणिनां देहमाश्रितः ।
प्राणापानसमायुक्तः पचाम्यन्नं चतुर्विधम् ॥ १५.१४ ॥
โศลก 14
ahaṁ vaiśvānaro bhūtvā  prāṇināṁ deham āśritaḥ
prāṇāpāna-samāyuktaḥ  pacāmy annaṁ catur-vidham
อหํ ไวศฺวานโร ภูตฺวา  ปฺราณินำ เทหมฺ อาศฺริตห์
ปฺราณาปาน-สมายุกฺตห์  ปจามฺยฺ อนฺนํ จตุรฺ-วิธมฺ
อหมฺ — ข้า, ไวศฺวานรห์ — ส่วนอันสมบูรณ์ของข้าที่เป็นไฟสำหรับย่อยอาหาร, ภูตฺวา — มา เป็น, ปฺราณินามฺ — ของมวลชีวิต, เทหมฺ — ในร่างกาย, อาศฺริตห์ — สถิต, ปฺราณ — ลมหายใจ ออก, อปาน — ลมลงข้างล่าง, สมายุกฺตห์ — รักษาดุลยภาพ, ปจามิ — ข้าย่อย, อนฺนมฺ — อาหาร, จตุห์-วิธมฺ — สี่ชนิด
คำแปล
ข้าคือไฟในการย่อยอาหารภายในร่างกายของมวลชีวิต  และข้าได้ร่วมกับลมปราณแห่งชีวิตทั้งออกและเข้าเพื่อย่อยอาหารสี่ชนิด
คำอธิบาย
ตาม  อายุรฺ  เวท  ศาสฺตฺร  เราเข้าใจว่ามีไฟในท้องซึ่งย่อยอาหารทั้งหมดที่ถูกส่งไป  เมื่อไฟไม่ร้อนจะไม่มีความหิว  เมื่อไฟทำงานเป็นปกติเราจะรู้สึกหิว  บางครั้งไฟไม่ทำงานจำเป็นต้องรักษา  ในทุกกรณี  ไฟนี้คือผู้แทนของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  มนฺตฺร  พระ  เวท  (พฺฤหทฺ-อารณฺยก  อุปนิษทฺ  5.9.1)  ได้ยืนยันไว้เช่นกันว่าองค์  ภควานฺ  หรือ  พฺรหฺมนฺ  ทรงสถิตในรูปของไฟภายในท้องและย่อยอาหารทุกชนิด  (อยมฺ  อคฺนิรฺ  ไวศฺวานโร  โย  ’ยมฺ  อนฺตห์  ปุรุเษ  เยเนทมฺ  อนฺนํ  ปจฺยเต)  เนื่องจากพระองค์ทรงช่วยในการย่อยอาหารทั้งหมด  สิ่งมีชีวิตจึงไม่เป็นอิสระในกรรมวิธีของการรับประทานอาหารหากพระองค์ไม่ทรงช่วยเหลือในการย่อย  เราจะไม่สามารถรับประทานอาหารได้  ดังนั้นพระองค์ทรงเป็นผู้ผลิตและทรงเป็นผู้ย่อยอาหาร  และด้วยพระกรุณาของพระองค์  พวกเราจึงได้รื่นเริงกับชีวิตใน  เวทานฺต-สูตฺร  (1.2.27)  ได้ยืนยันไว้เช่นกันดังนี้  ศพฺทาทิโภฺย  ’นฺตห์  ปฺรติษฺฐานาจฺ  จ  องค์  ภควานฺ  ทรงสถิตภายในเสียงและภายในร่างกาย  ภายในอากาศ  และแม้แต่ภายในท้อง  ในรูปของพลังแห่งการย่อย  มีอาหารสี่ชนิดคือ  ชนิดกลืนชนิดเคี้ยว  ชนิดเลีย  และชนิดดูด  พระองค์ทรงเป็นพลังในการย่อยอาหารทั้งหมด
सर्वस्य चाहं हृदि संनिविष्टो
मत्तः स्मृतिर्ज्ञानमपोहनं च ।
वेदैश्च सर्वैरहमेव वेद्यो
वेदान्तकृद्वेदविदेव चाहम् ॥ १५.१५ ॥
โศลก 15
sarvasya cāhaṁ hṛdi sanniviṣṭo
mattaḥ smṛtir jñānam apohanaṁ ca
vedaiś ca sarvair aham eva vedyo
vedānta-kṛd veda-vid eva cāham
สรฺวสฺย จาหํ หฺฤทิ สนฺนิวิษฺโฏ
มตฺตห์ สฺมฺฤติรฺ ชฺญานมฺ อโปหนํ จ
เวไทศฺ จ สไรฺวรฺ อหมฺ เอว เวโทฺย
เวทานฺต-กฺฤทฺ เวท-วิทฺ เอว จาหมฺ
สรฺวสฺย — ของมวลชีวิต, — และ, อหมฺ — ข้า, หฺฤทิ — ในหัวใจ, สนฺนิวิษฺฏห์ — สถิต, มตฺตห์ — จากข้า, สฺมฺฤติห์ — ความจำ, ชฺญานมฺ — ความรู้, อโปหนมฺ — การลืม, — และ, เวไทห์ — โดยคัมภีร์พระ เวท, — เช่นกัน, สไรฺวห์ — ทั้งหมด, อหมฺ — ข้าเป็น, เอว — แน่นอน, เวทฺยห์ — สิ่งรู้, เวทานฺต-กฺฤตฺ — ผู้รวบรวม เวทานฺต, เวท-วิตฺ — ผู้รู้คัมภีร์พระ เวท, เอว — แน่นอน, — และ, อหมฺ — ข้า
คำแปล
ข้าประทับอยู่ภายในหัวใจของทุกคน  ความจำ  ความรู้  และการลืม  มาจากข้าคัมภีร์พระ  เวท  ทั้งหมดสอนให้รู้จักข้า  แน่นอนว่าข้าคือผู้รวบรวม  เวทานฺต  และข้าคือผู้รู้คัมภีร์พระ  เวท  
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ทรงสถิตในหัวใจของทุกคนในฐานะ  ปรมาตฺมา  จากพระองค์กิจกรรมทั้งหลายจึงเริ่มต้นขึ้น  สิ่งมีชีวิตลืมทุกสิ่งทุกอย่างในอดีตชาติของตนเอง  แต่ต้องปฏิบัติตามการชี้นำขององค์  ภควานฺ  ผู้ทรงเป็นพยานในกิจกรรมทั้งหลาย  เขาจึงสามารถเริ่มกิจกรรมตามกรรมเก่าได้  ทั้งความรู้และความจำที่จำเป็นได้ให้แก่เขา  แล้วเขาก็ลืมเกี่ยวกับอดีตชาติของตนเอง  ดังนั้น  พระองค์ไม่ทรงเป็นเพียงผู้แผ่กระจายไปทั่วเท่านั้นแต่ยังทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของทุกคน  พระองค์ทรงให้ผลทางวัตถุต่างๆ  เป็นรางวัล  ไม่เพียงทรงได้รับการบูชาในฐานะ  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  องค์  ภควานฺและ  ปรมาตฺมา  ในหัวใจของทุกคนเท่านั้น  แต่ยังทรงได้รับการบูชาในรูปลักษณ์ของอวตารต่าง  ๆ  ในคัมภีร์พระ  เวท  ด้วยเช่นกัน  คัมภีร์พระ  เวท  ให้ทิศทางที่ถูกต้องแก่ผู้คนเพื่อสามารถหล่อหลอมชีวิตของตนเองอย่างถูกต้องในการกลับคืนสู่องค์  ภควานฺ  คืนสู่เหย้า  คัมภีร์พระ  เวท  ให้ความรู้แห่งบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  กฺฤษฺณ  และ  กฺฤษฺณ  ในรูปอวตาร  วฺยาสเทว  ทรงเป็นผู้รวบรวม  เวทานฺต-สูตฺร  คำอธิบาย  เวทานฺต-สูตฺร  โดย  วฺยาสเทว  ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ได้ให้ความเข้าใจที่แท้จริงของ  เวทานฺต-สูตฺร  องค์  ภควานฺ  ทรงมีความบริบูรณ์ในการจัดส่งพันธวิญญาณ  พระองค์ทรงเป็นผู้ส่งอาหารและย่อยอาหาร  ทรงเป็นพยานในกิจกรรม  และทรงให้ความรู้ในรูปของพระ  เวท  และในฐานะที่เป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงสอน  ภควัท-คีตา  พระองค์ทรงเป็นที่เคารพบูชาของพันธวิญญาณ  ดังนั้น  พระองค์ทรงดีไปทั้งหมด  และทรงมีพระเมตตาธิคุณด้วยประการทั้งปวง
อนฺตห์-ปฺรวิษฺฏห์  ศาสฺตา  ชนานามฺ  สิ่งมีชีวิตลืมทันทีที่ออกจากร่างปัจจุบันไป  แต่จะเริ่มทำงานอีกครั้งหนึ่งซึ่งองค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้ริเริ่ม  ถึงแม้ว่าตนเองลืมพระองค์ทรงให้ปัญญาเพื่อสานต่องานที่จบลงจากชาติก่อน  ดังนั้น  สิ่งมีชีวิตไม่เพียงแต่รื่นเริงหรือได้รับความทุกข์ในโลกนี้ตามคำสั่งจากองค์  ภควานฺ  ผู้ทรงสถิตในหัวใจแต่ยังได้รับโอกาสเพื่อเข้าใจคัมภีร์พระ  เวท  จากพระองค์  หากเขาจริงจังเกี่ยวกับการเข้าใจความรู้พระ  เวท  กฺฤษฺณ  จะทรงให้ปัญญาที่จำเป็น  ทำไมทรงให้ความรู้พระ  เวท  เพื่อการเข้าใจ?  เพราะว่าปัจเจกชีวิตจำเป็นต้องเข้าใจ  กฺฤษฺณ  วรรณกรรมพระ  เวท  ยืนยันไว้ดังนี้  โย  ’เสา  สไรฺวรฺ  เวไทรฺ  คียเต  ในวรรณกรรมพระ  เวท  ทั้งหมดเริ่มจากพระ  เวททั้งสี่เล่ม  เวทานฺต-สูตฺร  อุปนิษทฺ  และ  ปุราณ  พระบารมีขององค์  ภควานฺ  ทรงได้รับการสรรเสริญด้วยการปฏิบัติพิธีกรรมทางพระ  เวท  สนทนาปรัชญาพระ  เวท  และบูชาองค์  ภควานฺ  ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้  แล้วจะบรรลุถึงพระองค์  ดังนั้น  จุดมุ่งหมายของคัมภีร์พระ  เวท  คือให้เข้าใจ  กฺฤษฺณ  คัมภีร์พระ  เวท  ให้ทิศทางแก่เราเพื่อเข้าใจกฺฤษฺณ  และวิธีการเพื่อรู้แจ้งพระองค์  จุดมุ่งหมายสูงสุดคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เวทานฺต-สูตฺร  (1.1.4)  ยืนยันดังนี้  ตตฺ  ตุ  สมนฺวยาตฺ  เราสามารถบรรลุถึงความสมบูรณ์ในสามระดับ  จากการเข้าใจวรรณกรรมพระ  เวท  เราจะเข้าใจความสัมพันธ์ของเรากับองค์  ภควานฺ  จากการปฏิบัติตามวิธีต่าง  ๆ  เราสามารถเข้าถึงพระองค์  และในที่สุดเราสามารถบรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดซึ่งมิใช่ผู้ใดอื่นนอกจากองค์  ภควานฺ  โศลกนี้จุดมุ่งหมายของคัมภีร์พระ  เวท  การเข้าใจคัมภีร์พระ  เวท  และเป้าหมายของคัมภีร์พระ  เวท  ได้ให้คำนิยามไว้อย่างชัดเจน
द्वाविमौ पुरुषौ लोके क्षरश्चाक्षर एव च ।
क्षरः सर्वाणि भूतानि कूटस्थोऽक्षर उच्यते ॥ १५.१६ ॥
โศลก 16
dvāv imau puruṣau loke  kṣaraś cākṣara eva ca
kṣaraḥ sarvāṇi bhūtāni  kūṭa-stho ’kṣara ucyate
ทฺวาวฺ อิเมา ปุรุเษา โลเก  กฺษรศฺ จากฺษร เอว จ
กฺษรห์ สรฺวาณิ ภูตานิ  กูฏ-โสฺถ ’กฺษร อุจฺยเต
เทฺวา — สอง, อิเมา — เหล่านี้, ปุรุเษา — สิ่งมีชีวิต, โลเก — ในโลก, กฺษรห์ — ผิดพลาด, — และ, อกฺษรห์ — ไม่ผิดพลาด, เอว — แน่นอน, — และ, กฺษรห์ — ผิดพลาด, สรฺวาณิ — ทั้งหมด, ภูตานิ — สิ่งมีชีวิต, กูฏ-สฺถห์ — ในความเป็นหนึ่ง, อกฺษรห์ — ไม่ผิดพลาด, อุจฺยเต — ได้กล่าวไว้
คำแปล
มีชีวิตอยู่สองประเภท  ผิดพลาดและไม่ผิดพลาด  ในโลกวัตถุทุกชีวิตผิดพลาดและในโลกทิพย์ทุกชีวิตไม่ผิดพลาด
คำอธิบาย
ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วว่าองค์  ภควานฺ  ในรูปอวตาร  วฺยาสเทว  ทรงรวบรวม  เวทานฺต-สูตฺร  ณ  ที่นี้  พระองค์ทรงให้ข้อสรุปของ  เวทานฺต-สูตฺร  โดยตรัสว่าสิ่งมีชีวิตซึ่งมีจำนวนนับไม่ถ้วนแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ  กลุ่มที่ผิดพลาดและกลุ่มที่ไม่ผิดพลาด  สิ่งมีชีวิตเป็นละอองอณูที่แยกออกมาจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้านิรันดรเมื่อมาสัมผัสกับโลกวัตถุเรียกว่า  ชีว-ภูต  ได้ให้คำสันสฤต  ณ  ที่นี้  กฺษรห์  สรฺวาณิ  ภูตานิ  หมายความว่าพวกนี้ผิดพลาด  อย่างไรก็ดี  พวกที่เป็นหนึ่งเดียวกับองค์  ภควานฺเรียกว่าไม่ผิดพลาด  ความเป็นหนึ่งเดียวกันมิได้หมายความว่าไม่ได้เป็นปัจเจกบุคคลหากแต่ไม่มีความแตกแยกกัน  ทั้งหมดยอมรับจุดมุ่งหมายแห่งการสร้าง  แน่นอนว่าในโลกทิพย์ไม่มีการสร้าง  แต่เนื่องจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่างที่ออกมา  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  เวทานฺต-สูตฺร  จึงได้อธิบายแนวคิดนั้น
ตามข้อความของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่สองกลุ่ม  คัมภีร์พระ  เวท  ให้หลักฐานนี้จึงไม่มีข้อสงสัย  สิ่งมีชีวิตดิ้นรนต่อสู้ในโลกนี้ด้วยจิตใจและประสาทสัมผัสทั้งห้า  มีร่างกายวัตถุที่มีการเปลี่ยนแปลง  ตราบใดที่สิ่งมีชีวิตอยู่ในพันธสภาวะ  ร่างกายของเขาเปลี่ยนแปลงเนื่องจากมาสัมผัสกับวัตถุ  เพราะวัตถุเปลี่ยนแปลง  ดังนั้น  สิ่งมีชีวิตจึงดูเหมือนว่าเปลี่ยนแปลง  แต่ในโลกทิพย์ร่างกายมิได้ทำมาจากวัตถุดังนั้นจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลง  ในโลกวัตถุสิ่งมีชีวิตผ่านการเปลี่ยนแปลงหกขั้นตอน  คือ  เกิด  เจริญเติบโต  คงอยู่ระยะเวลาหนึ่ง  สืบพันธุ์  หดตัวลง  และสูญสลายไป  เหล่านี้คือการเปลี่ยนแปลงของร่างวัตถุ  แต่ในโลกทิพย์ร่างกายไม่เปลี่ยนแปลง  ไม่มีความชรา  ไม่มีการเกิด  ไม่มีการตาย  ทั้งหมดเป็นอยู่ในความเป็นหนึ่ง  กฺษรห์  สรฺวาณิ  ภูตานิ  สิ่งมีชีวิตใด  ๆ  ที่มาสัมผัสกับวัตถุเริ่มต้นจากดวงชีวิตแรกคือ  พระ  พฺรหฺมา  ลงไปจนถึงมดตัวเล็ก  ๆ  ร่างกายต้องเปลี่ยนแปลง  ฉะนั้น  พวกเขาทั้งหมดจึงมีความผิดพลาดอย่างไรก็ดี  ในโลกทิพย์ทุกชีวิตเป็นอิสระในความเป็นหนึ่งอยู่เสมอ
उत्तमः पुरुषस्त्वन्यः परमात्मेत्युदाहृतः ।
यो लोकत्रयमाविश्य बिभर्त्यव्यय ईश्वरः ॥ १५.१७ ॥
โศลก 17
uttamaḥ puruṣas tv anyaḥ  paramātmety udāhṛtaḥ
yo loka-trayam āviśya  bibharty avyaya īśvaraḥ
อุตฺตมห์ ปุรุษสฺ ตฺวฺ อนฺยห์  ปรมาตฺเมตฺยฺ อุทาหฺฤตห์
โย โลก-ตฺรยมฺ อาวิศฺย  พิภรฺตฺยฺ อวฺยย อีศฺวรห์
อุตฺตมห์ — ดีที่สุด, ปุรุษห์ — บุคลิกภาพ, ตุ — แต่, อนฺยห์ — อีกผู้หนึ่ง, ปรม-อาตฺมาสูงสุด-ตัวเอง, อิติ — ดังนั้น, อุทาหฺฤตห์ — กล่าวไว้ว่า, ยห์ — ผู้ซึ่ง, โลก — ของจักรวาล, ตฺรยมฺ — สามส่วน, อาวิศฺย — เข้าไป, พิภรฺติ — ค้ำจุน, อวฺยยห์ — ไม่มีที่สิ้นสุด, อีศฺวรห์ — องค์ภควาน
คำแปล
นอกจากสองกลุ่มนี้แล้วยังมีบุคลิกภาพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด  ที่เป็นดวงวิญญาณสูงสุดองค์ภควานผู้ทรงไม่มีวันสูญสลาย  ทรงเสด็จเข้าไป  และทรงค้ำจุนทั้งสามโลก
คำอธิบาย
แนวคิดจักรวาลนี้ได้แสดงไว้อย่างสวยงามมากใน  กฐ  อุปนิษทฺ  (2.2.13)และ  เศฺวตาศฺวตร  อุปนิษทฺ  (6.13)  กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตที่นับจำนวนไม่ถ้วนซึ่งบ้างอยู่ในพันธสภาวะและบ้างก็หลุดพ้น  ยังมีบุคลิกภาพสูงสุดผู้ทรงเป็น  ปรมาตฺมา  โศลกใน  อุปนิษทฺ  กล่าวดังนี้  นิโตฺย  นิตฺยานำ  เจตนศฺ  เจตนานามฺ  คำอธิบายคือ  ในมวลชีวิตทั้งในพันธสภาวะและทั้งหลุดพ้นยังมีอีกหนึ่งบุคลิกภาพสูงสุดองค์  ภควานฺ  ผู้ทรงค้ำจุนพวกเขา  และทรงให้สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายเพื่อความรื่นเริงตามแต่กรรมที่ต่างกันไป  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงสถิตในหัวใจของทุกคนในรูป  ปรมาตฺมา  ผู้มีปัญญาที่สามารถเข้าใจพระองค์มีสิทธิ์ที่จะบรรลุถึงความสงบอย่างสมบูรณ์  มิใช่บุคคลอื่น
यस्मात्क्षरमतीतोऽहमक्षरादपि चोत्तमः ।
अतोऽस्मि लोके वेदे च प्रथितः पुरुषोत्तमः ॥ १५.१८ ॥
โศลก 18
yasmāt kṣaram atīto ’ham  akṣarād api cottamaḥ
ato ’smi loke vede ca  prathitaḥ puruṣottamaḥ
ยสฺมาตฺ กฺษรมฺ อตีโต ’หมฺ  อกฺษราทฺ อปิ โจตฺตมห์
อโต ’สฺมิ โลเก เวเท จ  ปฺรถิตห์ ปุรุโษตฺตมห์
ยสฺมาตฺ — เพราะว่า,กฺษรมฺ — ผู้ผิดพลาด, อตีตห์ — เป็นทิพย์, อหมฺ — ข้าเป็น, อกฺษราตฺ — เหนือผู้ไม่ผิดพลาด, อปิ — เช่นกัน, — และ, อุตฺตมห์ — ดีที่สุด, อตห์ — ดังนั้น, อสฺมิ — ข้าเป็น, โลเก — ในโลก, เวเท — ในวรรณกรรมพระ เวท, — และ, ปฺรถิตห์ — มีชื่อเสียง, ปุรุษ-อุตฺตมห์ — ในฐานะบุคลิกภาพสูงสุด
คำแปล
เพราะว่าข้าเป็นทิพย์อยู่เหนือทั้งผู้ผิดพลาดและผู้ไม่ผิดพลาด  และเนื่องจากข้ายิ่งใหญ่ที่สุด  ข้าจึงมีชื่อเสียงทั้งในโลกและในคัมภีร์พระ  เวท  ในฐานะที่เป็นองค์ภควาน
คำอธิบาย
ไม่มีผู้ใดมีความสามารถเกินไปกว่า  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ไม่ว่าพันธวิญญาณหรืออิสรวิญญาณ  ดังนั้น  พระองค์ทรงเป็นบุคลิกภาพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดณ  ที่นี้  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  ทั้งสิ่งมีชีวิตและองค์  ภควานฺ  เป็นปัจเจกบุคคล  ข้อแตกต่างคือสิ่งมีชีวิตไม่ว่าอยู่ในระดับที่ถูกพันธนาการหรือในระดับที่มีอิสรภาพ  ไม่สามารถมีปริมาณเหนือกว่าพลังอำนาจที่ไม่สามารถมองเห็นได้ของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าจึงเป็นการไม่ถูกต้องที่คิดว่าองค์  ภควานฺ  และสิ่งมีชีวิตอยู่ในระดับเดียวกัน  หรือเท่าเทียมกันในทุก  ๆ  ด้าน  จะมีคำถามเกี่ยวกับความสูงกว่าและต่ำกว่าระหว่างบุคลิกภาพเหล่านี้เสมอ  คำว่า  อุตฺตม  มีความสำคัญมาก  ไม่มีผู้ใดสามารถอยู่เหนือองค์  ภควานฺ  
คำว่า  โลเก  แสดงถึง  “ใน  เปารุษ  อาคม  (พระคัมภีร์  สฺมฺฤติ)”  ดังที่ยืนยันไว้ในพจนานุกรม  นิรุกฺติ  ว่า  โลกฺยเต  เวทารฺโถ  ’เนน  “จุดมุ่งหมายของคัมภีร์พระ  เวท  พระคัมภีร์  สฺมฺฤติ  ได้อธิบายไว้”
องค์  ภควานฺ  ในรูปลักษณ์  ปรมาตฺมา  ภายในหัวใจทุกคน  ได้อธิบายไว้ในคัมภีร์พระ  เวท  เช่นกัน  โศลกเหล่านี้ปรากฏในคัมภีร์พระ  เวท  (ฉานฺโทคฺย  อุปนิษทฺ  8.12.3)  ตาวทฺ  เอษ  สมฺปฺรสาโท  ’สฺมาจฺ  ฉรีราตฺ  สมุตฺถาย  ปรํ  โชฺยติ-รูปํ  สมฺปทฺย  เสฺวน  รูเปณาภินิษฺปทฺยเต  ส  อุตฺตมห์  ปุรุษห์  “องค์อภิวิญญาณที่ทรงออกมาจากร่างกายแล้วจึงเสด็จเข้าไปใน  พฺรหฺม-โชฺยติรฺ  ที่ไร้รูปลักษณ์  จากนั้นด้วยรูปลักษณ์ของพระองค์  พระองค์ทรงไว้ซึ่งบุคลิกลักษณะทิพย์  ภควานฺ  องค์นั้นเรียกว่าบุคลิกภาพสูงสุด”  เช่นนี้หมายความว่า  บุคลิกภาพสูงสุดทรงแสดงและทรงแพร่กระจายรัศมีทิพย์ของพระองค์ซึ่งเป็นแสงอันเจิดจรัสสูงสุด  บุคลิกภาพสูงสุดพระองค์นั้นทรงมีรูปลักษณ์อยู่ภายในหัวใจของทุก  ๆ  คนด้วยเช่นกันในรูปของ  ปรมาตฺมา  จากการอวตารมาเป็นบุตรของ  สตฺยวตี  และ  ปราศร  องค์  วฺยาสเทว  ทรงอธิบายความรู้พระ  เวท  
यो मामेवमसंमूढो जानाति पुरुषोत्तमम् ।
स सर्वविद्भजति मां सर्वभावेन भारत ॥ १५.१९ ॥
โศลก 19
yo mām evam asammūḍho  jānāti puruṣottamam
sa sarva-vid bhajati māṁ  sarva-bhāvena bhārata
โย มามฺ เอวมฺ อสมฺมูโฒ  ชานาติ ปุรุโษตฺตมมฺ
ส สรฺว-วิทฺ ภชติ มำ  สรฺว-ภาเวน ภารต
ยห์ — ผู้ใดซึ่ง, มามฺ — ข้า, เอวมฺ — ดังนั้น, อสมฺมูฒห์ — ปราศจากความสงสัย, ชานาติ — รู้, ปุรุษ-อุตฺตมมฺ — บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า, สห์ — เขา, สรฺว-วิตฺ — ผู้รู้ทุกสิ่งทุก อย่าง, ภชติ — ถวายการอุทิศตนเสียสละรับใช้, มามฺ — แด่ข้า, สรฺว-ภาเวน — ในทุก ๆ ด้าน,ภารต — โอ้ โอรสแห่งบาระทะ
คำแปล
ผู้ใดรู้จักข้าในฐานะองค์ภควานโดยไม่มีความสงสัยเป็นผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง  ฉะนั้นเขาปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่ข้าอย่างสมบูรณ์  โอ้  โอรสแห่ง  ภรต  
คำอธิบาย
มีการคาดคะเนทางปรัชญามากมายเกี่ยวกับสถานภาพเดิมแท้ของสิ่งมีชีวิตและสัจธรรมสูงสุด  โศลกนี้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงอธิบายอย่างชัดเจนว่า  ผู้ใดรู้ว่าองค์  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดเป็นผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่างโดยแท้จริง  ผู้รู้ที่ไม่สมบูรณ์ได้แต่คาดคะเนเกี่ยวกับสัจธรรมเรื่อยไป  ผู้รู้ที่สมบูรณ์จะไม่เสียเวลาอันมีค่าไป  แต่จะปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์  ภควานฺ  โดยตรงตลอดทั้งเล่มของ  ภควัท-คีตา  ความจริงนี้ได้เน้นทุก  ๆ  ขั้นตอน  แต่ยังมีนักตีความ  ภควัท-คีตา  ที่หัวรั้นมากมายพิจารณาว่าสัจธรรมสูงสุดและสิ่งมีชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกันและเหมือนกัน
ความรู้พระ  เวท  เรียกว่า  ศฺรุติ  เรียนรู้ด้วยการสดับฟัง  เราควรรับสาส์นพระ  เวทจากผู้ที่เชื่อถือได้อย่างแท้จริง  เช่น  จาก  กฺฤษฺณ  และผู้แทนของพระองค์  ณ  ที่นี้  กฺฤษฺณทรงแยกแยะทุกสิ่งทุกอย่างได้งดงามมาก  และเราควรสดับฟังจากแหล่งนี้  เพียงแต่สดับฟังเหมือนกับสุกรนั้นไม่เพียงพอ  เราต้องเข้าใจจากผู้ที่เชื่อถือได้  ไม่ใช่เพียงคาดคะเนเชิงวิชาการ  แต่เราควรสดับฟัง  ภควัท-คีตา  ด้วยยอมจำนนว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เป็นรององค์  ภควานฺ  เสมอ  ผู้ใดเข้าใจเช่นนี้ตามบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ศฺรี  กฺฤษฺณ  เป็นผู้รู้จุดมุ่งหมายของคัมภีร์พระ  เวท  นอกนั้นจะไม่มีใครรู้จุดมุ่งหมายของคัมภีร์พระ  เวท  
คำว่า  ภชติ  สำคัญมาก  มีหลายแห่งได้เน้นคำ  ภชติ  ในความสัมพันธ์กับการรับใช้องค์  ภควานฺ  หากบุคคลปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกในการอุทิศตนเสียสละรับใช้องค์  ภควานฺ  อย่างสมบูรณ์  เข้าใจได้ว่าเขาเข้าใจความรู้พระ  เวท  ทั้งหมดใน  ไวษฺณว  ปรมฺปรา  กล่าวไว้ว่า  หากผู้ใดปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้แด่  กฺฤษฺณ  ก็ไม่มีความจำเป็นกับวิถีทิพย์อื่นใดเพื่อให้เข้าใจสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุดเพราะได้มาถึงจุดหมายปลายทางเรียบร้อยแล้ว  จากการปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  ทำให้เสร็จสิ้นวิธีการพื้นฐานเพื่อความเข้าใจทั้งหมด  แต่หากผู้ใดหลังจากคาดคะเนเป็นเวลาร้อย  ๆ  พัน  ๆ  ชาติ  และมาไม่ถึงจุดที่ว่า  กฺฤษฺณ  คือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าและตัวเขาต้องศิโรราบต่อพระองค์  ตรงนี้การคาดคะเนทั้งหมดเป็นเวลาหลายปีและหลายชาติจะเป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
इति गुह्यतमं शास्त्रमिदमुक्तं मयानघ ।
एतद्‌बुद्ध्वा बुद्धिमान्स्यात्कृतकृत्यश्च भारत ॥ १५.२० ॥
โศลก 20
iti guhya-tamaṁ śāstram  idam uktaṁ mayānagha
etad buddhvā buddhimān syāt  kṛta-kṛtyaś ca bhārata
อิติ คุหฺย-ตมํ ศาสฺตฺรมฺ  อิทมฺ อุกฺตํ มยานฆ
เอตทฺ พุทฺธฺวา พุทฺธิมานฺ สฺยาตฺ  กฺฤต-กฺฤตฺยศฺ จ ภารต
อิติ — ดังนั้น, คุหฺย-ตมมฺ — ลับสุด, ศาสฺตฺรมฺ — พระคัมภีร์ที่เปิดเผย, อิทมฺ — นี้, อุกฺตมฺ — เปิดเผย, มยา — โดยข้า, อนฆ — โอ้ ผู้ไร้บาป, เอตตฺ — นี้, พุทฺธฺวา — เข้าใจ, พุทฺธิ-มานฺ — ปัญญา, สฺยาตฺ — เขามาเป็น, กฺฤต-กฺฤตฺยห์ — ผู้สมบูรณ์ที่สุดในความพยายามของเขา, — และ, ภารต — โอ้ โอรสแห่งบาระทะ
คำแปล
โอ้  ผู้ไร้บาป  บัดนี้ข้าจะเปิดเผยส่วนลับที่สุดของคัมภีร์พระ  เวท  ผู้ใดเข้าใจจะเป็นผู้มีปัญญา  และความพยายามของเขาจะบรรลุผลโดยสมบูรณ์
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายอย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  นี่คือแก่นสารสาระของพระคัมภีร์ที่เปิดเผยทั้งหลาย  เราควรเข้าใจตามที่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงประทานให้  แล้วเราจะมีปัญญาและมีความสมบูรณ์ในความรู้ทิพย์  อีกนัยหนึ่ง  จากการเข้าใจปรัชญาขององค์  ภควานฺ  นี้  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์  ทุกคนสามารถเป็นอิสระจากมลทินทั้งหลายของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  การอุทิศตนเสียสละรับใช้เป็นวิธีการเพื่อความเข้าใจวิถีทิพย์  ที่ใดที่มีการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ณ  ที่นั้นจะไม่มีมลทินทางวัตถุควบคู่กันไป  การอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  และองค์  ภควานฺ  เองเป็นหนึ่งเดียวกันและเหมือนกัน  เนื่องจากทั้งคู่เป็นทิพย์  การอุทิศตนเสียสละรับใช้เกิดขึ้นภายในพลังงานเบื้องสูงของพระองค์  กล่าวไว้ว่า  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นดวงอาทิตย์และอวิชชาคือความมืด  ที่ใดที่ดวงอาทิตย์ปรากฏจะไม่มีความมืด  ดังนั้น  เมื่อใดที่มีการอุทิศตนเสียสละรับใช้ภายใต้การนำทางที่ถูกต้องของพระอาจารย์ทิพย์ผู้ที่เชื่อถือได้ก็จะไม่มีอวิชชา
ทุก  ๆ  คนต้องปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกและอุทิศตนเสียสละรับใช้เพื่อให้เกิดปัญญาซึ่งจะทำให้ตนเองบริสุทธิ์  นอกจากมาถึงสถานภาพแห่งการเข้าใจ  กฺฤษฺณ  และปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้นี้  ไม่ว่าจะชาญฉลาดเพียงใดในการประเมินของสามัญชนทั่วไป  เราจะไม่เป็นผู้มีปัญญาโดยสมบูรณ์
คำว่า  อนฆ  ที่ทรงเรียก  อรฺชุน  มีความสำคัญ  อนฆ  “โอ้  ผู้ไร้บาป”หมายความว่านอกจากเราจะเป็นอิสระจากผลบาปทั้งปวง  เป็นการยากมากที่จะเข้าใจกฺฤษฺณ  เราต้องเป็นอิสระจากมลทินทั้งหลายและกิจกรรมบาปทั้งปวงจึงสามารถเข้าใจ  กฺฤษฺณ  แต่การอุทิศตนเสียสละรับใช้จะมีความบริสุทธิ์และมีพลังอำนาจมากจนกระทั่งเมื่อผู้ใดปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้เท่ากับผู้นั้นได้มาถึงระดับแห่งความเป็นผู้ไร้บาปโดยปริยายในทันที
ขณะที่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างใกล้ชิดกับเหล่าสาวกผู้บริสุทธิ์ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  มีบางสิ่งบางอย่างจำเป็นที่จะต้องขจัดไปให้หมดสิ้น  สิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องข้ามให้พ้นคือความอ่อนแอของหัวใจ  การตกลงต่ำประการแรกเนื่องมาจากความปรารถนาที่จะเป็นเจ้าเหนือธรรมชาติวัตถุ  ที่ทำให้เรายกเลิกการรับใช้ด้วยความรักทิพย์ต่อองค์  ภควานฺ  ความอ่อนแอของหัวใจประการที่สองคือ  เมื่อแนวโน้มที่อยากเป็นเจ้าเหนือธรรมชาติวัตถุเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น  เราจะยึดติดกับวัตถุและการเป็นเจ้าของวัตถุ  ปัญหาแห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุก็เนื่องมาจากความอ่อนแอของหัวใจเช่นนี้  ในบทนี้  ห้าโศลกแรกอธิบายถึงวิธีการที่จะทำให้เราเป็นอิสระจากความอ่อนแอของหัวใจเช่นนี้  จากโศลกที่หกถึงโศลกสุดท้าย  อธิบายเรื่อง  ปุรุโษตฺตม-โยค  
ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย ภกฺติเวทนฺต บทที่สิบห้าของหนังสือ ศฺรีมทฺ ภควัท-คีตา ในหัวข้อเรื่อง พุรุโชททะมะ-โยกะ หรือ โยคะแห่งองค์ภควาน

ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

บทที่ สิบหก

บทที่ 16

ธรรมชาติทิพย์และ
ธรรมชาติมาร

chapterImage

ธรรมชาติทิพย์และ
ธรรมชาติมาร

श्रीभगवानुवाच ।
अभयं सत्त्वसंशुद्धिर्ज्ञानयोगव्यवस्थितिः
दानं दमश्च यज्ञश्च स्वाध्यायस्तप आर्जवम् ॥ १६.१ ॥
अहिंसा सत्यमक्रोधस्त्यागः शान्तिरपैशुनम् ।
दया भूतेष्वलोलुप्त्वं मार्दवं ह्रीरचापलम् ॥ १६.२ ॥
तेजः क्षमा धृतिः शौचमद्रोहो नातिमानिता ।
भवन्ति संपदं दैवीमभिजातस्य भारत ॥ १६.३ ॥
โศลก 1-3
śrī-bhagavān uvāca
abhayaṁ sattva-saṁśuddhir  jñāna-yoga-vyavasthitiḥ
dānaṁ damaś ca yajñaś ca  svādhyāyas tapa ārjavam
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
อภยํ สตฺตฺว-สํศุทฺธิรฺ  ชฺญาน-โยค-วฺยวสฺถิติห์
ทานํ ทมศฺ จ ยชฺญศฺ จ  สฺวาธฺยายสฺ ตป อารฺชวมฺ
ahiṁsā satyam akrodhas  tyāgaḥ śāntir apaiśunam
dayā bhūteṣv aloluptvaṁ  mārdavaṁ hrīr acāpalam
อหึสา สตฺยมฺ อโกฺรธสฺ  ตฺยาคห์ ศานฺติรฺ อไปศุนมฺ
ทยา ภูเตษฺวฺ อโลลุปฺตฺวํ  มารฺทวํ หฺรีรฺ อจาปลมฺ
tejaḥ kṣamā dhṛtiḥ śaucam  adroho nāti-mānitā
bhavanti sampadaṁ daivīm  abhijātasya bhārata
เตชห์ กฺษมา ธฺฤติห์ เศาจมฺ  อโทฺรโห นาติ-มานิตา
ภวนฺติ สมฺปทํ ไทวีมฺ  อภิชาตสฺย ภารต
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, อภยมฺ — ไม่มีความกลัว, สตฺตฺว-สํศุทฺธิห์ — ทำให้ความเป็นอยู่ของตนบริสุทธิ์, ชฺญาน — ในความรู้, โยค — เชื่อม, วฺยวสฺถิติห์ — สถานการณ์, ทานมฺ — ให้ทาน, ทมห์ — ควบคุมจิตใจ, — และ, ยชฺญห์ — ปฏิบัติพิธีบูชา, — และ, สฺวาธฺยายห์ — ศึกษาวรรณกรรมพระ เวท, ตปห์ — สมถะ, อารฺชวมฺ — เรียบง่าย, อหึสา — ไม่เบียดเบียน, สตฺยมฺ — สัจจะ, อโกฺรธห์ — ปราศจากความ โกรธ, ตฺยาคห์ — เสียสละ, ศานฺติห์ — สงบ, อไปศุนมฺ — ไม่ชอบจับผิด, ทยา — เมตตา, ภูเตษุ — ต่อสรรพสัตว์, อโลลุปฺตฺวมฺ — ปราศจากความโลภ, มารฺทวมฺ — สุภาพ, หฺรีห์ — ถ่อมตัว, อจาปลมฺ — มั่นใจ, เตชห์ — กระปรี้กระเปร่า, กฺษมา — ให้อภัย, ธฺฤติห์ — อดทน, เศาจมฺ — สะอาด, อโทฺรหห์ — ปราศจากความอิจฉาริษยา, — ไม่, อติ-มานิตา — คาดหวังการ สรรเสริญ, ภวนฺติ — เป็น, สมฺปทมฺ — คุณสมบัติ, ไทวีมฺ — ธรรมชาติทิพย์, อภิชาตสฺย — ของผู้ที่เกิดจาก, ภารต — โอ้ โอรสแห่งบาระทะ
คำแปล
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  ปราศจากความกลัว  ทำให้ความเป็นอยู่ของตนบริสุทธิ์  พัฒนาความรู้ทิพย์  ให้ทาน  ควบคุมตนเอง  ปฏิบัติพิธีบูชา  ศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  สมถะ  เรียบง่าย  ไม่เบียดเบียน  สัจจะ  ปราศจากความโกรธเสียสละ  สงบ  ไม่ชอบจับผิด  เมตตาต่อมวลชีวิต  ปราศจากความโลภ  สุภาพถ่อมตน  แน่วแน่มั่นคง  กระปรี้กระเปร่า  ให้อภัย  อดทน  สะอาด  ปราศจากความอิจฉาริษยา  และไม่ปรารถนาคำสรรเสริญ  โอ้  โอรสแห่ง  ภรต  คุณสมบัติทิพย์เหล่านี้เป็นของบรรดาเทพผู้มีธรรมชาติทิพย์
คำอธิบาย
ในตอนต้นของบทที่สิบห้า  อธิบายถึงต้นไทรแห่งโลกวัตถุนี้  รากพิเศษงอกออกมาเปรียบเทียบได้กับกิจกรรมของสิ่งมีชีวิต  บางครั้งเป็นมงคล  บางครั้งไม่เป็นมงคลบทที่เก้าก็เช่นกัน  ได้อธิบายถึงเทพ  เทว  และมาร  อสุร  บัดนี้ตามพิธีกรรมพระ  เวทกิจกรรมในระดับความดีพิจารณาว่าเป็นมงคลเพื่อเจริญก้าวหน้าบนหนทางแห่งความหลุดพ้น  กิจกรรมเหล่านี้เรียกว่า  ไทวี  ปฺรกฺฤติ  เป็นทิพย์โดยธรรมชาติ  พวกที่สถิตในธรรมชาติทิพย์เจริญก้าวหน้าบนหนทางแห่งความหลุดพ้น  อีกด้านหนึ่งสำหรับพวกที่ปฏิบัติในระดับตัณหาและอวิชชาจะไม่ได้รับความหลุดพ้น  แต่ต้องอยู่ในโลกวัตถุนี้ในร่างมนุษย์  หรือตกต่ำไปในเผ่าพันธุ์สัตว์  หรืแม้ในรูปชีวิตที่ต่ำกว่าสัตว์  บทที่สิบหกนี้องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายทั้งธรรมชาติทิพย์และคุณสมบัติที่ควบคู่กันไปและธรรมชาติมารพร้อมทั้งคุณสมบัติที่ควบคู่กันไป  และทรงอธิบายถึงประโยชน์และโทษของคุณสมบัติเหล่านี้
คำว่า  อภิชาตสฺย  มีความสำคัญมาก  สัมพันธ์กับผู้ที่เกิดมามีคุณสมบัติทิพย์หรือแนวโน้มไปในทางเทพ  การได้บุตรธิดาในบรรยากาศเทพ  เรียกในคัมภีร์พระ  เวทว่า  ครฺภาธาน-สํสฺการ  หากผู้ปกครองปรารถนาบุตรธิดาในคุณสมบัติเทพ  ควรปฏิบัติตามหลักธรรมสิบประการที่แนะนำไว้เพื่อชีวิตสังคมของมนุษย์  ใน  ภควัท-คีตา  เราได้ศึกษาแล้วเช่นกันว่า  ชีวิตเพศสัมพันธ์เพื่อได้บุตรธิดาที่ดีคือ  กฺฤษฺณ  พระองค์เองชีวิตเพศสัมพันธ์ไม่ผิดหากใช้วิธีการใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  พวกที่อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างน้อยไม่ควรมีบุตรธิดาเหมือนกับแมวและสุนัข  แต่ควรมีบุตรธิดาเพื่อให้มี  กฺฤษฺณจิตสำนึกหลังจากเกิดมาแล้ว  เช่นนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับเด็ก  ๆ  ที่เกิดกับบิดาและมารดาที่ซึมซาบอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก
สถาบันสังคมที่รู้กันในนาม  วรฺณาศฺรม-ธรฺม  เป็นสถาบันที่แบ่งชีวิตสังคมออกเป็นสี่ส่วนและสี่อาชีพการงานหรือวรรณะ  ไม่ได้หมายความว่าแบ่งสังคมมนุษย์ตามชาติกำเนิด  การแบ่งเช่นนี้เป็นไปตามคุณสมบัติทางการศึกษา  เพื่อรักษาความสงบและความเจริญรุ่งเรืองในสังคม  คุณสมบัติที่กล่าว  ณ  ที่นี้เป็นคุณสมบัติทิพย์เพื่อทำให้บุคคลเจริญก้าวหน้าในการเข้าใจวิถีทิพย์  จะได้เป็นอิสระจากโลกวัตถุ
ในสถาบัน  วรฺณาศฺรม  สนฺนฺยาสี  หรือบุคคลในชีวิตสละโลก  พิจารณาว่าเป็นผู้นำหรือเป็นพระอาจารย์ของทุก  ๆ  ระดับชั้นในสังคม  พฺราหฺมณ  พิจารณาว่าเป็นพระอาจารย์ทิพย์ของระดับในสังคม  เช่น  กฺษตฺริย,  ไวศฺย  และ  ศูทฺร  แต่  สนฺนฺยาสี  ผู้อยู่สูงสุดของสถาบันพิจารณาว่าเป็นพระอาจารย์ทิพย์ของ  พฺราหฺมณ  ด้วย  เพราะคุณสมบัติแรกของ  สนฺนฺยาสี  คือปราศจากความกลัว  สนฺนฺยาสี  ต้องอยู่คนเดียวโดยไม่มีผู้อุปถัมภ์หรือไม่รับประกันว่าจะได้รับการอุปถัมภ์  ท่านต้องพึ่งพระเมตตาของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าเท่านั้น  หากคิดว่า  “หลังจากตัดความสัมพันธ์จากสังคมไปแล้วใครจะปกป้องข้า?”  เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่ควรรับเอาชีวิตสละโลกมาปฏิบัติเราต้องมีความมั่นใจอย่างแน่วแน่ว่า  กฺฤษฺณ  หรือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าในรูป  ปรมาตฺมา  ผู้ประทับอยู่ในหัวใจของทุก  ๆ  คนทรงเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง  และพระองค์ทรงทราบเสมอว่าเราตั้งใจทำอะไรอยู่  ดังนั้น  เราต้องมีความมั่นใจอย่างแน่วแน่ว่า  กฺฤษฺณ  ในรูปของ  ปรมาตฺมา  จะดูแลดวงวิญญาณที่ศิโรราบต่อพระองค์  “ข้าจะไม่มีวันอยู่คนเดียว”  เราควรคิดว่า  “ถึงแม้อยู่ในเขตป่าที่มืดมิดที่สุดข้าก็จะมี  กฺฤษฺณ  อยู่เคียงข้าง  และพระองค์จะให้การปกป้องคุ้มครองอยู่ตลอดเวลา”  ความมั่นใจเช่นนี้เรียกว่า  อภยมฺ  ปราศจากความกลัว  ระดับจิตเช่นนี้จำเป็นสำหรับบุคคลผู้รับเอาชีวิตสละโลกมาปฏิบัติ
จากนั้น  ต้องทำให้ความเป็นอยู่ของตนเองบริสุทธิ์  มีกฎเกณฑ์มากมายที่ต้องปฏิบัติตามในชีวิตสละโลก  สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ  สนฺนฺยาสี  คือ  มีข้อห้ามอย่างเคร่งครัดในการมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสตรี  ห้ามแม้แต่จะพูดกับสตรีในที่ลับ  องค์  ไจตนฺย  ทรงเป็น  สนฺนฺยาสี  ที่ดีเลิศ  ขณะทรงอยู่ที่  ปุรี  เหล่าสาวกสตรีไม่สามารถแม้แต่มาแสดงความเคารพใกล้พระองค์  พวกนางได้รับคำแนะนำให้ไปก้มลงกราบห่าง  ๆ  เช่นนี้  ไม่ได้แสดงว่ารังเกียจชนชั้นสตรี  แต่เป็นข้อตำหนิติเตียนที่กำหนดไว้สำหรับ  สนฺนฺยาสี  ไม่ให้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสตรี  เราต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของระดับชีวิตโดยเฉพาะของตนเพื่อให้ความเป็นอยู่บริสุทธิ์ขึ้น  สำหรับ  สนฺนฺยาสี  ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสตรีและความเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติเพื่อสนองประสาทสัมผัสได้ถูกห้ามไว้อย่างเคร่งครัดองค์  ไจตนฺย  เองทรงเป็น  สนฺนฺยาสี  ที่ดีเลิศ  เราเรียนรู้จากชีวิตของพระองค์ว่าทรงมีความเข้มงวดมากเกี่ยวกับสตรี  ถึงแม้พิจารณาว่าเป็นอวตารแห่งองค์  ภควานฺ  ที่มีความโอบอ้อมอารีย์และมีเสรีมากที่สุดด้วยการยอมรับพันธวิญญาณผู้ตกต่ำที่สุด  พระองค์ทรงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของชีวิต  สนฺนฺยาส  อย่างเคร่งครัดเกี่ยวกับการคบหาสมาคมกับสตรี  ครั้งหนึ่ง  หนึ่งในผู้ที่ใกล้ชิดส่วนพระองค์ชื่อ  โฉฏ  หริทาส  ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์ร่วมกับสาวกรูปอื่น  ๆ  ไปมองหญิงสาวด้วยความกำหนัด  ไจตนฺย  ผู้ทรงมีความเคร่งครัดมากจึงปฏิเสธ  โฉฏ  หริทาส  ไม่ให้มาอยู่ในกลุ่มผู้ใกล้ชิดส่วนพระองค์โดยตรัสว่า  “สำหรับ  สนฺนฺยาสี  หรือผู้ใดที่ปรารถนาจะออกไปจากเงื้อมมือของธรรมชาติวัตถุและพยายามพัฒนาตนเองไปสู่ธรรมชาติทิพย์เพื่อกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์  ภควานฺหากมองไปเพื่อเป็นเจ้าของวัตถุและมองไปที่ผู้หญิงเพื่อสนองประสาทสัมผัส  แม้ยังไม่ได้รื่นรมณ์  แต่มองไปด้วยแนวโน้มเช่นนี้  ควรถูกประณามและไปฆ่าตัวตายเสียยังดีกว่าก่อนที่จะมีประสบการณ์กับความปรารถนาที่ผิด  ๆ  เช่นนี้”  นี่คือวิธีปฏิบัติเพื่อความบริสุทธิ์
รายการต่อไปคือ  ชฺญาน-โยค-วฺยวสฺถิติ  ปฏิบัติในการพัฒนาความรู้  ชีวิต  สนฺนฺยาสี  หมายไว้เพื่อแจกจ่ายความรู้แก่คฤหัสถ์และบุคคลอื่น  ๆ  ผู้ลืมชีวิตอันแท้จริงแห่งความเจริญก้าวหน้าในวิถีทิพย์ของตน  สนฺนฺยาสี  ควรภิกขาจารไปตามบ้านเพื่อการดำรงชีพ  เช่นนี้มิได้หมายความว่าเป็นขอทาน  การถ่อมตนก็เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งสำหรับผู้สถิตในวิถีทิพย์  ด้วยความถ่อมตนแท้  ๆ  ที่  สนฺนฺยาสี  ภิกขาจารจากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง  ไม่ใช่เพื่อไปขอทานโดยตรง  แต่เพื่อไปพบและปลุกพวกคฤหัสถ์ให้ตื่นขึ้นมาอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  นี่คือหน้าที่ของ  สนฺนฺยาสี  หากท่านเจริญก้าวหน้าจริงและได้รับคำสั่งจากพระอาจารย์ทิพย์  ท่านควรสอน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกด้วยตรรกวิทยาและความเข้าใจ  หากยังไม่เจริญก้าวหน้าพอก็ไม่ควรรับเอาชีวิตสละโลกมาปฏิบัติโดยไม่มีความรู้เพียงพอ  ท่านควรสดับฟังจากพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้เพื่อพัฒนาความรู้โดยสมบูรณ์  สนฺนฺยาสี  ผู้รับเอาชีวิตสละโลกมาปฏิบัติจะต้องไม่มีความกลัว  สตฺตฺว-สํศุทฺธิ  (มีความบริสุทธิ์)  และ  ชฺญาน-โยค  (มีความรู้)
คำต่อไปคือการให้ทาน  หมายไว้สำหรับคฤหัสถ์  คฤหัสถ์ควรหาเงินเลี้ยงชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและให้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของรายได้เพื่อเผยแพร่  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไปทั่วโลก  ดังนั้น  คฤหัสถ์ควรให้ทานแก่สถาบันสังคมที่ปฏิบัติเช่นนี้  การให้ทานควรให้แก่ผู้รับที่ถูกต้อง  มีการให้ทานที่แตกต่างกันดังจะอธิบายการให้ทานในระดับความดีตัณหา  และอวิชชาต่อไป  พระคัมภีร์แนะนำการให้ทานในระดับความดี  การให้ทานในระดับตัณหาและอวิชชาไม่แนะนำเพราะเป็นการเสียเงินเปล่า  การให้ทานควรให้เพื่อเผยแพร่  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไปทั่วโลกเท่านั้น  เช่นนี้คือการให้ทานในระดับความดี
สำหรับ  ทม  (ควบคุมตนเอง)  ไม่เพียงหมายไว้สำหรับระดับอื่น  ๆ  ของสังคมศาสนาเท่านั้นแต่หมายไว้เฉพาะคฤหัสถ์  ถึงแม้ว่ามีภรรยาคฤหัสถ์ไม่ควรใช้ประสาทสัมผัสของตนเพื่อชีวิตเพศสัมพันธ์โดยไม่จำเป็น  มีข้อห้ามต่าง  ๆ  สำหรับคฤหัสถ์  แม้ในชีวิตเพศสัมพันธ์ซึ่งควรปฏิบัติเพื่อมีบุตรธิดาเท่านั้น  หากไม่ต้องการบุตรธิดาเราไม่ควรรื่นเริงชีวิตเพศสัมพันธ์กับภรรยา  สังคมปัจจุบันรื่นเริงชีวิตเพศสัมพันธ์ด้วยวิธีการคุมกำเนิดหรือวิธีการที่น่ารังเกียจยิ่งไปกว่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อบุตรธิดา  เช่นนี้ไม่ใช่คุณสมบัติทิพย์แต่เป็นคุณสมบัติมาร  หากผู้ที่แม้จะเป็นคฤหัสถ์ต้องการให้ชีวิตทิพย์ก้าวหน้าต้องควบคุมชีวิตเพศสัมพันธ์และไม่ควรมีบุตรหากไม่มีจุดมุ่งหมายเพื่อรับใช้  กฺฤษฺณ  ถ้ามีบุตรธิดาที่จะมาอยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกก็สามารถมีบุตรธิดาได้เป็นร้อย  ๆ  แต่ถ้าหากไม่มีความสามารถทำเช่นนี้  เราก็ไม่ควรตามใจตนเองเพียงเพื่อความสุขทางประสาทสัมผัสเท่านั้น
พิธีบูชาเป็นอีกรายการหนึ่งที่คฤหัสถ์พึงปฏิบัติ  เพราะว่าพิธีบูชาจำเป็นต้องใช้เงินมาก  พวกที่อยู่ในช่วงชีวิตอื่น  ๆ  เช่น  พฺรหฺมจรฺย,  วานปฺรสฺถ  และ  สนฺนฺยาส  จะไม่มีเงิน  พวกนี้อยู่ด้วยการภิกขาจาร  ดังนั้น  การปฏิบัติพิธีบูชาต่าง  ๆ  หมายไว้สำหรับคฤหัสถ์ซึ่งควรปฏิบัติพิธีบูชาอคฺนิ-โหตฺร  ดังที่ได้สอนไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  แต่ในปัจจุบันพิธีบูชาเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายสูงมาก  เป็นไปไม่ได้ที่คฤหัสถ์จะสามารถปฏิบัติได้  พิธีบูชาที่ดีที่สุดแนะนำไว้สำหรับยุคนี้เรียกว่า  สงฺกีรฺตน-ยชฺญ,  สงฺกีรฺตน-ยชฺญ  หรือการสวดภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเรราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร  นี้  ดีที่สุดและเป็นพิธีบูชาที่ประหยัดที่สุด  ทุกๆ  คนสามารถนำไปปฏิบัติและได้รับประโยชน์  ฉะนั้น  สามรายการนี้คือการให้ทาน  การควบคุมประสาทสัมผัสของตนเอง  และการปฏิบัติพิธีบูชาหมายไว้สำหรับคฤหัสถ์
สฺวาธฺยาย  การศึกษาคัมภีร์พระ  เวท  หมายไว้สำหรับ  พฺรหฺมจรฺย  หรือชีวิตนักศึกษา  พฺรหฺมจารี  ควรถือเพศ  พฺรหฺมา  จรรย์  ไม่ควรมีความสัมพันธ์กับสตรีและใช้จิตใจศึกษาวรรณกรรมพระ  เวท  เพื่อพัฒนาความรู้ทิพย์เช่นนี้เรียกว่า  สฺวาธฺยาย  
ตป  หรือความสมถะ  หมายไว้โดยเฉพาะสำหรับชีวิตเกษียณ  เราไม่ควรดำรงความเป็นคฤหัสถ์ตลอดชีวิต  ต้องจำไว้เสมอว่ามีสี่ช่วงของชีวิตคือ  พฺรหฺมจรฺย  คฺฤหสฺถ  วานปฺรสฺถ  และ  สนฺนฺยาส  หลังจาก  ชีวิตคฤหัสถ์หรือ  คฺฤหสฺถ  เราควรเกษียณ  หากมีชีวิตอยู่หนึ่งร้อยปี  เราควรใช้ยี่สิบห้าปีในชีวิตนักศึกษา  ยี่สิบห้าปีในชีวิตคฤหัสถ์  ยี่สิบห้าปีในชีวิตเกษียณ  และยี่สิบห้าปีในชีวิตสละโลก  นี่คือกฎเกณฑ์ของหลักธรรมศาสนาแห่งพระ  เวท  ผู้ชายเกษียณจากชีวิตคฤหัสถ์ต้องปฏิบัติความสมถะของร่างกาย  ความสมถะของจิตใจ  และความสมถะของลิ้น  นั่นคือ  ตปสฺย  สังคม  วรฺณาศฺรม-ธรฺม  ทั้งหมดหมายไว้เพื่อ  ตปสฺย  ปราศจาก  ตปสฺย  หรือความสมถะไม่มีมนุษย์ผู้ใดสามารถได้รับอิสรภาพหลุดพ้น  ทฤษฏีที่ว่าไม่มีความจำเป็นในชีวิตสมถะและคาดคะเนไปเรื่อย  ๆ  แล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะดีเอง  ทั้งวรรณกรรมพระ  เวท  และ  ภควัท-คีตา  ไม่แนะนำ  ทฤษฏีเหล่านี้ผลิตโดยนักทิพย์นิยมจอมอวดอ้างที่ต้องการมีลูกศิษย์มากๆ  เพราะถ้าหากว่ามีข้อห้ามและกฎเกณฑ์ต่าง  ๆ  ผู้คนจะไม่ชอบ  ดังนั้น  พวกที่ต้องการมีสานุศิษย์มาก  ๆ  ในนามของศาสนาเพื่อเป็นการอวดเพียงอย่างเดียว  โดยไม่ต้องมีกฎเกณฑ์อย่างถูกต้องสำหรับชีวิตนักศึกษา  สำหรับชีวิตสาวก  หรือสำหรับตนเองวิธีการเช่นนี้คัมภีร์พระ  เวท  ไม่อนุมัติ
คุณสมบัติความเรียบง่ายของ  พฺราหฺมณ  ไม่เพียงเฉพาะช่วงชีวิตหนึ่งชีวิตใดที่ปฏิบัติตามหลักธรรมนี้  แต่ทุก  ๆ  คนไม่ว่าจะอยู่ใน  พฺรหฺมจารี  อาศฺรม,  คฺฤหสฺถ  อาศฺรม,  วานปฺรสฺถ  อาศฺรม  หรือ  สนฺนฺยาส  อาศฺรม  ทุกคนควรมีชีวิตเรียบง่ายและตรงไปตรงมา
อหึสา  หมายความว่า  ไม่ทำให้การดำเนินชีวิตของสิ่งมีชีวิตใดต้องหยุดชะงักลง  เราไม่ควรคิดว่าเนื่องจากละอองวิญญาณไม่มีวันถูกฆ่าแม้หลังจากการฆ่าร่างกายไปแล้ว  จึงไม่มีภัยอันตรายในการฆ่าสัตว์เพื่อสนองประสาทสัมผัส  ปัจจุบันนี้ผู้คนมัวเมากับการกินเนื้อสัตว์  ถึงแม้ว่าจะมีอาหารต่าง  ๆ  มากมายเช่น  ธัญพืช  ผลไม้  และนม  โดยไม่มีความจำเป็นต้องฆ่าสัตว์  คำสอนนี้สำหรับทุก  ๆ  คน  เมื่อไม่มีทางเลือกเราอาจฆ่าสัตว์  แต่ต้องถวายในพิธีบูชา  อย่างไรก็ดี  เมื่อมีอาหารสำหรับมนุษย์มากมาย  บุคคลผู้ปรารถนาความเจริญก้าวหน้าในความรู้แจ้งทิพย์ไม่ควรเบียดเบียนสัตว์อื่น  อหึสา  ที่แท้จริงหมายความว่าไม่ทำให้การดำเนินชีวิตของผู้ใดต้องหยุดชะงักลง  สัตว์ต่าง  ๆกำลังดำเนินไปในวิวัฒนาการแห่งชีวิตของตนเองด้วยการเปลี่ยนจากชีวิตสัตว์ประเภทหนึ่งไปเป็นสัตว์อีกประเภทหนึ่ง  หากสัตว์ตัวนี้ถูกฆ่าการดำเนินชีวิตของมันก็สะดุดลงหากสัตว์อยู่ในร่างนี้มาหลายวันหรือหลายปีและถูกฆ่าโดยยังไม่ถึงเวลาอันควร  มันต้องกลับมาเกิดอีกครั้งหนึ่งในร่างแบบนี้เพื่อให้วันที่คงเหลืออยู่เสร็จสิ้นสมบูรณ์  เพื่อได้รับการส่งเสริมไปสู่ชีวิตอีกเผ่าพันธุ์หนึ่ง  ดังนั้น  การดำเนินชีวิตของพวกมันไม่ควรสะดุดลงเพียงเพื่อสนองลิ้นของเราเช่นนี้เรียกว่า  อหึสา  
สตฺยมฺ  คำนี้หมายความว่าไม่ควรบิดเบือนความจริงเพื่อประโยชน์ส่วนตัวบางอย่าง  ในวรรณกรรมพระ  เวท  มีบางตอนที่ยาก  แต่ความหมายหรือจุดมุ่งหมายควรเรียนรู้จากพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  นั่นคือวิธีการเพื่อความเข้าใจคัมภีร์พระ  เวท  ศฺรุติ  หมายความว่าควรสดับฟังจากผู้ที่เชื่อถือได้  เราไม่ควรตีความหมายในคำอธิบายต่าง  ๆเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของเราเอง  มีคำอธิบาย  ภควัท-คีตา  มากมายที่ตีความหมายผิดไปจากฉบับเดิม  ความหมายที่แท้จริงของคำควรแสดงออก  เช่นนี้ควรเรียนรู้จากพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้
อโกฺรธ  หมายความว่าระงับความโกรธ  แม้จะมีการยั่วโทสะ  เราควรอดทนเพราะเมื่อโกรธทำให้ทั่วทั้งเรือนร่างมีมลทิน  ความโกรธเป็นผลผลิตของระดับตัณหาและราคะ  ดังนั้น  ผู้สถิตในวิถีทิพย์ควรระงับตนเองจากความโกรธ  อไปศุนมฺ  หมายความว่า  เราไม่ควรจับผิดหรือติเตียนผู้อื่นโดยไม่จำเป็นแน่นอนว่าการเรียกโจรว่าเป็นโจรไม่ใช่การจับผิด  แต่การเรียกคนซื่อสัตว์สุจริตว่าเป็นโจรเป็นความผิดมหันต์สำหรับผู้ต้องการความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  หฺรี  หมายความว่า  ควรถ่อมตัวมากและไม่ควรกระทำสิ่งที่น่ารังเกียจ  อจาปลมฺ  ความมั่นใจ  หมายความว่าไม่ควรเร่าร้อนหรือหงุดหงิดกับความพยายามบางอย่าง  ความพยายามในบางสิ่งบางอย่างอาจไม่ประสบผลสำเร็จแต่ไม่ควรเสียใจ  เราควรทำความเจริญก้าวหน้าด้วยความอดทนและมั่นใจ
คำว่า  เตช  ใช้  ณ  ที่นี้  หมายไว้สำหรับ  กฺษตฺริย,  กฺษตฺริย  ควรมีความแข็งแรงมากอยู่เสมอเพื่อปกป้องผู้ที่อ่อนแอ  กฺษตฺริย  ไม่ควรทำตัวว่าเป็นผู้ไม่เบียดเบียน  หากจำเป็นต้องเบียดเบียน  จะต้องแสดงออก  ในบางสถานการณ์  ผู้ปราบศัตรูอาจให้อภัยและอาจยกโทษให้กับความผิดเล็ก  ๆ  น้อย  ๆ
เศาจมฺ  หมายความว่าความสะอาด  ไม่เฉพาะแต่จิตใจและร่างกายเท่านั้นแต่รวมทั้งการติดต่อกับผู้อื่นด้วย  หมายไว้โดยเฉพาะสำหรับพ่อค้าวาณิช  ซึ่งไม่ควรทำธุรกิจในตลาดมืด  นาติ-มานิตา  ไม่คาดหวังเกียรติยศ  ใช้สำหรับ  ศูทฺร  หรือชนชั้นแรงงาน  ตามคำสั่งสอนพระ  เวท  พิจารณาว่าเป็นพวกต่ำสุดในสี่ชั้น  พวกนี้ไม่ควรผยองกับเกียรติยศหรือชื่อเสียงที่ไม่จำเป็น  และควรดำรงอยู่ในระดับของตนเอง  เป็นหน้าที่ของ  ศูทฺร  ที่ต้องแสดงความเคารพต่อชนชั้นที่สูงกว่าเพื่อรักษาสถานภาพของสังคม
คุณสมบัติทั้งยี่สิบหกประการที่กล่าวมานี้เป็นคุณสมบัติทิพย์  เราควรพัฒนาตามสถานภาพทางสังคมและอาชีพที่ต่างกันไป  คำอธิบายก็คือถึงแม้ว่าสภาวะทางวัตถุจะมีความทุกข์  หากคุณสมบัติเหล่านี้ได้รับการพัฒนาและฝึกฝนโดยมนุษย์ทุกชั้นวรรณะก็เป็นไปได้ที่จะค่อย  ๆ  เจริญขึ้นมาถึงระดับสูงสุดแห่งความรู้แจ้งทิพย์
दम्भो दर्पोऽभिमानश्च क्रोधः पारुष्यमेव च ।
अज्ञानं चाभिजातस्य पार्थ संपदमासुरीम् ॥ १६.४ ॥
โศลก 4
dambho darpo ’bhimānaś ca  krodhaḥ pāruṣyam eva ca
ajñānaṁ cābhijātasya  pārtha sampadam āsurīm
ทมฺโภ ทรฺโป ’ภิมานศฺ จ  โกฺรธห์ ปารุษฺยมฺ เอว จ
อชฺญานํ จาภิชาตสฺย  ปารฺถ สมฺปทมฺ อาสุรีมฺ
ทมฺภห์ — หยิ่งยะโส, ทรฺปห์ — จองหอง, อภิมานห์ — อวดดี, — และ, โกฺรธห์ — โกรธ, ปารุษฺยมฺ — เกรี้ยวกราด, เอว — แน่นอน, — และ, อชฺญานมฺ — อวิชชา, — และ, อภิชาตสฺย — ของผู้ที่เกิด, ปารฺถ — โอ้ โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, สมฺปทมฺ — คุณสมบัติ, อาสุรีมฺ — ธรรมชาติมาร
คำแปล
หยิ่งยโส  จองหอง  อวดดี  ชอบโกรธ  เกรี้ยวกราด  และอวิชชา  คุณสมบัติเหล่านี้เป็นของพวกที่มีธรรมชาติมาร  โอ้  โอรสพระนาง  ปฺฤถา  
คำอธิบาย
ในโศลกนี้อธิบายถึงทางหลวงไปสู่นรก  พวกมารต้องการแสดงให้เห็นว่าตนเองมีศาสนาและเจริญก้าวหน้าในศาสตร์ทิพย์  ถึงแม้ไม่ปฏิบัติตามหลักธรรม  และมีความหยิ่งจองหองเสมอ  กับการที่มีการศึกษาสูงหรือร่ำรวยมาก  มารต้องการให้ผู้อื่นบูชาตนเองและเรียกร้องให้เคารพนับถือพวกตน  ถึงแม้จะไม่สมควร  ด้วยเรื่องเล็กน้อยก็จะโกรธมากและพูดจาเกรี้ยวกราดไม่สุภาพ  โดยไม่รู้ว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำพวกมารทำทุกอย่างตามอำเภอใจ  และมองไม่เห็นผู้ที่ควรเคารพนับถือ  คุณสมบัติมารเหล่านี้ติดตามตัวมาตั้งแต่ตอนเริ่มต้นของร่างนี้ในครรภ์มารดา  และเมื่อเจริญเติบโตขึ้นคุณสมบัติอันไม่เป็นมงคลทั้งหลายเหล่านี้จะปรากฏออกมา
दैवी संपद्विमोक्षाय निबन्धायासुरी मता ।
मा शुचः संपदं दैवीमभिजातोऽसि पाण्डव ॥ १६.५ ॥
โศลก 5
daivī sampad vimokṣāya  nibandhāyāsurī matā
mā śucaḥ sampadaṁ daivīm  abhijāto ’si pāṇḍava
ไทวี สมฺปทฺ วิโมกฺษาย  นิพนฺธายาสุรี มตา
มา ศุจห์ สมฺปทํ ไทวีมฺ  อภิชาโต ’สิ ปาณฺฑว
ไทวี — ทิพย์, สมฺปตฺ — ทรัพย์สิน, วิโมกฺษาย — หมายไว้เพื่อความหลุดพ้น, นิพนฺธาย — เพื่อพันธนาการ, อาสุรี — คุณสมบัติมาร, มตา — พิจารณาว่า, มา — ไม่, ศุจห์ — วิตก, สมฺปทมฺ — ทรัพย์สิน, ไทวีมฺ — ทิพย์, อภิชาตห์ — เกิดจาก, อสิ — เธอเป็น, ปาณฺฑว — โอ้ โอรสแห่งพาณดุ
คำแปล
คุณสมบัติทิพย์นำมาซึ่งอิสรภาพหลุดพ้น  ขณะที่คุณสมบัติมารทำให้ถูกพันธนาการ  โอ้  โอรสแห่ง  ปาณฺฑุ  ไม่ต้องวิตกเพราะว่าเธอเกิดมาพร้อมกับคุณสมบัติทิพย์
คำอธิบาย
องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงให้กำลังใจ  อรฺชุน  ด้วยการบอกว่า  อรฺชุน  ทรงไม่ได้เกิดมาพร้อมกับคุณสมบัติมาร  การที่มาร่วมในการต่อสู้ไม่ใช่มาร  เพราะ  อรฺชุน  ทรงได้พิจารณาถึงข้อดีและข้อเสีย  ทรงพิจารณาว่าบุคคลที่เคารพนับถือ  เช่น  ภีษฺม  และ  โทฺรณ  ควรถูกสังหารหรือไม่  ดังนั้น  จึงไม่ได้ปฏิบัติภายใต้อิทธิพลของความโกรธเกียรติยศที่ผิด  ๆ  หรือความเกรี้ยวกราด  ท่านจึงไม่มีคุณสมบัติมาร  สำหรับทหารนักรบ  กฺษตฺริย  การยิงธนูไปที่ศัตรูพิจารณาว่าเป็นทิพย์  และการละเว้นหน้าที่เช่นนี้เป็นมารดังนั้น  จึงไม่มีเหตุผลที่  อรฺชุน  ทรงควรเศร้าโศก  ผู้ใดที่ปฏิบัติตามหลักธรรมในวรรณะชีวิตของตนที่ต่างกันไปเท่ากับสถิตในระดับทิพย์
द्वौ भूतसर्गौ लोकेऽस्मिन्दैव आसुर एव च ।
दैवो विस्तरशः प्रोक्त आसुरं पार्थ मे शृणु ॥ १६.६ ॥
โศลก 6
dvau bhūta-sargau loke ’smin  daiva āsura eva ca
daivo vistaraśaḥ prokta  āsuraṁ pārtha me śṛṇu
เทฺวา ภูต-สรฺเคา โลเก ’สฺมินฺ  ไทว อาสุร เอว จ
ไทโว วิสฺตรศห์ โปฺรกฺต  อาสุรํ ปารฺถ เม ศฺฤณุ
เทฺวา — สอง, ภูต-สรฺเคา — สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นมา, โลเก — ในโลก, อสฺมินฺ — นี้, ไทวห์ — เทพ, อาสุรห์ — มาร, เอว — แน่นอน, — และ, ไทวห์ — ทิพย์, วิสฺตรศห์ — ยาวมาก, โปฺรกฺตห์ — กล่าว, อาสุรมฺ — มาร, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, เม — จากข้า, ศฺฤณุ — จงสดับฟัง
คำแปล
โอ้  โอรสพระนาง  ปฺฤถา  ในโลกนี้มีสิ่งมีชีวิตที่สร้างขึ้นมาสองพวก  พวกหนึ่งเรียกว่าคนทิพย์  และอีกพวกหนึ่งเรียกว่าคนมาร  ข้าได้อธิบายแก่เธอถึงคุณสมบัติทิพย์มามากแล้ว  บัดนี้จงฟังคุณสมบัติมารจากข้า
คำอธิบาย
องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงให้ความมั่นใจแด่  อรฺชุน  ว่าทรงเกิดมาพร้อมกับคุณสมบัติทิพย์  บัดนี้ทรงอธิบายถึงวิถีมาร  พันธชีวิตแบ่งออกเป็นสองพวกในโลกนี้  พวกที่เกิดมาพร้อมกับคุณสมบัติทิพย์ปฏิบัติตามหลักธรรมแห่งชีวิต  หมายความว่าพวกนี้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระคัมภีร์และบุคคลผู้เชื่อถือได้  เราควรปฏิบัติหน้าที่ตามแสงสว่างแห่งพระคัมภีร์ที่เชื่อถือได้  ความคิดเห็นเช่นนี้เรียกว่าทิพย์  ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามหลักธรรมดังที่กำหนดไว้ในพระคัมภีร์และเป็นผู้ปฏิบัติตามอำเภอใจของตนเองเรียกว่ามาร  เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปฏิบัติตามหลักธรรมของพระคัมภีร์  ได้กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  ว่า  ทั้งคนทิพย์และคนมารเกิดจาก  ปฺรชาปติ  ข้อแตกต่างก็คือ  พวกหนึ่งเชื่อฟังคำสั่งสอนพระ  เวท  และอีกพวกหนึ่งไม่เชื่อฟัง
प्रवृत्तिं च निवृत्तिं च जना न विदुरासुराः ।
न शौचं नापि चाचारो न सत्यं तेषु विद्यते ॥ १६.७ ॥
โศลก 7
pravṛttiṁ ca nivṛttiṁ ca  janā na vidur āsurāḥ
na śaucaṁ nāpi cācāro  na satyaṁ teṣu vidyate
ปฺรวฺฤตฺตึ จ นิวฺฤตฺตึ จ  ชนา น วิทุรฺ อาสุราห์
น เศาจํ นาปิ จาจาโร  น สตฺยํ เตษุ วิทฺยเต
ปฺรวฺฤตฺติมฺ — ปฏิบัติถูกต้อง, — เช่นกัน, นิวฺฤตฺติมฺ — ปฏิบัติไม่ถูกต้อง, — และ, ชนาห์ — บุคคล, — ไม่, วิทุห์ — รู้, อาสุราห์ — ของคุณสมบัติมาร, — ไม่เคย, เศาจมฺ — ความสะอาด, — ไม่, อปิ — เช่นกัน, — และ, อาจารห์ — พฤติกรรม, — ไม่เคย, สตฺยมฺ — สัจจะ, เตษุ — ในพวกเขา, วิทฺยเต — มี
คำแปล
พวกมารไม่รู้ว่าอะไรควรทำ  อะไรไม่ควรทำ  ทั้งความสะอาด  ความประพฤติที่ถูกต้อง  หรือสัจจะ  จะไม่มีในหมู่มาร
คำอธิบาย
ในทุกสังคมมนุษย์ที่ศิวิไลจะมีกฎเกณฑ์จากพระคัมภีร์เป็นชุดที่ปฏิบัติตามตั้งแต่ต้น  โดยเฉพาะในหมู่ชาว  อารฺยนฺ  หรือพวกที่รับเอาวัฒนธรรมพระ  เวท  มาปฏิบัติซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นพวกที่มีวัฒนธรรมเจริญสูงสุด  พวกที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระคัมภีร์ถือว่าเป็นมาร  ดังนั้น  ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่าพวกมารไม่รู้กฎของพระคัมภีร์และไม่มีใจจะปฏิบัติตาม  ส่วนใหญ่ไม่รู้  แม้บางคนรู้ก็ไม่มีแนวโน้มจะปฏิบัติตาม  พวกมารไม่มีศรัทธาและไม่ยินดีปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระ  เวท  เหล่ามารไม่มีความสะอาดทั้งภายนอกหรือภายใน  เราควรรักษาร่างกายให้สะอาดด้วยการอาบน้ำ  แปรงฟัน  โกนหนวด  เปลี่ยนเสื้อผ้า  ฯลฯ  อยู่เสมอ  สำหรับความสะอาดภายใน  เราควรระลึกถึงพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์  ภควานฺ  เสมอ  และสวดภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเร  ฮะเร/  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร  พวกมารไม่ชอบและไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เพื่อความสะอาดทั้งภายนอกและภายในเหล่านี้
สำหรับความประพฤติ  มีกฎเกณฑ์มากมายที่ชี้นำพฤติกรรมมนุษย์  เช่น  มนุ-สํหิตา  ซึ่งเป็นกฎหมายของเผ่าพันธุ์มนุษย์  แม้จนกระทั่งปัจจุบันชาวฮินดูยังปฏิบัติตาม  มนุ-สํหิตา  กฎหมายมรดกและกฎหมายอื่น  ๆ  ก็มาจากหนังสือเล่มนี้  ใน  มนุ-สํหิตา  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าสตรีไม่ควรได้รับเสรีภาพ  เช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าสตรีควรถูกเก็บไว้เป็นทาส  แต่พวกเธอเหมือนเด็ก  ๆ  เด็ก  ๆ  ไม่ควรปล่อยเป็นอิสระแต่มิได้หมายความว่าเก็บพวกเด็กไว้เป็นทาส  ปัจจุบันพวกมารละเลยคำสั่งสอนเหล่านี้และคิดว่าสตรีควรได้รับเสรีภาพเท่าเทียมกับบุรุษ  อย่างไรก็ดี  การกระทำเช่นนี้ไม่ได้ทำให้สภาวะสังคมโลกดีขึ้น  อันที่จริง  สตรีควรได้รับการปกป้องคุ้มครองในทุกระดับของชีวิต  เช่น  ได้รับความคุ้มครองจากบิดาในเยาว์วัย  จากสามีตอนเป็นสาว  และจากบุตรที่โตแล้วเมื่อยามชรา  เช่นนี้เป็นพฤติกรรมที่เหมาะสมทางสังคมตาม  มนุ-สํหิตา  แต่การศึกษาปัจจุบันได้ออกอุบายแนวคิดทำให้ชีวิตสตรีผยองแบบผิดธรรมชาติ  ดังนั้น  การแต่งงานในปัจจุบันเป็นเพียงจินตนาการในสังคมมนุษย์  และสภาวะศีลธรรมของผู้หญิงปัจจุบันจึงไม่ค่อยดี  ดังนั้น  เหล่ามารไม่ยอมรับคำสั่งสอนที่เป็นสิ่งดีสำหรับสังคม  และเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามประสบการณ์ของนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่  และกฎเกณฑ์ที่เหล่านักปราชญ์ได้วางไว้  สภาวะสังคมของคนมารจึงมีความทุกข์ระทมมาก
असत्यमप्रतिष्ठं ते जगदाहुरनीश्वरम् ।
अपरस्परसंभूतं किमन्यत्कामहैतुकम् ॥ १६.८ ॥
โศลก 8
asatyam apratiṣṭhaṁ te  jagad āhur anīśvaram
aparaspara-sambhūtaṁ  kim anyat kāma-haitukam
อสตฺยมฺ อปฺรติษฺฐํ เต  ชคทฺ อาหุรฺ อนีศฺวรมฺ
อปรสฺปร-สมฺภูตํ  กิมฺ อนฺยตฺ กาม-ไหตุกมฺ
อสตฺยมฺ — ไม่จริง, อปฺรติษฺฐมฺ — ไม่มีพื้นฐาน, เต — พวกเขา, ชคตฺ — ปรากฏการณ์ในจักร วาล, อาหุห์ — กล่าวว่า, อนีศฺวรมฺ — ไม่มีผู้ควบคุม, อปรสฺปร — ไม่มีสาเหตุ, สมฺภูตมฺ — เกิดขึ้น, กิมฺ อนฺยตฺ — ไม่มีสาเหตุอื่น, กาม-ไหตุกมฺ — อันเนื่องมาจากราคะเท่านั้น
คำแปล
พวกเขากล่าวว่าโลกนี้ไม่จริง  ไม่มีรากฐาน  ไม่มีพระผู้เป็นเจ้าควบคุม  และกล่าวว่ามันผลิตมาจากความต้องการทางเพศ  โดยไม่มีสาเหตุอื่นนอกจากราคะ
คำอธิบาย
ข้อสรุปของมารที่ว่าโลกเป็นสิ่งหลอกลวง  ไม่มีเหตุและผล  ไม่มีผู้ควบคุม  ไม่มีจุดมุ่งหมาย  ทุกสิ่งทุกอย่างไม่จริง  พวกเขากล่าวว่า  ปรากฏการณ์ทางจักรวาลนี้เกิดขึ้นเนื่องมาจากความบังเอิญของการกระทำและปฏิกิริยาทางวัตถุ  โดยไม่คิดว่าองค์  ภควานฺ  ทรงสร้างโลกเพื่อจุดมุ่งหมายบางประการ  พวกนี้มีทฤษฎีของตนเองว่าโลกนี้เกิดขึ้นด้วยตัวมันเอง  และไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อว่ามีองค์  ภควานฺ  อยู่เบื้องหลัง  สำหรับพวกมารไม่มีข้อแตกต่างระหว่างวิญญาณและวัตถุ  และไม่ยอมรับดวงวิญญาณสูงสุด  ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงวัตถุเท่านั้น  จักรวาลทั้งหมดเข้าใจว่าเป็นอวิชชามหึมาก้อนหนึ่งตามแนวคิดของพวกนี้ทุกสิ่งทุกอย่างว่างเปล่า  ปรากฏการณ์อะไรก็แล้วแต่ที่มีอยู่ก็เนื่องมาจากอวิชชาในการสำเหนียกของตนเอง  เพราะเชื่ออย่างจริงจังว่าปรากฏการณ์อันหลากหลายทั้งหมดเป็นการแสดงออกของอวิชชาเหมือนกับในความฝัน  เราอาจสร้างหลายสิ่งหลายอย่างขึ้นมาซึ่งความจริงมันไม่มี  ดังนั้น  เมื่อตื่นขึ้นเราจะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงความฝัน  แต่อันที่จริงถึงแม้ว่าพวกมารกล่าวว่าชีวิตคือความฝันแต่ก็มีความชำนาญมากในการรื่นรมย์อยู่กับความฝันนี้  ดังนั้น  แทนที่จะได้รับความรู้กลับพัวพันมากยิ่งขึ้นในดินแดนแห่งความฝัน  และสรุปว่าทารกเป็นเพียงผลแห่งเพศสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิง  โลกนี้เกิดขึ้นมาโดยปราศจากดวงวิญญาณ  มันเป็นเพียงการรวมตัวกันของวัตถุที่ผลิตสิ่งที่มีชีวิตโดยไม่ต้องมีคำถามว่าจะมีดวงวิญญาณหรือไม่  เหมือนกับที่หลายชีวิตออกมาจากเหงื่อและออกมาจากซากศพโดยไม่มีสาเหตุ  สิ่งมีชีวิตทั้งหมดออกมาจากการรวมตัวกันทางวัตถุของปรากฏการณ์แห่งจักรวาล  ฉะนั้นธรรมชาติวัตถุเป็นต้นเหตุของปรากฏการณ์นี้  และไม่มีสาเหตุอื่น  พวกเขาไม่เชื่อในคำดำรัสของ  กฺฤษฺณ  ใน  ภควัท-คีตา  ว่า  มยาธฺยกฺเษณ  ปฺรกฺฤติห์  สูยเต  ส-จราจรมฺ  “ภายใต้การกำกับของข้า  โลกวัตถุทั้งหมดจึงเคลื่อนไหว”  อีกนัยหนึ่ง  ในหมู่มารไม่มีความรู้สมบูรณ์แห่งการสร้างโลก  มารทุกรูปจะมีทฤษฏีบางอย่างโดยเฉพาะของตนเองตามความคิดของพวกนี้  การตีความหมายของพระคัมภีร์หนึ่งก็ดีเท่า  ๆ  กับพระคัมภีร์เล่มอื่น  เพราะว่าพวกเขาไม่เชื่อในความเข้าใจมาตรฐานแห่งคำสั่งสอนของพระคัมภีร์
एतां दृष्टिमवष्टभ्य नष्टात्मानोऽल्पबुद्धयः ।
प्रभवन्त्युग्रकर्माणः क्षयाय जगतोऽहिताः ॥ १६.९ ॥
โศลก 9
etāṁ dṛṣṭim avaṣṭabhya  naṣṭātmāno ’lpa-buddhayaḥ
prabhavanty ugra-karmāṇaḥ  kṣayāya jagato ’hitāḥ
เอตำ ทฺฤษฺฏิมฺ อวษฺฏภฺย  นษฺฏาตฺมาโน ’ลฺป-พุทฺธยห์
ปฺรภวนฺตฺยฺ อุคฺร-กรฺมาณห์  กฺษยาย ชคโต ’หิตาห์
เอตามฺ — นี้, ทฺฤษฺฏิมฺ — วิสัยทัศน์, อวษฺฏภฺย — ยอมรับ, นษฺฏ — สูญเสีย, อาตฺมานห์ — พวก เขา, อลฺป-พุทฺธยห์ — ผู้ด้อยปัญญา, ปฺรภวนฺติ — เฟื่องฟู, อุคฺร-กรฺมาณห์ — ปฏิบัติ ในกิจกรรมที่เจ็บปวด, กฺษยาย — เพื่อการทำลาย, ชคตห์ — ของโลก, อหิตาห์ — ไม่เป็น ประโยชน์
คำแปล
ปฏิบัติตามข้อสรุปเช่นนี้  พวกมารผู้หลงตนเอง  ไม่มีปัญญา  ปฏิบัติการอันไร้ประโยชน์น่าสะพรึงกลัวหมายไว้เพื่อทำลายโลก
คำอธิบาย
เหล่ามารปฏิบัติในกิจกรรมที่จะนำไปสู่ความหายนะของโลก  องค์  ภควานฺ  ตรัสณ  ที่นี้ว่าพวกนี้ด้อยปัญญา  นักวัตถุนิยมที่ไม่มีแนวคิดแห่งองค์  ภควานฺ  คิดว่าพวกตนเจริญก้าวหน้า  แต่ตาม  ภควัท-คีตา  พวกนี้ไม่มีปัญญาและไร้ซึ่งเหตุผล  พยายามรื่นเริงกับโลกวัตถุนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด  ดังนั้น  จึงค้นคว้าบางสิ่งบางอย่างเพื่อสนองประสาทสัมผัสเสมอ  การค้นคว้าของนักวัตถุนิยมเหล่านี้พิจารณาว่าเป็นความเจริญก้าวหน้าของวัฒนธรรมมนุษย์  แต่ผลก็คือผู้คนก้าวร้าวและโหดร้ายมากยิ่งขึ้น  โหดร้ายต่อสัตว์และโหดร้ายต่อมนุษย์ด้วยกันเอง  โดยไม่รู้ว่าควรประพฤติต่อผู้อื่นอย่างไร  การฆ่าสัตว์โดดเด่นมากในหมู่มาร  บุคคลเหล่านี้พิจารณาว่าเป็นศัตรูของโลกเพราะว่าในที่สุดพวกเขาจะค้นคว้าหรือสร้างบางสิ่งบางอย่างที่จะนำความหายนะมาสู่ทุก  ๆ  คน  โดยทางอ้อมโศลกนี้ได้ทำนายการค้นพบระเบิดปรมณูซึ่งปัจจุบันนี้ทั่วทั้งโลกมีความภาคภูมิใจยิ่งนักสงค  ราม  อาจเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้และอาวุธปรมณูเหล่านี้จะสร้างความหายนะ  สิ่งเหล่านี้สร้างขึ้นมาเพื่อทำลายล้างโลกโดยเฉพาะ  ได้แสดงไว้  ณ  ที่นี้  เนื่องจากขาดคุณธรรมสังคมมนุษย์จึงค้นคว้าอาวุธเหล่านี้  ซึ่งไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อสันติภาพหรือความเจริญรุ่งเรืองของโลก
काममाश्रित्य दुष्पूरं दम्भमानमदान्विताः ।
मोहाद्‌गृहीत्वासद्ग्राहान्प्रवर्तन्तेऽशुचिव्रताः ॥ १६.१० ॥
โศลก 10
kāmam āśritya duṣpūraṁ  dambha-māna-madānvitāḥ
mohād gṛhītvāsad-grāhān  pravartante ’śuci-vratāḥ
กามมฺ อาศฺริตฺย ทุษฺปูรํ  ทมฺภ-มาน-มทานฺวิตาห์
โมหาทฺ คฺฤหีตฺวาสทฺ-คฺราหานฺ  ปฺรวรฺตนฺเต ’ศุจิ-วฺรตาห์
กามมฺ — ราคะ, อาศฺริตฺย — ไปพึ่ง, ทุษฺปูรมฺ — ไม่รู้จักพอ, ทมฺภ — หยิ่งยะโส, มาน — และ ชื่อเสียงที่ผิด, มท-อนฺวิตาห์ — ซึมซาบอยู่ในความอวดดี, โมหาตฺ — ด้วยความหลง, คฺฤหีตฺวา — รับ, อสตฺ — ไม่ถาวร, คฺราหานฺ — สิ่งต่าง ๆ, ปฺรวรฺตนฺเต — พวกเขาเฟื่องฟู, อศุจิ — กับสิ่งสกปรก, วฺรตาห์ — สาบาน
คำแปล
ไปพึ่งราคะที่ไม่รู้จักพอ  และซึมซาบอยู่ในความอวดดีกับความยโสและเกียรติยศชื่อเสียงที่ผิด  ๆ  พวกมารผู้อยู่ในความหลงสาบานอยู่กับงานสกปรกเสมอ  จมปรักอยู่กับสิ่งที่ไม่ถาวร
คำอธิบาย
ได้อธิบายความคิดของเหล่ามาร  ณ  ที่นี้ว่าไม่มีความพอใจกับราคะของตนเองซึ่งจะเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นด้วยความปรารถนาที่ไม่รู้จักพอกับการรื่นรมย์ทางวัตถุ  ถึงแม้เต็มไปด้วยความวิตกกังวลตลอดเวลาอันเนื่องมาจากไปยอมรับสิ่งที่ไม่ถาวร  ด้วยความหลงจึงยังคงปฏิบัติกิจกรรมเช่นนี้  โดยไม่มีความรู้และไม่สามารถบอกได้ว่าตนเองกำลังเดินทางผิด  ยอมรับเอาสิ่งที่ไม่ถาวร  คนมารเหล่านี้สร้างพระเจ้า  สร้างบทมนต์ของพวกตนขึ้นมาแล้วสวดตามนั้น  ผลก็คือทำให้ยึดติดอยู่กับสองสิ่งมากยิ่งขึ้นคือ  การรื่นรมย์ทางเพศและการสะสมทรัพย์สมบัติทางวัตถุ  คำว่า  อศุจิ-วฺรตาห์  “คาสาบานที่ไม่สะอาด”  มีความสำคัญมากในความสัมพันธ์กับประเด็นนี้  คนมารเหล่านี้หลงติดอยู่กับไวน์  ผู้หญิง  การพนัน  และการรับประทานเนื้อสัตว์เป็นประจำ  สิ่งเหล่านี้คือ  อศุจิ  หรือนิสัยที่ไม่สะอาด  ด้วยแรงกระตุ้นจากความยโสและชื่อเสียงที่ผิด  ๆ  พวกมารได้สร้างหลักการทางศาสนาขึ้นมาซึ่งคำสั่งสอนพระ  เวท  ไม่รับรอง  ถึงแม้มารเหล่านี้น่ารังเกียจที่สุดในโลก  แต่ด้วยวิธีที่ผิดธรรมชาติ  โลกได้สร้างเกียรติยศชื่อเสียงผิด  ๆ  ให้พวกเขา  ถึงแม้กำลังถลำลงสู่นรก  ยังพิจารณาว่าพวกตนมีความเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก
चिन्तामपरिमेयां च प्रलयान्तामुपाश्रिताः ।
कामोपभोगपरमा एतावदिति निश्चिताः ॥ १६.११ ॥
आशापाशशतैर्बद्धाः कामक्रोधपरायणाः ।
ईहन्ते कामभोगार्थमन्यायेनार्थसञ्चयान् ॥ १६.१२ ॥
โศลก 11-12
cintām aparimeyāṁ ca  pralayāntām upāśritāḥ
kāmopabhoga-paramā  etāvad iti niścitāḥ
จินฺตามฺ อปริเมยำ จ  ปฺรลยานฺตามฺ อุปาศฺริตาห์
กาโมปโภค-ปรมา  เอตาวทฺ อิติ นิศฺจิตาห์
āśā-pāśa-śatair baddhāḥ  kāma-krodha-parāyaṇāḥ
īhante kāma-bhogārtham  anyāyenārtha-sañcayān
อาศา-ปาศ-ศไตรฺ พทฺธาห์  กาม-โกฺรธ-ปรายณาห์
อีหนฺเต กาม-โภคารฺถมฺ  อนฺยาเยนารฺถ-สญฺจยานฺ
จินฺตามฺ — ความกลัวและความวิตกกังวล, อปริเมยามฺ — วัดไม่ได้, — และ, ปฺรลย-อนฺตามฺ — อันทาม-ถึงจุดแห่งความตาย, อุปาศฺริตาห์ — เป็นที่พึ่ง, กาม-อุปโภค — การสนอง ประสาทสัมผัส, ปรมาห์ — เป้าหมายสูงสุดแห่งชีวิต, เอตาวตฺ — ดังนั้น, อิติ — เช่นนี้, นิศฺจิตาห์ — มีความแน่ใจ, อาศา-ปาศ — ปฏิบัติในเครือข่ายแห่งความหวัง, ศไตห์ — เป็นร้อยๆ, พทฺธาห์ — ถูกพันธนาการ, กาม — ราคะ, โกฺรธ — และความโกรธ, ปรายณาห์ — สถิต ในความคิดนั้นเสมอ, อีหนฺเต — พวกเขาปรารถนา, กาม — ราคะ, โภค — สนองประสาท สัมผัส, อรฺถมฺ — เพื่อจุดมุ่งหมาย, อนฺยาเยน — ผิดกฎหมาย, อรฺถ — แห่งความร่ำรวย, สญฺจยานฺ — สะสม
คำแปล
พวกมารเชื่อว่าการสนองประสาทสัมผัสเป็นความจำเป็นพื้นฐานแห่งความศิวิไลของมนุษย์  ดังนั้นจึงมีความวิตกกังวลที่วัดไม่ได้จนกว่าชีวิตจะหาไม่  ถูกพันธนาการอยู่ในเครือข่ายแห่งความต้องการเป็นร้อย  ๆ  พัน  ๆ  ซึมซาบอยู่กับราคะและความโกรธ  พวกมารสะสมเงินด้วยวิธีที่ผิดกฎหมายเพื่อสนองประสาทสัมผัส
คำอธิบาย
พวกมารยอมรับว่าการรื่นรมย์ทางประสาทสัมผัสเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดแห่งชีวิตและจะรักษาแนวคิดนี้จนกว่าจะตาย  โดยไม่เชื่อในชีวิตหลังจากตายไปแล้ว  และไม่เชื่อว่าต้องไปอยู่ในร่างที่แตกต่างกันตามกรรม  (กรฺม)  หรือตามกิจกรรมที่ตนได้กระทำในโลกนี้  แผนการสำหรับชีวิตไม่เคยหมด  พวกนี้วางแผนแล้วแผนเล่าซึ่งไม่มีวันจบสิ้น  เ  ราม  ีประสบการณ์โดยตรงกับบุคคลที่มีแนวคิดมารเช่นนี้  ซึ่งแม้ถึงเวลาตายยังถามหาแพทย์ให้ช่วยต่อชีวิตอีกสี่ปี  เพราะว่าแผนของตนยังไม่เสร็จสมบูรณ์  คนโง่เช่นนี้ไม่รู้ว่าแพทย์ไม่สามารถต่ออายุให้แม้แต่วินาทีเดียว  เมื่อคำสั่งมาถึงจะไม่มีการพิจารณาถึงความต้องการของมนุษย์  กฎแห่งธรรมชาติไม่อนุญาตแม้แต่วินาทีเดียวนอกเหนือไปจากที่เขาได้ถูกกำหนดไว้ให้รื่นรมย์
คนมารผู้ไม่มีความศรัทธาในองค์  ภควานฺ  หรืออภิวิญญาณภายในใจตนเองทำบาปทุกอย่างเพื่อสนองประสาทสัมผัสของตน  โดยไม่รู้ว่ามีพยานนั่งอยู่ภายในหัวใจอภิวิญญาณทรงดูกิจกรรมของปัจเจกวิญญาณ  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  อุปนิษทฺ  ว่ามีนกสองตัวเกาะอยู่บนต้นไม้ต้นเดียวกัน  นกตัวหนึ่งปฏิบัติการและได้รับความสุขหรือความทุกข์จากผลไม้ของต้นและนกอีกตัวหนึ่งทรงเป็นพยาน  แต่คนมารไม่มีความรู้ในคัมภีร์พระ  เวท  และไม่มีความศรัทธา  ดังนั้น  จึงรู้สึกเป็นอิสระที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสนองประสาทสัมผัส  ไม่ว่าผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร
इदमद्य मया लब्धमिमं प्राप्स्ये मनोरथम् ।
इदमस्तीदमपि मे भविष्यति पुनर्धनम् ॥ १६.१३ ॥
असौ मया हतः शत्रुर्हनिष्ये चापरानपि ।
ईश्वरोऽहमहं भोगी सिद्धोऽहं बलवान्सुखी ॥ १६.१४ ॥
आढ्योऽभिजनवानस्मि कोऽन्योऽस्ति सदृशो मया ।
यक्ष्ये दास्यामि मोदिष्य इत्यज्ञानविमोहिताः ॥ १६.१५ ॥
โศลก 13-15
idam adya mayā labdham  imaṁ prāpsye manoratham
idam astīdam api me  bhaviṣyati punar dhanam
อิทมฺ อทฺย มยา ลพฺธมฺ  อิมํ ปฺราปฺเสฺย มโนรถมฺ
อิทมฺ อสฺตีทมฺ อปิ เม  ภวิษฺยติ ปุนรฺ ธนมฺ
asau mayā hataḥ śatrur  haniṣye cāparān api
īśvaro ’ham ahaṁ bhogī  siddho ’haṁ balavān sukhī
อเสา มยา หตห์ ศตฺรุรฺ  หนิเษฺย จาปรานฺ อปิ
อีศฺวโร ’หมฺ อหํ โภคี  สิทฺโธ ’หํ พลวานฺ สุขี
āḍhyo ’bhijanavān asmi  ko ’nyo ’sti sadṛśo mayā
yakṣye dāsyāmi modiṣya  ity ajñāna-vimohitāḥ
อาโฒฺย ’ภิชนวานฺ อสฺมิ  โก ’โนฺย ’สฺติ สทฺฤโศ มยา
ยกฺเษฺย ทาสฺยามิ โมทิษฺย  อิตฺยฺ อชฺญาน-วิโมหิตาห์
อิทมฺ — นี้, อทฺย — วันนี้, มยา — โดยข้า, ลพฺธมฺ — กำไร, อิมมฺ — นี้, ปฺราปฺเสฺย — ข้าจะกำไร, มนห์-รถมฺ — ตามความปรารถนาของข้า, อิทมฺ — นี้, อสฺติ — มี, อิทมฺ — นี้, อปิ — เช่นกัน, เม — ของข้า, ภวิษฺยติ — จะเพิ่มพูนขึ้นในอนาคต, ปุนห์ — อีกครั้งหนึ่ง, ธนมฺ — ทรัพย์ สมบัติ, อเสา — นั้น, มยา — โดยข้า, หตห์ — ได้ถูกสังหาร, ศตฺรุห์ — ศัตรู, หนิเษฺย — ข้าจะ สังหาร, — เช่นกัน, อปรานฺ — บุคคลอื่น ๆ, อปิ — แน่นอน, อีศฺวรห์ — เจ้า, อหมฺ — ข้าเป็น, อหมฺ — ข้าคือ, โภคี — ผู้มีความสุขเกษมสำราญ, สิทฺธห์ — สมบูรณ์, อหมฺ — ข้าเป็น, พล-วานฺ — วาน-มีอำนาจ, สุขี — ความสุข, อาฒฺยห์ — ร่ำรวย, อภิชน-วานฺ — รายล้อมไปด้วยญาติ ๆ ที่มีสกุล, อสฺมิ — ข้าคือ, กห์ — ผู้ซึ่ง, อนฺยห์ — คนอื่น, อสฺติ — มี, สทฺฤศห์ — เหมือน, มยา — ข้า, ยกฺเษฺย — ข้าจะทำพิธีบูชา, ทาสฺยามิ — ข้าจะให้ทาน, โมทิเษฺย — ข้าจะรื่นเริง, อิติ — ดังนั้น, อชฺญาน — ด้วยอวิชชา, วิโมหิตาห์ — ลุ่มหลง
คำแปล
คนมารคิดว่า  ”วันนี้ข้ามีทรัพย์สมบัติมากแค่นี้  ข้าจะกอบโกยมากยิ่งขึ้นไปอีกตามแผนการ  ปัจจุบันนี้เป็นของข้ามากเท่านี้และจะเพิ่มมากยิ่ง  ๆ  ขึ้นไปในอนาคตคนนี้เป็นศัตรูข้า  ข้าได้สังหารมัน  และศัตรูอื่น  ๆ  ก็จะถูกสังหารเช่นเดียวกัน  ข้าเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง  ข้าเป็นผู้มีความสุขเกษมสำราญ  ข้าสมบูรณ์  ข้ามีอำนาจ  และมีความสุข  ข้าเป็นคนที่รวยที่สุด  รายล้อมไปด้วยญาติ  ๆ  ที่มีสกุลรุนชาติ  ไม่มีผู้ใดมีอำนาจและมีความสุขเหมือนดังข้า  ข้าจะทำพิธีบูชา  ข้าจะทำบุญดังนั้นข้าจะรื่นเริง”  เช่นนี้บุคคเหล่านี้ลุ่มหลงอยู่ในอวิชชา
अनेकचित्तविभ्रान्ता मोहजालसमावृताः ।
प्रसक्ताः कामभोगेषु पतन्ति नरकेऽशुचौ ॥ १६.१६ ॥
โศลก 16
aneka-citta-vibhrāntā  moha-jāla-samāvṛtāḥ
prasaktāḥ kāma-bhogeṣu  patanti narake ’śucau
อเนก-จิตฺต-วิภฺรานฺตา  โมห-ชาล-สมาวฺฤตาห์
ปฺรสกฺตาห์ กาม-โภเคษุ  ปตนฺติ นรเก ’ศุเจา
อเนก — มากมาย, จิตฺต — ด้วยความวิตกกังวล, วิภฺรานฺตาห์ — สับสน, โมห — ของความ หลง, ชาล — โดยเครือข่าย, สมาวฺฤตาห์ — รายล้อม, ปฺรสกฺตาห์ — ยึดติด, กาม-โภเคษุ — กับการสนองประสาทสัมผัส, ปตนฺติ — พวกเขาถลำลง, นรเก — สู่นรก, อศุเจา — สกปรก
คำแปล
ดังนั้น  จึงสับสนอยู่กับความวิตกกังวลมากมายและถูกพันธนาการอยู่ในเครือข่ายแห่งความหลง  พวกเขายึดติดอย่างเหนียวแน่นมากกับความรื่นเริงทางประสาทสัมผัสและถลำลงสู่เหวนรก
คำอธิบาย
คนมารไม่รู้จักพอกับความต้องการที่จะได้เงินมา  ไม่มีวันเพียงพอ  คิดเพียงแต่ว่าปัจจุบันนี้ทรัพย์สินของตนเองมีอยู่เท่าไร  และวางแผนที่จะใช้ทรัพย์สินเหล่านี้ให้เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น  ด้วยเหตุนี้จึงไม่ลังเลที่จะกระทำบาปใด  ๆ  ดังนั้น  เขาจึงทำธุรกิจในตลาดมืดที่ผิดกฎหมายเพื่อสนองประสาทสัมผัส  ลุ่มหลงอยู่กับทรัพย์สมบัติที่มีอยู่แล้วเช่น  ที่ดิน  ครอบครัว  บ้าน  และตัวเลขในธนาคาร  และวางแผนที่จะพัฒนามันไปเรื่อย  ๆมีความเชื่อในพลังความสามารถของตนเอง  โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ได้มานั้นก็เนื่องมาจากบุญเก่าในอดีตจึงได้รับโอกาสสะสมสิ่งของเหล่านี้  แต่เขาไม่มีแนวคิดถึงเหตุในอดีต  เพียงแต่คิดว่าทรัพย์สมบัติที่สะสมได้อย่างมหาศาลทั้งหมดนี้ก็เนื่องมาจากความพยายามของตนเอง  คนมารเชื่อในพลังความสามารถในการทำงานของตนแต่ไม่เชื่อในกฎแห่งกรรมตามกฎแห่งกรรมบอกว่า  มนุษย์เกิดในตระกูลสูง  ร่ำรวย  มีการศึกษาดี  หรือมีความสวยงามมาก  ก็เนื่องมาจากผลบุญในอดีต  พวกมารคิดว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นเหตุบังเอิญและเนื่องมาจากพลังความสามารถส่วนตัว  พวกเขาไม่สามารถสำเหนียกถึงการจัดการที่อยู่เบื้องหลังผู้คนอันหลากหลายที่มีความสวยงามและการศึกษาทั้งหมดนี้  ผู้ใดที่มาแข่งขันกับคนมารเช่นกันจะเป็นศัตรูของเขา  มีคนมารอยู่มากมาย  และมารแต่ละคนจะเป็นศัตรูกับมารคนอื่น  ๆ  ความเป็นปรปักษ์กันนี้ลุ่มลึกมากยิ่งขึ้นระหว่างบุคคลระหว่างครอบครัว  ระหว่างสังคม  และในที่สุดระหว่างชาติ  ดังนั้น  จึงมีการต่อสู้กันเสมอทั้งสงค  ราม  และความเป็นปรปักษ์มีอยู่ทั่วโลก
มารแต่ละคนคิดว่าตนเองควรมีชีวิตอยู่ด้วยการเสียสละของคนอื่นทั้งหมดโดยทั่วไปคนมารคิดว่าตัวเองเป็นพระผู้เป็นเจ้าสูงสุด  และครูมารสอนสาวกของตนว่า“ทำไมพวกเจ้าเสาะแสวงหาพระเจ้าที่อื่น?  พวกเจ้าทั้งหมดเป็นพระเจ้า!  พวกเจ้าชอบอะไรเจ้าก็ทำได้  อย่าไปเชื่อในพระเจ้า  โยนพระเจ้าทิ้งไปเสีย  พระเจ้าตายแล้ว”  เหล่านี้คือคำสั่งสอนของพวกมาร
ถึงแม้ว่าคนมารเห็นคนอื่นมีความร่ำรวยและมีอิทธิพลเท่า  ๆ  กัน  หรือแม้มากกว่าก็ยังคิดว่าไม่มีผู้ใดรวยไปกว่าตน  และไม่มีผู้ใดมีอิทธิพลมากไปกว่าตน  สำหรับการส่งเสริมไปสู่ระบบดาวเคราะห์ที่สูงกว่า  มารไม่เชื่อในการปฏิบัติ  ยชฺญ  หรือการบูชา  เหล่ามารคิดจะผลิตวิธี  ยชฺญ  ของตนเอง  และเตรียมเครื่องจักรกลบางอย่างที่จะสามารถนำพาพวกตนไปถึงดาวเคราะห์ที่สูงกว่าดวงใดก็ได้  ตัวอย่างที่ดีของคนมารเช่นนี้คือ  ราวณ  (ทศกรรณ์)  ผู้เสนอนโยบายแก่ผู้คนว่าจะเตรียมบันไดซึ่งไม่ว่าใครก็สามารถไปถึงสรวงสวรรค์ได้โดยไม่ต้องปฏิบัติพิธีบูชาดังที่ได้กำหนดไว้ในคัมภีร์พระ  เวท  ในทำนองเดียวกัน  ในยุคปัจจุบันคนมารเหล่านี้พยายามไปยังระบบดาวเคราะห์ที่สูงกว่าด้วยการเตรียมเครื่องจักรกล  เหล่านี้คือตัวอย่างแห่งความสับสน  ผลก็คือ  โดยไม่รู้ตัวพวกมารกำลังถลำลงสู่เหวนนรก  ณ  ที่นี้  คำสันสกฤต  โมห-ชาล  มีความสำคัญมาก  ชาล  หมายความถึง  “แห  ”  เหมือนกับปลาที่อยู่ในร่างแหไม่มีทางที่จะหลุดออกมาได้
आत्मसंभाविताः स्तब्धा धनमानमदान्विताः ।
यजन्ते नामयज्ञैस्ते दम्भेनाविधिपूर्वकम् ॥ १६.१७ ॥
โศลก 17
ātma-sambhāvitāḥ stabdhā  dhana-māna-madānvitāḥ
yajante nāma-yajñais te  dambhenāvidhi-pūrvakam
อาตฺม-สมฺภาวิตาห์ สฺตพฺธา  ธน-มาน-มทานฺวิตาห์
ยชนฺเต นาม-ยชฺไญสฺ เต  ทมฺเภนาวิธิ-ปูรฺวกมฺ
อาตฺม-สมฺภาวิตาห์ — ความกระหยิ่มใจ, สฺตพฺธาห์ — ถือดี, ธน-มาน — ทรัพย์สมบัติ และเกียรติยศที่ผิด, มท — ในความหลง, อนฺวิตาห์ — ซึมซาบ, ยชนฺเต — พวกเขาทำพิธี บูชา, นาม — เพียงชื่อเท่านั้น, ยชฺไญห์ — ด้วยพิธีบูชา, เต — พวกเขา, ทมฺเภน — ด้วยความ หยิ่งยะโส, อวิธิ-ปูรฺวกมฺ — โดยไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ใด ๆ
คำแปล
ด้วยความกระหยิ่มใจและถือดีเสมอ  หลงอยู่กับความร่ำรวยและเกียรติยศชื่อเสียงที่ผิด  ๆ  บางครั้งพวกมารกระทำพิธีบูชาด้วยความภาคภูมิใจ  ทำไปเพียงเพื่อให้ได้ชื่อเท่านั้น  แต่ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ใด  ๆ
คำอธิบาย
คิดว่าตนเองเป็นทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่สนใจกับผู้ที่เชื่อถือได้หรือพระคัมภีร์เหล่ามารบางครั้งปฏิบัติพิธีที่สมมติว่าเป็นพิธีทางศาสนาหรือพิธีการบูชา  เนื่องจากไม่เชื่อในผู้ที่เชื่อถือได้  พวกเขาถือดีมาก  เป็นเช่นนี้เนื่องจากความหลงที่มีสาเหตุมาจากการสะสมทรัพย์สมบัติและเกียรติยศชื่อเสียงที่ผิด  ๆ  บางครั้งมารเหล่านี้แสดงบทเป็นนักเทศน์นำพาผู้คนไปในทางที่ผิด  และมีชื่อเสียงในฐานะนักปฏิรูปทางศาสนา  หรือในฐานะอวตารแห่งพระเจ้า  พวกเขาอวดแสดงพิธีสังเวยบูชาต่าง  ๆ  หรือบูชาเหล่าเทวดา  หรือผลิตพระเจ้าของพวกตนขึ้นมา  คนธรรมดาสามัญโฆษณาว่าตนเองเป็นพระเจ้า  และให้บูชาพวกตน  จากการกระทำของคนโง่เขลาเหล่านี้และยังพิจารณาว่าตนเองเจริญในหลักธรรมแห่งศาสนา  หรือในหลักธรรมแห่งความรู้ทิพย์  นุ่งห่มแบบนักบวชสละโลกแต่ปฏิบัติตัวเหลวใหลนานัปการในคาบนักบวชนี้  อันที่จริงมีกฎข้อห้ามมากมายสำหรับผู้ที่สละโลกแล้ว  อย่างไรก็ดี  เหล่ามารไม่สนใจต่อกฎเกณฑ์เหล่านี้  คิดว่าวิถีทางใดก็แล้วแต่ที่ตนสามารถสร้างขึ้นมาก็เป็นวิถีทางของตนเอง  เพราะไม่มีวิถีทางมาตรฐานที่จะปฏิบัติตาม  คำว่า  อวิธิ-ปูรฺวกมฺ  หมายความว่า  ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ข้อห้ามต่าง  ๆได้เน้นไว้โดยเฉพาะ  ณ  ที่นี้  สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเสมอเนื่องจากอวิชชาและความหลง
अहंकारं बलं दर्पं कामं क्रोधं च संश्रिताः ।
मामात्मपरदेहेषु प्रद्विषन्तोऽभ्यसूयकाः ॥ १६.१८ ॥
โศลก 18
ahaṅkāraṁ balaṁ darpaṁ  kāmaṁ krodhaṁ ca saṁśritāḥ
mām ātma-para-deheṣu  pradviṣanto ’bhyasūyakāḥ
อหงฺการํ พลํ ทรฺปํ  กามํ โกฺรธํ จ สํศฺริตาห์
มามฺ อาตฺม-ปร-เทเหษุ  ปฺรทฺวิษนฺโต ’ภฺยสูยกาห์
อหงฺการมฺ — อหังการ, พลมฺ — อำนาจ, ทรฺปมฺ — ความหยิ่งยะโส, กามมฺ — ราคะ, โกฺรธมฺ — ความโกรธ, — เช่นกัน, สํศฺริตาห์ — ไปพึ่ง, มามฺ — ข้า, อาตฺม — ในพวกเขาเอง, ปร — และในผู้อื่น, เทเหษุ — ร่างกาย, ปฺรทฺวิษนฺตห์ — หมิ่นประมาท, อภฺยสูยกาห์ — อิจฉาริษยา
คำแปล
สับสนด้วยอหังการ  อำนาจ  ความยโส  ราคะ  และความโกรธ  เหล่ามารอิจฉาริษยาบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ผู้ทรงประทับอยู่ภายในร่างกายของตนเองและในร่างกายของบุคคลอื่น  ๆ  และหมิ่นประมาทศาสนาที่แท้จริง
คำอธิบาย
คนมารต่อต้านความยิ่งใหญ่ขององค์  ภควานฺ  เสมอ  ไม่เชื่อในพระคัมภีร์  อิจฉาริษยาทั้งพระคัมภีร์และความมีอยู่ของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  สาเหตุก็เนื่องมาจากสิ่งที่สมมติว่าเป็นเกียรติยศ  ทรัพย์สมบัติ  และอำนาจที่ตนสะสม  โดยไม่รู้ว่าชาตินี้เป็นการเตรียมตัวเพื่อชาติหน้า  เมื่อไม่รู้เช่นนี้  อันที่จริงเขาอิจฉาริษยาตนเองรวมทั้งบุคคลอื่น  ๆ  ด้วย  เขาก้าวร้าวต่อร่างกายของผู้อื่นและของตนเอง  ไม่สนใจต่อการควบคุมสูงสุดของบุคลิกภาพแห่งพระเจ้า  เนื่องจากไม่มีความรู้  และจากการอิจฉาริษยาพระคัมภีร์และบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เขาโต้เถียงเกี่ยวกับความมีอยู่ขององค์  ภควานฺ  อย่างผิด  ๆ  และปฏิเสธความเชื่อถือได้ของพระคัมภีร์  คิดว่าตัวเองมีอิสระและมีอำนาจในการกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง  คิดว่าเนื่องจากไม่มีผู้ใดมีอำนาจ  มีกำลัง  หรือความร่ำรวยเทียบเท่าตนเอง  จึงสามารถทำสิ่งใดก็ได้และจะไม่มีผู้ใดสามารถหยุดยั้งเขาได้  ถ้าหากว่ามีศัตรูผู้อาจตรวจสอบความก้าวหน้าในกิจกรรมสนองประสาทสัมผัสของตน  ก็จะวางแผนใช้อำนาจขจัดศัตรูคนนี้เสีย
तानहं द्विषतः क्रुरान्संसारेषु नराधमान् ।
क्षिपाम्यजस्रमशुभानासुरीष्वेव योनिषु ॥ १६.१९ ॥
โศลก 19
tān ahaṁ dviṣataḥ krūrān  saṁsāreṣu narādhamān
kṣipāmy ajasram aśubhān  āsurīṣv eva yoniṣu
ตานฺ อหํ ทฺวิษตห์ กฺรูรานฺ  สํสาเรษุ นราธมานฺ
กฺษิปามฺยฺ อชสฺรมฺ อศุภานฺ  อาสุรีษฺวฺ เอว โยนิษุ
ตานฺ — เหล่านั้น, อหมฺ — ข้า, ทฺวิษตห์ — อิจฉาริษยา, กฺรูรานฺ — มุ่งร้าย, สํสาเรษุ — ใน มหาสมุทรแห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุ, นร-อธมานฺ — ต่ำสุดแห่งมนุษยชาติ, กฺษิปามิ — ข้าส่ง, อชสฺรมฺ — ชั่วกัลปวสาน, อศุภานฺ — อัปมงคล, อาสุรีษุ — มาร, เอว — แน่นอน, โยนิษุ — ในครรภ์
คำแปล
พวกที่อิจฉาริษยาและมุ่งร้ายเป็นผู้ที่ต่ำสุดในหมู่มนุษย์  ข้าโยนพวกเขาไปในมหาสมุทรแห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุ  ไปอยู่ในเผ่าพันธุ์ชีวิตมารต่าง  ๆ  ชั่วกัลปวสาน
คำอธิบาย
โศลกนี้  การวางแต่ละปัจเจกวิญญาณไปในเฉพาะร่างเป็นสิทธิพิเศษแห่งความปรารถนาขององค์  ภควานฺ  คนมารอาจไม่ตกลงยอมรับอำนาจสูงสุดขององค์  ภควานฺ  และเป็นความจริงที่ว่า  เขาอาจกระทำตามความพึงพอใจของตนเอง  แต่ในชาติหน้าจะต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าไม่ใช่ขึ้นอยู่กับตนเอง  ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ภาคสาม  ได้กล่าวไว้ว่า  ปัจเจกวิญญาณหลังจากตายไปจะถูกจับไปอยู่ในครรภ์ของมารดาซึ่งได้รับร่างกายนั้น  ๆ  ภายใต้การควบคุมของพลังอำนาจที่สูงกว่า  ดังนั้น  ในความเป็นอยู่ทางวัตถุ  เราพบเผ่าพันธุ์ชีวิตมากมาย  เช่น  สัตว์  แมลงมนุษย์  ฯลฯ  ทั้งหมดถูกจัดการโดยพลังอำนาจที่สูงกว่า  ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ  สำหรับพวกมารได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  จะถูกส่งไปอยู่ในครรภ์ของพวกมารชั่วกัลปวสาน  ดังนั้น  พวกเขายังคงเป็นมนุษย์ต่ำสุดที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา  เผ่าพันธุ์คนมารเหล่านี้เต็มไปด้วยราคะ  ความก้าวร้าว  เกลียดชังเสมอ  และสกปรกมาก  นักล่าสัตว์หลายประเภทในป่าถือว่าอยู่ในเผ่าพันธุ์ชีวิตมารเหล่านี้
आसुरीं योनिमापन्ना मूढा जन्मनि जन्मनि ।
मामप्राप्यैव कौन्तेय ततो यान्त्यधमां गतिम् ॥ १६.२० ॥
โศลก 20
āsurīṁ yonim āpannā  mūḍhā janmani janmani
mām aprāpyaiva kaunteya  tato yānty adhamāṁ gatim
อาสุรีํ โยนิมฺ อาปนฺนา  มูฒา ชนฺมนิ ชนฺมนิ
มามฺ อปฺราไปฺยว เกานฺเตย  ตโต ยานฺตฺยฺ อธมำ คติมฺ
อาสุรีมฺ — มาร, โยนิมฺ — เผ่าพันธุ์, อาปนฺนาห์ — ได้รับ, มูฒาห์ — คนโง่, ชนฺมนิ ชนฺมนิ — เกิดซ้ำซาก, มามฺ — ข้า, อปฺราปฺย — โดยไม่บรรลุ, เอว — แน่นอน, เกานฺเตย — โอ้โอรส พระนาง กุนฺตี, ตตห์ — หลังจากนั้น, ยานฺติ — ไป, อธมามฺ — ลงโทษ, คติมฺ — จุดหมาย ปลายทาง
คำแปล
ได้เกิดซ้ำซากในบรรดาเผ่าพันธุ์ชีวิตมาร  โอ้  โอรสพระนาง  กุนฺตี  บุคคลเหล่านี้ไม่สามารถมาถึงข้า  พวกเขาค่อย  ๆ  จมลงไปอยู่ในชีวิตที่น่ารังเกียจที่สุด
คำอธิบาย
ได้รู้กันว่าองค์  ภควานฺ  ทรงมีพระเมตตาธิคุณมาก  แต่  ณ  ที่นี้  เราพบว่าพระองค์ทรงไม่เคยเมตตาต่อเหล่ามาร  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าพวกมารถูกจับไปอยู่ในครรภ์ของมารคล้าย  ๆ  กันนี้ชาติแล้วชาติเล่า  และไม่ได้รับพระเมตตาจากพระองค์  พวกเขาตกต่ำลง  เพื่อในที่สุดจะได้รับร่างกายคล้ายแมว  สุนัข  และสุกร  ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  มารเหล่านี้ไม่มีโอกาสได้รับพระเมตตาจากองค์  ภควานฺ  ไม่ว่าในช่วงไหนของชาติต่อๆ  ไป  ในคัมภีร์พระ  เวท  ได้กล่าวไว้เช่นกันว่า  บุคคลเหล่านี้ค่อย  ๆ  จมลงไปกลายมาเป็นสุนัขและสุกร  อาจจะเถียงเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า  องค์  ภควานฺ  ไม่ควรโฆษณาว่าทรงมีพระเมตตาเป็นล้นพ้นหากทรงไม่มีเมตตาต่อมารเหล่านี้  การตอบคำถามใน  เวทานฺต-สูตฺร  เราพบว่า  องค์  ภควานฺ  ทรงไม่เกลียดชังผู้ใด  การจัดส่งพวกมาร  อสุร  ไปในสภาวะต่ำสุดของชีวิตเป็นเพียงอีกลักษณะหนึ่งแห่งพระเมตตาของพระองค์  บางครั้ง  อสุร  ถูกองค์  ภควานฺ  สังหาร  แต่การสังหารนี้ก็เป็นสิ่งดีสำหรับพวกเขาเช่นกัน  เพราะในวรรณกรรมพระ  เวท  เราพบว่า  ผู้ใดที่ถูกองค์  ภควานฺ  สังหารจะกลายมาเป็นผู้หลุดพ้น  มีตัวอย่างในประวัติศาสตร์ของ  อสุร  มากมาย  เช่น  ราวณ,  กํส,  หิรณฺยกศิปุ  ซึ่งองค์  ภควานฺ  ทรงปรากฏในอวตารต่าง  ๆ  เพียงเพื่อสังหารพวกนี้  ดังนั้น  พระเมตตาขององค์  ภควานฺ  จึงแสดงให้แก่เหล่า  อสุร  หากพวกเขาโชคดีพอที่ถูกพระองค์สังหาร
त्रिविधं नरकस्येदं द्वारं नाशनमात्मनः ।
कामः क्रोधस्तथा लोभस्तस्मादेतत्त्रयं त्यजेत् ॥ १६.२१ ॥
โศลก 21
tri-vidhaṁ narakasyedaṁ  dvāraṁ nāśanam ātmanaḥ
kāmaḥ krodhas tathā lobhas  tasmād etat trayaṁ tyajet
ตฺริ-วิธํ นรกเสฺยทํ  ทฺวารํ นาศนมฺ อาตฺมนห์
กามห์ โกฺรธสฺ ตถา โลภสฺ  ตสฺมาทฺ เอตตฺ ตฺรยํ ตฺยเชตฺ
ตฺริ-วิธมฺ — ของสามอย่าง, นรกสฺย — แห่งนรก, อิทมฺ — นี้, ทฺวารมฺ — ประตู, นาศนมฺ — ทำลาย, อาตฺมนห์ — ของตัวเอง, กามห์ — ราคะ, โกฺรธห์ — ความโกรธ, ตถา — รวมทั้ง, โลภห์ — ความโลภ, ตสฺมาตฺ — ดังนั้น, เอตตฺ — เหล่านี้, ตฺรยมฺ — สาม, ตฺยเชตฺ — เขาต้อง ยกเลิก
คำแปล
มีสามประตูที่จะนำไปสู่นรกนี้  คือ  ราคะ  ความโกรธ  และความโลภ  ทุกคนที่มีสติสัมปชัญญะดีควรละทิ้งสิ่งเหล่านี้เสีย  เพราะมันจะนำพาดวงวิญญาณให้ตกต่ำ
คำอธิบาย
จุดเริ่มต้นของชีวิตมารได้อธิบายไว้  ณ  ที่นี้ว่า  เขาพยายามสนองราคะของตนเอง  เมื่อไม่สมประสงค์ก็จะเกิดความโกรธและความโลภ  คนที่มีสติสัมปชัญญะดีและไม่ปรารถนาถลำลงไปสู่เผ่าพันธุ์ชีวิตมาร  ต้องพยายามสลัดทิ้งศัตรูทั้งสามตัวนี้ซึ่งจะมาสังหารตนเอง  จนกระทั่งทำให้ไม่สามารถหลุดพ้นไปจากพันธนาการทางวัตถุนี้ได้
एतैर्विमुक्तः कौन्तेय तमोद्वारैस्त्रिभिर्नरः ।
आचरत्यात्मनः श्रेयस्ततो याति परां गतिम् ॥ १६.२२ ॥
โศลก 22
etair vimuktaḥ kaunteya  tamo-dvārais tribhir naraḥ
ācaraty ātmanaḥ śreyas  tato yāti parāṁ gatim
เอไตรฺ วิมุกฺตห์ เกานฺเตย  ตโม-ทฺวาไรสฺ ตฺริภิรฺ นรห์
อาจรตฺยฺ อาตฺมนห์ เศฺรยสฺ  ตโต ยาติ ปรำ คติมฺ
เอไตห์ — จากสิ่งเหล่านี้, วิมุกฺตห์ — หลุดพ้น, เกานฺเตย — โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี, ตมห์-ทฺวาไรห์ — จากประตูแห่งอวิชชา, ตฺริภิห์ — สามประตู, นรห์ — บุคคล, อาจรติ — ปฏิบัติ, อาตฺมนห์ — เพื่อตัวเอง, เศฺรยห์ — พร, ตตห์ — หลังจากนั้น, ยาติ — เขาไป, ปรามฺ — สูงสุด, คติมฺ — จุดหมายปลายทาง
คำแปล
มนุษย์ผู้หลบหนีประตูทั้งสามที่นำไปสู่นรกนี้ได้  โอ้  โอรสพระนาง  กุนฺตี  ปฏิบัติสิ่งที่จะนำมาซึ่งความรู้แจ้งแห่งตน  และค่อย  ๆ  บรรลุถึงจุดหมายปลายทางสูงสุด
คำอธิบาย
เราควรระวังเป็นอย่างมากเกี่ยวกับศัตรูทั้งสามตัวของชีวิตมนุษย์คือ  ราคะความโกรธ  และความโลภ  บุคคลที่เป็นอิสระจากราคะ  ความโกรธ  และความโลภได้มากเพียงใดความเป็นอยู่ของเขาก็จะบริสุทธิ์มากเพียงนั้น  และจะสามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  ได้  จากการปฏิบัติตามหลักธรรมแห่งชีวิตมนุษย์  เราจะค่อย  ๆ  ยกระดับตนเอง  และค่อย  ๆ  พัฒนามาสู่ระดับแห่งความรู้แจ้งทิพย์  ด้วยการปฏิบัติเช่นนี้  หากโชคดีพอที่จะเจริญขึ้นมาถึงระดับแห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกความสำเร็จของเราก็รับประกันได้  ในวรรณกรรมพระ  เวท  มีวิถีทางแห่งการกระทำและผลของการกระทำ  ซึ่งอธิบายเพื่อให้มาถึงระดับแห่งความบริสุทธิ์  วิธีการทั้งหมดมีพื้นฐานอยู่ที่การละทิ้ง  ราคะ  ความโลภ  และความโกรธ  จากการพัฒนาความรู้แห่งวิธีการนี้  เราสามารถพัฒนามาถึงสถานภาพสูงสุดในความรู้แจ้งแห่งตน  ความรู้แจ้งแห่งตนนี้มีความสมบูรณ์อยู่ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้นั้นสามารถรับประกันได้ถึงความหลุดพ้นของพันธวิญญาณ  ดังนั้น  ตามระบบพระ  เวท  มีสถาบันแห่งชีวิตสี่ระดับและสี่อาชีพเรียกว่า  ระบบวรรณะและระบบชีวิตทิพย์  มีกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกันสำหรับวรรณะที่ไม่เหมือนกันหรือระดับของสังคมที่ไม่เหมือนกัน  และหากผู้ใดสามารถปฏิบัติตาม  เขาจะพัฒนามาถึงระดับสูงสุดแห่งความรู้แจ้งทิพย์โดยปริยาย  และจะได้รับความหลุดพ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
यः शास्त्रविधिमुत्सृज्य वर्तते कामकारतः ।
न स सिद्धिमवाप्नोति न सुखं न परां गतिम् ॥ १६.२३ ॥
โศลก 23
yaḥ śāstra-vidhim utsṛjya  vartate kāma-kārataḥ
na sa siddhim avāpnoti  na sukhaṁ na parāṁ gatim
ยห์ ศาสฺตฺร-วิธิมฺ อุตฺสฺฤชฺย  วรฺตเต กาม-การตห์
น ส สิทฺธิมฺ อวาปฺโนติ  น สุขํ น ปรำ คติมฺ
ยห์ — ผู้ใดซึ่ง, ศาสฺตฺร-วิธิมฺ — กฎของพระคัมภีร์, อุตฺสฺฤชฺย — ยกเลิก, วรฺตเต — ยังคง, กาม-การตห์ — ทำตามอำเภอใจในราคะ, — ไม่, สห์ — เขา, สิทฺธิมฺ — ความสมบูรณ์, อวาปฺโนติ — บรรลุ, — ไม่เคย, สุขมฺ — ความสุข, — ไม่, ปรามฺ — สูงสุด, คติมฺ — ระดับ สมบูรณ์
คำแปล
ผู้ที่ยกเลิกคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  และทำตามอำเภอใจของตนเอง  จะไม่บรรลุถึงความสมบูรณ์  ความสุข  หรือจุดหมายปลายทางสูงสุด
คำอธิบาย
ดังที่ได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ว่าศาสฺตฺร-วิธิ  หรือทิศทางของ  ศาสฺตฺร  ได้ให้ไว้แก่วรรณะต่าง  ๆ  และระดับต่าง  ๆ  ของสังคมมนุษย์  คาดว่าทุกคนปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้  หากไม่ปฏิบัติตามและทำตามอำเภอใจ  ตามราคะ  ความโลภ  และความปรารถนาของตนเองจะไม่มีวันสมบูรณ์ในชีวิต  อีกนัยหนึ่ง  มนุษย์อาจรู้ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหลายเหล่านี้ทางทฤษฎี  แต่หากไม่ได้นำไปใช้กับชีวิตของตน  ควรรู้ไว้ว่าเขาเป็นผู้ต่ำสุดของมนุษยชาติ  ในรูปชีวิตมนุษย์  สิ่งมีชีวิตคาดหวังว่าจะมีสติสัมปชัญญะดีพอและปฏิบัติตามกฎที่ให้ไว้เพื่อพัฒนาชีวิตของตนเองไปสู่ระดับสูงสุด  แต่หากไม่ปฏิบัติตามนั้นเท่ากับดึงตัวเองให้ตกต่ำลง  ถ้าปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และตามหลักศีลธรรม  แต่ในที่สุดมาไม่ถึงระดับแห่งความเข้าใจองค์  ภควานฺ  ก็เท่ากับความรู้ทั้งหมดสูญเปล่า  และหากยอมรับความมีอยู่ขององค์  ภควานฺ  แต่ไม่ปฏิบัติในการรับใช้พระองค์ความพยายามก็สูญเปล่า  ดังนั้น  เราควรค่อย  ๆ  พัฒนาตนเองมาสู่ระดับแห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  และอุทิศตนเสียสละรับใช้  ณ  ตรงนี้  ที่สามารถบรรลุถึงระดับแห่งความสมบูรณ์สูงสุด  ไม่ใช่ไปพัฒนาอย่างอื่น
คำว่า  กาม-การตห์  สำคัญมาก  บุคคลทั้ง  ๆ  ที่รู้  ยังไปละเมิดกฎคลุกคลีอยู่ในราคะทั้ง  ๆ  ที่รู้  และรู้ว่าสิ่งนี้ต้องห้าม  แต่ก็ยังทำ  เช่นนี้เรียกว่าทำตามอำเภอใจหากรู้ว่าสิ่งนี้ควรทำแต่ไม่กระทำก็เรียกว่าทำตามอำเภอใจ  บุคคลเหล่านี้จะถูกพระองค์ลงโทษในที่สุดและจะไม่สามารถบรรลุถึงความสมบูรณ์ซึ่งหมายไว้สำหรับชีวิตมนุษย์ชีวิตมนุษย์หมายไว้โดยเฉพาะเพื่อทำให้ความเป็นอยู่ของตนเองบริสุทธิ์  หากไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ก็จะไม่สามารถทำให้ตนเองบริสุทธิ์และไม่สามารถบรรลุถึงระดับแห่งความสุขที่แท้จริงได้
तस्माच्छास्त्रं प्रमाणं ते कार्याकार्यव्यवस्थितौ ।
ज्ञात्वा शास्त्रविधानोक्तं कर्म कर्तुमिहार्हसि ॥ १६.२४ ॥
โศลก 24
tasmāc chāstraṁ pramāṇaṁ te  kāryākārya-vyavasthitau
jñātvā śāstra-vidhānoktaṁ  karma kartum ihārhasi
ตสฺมาจฺ ฉาสฺตฺรํ ปฺรมาณํ เต  การฺยาการฺย-วฺยวสฺถิเตา
ชฺญาตฺวา ศาสฺตฺร-วิธาโนกฺตํ  กรฺม กรฺตุมฺ อิหารฺหสิ
ตสฺมาตฺ — ดังนั้น, ศาสฺตฺรมฺ — พระคัมภีร์, ปฺรมาณมฺ — หลักฐาน, เต — ของท่าน, การฺย — หน้าที่, อการฺย — และกิจกรรมต้องห้าม, วฺยวสฺถิเตา — ในความมั่นใจ, ชฺญาตฺวา — รู้, ศาสฺตฺร — ของพระคัมภีร์, วิธาน — กฎ, อุกฺตมฺ — ดังที่ประกาศ, กรฺม — งาน, กรฺตุมฺ — ทำ, อิห — ในโลกนี้, อรฺหสิ — เธอควร
คำแปล
ดังนั้น  เขาควรเข้าใจว่าอะไรคือหน้าที่และอะไรไม่ใช่หน้าที่  ด้วยกฎแห่งพระคัมภีร์  เมื่อรู้กฎเกณฑ์เหล่านี้แล้วเขาควรปฏิบัติ  เพื่อตนเองอาจค่อย  ๆ  พัฒนาขึ้น
คำอธิบาย
ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทที่สิบห้า  กฎเกณฑ์ทั้งหมดของพระ  เวท  หมายไว้เพื่อให้รู้  กฺฤษฺณ  หากเข้าใจ  กฺฤษฺณ  จาก  ภควัท-คีตา  และมาสถิตใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ปฏิบัติในการอุทิศตนเสียสละรับใช้  เราจะบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุดแห่งความรู้ที่วรรณกรรมพระ  เวท  เสนอไว้  องค์  ไจตนฺย  มหาปฺรภุ  ทรงทำให้วิธีการนี้ง่ายมาก  พระองค์ทรงขอร้องให้ผู้คนเพียงแต่สวดภาวนา  ฮะเร  กฺฤษฺณ  ฮะเร  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  กฺฤษฺณ  ฮะเรฮะเร/  ฮะเร  ราม  ะ  ฮะเร  ราม  ะ  ราม  ะ  ราม  ะ  ฮะเร  ฮะเร  ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  และรับประทานอาหารที่เหลือหลังจากถวายให้พระปฏิมาแล้ว  ผู้ที่ปฏิบัติกิจกรรมแห่งการอุทิศตนเหล่านี้ทั้งหมดโดยตรง  เข้าใจว่าได้ศึกษาวรรณกรรมพระ  เวททั้งหมดเรียบร้อยแล้วและมาถึงจุดสรุปอย่างสมบูรณ์  แน่นอนสำหรับบุคคลธรรมดาผู้ไม่อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกหรือไม่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ต้องให้คำสอนของคัมภีร์พระ  เวท  แนะนำว่าอะไรควรทำ  อะไรไม่ควรทำ  และควรปฏิบัติตามนั้นโดยไม่มีข้อขัดแย้งเช่นนี้เรียกว่าปฏิบัติตามหลักของ  ศาสฺตฺร  หรือพระคัมภีร์  ศาสฺตฺร  ปราศจากข้อผิดพลาดสำคัญสี่ประการที่ปรากฏในพันธวิญญาณ  คือ  ประสาทสัมผัสไม่สมบูรณ์  ชอบโกง  แน่นอนว่าต้องทำผิด  และแน่นอนว่าต้องอยู่ในความหลง  ข้อบกพร่องหลักสี่ประการในพันธชีวิตนี้  ทำให้เขาไม่มีสิทธิ์มาร่างกฎเกณฑ์ต่าง  ๆ  ดังนั้น  กฎเกณฑ์ต่าง  ๆ  ดังที่ได้อธิบายไว้ใน  ศาสฺตฺร  อยู่เหนือข้อบกพร่องเหล่านี้  นักบุญผู้ยิ่งใหญ่  อาจารฺย  และดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายยอมรับโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ในประเทศอินเดียมีพวกเข้าใจวิถีทิพย์หลายกลุ่ม  โดยทั่วไปแบ่งเป็นสองกลุ่มคือ  กลุ่มที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์  และกลุ่มที่เชื่อในรูปลักษณ์  อย่างไรก็ดี  ทั้งสองกลุ่มนี้ใช้ชีวิตตามหลักธรรมพระ  เวท  ปราศจากการปฏิบัติตามหลักธรรมของพระคัมภีร์  เราไม่สามารถพัฒนาตนเองไปสู่ระดับที่สมบูรณ์ได้  ดังนั้น  ผู้ที่เข้าใจคำอธิบายของ  ศาสฺตฺร  โดยแท้จริงพิจารณาว่าโชคดี
ในสังคมมนุษย์การไม่ชอบหลักธรรมเพื่อให้เข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าเป็นต้นเหตุแห่งการตกต่ำลงทั้งหมด  นั่นคือความผิดอันยิ่งใหญ่ของชีวิตมนุษย์  ฉะนั้น  มายา  หรือพลังงานวัตถุขององค์  ภควานฺ  สร้างปัญหาให้พวกเราในรูปของความทุกข์สามคำรบเสมอ  พลังงานวัตถุนี้ประกอบด้วยสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  เราต้องพัฒนาตนเองอย่างน้อยให้มาถึงระดับความดีก่อนที่วิถีทางการเข้าใจองค์  ภควานฺ  จะเปิดขึ้นปราศจากการพัฒนาตนเองให้มาถึงมาตรฐานระดับความดี  เรายังคงอยู่ในอวิชชาและตัณหาซึ่งเป็นต้นกำเนิดแห่งชีวิตมาร  พวกที่อยู่ในระดับตัณหาและอวิชชาเยาะเย้ยพระคัมภีร์  เยาะเย้ยบุคคลผู้บริสุทธิ์  และเยาะเย้ยความเข้าใจที่ถูกต้องแห่งองค์  ภควานฺ  พวกเขาไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของพระอาจารย์ทิพย์  และไม่สนใจต่อกฎเกณฑ์ของพระคัมภีร์ถึงแม้ว่าได้สดับฟังถึงความประเสริฐดีเลิศแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ก็ไม่สนใจ  ดังนั้น  พวกเขาจะผลิตวิถีทางเพื่อการพัฒนาของตนเองขึ้นมา  เหล่านี้คือข้อบกพร่องบางประการของสังคมมนุษย์ซึ่งนำไปสู่สภาวะชีวิตมาร  อย่างไรก็ดี  หากได้รับการแนะนำจากพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้และเหมาะสม  ซึ่งสามารถนำเราไปสู่หนทางแห่งความเจริญก้าวหน้า  ไปสู่ระดับที่สูงกว่า  ชีวิตของเราจะประสบความสำเร็จ
ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย ภกฺติเวทนฺต บทที่สิบหกของหนังสือ ศฺรีมทฺ ภควัท-คีตา ในข้อหัวเรื่องธรรมชาติทิพย์และธรรมชาติมาร

ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

บทที่ สิบเจ็ด

บทที่ 17

ระดับแห่งความศรัทธา

chapterImage

ระดับแห่งความศรัทธา

अर्जुन उवाच ।
ये शास्त्रविधिमुत्सृज्य यजन्ते श्रद्धयान्विताः
तेषां निष्ठा तु का कृष्ण सत्त्वमाहो रजस्तमः ॥ १७.१ ॥
โศลก 1
arjuna uvāca
ye śāstra-vidhim utsṛjya  yajante śraddhayānvitāḥ
teṣāṁ niṣṭhā tu kā kṛṣṇa  sattvam āho rajas tamaḥ
อรฺชุน อุวาจ
เย ศาสฺตฺร-วิธิมฺ อุตฺสฺฤชฺย  ยชนฺเต ศฺรทฺธยานฺวิตาห์
เตษำ นิษฺฐา ตุ กา กฺฤษฺณ  สตฺตฺวมฺ อาโห รชสฺ ตมห์
อรฺชุนห์ อุวาจอรฺชุน ตรัส, เย — พวกซึ่ง, ศาสฺตฺร-วิธิมฺ — กฎเกณฑ์ของพระคัมภีร์, อุตฺสฺฤชฺย — ยกเลิก, ยชนฺเต — บูชา, ศฺรทฺธยา — เต็มศรัทธา, อนฺวิตาห์ — เป็นเจ้าของ, เตษามฺ — ของพวกเขา, นิษฺฐา — ศรัทธา, ตุ — แต่, กา — อะไร, กฺฤษฺณ — โอ้ กฺฤษฺณ, สตฺตฺวมฺ — ในความดี, อาโห — หรืออย่างอื่น, รชห์ — ในตัณหา, ตมห์ — ในอวิชชา
คำแปล
  อรฺชุน  ทรงถามว่า  โอ้  กฺฤษฺณ  สถานการณ์ของพวกที่ไม่ปฏิบัติตามหลักธรรมของพระคัมภีร์  แต่บูชาตามจินตนาการของตนเองเป็นอย่างไร?  พวกเขาอยู่ในความดี  ในตัณหา  หรือในอวิชชา?
คำอธิบาย
ในบทที่สี่  โศลกสามสิบเก้า  ได้กล่าวไว้ว่า  ผู้มีความศรัทธาในการบูชาบางสิ่งบางอย่างจะค่อย  ๆ  พัฒนามาถึงระดับแห่งความรู้  และบรรลุถึงระดับความสมบูรณ์สูงสุดแห่งความสงบและความเจริญรุ่งเรือง  ในบทที่สิบหกสรุปว่าผู้ไม่ปฏิบัติตามหลักธรรมที่วางไว้ในพระคัมภีร์เรียกว่ามารหรือ  อสุร  และผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระคัมภีร์ด้วยความศรัทธาเรียกว่าเทพหรือ  เทว  หากบุคคลปฏิบัติตามกฎต่าง  ๆ  ด้วยความศรัทธาซึ่งไม่ได้สอนไว้ในพระคัมภีร์  สถานภาพของเขาจะเป็นเช่นไร?  กฺฤษฺณ  จะทรงทำให้ข้อสงสัยของ  อรฺชุน  กระจ่างขึ้น  พวกที่สร้างพระเจ้าบางองค์ขึ้นมาด้วยการคัดเลือกมนุษย์และให้ความศรัทธาต่อผู้นั้น  บุคคลเหล่านี้บูชาในความดี  ในตัณหา  หรือในอวิชชา?  และจะบรรลุถึงระดับแห่งความสมบูรณ์ในชีวิตหรือไม่?  เป็นไปได้หรือไม่ที่พวกนี้สถิตในความรู้ที่แท้จริงและพัฒนาตนเองไปถึงระดับแห่งความสมบูรณ์สูงสุด?พวกที่ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระคัมภีร์  แต่มีความศรัทธาต่อบางสิ่งบางอย่าง  บูชาเทพเจ้า  เทวดา  และมนุษย์จะบรรลุถึงความสำเร็จในความพยายามของพวกตนหรือไม่?อรฺชุน  ทรงตั้งคำถามเหล่านี้ต่อ  กฺฤษฺณ  
श्रीभगवानुवाच ।
त्रिविधा भवति श्रद्धा देहिनां सा स्वभावजा
सात्त्विकी राजसी चैव तामसी चेति तां शृणु ॥ १७.२ ॥
โศลก 2
śrī-bhagavān uvāca
tri-vidhā bhavati śraddhā  dehināṁ sā svabhāva-jā
sāttvikī rājasī caiva  tāmasī ceti tāṁ śṛṇu
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
ตฺริ-วิธา ภวติ ศฺรทฺธา  เทหินำ สา สฺวภาว-ชา
สาตฺตฺวิกี ราชสี ไจว  ตามสี เจติ ตำ ศฺฤณุ
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, ตฺริ-วิธา — สามชนิด, ภวติ — มาเป็น, ศฺรทฺธา — ความศรัทธา, เทหินามฺ — ของร่างกาย, สา — นั้น, สฺว-ภาว-ชา — ตาม ระดับแห่งธรรมชาติวัตถุของตน, สาตฺตฺวิกี — ในระดับความดี, ราชสี — ในระดับตัณหา, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, ตามสี — ในระดับอวิชชา, — และ, อิติ — ดังนั้น, ตามฺ — นั้น, ศฺฤณุ — สดับฟังจากข้า
คำแปล
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  ตามระดับแห่งธรรมชาติที่ดวงวิญญาณในร่างได้รับมา  ความศรัทธาของเขามีสามระดับ  คือ  ในความดี  ในตัณหา  หรือในอวิชชา  บัดนี้  จงสดับฟัง
คำอธิบาย
พวกที่รู้กฎเกณฑ์ของพระคัมภีร์  แต่ด้วยความเกียจคร้านหรือชอบอยู่นิ่งเฉยยกเลิกการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้  ถูกระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติวัตถุควบคุมตามกรรมของตนในอดีตซึ่งอาจอยู่ในระดับความดี  ตัณหา  หรืออวิชชา  พวกเขาได้รับธรรมชาติซึ่งมีคุณลักษณะโดยเฉพาะ  สิ่งมีชีวิตมาคบหาสมาคมกับระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติ  และจะดำเนินไปชั่วกัลปวสานเนื่องจากสิ่งมีชีวิตมาสัมผัสกับธรรมชาติวัตถุจึงได้รับความรู้สึกนึกคิดต่าง  ๆ  ตามที่มาใกล้ชิดกับระดับต่าง  ๆ  ของวัตถุ  แต่ธรรมชาตินี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้หากมาคบหาสมาคมกับพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  เชื่อฟังกฎระเบียบของท่านและกฎของพระคัมภีร์แล้วจะค่อย  ๆ  เปลี่ยนสถานภาพจากอวิชชามาเป็นความดี  หรือจากตัณหามาเป็นความดี  ข้อสรุปคือ  การเชื่ออย่างงมงายในระดับของธรรมชาติโดยเฉพาะ  จะไม่ช่วยให้พัฒนามาสู่ระดับแห่งความสมบูรณ์ได้  เราต้องพิจารณาสิ่งต่าง  ๆ  ด้วยความระมัดระวัง  ด้วยสติปัญญา  ด้วยการมาคบหาสมาคมกับพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  จากนั้น  เราจะสามารถเปลี่ยนสถานภาพของตนเองมาสู่ระดับแห่งธรรมชาติที่สูงกว่า
सत्त्वानुरूपा सर्वस्य श्रद्धा भवति भारत ।
श्रद्धामयोऽयं पुरुषो यो यच्छ्रद्धः स एव सः ॥ १७.३ ॥
โศลก 3
sattvānurūpā sarvasya  śraddhā bhavati bhārata
śraddhā-mayo ’yaṁ puruṣo  yo yac-chraddhaḥ sa eva saḥ
สตฺตฺวานุรูปา สรฺวสฺย  ศฺรทฺธา ภวติ ภารต
ศฺรทฺธา-มโย ’ยํ ปุรุโษ  โย ยจฺ-ฉฺรทฺธห์ ส เอว สห์
สตฺตฺว-อนุรูปา — ตามความเป็นอยู่, สรฺวสฺย — ของทุกคน, ศฺรทฺธา — ความศรัทธา, ภวติ — มาเป็น, ภารต — โอ้ โอรสแห่ง ภรต, ศฺรทฺธา — ความศรัทธา, มยห์ — เต็ม ไปด้วย, อยมฺ — นี้, ปุรุษห์ — สิ่งมีชีวิต, ยห์ — ผู้ซึ่ง, ยตฺ — ซึ่งมี, ศฺรทฺธห์ — ความศรัทธา, สห์ — ดังนั้น, เอว — แน่นอน, สห์ — เขา
คำแปล
โอ้  โอรสแห่ง  ภรต  ตามความเป็นอยู่ภายใต้ระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติ  เขาวนเวียนอยู่กับความศรัทธาบางชนิด  กล่าวว่าสิ่งมีชีวิตอยู่ในความศรัทธาบางชนิดตามระดับที่เขาได้รับมา
คำอธิบาย
ทุกคนมีความศรัทธาบางอย่าง  ไม่ว่าจะเป็นใคร  แต่ความศรัทธาพิจารณาว่าอยู่ในความดี  ตัณหา  หรืออวิชชา  ตามธรรมชาติที่ตนได้รับมา  ดังนั้น  ตามความศรัทธาโดยเฉพาะนี้เราจึงมาคบหากับบุคคลบางประเภท  ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทที่สิบห้า  ความจริงคือ  ทุก  ๆ  ชีวิตเดิมทีเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  ฉะนั้น  เดิมทีตัวเราเป็นทิพย์อยู่เหนือระดับแห่งธรรมชาติวัตถุทั้งหลาย  แต่เมื่อลืมความสัมพันธ์กับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าและมาสัมผัสกับธรรมชาติวัตถุในพันธชีวิต  ก่อให้เกิดสถานภาพของตัวเองด้วยการมาคบหาสมาคมกับธรรมชาติวัตถุระดับต่าง  ๆ  ผลแห่งความศรัทธาและความเป็นอยู่ที่ผิดธรรมชาติเป็นเพียงวัตถุเท่านั้น  ถึงแม้อาจปฏิบัติตามความรู้สึกว่าประทับใจบางอย่าง  หรือตามแนวคิดชีวิตบางอย่าง  เดิมทีตัวเราเป็น  นิรฺคุณ  หรือเป็นทิพย์  ดังนั้น  ต้องชะล้างมลทินทางวัตถุที่ครอบงำตัวเราเพื่อจะได้รับความสัมพันธ์ที่มีต่อองค์ภควานฺ  กลับคืนมา  ซึ่งเป็นวิถีทางเดียวที่จะกลับคืนไปโดยไม่มีความกลัว  และนั่นคือกฺฤษฺณ  จิตสำนึก  หากสถิตใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกวิถีทางนี้รับประกันได้ในการพัฒนาไปสู่ระดับแห่งความสมบูรณ์  หากไม่ปฏิบัติตามวิธีเพื่อการรู้แจ้งแห่งตนนี้  แน่นอนว่าเราจะต้องประพฤติตนภายใต้อิทธิพลของระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติ
คำว่า  ศฺรทฺธา  หรือ  “ศรัทธา”  มีความสำคัญมากในโศลกนี้  ศฺรทฺธา  หรือความศรัทธาเดิมทีออกมาจากระดับความดี  ความศรัทธาของเราอาจมีอยู่ในเทวดาในพระเจ้าบางองค์ที่สร้างขึ้นมา  หรือในการคาดคะเนทางจิตบางอย่าง  ความศรัทธาอันแน่วแน่ถือว่าเป็นผลผลิตของระดับความดีทางวัตถุ  แต่ในสภาวะชีวิตวัตถุไม่มีงานใดที่มีความบริสุทธิ์โดยสมบูรณ์  มันจะเป็นการผสมผสานซึ่งไม่ใช่ความดีบริสุทธิ์ความดีบริสุทธิ์เป็นทิพย์  ในความดีบริสุทธิ์เราสามารถเข้าใจธรรมชาติอันแท้จริงของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ตราบใดที่ความศรัทธาไม่อยู่ในความดีบริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์  ความศรัทธาอยู่ภายใต้มลทินจากหนึ่งในระดับของธรรมชาติวัตถุ  ระดับอันเป็นมลทินของธรรมชาติวัตถุแผ่ขยายไปถึงหัวใจ  ฉะนั้น  ตามสถานภาพของหัวใจในการที่มาสัมผัสกับระดับแห่งธรรมชาติวัตถุโดยเฉพาะของตน  ความศรัทธาจึงมั่นคง  ควรเข้าใจว่าหากหัวใจอยู่ในระดับความดีความศรัทธาของเราก็อยู่ในระดับความดีเช่นกัน  หากหัวใจอยู่ในระดับตัณหาความศรัทธาของเราก็อยู่ในระดับตัณหาเช่นกัน  และหากหัวใจอยู่ในระดับความมืด  ความหลง  ความศรัทธาของเราก็เป็นมลทินเช่นเดียวกัน  ดังนั้น  เราพบความศรัทธาต่าง  ๆ  ในโลกนี้  และมีศาสนาต่าง  ๆ  เนื่องมาจากความศรัทธาที่แตกต่างกัน  หลักธรรมอันแท้จริงของความศรัทธาแห่งศาสนาสถิตในระดับความดีบริสุทธิ์  แต่เนื่องจากหัวใจที่แปดเปื้อนเราจึงพบหลักธรรมศาสนาที่แตกต่างกัน  ดังนั้น  ตามความศรัทธาในระดับต่าง  ๆ  จึงมีการบูชาที่แตกต่างกัน
यजन्ते सात्त्विका देवान्यक्षरक्षांसि राजसाः ।
प्रेतान्भूतगणांश्चान्ये यजन्ते तामसा जनाः ॥ १७.४ ॥
โศลก 4
yajante sāttvikā devān  yakṣa-rakṣāṁsi rājasāḥ
pretān bhūta-gaṇāṁś cānye  yajante tāmasā janāḥ
ยชนฺเต สาตฺตฺวิกา เทวานฺ  ยกฺษ-รกฺษำสิ ราชสาห์
เปฺรตานฺ ภูต-คณำศฺ จาเนฺย  ยชนฺเต ตามสา ชนาห์
ยชนฺเต — บูชา, สาตฺตฺวิกาห์ — พวกที่อยู่ในระดับความดี, เทวานฺ — เหล่าเทวดา, ยกฺษ-รกฺษำสิ — เหล่ามาร, ราชสาห์ — พวกที่อยู่ในระดับตัณหา, เปฺรตานฺ — ดวงวิญญาณของ ผู้ตาย, ภูต-คณานฺ — ภูตผี, — และ, อเนฺย — สิ่งอื่น ๆ, ยชนฺเต — บูชา, ตามสาห์ — ใน ระดับอวิชชา, ชนาห์ — ผู้คน
คำแปล
มนุษย์ในระดับความดีบูชาเทวดา  พวกที่อยู่ในระดับตัณหาบูชามาร  และพวกที่อยู่ในระดับอวิชชาบูชาภูตผีและดวงวิญญาณ
คำอธิบาย
โศลกนี้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงอธิบายผู้บูชาต่าง  ๆ  ตามกิจกรรมภายนอก  ตามคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่ควรได้รับการบูชา  แต่พวกที่ไม่ศรัทธาหรือไม่รอบรู้คำสั่งสอนของพระคัมภีร์มากนักจะบูชาสิ่งต่าง  ๆ  ตามสถานภาพโดยเฉพาะของตนในระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติวัตถุ  พวกที่สถิตในความดีโดยทั่วไปบูชาเทวดา  รวมทั้งพระ  พฺรหฺมา  พระ  ศิว  และองค์อื่น  ๆ  เช่นพระ  อินฺทฺร  พระจันทร์  และพระอาทิตย์  มีเทวดามากมาย  พวกที่อยู่ในความดีบูชาเทวดาเฉพาะองค์เพื่อจุดมุ่งหมายโดยเฉพาะ  พวกที่อยู่ในระดับตัณหาบูชามาร  เราจำได้ว่าระหว่างสงค  ราม  โลกครั้งที่สองชายผู้หนึ่งที่กัลกัตตาบูชาฮิตเล่อร์  ด้วยขอบคุณสงค  รามที่ทำให้เขาร่ำรวยมหาศาลกับการทำธุรกิจในตลาดมืด  ในทำนองเดียวกัน  พวกที่อยู่ในระดับตัณหาและอวิชชาโดยทั่วไปจะเลือกมนุษย์ผู้มีอำนาจเป็นพระเจ้า  โดยคิดว่าบูชาผู้ใดในฐานะที่เป็นพระเจ้าก็ได้  แล้วจะบรรลุผลเช่นเดียวกัน
ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  พวกที่อยู่ในระดับตัณหาบูชาและสร้างเทพเหล่านี้  พวกที่อยู่ในระดับอวิชชา  ในความมืด  บูชาดวงวิญญาณที่ตายไปแล้ว  บางครั้งผู้คนบูชาสุสานของคนตาย  การบ  ฤคฺ  ารทางเพศพิจารณาว่าอยู่ในระดับความมืดเช่นเดียวกัน  ในทำนองเดียวกัน  หมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลในประเทศอินเดียมีคนบูชาภูตผี  เราพบว่าในประเทศอินเดียชนชั้นที่ต่ำบางครั้งไปในป่า  และหากรู้ว่ามีผีอยู่ในต้นไม้  ก็จะบูชาต้นไม้และถวายเครื่องสังเวย  การบูชาต่าง  ๆ  เหล่านี้ไม่ใช่เป็นการบูชาองค์  ภควานฺ  ที่แท้จริง  การบูชาองค์  ภควานฺ  มีไว้สำหรับบุคคลที่สถิตในระดับทิพย์อยู่ในความดีบริสุทธิ์ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (4.3.23)  กล่าวไว้ว่า  สตฺตฺวํ  วิศุทฺธํ  วสุเทว-ศพฺทิตมฺ  “เมื่อมนุษย์สถิตในความดีบริสุทธิ์  เขาจะบูชา  วาสุเทว  ”  คำแปลคือ  พวกที่บริสุทธิ์จากระดับแห่งธรรมชาติวัตถุโดยสมบูรณ์  และสถิตในระดับทิพย์จะบูชาองค์  ภควานฺ  
พวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์ถือว่าสถิตในระดับความดี  และบูชาเทวดาห้าประเภทคือบูชาองค์  วิษฺณุ  ที่ไร้รูปลักษณ์ในรูปของโลกวัตถุซึ่งรู้กันในชื่อปรัชญา  วิษฺณุ  พระ  วิษฺณุทรงเป็นภาคแบ่งแยกขององค์  ภควานฺ  แต่พวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์  เนื่องจากในที่สุดไม่เชื่อในบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และจินตนาการว่ารูปลักษณ์ของพระ  วิษฺณุ  เหมือนอีกแง่มุมหนึ่งของ  พฺรหฺมนฺ  ที่ไร้รูปลักษณ์  ในทำนองเดียวกัน  พวกนี้จะจินตนาการว่าพระ  พฺรหฺมา  ก็ไร้รูปลักษณ์และอยู่ในระดับตัณหาทางวัตถุ  บางครั้งพวกเขาอธิบายถึงเทพห้าประเภทที่บูชาได้  แต่เนื่องจากคิดว่าสัจธรรมคือ  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  จึงกำจัดรูปบูชาออกทั้งหมดในตอนจบ  ข้อสรุปคือ  คุณลักษณะต่าง  ๆ  ของระดับแห่งธรรมชาติวัตถุสามารถทำให้บริสุทธิ์ได้จากการมาคบหาสมาคมกับบุคคลผู้อยู่ในธรรมชาติทิพย์
अशास्त्रविहितं घोरं तप्यन्ते ये तपो जनाः ।
दम्भाहंकारसंयुक्ताः कामरागबलान्विताः ॥ १७.५ ॥
कर्षयन्तः शरीरस्थं भूतग्राममचेतसः ।
मां चैवान्तःशरीरस्थं तान्विद्ध्यासुरनिश्चयान् ॥ १७.६ ॥
โศลก 5-6
aśāstra-vihitaṁ ghoraṁ  tapyante ye tapo janāḥ
dambhāhaṅkāra-saṁyuktāḥ  kāma-rāga-balānvitāḥ
อศาสฺตฺร-วิหิตํ โฆรํ  ตปฺยนฺเต เย ตโป ชนาห์
ทมฺภาหงฺการ-สํยุกฺตาห์  กาม-ราค-พลานฺวิตาห์
karṣayantaḥ śarīra-sthaṁ  bhūta-grāmam acetasaḥ
māṁ caivāntaḥ śarīra-sthaṁ  tān viddhy āsura-niścayān
กรฺษยนฺตห์ ศรีร-สฺถํ  ภูต-คฺรามมฺ อเจตสห์
มำ ไจวานฺตห์ ศรีร-สฺถํ  ตานฺ วิทฺธฺยฺ อาสุร-นิศฺจยานฺ
อศาสฺตฺร — ไม่อยู่ในพระคัมภีร์, วิหิตมฺ — ชี้นำ, โฆรมฺ — เป็นภัยต่อผู้อื่น, ตปฺยนฺเต — ปฏิบัติ, เย — เขาเหล่านั้น, ตปห์ — สมถะ, ชนาห์ — บุคคล, ทมฺภ — ด้วยความยโส, อหงฺการ — และอหังการ, สํยุกฺตาห์ — ปฏิบัติ, กาม — ราคะ, ราค — และยึดติด, พล — ด้วยพลัง, อนฺวิตาห์ — มนต์สะกด, กรฺษยนฺตห์ — ทรมาน, ศรีร-สฺถมฺ — สถิตภายในร่างกาย, ภูต-คฺรามมฺ — การรวมตัวกันของธาตุวัตถุ, อเจตสห์ — มีความคิดที่นำไปในทางที่ผิด, มามฺ — ข้า, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, อนฺตห์ — ภายใน, ศรีร-สฺถมฺ — สถิตในร่างกาย, ตานฺ — พวกเขา, วิทฺธิ — เข้าใจ, อาสุร-นิศฺจยานฺ — เหล่ามาร
คำแปล
พวกที่ปฏิบัติสมถะและบำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัดโดยที่ไม่ได้แนะนำไว้ในพระคัมภีร์  ปฏิบัติด้วยความยโสและมีอหังการ  ผู้อยู่ภายใต้มนต์สะกดของราคะและการยึดติด  ผู้ที่โง่เขลาและทรมานธาตุวัตถุของร่างกาย  พร้อมทั้งทรมานองค์อภิวิญญาณผู้ทรงประทับอยู่ภายใน  จงรู้ว่าพวกนี้เป็นมาร
คำอธิบาย
มีบุคคลผู้ผลิตวิธีปฏิบัติสมถะและบำเพ็ญเพียรซึ่งไม่ได้กล่าวไว้ในคำสอนของพระคัมภีร์ตัวอย่างคือการอดอาหารเพื่อจุดมุ่งหมายอย่างอื่น  เพื่อให้ได้ตำแหน่งทางการเมืองซึ่งไม่แนะนำไว้ในคำสอนของพระคัมภีร์  แต่แนะนำให้อดอาหารเพื่อความเจริญก้าวหน้าในวิถีทิพย์  ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือจุดมุ่งหมายทางสังคมบุคคลผู้ปฏิบัติสมถะเช่นนี้  ตาม  ภควัท-คีตา  ถือว่าเป็นมารอย่างแน่นอน  การกระทำของเขาฝ่าฝืนคำสั่งสอนของพระคัมภีร์และจะไม่เป็นประโยชน์สำหรับผู้คนโดยทั่วไป  อันที่จริง  พวกนี้ปฏิบัติด้วยความยโส  มีอหังการ  มีราคะและยึดติดกับความรื่นเริงทางวัตถุจากกิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่การรวมตัวกันของธาตุวัตถุซึ่งได้สร้างร่างกายนี้ขึ้นมาถูกรบกวน  แต่องค์  ภควานฺ  เองผู้ทรงประทับอยู่ภายในร่างกายก็ถูกรบกวนเช่นกัน  การอดอาหารหรือการปฏิบัติสมถะที่ไม่น่าเชื่อถือเช่นนี้  เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง  แน่นอนว่าทำให้ผู้อื่นเดือนร้อนเป็นอย่างมากซึ่งไม่ได้แนะนำไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  คนมารอาจคิดว่าสามารถบังคับศัตรูของตนหรือพรรคอื่นให้ทำตามความปรารถนาของตนด้วยวิธีนี้  แต่บางครั้งตัวเองตายจากการอดอาหาร  การกระทำเช่นนี้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าไม่ทรงอนุญาต  พระองค์ตรัสว่าพวกที่กระทำเช่นนี้เป็นมาร  การแสดงเช่นนี้เป็นการดูหมิ่นองค์  ภควานฺ  เพราะเกี่ยวเนื่องกับการไม่เชื่อฟังตามคำสั่งสอนของคัมภีร์พระ  เวท  คำว่า  อเจตสห์  มีความสำคัญในประเด็นนี้  บุคคลผู้มีสภาวะทางจิตปกติต้องเชื่อฟังคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  พวกที่ไม่อยู่ในสภาวะเช่นนี้ปฏิเสธและไม่เชื่อฟังพระคัมภีร์  ผลิตวิธีสมถะและบำเพ็ญเพียรของตนเองขึ้นมา  เราควรจำจุดมุ่งหมายสูงสุดของพวกมารไว้เสมอ  ดังที่ได้อธิบายในบทก่อนหน้านี้  องค์  ภควานฺ  ทรงบังคับพวกเขาให้เกิดในครรภ์ของมาร  ดังนั้นจึงใช้ชีวิตตามหลักมารชาติแล้วชาติเล่าโดยไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  อย่างไรก็ดี  ถ้าหากบุคคลเหล่านี้โชคดีพอที่ได้รับคำชี้นำจากพระอาจารย์ทิพย์ผู้สามารถนำพาให้ไปสู่วิถีทางแห่งปัญญาพระ  เวท  พวกเขาสามารถออกจากพันธนาการนี้และในที่สุดบรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด
आहारस्त्वपि सर्वस्य त्रिविधो भवति प्रियः ।
यज्ञस्तपस्तथा दानं तेषां भेदमिमं शृणु ॥ १७.७ ॥
โศลก 7
āhāras tv api sarvasya  tri-vidho bhavati priyaḥ
yajñas tapas tathā dānaṁ  teṣāṁ bhedam imaṁ śṛṇu
อาหารสฺ ตฺวฺ อปิ สรฺวสฺย  ตฺริ-วิโธ ภวติ ปฺริยห์
ยชฺญสฺ ตปสฺ ตถา ทานํ  เตษำ เภทมฺ อิมํ ศฺฤณุ
อาหารห์ — การกิน, ตุ — แน่นอน, อปิ — เช่นกัน, สรฺวสฺย — ของทุกคน, ตฺริ-วิธห์ — ของ สามประเภท, ภวติ — มี, ปฺริยห์ — ชอบ, ยชฺญห์ — การบูชา, ตปห์ — สมถะ, ตถา — เช่นกัน, ทานมฺ — การให้ทาน,เตษามฺ — ของพวกเขา, เภทมฺ — ข้อแตกต่าง, อิมมฺ — นี้, ศฺฤณุ — สดับฟัง
คำแปล
แม้แต่อาหารที่แต่ละคนชอบก็มีอยู่สามประเภท  ตามสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  และเป็นจริงเช่นเดียวกับการบูชา  ความสมถะ  และการให้ทาน  บัดนี้  จงสดับฟังข้อแตกต่างเหล่านี้
คำอธิบาย
เกี่ยวกับสถานการณ์ที่แตกต่างกันในระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติวัตถุ  มีข้อแตกต่างในลักษณะการรับประทานและการปฏิบัติพิธีบูชา  ความสมถะ  และการให้ทาน  ผู้คนไม่ได้ปฏิบัติในระดับเดียวกัน  บุคคลผู้เข้าใจในเชิงวิเคราะห์ว่า  การปฏิบัติเช่นไรจะอยู่ในระดับไหนของธรรมชาติวัตถุ  เป็นผู้ที่มีปัญญาโดยแท้จริง  พวกที่พิจารณาว่าพิธีบูชา  อาหาร  หรือการให้ทานทั้งหมดเหมือนกัน  โดยไม่สามารถแยกแยะบุคคลเหล่านี้โง่เขลา  มีพวกนักสอนศาสนาที่ประกาศว่า  เราสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบแล้วจะบรรลุถึงความสมบูรณ์  การแนะนำโง่  ๆ  เช่นนี้มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระคัมภีร์พวกนี้ผลิตวิธีการขึ้นมาเองและนำผู้คนโดยทั่วไปไปในทางที่ผิด
आयुःसत्त्वबलारोग्यसुखप्रीतिविवर्धनाः ।
रस्याः स्निग्धाः स्थिरा हृद्या आहाराः सात्त्विकप्रियाः ॥ १७.८ ॥
โศลก 8
āyuḥ-sattva-balārogya-  sukha-prīti-vivardhanāḥ
rasyāḥ snigdhāḥ sthirā hṛdyā  āhārāḥ sāttvika-priyāḥ
อายุห์-สตฺตฺว-พลาโรคฺย-  สุข-ปฺรีติ-วิวรฺธนาห์
รสฺยาห์ สฺนิคฺธาห์ สฺถิรา หฺฤทฺยา  อาหาราห์ สาตฺตฺวิก-ปฺริยาห์
อายุห์ — อายุของชีวิต, สตฺตฺว — เป็นอยู่, พล — พลัง, อาโรคฺย — สุขภาพ, สุข — ความ สุข, ปฺรีติ — และความพึงพอใจ,วิวรฺธนาห์ — เพิ่มพูน, รสฺยาห์ — ชุ่มฉ่ำ, สฺนิคฺธาห์ — อุดม สมบูรณ์ (มีไขมัน), สฺถิราห์ — ทนทาน, หฺฤทฺยาห์ — เป็นที่ชื่นชอบของหัวใจ, อาหาราห์ — อาหาร, สาตฺตฺวิก — ของผู้ที่อยู่ในความดี, ปฺริยาห์ — เอร็ดอร่อย
คำแปล
อาหารซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้อยู่ในระดับความดี  ทำให้อายุยืน  ความเป็นอยู่บริสุทธิ์ขึ้น  ให้พลัง  ทำให้สุขภาพดี  มีความสุข  และมีความพึงพอใจ  อาหารประเภทนี้ชุ่มฉ่ำ  อุดมสมบูรณ์  (มีไขมัน)  บริสุทธิ์  และเป็นที่ชื่นชอบของหัวใจ
कट्‌वम्ललवणात्युष्णतीक्ष्णरूक्षविदाहिनः ।
आहारा राजसस्येष्टा दुःखशोकामयप्रदाः ॥ १७.९ ॥
โศลก 9
kaṭv-amla-lavaṇāty-uṣṇa-  tīkṣṇa-rūkṣa-vidāhinaḥ
āhārā rājasasyeṣṭā  duḥkha-śokāmaya-pradāḥ
กฏฺวฺ-อมฺล-ลวณาตฺยฺ-อุษฺณ-  ตีกฺษฺณ-รูกฺษ-วิทาหินห์
อาหารา ราชสเสฺยษฺฏา  ทุห์ข-โศกามย-ปฺรทาห์
กฏุ — ขม, อมฺล — เปรี้ยว, ลวณ — เค็ม, อติ-อุษฺณ — เผ็ดมาก, ตีกฺษฺณ — ฉุน, รูกฺษ — แห้ง, วิทาหินห์ — เผาไหม้, อาหาราห์ — อาหาร, ราชสสฺย — ของผู้อยู่ในระดับตัณหา, อิษฺฏาห์ — เอร็ดอร่อย, ทุห์ข — ความทุกข์, โศก — ความโศก, อามย — เชื้อโรค, ปฺรทาห์ — ก่อให้เกิด
คำแปล
อาหารที่มีรสชาติเหล่านี้มากเกินไป  เช่น  ขม  เปรี้ยว  เค็ม  เผ็ด  ฉุน  แห้ง  และเผาไหม้  เป็นที่ชื่นชอบของพวกที่อยู่ในระดับตัณหา  อาหารเช่นนี้ก่อให้เกิดความทุกข์  ความโศก  และโรคภัยไข้เจ็บ
यातयामं गतरसं पूति पर्युषितं च यत् ।
उच्छिष्टमपि चामेध्यं भोजनं तामसप्रियम् ॥ १७.१० ॥
โศลก 10
yāta-yāmaṁ gata-rasaṁ  pūti paryuṣitaṁ ca yat
ucchiṣṭam api cāmedhyaṁ  bhojanaṁ tāmasa-priyam
ยาต-ยามํ คต-รสํ  ปูติ ปรฺยุษิตํ จ ยตฺ
อุจฺฉิษฺฏมฺ อปิ จาเมธฺยํ  โภชนํ ตามส-ปฺริยมฺ
ยาต-ยามมฺ — อาหารที่ปรุงสามชั่วโมงก่อนรับประทาน, คต-รสมฺ — ไม่มีรสชาติ, ปูติ — กลิ่นเหม็น, ปรฺยุษิตมฺ — เน่า, — เช่นกัน, ยตฺ — ที่ซึ่ง, อุจฺฉิษฺฏมฺ — อาหารที่ผู้อื่นกิน เหลือ, อปิ — เช่นกัน, — และ, อเมธฺยมฺ — ไม่น่าแตะต้อง, โภชนมฺ — การกิน, ตามส — ของผู้ที่อยู่ในระดับความมืด, ปฺริยมฺ — ชื่นชอบ
คำแปล
อาหารที่ปรุงเกินกว่าสามชั่วโมงก่อนรับประทาน  อาหารที่ไม่มีรสชาติ  เน่า  และบูด  อาหารที่ประกอบไปด้วยของเหลือ  และสิ่งที่ไม่ควรแตะต้อง  เป็นที่ชื่นชอบของพวกที่อยู่ในระดับแห่งความมืด
คำอธิบาย
จุดมุ่งหมายของอาหารคือทำให้อายุยืน  จิตใจบริสุทธิ์ขึ้น  และช่วยให้ร่างกายมีพลังเหล่านี้คือจุดมุ่งหมายหลัก  ในอดีต  บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่เชื่อถือได้  ได้คัดเลือกอาหารว่าดีที่สุดในการช่วยให้สุขภาพดีและทำให้อายุยืน  นั่นคือ  ผลิตภัณฑ์นม  น้ำตาล  ข้าวข้าวสาลีแท้  ผลไม้  และผักต่าง  ๆ  อาหารเหล่านี้เป็นที่ชื่นชอบมากของพวกที่อยู่ในระดับความดี  อาหารอื่น  ๆ  เช่น  ข้าวโพดอบ  และน้ำตาล  ไม่อร่อยมากนักในตัวมันเอง  แต่สามารถทำให้เป็นที่ชื่นชอบได้เมื่อผสมกับนมหรืออาหารอื่น  ๆ  ก็อยู่ในระดับความดีเช่นกัน  ทั้งหมดนี้บริสุทธิ์โดยธรรมชาติแตกต่างจากสิ่งที่ไม่ควรแตะต้อง  เช่น  เนื้อสัตว์และสุรา  อาหารที่มีไขมัน  ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกแปด  ไม่เกี่ยวข้องกับไขมันสัตว์ที่ได้มาจากการฆ่าสัตว์  ไขมันสัตว์หาได้ในรูปของนมซึ่งเป็นอาหารที่อัศจรรย์ที่สุดในบรรดาอาหารทั้งหลาย  นม  เนย  ชีส  และผลิตภัณฑ์ในประเภทเดียวกันนี้ให้ไขมันสัตว์  ในรูปที่ไม่จำเป็นต้องไปฆ่าสิ่งมีชีวิตผู้บริสุทธิ์  ด้วยจิตใจที่เหี้ยมโหดแท้  ๆ  ที่ทำให้การเข่นฆ่าเช่นนี้ดำเนินต่อไป  วิธีที่ศิวิไลในการได้มาซึ่งไขมันที่จำเป็นคือจากนม  การฆ่าสัตว์เป็นวิธีของพวกที่ต่ำกว่ามนุษย์  โปรตีนมีอยู่มากมายในถั่วกะเทาะ  ดาล  ข้าวสาลีแท้  (โฮลวีท)  ฯลฯ
อาหารในระดับตัณหาซึ่งขมจัด  เค็มจัด  เผ็ดจัด  หรือผสมกับพ  ฤคฺ  แดงมากเกินไป  ทำให้เกิดความทุกข์เนื่องจากลดน้ำย่อยในกระเพาะ  และนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บอาหารในระดับอวิชชาหรือความมืดส่วนใหญ่เป็นจำพวกที่ไม่สด  อาหารที่ปรุงนานกว่าสามชั่วโมงก่อนรับประทาน  (ยกเว้นพระสาดัมอาหารที่ถวายให้  กฺฤษฺณ  แล้ว)  พิจารณาว่าอยู่ในระดับความมืด  เพราะว่าเน่า  บูด  อาหารเหล่านี้ส่งกลิ่นเหม็นซึ่งผู้คนในระดับนี้ชอบ  แต่เป็นที่น่ารังเกียจของผู้ที่อยู่ในระดับความดี
อาหารเหลือที่ถวายให้  กฺฤษฺณ  แล้ว  หรือถวายให้นักบุญโดยเฉพาะพระอาจารย์ทิพย์รับประทานได้  นอกนั้นอาหารเหลือถือว่าอยู่ในระดับความมืด  จะทำให้ป่วยเป็นโรค  อาหารเหล่านี้ถึงแม้เป็นที่ชื่นชอบมากสำหรับบุคคลในระดับความมืด  พวกที่อยู่ในระดับความดีจะไม่ชอบและไม่แตะต้อง  อาหารที่ดีที่สุดคืออาหารที่เหลือหลังจากถวายให้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ใน  ภควัท-คีตา  องค์  ภควานฺ  ตรัสว่า  พระองค์จะทรงรับอาหารที่ปรุงมาจาก  ผัก  แป้ง  และนม  เมื่อถวายด้วยการอุทิศตนเสียสละ  ปตฺรํ  ปุษฺปํ  ผลํ  โตยมฺ  แน่นอนว่าการอุทิศตนเสียสละและความรักเป็นสิ่งสำคัญที่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงยอมรับ  แต่ได้กล่าวไว้เช่นกันว่า  ปฺรสาทมฺ  มีวิธีปรุงโดยเฉพาะ  อาหารที่ปรุงตามคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  และถวายให้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  รับประทานได้แม้จะปรุงไว้นานแล้วเพราะเป็นอาหารทิพย์  ฉะนั้น  การทำให้อาหารปลอดเชื้อโรคและเป็นที่เอร็ดอร่อยสำหรับทุก  ๆ  คน  เราควรถวายอาหารนั้นแด่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าก่อนที่เราจะรับประทาน
अफलाकाङ्क्षिभिर्यज्ञो विधिदृष्टो य इज्यते ।
यष्टव्यमेवेति मनः समाधाय स सात्त्विकः ॥ १७.११ ॥
โศลก 11
aphalākāṅkṣibhir yajño  vidhi-diṣṭo ya ijyate
yaṣṭavyam eveti manaḥ  samādhāya sa sāttvikaḥ
อผลากางฺกฺษิภิรฺ ยชฺโญ  วิธิ-ทิษฺโฏ ย อิชฺยเต
ยษฺฏวฺยมฺ เอเวติ มนห์  สมาธาย ส สาตฺตฺวิกห์
อผล-อากางฺกฺษิภิห์ — โดยพวกที่ปราศจากความปรารถนาผล, ยชฺญห์ — การบูชา, วิธิ-ทิษฺฏห์ — ตามคำแนะนำของพระคัมภีร์, ยห์ — ซึ่ง, อิชฺยเต — ปฏิบัติ, ยษฺฏวฺยมฺ — ต้องปฏิบัติ, เอว — แน่นอน, อิติ — ดังนั้น, มนห์ — จิตใจ, สมาธาย — ตั้งมั่น, สห์ — มัน, สาตฺตฺวิกห์ — ในระดับความดี
คำแปล
เกี่ยวกับการบูชา  การบูชาที่ปฏิบัติตามคำแนะนำของพระคัมภีร์  ทำไปตามหน้าที่โดยไม่ปรารถนารางวัล  อยู่ในธรรมชาติแห่งความดี
คำอธิบาย
แนวโน้มโดยทั่วไปจะถวายการบูชาด้วยมีจุดมุ่งหมายบางอย่างอยู่ในใจ  แต่  ณที่นี้ได้กล่าวไว้ว่า  การบูชาควรปฏิบัติโดยไม่มีความปรารถนาเช่นนี้  การบูชาควรปฏิบัติไปตามหน้าที่  ตัวอย่างเช่น  การปฏิบัติพิธีต่าง  ๆ  ในวัดหรือในโบสถ์  โดยทั่วไปปฏิบัติด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ  นั่นไม่ใช่ระดับความดี  เราควรไปวัดหรือไปโบสถ์ตามหน้าที่เพื่อถวายความเคารพแด่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ถวายดอกไม้  และภัตตาหาร  ทุกคนจะคิดว่าไม่มีประโยชน์ในการไปวัดเพียงเพื่อบูชาองค์  ภควานฺ  แต่การบูชาเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่ได้แนะนำไว้ในคำสอนของพระคัมภีร์  เราควรไปวัดหรือไปโบสถ์เพียงเพื่อถวายความเคารพแด่พระปฏิมา  เช่นนี้จะสถิตเราให้อยู่ในระดับความดี  เป็นหน้าที่ของมนุษย์ผู้มีความศิวิไลทุกคนที่ต้องเชื่อฟังคำสั่งสอนของพระคัมภีร์และถวายความเคารพแด่บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า
अभिसंधाय तु फलं दम्भार्थमपि चैव यत् ।
इज्यते भरतश्रेष्ठ तं यज्ञं विद्धि राजसम् ॥ १७.१२ ॥
โศลก 12
abhisandhāya tu phalaṁ  dambhārtham api caiva yat
ijyate bharata-śreṣṭha  taṁ yajñaṁ viddhi rājasam
อภิสนฺธาย ตุ ผลํ  ทมฺภารฺถมฺ อปิ ไจว ยตฺ
อิชฺยเต ภรต-เศฺรษฺฐ  ตํ ยชฺญํ วิทฺธิ ราชสมฺ
อภิสนฺธาย — ความปรารถนา, ตุ — แต่, ผลมฺ — ผล, ทมฺภ — ความยโส, อรฺถมฺ — เพื่อ ประโยชน์ของ, อปิ — เช่นกัน, — และ, เอว — แน่นอน, ยตฺ — นั้นซึ่ง, อิชฺยเต — ปฏิบัติ, ภรต-เศฺรษฺฐ — โอ้ ผู้นำแห่ง ภารต, ตมฺ — นั้น, ยชฺญมฺ — การบูชา, วิทฺธิ — รู้, ราชสมฺ — ในระดับตัณหา
คำแปล
การบูชาทำไปเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุบางประการ  หรือทำไปด้วยความยโส  โอ้ผู้นำแห่ง  ภารต  เธอควรรู้ว่าอยู่ในระดับตัณหา
คำอธิบาย
บางครั้งการบูชาและพิธีบวงสรวงปฏิบัติเพื่อพัฒนาไปสู่อาณาจักรสวรรค์หรือเพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุบางอย่างในโลกนี้  การปฏิบัติพิธีบูชาหรือบวงสรวงเช่นนี้พิจารณาว่าอยู่ในระดับตัณหา
विधिहीनमसृष्टान्नं मन्त्रहीनमदक्षिणम् ।
श्रद्धाविरहितं यज्ञं तामसं परिचक्षते ॥ १७.१३ ॥
โศลก 13
vidhi-hīnam asṛṣṭānnaṁ  mantra-hīnam adakṣiṇam
śraddhā-virahitaṁ yajñaṁ  tāmasaṁ paricakṣate
วิธิ-หีนมฺ อสฺฤษฺฏานฺนํ  มนฺตฺร-หีนมฺ อทกฺษิณมฺ
ศฺรทฺธา-วิรหิตํ ยชฺญํ  ตามสํ ปริจกฺษเต
วิธิ-หีนมฺ — ปราศจากการชี้นำจากพระคัมภีร์, อสฺฤษฺฏ-อนฺนมฺ — ไม่มีการแจกจ่ายปฺรสาทมฺ, มนฺตฺร-หีนมฺ — ไม่มีการสวดบทมนต์พระ เวท, อทกฺษิณมฺ — ไม่มีการทำบุญให้ นักบวช, ศฺรทฺธา — ความศรัทธา, วิรหิตมฺ — ปราศจาก, ยชฺญมฺ — การบูชา, ตามสมฺ — ในระดับอวิชชา, ปริจกฺษเต — พิจารณาว่า
คำแปล
การบูชาใด  ๆ  ทำไปโดยไม่คำนึงถึงคำแนะนำจากพระคัมภีร์  ไม่มีการแจก  ปฺรสาทมฺ  (อาหารทิพย์)  ไม่มีการสวดบทมนต์พระ  เวท  ไม่ทำบุญให้นักบวช  และไม่มีความศรัทธา  พิจารณาว่าอยู่ในระดับอวิชชา
คำอธิบาย
ศรัทธาในระดับความมืดหรืออวิชชา  อันที่จริงไม่มีศรัทธา  บางครั้งผู้คนบูชาเทวดาบางองค์เพียงเพื่อหาเงิน  และใช้เงินนั้นไปเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ  โดยไม่สนใจกับคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  พิธีกรรมทางศาสนาที่แสดงออกมาเช่นนี้ไม่ยอมรับว่ามีความจริงใจ  พวกเขาทั้งหมดอยู่ในระดับความมืด  ผลิตแนวคิดมารออกมา  และไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมนุษย์
देवद्विजगुरुप्राज्ञपूजनं शौचमार्जवम् ।
ब्रह्मचर्यमहिंसा च शारीरं तप उच्यते ॥ १७.१४ ॥
โศลก 14
deva-dvija-guru-prājña-  pūjanaṁ śaucam ārjavam
brahmacaryam ahiṁsā ca  śārīraṁ tapa ucyate
เทว-ทฺวิช-คุรุ-ปฺราชฺญ-  ปูชนํ เศาจมฺ อารฺชวมฺ
พฺรหฺมจรฺยมฺ อหึสา จ  ศารีรํ ตป อุจฺยเต
เทว — ขององค์ภควาน, ทฺวิช พฺราหฺมณ, คุรุ — พระอาจารย์ทิพย์, ปฺราชฺญ — และบุคคล ผู้ควรบูชา, ปูชนมฺ — บูชา, เศาจมฺ — ความสะอาด, อารฺชวมฺ — ความเรียบง่าย, พฺรหฺมจรฺยมฺ — พรหมจรรย์, อหึสา — ไม่เบียดเบียน, — เช่นกัน, ศารีรมฺ — เกี่ยวกับร่างกาย, ตปห์, อุจฺยเต — กล่าวว่าเป็น
คำแปล
ความสมถะของร่างกายประกอบด้วยการบูชาองค์ภควาน  บูชา  พฺราหฺมณ  บูชาพระอาจารย์ทิพย์  และบูชาบุพการี  เช่น  บิดา  มารดา  มีความสะอาด  เรียบง่ายถือพรหมจรรย์  และไม่เบียดเบียน
คำอธิบาย
ณ  ที่นี้  องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายถึงความสมถะและการบำเพ็ญเพียรต่าง  ๆ  ข้อแรกทรงอธิบายถึงการปฏิบัติสมถะและการบำเพ็ญเพียรของร่างกายว่า  เราควรถวายหรือเรียนรู้ในการถวายความเคารพต่อองค์  ภควานฺ  หรือต่อเทวดา  พฺราหฺมณ  ผู้ทรงคุณวุฒิที่สมบูรณ์  และพระอาจารย์ทิพย์  พร้อมทั้งบุพการี  เช่น  บิดา  มารดา  หรือบุคคลผู้เชี่ยวชาญในความรู้พระ  เวท  บุคคลเหล่านี้ควรได้รับความเคารพอย่างเหมาะสม  เราควรปฏิบัติทำความสะอาดตนเองทั้งภายนอกและภายใน  และควรเรียนรู้ให้เป็นคนที่มีความประพฤติเรียบง่าย  ไม่ควรทำในสิ่งที่คำสอนของพระคัมภีร์ไม่อนุญาต  และไม่ควรปล่อยอารมณ์ไปในเพศสัมพันธ์ที่นอกเหนือไปจากชีวิตสมรส  เนื่องจากพระคัมภีร์อนุญาตเพศสัมพันธ์ให้เฉพาะคู่สมรสเท่านั้น  เช่นนี้เรียกว่าถือ  พฺรหฺมา  จรรย์  สิ่งเหล่านี้คือการบำเพ็ญเพียรและความสมถะสำหรับร่างกาย
अनुद्वेगकरं वाक्यं सत्यं प्रियहितं च यत् ।
स्वाध्यायाभ्यसनं चैव वाङ्मयं तप उच्यते ॥ १७.१५ ॥
โศลก 15
anudvega-karaṁ vākyaṁ  satyaṁ priya-hitaṁ ca yat
svādhyāyābhyasanaṁ caiva  vāṅ-mayaṁ tapa ucyate
อนุเทฺวค-กรํ วากฺยํ  สตฺยํ ปฺริย-หิตํ จ ยตฺ
สฺวาธฺยายาภฺยสนํ ไจว  วางฺ-มยํ ตป อุจฺยเต
อนุเทฺวค-กรมฺ — ไม่เร่าร้อน, วากฺยมฺ — คำพูด, สตฺยมฺ — สัจจะ, ปฺริย — รัก, หิตมฺ — เป็น ประโยชน์, — เช่นกัน, ยตฺ — ซึ่ง, สฺวาธฺยาย — ของการศึกษาพระ เวท, อภฺยสนมฺ — ปฏิบัติ, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, วากฺ-มยมฺ — ของเสียง, ตปห์ — ความสมถะ, อุจฺยเต — กล่าวว่าเป็น
คำแปล
ความสมถะในการพูดประกอบด้วยคำพูดที่เป็นสัจจะ  รื่นหู  เป็นประโยชน์  ไม่ทำให้ผู้อื่นเร่าร้อน  และท่องวรรณกรรมพระ  เวท  สม่ำเสมอ
คำอธิบาย
เราไม่ควรพูดสิ่งที่จะทำให้จิตใจของผู้อื่นเร่าร้อน  แน่นอนว่าเมื่อครูพูด  ท่านสามารถพูดความจริงเพื่อสั่งสอนศิษย์  แต่ครูไม่ควรพูดกับผู้ที่ไม่ใช่ศิษย์ของตน  หากจะทำให้จิตใจของพวกเขาเร่าร้อน  นี่คือการบำเพ็ญเพียรในการพูด  นอกจากนั้นเราไม่ควรพูดสิ่งที่ไร้สาระ  วิธีการพูดในสังคมทิพย์คือพูดสิ่งที่พระคัมภีร์สนับสนุน  เราควรอ้างอิงพระคัมภีร์ที่เชื่อถือได้ในทันทีเพื่อสนับสนุนสิ่งที่ได้พูดไปในขณะเดียวกัน  การสนทนาควรให้เป็นที่รื่นหู  จากการสนทนากันเช่นนี้  เราอาจได้รับผลประโยชน์สูงสุด  และจะช่วยพัฒนาสังคมมนุษย์  มีวรรณกรรมพระ  เวท  มากมายมหาศาลที่ควรศึกษา  เช่นนี้  เรียกว่าการบำเพ็ญเพียรในการพูด
मनः प्रसादः सौम्यत्वं मौनमात्मविनिग्रहः ।
भावसंशुद्धिरित्येतत्तपो मानसमुच्यते ॥ १७.१६ ॥
โศลก 16
manaḥ-prasādaḥ saumyatvaṁ  maunam ātma-vinigrahaḥ
bhāva-saṁśuddhir ity etat  tapo mānasam ucyate
มนห์-ปฺรสาทห์ เสามฺยตฺวํ  เมานมฺ อาตฺม-วินิคฺรหห์
ภาว-สํศุทฺธิรฺ อิตฺยฺ เอตตฺ  ตโป มานสมฺ อุจฺยเต
มนห์-ปฺรสาทห์ — ความพึงพอใจของจิต, เสามฺยตฺวมฺ — ไม่ตีสองหน้ากับผู้อื่น, เมานมฺ — ความจริงจัง, อาตฺม — ของตัวเขา, วินิคฺรหห์ — ควบคุม, ภาว — ธรรมชาติของตน, สํศุทฺธิห์ — ความบริสุทธิ์, อิติ — ดังนั้น, เอตตฺ — นี้, ตปห์ — ความสมถะ, มานสมฺ — ของจิต, อุจฺยเต — กล่าวว่าเป็น
คำแปล
มีความพึงพอใจ  เรียบง่าย  จริงจัง  ควบคุมตนเองได้  และมีความบริสุทธิ์ในชีวิตความเป็นอยู่  เป็นความสมถะของจิตใจ
คำอธิบาย
การทำให้จิตใจมีความสมถะ  คือ  ไม่ให้จิตใจไปยึดติดกับการสนองประสาทสัมผัส  จิตใจควรได้รับการฝึกฝนจนสามารถคิดถึงการทำดีต่อผู้อื่นอยู่เสมอ  วิธีการฝึกฝนจิตใจที่ดีที่สุดคือ  มีความจริงจังในความคิด  ไม่ควรเบี่ยงเบนจาก  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกและต้องหลีกเลี่ยงการสนองประสาทสัมผัสอยู่เสมอ  การทำให้ธรรมชาติของตนเองบริสุทธิ์คือมี  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ความพึงพอใจของจิตบรรลุได้ด้วยเพียงแต่นำจิตใจออกห่างจากความคิดเพื่อรื่นรมย์ทางประสาทสัมผัส  หากเราคิดถึงแต่ความรื่นรมย์ทางประสาทสัมผัสมากเท่าไร  จิตใจก็จะไม่มีความพึงพอใจมากเท่านั้น  ในยุคปัจจุบัน  เราใช้จิตใจไปในหลาย  ๆ  ทางเพื่อสนองประสาทสัมผัสโดยไม่จำเป็น  จึงเป็นไปไม่ได้ที่จิตใจจะมีความพึงพอใจ  วิธีที่ดีที่สุดคือหันเหจิตใจมาที่คัมภีร์พระ  เวท  ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าพึงพอใจ  ใน  ปุราณ  และ  มหาภารต  เราจะได้รับประโยชน์จากความรู้นี้และกลายมาเป็นผู้บริสุทธิ์  จิตใจควรหลีกเลี่ยงการตีสองหน้า  และควรคิดถึงประโยชน์สุขของสรรพสัตว์  ความนิ่งเงียบหมายความว่าเราคิดถึงความรู้แจ้งแห่งตนเสมอ  บุคคลใน  กฺฤษฺณจิตสำนึกถือปฏิบัติความนิ่งเงียบอย่างสมบูรณ์ด้วยเหตุผลนี้  การควบคุมจิตใจหมายถึงไม่ให้จิตใจยึดติดอยู่กับความรื่นเริงทางประสาทสัมผัส  เราควรเป็นคนตรงไปตรงมาในการสัมพันธ์กับผู้อื่น  และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่บริสุทธิ์  คุณสมบัติทั้งหลายเหล่านี้รวมกันเป็นองค์ประกอบแห่งความสมถะทางจิตใจ
श्रद्धया परया तप्तं तपस्तत्त्रिविधं नरैः ।
अफलाकाङ्क्षिभिर्युक्तैः सात्त्विकं परिचक्षते ॥ १७.१७ ॥
โศลก 17
śraddhayā parayā taptaṁ  tapas tat tri-vidhaṁ naraiḥ
aphalākāṅkṣibhir yuktaiḥ  sāttvikaṁ paricakṣate
ศฺรทฺธยา ปรยา ตปฺตํ  ตปสฺ ตตฺ ตฺริ-วิธํ นไรห์
อผลากางฺกฺษิภิรฺ ยุกฺไตห์  สาตฺตฺวิกํ ปริจกฺษเต
ศฺรทฺธยา — ด้วยความศรัทธา, ปรยา — ทิพย์, ตปฺตมฺ — ปฏิบัติ, ตปห์ — ความสมถะ, ตตฺ — นั้น, ตฺริ-วิธมฺ — ของสามประเภท, นไรห์ — โดยมนุษย์, อผล-อากางฺกฺษิภิห์ — ผู้ไม่ ปรารถนาผลประโยชน์, ยุกฺไตห์ — ปฏิบัติ, สาตฺตฺวิกมฺ — ในระดับความดี, ปริจกฺษเต — เรียกว่า
คำแปล
ความสมถะทั้งสามส่วนนี้  มนุษย์ผู้ไม่หวังผลประโยชน์ทางวัตถุ  ปฏิบัติด้วยความศรัทธาในวิถีทิพย์  และปฏิบัติไปเพื่อองค์ภควานเท่านั้น  เช่นนี้เรียกว่าความสมถะในระดับความดี
सत्कारमानपूजार्थं तपो दम्भेन चैव यत् ।
क्रियते तदिह प्रोक्तं राजसं चलमध्रुवम् ॥ १७.१८ ॥
โศลก 18
satkāra-māna-pūjārthaṁ  tapo dambhena caiva yat
kriyate tad iha proktaṁ  rājasaṁ calam adhruvam
สตฺการ-มาน-ปูชารฺถํ  ตโป ทมฺเภน ไจว ยตฺ
กฺริยเต ตทฺ อิห โปฺรกฺตํ  ราชสํ จลมฺ อธฺรุวมฺ
สตฺ-การ — เคารพ, มาน — เกียรติยศ, ปูชา — และบูชา, อรฺถมฺ — เพื่อ, ตปห์ — ความ สมถะ, ทมฺเภน — ด้วยความยโส, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, ยตฺ — ซึ่ง, กฺริยเต — ปฏิบัติ, ตตฺ — นั้น, อิห — ในโลกนี้, โปฺรกฺตมฺ — กล่าวว่า, ราชสมฺ — ในระดับตัณหา, จลมฺ — ชั่ววูบ เดียว, อธฺรุวมฺ — ไม่ถาวร
คำแปล
การบำเพ็ญเพียรที่ทำด้วยความยโส  ทำไปเพื่อให้ได้รับการเคารพบูชา  และเกียรติยศชื่อเสียง  กล่าวว่าอยู่ในระดับตัณหาจึงไม่ยั่งยืนถาวร
คำอธิบาย
บางครั้งการบำเพ็ญเพียรและความสมถะปฏิบัติไปเพื่อเรียกความสนใจจากผู้อื่นทำให้ตนเองได้รับเกียรติยศ  ความเคารพ  และบูชา  บุคคลในระดับตัณหาจะตระเตรียมเพื่อให้บริวารมากราบไหว้บูชา  ถวายทรัพย์สินเงินทองพร้อมทั้งล้างเท้าให้  ผู้บำเพ็ญเพียรที่เตรียมการอันผิดธรรมชาติเช่นนี้  พิจารณาว่าอยู่ในระดับตัณหา  ผลที่ได้รับจะไม่ถาวร  อาจทำต่อเนื่องได้ช่วงเวลาหนึ่ง  แต่จะไม่ยั่งยืน
मूढग्राहेणात्मनो यत्पीडया क्रियते तपः ।
परस्योत्सादनार्थं वा तत्तामसमुदाहृतम् ॥ १७.१९ ॥
โศลก 19
mūḍha-grāheṇātmano yat  pīḍayā kriyate tapaḥ
parasyotsādanārthaṁ vā  tat tāmasam udāhṛtam
มูฒ-คฺราเหณาตฺมโน ยตฺ  ปีฑยา กฺริยเต ตปห์
ปรโสฺยตฺสาทนารฺถํ วา  ตตฺ ตามสมฺ อุทาหฺฤตมฺ
มูฒ — โง่, คฺราเหณ — ด้วยความพยายาม, อาตฺมนห์ — ของตัวเขา, ยตฺ — ซึ่ง, ปีฑยา — ด้วยการทรมาน, กฺริยเต — ปฏิบัติ, ตปห์ — การบำเพ็ญเพียร, ปรสฺย — ผู้อื่น, อุตฺสาทน-อรฺถมฺ — เพื่อสร้างความหายนะ, วา — หรือ, ตตฺ — นั้น, ตามสมฺ — ในระดับความมืด, อุทาหฺฤตมฺ — กล่าวว่าเป็น
คำแปล
การบำเพ็ญเพียรทำไปด้วยความโง่  ด้วยการทรมานตนเอง  มุ่งเพื่อทำลาย  หรือทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ  กล่าวว่าอยู่ในระดับอวิชชา
คำอธิบาย
มีตัวอย่างของการบำเพ็ญเพียรอย่างโง่เขลาที่เหล่ามารปฏิบัติ  เช่น  หิรณฺยกศิปุ  ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัดเพื่อให้กลายมาเป็นผู้อยู่ยงคงกระพัน  และสามารถสังหารเทวดา  เขาสวดภาวนาต่อพระ  พฺรหฺมา  เพื่อสิ่งเหล่านี้  แต่ในที่สุดตนเองได้ถูกองค์  ภควานฺ  สังหาร  การบำเพ็ญเพียรเพื่อบางสิ่งที่เป็นไปไม่ได้  แน่นอนว่าอยู่ในระดับอวิชชา
दातव्यमिति यद्दानं दीयतेऽनुपकारिणे ।
देशे काले च पात्रे च तद्दानं सात्त्विकं स्मृतम् ॥ १७.२० ॥
โศลก 20
dātavyam iti yad dānaṁ  dīyate ’nupakāriṇe
deśe kāle ca pātre ca  tad dānaṁ sāttvikaṁ smṛtam
ทาตวฺยมฺ อิติ ยทฺ ทานํ  ทียเต ’นุปการิเณ
เทเศ กาเล จ ปาเตฺร จ  ตทฺ ทานํ สาตฺตฺวิกํ สฺมฺฤตมฺ
ทาตวฺยมฺ — มีคุณค่าในการให้, อิติ — ดังนั้น, ยตฺ — ซึ่ง, ทานมฺ — การให้ทาน, ทียเต — ให้, อนุปการิเณ — ไม่คำนึงถึงสิ่งตอบแทน, เทเศ — ในสถานที่เหมาะสม, กาเล — เวลาที่เหมาะ สม, — เช่นกัน, ปาเตฺร — แก่บุคคลผู้เหมาะสม, — และ, ตตฺ — นั้น, ทานมฺ — การให้ทาน, สาตฺตฺวิกมฺ — ในระดับความดี, สฺมฺฤตมฺ — พิจารณา
คำแปล
การให้ทานที่ทำไปตามหน้าที่  โดยไม่หวังผลตอบแทน  ถูกกาลเทสะ  และให้แก่บุคคลผู้ควรค่า  พิจารณาว่าอยู่ในระดับความดี
คำอธิบาย
ในวรรณกรรมพระ  เวท  แนะนำให้บริจาคทานแก่บุคคลที่ปฏิบัติกิจกรรมทิพย์  ไม่แนะนำให้บริจาคทานโดยขาดวิจารณญาณ  ความสมบูรณ์ในวิถีทิพย์ต้องใช้วิจารณญาณเสมอ  ดังนั้น  ได้แนะนำให้บริจาคทาน  ณ  สถานที่เคารพทางศาสนา  และในช่วงจันทรคราส  สุริยคราส  ตอนปลายเดือน  ให้แก่  พฺราหฺมณ  หรือ  ไวษฺณว  (สาวก)ผู้ทรงคุณวุฒิ  หรือในวัด  การให้ทานเช่นนี้ควรให้โดยไม่หวังผลตอบแทน  การให้ทานแก่คนจนบางครั้งให้ไปด้วยความเมตตา  แต่หากคนจนไม่ควรค่าให้ทานไปก็ไม่ทำให้เจริญก้าวหน้าในวิถีทิพย์  อีกนัยหนึ่ง  การให้ทานโดยขาดวิจารณญาณไม่แนะนำไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  
यत्तु प्रत्युपकारार्थं फलमुद्दिश्य वा पुनः ।
दीयते च परिक्लिष्टं तद्दानं राजसं स्मृतम् ॥ १७.२१ ॥
โศลก 21
yat tu pratyupakārārthaṁ  phalam uddiśya vā punaḥ
dīyate ca parikliṣṭaṁ  tad dānaṁ rājasaṁ smṛtam
ยตฺ ตุ ปฺรตฺยุปการารฺถํ  ผลมฺ อุทฺทิศฺย วา ปุนห์
ทียเต จ ปริกฺลิษฺฏํ  ตทฺ ทานํ ราชสํ สฺมฺฤตมฺ
ยตฺ — ซึ่ง, ตุ — แต่, ปฺรติ-อุปการ-อรฺถมฺ — เพื่อได้รับสิ่งตอบแทน, ผลมฺ — ผล, อุทฺทิศฺย — ปรารถนา, วา — หรือ, ปุนห์ — อีกครั้งหนึ่ง, ทียเต — ให้, — เช่นกัน, ปริกฺลิษฺฏมฺ — ไม่เต็มใจ, ตตฺ — นั้น, ทานมฺ — การให้ทาน, ราชสมฺ — ในระดับตัณหา, สฺมฺฤตมฺ — เข้าใจว่าเป็น
คำแปล
แต่การให้ทานที่ให้ไปเพื่อหวังผลตอบแทนบางอย่าง  หรือปรารถนาผลประโยชน์ทางวัตถุ  หรือให้ด้วยอารมณ์ที่ไม่เต็มใจ  กล่าวว่าเป็นการให้ทานในระดับตัณหา
คำอธิบาย
การให้ทานบางครั้งทำไปเพื่อพัฒนาไปสู่อาณาจักรสวรรค์  บางครั้งมีปัญหามากมายและรู้สึกเสียใจภายหลังว่า  “ทำไมฉันต้องจ่ายเงินมากมายเพียงนี้?”  การให้ทานบางครั้งให้ไปภายใต้พันธกรณีที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้อาวุโสขอร้อง  การให้ทานเช่นนี้กล่าวว่าอยู่ในระดับตัณหา
มีมูลนิธิการกุศลมากมายที่ให้ของขวัญแก่สถาบันซึ่งมีการสนองประสาทสัมผัสดำเนินอยู่  การให้ทานเช่นนี้คัมภีร์พระ  เวท  ไม่แนะนำ  คัมภีร์พระ  เวท  แนะนำการให้ทานเฉพาะในระดับความดีเท่านั้น
अदेशकाले यद्दानमपात्रेभ्यश्च दीयते ।
असत्कृतमवज्ञातं तत्तामसमुदाहृतम् ॥ १७.२२ ॥
โศลก 22
adeśa-kāle yad dānam  apātrebhyaś ca dīyate
asat-kṛtam avajñātaṁ  tat tāmasam udāhṛtam
อเทศ-กาเล ยทฺ ทานมฺ  อปาเตฺรภฺยศฺ จ ทียเต
อสตฺ-กฺฤตมฺ อวชฺญาตํ  ตตฺ ตามสมฺ อุทาหฺฤตมฺ
อเทศ — ณ สถานที่ไม่บริสุทธิ์, กาเล — และเวลาที่ไม่บริสุทธิ์, ยตฺ — นั้นซึ่ง, ทานมฺ — การให้ ทาน, อปาเตฺรภฺยห์ — แก่บุคคลไม่ควรค่า, — เช่นกัน, ทียเต — ให้, อสตฺ-กฺฤตมฺ — ไม่มี ความเคารพ, อวชฺญาตมฺ — ไม่เอาใจใส่อย่างเหมาะสม, ตตฺ — นั้น, ตามสมฺ — ในระดับ ความมืด, อุทาหฺฤตมฺ — กล่าวว่าเป็น
คำแปล
และการให้ทานแก่สถานที่ที่ไม่บริสุทธิ์  ในเวลาที่ไม่เหมาะสม  ให้แก่บุคคลที่ไม่ควรค่า  หรือไม่เอาใจใส่  และไม่แสดงความเคารพอย่างเหมาะสม  กล่าวว่าอยู่ในระดับอวิชชา
คำอธิบาย
การบริจาคเพื่อจุดประสงค์ในสิ่งเสพติดและการพนันไม่ส่งเสริม  ณ  ที่นี้  การบริจาคเช่นนั้นอยู่ในระดับอวิชชา  การให้ทานเช่นนี้ไม่เป็นประโยชน์  แต่ไปส่งเสริมคนทำบาป  ในทำนองเดียวกัน  หากให้ทานแก่บุคคลที่เหมาะสม  แต่ไม่มีความเคารพ  และไม่เอาใจใส่  การให้ทานเช่นนั้นก็กล่าวไว้ว่าอยู่ในระดับแห่งความมืด
ॐतत्सदिति निर्देशो ब्रह्मणस्त्रिविधः स्मृतः ।
ब्राह्मणास्तेन वेदाश्च यज्ञाश्च विहिताः पुरा ॥ १७.२३ ॥
โศลก 23
oṁ tat sad iti nirdeśo  brahmaṇas tri-vidhaḥ smṛtaḥ
brāhmaṇās tena vedāś ca  yajñāś ca vihitāḥ purā
โอํ ตตฺ สทฺ อิติ นิรฺเทโศ  พฺรหฺมณสฺ ตฺริ-วิธห์ สฺมฺฤตห์
พฺราหฺมณาสฺ เตน เวทาศฺ จ  ยชฺญาศฺ จ วิหิตาห์ ปุรา
โอํ — แสดงถึงองค์ภควาน, ตตฺ — นั้น, สตฺ — อมตะ, อิติ — ดังนั้น, นิรฺเทศห์ — แสดง, พฺรหฺมณห์ — ขององค์ภควาน, ตฺริ-วิธห์ — สามคำรพ, สฺมฺฤตห์ — พิจารณาว่า, พฺราหฺมณาห์ พฺราหฺมณ,เตน — ด้วยสิ่งนั้น, เวทาห์ — วรรณกรรมพระ เวท, — เช่นกัน, ยชฺญาห์ — การบูชา, — เช่นกัน, วิหิตาห์ — ใช้, ปุรา — ในอดีต
คำแปล
จากจุดเริ่มต้นแห่งการสร้างได้ใช้คำสามคำ  โอํ  ตตฺ  สัท  แสดงถึงสัจธรรมที่สมบูรณ์สูงสุด  สามคำนี้เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนที่  พฺราหฺมณ  ใช้ขณะสวดภาวนาบทมนต์พระ  เวท  และระหว่างพิธีบูชา  เพื่อให้องค์ภควานทรงพอพระทัย
คำอธิบาย
ได้อธิบายว่าการบำเพ็ญเพียร  พิธีบูชา  การให้ทาน  และอาหาร  แบ่งออกเป็นสามระดับคือ  ระดับความดี  ตัณหา  และอวิชชา  ไม่ว่าจะเป็นชั้นหนึ่ง  ชั้นสอง  หรือชั้นสามทั้งหมดอยู่ในสภาวะที่มีมลทินด้วยระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  แต่เมื่อมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่องค์  ภควานฺ  โอํ  ตตฺ  สตฺ  หรือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ผู้ทรงเป็นอมตะ  สิ่งเหล่านี้กลายมาเป็นหนทางเพื่อความเจริญในวิถีทิพย์  ในคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  จุดมุ่งหมายนี้ได้แสดงไว้  โดยเฉพาะ  โอํ  ตตฺ  สตฺ  สามคำนี้  แสดงถึงสัจธรรมหรือองค์  ภควานฺ  เราจะพบคำว่า  โอํ  ในบทมนต์พระ  เวท  เสมอ
ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระคัมภีร์จะไม่บรรลุถึงสัจธรรม  เขาจะได้รับผลชั่วคราวแต่ไม่ใช่จุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต  ข้อสรุปคือ  การให้ทาน  พิธีบูชาและการบำเพ็ญเพียร  ต้องกระทำในระดับความดี  หากทำในระดับตัณหาหรืออวิชชาแน่นอนว่าคุณภาพจะต่ำกว่า  คำสามคำ  โอํ  ตตฺ  สตฺ  เปล่งออกมาร่วมกับพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์  ภควานฺ  ตัวอย่างเช่น  โอํ  ตทฺ  วิษฺโณห์  เมื่อใดที่บทมนต์พระ  เวท  หรือพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ถูกเปล่งออกมาจะรวมคำว่า  โอํ  เข้าไปด้วย  ซึ่งวรรณกรรมพระ  เวท  ได้แสดงไว้  สามคำนี้นำมาจากบทมนต์พระ  เวท  โอํ  อิตฺยฺ  เอตทฺ  พฺรหฺมโณ  เนทิษฺฐํ  นาม  (เวท)  แสดงถึงจุดมุ่งหมายแรก  จากนั้น  ตตฺ  ตฺวมฺ  อสิ  (ฉานฺโทคฺย  อุปนิษทฺ  6.8.7)แสดงถึงจุดมุ่งหมายที่สอง  และ  สทฺ  เอว  เสามฺย  (ฉานฺโทคฺย  อุปนิษทฺ  6.2.1)  แสดงถึงจุดมุ่งหมายที่สาม  เมื่อรวมกันกลายมาเป็น  โอํ  ตตฺ  สตฺ  ในอดีต  เมื่อพระ  พฺรหฺมา  ชีวิตแรกที่ถูกสร้างขึ้นมา  ทรงทำพิธีบูชา  และทรงแสดงถึงบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าด้วยสามคำนี้  ฉะนั้นหลักการเดียวกันนี้  ปรมฺปรา  ปฏิบัติตามเสมอมา  ดังนั้น  บทมนต์นี้มีความสำคัญอันยิ่งใหญ่  ภควัท-คีตา  แนะนำว่างานใดที่กระทำควรทำไปเพื่อ  โอํ  ตตฺ  สตฺ  หรือเพื่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  เมื่อบำเพ็ญเพียร  ให้ทาน  และประกอบพิธีบูชาด้วยสามคำนี้เท่ากับปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นการปฏิบัติเชิงวิทยาศาสตร์ในกิจกรรมทิพย์  ซึ่งสามารถนำเราให้กลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์  ภควานฺ  การปฏิบัติในวิถีทิพย์เช่นนี้จะไม่มีการสูญเสียพลังงานไป
तस्माद ॐ द्दत्युदाहृत्य यज्ञदानतपःक्रियाः ।
प्रवर्तन्ते विधानोक्ताः सततं ब्रह्मवादिनाम् ॥ १७.२४ ॥
โศลก 24
tasmād oṁ ity udāhṛtya  yajña-dāna-tapaḥ-kriyāḥ
pravartante vidhānoktāḥ  satataṁ brahma-vādinām
ตสฺมาทฺ โอํ อิตฺยฺ อุทาหฺฤตฺย  ยชฺญ-ทาน-ตปห์-กฺริยาห์
ปฺรวรฺตนฺเต วิธาโนกฺตาห์  สตตํ พฺรหฺม-วาทินามฺ
ตสฺมาตฺ — ดังนั้น, โอํ — เริ่มต้นด้วย โอํ, อิติ — ดังนั้น, อุทาหฺฤตฺย — แสดง, ยชฺญ — ของ การบูชา, ทาน — การให้ทาน, ตปห์ — การบำเพ็ญเพียร, กฺริยาห์ — ปฏิบัติ, ปฺรวรฺตนฺเต — เริ่มต้น, วิธาน-อุกฺตาห์ — ตามกฎเกณฑ์พระคัมภีร์, สตตมฺ — เสมอ, พฺรหฺม-วาทินามฺ — นักทิพย์นิยม
คำแปล
ดังนั้นนักทิพย์นิยมปฏิบัติพิธีบู่ชา  ให้ทาน  และบำเพ็ญเพียรตามกฎเกณฑ์ของพระคัมภีร์ซึ่งเริ่มต้นด้วยคำว่า  “  โอํ  ”  เสมอ  เพื่อบรรลุถึงองค์ภควาน
คำอธิบาย
โอํ  ตทฺ  วิษฺโณห์  ปรมํ  ปทมฺ  (ฤคฺ  เวท  1.22.20)  พระบาทรูปดอกบัวขององค์  วิษฺณุ  ทรงเป็นระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละที่สูงสุด  ผู้ที่ปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าแน่นอนว่ากิจกรรมของเขาทั้งหมดสมบูรณ์
तदित्यनभिसन्धाय फलं यज्ञतपःक्रियाः ।
दानक्रियाश्च विविधाः क्रियन्ते मोक्षकाङ्क्षिभिः ॥ १७.२५ ॥
โศลก 25
tad ity anabhisandhāya  phalaṁ yajña-tapaḥ-kriyāḥ
dāna-kriyāś ca vividhāḥ  kriyante mokṣa-kāṅkṣibhiḥ
ตทฺ อิตฺยฺ อนภิสนฺธาย  ผลํ ยชฺญ-ตปห์-กฺริยาห์
ทาน-กฺริยาศฺ จ วิวิธาห์  กฺริยนฺเต โมกฺษ-กางฺกฺษิภิห์
ตตฺ — นั้น, อิติ — ดังนั้น, อนภิสนฺธาย — ไม่ปรารถนา, ผลมฺ — ผลทางวัตถุ, ยชฺญ — แห่ง การบูชา, ตปห์ — และการบำเพ็ญเพียร, กฺริยาห์ — กิจกรรม, ทาน — ของการให้ทาน, กฺริยาห์ — กิจกรรม, — เช่นกัน, วิวิธาห์ — ต่าง ๆ, กฺริยนฺเต — ปฏิบัติไป, โมกฺษ-กางฺกฺษิภิห์ — โดยพวกที่ปรารถนาความหลุดพ้นอย่างแท้จริง
คำแปล
โดยไม่ปรารถนาผลประโยชน์ทางวัตถุ  เขาควรปฏิบัติพิธีบูชา  บำเพ็ญเพียร  และให้ทานต่าง  ๆ  ด้วยคำว่า  ‘  ตตฺ  ’  จุดมุ่งหมายของกิจกรรมทิพย์เหล่านี้ก็เพื่อให้เป็นอิสระจากพันธนาการทางวัตถุ
คำอธิบาย
เพื่อพัฒนาไปสู่สถานภาพทิพย์  เราไม่ควรปฏิบัติเพื่อผลกำไรทางวัตถุใด  ๆแต่ควรทำไปเพื่อผลประโยชน์สูงสุดในการย้ายไปยังอาณาจักรทิพย์  คืนสู่เหย้าคืนสู่องค์  ภควานฺ  
सद्भावे साधुभावे च सदित्येतत्प्रयुज्यते ।
प्रशस्ते कर्मणि तथा सच्छब्दः पार्थ युज्यते ॥ १७.२६ ॥
यज्ञे तपसि दाने च स्थितिः सदिति चोच्यते ।
कर्म चैव तदर्थीयं सदित्येवाभिधीयते ॥ १७.२७ ॥
โศลก 26-27
sad-bhāve sādhu-bhāve ca  sad ity etat prayujyate
praśaste karmaṇi tathā  sac-chabdaḥ pārtha yujyate
สทฺ-ภาเว สาธุ-ภาเว จ  สทฺ อิตฺยฺ เอตตฺ ปฺรยุชฺยเต
ปฺรศเสฺต กรฺมณิ ตถา  สจฺ-ฉพฺทห์ ปารฺถ ยุชฺยเต
yajñe tapasi dāne ca  sthitiḥ sad iti cocyate
karma caiva tad-arthīyaṁ  sad ity evābhidhīyate
ยชฺเญ ตปสิ ทาเน จ  สฺถิติห์ สทฺ อิติ โจจฺยเต
กรฺม ไจว ตทฺ-อรฺถียํ  สทฺ อิตฺยฺ เอวาภิธียเต
สตฺ-ภาเว — ในความรู้สึกแห่งธรรมชาติขององค์ภควาน, สาธุ-ภาเว — ในความรู้สึกแห่ง ธรรมชาติของสาวก, — เช่นกัน, สตฺ — คำว่าสตฺ, อิติ — ดังนั้น, เอตตฺ — นี้, ปฺรยุชฺยเต — ใช้- ใช้, ปฺรศเสฺต — ในความจริงใจ, กรฺมณิ — กิจกรรม, ตถา — เช่นกัน, สตฺ-ศพฺทห์ — เสียง สตฺ, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, ยุชฺยเต — ใช้, ยชฺเญ — ในการบูชา, ตปสิ — ใน การบำเพ็ญเพียร, ทาเน — ในการให้ทาน, — เช่นกัน, สฺถิติห์ — สถานการณ์, สตฺ — องค์ ภควาน, อิติ — ดังนั้น, — และ, อุจฺยเต — ออกเสียง, กรฺม — งาน, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, ตตฺ — เพื่อสิ่งนั้น, อรฺถียมฺ — หมายความว่า, สตฺ — องค์ภควาน, อิติ — ดังนั้น, เอว — แน่นอน- แน่นอน, อภิธียเต — แสด
คำแปล
สัจธรรมที่สมบูรณ์คือจุดมุ่งหมายของพิธีบูชาด้วยการอุทิศตนเสียสละ  และแสดงด้วยคำว่า  สัท  ผู้ปฏิบัติพิธีบูชาเช่นนี้เรียกว่า  สัท  เช่นกัน  เหมือนกับงานทั้งหมดในพิธีบูชา  การบำเพ็ญเพียร  และการให้ทาน  ซึ่งเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์โดยแท้จริง  ปฏิบัติไปเพื่อให้องค์ภควานทรงพอพระทัย  โอ้  โอรสพระนาง  ปฺฤถา  
คำอธิบาย
คำว่า  ปฺรศเสฺต  กรฺมณิ  หรือ  “หน้าที่ที่กำหนดไว้”  แสดงว่ามีกิจกรรมหลายอย่างที่อธิบายไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  ซึ่งเป็นวิธีการเพื่อความบริสุทธิ์  เริ่มจากจุดปฏิสนธิจนถึงจุดจบของชีวิต  วิธีการเพื่อความบริสุทธิ์เหล่านี้ได้แนะนำให้กล่าวคำว่า  โอํ  ตตฺ  สตฺ  คำว่า  สทฺ-ภาเว  และ  สาธุ-ภาเว  แสดงถึงสถานภาพทิพย์  การปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเรียกว่า  สตฺตฺว  ผู้ที่รู้สำนึกอย่างสมบูรณ์ในกิจกรรมแห่ง  กฺฤษฺณจิตสำนึกเรียกว่า  สาธุ  ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  (3.25.25)  กล่าวไว้ว่า  เรื่องราวทิพย์จะกระจ่างขึ้นในการมาคบหาสมาคมกับสาวก  คำที่ใช้คือ  สตำ  ปฺรสงฺคาตฺ  ปราศจากการคบหากัลยาณมิตร  เราไม่สามารถบรรลุถึงความรู้ทิพย์ได้  เมื่อบุคคลได้รับการอุปสมบทหรือได้รับสายมงคลจะเปล่งคำว่า  โอํ  ตตฺ  สตฺ  ในทำนองเดียวกันการปฏิบัติ  ยชฺญ  ทั้งหมด  จุดมุ่งหมายคือองค์  ภควานฺ  โอํ  ตตฺ  สตฺ  คำว่า  ตทฺ-อรฺถียมฺ  ยังหมายถึงถวายการรับใช้ต่อทุกสิ่งซึ่งเป็นผู้แทนขององค์  ภควานฺ  รวมทั้งการบ  ฤคฺ  ารรับใช้  เช่น  การปรุงอาหาร  ช่วยงานในวัดของพระองค์  หรืองานใด  ๆ  ที่เผยแพร่พระบารมีของพระองค์  ดังนั้น  คำสูงสุด  โอํ  ตตฺ  สตฺ  ใช้ในหลาย  ๆ  ทางเพื่อให้กิจกรรมทั้งหลายสมบูรณ์  และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างบริบูรณ์
अश्रद्धया हुतं दत्तं तपस्तप्तं कृतं च यत् ।
असदित्युच्यते पार्थ न च तत्प्रेत्य नो इह ॥ १७.२८ ॥
โศลก 28
aśraddhayā hutaṁ dattaṁ  tapas taptaṁ kṛtaṁ ca yat
asad ity ucyate pārtha  na ca tat pretya no iha
อศฺรทฺธยา หุตํ ทตฺตํ  ตปสฺ ตปฺตํ กฺฤตํ จ ยตฺ
อสทฺ อิตฺยฺ อุจฺยเต ปารฺถ  น จ ตตฺ เปฺรตฺย โน อิห
อศฺรทฺธยา — ไม่มีศรัทธา, หุตมฺ — ถวายในการบูชา, ทตฺตมฺ — ให้, ตปห์ — การบำเพ็ญ เพียร, ตปฺตมฺ — จัดการ, กฺฤตมฺ — ปฏิบัติ, — เช่นกัน, ยตฺ — ซึ่ง, อสตฺ — ผิด, อิติ — ดังนั้น, อุจฺยเต — กล่าวว่าเป็น, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, — ไม่เคย, — เช่นกัน, ตตฺ — นั้น, เปฺรตฺย — หลังจากตายไป, น อุ, อิห — ในชาตินี้
คำแปล
สิ่งใดที่กระทำไปเพื่อบูชา  ให้ทาน  หรือบำเพ็ญเพียร  โดยปราศจากความศรัทธาในองค์ภควาน  โอ้  โอรสพระนาง  ปฺฤถา  จะไม่ถาวร  เรียกว่า  ‘  อสตฺ  ’  และไม่มีประโยชน์ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
คำอธิบาย
สิ่งใดที่กระทำไปโดยไม่มีจุดมุ่งหมายทิพย์ไม่ว่าจะเป็นการบูชา  การให้ทานหรือการบำเพ็ญเพียร  จะไร้ประโยชน์  ดังนั้น  โศลกนี้กล่าวว่ากิจกรรมเหล่านี้น่ารังเกียจทุกสิ่งทุกอย่างควรทำเพื่อองค์  ภควานฺ  ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ปราศจากความศรัทธาเช่นนี้และปราศจากคำแนะนำที่ถูกต้องจะไม่ได้รับผลประโยชน์อันใด  คัมภีร์พระ  เวท  ทั้งหมดแนะนำความศรัทธาแห่งองค์  ภควานฺ  ในการค้นหาคำสั่งสอนของพระ  เวท  ทั้งหมด  จุดมุ่งหมายสูงสุดคือการเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ไม่มีผู้ใดสามารถประสบความสำเร็จได้โดยไม่ปฏิบัติตามหลักการนี้  ฉะนั้น  วิธีที่ดีที่สุดคือ  ทำงานจากจุดเริ่มต้นใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกภายใต้การนำของพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  นั่นคือวิธีการที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างประสบความสำเร็จ
ในพันธสภาวะ  ผู้คนหลงติดอยู่กับการบูชาเทวดา  บูชาภูตผีหรือ  ยกฺษ  เช่น  กุเวร  ระดับความดีดีกว่าระดับตัณหาและอวิชชา  แต่ผู้ปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยตรงเป็นทิพย์  เหนือสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุทั้งหมด  ถึงแม้ว่าจะมีวิธีการค่อย  ๆ  พัฒนาการคบหาสมาคมกับสาวกผู้บริสุทธิ์และปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยตรงเป็นวิธีที่ดีที่สุดซึ่งแนะนำไว้ในบทนี้  เพื่อให้ประสบความสำเร็จเช่นนี้  ก่อนอื่นเราต้องแสวงหาพระอาจารย์ทิพย์ที่ดีและได้รับการฝึกฝนภายใต้การแนะนำของท่าน  เราจึงจะสามารถบรรลุถึงความศรัทธาในองค์  ภควานฺ  เมื่อความศรัทธานั้นแกร่งกล้าขึ้นตามกาลเวลา  จนมาถึงจุดที่เรียกว่าความรักแห่งองค์  ภควานฺ  ความรักนี้คือจุดมุ่งหมายสูงสุดของสิ่งมีชีวิต  ดังนั้น  เราควรปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกโดยตรง  นั่นคือสาส์นของบทที่สิบเจ็ดนี้
ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย ภกฺติเวทนฺต บทที่สิบเจ็ดของหนังสือ ศฺรีมทฺ ภควัท-คีตา ในหัวข้อเรื่องระดับแห่งความศรัทธา

ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

บทที่ สิบแปด

บทที่ 18

บทสรุปความสมบูรณ์
แห่งการเสียสละ

chapterImage

บทสรุปความสมบูรณ์
แห่งการเสียสละ

अर्जुन उवाच ।
संन्यासस्य महाबाहो तत्त्वमिच्छामि वेदितुम्
त्यागस्य च हृषीकेश पृथक्केशिनिषूदन ॥ १८.१ ॥
โศลก 1
arjuna uvāca
sannyāsasya mahā-bāho  tattvam icchāmi veditum
tyāgasya ca hṛṣīkeśa  pṛthak keśi-niṣūdana
อรฺชุน อุวาจ
สนฺนฺยาสสฺย มหา-พาโห  ตตฺตฺวมฺ อิจฺฉามิ เวทิตุมฺ
ตฺยาคสฺย จ หฺฤษีเกศ  ปฺฤถกฺ เกศิ-นิษูทน
อรฺชุนห์ อุวาจอรฺชุน ตรัส, สนฺนฺยาสสฺย — ของการเสียสละ, มหา-พาโห — โอ้ นักรบผู้ยอดเยี่ยม, ตตฺตฺวมฺ — ความจริง, อิจฺฉามิ — ข้าปรารถนา, เวทิตุมฺ — เข้าใจ, ตฺยาคสฺย — การเสีย สละ, — เช่นกัน, หฺฤษีเกศ — โอ้ เจ้าแห่งประสาทสัมผัส, ปฺฤถกฺ — แตกต่าง, เกศิ-นิษูทน — โอ้ ผู้สังหารมาร เกศี
คำแปล
  อรฺชุน  ตรัสว่า  โอ้  ยอดนักรบ  ข้าปรารถนาที่จะเข้าใจจุดมุ่งหมายแห่งการเสียสละ  (ตฺยาค)  และชีวิตสละโลก  (สนฺนฺยาส)  โอ้  ผู้สังหารมาร  เกศี  โอ้  เจ้าแห่งประสาทสัมผัส
คำอธิบาย
อันที่จริง  ภควัท-คีตา  จบลงในบทที่สิบเจ็ด  บทที่สิบแปดเป็นบทสรุปเสริมประเด็นต่าง  ๆ  ที่ได้กล่าวมาแล้ว  ทุกบทของ  ภควัท-คีตา  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงเน้นการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อบุคลิกภาพสูงสุดว่าเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต  ประเด็นเดียวกันนี้ได้สรุปไว้ในบทที่สิบแปดว่าเป็นวิถีทางแห่งความรู้ที่ลับที่สุด  หกบทแรกเน้นถึงการอุทิศตนเสียสละรับใช้  โยคินามฺ  อปิ  สเรฺวษามฺ…  “ในบรรดา  โยค  หรือนักทิพย์นิยมทั้งหลาย  ผู้ที่ระลึกถึงข้าอยู่ภายในใจเสมอ  ดีที่สุด”  หกบทต่อมาได้กล่าวถึงการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์พร้อมทั้งธรรมชาติและกิจกรรม  และหกบทสุดท้ายอธิบายถึงความรู้  การเสียสละ  กิจกรรมของธรรมชาติวัตถุและธรรมชาติทิพย์  และการอุทิศตนเสียสละรับใช้  สรุปได้ว่า  การปฏิบัติทั้งหมดควรทำไปในความสัมพันธ์กับองค์  ภควานฺ  ที่มีคำว่า  โอํ  ตตฺ  สตฺ  เป็นผู้แทน  ซึ่งแสดงถึงพระ  วิษฺณุ  บุคลิกภาพสูงสุด  ส่วนที่สามของ  ภควัท-คีตา  ได้แสดงว่า  การอุทิศตนเสียสละรับใช้คือจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต  มิใช่สิ่งอื่นใด  ได้สถาปนาเช่นนี้โดยอ้างถึง  อาจารฺย  ในอดีต  และ  พฺรหฺม-สูตฺร,  เวทานฺต-สูตฺร  พวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์บางกลุ่มพิจารณาว่าพวกตนมีความรู้ใน  เวทานฺต-สูตฺร  แต่เพียงผู้เดียว  อันที่จริง  เวทานฺต-สูตฺร  หมายไว้เพื่อให้เข้าใจการอุทิศตนเสียสละรับใช้เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นผู้รวบรวมและทรงเป็นผู้รู้  เวทานฺต-สูตฺร  ซึ่งได้อธิบายไว้ในบทที่สิบห้า  ในทุกคัมภีร์และในพระ  เวท  ทุกเล่ม  การอุทิศตนเสียสละรับใช้คือวัตถุประสงค์  ประเด็นนี้ได้อธิบายไว้ใน  ภควัท-คีตา  
ดังที่บทที่สองได้ประมวลเรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมา  บทที่สิบแปดก็เช่นกันได้สรุปถึงคำสั่งสอนทั้งหมดที่ให้ไว้  แสดงให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายของชีวิตคือการเสียสละและบรรลุถึงสถานภาพทิพย์เหนือสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  อรฺชุน  ทรงปรารถนาที่จะทำให้ทั้งสองประเด็นของ  ภควัท-คีตา  คือการเสียสละ  (ตฺยาค)  และชีวิตสละโลก  (สนฺนฺยาส)  กระจ่างขึ้น  ดังนั้น  ท่านจึงถามถึงความหมายของสองคำนี้
สองคำที่ใช้ในโศลกนี้แสดงถึงองค์  ภควานฺ  คือคำ  หฺฤษีเกศ  และ  เกศิ-นิษูทน  มีความสำคัญ  หฺฤษีเกศ  คือ  กฺฤษฺณ  เจ้าแห่งประสาทสัมผัสทั้งหมด  ผู้ที่สามารถช่วยเราให้มีความสงบภายในใจเสมอ  อรฺชุน  ทรงขอร้องให้พระองค์ทรงสรุปทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำให้เกิดความมั่นใจ  เนื่องจาก  อรฺชุน  ทรงมีข้อสงสัยบางประการและข้อสงสัยเปรียบเสมือนมาร  ดังนั้น  ท่านจึงเรียก  กฺฤษฺณ  ว่า  เกศิ-นิษูทน,  เกศิ  เป็นมารที่น่ารังเกียจที่สุดซึ่งพระองค์ทรงสังหาร  บัดนี้  อรฺชุน  ทรงคาดหวังให้  กฺฤษฺณ  สังหารมารแห่งความสงสัย
श्रीभगवानुवाच ।
काम्यानां कर्मणां न्यासं संन्यासं कवयो विदुः
सर्वकर्मफलत्यागं प्राहुस्त्यागं विचक्षणाः ॥ १८.२ ॥
โศลก 2
śrī-bhagavān uvāca
kāmyānāṁ karmaṇāṁ nyāsaṁ  sannyāsaṁ kavayo viduḥ
sarva-karma-phala-tyāgaṁ  prāhus tyāgaṁ vicakṣaṇāḥ
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ
กามฺยานำ กรฺมณำ นฺยาสํ  สนฺนฺยาสํ กวโย วิทุห์
สรฺว-กรฺม-ผล-ตฺยาคํ  ปฺราหุสฺ ตฺยาคํ วิจกฺษณาห์
ศฺรี-ภควานฺ อุวาจ — บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัส, กามฺยานามฺ — ด้วยความ ปรารถนา, กรฺมณามฺ — ของกิจกรรม, นฺยาสมฺ — การเสียสละ, สนฺนฺยาสมฺ — ชีวิตสละโลก, กวยห์ — ผู้รู้, วิทุห์ — รู้, สรฺว — ทั้งหมด, กรฺม — กิจกรรม, ผล — ผล, ตฺยาคมฺ — การ เสียสละ, ปฺราหุห์ — เรียก, ตฺยาคมฺ — การเสียสละ, วิจกฺษณาห์ — ประสบการณ์
คำแปล
บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าตรัสว่า  การยกเลิกกิจกรรมที่มีพื้นฐานอยู่ที่ความต้องการทางวัตถุ  นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่เรียกว่าชีวิตสละโลก  (สนฺนฺยาส)  และการยกเลิกผลของกิจกรรมทั้งหลายผู้มีปัญญาเรียกว่าการเสียสละ  (ตฺยาค)
คำอธิบาย
การปฏิบัติกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ต้องยกเลิก  นี่คือคำสั่งสอนของ  ภควัท-คีตา  แต่กิจกรรมที่นำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าแห่งความรู้ทิพย์ไม่ควรยกเลิก  สิ่งเหล่านี้จะทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในโศลกต่อ  ๆ  ไป  ในวรรณกรรมพระ  เวท  มีวิธีกรรมมากมายในการปฏิบัติพิธีบูชาเพื่อจุดมุ่งหมายบางประการ  มีพิธีบูชาบางอย่างทำไปเพื่อให้ได้บุตรที่ดี  หรือเพื่อพัฒนาให้ไปยังดาวเคราะห์ที่สูงกว่า  แต่พิธีบูชาที่ถูกกระตุ้นด้วยความปรารถนาควรหยุด  อย่างไรก็ดี  พิธีบูชาเพื่อความบริสุทธิ์แห่งจิตใจของตนเองหรือเพื่อความเจริญก้าวหน้าในศาสตร์ทิพย์ไม่ควรยกเลิก
त्याज्यं दोषवदित्येके कर्म प्राहुर्मनीषिणः ।
यज्ञदानतपःकर्म न त्याज्यमिति चापरे ॥ १८.३ ॥
โศลก 3
tyājyaṁ doṣa-vad ity eke  karma prāhur manīṣiṇaḥ
yajña-dāna-tapaḥ-karma  na tyājyam iti cāpare
ตฺยาชฺยํ โทษ-วทฺ อิตฺยฺ เอเก  กรฺม ปฺราหุรฺ มนีษิณห์
ยชฺญ-ทาน-ตปห์-กรฺม  น ตฺยาชฺยมฺ อิติ จาปเร
ตฺยาชฺยมฺ — ต้องยกเลิก, โทษ-วตฺ — ว่าเป็นสิ่งชั่วร้าย, อิติ — ดังนั้น, เอเก — กลุ่มหนึ่ง, กรฺม — งาน, ปฺราหุห์ — พวกเขากล่าวว่า, มนีษิณห์ — นักคิดผู้ยิ่งใหญ่, ยชฺญ — ของการ บูชา, ทาน — การให้ทาน, ตปห์ — และการบำเพ็ญเพียร, กรฺม — งาน, — ไม่เคย, ตฺยาชฺยมฺ — ยกเลิก, อิติ — ดังนั้น, — และ, อปเร — ผู้อื่น
คำแปล
ผู้รู้บางท่านประกาศว่ากิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุทั้งหมดควรยกเลิกเพราะเป็นสิ่งที่ผิด  แต่นักปราชญ์อื่น  ๆ  กล่าวว่า  การปฏิบัติพิธีบูชา  การให้ทาน  และการบำเพ็ญเพียรไม่ควรยกเลิก
คำอธิบาย
มีกิจกรรมมากมายในวรรณกรรมพระ  เวท  ซึ่งเป็นเรื่องราวต้องถกเถียงกันตัวอย่างเช่น  ได้กล่าวไว้ว่าสัตว์ถูกฆ่าได้ในพิธีบูชา  แต่บางคนยืนยันว่าการฆ่าสัตว์เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจที่สุด  ถึงแม้ว่าการฆ่าสัตว์ในพิธีบูชาได้แนะนำไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  แต่ไม่พิจารณาว่าสัตว์ถูกฆ่าเพราะพิธีบูชาจะให้ชีวิตใหม่แก่สัตว์  บางครั้งสัตว์ได้รับชีวิตในร่างสัตว์ตัวใหม่หลังจากถูกฆ่าในพิธีบูชา  และบางครั้งได้รับการส่งเสริมให้ไปมีร่างชีวิตมนุษย์ทันที  แต่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในหมู่นักปราชญ์  บ้างกล่าวว่าการฆ่าสัตว์ควรหลีกเลี่ยงเสมอ  และบ้างก็กล่าวว่าเป็นสิ่งดีหากทำไปเพื่อพิธีบูชา  ความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับกิจกรรมพิธีบูชาทั้งหมดนี้  บัดนี้  องค์  ภควานฺ  เองจะทรงทำให้กระจ่างขึ้น
निश्चयं शृणु मे तत्र त्यागे भरतसत्तम ।
त्यागो हि पुरुषव्याघ्र त्रिविधः संप्रकीर्तितः ॥ १८.४ ॥
โศลก 4
niścayaṁ śṛṇu me tatra  tyāge bharata-sattama
tyāgo hi puruṣa-vyāghra  tri-vidhaḥ samprakīrtitaḥ
นิศฺจยํ ศฺฤณุ เม ตตฺร  ตฺยาเค ภรต-สตฺตม
ตฺยาโค หิ ปุรุษ-วฺยาฆฺร  ตฺริ-วิธห์ สมฺปฺรกีรฺติตห์
นิศฺจยมฺ — แน่นอน, ศฺฤณุ — สดับฟัง, เม — จากข้า, ตตฺร — ณ ที่นี้, ตฺยาเค — ในเรื่องของการ เสียสละ, ภรต-สตฺ-ตม — โอ้ ผู้ยอดเยี่ยมแห่งราชวงศ์ ภารต, ตฺยาคห์ — การเสีย สละ, หิ — แน่นอน, ปุรุษ-วฺยาฆฺร — โอ้ เสือในหมู่มนุษย์, ตฺริ-วิธห์ — ของสามประเภท, สมฺปฺรกีรฺติตห์ — ประกาศ
คำแปล
โอ้  ผู้ยอดเยี่ยมที่สุดในหมู่  ภารต  บัดนี้จงฟังคำตัดสินของข้าเกี่ยวกับการเสียสละ  โอ้  เสือในหมู่มนุษย์  ในพระคัมภีร์ได้กล่าวว่าการเสียสละมีอยู่สามประเภท
คำอธิบาย
ถึงแม้มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการเสียสละ  ณ  ที่นี้  ศฺรี  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงให้คำตัดสินซึ่งควรถือว่าเป็นคำตัดสินสุดท้าย  อันที่จริงคัมภีร์พระ  เวท  เป็นกฎหมายที่องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้ให้  บัดนี้ทรงปรากฏด้วยพระองค์เองและคำดำรัสขององค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ถือว่าเป็นข้อยุติ  พระองค์ตรัสว่าวิธีการเสียสละควรพิจารณาในความสัมพันธ์กับสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุที่ปฏิบัติกันอยู่
यज्ञदानतपःकर्म न त्याज्यं कार्यमेव तत् ।
यज्ञो दानं तपश्चैव पावनानि मनीषिणाम् ॥ १८.५ ॥
โศลก 5
yajña-dāna-tapaḥ-karma  na tyājyaṁ kāryam eva tat
yajño dānaṁ tapaś caiva  pāvanāni manīṣiṇām
ยชฺญ-ทาน-ตปห์-กรฺม  น ตฺยาชฺยํ การฺยมฺ เอว ตตฺ
ยชฺโญ ทานํ ตปศฺ ไจว  ปาวนานิ มนีษิณามฺ
ยชฺญ — ของการบูชา, ทาน — การทำงาน, ตปห์ — และการบำเพ็ญเพียร, กรฺม — กิจกรรม, — ไม่เคย, ตฺยาชฺยมฺ — ยกเลิก, การฺยมฺ — ต้องการทำ, เอว — แน่นอน, ตตฺ — นั้น, ยชฺญห์ — การบูชา, ทานมฺ — การให้ทาน, ตปห์ — การบำเพ็ญเพียร, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, ปาวนานิ — บริสุทธิ์, มนีษิณามฺ — แม้แต่ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่
คำแปล
การปฏิบัติพิธีบูชา  การให้ทาน  และการบำเพ็ญเพียร  ไม่ควรยกเลิก  ต้องปฏิบัติต่อไป  แน่นอนว่าพิธีบูชา  การให้ทาน  และการบำเพ็ญเพียรทำให้บริสุทธิ์ขึ้นแม้แต่ดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่
คำอธิบาย
โยค  ควรปฏิบัติตนเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของสังคมมนุษย์  มีวิธีการเพื่อความบริสุทธิ์มากมายที่ทำให้มนุษย์เจริญรุ่งเรืองในชีวิตทิพย์  ตัวอย่างเช่น  พิธีแต่งงานพิจารณาว่าเป็นหนึ่งในพิธีบูชา  เรียกว่า  วิวาห-ยชฺญ,  สนฺนฺยาสี  ผู้มีชีวิตสละโลกซึ่งยกเลิกความสัมพันธ์กับทางครอบครัวแล้ว  ควรสนับสนุนพิธีแต่งงานนี้หรือไม่?  องค์  ภควานฺ  ตรัส  ณ  ที่นี้ว่า  พิธีบูชาใด  ๆ  ที่หมายไว้เพื่อสวัสดิการแห่งมนุษยชาติไม่ควรยกเลิก  วิวาห-ยชฺญ  เป็นพิธีแต่งงานหมายไว้เพื่อประมาณจิตใจทำให้มนุษย์มีความสงบเพื่อความเจริญก้าวหน้าในวิถีทิพย์  สำหรับผู้ชายส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนพิธี  วิวาห-ยชฺญ  แม้ผู้สละโลกแล้วก็ควรให้การสนับสนุน  สนฺนฺยาสี  ไม่ควรอยู่ใกล้ชิดกับผู้หญิงแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผู้ที่อยู่ในระดับชีวิตที่ต่ำกว่า  เช่น  ชายหนุ่มควรถูกห้ามไม่ให้เข้าพิธีแต่งงานเพื่อมีภรรยา  พิธีบูชาที่กำหนดไว้ทั้งหมดหมายไว้เพื่อบรรลุถึงองค์  ภควานฺ  ดังนั้น  ในระดับที่ต่ำกว่าเราไม่ควรยกเลิกพิธีบูชา  ในทำนองเดียวกัน  การให้ทานก็เพื่อความบริสุทธิ์ของจิตใจ  หากทำทานให้แก่บุคคลที่เหมาะสม  จะทำให้เราก้าวหน้าในชีวิตทิพย์  ดังที่ได้อธิบายไว้แล้ว
एतान्यपि तु कर्माणि सङ्गं त्यक्त्वा फलानि च ।
कर्तव्यानीति मे पार्थ निश्चितं मतमुत्तमम् ॥ १८.६ ॥
โศลก 6
etāny api tu karmāṇi  saṅgaṁ tyaktvā phalāni ca
kartavyānīti me pārtha  niścitaṁ matam uttamam
เอตานฺยฺ อปิ ตุ กรฺมาณิ  สงฺคํ ตฺยกฺตฺวา ผลานิ จ
กรฺตวฺยานีติ เม ปารฺถ  นิศฺจิตํ มตมฺ อุตฺตมมฺ
เอตานิ — ทั้งหมดนี้, อปิ — แน่นอน, ตุ — แต่, กรฺมาณิ — กิจกรรม, สงฺคมฺ — คบหา, ตฺยกฺตฺวา — เสียสละ, ผลานิ — ผล, — เช่นกัน, กรฺตวฺยานิ — ควรทำไปตามหน้าที่, อิติ — ดังนั้น, เม — ของข้า, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, นิศฺจิตมฺ — แน่นอน, มตมฺ — ความเห็น, อุตฺตมมฺ — ดีที่สุด
คำแปล
กิจกรรมทั้งหลายเหล่านี้ควรปฏิบัติโดยปราศจากความยึดติดหรือหวังผลประโยชน์ใด  ๆ  และควรปฏิบัติไปในฐานะที่เป็นหน้าที่  โอ้  โอรสพระนาง  ปฺฤถา  นั่นคือความเห็นสุดท้ายของข้า
คำอธิบาย
ถึงแม้ว่าพิธีบูชาทั้งหลายจะทำให้บริสุทธิ์  เราไม่ควรคาดหวังผลประโยชน์ใด  ๆจากการกระทำพิธีเหล่านี้  อีกนัยหนึ่ง  พิธีบูชาทั้งหมดที่หมายไว้เพื่อความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทางวัตถุควรยกเลิก  แต่พิธีบูชาที่ทำให้ความเป็นอยู่ของตนบริสุทธิ์ขึ้นและพัฒนาไปสู่ระดับทิพย์ไม่ควรยกเลิก  ทุกสิ่งทุกอย่างที่นำมาสู่  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกต้องสนับสนุน  ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  กล่าวไว้เช่นกันว่า  กิจกรรมใดที่นำมาสู่การอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  ควรรับไว้  นั่นคือบรรทัดฐานแห่งศาสนาที่สูงสุด  สาวกขององค์  ภควานฺ  ควรยอมรับงาน  พิธีบูชา  หรือการให้ทาน  ทุกชนิดที่จะช่วยตนเองในการปฏิบัติอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์
नियतस्य तु संन्यासः कर्मणो नोपपद्यते ।
मोहात्तस्य परित्यागस्तामसः परिकीर्तितः ॥ १८.७ ॥
โศลก 7
niyatasya tu sannyāsaḥ  karmaṇo nopapadyate
mohāt tasya parityāgas  tāmasaḥ parikīrtitaḥ
นิยตสฺย ตุ สนฺนฺยาสห์  กรฺมโณ โนปปทฺยเต
โมหาตฺ ตสฺย ปริตฺยาคสฺ  ตามสห์ ปริกีรฺติตห์
นิยตสฺย — กำหนดไว้, ตุ — แต่, สนฺนฺยาสห์ — การเสียสละ, กรฺมณห์ — ของกิจกรรม, — ไม่เคย, อุปปทฺยเต — ควรได้, โมหาตฺ — ด้วยความหลง, ตสฺย — ของพวกเขา, ปริตฺยาคห์ — เสียสละ, ตามสห์ — ในระดับอวิชชา, ปริกีรฺติตห์ — ประกาศ
คำแปล
หน้าที่ที่กำหนดไว้ไม่ควรยกเลิก  หากยกเลิกหน้าที่ที่กำหนดไว้เนื่องจากความหลง  การเสียสละเช่นนี้กล่าวว่าอยู่ในระดับอวิชชา
คำอธิบาย
งานเพื่อความพึงพอใจทางวัตถุต้องยกเลิก  แต่กิจกรรมที่ส่งเสริมให้ไปสู่กิจกรรมทิพย์  เช่น  การปรุงอาหารเพื่อถวายแด่องค์  ภควานฺ  และการรับประทานอาหารเหล่านี้ได้แนะนำให้ปฏิบัติ  ได้กล่าวไว้ว่า  บุคคลในระดับชีวิตสละโลกไม่ควรปรุงอาหารเพื่อตนเอง  การปรุงอาหารเพื่อตนเองต้องห้าม  แต่การปรุงอาหารเพื่อองค์  ภควานฺ  มิได้ห้าม  ในทำนองเดียวกัน  สนฺนฺยาสี  อาจปฏิบัติพิธีแต่งงานเพื่อช่วยให้สาวกของตนเจริญก้าวหน้าใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  หากยกเลิกกิจกรรมเหล่านี้เข้าใจได้ว่าเขาปฏิบัติในระดับแห่งความมืด
दुःखमित्येव यत्कर्म कायक्लेशभयात्त्यजेत् ।
स कृत्वा राजसं त्यागं नैव त्यागफलं लभेत् ॥ १८.८ ॥
โศลก 8
duḥkham ity eva yat karma  kāya-kleśa-bhayāt tyajet
sa kṛtvā rājasaṁ tyāgaṁ  naiva tyāga-phalaṁ labhet
ทุห์ขมฺ อิตฺยฺ เอว ยตฺ กรฺม  กาย-เกฺลศ-ภยาตฺ ตฺยเชตฺ
ส กฺฤตฺวา ราชสํ ตฺยาคํ  ไนว ตฺยาค-ผลํ ลเภตฺ
ทุห์ขมฺ — ไม่มีความสุข, อิติ — ดังนั้น, เอว — แน่นอน, ยตฺ — ซึ่ง, กรฺม — งาน, กาย — สำหรับ ร่างกาย, เกฺลศ — ปัญหา, ภยาตฺ — เนื่องจากความกลัว, ตฺยเชตฺ — ยกเลิก, สห์ — เขา, กฺฤตฺวา — หลังจากกระทำ, ราชสมฺ — ในระดับตัณหา, ตฺยาคมฺ — ความเสียสละ, — ไม่, เอว — แน่นอน, ตฺยาค — แห่งการเสียสละ, ผลมฺ — ผล, ลเภตฺ — อีกครั้ง
คำแปล
ผู้ใดยกเลิกหน้าที่ที่กำหนดไว้ว่าเป็นปัญหา  หรือเนื่องจากกลัวความไม่สะดวกทางร่างกาย  กล่าวว่าผู้นั้นเสียสละในระดับตัณหา  การเสียสละเช่นนี้จะไม่ทำให้เขาพัฒนาขึ้น
คำอธิบาย
ผู้อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่ควรยกเลิกการหาเงิน  เนื่องจากกลัวว่าตนเองปฏิบัติกิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ  การทำงานและใช้เงินใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  หรือการตื่นนอนแต่เช้าและเจริญก้าวหน้าใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกทิพย์  ไม่ควรยกเลิกอันเนื่องมาจากความกลัว  หรือเนื่องจากพิจารณาว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นปัญหา  การเสียสละเช่นนี้อยู่ในระดับตัณหา  ผลแห่งงานในระดับตัณหาจะเป็นความเศร้าเสมอ  หากบุคคลสละงานด้วยความรู้สึกเช่นนั้นจะไม่ได้รับผลแห่งการเสียสละ
कार्यमित्येव यत्कर्म नियतं क्रियतेऽर्जुन ।
सङ्गं त्यक्त्वा फलं चैव स त्यागः सात्त्विको मतः ॥ १८.९ ॥
โศลก 9
kāryam ity eva yat karma  niyataṁ kriyate ’rjuna
saṅgaṁ tyaktvā phalaṁ caiva  sa tyāgaḥ sāttviko mataḥ
การฺยมฺ อิตฺยฺ เอว ยตฺ กรฺม  นิยตํ กฺริยเต ’รฺชุน
สงฺคํ ตฺยกฺตฺวา ผลํ ไจว  ส ตฺยาคห์ สาตฺตฺวิโก มตห์
การฺยมฺ — ต้องกระทำ, อิติ — ดังนั้น, เอว — แน่นอน, ยตฺ — ซึ่ง, กรฺม — งาน, นิยตมฺ — กำหนด, กฺริยเต — ปฏิบัติ, อรฺชุน — โอ้ อรฺชุน, สงฺคมฺ — คบหา, ตฺยกฺตฺวา — ยกเลิก, ผลมฺ — ผล, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, สห์ — นั้น, ตฺยาคห์ — การเสียสละ, สาตฺตฺวิกห์ — ในระดับความดี, มตห์ — ในความเห็นของข้า
คำแปล
โอ้  อรฺชุน  เมื่อเขาปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้เนื่องจากเพียงเห็นว่าควรจะทำเท่านั้น  โดยสละการคบหาสมาคมทางวัตถุและการยึดติดต่อผลทั้งหมด  การเสียสละเช่นนี้อยู่ในระดับความดี
คำอธิบาย
หน้าที่ที่กำหนดไว้ต้องกระทำด้วยแนวคิดเช่นนี้  เราควรปฏิบัติโดยไม่ยึดติดต่อผลของงาน  และไม่ควรสัมพันธ์กับระดับต่าง  ๆ  ของงาน  บุคคลที่ทำงานด้วย  กฺฤษฺณจิตสำนึกในโรงงานมิได้สัมพันธ์ตนเองกับงานที่โรงงาน  หรือกับพนักงานอื่น  ๆ  ในโรงงานเขาเพียงแต่ทำงานเพื่อ  กฺฤษฺณ  และเมื่อยกผลงานให้  กฺฤษฺณ  การปฏิบัติเช่นนี้เป็นทิพย์
न द्वेष्ट्यकुशलं कर्म कुशले नानुषज्जते ।
त्यागी सत्त्वसमाविष्टो मेधावी छिन्नसंशयः ॥ १८.१० ॥
โศลก 10
na dveṣṭy akuśalaṁ karma  kuśale nānuṣajjate
tyāgī sattva-samāviṣṭo  medhāvī chinna-saṁśayaḥ
น เทฺวษฺฏฺยฺ อกุศลํ กรฺม  กุศเล นานุษชฺชเต
ตฺยาคี สตฺตฺว-สมาวิษฺโฏ  เมธาวี ฉินฺน-สํศยห์
— ไม่เคย, เทฺวษฺฏิ — เกลียด, อกุศลมฺ — ไม่เป็นมงคล, กรฺม — งาน, กุศเล — มงคล, — ไม่, อนุษชฺชเต — ยึดติด, ตฺยาคี — ผู้เสียสละ, สตฺตฺว — ในความดี, สมาวิษฺฏห์ — ซึมซาบ, เมธาวี — ปัญญา, ฉินฺน — ตัดออก, สํศยห์ — ความสงสัยทั้งหมด
คำแปล
ผู้เสียสละที่มีปัญญาสถิตในระดับความดี  จะไม่เกลียดงานอัปมงคล  หรือยึดติดกับงานมงคล  และจะไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับงาน
คำอธิบาย
บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกหรือในระดับความดี  ไม่เกลียดผู้ใดหรือสิ่งใดที่สร้างปัญหาให้ร่างกายของตน  เขาทำงานในสถานที่และเวลาที่เหมาะสมโดยไม่กลัวต่อปัญหาที่จะมากระทบต่อหน้าที่  บุคคลผู้สถิตในระดับทิพย์เช่นนี้ควรเข้าใจว่ามีปัญญาสูงสุดอยู่เหนือความสงสัยในกิจกรรมทั้งปวง
न हि देहभृता शक्यं त्यक्तुं कर्माण्यशेषतः ।
यस्तु कर्मफलत्यागी स त्यागीत्यभिधीयते ॥ १८.११ ॥
โศลก 11
na hi deha-bhṛtā śakyaṁ  tyaktuṁ karmāṇy aśeṣataḥ
yas tu karma-phala-tyāgī  sa tyāgīty abhidhīyate
น หิ เทห-ภฺฤตา ศกฺยํ  ตฺยกฺตุํ กรฺมาณฺยฺ อเศษตห์
ยสฺ ตุ กรฺม-ผล-ตฺยาคี  ส ตฺยาคีตฺยฺ อภิธียเต
— ไม่เคย, หิ — แน่นอน, เทห-ภฺฤตา — โดยร่างกาย, ศกฺยมฺ — เป็นไปได้, ตฺยกฺตุมฺ — เสีย สละ, กรฺมาณิ — กิจกรรม, อเศษตห์ — ทั้งหมด, ยห์ — ผู้ใดซึ่ง, ตุ — แต่, กรฺม — ของงาน, ผล — ของผล, ตฺยาคี — ผู้เสียสละ, สห์ — เขา, ตฺยาคี — ผู้เสียสละ, อิติ — ดังนั้น, อภิธียเต — กล่าวว่า
คำแปล
แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับสิ่งมีชีวิตผู้อยู่ในร่างกายที่จะยกเลิกกิจกรรมทั้งหมด  แต่ผู้สละผลของกิจกรรมได้ชื่อว่าเป็นผู้เสียสละที่แท้จริง
คำอธิบาย
ได้กล่าวไว้ใน  ภควัท-คีตา  ว่าเราไม่สามารถยกเลิกงานไม่ว่าในขณะใด  ดังนั้นผู้ทำงานให้  กฺฤษฺณ  และไม่รื่นเริงกับผลทางวัตถุ  ถวายทุกสิ่งทุกอย่างแด่  กฺฤษฺณ  เป็นผู้เสียสละที่แท้จริง  มีสมาชิกของสมาคมนานาชาติเพื่อ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกมากมายที่ทำงานหนักมากในสำนักงาน  ในโรงงาน  หรือในสถานที่อื่น  ๆ  เงินที่ได้มาพวกนี้ถวายแก่สมาคมดวงวิญญาณผู้เจริญเหล่านี้เป็น  สนฺนฺยาสี  และสถิตในชีวิตสละโลกที่แท้จริง  ได้กล่าวโดยย่ออย่างชัดเจน  ณ  ที่นี้ว่า  เราควรจะสละผลของงานอย่างไร  และสละผลเพื่อจุดมุ่งหมายอันใด
अनिष्टमिष्टं मिश्रं च त्रिविधं कर्मणः फलम् ।
भवत्यत्यागिनां प्रेत्य न तु संन्यासिनां क्वचित् ॥ १८.१२ ॥
โศลก 12
aniṣṭam iṣṭaṁ miśraṁ ca  tri-vidhaṁ karmaṇaḥ phalam
bhavaty atyāgināṁ pretya  na tu sannyāsināṁ kvacit
อนิษฺฏมฺ อิษฺฏํ มิศฺรํ จ  ตฺริ-วิธํ กรฺมณห์ ผลมฺ
ภวตฺยฺ อตฺยาคินำ เปฺรตฺย  น ตุ สนฺนฺยาสินำ กฺวจิตฺ
อนิษฺฏมฺ — นำไปสู่นรก, อิษฺฏมฺ — นำไปสู่สวรรค์, มิศฺรมฺ — ผสม, — และ, ตฺริ-วิธมฺ — ของ สามประเภท, กรฺมณห์ — ของงาน, ผลมฺ — ผล, ภวติ — มา, อตฺยาคินามฺ — ของพวกที่ ไม่เสียสละ, เปฺรตฺย — หลังจากตายไป, — ไม่, ตุ — แต่, สนฺนฺยาสินามฺ — สำหรับพวกสละ โลก, กฺวจิตฺ — ทุกขณะ
คำแปล
สำหรับผู้ไม่เสียสละผลทั้งสามแห่งกิจกรรม  เช่น  สิ่งที่ปรารถนา  สิ่งที่ไม่ปรารถนาและที่ผสมกัน  ผลจะเพิ่มพูนขึ้นหลังจากตายไป  แต่พวกที่อยู่ในชีวิตสละโลกไม่มีผลที่จะเศร้าโศกหรือรื่นเริงเช่นนี้
คำอธิบาย
บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกปฏิบัติในความรู้แห่งความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับ  กฺฤษฺณ  เป็นผู้หลุดพ้นเสมอ  ดังนั้น  เขาไม่ต้องรื่นเริงหรือเศร้าโศกกับผลจากการกระทำของตนเองหลังจากตายไป
पञ्चैतानि महाबाहो कारणानि निबोध मे ।
सांख्ये कृतान्ते प्रोक्तानि सिद्धये सर्वकर्मणाम् ॥ १८.१३ ॥
โศลก 13
pañcaitāni mahā-bāho  kāraṇāni nibodha me
sāṅkhye kṛtānte proktāni  siddhaye sarva-karmaṇām
ปญฺไจตานิ มหา-พาโห  การณานิ นิโพธ เม
สางฺเขฺย กฺฤตานฺเต โปฺรกฺตานิ  สิทฺธเย สรฺว-กรฺมณามฺ
ปญฺจ — ห้า, เอตานิ — เหล่านี้, มหา-พาโห — โอ้ นักรบผู้ยอดเยี่ยม, การณานิ — สาเหตุ, นิโพธ — เพียงเข้าใจ, เม — จากข้า, สางฺเขฺย — ในเ เวทานฺต, กฺฤต-อนฺเต — ในบทสรุป, โปฺรกฺตานิ — กล่าว, สิทฺธเย — เพื่อความสมบูรณ์, สรฺว — ของทั้งหมด, กรฺมณามฺ — กิจกรรม
คำแปล
โอ้  อรฺชุน  นักรบผู้ยอดเยี่ยม  ตาม  เวทานฺต  มีเหตุห้าประการเพื่อความสำเร็จในการกระทำทั้งหมด  บัดนี้จงเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากข้า
คำอธิบาย
อาจมีคำถามว่า  เนื่องจากไม่ว่ากิจกรรมใดที่กระทำไปต้องมีผลกรรมบางอย่างแล้วบุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะไม่รับทุกข์หรือรื่นเริงกับผลของงานได้อย่างไร?  องค์  ภควานฺ  ทรงอ้างปรัชญา  เวท  เพื่อแสดงให้เห็นว่ามันเป็นไปได้อย่างไร  พระองค์ตรัสว่ามีสาเหตุห้าประการสำหรับกิจกรรมทั้งหลาย  และเพื่อความสำเร็จในกิจกรรมทั้งปวงเราควรพิจารณาสาเหตุทั้งห้านี้  สางฺขฺย  หมายถึงแกนแห่งความรู้  และ  เวทานฺต  คือแกนสุดท้ายแห่งความรู้ที่  อาจารฺย  ผู้นำทั้งหลายยอมรับ  แม้แต่  ศงฺกร  ยังยอมรับ  เวทานฺต-สูตฺร  เช่นเดียวกันนี้  ฉะนั้น  เราควรปรึกษาผู้น่าเชื่อถือได้ประเภทนี้
การควบคุมขั้นสุดท้ายอยู่ที่องค์อภิวิญญาณ  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ภควัท-คีตา  ว่า  สรฺวสฺย  จาหํ  หฺฤทิ  สนฺนิวิษฺฏห์  พระองค์ทรงให้ทุกคนทำกิจกรรมบางอย่างด้วยการเตือนถึงกรรมในอดีต  การปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกกระทำไปภายใต้การชี้นำขององค์  ภควานฺ  จากภายใน  และจะไม่มีผลกรรม  ไม่ว่าในชาตินี้หรือในชาติต่อ  ๆ  ไป
अधिष्ठानं तथा कर्ता करणं च पृथग्विधम् ।
विविधाश्च पृथक्चेष्टा दैवं चैवात्र पञ्चमम् ॥ १८.१४ ॥
โศลก 14
adhiṣṭhānaṁ tathā kartā  karaṇaṁ ca pṛthag-vidham
vividhāś ca pṛthak ceṣṭā  daivaṁ caivātra pañcamam
อธิษฺฐานํ ตถา กรฺตา  กรณํ จ ปฺฤถคฺ-วิธมฺ
วิวิธาศฺ จ ปฺฤถกฺ เจษฺฏา  ไทวํ ไจวาตฺร ปญฺจมมฺ
อธิษฺฐานมฺ — สถานที่, ตถา — เช่นกัน, กรฺตา — ผู้ทำงาน, กรณมฺ — เครื่องมือ, — และ, ปฺฤถกฺ-วิธมฺ — ของสิ่งต่าง ๆ, วิวิธาห์ — ต่าง ๆ, — และ, ปฺฤถกฺ — แยกออก, เจษฺฏาห์ — ความ พยายาม, ไทวมฺ — องค์ภควาน, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, อตฺร — ที่นี่, ปญฺจมมฺ — ที่ห้า
คำแปล
สถานที่แห่งกิจกรรม  (ร่างกาย)  ผู้กระทำ  ประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  ความพยายามอันมากมาย  และในที่สุดองค์อภิวิญญาณ  เหล่านี้คือปัจจัยทั้งห้าของกิจกรรม
คำอธิบาย
คำว่าอธิษฺฐานมฺ  หมายถึงร่างกาย  ดวงวิญญาณภายในร่างกายปฏิบัติเพื่อนำผลแห่งกิจกรรมมา  ดังนั้น  จึงเรียกว่า  กรฺตา  “ผู้กระทำ”  ดวงวิญญาณเป็นผู้รู้และผู้กระทำได้กล่าวไว้ใน  ศฺรุติ  ว่า  เอษ  หิ  ทฺรษฺฏา  สฺรษฺฏา  (ปฺรศฺน  อุปนิษทฺ  ๔ฯ๙)  ได้ยืนยันไว้ใน  เวทานฺต-สูตฺร  เช่นกัน  ด้วยโศลก  ชฺโญ  ’ต  เอว  (2.3.18)  และ  กรฺตา  ศาสฺตฺรารฺถวตฺตฺวาตฺ  (2.3.33)  เครื่องมือของกิจกรรมคือประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  และจากประสาทสัมผัสดวงวิญญาณปฏิบัติในวิธีต่าง  ๆ  นานา  แต่ละกิจกรรมมีความพยายามที่แตกต่างกัน  แต่กิจกรรมทั้งหมดขึ้นอยู่กับความปรารถนาขององค์อภิวิญญาณผู้ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจในฐานะที่เป็นสหาย  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นสาเหตุสูงสุดภายใต้สถานการณ์เหล่านี้  ผู้ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกภายใต้การชี้นำขององค์อภิวิญญาณผู้ทรงสถิตภายในหัวใจ  โดยธรรมชาติจะไม่ถูกพันธนาการด้วยกิจกรรมใด  ๆ  พวกที่อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  ในที่สุดจะไม่รับผิดชอบต่อกิจกรรมของตนเอง  ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับความปรารถนาสูงสุดขององค์อภิวิญญาณบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า
शरीरवाङ्‌मनोभिर्यत्कर्म प्रारभते नरः ।
न्याय्यं वा विपरीतं वा पञ्चैते तस्य हेतवः ॥ १८.१५ ॥
โศลก 15
śarīra-vāṅ-manobhir yat  karma prārabhate naraḥ
nyāyyaṁ vā viparītaṁ vā  pañcaite tasya hetavaḥ
ศรีร-วางฺ-มโนภิรฺ ยตฺ  กรฺม ปฺรารภเต นรห์
นฺยายฺยํ วา วิปรีตํ วา  ปญฺไจเต ตสฺย เหตวห์
ศรีร — โดยร่างกาย, วากฺ — การพูด, มโนภิห์ — และจิตใจ, ยตฺ — ซึ่ง, กรฺม — งาน, ปฺรารภเต — เริ่ม, นรห์ — บุคคล, นฺยายฺยมฺ — ถูกต้อง, วา — หรือ, วิปรีตมฺ — ตรงกันข้าม, วา — หรือ, ปญฺจ — ห้า, เอเต — ทั้งหมดนี้, ตสฺย — ของมัน, เหตวห์ — สาเหตุ
คำแปล
กิจกรรมไม่ว่าถูกหรือผิดที่มนุษย์ปฏิบัติด้วยร่างกาย  จิตใจ  หรือคำพูด  ปัจจัยทั้งห้านี้เป็นต้นเหตุ
คำอธิบาย
คำว่า  “ถูก”  และ  “ผิด”  มีความสำคัญมากในโศลกนี้  งานที่ถูกต้องคืองานที่กระทำไปตามคำชี้นำที่กำหนดไว้ในพระคัมภีร์  และงานที่ผิดคืองานที่กระทำโดยละเมิดหลักธรรมคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  แต่สิ่งใดที่กระทำไปจำเป็นต้องมีปัจจัยทั้งห้านี้เพื่อการปฏิบัติที่สมบูรณ์
तत्रैवं सति कर्तारमात्मानं केवलं तु यः ।
पश्यत्यकृतबुद्धित्वान्न स पश्यति दुर्मतिः ॥ १८.१६ ॥
โศลก 16
tatraivaṁ sati kartāram  ātmānaṁ kevalaṁ tu yaḥ
paśyaty akṛta-buddhitvān  na sa paśyati durmatiḥ
ตไตฺรวํ สติ กรฺตารมฺ  อาตฺมานํ เกวลํ ตุ ยห์
ปศฺยตฺยฺ อกฺฤต-พุทฺธิตฺวานฺ  น ส ปศฺยติ ทุรฺมติห์
ตตฺร — ที่นั่น, เอวมฺ — ดังนั้น, สติ — เป็น, กรฺตารมฺ — ผู้ปฏิบัติงาน, อาตฺมานมฺ — ตัวเขา, เกวลมฺ — เท่านั้น, ตุ — แต่, ยห์ — ผู้ใดซึ่ง, ปศฺยติ — เห็น, อกฺฤต-พุทฺธิตฺวาตฺ — เนื่องจาก ไม่มีปัญญา, — ไม่เคย, สห์ — เขา, ปศฺยติ — เห็น, ทุรฺมติห์ — โง่
คำแปล
ดังนั้น  ผู้ที่คิดว่าตนเองเท่านั้นเป็นผู้กระทำ  โดยไม่พิจารณาถึงปัจจัยทั้งห้าแน่นอนว่าไม่มีปัญญา  และไม่สามารถเห็นสิ่งต่าง  ๆ  ตามความเป็นจริง
คำอธิบาย
คนโง่ไม่สามารถเข้าใจว่าองค์อภิวิญญาณทรงประทับในฐานะเป็นสหายอยู่ภายในและทรงดำเนินกิจกรรมต่าง  ๆ  ของเขา  ถึงแม้จะมีสาเหตุทางวัตถุ  เช่น  สถานที่  ผู้ปฏิบัติ  ความพยายาม  และประสาทสัมผัส  แต่สาเหตุสุดท้ายคือบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ฉะนั้น  เราไม่ควรเพียงแต่เห็นสาเหตุสี่ประการทางวัตถุเท่านั้น  แต่ควรเห็นสาเหตุที่มีศักยภาพสูงสุดด้วย  ผู้ที่ไม่เห็นองค์  ภควานฺ  คิดว่าตนเองเป็นผู้กระทำ
यस्य नाहंकृतो भावो बुद्धिर्यस्य न लिप्यते ।
हत्वापि स इमाँल्लोकान्न हन्ति न निबध्यते ॥ १८.१७ ॥
โศลก 17
yasya nāhaṅkṛto bhāvo  buddhir yasya na lipyate
hatvāpi sa imāḻ lokān  na hanti na nibadhyate
ยสฺย นาหงฺกฺฤโต ภาโว  พุทฺธิรฺ ยสฺย น ลิปฺยเต
หตฺวาปิ ส อิมาฬฺ โลกานฺ  น หนฺติ น นิพธฺยเต
ยสฺย — ผู้ซึ่ง, — ไม่เคย, อหงฺกฺฤตห์ — ของอหังการ, ภาวห์ — ธรรมชาติ, พุทฺธิห์ — ปัญญา, ยสฺย — ผู้ซึ่ง, — ไม่เคย, ลิปฺยเต — ยึดติด, หตฺวา — สังหาร, อปิ — แม้, สห์ — เขา, อิมานฺ — นี้, โลกานฺ — โลก, — ไม่เคย, หนฺติ — สังหาร, — ไม่เคย, นิพธฺยเต — ถูกพันธนาการ
คำแปล
ผู้ที่ไม่ถูกกระตุ้นด้วยอหังการ  ผู้ที่ปัญญาไม่ถูกพันธนาการ  ถึงแม้สังหารมนุษย์ในโลกนี้  เขามิได้สังหาร  และจะไม่ถูกพันธนาการด้วยกิจกรรมของตนเอง
คำอธิบาย
โศลกนี้องค์  ภควานฺ  ทรงให้ข้อมูลแก่  อรฺชุน  ว่าความปรารถนาที่จะไม่สู้รบเกิดจากอหังการ  อรฺชุน  ทรงคิดว่าตนเองเป็นผู้กระทำกิจกรรม  แต่มิได้พิจารณาถึงการอนุมัติสูงสุดทั้งภายในและภายนอก  หากไม่รู้ว่ามีการอนุมัติสูงสุดแล้ว  อรฺชุน  จะทรงปฏิบัติไปทำไม?  แต่ผู้ที่รู้เครื่องมือของงาน  ตัวเขาเป็นผู้ทำงาน  และองค์  ภควานฺ  ทรงเป็นผู้อนุมัติสูงสุด  เป็นผู้ที่สมบูรณ์ในการกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง  บุคคลเช่นนี้ไม่อยู่ในความหลง  กิจกรรมส่วนตัวและความรับผิดชอบเกิดขึ้นจากอหังการและความไม่มีธรรมะหรือขาด  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ผู้ใดที่ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกภายใต้การชี้นำขององค์อภิวิญญาณหรือองค์  ภควานฺ  ถึงแม้ว่ากำลังสังหารเขามิได้สังหารและจะไม่ได้รับผลกรรมจากการสังหารเช่นนี้  เมื่อทหารปฏิบัติการภายใต้คำสั่งของผู้บังคับบัญชาจะไม่ถูกจับขึ้นศาล  หากทหารสังหารด้วยเหตุผลส่วนตัว  แน่นอนว่าจะต้องถูกศาลตัดสินลงโทษ
ज्ञानं ज्ञेयं परिज्ञाता त्रिविधा कर्मचोदना ।
करणं कर्म कर्तेति त्रिविधः कर्मसंग्रहः ॥ १८.१८ ॥
โศลก 18
jñānaṁ jñeyaṁ parijñātā  tri-vidhā karma-codanā
karaṇaṁ karma karteti  tri-vidhaḥ karma-saṅgrahaḥ
ชฺญานํ เชฺญยํ ปริชฺญาตา  ตฺริ-วิธา กรฺม-โจทนา
กรณํ กรฺม กรฺเตติ  ตฺริ-วิธห์ กรฺม-สงฺคฺรหห์
ชฺญานมฺ — ความรู้, ชฺเญยมฺ — จุดมุ่งหมายของความรู้, ปริชฺญาตา — ผู้รู้, ตฺริ-วิธา — สาม ประเภท, กรฺม — ของงาน, โจทนา — แรงกระตุ้น, กรณมฺ — ประสาทสัมผัสต่าง ๆ, กรฺม — งาน, กรฺตา — ผู้กระทำ, อิติ — ดังนั้น, ตฺริ-วิธห์ — สามประเภท, กรฺม — ของงาน, สงฺคฺรหห์ — การสะสม
คำแปล
ความรู้  จุดมุ่งหมายของความรู้  และผู้รู้  คือสามปัจจัยที่กระตุ้นการกระทำประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  งาน  และผู้กระทำ  คือส่วนประกอบทั้งสามของการกระทำ
คำอธิบาย
มีแรงกระตุ้นสามอย่างสำหรับงานประจำวันคือ  ความรู้  จุดมุ่งหมายของความรู้  และผู้รู้  เครื่องมือของงาน  ตัวงานเอง  และผู้ทำงาน  เรียกว่าส่วนประกอบของงาน  งานใด  ๆ  ที่มนุษย์กระทำจะมีส่วนประกอบเหล่านี้  ก่อนลงมือกระทำจะมีแรงกระตุ้นบางอย่าง  เรียกว่าแรงดลใจ  ผลลัพธ์ใด  ๆ  ที่ได้รับก่อนที่งานจะสำเร็จเสร็จสิ้นเป็นรูปแบบที่ละเอียดอ่อนของงาน  จากนั้นงานดำเนินไปในรูปของการลงมือทำ  ก่อนอื่นเขาต้องผ่านวิธีการทางจิตวิทยาเช่น  ความคิด  ความรู้สึก  ความยินดีเต็มใจ  เช่นนี้เรียกว่าแรงกระตุ้น  แรงดลใจในการทำงานนั้นเหมือนกันหากมาจากคัมภีร์หรือจากคำสั่งสอนของพระอาจารย์ทิพย์  เมื่อมีแรงดลใจและมีผู้ปฏิบัติงานกิจกรรมจริงจะเกิดขึ้นด้วยการช่วยเหลือของประสาทสัมผัสต่าง  ๆ  รวมทั้งจิตใจซึ่งเป็นศูนย์กลางของประสาทสัมผัสทั้งหมด  เมื่อส่วนประกอบของกิจกรรมทั้งหมดรวมกันเข้าเรียกว่าการสะสมของงาน
ज्ञानं कर्म च कर्ता च त्रिधैव गुणभेदतः ।
प्रोच्यते गुणसंख्याने यथावच्छृणु तान्यपि ॥ १८.१९ ॥
โศลก 19
jñānaṁ karma ca kartā ca  tridhaiva guṇa-bhedataḥ
procyate guṇa-saṅkhyāne  yathāvac chṛṇu tāny api
ชฺญานํ กรฺม จ กรฺตา จ  ตฺริไธว คุณ-เภทตห์
โปฺรจฺยเต คุณ-สงฺขฺยาเน  ยถาวจฺ ฉฺฤณุ ตานฺยฺ อปิ
ชฺญานมฺ — ความรู้, กรฺม — งาน, — เช่นกัน, กรฺตา — ผู้ปฏิบัติงาน, — เช่นกัน, ตฺริธา — สามประเภท, เอว — แน่นอน, คุณ-เภทตห์ — ตามระดับต่าง ๆ ของธรรมชาติวัตถุ, โปฺรจฺยเต — กล่าวว่า, คุณ-สงฺขฺยาเน — ตามระดับต่าง ๆ, ยถา-วตฺ — ตามที่พวกเขาเป็น, ศฺฤณุ — สดับฟัง, ตานิ — ทั้งหมด, อปิ — เช่นกัน
คำแปล
ตามสามระดับที่แตกต่างกันของธรรมชาติวัตถุ  มีความรู้  การกระทำ  และผู้ปฏิบัติการสามประเภท  บัดนี้จงฟังสิ่งเหล่านี้จากข้า
คำอธิบาย
บทที่สิบสี่  กล่าวถึงการแบ่งระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติวัตถุ  ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดว่า  ระดับความดีส่องแสงสว่าง  ระดับตัณหาเป็นวัตถุนิยม  และระดับอวิชชานำมาซึ่งความเกียจคร้านและอยู่นิ่งเฉย  ระดับทั้งหมดของธรรมชาติวัตถุผูกมัดเรา  ไม่ใช่แหล่งกำเนิดแห่งความหลุดพ้น  แม้ในระดับความดีก็ยังอยู่ในพันธสภาวะ  บทที่สิบเจ็ดได้อธิบายถึงการบูชาต่าง  ๆ  ของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน  ตามระดับต่าง  ๆ  ของธรรมชาติวัตถุ  โศลกนี้องค์  ภควานฺ  ตรัสว่า  พระองค์ทรงปรารถนาจะตรัสเกี่ยวกับความรู้ต่าง  ๆ  ผู้ปฏิบัติงาน  และตัวของงานเอง  ตามสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ
सर्वभूतेषु येनैकं भावमव्ययमीक्षते ।
अविभक्तं विभक्तेषु तज्ज्ञानं विद्धि सात्त्विकम् ॥ १८.२० ॥
โศลก 20
sarva-bhūteṣu yenaikaṁ  bhāvam avyayam īkṣate
avibhaktaṁ vibhakteṣu  taj jñānaṁ viddhi sāttvikam
สรฺว-ภูเตษุ เยไนกํ  ภาวมฺ อวฺยยมฺ อีกฺษเต
อวิภกฺตํ วิภกฺเตษุ  ตชฺ ชฺญานํ วิทฺธิ สาตฺตฺวิกมฺ
สรฺว-ภูเตษุ — ในมวลชีวิต, เยน — ซึ่ง, เอกมฺ — หนึ่ง, ภาวมฺ — สถิต, อวฺยยมฺ — ไม่สูญสิ้น, อีกฺษเต — เขาเห็น, อวิภกฺตมฺ — ไม่แบ่งแยก, วิภกฺเตษุ — แบ่งออกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน, ตตฺ — นั้น, ชฺญานมฺ — ความรู้, วิทฺธิ — รู้, สาตฺตฺวิกมฺ — ในระดับความดี
คำแปล
ความรู้ที่ทำให้เห็นธรรมชาติทิพย์ซึ่งไม่มีการแบ่งแยกในมวลชีวิต  ถึงแม้ว่าพวกเขาแบ่งออกเป็นรูปลักษณ์นับจำนวนไม่ถ้วน  เธอควรเข้าใจว่าอยู่ในระดับความดี
คำอธิบาย
บุคคลที่เห็นดวงวิญญาณในทุก  ๆ  ชีวิต  ไม่ว่าจะเป็นเทวดา  มนุษย์  สัตว์  นกสัตว์เดรัจฉาน  สัตว์น้ำ  หรือต้นไม้  เป็นผู้ที่มีความรู้ในระดับความดี  ในมวลชีวิตมีหนึ่งดวงวิญญาณ  ถึงแม้ว่ามีร่างกายที่แตกต่างกันตามกรรมในอดีต  ดังที่ได้อธิบายไว้ในบทที่สิบเจ็ด  ปรากฏการณ์ของพลังชีวิตในทุกร่างเนื่องมาจากธรรมชาติที่สูงกว่าของ  ภควานฺ  ดังนั้น  จึงเห็นธรรมชาติที่สูงกว่า  การเห็นพลังชีวิตในทุกร่างคือการเห็นในระดับความดี  พลังชีวิตไม่มีวันสูญสลาย  ถึงแม้ว่าร่างกายแตกสลาย  ข้อแตกต่างสำเหนียกเห็นทางร่างกาย  เพราะว่ามีรูปลักษณ์มากมายในความเป็นอยู่ทางวัตถุของพันธชีวิต  พลังชีวิตดูเหมือนแบ่งแยก  ความรู้ที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์เช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความรู้แจ้งแห่งตน
पृथक्त्वेन तु यज्ज्ञानं नानाभावान्पृथग्विधान् ।
वेत्ति सर्वेषु भूतेषु तज्ज्ञानं विद्धि राजसम् ॥ १८.२१ ॥
โศลก 21
pṛthaktvena tu yaj jñānaṁ  nānā-bhāvān pṛthag-vidhān
vetti sarveṣu bhūteṣu  taj jñānaṁ viddhi rājasam
ปฺฤถกฺเตฺวน ตุ ยชฺ ชฺญานํ  นานา-ภาวานฺ ปฺฤถคฺ-วิธานฺ
เวตฺติ สเรฺวษุ ภูเตษุ  ตชฺ ชฺญานํ วิทฺธิ ราชสมฺ
ปฺฤถกฺเตฺวน — เนื่องจากการแบ่งแยก, ตุ — แต่, ยตฺ — ซึ่ง, ชฺญานมฺ — ความรู้, นานา-ภาวานฺ — สภาวะอันหลากหลาย, ปฺฤถกฺ-วิธานฺ — แตกต่าง, เวตฺติ — รู้, สเรฺวษุ — ในทั้งหมด, ภูเตษุ — สิ่งมีชีวิต, ตตฺ — นั้น, ชฺญานมฺ — ความรู้, วิทฺธิ — ต้องรู้, ราชสมฺ — ในระดับตัณหา
คำแปล
ความรู้ที่ทำให้เห็นว่า  ในทุก  ๆ  ร่างกายที่แตกต่างกัน  มีสิ่งมีชีวิตที่ไม่เหมือนกันเธอควรเข้าใจว่าอยู่ในระดับตัณหา
คำอธิบาย
แนวคิดที่ว่าร่างวัตถุคือสิ่งมีชีวิต  และเมื่อร่างกายแตกสลายจิตสำนึกก็ถูกทำลายไปด้วยเช่นกัน  เช่นนี้  เป็นความรู้ในระดับตัณหา  ตามความรู้นี้ร่างกายต่าง  ๆ  ไม่เหมือนกันก็เนื่องมาจากการพัฒนาจิตสำนึกที่แตกต่างกัน  มิฉะนั้น  จะไม่มีดวงวิญญาณที่แยกออกไปซึ่งปรากฏมาเป็นจิตสำนึก  ร่างกายเป็นดวงวิญญาณในตัวเอง  ไม่มีดวงวิญญาณที่แยกออกไปนอกเหนือจากร่างกาย  ตามความรู้นี้จิตสำนึกไม่ถาวร  หรือมิฉะนั้นก็ไม่มีปัจเจกวิญญาณ  แต่มีหนึ่งดวงวิญญาณที่แผ่กระจายไปทั่ว  เปี่ยมไปด้วยความรู้  และร่างกายนี้เป็นปรากฏการณ์ของอวิชชาชั่วคราว  หรือนอกเหนือไปจากร่างกายนี้จะไม่มีปัจเจกวิญญาณพิเศษหรือดวงวิญญาณสูงสุด  แนวความคิดทั้งหลายเหล่านี้  พิจารณาว่าเป็นผลผลิตของระดับตัณหา
यत्तु कृत्स्नवदेकस्मिन्कार्ये सक्तमहैतुकम् ।
अतत्त्वार्थवदल्पं च तत्तामसमुदाहृतम् ॥ १८.२२ ॥
โศลก 22
yat tu kṛtsna-vad ekasmin  kārye saktam ahaitukam
atattvārtha-vad alpaṁ ca  tat tāmasam udāhṛtam
ยตฺ ตุ กฺฤตฺสฺน-วทฺ เอกสฺมินฺ  กาเรฺย สกฺตมฺ อไหตุกมฺ
อตตฺตฺวารฺถ-วทฺ อลฺปํ จ  ตตฺ ตามสมฺ อุทาหฺฤตมฺ
ยตฺ — นั้น ซึ่ง, ตุ — แต่, กฺฤตฺสฺน-วตฺ — ประหนึ่งเป็นทั้งหมด, เอกสฺมินฺ — ในหนึ่ง, กาเรฺย — งาน, สกฺตมฺ — ยึดติด, อไหตุกมฺ — ไม่มีสาเหตุ, อตตฺตฺว-อรฺถ-วตฺ — ปราศจากความรู้แห่ง ความเป็นจริง, อลฺปมฺ — ขาดแคลนมาก, — และ, ตตฺ — นั้น, ตามสมฺ — ในระดับแห่งความ มืด, อุทาหฺฤตมฺ — กล่าวว่าเป็น
คำแปล
และความรู้ที่ทำให้เขายึดติดอยู่กับงานชนิดเดียวว่าเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง  ปราศจากความรู้แห่งสัจธรรมซึ่งขาดแคลนมาก  กล่าวว่าอยู่ในระดับแห่งความมืด
คำอธิบาย
“ความรู้”  ของคนธรรมดาสามัญอยู่ในระดับแห่งความมืดหรืออวิชชาเสมอเพราะว่าทุก  ๆ  ชีวิตอยู่ในพันธสภาวะซึ่งเกิดมาในระดับอวิชชา  ผู้ที่ไม่พัฒนาความรู้จากผู้ที่เชื่อถือได้หรือจากคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  มีความรู้ที่จำกัดอยู่กับร่างกาย  เขาไม่สนใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำแนะนำของพระคัมภีร์  สำหรับบุคคลนี้เงินตราคือพระเจ้า  และความรู้หมายถึงความพึงพอใจกับอุปสงค์ทางร่างกาย  ความรู้เช่นนี้ไม่มีความสัมพันธ์กับสัจธรรมซึ่งเหมือนกับความรู้ของสัตว์เดรัจฉานธรรมดา  เช่น  ความรู้ในการกิน  การนอน  การป้องกันตัว  และเพศสัมพันธ์  อธิบาย  ณ  ที่นี้ว่าความรู้เช่นนี้เป็นผลผลิตของระดับแห่งความมืด  อีกนัยหนึ่ง  ความรู้เกี่ยวกับจิตวิญญาณเหนือร่างกายนี้เรียกว่าความรู้ในระดับความดี  ความรู้ที่ผลิตทฤษฎีและลัทธิมากมายตามตรรกวิทยาทางโลกและการคาดคะเนทางจิตเป็นผลผลิตของระดับตัณหา  และความรู้ที่เกี่ยวเนื่องกับการรักษาร่างกายให้สะดวกสบายเท่านั้นกล่าวว่าอยู่ในระดับอวิชชา
नियतं सङ्गरहितमरागद्वेषतः कृतम् ।
अफलप्रेप्सुना कर्म यत्तत्सात्त्विकमुच्यते ॥ १८.२३ ॥
โศลก 23
niyataṁ saṅga-rahitam  arāga-dveṣataḥ kṛtam
aphala-prepsunā karma  yat tat sāttvikam ucyate
นิยตํ สงฺค-รหิตมฺ  อราค-เทฺวษตห์ กฺฤตมฺ
อผล-เปฺรปฺสุนา กรฺม  ยตฺ ตตฺ สาตฺตฺวิกมฺ อุจฺยเต
นิยตมฺ — ประมาณ, สงฺค-รหิตมฺ — ไม่ยึดติด, อราค-เทฺวษตห์ — ไม่รักหรือไม่เกลียด, กฺฤตมฺ — ทำไป, อผล-เปฺรปฺสุนา — โดยผู้ที่ไม่ปรารถนาผลทางวัตถุ, กรฺม — การกระ ทำ, ยตฺ — ซึ่ง, ตตฺ — นั้น, สาตฺตฺวิกมฺ — ในระดับความดี, อุจฺยเต — เรียกว่า
คำแปล
การกระทำที่มีการประมาณและทำไปโดยไม่ยึดติด  ไม่มีความรักหรือความเกลียดชัง  และไม่มีความปรารถนาเพื่อผลทางวัตถุ  กล่าวว่าอยู่ในระดับความดี
คำอธิบาย
หน้าที่ตามอาชีพโดยประมาณ  ดังที่กำหนดไว้ในพระคัมภีร์ตามวรรณะและระดับของสังคม  ปฏิบัติไปโดยไม่ยึดติดหรือไม่ถือสิทธิ์เป็นเจ้าของ  ดังนั้น  จึงไม่มีทั้งความรักหรือความเกลียดชัง  และปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเพื่อความพึงพอพระทัยขององค์  ภควานฺ  โดยปราศจากความพึงพอใจของตนเองหรือสนองความต้องการของตนเอง  เช่นนี้เรียกว่าการกระทำในระดับความดี
यत्तु कामेप्सुना कर्म साहंकारेण वा पुनः ।
क्रियते बहुलायासं तद्राजसमुदाहृतम् ॥ १८.२४ ॥
โศลก 24
yat tu kāmepsunā karma  sāhaṅkāreṇa vā punaḥ
kriyate bahulāyāsaṁ  tad rājasam udāhṛtam
ยตฺ ตุ กาเมปฺสุนา กรฺม  สาหงฺกาเรณ วา ปุนห์
กฺริยเต พหุลายาสํ  ตทฺ ราชสมฺ อุทาหฺฤตมฺ
ยตฺ — นั้นซึ่ง, ตุ — แต่, กาม-อีปฺสุนา — โดยผู้ปรารถนาผลทางวัตถุ, กรฺม — งาน, ส-อหงฺกาเรณ — ด้วยอหังการ, วา — หรือ, ปุนห์ — อีกครั้งหนึ่ง, กฺริยเต — ปฏิบัติ, พหุล-อายาสมฺ — ด้วยการทำงานอย่างหนัก, ตตฺ — นั้น, ราชสมฺ — ในระดับตัณหา, อุทาหฺฤตมฺ — กล่าวว่าเป็น
คำแปล
แต่การกระทำที่ทำไปด้วยความพยายามอันใหญ่หลวงของผู้ปรารถนาที่จะสนองความต้องการของตนเอง  และมีอหังการเป็นตัวบงการ  เรียกว่าการกระทำในระดับตัณหา
अनुबन्धं क्षयं हिंसामनवेक्ष्य च पौरुषम् ।
मोहादारभ्यते कर्म यत्तत्तामसमुच्यते ॥ १८.२५ ॥
โศลก 25
anubandhaṁ kṣayaṁ hiṁsām  anapekṣya ca pauruṣam
mohād ārabhyate karma  yat tat tāmasam ucyate
อนุพนฺธํ กฺษยํ หึสามฺ  อนเปกฺษฺย จ เปารุษมฺ
โมหาทฺ อารภฺยเต กรฺม  ยตฺ ตตฺ ตามสมฺ อุจฺยเต
อนุพนฺธมฺ — พันธนาการในอนาคต, กฺษยมฺ — การทำลาย, หึสามฺ — และความทุกข์ของ ผู้อื่น, อนเปกฺษฺย — โดยไม่พิจารณาถึงผลที่ตามมา, — เช่นกัน, เปารุษมฺ — ลงโทษตัว เอง, โมหาตฺ — ด้วยความหลง, อารภฺยเต — เริ่มต้น, กรฺม — งาน, ยตฺ — ซึ่ง, ตตฺ — นั้น, ตามสมฺ — ในระดับอวิชชา, อุจฺยเต — กล่าวว่าเป็น
คำแปล
การกระทำที่ทำไปในความหลง  โดยไม่คำนึงถึงคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  และไม่คำนึงถึงพันธกรณีในอนาคต  หรือเป็นการเบียดเบียน  หรือสร้างความทุกข์ให้แก่ผู้อื่น  กล่าวว่าอยู่ในระดับอวิชชา
คำอธิบาย
เราต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเราต่อรัฐ  หรือต่อผู้แทนขององค์  ภควานฺ  ที่เรียกว่ายมทูต  หรือ  ยมทูต  งานที่ไม่รับผิดชอบเป็นการทำลาย  เนื่องจากทำลายหลักธรรมคำสอนของพระคัมภีร์ส่วนมากอยู่บนฐานแห่งการเบียดเบียนและทำให้ชีวิตอื่นต้องได้รับทุกข์  งานที่ไม่รับผิดชอบเช่นนี้ดำเนินไปในแสงแห่งประสบการณ์ส่วนตัวเช่นนี้เรียกว่าความหลง  งานในความหลงทั้งหลายเหล่านี้เป็นผลผลิตของระดับอวิชชา
मुक्तसङ्गोऽनहंवादी धृत्युत्साहसमन्वितः ।
सिद्ध्यसिद्ध्योर्निर्विकारः कर्ता सात्त्विक उच्यते ॥ १८.२६ ॥
โศลก 26
mukta-saṅgo ’nahaṁ-vādī  dhṛty-utsāha-samanvitaḥ
siddhy-asiddhyor nirvikāraḥ  kartā sāttvika ucyate
มุกฺต-สงฺโค ’นหํ-วาที  ธฺฤตฺยฺ-อุตฺสาห-สมนฺวิตห์
สิทฺธฺยฺ-อสิทฺโธฺยรฺ นิรฺวิการห์  กรฺตา สาตฺตฺวิก อุจฺยเต
มุกฺต-สงฺคห์ — เป็นอิสระจากการคบหาสมาคมทางวัตถุทั้งหมด, อนหมฺ-วาที — ปราศจากอหังการ, ธฺฤติ — ด้วยความมุ่งมั่น, อุตฺสาห — และความกระตือรือร้นอย่าง ยิ่ง, สมนฺวิตห์ — มีคุณสมบัติ, สิทฺธิ — ในความสมบูรณ์, อสิทฺโธฺยห์ — และความล้มเหลว, นิรฺวิการห์ — ไม่เปลี่ยนแปลง, กรฺตา — ผู้ทำงาน, สาตฺตฺวิกห์ — ในระดับความดี, อุจฺยเต — กล่าวว่าเป็น
คำแปล
ผู้ปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  ปราศจากอหังการ  ปฏิบัติด้วยความมุ่งมั่นและกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง  และไม่หวั่นไหวทั้งในความสำเร็จหรือความล้มเหลว  กล่าวว่าเป็นผู้ทำงานในระดับความดี
คำอธิบาย
บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นทิพย์เหนือระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติวัตถุเสมอ  เขาไม่คาดหวังต่อผลลัพธ์ของงานที่ได้รับมอบหมายให้กระทำ  เนื่องจากอยู่เหนืออหังการและความยโส  ถึงกระนั้น  เขากระตือรือร้นเสมอจนกว่างานนั้นจะเสร็จสมบูรณ์โดยไม่วิตกกังวลต่อความทุกข์ที่ต้องเผชิญ  เขายังคงความกระตือรือร้นเสมอ  ไม่สนใจกับความสำเร็จหรือล้มเหลว  และมีความเสมอภาคทั้งในความทุกข์และความสุข  คนทำงานเช่นนี้สถิตในระดับความดี
रागी कर्मफलप्रेप्सुर्लुब्धो हिंसात्मकोऽशुचिः ।
हर्षशोकान्वितः कर्ता राजसः परिकीर्तितः ॥ १८.२७ ॥
โศลก 27
rāgī karma-phala-prepsur  lubdho hiṁsātmako ’śuciḥ
harṣa-śokānvitaḥ kartā  rājasaḥ parikīrtitaḥ
ราคี กรฺม-ผล-เปฺรปฺสุรฺ  ลุพฺโธ หึสาตฺมโก ’ศุจิห์
หรฺษ-โศกานฺวิตห์ กรฺตา  ราชสห์ ปริกีรฺติตห์
ราคี — ยึดติดมาก, กรฺม-ผล — ผลของงาน, เปฺรปฺสุห์ — ความปรารถนา, ลุพฺธห์ — ความโลภ, หึสา-อาตฺมกห์ — อิจฉาริษยาเสมอ, อศุจิห์ — สกปรก, หรฺษ-โศก-อนฺวิตห์ — อยู่ภายใต้ความรื่นเริงและความเศร้าโศก, กรฺตา — ผู้ปฏิบัติงานเช่นนี้, ราชสห์ — ในระดับตัณหา, ปริกีรฺติตห์ — ประกาศว่า
คำแปล
ผู้ทำงานที่ยึดติดกับงานและผลของงาน  ปรารถนาจะรื่นเริงกับผล  มีความโลภอิจฉาริษยาเสมอ  ไม่บริสุทธิ์  มีความดีใจและเสียใจเป็นตัวผลักดัน  กล่าวว่าอยู่ในระดับตัณหา
คำอธิบาย
บุคคลผู้ยึดติดมากต่องานบางชนิดหรือผลของงาน  เนื่องจากมีความยึดติดมากกับวัตถุนิยม  หรือว่าบ้าน  ภรรยา  และบุตรธิดา  เช่นนี้ไม่มีความปรารถนาจะพัฒนาชีวิตให้สูงขึ้น  เขาเพียงแต่สนใจอยู่กับการกระทำให้โลกนี้สะดวกสบายทางวัตถุเท่าที่จะเป็นไปได้  โดยทั่วไปจะเป็นคนโลภมาก  และคิดว่าสิ่งใดที่ได้มาจะอยู่กับตนอย่างถาวรโดยไม่มีวันสูญสลายไป  บุคคลเช่นนี้อิจฉาริษยาผู้อื่น  และเตรียมพร้อมที่จะทำสิ่งที่ผิดเพื่อสนองประสาทสัมผัสของตนเอง  ดังนั้น  จะเป็นคนที่ไม่สะอาด  และไม่สนใจว่าเงินที่ได้มานั้นบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์  เขาจะมีความสุขมากหากงานของตนประสบความสำเร็จและจะมีความทุกข์มากหากงานของตนล้มเหลว  ผู้ทำงานเช่นนี้อยู่ในระดับตัณหา
अयुक्तः प्राकृतः स्तब्धः शठो नैष्कृतिकोऽलसः ।
विषादी दीर्घसूत्री च कर्ता तामस उच्यते ॥ १८.२८ ॥
โศลก 28
ayuktaḥ prākṛtaḥ stabdhaḥ  śaṭho naiṣkṛtiko ’lasaḥ
viṣādī dīrgha-sūtrī ca  kartā tāmasa ucyate
อยุกฺตห์ ปฺรากฺฤตห์ สฺตพฺธห์  ศโฐ ไนษฺกฺฤติโก ’ลสห์
วิษาที ทีรฺฆ-สูตฺรี จ  กรฺตา ตามส อุจฺยเต
อยุกฺตห์ — ไม่อ้างถึงคำสั่งสอนของพระคัมภีร์, ปฺรากฺฤตห์ — นักวัตถุนิยม, สฺตพฺธห์ — ดื้อ รั้น, ศฐห์ — หลอกลวง, ไนษฺกฺฤติกห์ — ชำนาญในการดูถูกผู้อื่น, อลสห์ — เกียจคร้าน, วิษาที — อารมณ์เสีย, ทีรฺฆ-สูตฺรี — ผลัดวันประกันพรุ่ง, — เช่นกัน, กรฺตา — ผู้ทำงาน, ตามสห์ — ในระดับอวิชชา, อุจฺยเต — กล่าวว่าเป็น
คำแปล
ผู้ทำงานที่ละเมิดคำสั่งสอนของพระคัมภีร์เสมอ  เป็นนักวัตถุนิยม  ดื้อรั้น  ขี้โกงชำนาญในการดูถูกผู้อื่น  เกียจคร้าน  อารมณ์เสียเสมอ  และผัดวันประกันพรุ่งกล่าวว่าเป็นผู้ทำงานในระดับอวิชชา
คำอธิบาย
ในคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  เราพบว่างานชนิดใดควรปฏิบัติและงานชนิดใดไม่ควรปฏิบัติ  พวกที่ไม่สนใจต่อคำสั่งสอนเหล่านี้ปฏิบัติในงานที่ไม่ควรทำ  โดยทั่วไปเป็นนักวัตถุนิยม  ทำงานตามระดับแห่งธรรมชาติ  ไม่ทำตามคำสั่งสอนของพระคัมภีร์  ผู้ปฏิบัติงานเหล่านี้ไม่สุภาพและโดยทั่วไปฉลาดแกมโกง  และชำนาญในการดูถูกผู้อื่นเสมอ  เกียจคร้านมาก  ถึงแม้มีงานบางอย่างต้องทำ  แต่ทำไม่ดีและจะผัดไว้ทำภายหลังดังนั้น  ดูเหมือนว่าจะมีอารมณ์เสียอยู่เสมอ  ชอบผัดวันประกันพรุ่ง  สิ่งใดสามารถทำให้เสร็จภายในหนึ่งชั่วโมงก็จะลากทำไปเป็นปี  ผู้ปฏิบัติงานเช่นนี้สถิตในระดับอวิชชา
बुद्धेर्भेदं धृतेश्चैव गुणतस्त्रिविधं शृणु ।
प्रोच्यमानमशेषेण पृथक्त्वेन धनंजय ॥ १८.२९ ॥
โศลก 29
buddher bhedaṁ dhṛteś caiva  guṇatas tri-vidhaṁ śṛṇu
procyamānam aśeṣeṇa  pṛthaktvena dhanañ-jaya
พุทฺเธรฺ เภทํ ธฺฤเตศฺ ไจว  คุณตสฺ ตฺริ-วิธํ ศฺฤณุ
โปฺรจฺยมานมฺ อเศเษณ  ปฺฤถกฺเตฺวน ธนญฺ-ชย
พุทฺเธห์ — ของปัญญา, เภทมฺ — แตกต่าง, ธฺฤเตห์ — ของความสม่ำเสมอ, — เช่นกัน, เอว — แน่นอน, คุณตห์ — โดยระดับต่าง ๆ แห่งธรรมชาติวัตถุ, ตฺริ-วิธมฺ — สามประเภท, ศฺฤณุ — จงฟัง, โปฺรจฺยมานมฺ — ข้าจะอธิบาย, อเศเษณ — ในรายละเอียด, ปฺฤถกฺเตฺวน — แตกต่าง, ธนมฺ-ชย — โอ้ ผู้ชนะความร่ำรวย
คำแปล
โอ้  ผู้ชนะความร่ำรวย  บัดนี้จงฟัง  ข้าจะบอกรายละเอียดแก่เธอเกี่ยวกับความเข้าใจและความมุ่งมั่นที่แตกต่างกันตามสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ
คำอธิบาย
บัดนี้หลังจากอธิบายเรื่องความรู้  จุดมุ่งหมายของความรู้  และผู้รู้  ในสามระดับตามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ  องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายถึงปัญญาและความมุ่งมั่นของผู้ปฏิบัติงานในลักษณะเดียวกัน
प्रवृत्तिं च निवृत्तिं च कार्याकार्ये भयाभये ।
बन्धं मोक्षं च या वेत्ति बुद्धिः सा पार्थ सात्त्विकी ॥ १८.३० ॥
โศลก 30
pravṛttiṁ ca nivṛttiṁ ca  kāryākārye bhayābhaye
bandhaṁ mokṣaṁ ca yā vetti  buddhiḥ sā pārtha sāttvikī
ปฺรวฺฤตฺตึ จ นิวฺฤตฺตึ จ  การฺยากาเรฺย ภยาภเย
พนฺธํ โมกฺษํ จ ยา เวตฺติ  พุทฺธิห์ สา ปารฺถ สาตฺตฺวิกี
ปฺรวฺฤตฺติมฺ — กระทำ, — เช่นกัน, นิวฺฤตฺติมฺ — ไม่ทำ, — และ, การฺย — อะไรควรทำ, อกาเรฺย — และอะไรไม่ควรทำ, ภย — ความกลัว, อภเย — และความไม่กลัว, พนฺธมฺ — พันธะ, โมกฺษมฺ — ความอิสระ, — และ, ยา — นั้นซึ่ง, เวตฺติ — รู้, พุทฺธิห์ — เข้าใจ, สา — นั้น, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, สาตฺตฺวิกี — ในระดับความดี
คำแปล
โอ้  โอรสพระนาง  ปฺฤถา  ความเข้าใจที่รู้ว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำ  อะไรควรกลัวและอะไรไม่ควรกลัว  อะไรที่ผูกมัดและอะไรที่เป็นอิสระ  อยู่ในระดับความดี
คำอธิบาย
การกระทำตามคำชี้นำของพระคัมภีร์เรียกว่าปฺรวฺฤตฺติ  หรือทำในสิ่งที่ควรและไม่ทำในสิ่งที่ไม่ได้แนะนำไว้  ผู้ที่ไม่รู้คำสั่งสอนของพระคัมภีร์ถูกพันธนาการอยู่ในกรรมและผลแห่งกรรม  ความเข้าใจที่สามารถแยกแยะด้วยปัญญาสถิตอยู่ในระดับความดี
यया धर्ममधर्मं च कार्यं चाकार्यमेव च ।
अयथावत्प्रजानाति बुद्धिः सा पार्थ राजसी ॥ १८.३१ ॥
โศลก 31
yayā dharmam adharmaṁ ca  kāryaṁ cākāryam eva ca
ayathāvat prajānāti  buddhiḥ sā pārtha rājasī
ยยา ธรฺมมฺ อธรฺมํ จ  การฺยํ จาการฺยมฺ เอว จ
อยถาวตฺ ปฺรชานาติ  พุทฺธิห์ สา ปารฺถ ราชสี
ยยา — ซึ่ง, ธรฺมมฺ — หลักธรรมแห่งศาสนา, อธรฺมมฺ — ไร้ศาสนา, — และ, การฺยมฺ — อะไรควรทำ, — เช่นกัน, อการฺยมฺ — อะไรไม่ควรทำ, เอว — แน่นอน, — เช่นกัน, อยถา-วตฺ — ไม่สมบูรณ์, ปฺรชานาติ — รู้, พุทฺธิห์ — ปัญญา, สา — และ, ปารฺถ — โอ้โอรส พระนาง ปฺฤถา, ราชสี — ในระดับตัณหา
คำแปล
โอ้  โอรสพระนาง  ปฺฤถา  ความเข้าใจที่ไม่สามารถแยกแยะระหว่างศาสนา  และที่ไม่ใช่ศาสนา  ระหว่างสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ไม่ควรทำ  อยู่ในระดับตัณหา
अधर्मं धर्ममिति या मन्यते तमसावृता ।
सर्वार्थान्विपरीतांश्च बुद्धिः सा पार्थ तामसी ॥ १८.३२ ॥
โศลก 32
adharmaṁ dharmam iti yā  manyate tamasāvṛtā
sarvārthān viparītāṁś ca  buddhiḥ sā pārtha tāmasī
อธรฺมํ ธรฺมมฺ อิติ ยา  มนฺยเต ตมสาวฺฤตา
สรฺวารฺถานฺ วิปรีตำศฺ จ  พุทฺธิห์ สา ปารฺถ ตามสี
อธรฺมมฺ — ไม่มีศาสนา, ธรฺมมฺ — ศาสนา, อิติ — ดังนั้น, ยา — ซึ่ง, มนฺยเต — คิด, ตมสา — ด้วยความหลง, อาวฺฤตา — ปกคลุม, สรฺว-อรฺถานฺ — สิ่งทั้งหมด, วิปรีตานฺ — ในทิศทาง ที่ผิด, — เช่นกัน, พุทฺธิห์ — ปัญญา, สา — นั้น, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนา ปฺฤถา, ตามสี — ในระดับอวิชชา
คำแปล
ความเข้าใจซึ่งพิจารณาว่า  ที่ไม่ใช่ศาสนาว่าเป็นศาสนา  และที่เป็นศาสนาว่าไม่ใช่ศาสนา  ภายใต้มนต์สะกดแห่งความหลงและความมืด  พยายามไปในทิศทางที่ผิดเสมอ  โอ้  ปารฺถ  อยู่ในระดับอวิชชา
คำอธิบาย
ปัญญาในระดับอวิชชาทำงานไปในทางตรงกันข้ามกับที่ควรจะเป็นเสมอยอมรับศาสนาซึ่งอันที่จริงไม่ใช่ศาสนา  และปฏิเสธศาสนาที่แท้จริง  มนุษย์ในอวิชชาเข้าใจดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ว่าเป็นบุคคลธรรมดาสามัญ  และยอมรับบุคคลสามัญว่าเป็นดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่  พวกเขาคิดว่าสัจธรรมคือความไม่จริงและยอมรับสิ่งที่ไม่จริงว่าเป็นสัจธรรม  และดำเนินกิจกรรมทั้งหมดไปในวิถีทางที่ผิด  ดังนั้น  ปัญญาของพวกนี้จึงอยู่ในระดับอวิชชา
धृत्या यया धारयते मनःप्राणेन्द्रियक्रियाः ।
योगेनाव्यभिचारिण्या धृतिः सा पार्थ सात्त्विकी ॥ १८.३३ ॥
โศลก 33
dhṛtyā yayā dhārayate  manaḥ-prāṇendriya-kriyāḥ
yogenāvyabhicāriṇyā  dhṛtiḥ sā pārtha sāttvikī
ธฺฤตฺยา ยยา ธารยเต  มนห์-ปฺราเณนฺทฺริย-กฺริยาห์
โยเคนาวฺยภิจาริณฺยา  ธฺฤติห์ สา ปารฺถ สาตฺตฺวิกี
ธฺฤตฺยา — ความมุ่งมั่น, ยยา — ซึ่ง, ธารยเต — ค้ำจุน, มนห์ — ของจิตใจ, ปฺราณ — ชีวิต, อินฺทฺริย — และประสาทสัมผัส, กฺริยาห์ — กิจกรรม, โยเคน — ด้วยการปฏิบัติ โยค, อวฺยภิจาริณฺยา — โดยไม่ขาดตอน, ธฺฤติห์ — ความมุ่งมั่น, สา — นั้น, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, สาตฺตฺวิกี — ในระดับความดี
คำแปล
โอ้  โอรสพระนาง  ปฺฤถา  ความมุ่งมั่นที่ไม่ขาดตอน  สนับสนุนด้วยความมั่นคงจากการปฏิบัติ  โยค  ทำให้ควบคุมกิจกรรมของจิตใจ  ชีวิต  และประสาทสัมผัสได้เป็นความมุ่งมั่นในระดับความดี
คำอธิบาย
โยค  หมายไว้เพื่อให้เข้าใจดวงวิญญาณสูงสุด  ผู้ที่ตั้งมั่นอย่างแน่วแน่ในดวงวิญญาณสูงสุดด้วยความมุ่งมั่น  ตั้งสมาธิจิต  ชีวิต  และกิจกรรมทางประสาทสัมผัสของตนอยู่ที่องค์  ภควานฺ  ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ความมุ่งมั่นเช่นนี้อยู่ในระดับความดี  คำว่า  อวฺยภิจาริณฺยา  สำคัญมาก  เพราะแสดงว่าบุคคลปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะไม่ถูกเบี่ยงเบนด้วยกิจกรรมอื่น  ๆ
यया तु धर्मकामार्थान्धृत्या धारयतेऽर्जुन ।
प्रसङ्गेन फलाकाङ्क्षी धृतिः सा पार्थ राजसी ॥ १८.३४ ॥
โศลก 34
yayā tu dharma-kāmārthān  dhṛtyā dhārayate ’rjuna
prasaṅgena phalākāṅkṣī  dhṛtiḥ sā pārtha rājasī
ยยา ตุ ธรฺม-กามารฺถานฺ  ธฺฤตฺยา ธารยเต ’รฺชุน
ปฺรสงฺเคน ผลากางฺกฺษี  ธฺฤติห์ สา ปารฺถ ราชสี
ยยา — ซึ่ง, ตุ — แต่, ธรฺม — ศาสนา, กาม — การสนองประสาทสัมผัส, อรฺถานฺ — และ การพัฒนาเศรษฐกิจ, ธฺฤตฺยา — ด้วยความมุ่งมั่น, ธารยเต — เขาสนับสนุน, อรฺชุน — โอ้ อรฺชุน, ปฺรสงฺเคน — เนื่องจากความยึดติด, ผล-อากางฺกฺษี — ปรารถนาผลทางวัตถุ, ธฺฤติห์ — ความมุ่งมั่น, สา — นั้น, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, ราชสี — ในระดับตัณหา
คำแปล
แต่ความมุ่งมั่นที่ทำให้ยึดติดอยู่ในผลประโยชน์ทางวัตถุ  ในศาสนา  ในการพัฒนาเศรษฐกิจ  ในการสนองประสาทสัมผัส  เป็นธรรมชาติแห่งตัณหา  โอ้  อรฺชุน  
คำอธิบาย
บุคคลใดที่ปรารถนาผลประโยชน์ทางวัตถุในกิจกรรมทางศาสนาหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่เสมอ  มีความปรารถนาอยู่สิ่งเดียวคือการสนองประสาทสัมผัส  เมื่อจิตใจ  ชีวิต  และประสาทสัมผัสใช้ไปในทางนั้น  ผู้นี้อยู่ในระดับตัณหา
यया स्वप्नं भयं शोकं विषादं मदमेव च ।
न विमुञ्चति दुर्मेधा धृतिः सा पार्थ तामसी ॥ १८.३५ ॥
โศลก 35
yayā svapnaṁ bhayaṁ śokaṁ  viṣādaṁ madam eva ca
na vimuñcati durmedhā  dhṛtiḥ sā pārtha tāmasī
ยยา สฺวปฺนํ ภยํ โศกํ  วิษาทํ มทมฺ เอว จ
น วิมุญฺจติ ทุรฺเมธา  ธฺฤติห์ สา ปารฺถ ตามสี
ยยา — ซึ่ง, สฺวปฺนมฺ — ฝัน, ภยมฺ — ความกลัว, โศกมฺ — ความเศร้าโศก, วิษาทมฺ — อารมณ์ เสีย, มทมฺ — ความหลง, เอว — แน่นอน, — เช่นกัน, — ไม่เคย, วิมุญฺจติ — เขายกเลิก, ทุรฺเมธา — ไม่มีปัญญา, ธฺฤติห์ — ความมุ่งมั่น, สา — นั้น, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, ตามสี — ในระดับอวิชชา
คำแปล
และความมุ่งมั่นที่ไม่สามารถอยู่เหนือความฝัน  ความกลัว  ความเศร้าโศกอารมณ์เสีย  และความหลง  ความมุ่งมั่นที่ไร้สติปัญญาเช่นนี้  โอ้  โอรสพระนางปฺฤถา  อยู่ในระดับแห่งความมืด
คำอธิบาย
เราไม่ควรสรุปว่าบุคคลในระดับความดีจะไม่ฝัน  ณ  ที่นี้  “ความฝัน”หมายความว่านอนมากเกินไป  ความฝันเกิดขึ้นเสมอไม่ว่าในระดับความดี  ตัณหา  หรืออวิชชา  ความฝันเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ  แต่พวกที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการนอนมากเกินไป  ผู้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความยโสในการรื่นเริงกับสิ่งของทางวัตถุ  ผู้ที่ฝันว่าเป็นเจ้าเหนือโลกวัตถุเสมอ  และผู้ที่ชีวิต  จิตใจ  และประสาทสัมผัสที่ใช้ไปในทางนี้พิจารณาว่ามีความมุ่งมั่นอยู่ในระดับอวิชชา
सुखं त्विदानीं त्रिविधं शृणु मे भरतर्षभ ।
अभ्यासाद्रमते यत्र दुःखान्तं च निगच्छति ॥ १८.३६ ॥
โศลก 36
sukhaṁ tv idānīṁ tri-vidhaṁ  śṛṇu me bharatarṣabha
abhyāsād ramate yatra  duḥkhāntaṁ ca nigacchati
สุขํ ตฺวฺ อิทานีํ ตฺริ-วิธํ  ศฺฤณุ เม ภรตรฺษภ
อภฺยาสาทฺ รมเต ยตฺร  ทุห์ขานฺตํ จ นิคจฺฉติ
สุขมฺ — ความสุข, ตุ — แต่, อิทานีมฺ — บัดนี้, ตฺริ-วิธมฺ — ของสามประเภท, ศฺฤณุ — สดับฟัง, เม — จากข้า, ภรต-ฤษภ — โอ้ผู้ยอดเยี่ยมในหมู่ ภารต, อภฺยาสาตฺ — จากการฝึกฝน, รมเต — เขารื่นเริง, ยตฺร — ที่, ทุห์ข — ของความทุกข์, อนฺตมฺ — จบ, — เช่นกัน, นิคจฺฉติ — ได้รับ
คำแปล
โอ้  ผู้ยอดเยี่ยมแห่ง  ภารต  บัดนี้  โปรดสดับฟังจากข้าเกี่ยวกับความสุขสามประเภทที่พันธวิญญาณรื่นเริง  และบางครั้งทำให้เขาจบสิ้นความทุกข์ทั้งปวง
คำอธิบาย
พันธวิญญาณพยายามรื่นเริงกับความสุขทางวัตถุครั้งแล้วครั้งเล่า  ดังนั้น  เขาจึงได้แต่เคี้ยวกากเดน  แต่บางครั้งในระหว่างความรื่นเริงเช่นนี้  เขาได้รับการปลดเปลื้องจากพันธนาการทางวัตถุ  ด้วยการมาคบหาสมาคมกับดวงวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่  อีกนัยหนึ่งพันธวิญญาณหมกมุ่นอยู่กับการสนองประสาทสัมผัสเสมอ  แต่เมื่อได้มาคบหาสมาคมกับกัลยาณมิตรและเข้าใจว่าความรื่นเริงทางวัตถุเป็นเพียงการกระทำที่ซ้ำซากอยู่ในสิ่งเดียวกัน  และได้ตื่นขึ้นใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกที่แท้จริง  บางครั้งเขาได้รับการปลดเปลื้องจากสิ่งที่สมมติว่าเป็นความสุขซ้ำซากเช่นนี้
यत्तदग्रे विषमिव परिणामेऽमृतोपमम् ।
तत्सुखं सात्त्विकं प्रोक्तमात्मबुद्धिप्रसादजम् ॥ १८.३७ ॥
โศลก 37
yat tad agre viṣam iva  pariṇāme ’mṛtopamam
tat sukhaṁ sāttvikaṁ proktam  ātma-buddhi-prasāda-jam
ยตฺ ตทฺ อเคฺร วิษมฺ อิว  ปริณาเม ’มฺฤโตปมมฺ
ตตฺ สุขํ สาตฺตฺวิกํ โปฺรกฺตมฺ  อาตฺม-พุทฺธิ-ปฺรสาท-ชมฺ
ยตฺ — ซึ่ง, ตตฺ — นั้น, อเคฺร — ในตอนต้น, วิษมฺ อิว — เหมือนยาพิษ, ปริณาเม — ในบั้นปลาย, อมฺฤต — น้ำทิพย์, อุปมมฺ — เปรียบเทียบกับ, ตตฺ — นั้น, สุขมฺ — ความสุข, สาตฺตฺวิกมฺ — ใน ระดับความดี, โปฺรกฺตมฺ — กล่าวว่า, อาตฺม — ในตัว, พุทฺธิ — ของปัญญา, ปฺรสาท-ชมฺ — เกิดจากความพึงพอใจ
คำแปล
สิ่งที่ในตอนแรกอาจเหมือนกับยาพิษ  แต่ในบั้นปลายกลายเป็นน้ำทิพย์  ซึ่งปลุกเขาให้ตื่นอยู่ในความรู้แจ้งแห่งตน  กล่าวว่าเป็นความสุขในระดับความดี
คำอธิบาย
ในการแสวงหาความรู้แจ้งแห่งตน  เราต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์มากมายเพื่อควบคุมจิตใจและประสาทสัมผัส  และตั้งสมาธิจิตอยู่ที่ดวงชีวิต  ขั้นตอนนี้ยากมากและขมขื่นเหมือนกับยาพิษ  แต่ถ้าหากประสบความสำเร็จในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์  และมาถึงสถานภาพทิพย์  เราจะเริ่มดื่มน้ำทิพย์ที่แท้จริงและรื่นเริงอยู่กับชีวิต
विषयेन्द्रियसंयोगाद्यत्तदग्रेऽमृतोपमम् ।
परिणामे विषमिव तत्सुखं राजसं स्मृतम् ॥ १८.३८ ॥
โศลก 38
viṣayendriya-saṁyogād  yat tad agre ’mṛtopamam
pariṇāme viṣam iva  tat sukhaṁ rājasaṁ smṛtam
วิษเยนฺทฺริย-สํโยคาทฺ  ยตฺ ตทฺ อเคฺร ’มฺฤโตปมมฺ
ปริณาเม วิษมฺ อิว  ตตฺ สุขํ ราชสํ สฺมฺฤตมฺ
วิษย — ของอายตนะภายนอก, อินฺทฺริย — และประสาทสัมผัส, สํโยคาตฺ — จากการรวม กัน, ยตฺ — ซึ่ง, ตตฺ — นั้น, อเคฺร — ในตอนต้น, อมฺฤต-อุปมมฺ — เหมือนกับน้ำทิพย์, ปริณาเม — ในบั้นปลาย, วิษมฺ อิว — เหมือนยาพิษ, ตตฺ — นั้น, สุขมฺ — ความสุข, ราชสมฺ — ในระดับ ตัณหา, สฺมฺฤตมฺ — พิจารณาว่า
คำแปล
ความสุขที่ได้รับจากการมาสัมผัสระหว่างอายตนะภายในกับอายตนะภายนอกซึ่งดูเหมือนกับน้ำทิพย์ในตอนต้น  แต่ในบั้นปลายกลายเป็นยาพิษ  กล่าวว่าเป็นธรรมชาติแห่งตัณหา
คำอธิบาย
ชายหนุ่มและหญิงสาวพบกัน  ประสาทสัมผัสจะฉุดชายหนุ่มให้ไปหาหญิงสาวสัมผัสกับนางและมีเพศสัมพันธ์กัน  ในตอนต้นสิ่งนี้อาจเป็นที่รื่นรมย์มากของประสาทสัมผัส  แต่ในบั้นปลายหรือหลังจากระยะเวลาหนึ่งจะกลายมาเป็นยาพิษ  เมื่อทั้งคู่แยกทางหรือหย่าร้างจากกันจะมีความเศร้าโศกเสียใจ  ฯลฯ  ความสุขเช่นนี้อยู่ในระดับตัณหาเสมอ  ความสุขที่ได้รับจากการสัมผัสกันระหว่างอายตนะภายใน  (ตา  หู  จมูก  ลิ้นกาย)  และอายตนะภายนอก  (รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส)  เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์เสมอจึงควรหลีกเลี่ยงด้วยประการทั้งปวง
यदग्रे चानुबन्धे च सुखं मोहनमात्मनः ।
निद्रालस्यप्रमादोत्थं तत्तामसमुदाहृतम् ॥ १८.३९ ॥
โศลก 39
yad agre cānubandhe ca  sukhaṁ mohanam ātmanaḥ
nidrālasya-pramādotthaṁ  tat tāmasam udāhṛtam
ยทฺ อเคฺร จานุพนฺเธ จ  สุขํ โมหนมฺ อาตฺมนห์
นิทฺราลสฺย-ปฺรมาโทตฺถํ  ตตฺ ตามสมฺ อุทาหฺฤตมฺ
ยตฺ — ซึ่ง, อเคฺร — ในตอนต้น, — เช่นกัน, อนุพนฺเธ — ในบั้นปลาย, — เช่นกัน, สุขมฺ — ความ สุข, โมหนมฺ — ความหลง, อาตฺมนห์ — ของตน, นิทฺรา — การนอน, อาลสฺย — เกียจคร้าน, ปฺรมาท — และความหลง, อุตฺถมฺ — ผลิตจาก, ตตฺ — นั้น, ตามสมฺ — ในระดับอวิชชา, อุทาหฺฤตมฺ — กล่าวว่าเป็น
คำแปล
และความสุขที่ทำให้มองไม่เห็นความรู้แจ้งแห่งตน  เป็นความหลงผิดตั้งแต่ต้นจนจบ  ซึ่งเกิดจากการนอน  ความเกียจคร้าน  และความหลง  กล่าวว่าเป็นธรรมชาติแห่งอวิชชา
คำอธิบาย
ผู้ที่มีความสุขอยู่กับความเกียจคร้านและการนอน  แน่นอนว่าอยู่ในระดับของความมืดแห่งอวิชชา  ผู้ที่ไม่รู้ว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำก็อยู่ในระดับอวิชชาเช่นกัน  บุคคลที่อยู่ในระดับนี้ทุกสิ่งทุกอย่างคือความหลง  ไม่มีความสุขทั้งในตอนต้นหรือตอนจบ  บุคคลที่อยู่ในระดับตัณหาอาจมีความสุขอยู่บ้างในตอนต้นแต่ไม่ยั่งยืนและจะเป็นความทุกข์ในตอนจบ  แต่สำหรับบุคคลในระดับอวิชชาจะมีแต่ความทุกข์เพียงอย่างเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ
न तदस्ति पृथिव्यां वा दिवि देवेषु वा पुनः ।
सत्त्वं प्रकृतिजैर्मुक्तं यदेभिः स्यात्त्रिभिर्गुणैः ॥ १८.४० ॥
โศลก 40
na tad asti pṛthivyāṁ vā  divi deveṣu vā punaḥ
sattvaṁ prakṛti-jair muktaṁ  yad ebhiḥ syāt tribhir guṇaiḥ
น ตทฺ อสฺติ ปฺฤถิวฺยำ วา  ทิวิ เทเวษุ วา ปุนห์
สตฺตฺวํ ปฺรกฺฤติ-ไชรฺ มุกฺตํ  ยทฺ เอภิห์ สฺยาตฺ ตฺริภิรฺ คุไณห์
— ไม่, ตตฺ — นั้น, อสฺติ — มี, ปฺฤถิวฺยามฺ — บนโลก, วา — หรือ, ทิวิ — ในระบบดาวเคราะห์ที่สูง กว่า, เทเวษุ — ในหมู่เทวดา, วา — หรือ, ปุนห์ — อีกครั้ง, สตฺตฺวมฺ — เป็นอยู่, ปฺรกฺฤติ-ไชห์ — เกิดจากธรรมชาติวัตถุ, มุกฺตมฺ — อิสรภาพ, ยตฺ — นั้น, เอภิห์ — จากอิทธิพลของสิ่งเหล่านี้, สฺยาตฺ — เป็น, ตฺริภิห์ — สาม, คุไณห์ — ระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ
คำแปล
ไม่มีสิ่งมีชีวิตใด  ไม่ว่าจะอยู่ที่นี่หรืออยู่ในหมู่เทวดาในระบบดาวเคราะห์ที่สูงกว่าจะเป็นอิสระจากสามระดับที่เกิดจากธรรมชาติวัตถุนี้
คำอธิบาย
ณ  ที่นี้  องค์  ภควานฺ  ทรงสรุปถึงอิทธิพลทั้งหมดของสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุที่มีอยู่ทั่วทั้งจักรวาล
ब्राह्मणक्षत्रियविशां शूद्राणां च परन्तप ।
कर्माणि प्रविभक्तानि स्वभावप्रभवैर्गुणैः ॥ १८.४१ ॥
โศลก 41
brāhmaṇa-kṣatriya-viśāṁ  śūdrāṇāṁ ca paran-tapa
karmāṇi pravibhaktāni  svabhāva-prabhavair guṇaiḥ
พฺราหฺมณ-กฺษตฺริย-วิศำ  ศูทฺราณำ จ ปรนฺ-ตป
กรฺมาณิ ปฺรวิภกฺตานิ  สฺวภาว-ปฺรภไวรฺ คุไณห์
พฺราหฺมณ — ของ พฺราหฺมณ, กฺษตฺริยกฺษตฺริย, วิศามฺ — และ ไวศฺย, ศูทฺราณามฺ — ของ ศูทฺร, — และ, ปรมฺ-ตป — โอ้ ผู้ปราบศัตรู, กรฺมาณิ — กิจกรรม, ปฺรวิภกฺตานิ — แบ่ง ออก, สฺวภาว — ตามธรรมชาติของพวกเขา, ปฺรภไวห์ — เกิดจาก, คุไณห์ — โดยระดับ ต่าง ๆ แห่งธรรมชาติวัตถุ
คำแปล
  พฺราหฺมณ  กฺษตฺริย  ไวศฺย  และ  ศูทฺร  แบ่งออกตามคุณสมบัติที่เกิดจากธรรมชาติของตนเองตามระดับต่าง  ๆ  ทางวัตถุ  โอ้  ผู้กำราบศัตรู
शमो दमस्तपः शौचं क्षान्तिरार्जवमेव च ।
ज्ञानं विज्ञानमास्तिक्यं ब्रह्मकर्म स्वभावजम् ॥ १८.४२ ॥
โศลก 42
śamo damas tapaḥ śaucaṁ  kṣāntir ārjavam eva ca
jñānaṁ vijñānam āstikyaṁ  brahma-karma svabhāva-jam
ศโม ทมสฺ ตปห์ เศาจํ  กฺษานฺติรฺ อารฺชวมฺ เอว จ
ชฺญานํ วิชฺญานมฺ อาสฺติกฺยํ  พฺรหฺม-กรฺม สฺวภาว-ชมฺ
ศมห์ — ความสงบ, ทมห์ — ควบคุมตนเอง, ตปห์ — ความสมถะ, เศาจมฺ — ความบริสุทธิ์, กฺษานฺติห์ — ความอดทน, อารฺชวมฺ — ความซื่อสัตย์, เอว — แน่นอน, — และ, ชฺญานมฺ — ความรู้, วิชฺญานมฺ — ปัญญา, อาสฺติกฺยมฺ — ศาสนา, พฺรหฺม — ของ พฺราหฺมณ, กรฺม — หน้าที่, สฺวภาว-ชมฺ — เกิดจากธรรมชาติของตัวเขา
คำแปล
ความสงบ  ควบคุมตนเองได้  สมถะ  บริสุทธิ์  อดทน  ซื่อสัตย์  ความรู้  ปัญญาและปฏิบัติตามหลักศาสนา  สิ่งเหล่านี้คือคุณลักษณะตามธรรมชาติที่บรรดาพฺราหฺมณ  (พฺราหฺมณ)  ถือปฏิบัติ
शौर्यं तेजो धृतिर्दाक्ष्यं युद्धे चाप्यपलायनम् ।
दानमीश्वरभावश्च क्षात्रं कर्म स्वभावजम् ॥ १८.४३ ॥
โศลก 43
śauryaṁ tejo dhṛtir dākṣyaṁ  yuddhe cāpy apalāyanam
dānam īśvara-bhāvaś ca  kṣātraṁ karma svabhāva-jam
เศารฺยํ เตโช ธฺฤติรฺ ทากฺษฺยํ  ยุทฺเธ จาปฺยฺ อปลายนมฺ
ทานมฺ อีศฺวร-ภาวศฺ จ  กฺษาตฺรํ กรฺม สฺวภาว-ชมฺ
เศารฺยมฺ — ความกล้าหาญ, เตชห์ — อำนาจ, ธฺฤติห์ — ความมุ่งมั่น, ทากฺษฺยมฺ — หาหนทาง, ยุทฺเธ — ในสนามรบ, — และ, อปิ — เช่นกัน, อปลายนมฺ — ไม่หลบหนี, ทานมฺ — ใจกว้าง, อีศฺวร — ของผู้นำ, ภาวห์ — ธรรมชาติ, — และ, กฺษาตฺรมฺ — ของ กฺษตฺริย, กรฺม — หน้าที่, สฺวภาว-ชมฺ — เกิดจากธรรมชาติของตัวเขาเอง
คำแปล
ความกล้าหาญ  อำนาจ  มุ่งมั่น  คิดหาหนทาง  ใจสู้ในสนามรบ  ใจกว้าง  และความเป็นผู้นำ  เป็นคุณลักษณะตามธรรมชาติของงานสำหรับ  กฺษตฺริย  (กฺษตฺริย)
कृषिगौरक्ष्यवाणिज्यं वैश्यकर्म स्वभावजम् ।
परिचर्यात्मकं कर्म शूद्रस्यापि स्वभावजम् ॥ १८.४४ ॥
โศลก 44
kṛṣi-go-rakṣya-vāṇijyaṁ  vaiśya-karma svabhāva-jam
paricaryātmakaṁ karma  śūdrasyāpi svabhāva-jam
กฺฤษิ-โค-รกฺษฺย-วาณิชฺยํ  ไวศฺย-กรฺม สฺวภาว-ชมฺ
ปริจรฺยาตฺมกํ กรฺม  ศูทฺรสฺยาปิ สฺวภาว-ชมฺ
กฺฤษิ — ไถนา, โค — ของโค, รกฺษฺย — ปกป้อง, วาณิชฺยมฺ — ค้าขาย, ไวศฺย — ของ ไวศฺย, กรฺม — หน้าที่, สฺวภาว-ชมฺ — เกิดจากธรรมชาติของตัวเขา, ปริจรฺยา — รับใช้ บริการ, อาตฺมกมฺ — ประกอบด้วย, กรฺม — หน้าที่, ศูทฺรสฺย — ของ ศูทฺร, อปิ — เช่นกัน, สฺวภาว-ชมฺ — เกิดจากธรรมชาติของตัวเขา
คำแปล
การทำฟาร์ม  ปกป้องโค  และธุรกิจ  เป็นธรรมชาติการทำงานของ  ไวศฺย  สำหรับ  ศูทฺร  จะใช้แรงงานและบริการรับใช้ผู้อื่น
स्वे स्वे कर्मण्यभिरतः संसिद्धिं लभते नरः ।
स्वकर्मनिरतः सिद्धिं यथा विन्दति तच्छृणु ॥ १८.४५ ॥
โศลก 45
sve sve karmaṇy abhirataḥ  saṁsiddhiṁ labhate naraḥ
sva-karma-nirataḥ siddhiṁ  yathā vindati tac chṛṇu
เสฺว เสฺว กรฺมณฺยฺ อภิรตห์  สํสิทฺธึ ลภเต นรห์
สฺว-กรฺม-นิรตห์ สิทฺธึ  ยถา วินฺทติ ตจฺ ฉฺฤณุ
เสฺว เสฺว — แต่ละคน, กรฺมณิ — งาน, อภิรตห์ — ปฏิบัติตาม, สํสิทฺธิมฺ — สมบูรณ์, ลภเต — บรรลุ, นรห์ — มนุษย์, สฺว-กรฺม — ในหน้าที่ของตน, นิรตห์ — ปฏิบัติ, สิทฺธิมฺ — สมบูรณ์, ยถา — ประหนึ่ง, วินฺทติ — ได้รับ, ตตฺ — นั้น, ศฺฤณุ — ฟัง
คำแปล
จากการปฏิบัติตามคุณลักษณะแห่งงานของตนเอง  ทุกคนสามารถบรรลุถึงความสมบูรณ์ได้  บัดนี้  โปรดฟังจากข้าว่าเช่นนี้เป็นไปได้อย่างไร
यतः प्रवृत्तिर्भूतानां येन सर्वमिदं ततम् ।
स्वकर्मणा तमभ्यर्च्य सिद्धिं विन्दति मानवः ॥ १८.४६ ॥
โศลก 46
yataḥ pravṛttir bhūtānāṁ  yena sarvam idaṁ tatam
sva-karmaṇā tam abhyarcya  siddhiṁ vindati mānavaḥ
ยตห์ ปฺรวฺฤตฺติรฺ ภูตานำ  เยน สรฺวมฺ อิทํ ตตมฺ
สฺว-กรฺมณา ตมฺ อภฺยรฺจฺย  สิทฺธึ วินฺทติ มานวห์
ยตห์ — จากผู้ใด, ปฺรวฺฤตฺติห์ — ออกมา, ภูตานามฺ — ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย, เยน — จาก ใคร, สรฺวมฺ — ทั้งหมด, อิทมฺ — นี้, ตตมฺ — แผ่กระจาย, สฺว-กรฺมณา — จากหน้าที่ของ เขา, ตมฺ — องค์ภควาน, อภฺยรฺจฺย — จากการบูชา, สิทฺธิมฺ — ความสมบูรณ์, วินฺทติ — บรรลุ, มานวห์ — มนุษย์
คำแปล
จากการบูชาองค์ภควานผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของมวลชีวิต  และทรงแผ่กระจายไปทั่ว  มนุษย์สามารถบรรลุถึงความสมบูรณ์ด้วยการปฏิบัติงานของตนเอง
คำอธิบาย
ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทที่สิบห้าว่ามวลชีวิตเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  ดังนั้นพระองค์ทรงเป็นจุดเริ่มต้นของมวลชีวิต  ได้ยืนยันไว้ใน  เวทานฺต-สูตฺร  ว่า  ชนฺมาทฺยฺ  อสฺย  ยตห์  องค์  ภควานฺ  ทรงเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตของทุก  ๆ  ชีวิต  ดังที่กล่าวไว้ในบทที่เจ็ดของ  ภควัท-คีตา  ว่า  ด้วยพลังงานทั้งสองของพระองค์คือพลังงานเบื้องต่ำและพลังงานเบื้องสูง  พระองค์ทรงแผ่กระจายไปทั่ว  ฉะนั้น  เราควรบูชาองค์  ภควานฺ  พร้อมทั้งพลังงานของพระองค์  โดยทั่วไปเหล่าสาวก  ไวษฺณว  จะบูชาองค์  ภควานฺ  และพลังงานเบื้องสูงของพระองค์  พลังงานเบื้องต่ำของพระองค์เป็นภาพสะท้อนที่กลับตาลปัตรของพลังงานเบื้องสูง  พลังงานเบื้องต่ำอยู่เบื้องหลัง  แต่องค์  ภควานฺ  โดยภาคแบ่งแยกของส่วนสมบูรณ์ของพระองค์ในรูป  ปรมาตฺมา  ทรงสถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง  ทรงเป็นอภิวิญญาณของมวลเทวดา  มวลมนุษย์  มวลสัตว์  ทุกหนทุกแห่ง  ดังนั้น  เราควรรู้ว่าในฐานะที่เป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  จึงมีหน้าที่ต้องถวายการรับใช้แด่พระองค์  ทุกคนควรปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อพระองค์ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  นี่คือคำแนะนำของโศลกนี้
ทุกคนควรคิดว่า  หฺฤษีเกศ  ผู้เป็นเจ้านายของประสาทสัมผัสทรงให้มีอาชีพบางอย่าง  และจากผลงานที่เรากระทำ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ควรได้รับการบูชา  หากคิดเช่นนี้เสมอใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกที่สมบูรณ์  ด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควานฺ  เรากลายมาเป็นผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่างโดยสมบูรณ์  นั่นคือความสมบูรณ์แห่งชีวิตพระองค์ตรัสใน  ภควัท-คีตา  (12.7)  ว่า  เตษามฺ  อหํ  สมุทฺธรฺตา  องค์  ภควานฺ  เองจะทรงดูแลการจัดส่งสาวกเช่นนี้  นั่นคือความสมบูรณ์สูงสุดของชีวิต  ไม่ว่าอาชีพการงานใดที่เราทำอยู่  หากทำไปเพื่อรับใช้องค์  ภควานฺ  เราจะบรรลุถึงความสมบูรณ์สูงสุด
श्रेयान्स्वधर्मो विगुणः परधर्मात्स्वनुष्ठितात् ।
स्वभावनियतं कर्म कुर्वन्नाप्नोति किल्बिषम् ॥ १८.४७ ॥
โศลก 47
śreyān sva-dharmo viguṇaḥ  para-dharmāt sv-anuṣṭhitāt
svabhāva-niyataṁ karma  kurvan nāpnoti kilbiṣam
เศฺรยานฺ สฺว-ธรฺโม วิคุณห์  ปร-ธรฺมาตฺ สฺวฺ-อนุษฺฐิตาตฺ
สฺวภาว-นิยตํ กรฺม  กุรฺวนฺ นาปฺโนติ กิลฺพิษมฺ
เศฺรยานฺ — ดีกว่า, สฺว-ธรฺมห์ — อาชีพของเขาเอง, วิคุณห์ — ปฏิบัติโดยไม่สมบูรณ์, ปร-ธรฺมาตฺ — กว่าอาชีพของผู้อื่น, สุ-อนุษฺฐิตาตฺ — ทำอย่างสมบูรณ์, สฺวภาว-นิยตมฺ — กำหนดตามธรรมชาติของตน, กรฺม — งาน, กุรฺวนฺ — ปฏิบัติ, — ไม่เคย, อาปฺโนติ — บรรลุ, กิลฺพิษมฺ — ผลบาป
คำแปล
การปฏิบัติตามอาชีพของตนแม้อาจทำได้ไม่สมบูรณ์ทีเดียว  ยังดีกว่าไปรับเอาอาชีพของคนอื่นและมาทำได้อย่างสมบูรณ์  หน้าที่ที่กำหนดไว้ตามธรรมชาติของตนเองจะไม่มีวันได้รับผลบาป
คำอธิบาย
อาชีพการงานของเรากำหนดไว้ใน  ภควัท-คีตา  ดังที่ได้กล่าวไว้ในโศลกก่อน  ๆหน้าที่ของ  พฺราหฺมณ  กฺษตฺริย  ไวศฺย  และ  ศูทฺร  กำหนดไว้ตามระดับแห่งธรรมชาติโดยเฉพาะของตนเอง  เราไม่ควรเลียนแบบหน้าที่ของผู้อื่น  บุคคลที่โดยธรรมชาติชอบทำงานของ  ศูทฺร  ไม่ควรอ้างว่าเป็น  พฺราหฺมณ  อย่างผิดธรรมชาติถึงแม้อาจเกิดในตระกูล  พฺราหฺมณ  เขาควรทำงานตามธรรมชาติของตน  ไม่มีงานใดน่ารังเกียจหากปฏิบัติเพื่อรับใช้องค์  ภควานฺ  อาชีพการงานของ  พฺราหฺมณ  แน่นอนว่าอยู่ในระดับความดี  แต่หากว่าบุคคลไม่อยู่ในระดับความดีโดยธรรมชาติ  ก็ไม่ควรเลียนแบบอาชีพการงานของ  พฺราหฺมณ  สำหรับ  กฺษตฺริย  หรือผู้บริหาร  มีสิ่งที่น่ารังเกียจมากมายเช่น  กฺษตฺริย  ต้องเบียดเบียนผู้อื่นเพื่อสังหารศัตรู  บางครั้ง  กฺษตฺริย  ต้องพูดเท็จเพื่อผลประโยชน์ทางการทูต  การเบียดเบียนและการตีสองหน้าเช่นนี้มาพร้อมกับภารกิจทางการเมือง  แต่  กฺษตฺริย  ไม่ควรยกเลิกอาชีพการงานของตน  และพยายามไปปฏิบัติหน้าที่ของ  พฺราหฺมณ  
เราควรปฏิบัติเพื่อให้องค์  ภควานฺ  ทรงพอพระทัย  ตัวอย่างเช่น  อรฺชุน  ทรงเป็น  กฺษตฺริย  ผู้ลังเลใจในการต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม  แต่ถ้าหากการสู้รบเช่นนี้กระทำไปเพื่อประโยชน์ของ  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าก็ไม่จำเป็นจะต้องกลัวตกต่ำลง  ในสนามธุรกิจก็เช่นกัน  บางครั้งพ่อค้าต้องพูดเท็จบ่อย  ๆ  เพื่อผลกำไร  หากไม่ทำเช่นนี้จะไม่มีผลกำไร  บางครั้งพ่อค้ากล่าวว่า  “โอ้  ลูกค้าที่รัก  สำหรับคุณฉันไม่มีกำไรอะไรเลย”แต่ควรรู้ว่าปราศจากผลกำไรพ่อค้าอยู่ไม่ได้  ดังนั้น  เราควรยอมรับว่าเป็นการพูดเท็จแน่เมื่อพ่อค้ากล่าวว่าไม่ได้กำไร  แต่พ่อค้าไม่ควรคิดว่าเนื่องจากมีอาชีพที่การพูดเท็จเป็นสิ่งจำเป็น  ควรยกเลิกอาชีพของตนและมามีอาชีพเป็น  พฺราหฺมณ  เช่นนี้ไม่แนะนำ  ไม่ว่าจะเป็น  กฺษตฺริย,  ไวศฺย  หรือ  ศูทฺร  ไม่สำคัญ  หากเรารับใช้บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าด้วยผลงานของตน  แม้  พฺราหฺมณ  ผู้ทำพิธีบูชาต่าง  ๆ  บางครั้งต้องฆ่าสัตว์  เนื่องจากบางครั้งต้อใช้สัตว์ในพิธีบูชา  ในทำนองเดียวกันหาก  กฺษตฺริย  ทำตามอาชีพของตนในการสังหารศัตรูจะไม่มีผลบาป  ในบทที่สามได้อธิบายเรื่องนี้อย่างละเอียดและชัดเจนว่าทุกคนควรทำงานเพื่อจุดมุ่งหมายแห่ง  ยชฺญ  หรือเพื่อองค์  วิษฺณุ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  สิ่งใดที่กระทำไปเพื่อสนองประสาทสัมผัสส่วนตัวเป็นต้นเหตุแห่งพันธนาการข้อสรุปคือทุกคนควรปฏิบัติตามระดับแห่งธรรมชาติโดยเฉพาะที่ตนได้รับมา  และควรตัดสินใจทำงานเพื่อรับใช้อย่างสูงสุดแด่องค์  ภควานฺ  เท่านั้น
सहजं कर्म कौन्तेय सदोषमपि न त्यजेत् ।
सर्वारम्भा हि दोषेण धूमेनाग्निरिवावृताः ॥ १८.४८ ॥
โศลก 48
saha-jaṁ karma kaunteya  sa-doṣam api na tyajet
sarvārambhā hi doṣeṇa  dhūmenāgnir ivāvṛtāḥ
สห-ชํ กรฺม เกานฺเตย  ส-โทษมฺ อปิ น ตฺยเชตฺ
สรฺวารมฺภา หิ โทเษณ  ธูเมนาคฺนิรฺ อิวาวฺฤตาห์
สห-ชมฺ — เกิดขึ้นพร้อมกัน, กรฺม — งาน, เกานฺเตย — โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี, ส-โทษมฺ — ด้วยความผิดพลาด, อปิ — ถึงแม้ว่า, — ไม่เคย, ตฺยเชตฺ — เขาควรยกเลิก, สรฺว-อารมฺภาห์ — การเสี่ยงภัยทั้งหมด, หิ — แน่นอน, โทเษณ — ด้วยความผิด, ธูเมน — กับควัน, อคฺนิห์ — ไฟ, อิว — เหมือน, อาวฺฤตาห์ — ปกคลุม
คำแปล
ความพยายามทุกครั้งจะถูกปกคลุมด้วยความผิดพลาดบางอย่าง  เหมือนกับไฟที่ถูกควันปกคลุม  ดังนั้น  จึงไม่ควรยกเลิกงานที่เกิดจากธรรมชาติของตนเอง  โอ้โอรสพระนาง  กุนฺตี  ถึงแม้งานนี้จะเต็มไปด้วยความผิดพลาด
คำอธิบาย
ในพันธชีวิต  งานทั้งหมดเป็นมลทินโดยระดับวัตถุแห่งธรรมชาติ  แม้จะเป็น  พฺราหฺมณ  ต้องทำพิธีบูชาซึ่งการฆ่าสัตว์เป็นสิ่งจำเป็น  ในทำนองเดียวกัน  กฺษตฺริย  ไม่ว่าจะใจบุญเพียงใด  ต้องต่อสู้กับศัตรูซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้  เช่นเดียวกัน  พ่อค้าไม่ว่าจะใจบุญแค่ไหน  บางครั้งต้องซ่อนผลกำไรเพื่อให้ธุรกิจอยู่ได้  หรือบางครั้งต้องทำธุรกิจในตลาดมืด  เหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็น  ซึ่งเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  เช่นเดียวกันถึงแม้ว่าบุคคลเป็น  ศูทฺร  รับใช้เจ้านายเลว  เขาต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้านาย  แม้ไม่ควรทำ  แม้จะมีข้อผิดพลาดเหล่านี้  เขาควรปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้  เพราะเกิดจากธรรมชาติของตนเอง
ได้ให้ตัวอย่างที่ดีไว้  ณ  ที่นี้ว่า  แม้ว่าไฟบริสุทธิ์แต่ยังมีควัน  แต่ควันไม่ได้ทำให้ไฟไม่บริสุทธิ์  ถึงแม้จะมีควันในไฟ  ไฟก็ยังพิจารณาว่าเป็นธาตุบริสุทธิ์ที่สุดในบรรดาธาตุทั้งหมด  หากยกเลิกงานของ  กฺษตฺริย  และไปรับเอาอาชีพของ  พฺราหฺมณ  มาทำ  ก็ไม่แน่ใจว่างานในอาชีพ  พฺราหฺมณ  จะราบรื่นเสมอไป  อาจสรุปได้ว่าในโลกวัตถุไม่มีผู้ใดสามารถเป็นอิสระโดยสมบูรณ์จากมลทินแห่งธรรมชาติวัตถุ  ตัวอย่างของไฟและควันเหมาะสมมากในประเด็นนี้  ในฤดูหนาวเราเอาหินมาจากไฟ  บางครั้งควันรบกวนดวงตาและส่วนอื่น  ๆ  ของร่างกาย  แต่เราต้องใช้ไฟถึงแม้จะมีสภาวะรบกวน  ในทำนองเดียวกันเราไม่ควรยกเลิกอาชีพตามธรรมชาติของตนเอง  อันเนื่องจากมีปัจจัยรบกวนบางอย่างแต่ควรมุ่งมั่นที่จะรับใช้องค์  ภควานฺ  ด้วยอาชีพการงานของตนใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  นั่นคือจุดแห่งความสมบูรณ์  เมื่ออาชีพบางอย่างปฏิบัติไปเพื่อความพึงพอพระทัยขององค์  ภควานฺ  ข้อบกพร่องทั้งหลายในอาชีพนั้นก็ถูกทำให้บริสุทธิ์ขึ้น  เมื่อผลของงานบริสุทธิ์ด้วยการเชื่อมสัมพันธ์กับการอุทิศตนเสียสละรับใช้เราจะกลายมาเป็นผู้สมบูรณ์ในการเห็นตนเองภายใน  และนั่นคือความรู้แจ้งแห่งตน
असक्तबुद्धिः सर्वत्र जितात्मा विगतस्पृहः ।
नैष्कर्म्यसिद्धिं परमां संन्यासेनाधिगच्छति ॥ १८.४९ ॥
โศลก 49
asakta-buddhiḥ sarvatra  jitātmā vigata-spṛhaḥ
naiṣkarmya-siddhiṁ paramāṁ  sannyāsenādhigacchati
อสกฺต-พุทฺธิห์ สรฺวตฺร  ชิตาตฺมา วิคต-สฺปฺฤหห์
ไนษฺกรฺมฺย-สิทฺธึ ปรมำ  สนฺนฺยาเสนาธิคจฺฉติ
อสกฺต-พุทฺธิห์ — มีปัญญาที่ไม่ยึดติด, สรฺวตฺร — ทุกหนทุกแห่ง, ชิต-อาตฺมา — มี จิตใจที่ควบคุมได้, วิคต-สฺปฺฤหห์ — ปราศจากความต้องการทางวัตถุ, ไนษฺกรฺมฺย-สิทฺธิมฺ — ความสมบูรณ์แห่งการไม่มีผลกรรม, ปรมามฺ — สูงสุด, สนฺนฺยาเสน — ด้วยชีวิต สละโลก, อธิคจฺฉติ — เขาบรรลุ
คำแปล
ผู้ที่ควบคุมตนเองได้  ไม่ยึดติด  และไม่สนใจต่อความรื่นเริงทางวัตถุทั้งปวง  จากการฝึกปฏิบัติการเสียสละ  เขาสามารถบรรลุถึงระดับสมบูรณ์สูงสุดแห่งความเป็นอิสระจากผลกรรม
คำอธิบาย
การเสียสละที่แท้จริงหมายความว่า  เราควรคิดอยู่เสมอว่าตนเองเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  ดังนั้น  จึงคิดว่าไม่มีสิทธิ์จะรื่นเริงกับผลงานของตน  เนื่องจากเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  ผลงานของเราต้องถวายให้พระองค์รื่นเริง  นี่คือ  กฺฤษฺณจิตสำนึกที่แท้จริง  บุคคลปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็น  สนฺนฺยาสี  หรือผู้มีชีวิตสละโลกที่แท้จริง  ด้วยความคิดเช่นนี้เราจึงมีความพึงพอใจ  เพราะว่าเราปฏิบัติเพื่อองค์  ภควานฺ  โดยแท้จริง  ดังนั้น  จึงไม่ยึดติดกับสิ่งใด  ๆ  ที่เป็นวัตถุ  เราจะเคยชินกับการไม่หาความสุขกับสิ่งใดที่นอกเหนือจากความสุขทิพย์ซึ่งได้รับจากการรับใช้พระองค์  สนฺนฺยาสี  ควรเป็นอิสระจากผลกรรม  จากกรรมในอดีตของตน  แต่บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกบรรลุถึงความสมบูรณ์โดยปริยาย  โดยไม่ต้องอุปสมบทในระดับที่สมมติว่าเป็นชีวิตสละโลกระดับจิตเช่นนี้เรียกว่า  โยคารูฒ  หรือระดับสมบูรณ์แห่ง  โยค  ดังที่ได้ยืนยันไว้ในบทที่สามว่า  ยสฺ  ตฺวฺ  อาตฺม-รติรฺ  เอว  สฺยาตฺ  เป็นผู้ที่มีความพึงพอใจในตนเองและไม่มีความกลัวต่อผลกรรมใด  ๆ  จากการกระทำของตนเอง
सिद्धिं प्राप्तो यथा ब्रह्म तथाप्नोति निबोध मे ।
समासेनैव कौन्तेय निष्ठा ज्ञानस्य या परा ॥ १८.५० ॥
โศลก 50
siddhiṁ prāpto yathā brahma  tathāpnoti nibodha me
samāsenaiva kaunteya  niṣṭhā jñānasya yā parā
สิทฺธึ ปฺราปฺโต ยถา พฺรหฺม  ตถาปฺโนติ นิโพธ เม
สมาเสไนว เกานฺเตย  นิษฺฐา ชฺญานสฺย ยา ปรา
สิทฺธิมฺ — ความสมบูรณ์, ปฺราปฺตห์ — บรรลุ, ยถา — เหมือน, พฺรหฺม — สูงสุด, ตถา — ดัง นั้น, อาปฺโนติ — เขาบรรลุ, นิโพธ — พยายามเข้าใจ, เม — จากข้า, สมาเสน — โดยสรุป, เอว — แน่นอน, เกานฺเตย — โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี, นิษฺฐา — ระดับ, ชฺญานสฺย — ของความ รู้, ยา — ซึ่ง, ปรา — ทิพย์
คำแปล
โอ้  โอรสพระนาง  กุนฺตี  จงเรียนรู้จากข้าว่า  ผู้บรรลุถึงความสมบูรณ์เช่นนี้สามารถจะบรรลุถึงระดับสมบูรณ์สูงสุด  พฺรหฺมนฺ  ซึ่งเป็นระดับแห่งความรู้ที่สมบูรณ์สูงสุด  ด้วยการปฏิบัติเช่นนี้ได้อย่างไร  บัดนี้ข้าจะสรุปให้ฟัง
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายแด่  อรฺชุน  ว่า  บุคคลจะสามารถบรรลุถึงระดับแห่งความสมบูรณ์สูงสุดจากการปฏิบัติหน้าที่การงานของตนได้อย่างไร  ด้วยการปฏิบัติหน้าที่เพื่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าเขาจะบรรลุถึงระดับสูงสุดแห่ง  พฺรหฺมนฺ  เพียงแต่ต้องสละผลงานของตนเพื่อความพึงพอพระทัยขององค์  ภควานฺ  นั่นคือวิธีแห่งความรู้แจ้งแห่งตน  ความสมบูรณ์แห่งความรู้ที่แท้จริงอยู่ที่การบรรลุถึง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกที่บริสุทธิ์  ดังจะอธิบายในโศลกต่อ  ๆ  ไป
बुद्ध्या विशुद्ध्या युक्तो धृत्यात्मानं नियम्य च ।
शब्दादीन्विषयांस्त्यक्त्वा रागद्वेषौ व्युदस्य च ॥ १८.५१ ॥
विविक्तसेवी लघ्वाशी यतवाक्कायमानसः ।
ध्यानयोगपरो नित्यं वैराग्यं समुपाश्रितः ॥ १८.५२ ॥
अहंकारं बलं दर्पं कामं क्रोधं परिग्रहम् ।
विमुच्य निर्ममः शान्तो ब्रह्मभूयाय कल्पते ॥ १८.५३ ॥
โศลก 51-53
buddhyā viśuddhayā yukto  dhṛtyātmānaṁ niyamya ca
śabdādīn viṣayāṁs tyaktvā  rāga-dveṣau vyudasya ca
พุทฺธฺยา วิศุทฺธยา ยุกฺโต  ธฺฤตฺยาตฺมานํ นิยมฺย จ
ศพฺทาทีนฺ วิษยำสฺ ตฺยกฺตฺวา  ราค-เทฺวเษา วฺยุทสฺย จ
vivikta-sevī laghv-āśī  yata-vāk-kāya-mānasaḥ
dhyāna-yoga-paro nityaṁ  vairāgyaṁ samupāśritaḥ
วิวิกฺต-เสวี ลฆฺวฺ-อาศี  ยต-วากฺ-กาย-มานสห์
ธฺยาน-โยค-ปโร นิตฺยํ  ไวราคฺยํ สมุปาศฺริตห์
ahaṅkāraṁ balaṁ darpaṁ  kāmaṁ krodhaṁ parigraham
vimucya nirmamaḥ śānto  brahma-bhūyāya kalpate
อหงฺการํ พลํ ทรฺปํ  กามํ โกฺรธํ ปริคฺรหมฺ
วิมุจฺย นิรฺมมห์ ศานฺโต  พฺรหฺม-ภูยาย กลฺปเต
พุทฺธฺยา — ด้วยปัญญา, วิศุทฺธยา — บริสุทธิ์โดยสมบูรณ์, ยุกฺตห์ — ปฏิบัติ, ธฺฤตฺยา — ด้วย ความมุ่งมั่น, อาตฺมานมฺ — ตนเอง, นิยมฺย — ประมาณ, — เช่นกัน, ศพฺท-อาทีนฺ — เช่น เสียง, วิษยานฺ — อาตยนะภายนอก, ตฺยกฺตฺวา — ยกเลิก, ราค — การยึดติด, เทฺวเษา — และ ความเกลียดชัง, วฺยุทสฺย — วางไว้ข้าง ๆ, — เช่นกัน, วิวิกฺต-เสวี — อยู่ในที่สันโดษ, ลฆุ-อาศี — รับประทานปริมาณน้อย, ยต — ความคุม, วากฺ — การพูด, กาย — ร่างกาย, มานสห์ — และจิตใจ, ธฺยาน-โยค-ปรห์ — ซึมซาบในสมาธิ, นิตฺยมฺ — วันละยี่สิบสี่ ชั่วโมง, ไวราคฺยมฺ — ไม่ยึดติด, สมุปาศฺริตห์ — เข้าพึ่ง, อหงฺการมฺ — อหังการ, พลมฺ — กำลังที่ผิด, ทรฺปมฺ — ความยโสที่ผิด, กามมฺ — ราคะ, โกฺรธมฺ — ความโกรธ, ปริคฺรหมฺ — และยอมรัมสิ่งของวัตถุ, วิมุจฺย — ถูกส่งจาก, นิรฺมมห์ — ไม่รู้สึกว่าเป็นเจ้าของ, ศานฺตห์ — ความสงบ, พฺรหฺม-ภูยาย — เพื่อความรู้แจ้งแห่งตน, กลฺปเต — มีคุณสมบัติ
คำแปล
ได้รับความบริสุทธิ์จากปัญญาและควบคุมจิตใจด้วยความมุ่งมั่น  ไม่ยุ่งกับอายตนะภายนอกเพื่อสนองประสาทสัมผัส  เป็นอิสระจากการยึดติดและความเกลียดชัง  เป็นผู้อยู่ในสถานที่สันโดษ  รับประทานน้อย  ควบคุมร่างกาย  จิตใจและพลังในการพูด  อยู่ในสมาธิเสมอ  และไม่ยึดติด  เป็นผู้ปราศจากอหังการอำนาจที่ผิด  ความยโสที่ผิด  ราคะ  ความโกรธ  และการยอมรับสิ่งของวัตถุปราศจากความเป็นเจ้าของที่ผิด  และมีความสงบ  บุคคลเช่นนี้แน่นอนว่าจะพัฒนาไปสู่สถานภาพการรู้แจ้งแห่งตน
คำอธิบาย
เมื่อบริสุทธิ์ขึ้นด้วยปัญญาเขาจะรักษาตัวให้อยู่ในระดับความดี  ดังนั้น  จึงเป็นผู้ควบคุมจิตใจได้และตั้งอยู่ในสมาธิเสมอ  โดยไม่ยึดติดกับอายตนะภายนอกเพื่อสนองประสาทสัมผัส  จึงเป็นอิสระจากการยึดติดและความเกลียดชังในกิจกรรมของตนเอง  บุคคลที่ไม่ยึดติดเช่นนี้  โดยธรรมชาติชอบอยู่ในที่สันโดษไม่รับประทานอาหารมากเกินความจำเป็น  ควบคุมกิจกรรมของร่างกายและจิตใจของตนเองได้  ไม่มีอหังการเพราะไม่ยอมรับว่าร่างกายเป็นตัวเขาเอง  และไม่ปรารถนาที่จะทำให้ร่างกายอ้วนท้วนแข็งแรงจากการยอมรับเอาสิ่งของวัตถุต่าง  ๆ  มากมาย  เนื่องจากไม่มีแนวคิดแห่งชีวิตทางร่างกายจึงไม่มีความยโสอย่างผิด  ๆ  มีความพึงพอใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้มาด้วยพระกรุณาธิคุณขององค์  ภควานฺ  ไม่มีความโกรธที่ไม่ได้สนองประสาทสัมผัสและไม่พยายามได้มาซึ่งอายตนะภายนอก  เมื่อเป็นอิสระจากอหังการโดยสมบูรณ์และไม่ยึดติดกับสิ่งของวัตถุทั้งหลาย  นั่นคือระดับความรู้แจ้งแห่งตนของ  พฺรหฺมนฺ  ระดับนี้เรียกว่า  พฺรหฺม-ภูต  เมื่อเป็นอิสระจากแนวคิดแห่งชีวิตทางวัตถุเขาจะไม่มีความเร่าร้อน  ได้อธิบายไว้ใน  ภควัท-คีตา  (2.70)  ว่า
อาปูรฺยมาณมฺ อจล-ปฺรติษฺฐํ  สมุทฺรมฺ อาปห์ ปฺรวิศนฺติ ยทฺวตฺ
ตทฺวตฺ กามา ยํ ปฺรวิศนฺติ สเรฺว  ส ศานฺติมฺ อาปฺโนติ น กาม-กามี
“บุคคลผู้ไม่ถูกรบกวนจากความต้องการที่ไหลมาอย่างไม่หยุดยั้ง  เหมือนกับแม่น้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทรซึ่งเต็มเปี่ยมแต่นิ่งสงบอยู่ตลอดเวลา  เขาผู้นี้เท่านั้นที่ได้รับความสงบ  ไม่ใช่บุคคลผู้ดิ้นรนเพื่อสนองความต้องการเหล่านี้”
ब्रह्मभूतः प्रसन्नात्मा न शोचति न काङ्क्षति ।
समः सर्वेषु भूतेषु मद्भक्तिं लभते पराम् ॥ १८.५४ ॥
โศลก 54
brahma-bhūtaḥ prasannātmā  na śocati na kāṅkṣati
samaḥ sarveṣu bhūteṣu  mad-bhaktiṁ labhate parām
พฺรหฺม-ภูตห์ ปฺรสนฺนาตฺมา  น โศจติ น กางฺกฺษติ
สมห์ สเรฺวษุ ภูเตษุ  มทฺ-ภกฺตึ ลภเต ปรามฺ
พฺรหฺม-ภูตห์ — เป็นหนึ่งเดียวกับสัจธรรม, ปฺรสนฺน-อาตฺมา — มีความรื่นเริงเต็มที่, — ไม่เคย, โศจติ — เศร้าโศก, — ไม่เคย, กางฺกฺษติ — ปรารถนา, สมห์ — เสมอภาค, สเรฺวษุ — ทั้งหมด, ภูเตษุ — สิ่งมีชีวิต, มตฺ-ภกฺติมฺ — การอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อข้า, ลภเต — ได้รับ, ปรามฺ — ทิพย์
คำแปล
ผู้ที่สถิตในระดับทิพย์จะรู้แจ้ง  พฺรหฺมนฺ  สูงสุดในทันทีและจะมีความรื่นเริงอย่างเต็มเปี่ยม  เขาจะไม่เศร้าโศกหรือปรารถนาจะได้สิ่งใด  และเสมอภาคกับทุกชีวิตในระดับนั้น  เขาบรรลุถึงการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อข้าด้วยความบริสุทธิ์ใจ
คำอธิบาย
สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อในรูปลักษณ์  การบรรลุถึงระดับ  พฺรหฺม-ภูต  หรือกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับสัจธรรมจะเป็นคำสุดท้าย  แต่สำหรับผู้ที่เชื่อในรูปลักษณ์  หรือสาวกผู้บริสุทธิ์จะก้าวไปไกลกว่านั้น  โดยปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความบริสุทธิ์  เช่นนี้หมายความว่า  ผู้ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความบริสุทธิ์ใจต่อองค์  ภควานฺ  อยู่ในระดับหลุดพ้นแล้วเรียกว่า  พฺรหฺม-ภูต  หรือเป็นหนึ่งเดียวกับสัจธรรมเรียบร้อยแล้ว  ปราศจากการมาเป็นหนึ่งเดียวกับองค์  ภควานฺ  หรือสัจธรรมเราไม่สามารถถวายการรับใช้ต่อพระองค์ได้  ในแนวคิดที่สมบูรณ์จะไม่มีข้อแตกต่างระหว่างผู้รับ  การรับใช้และผู้รับใช้  แต่ในระดับทิพย์ที่สูงกว่าจะมีข้อแตกต่าง
ในแนวคิดชีวิตทางวัตถุ  เมื่อทำงานเพื่อสนองประสาทสัมผัสจะมีความทุกข์ยากลำบาก  แต่ในโลกที่สมบูรณ์เมื่อปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ด้วยความบริสุทธิ์ใจจะไม่มีความทุกข์ยาก  สาวกใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่มีอะไรที่ต้องเศร้าโศกหรือต้องปรารถนาเนื่องจากองค์  ภควานฺ  ทรงมีความสมบูรณ์  สิ่งมีชีวิตผู้ปฏิบัติรับใช้พระองค์ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกกลายมาเป็นผู้มีความสมบูรณ์อยู่ในตัวเช่นกัน  เขาเหมือนกับแม่น้ำที่ชะล้างน้ำสกปรกออกไปหมดแล้ว  เนื่องจากสาวกผู้บริสุทธิ์ไม่มีความนึกคิดถึงสิ่งอื่นใดนอกจาก  กฺฤษฺณ  จึงมีความรื่นเริงอยู่เสมอโดยธรรมชาติ  จะไม่เศร้าโศกกับการสูญเสียทางวัตถุใด  ๆ  หรือปรารถนาจะได้กำไรสิ่งใด  เนื่องจากอิ่มเอิบอยู่ในการรับใช้พระองค์เขาไม่มีความปรารถนาจะรื่นเริงทางวัตถุ  เพราะรู้ว่าทุก  ๆ  ชีวิตเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  ดังนั้น  ทุก  ๆ  ชีวิตจึงเป็นผู้รับใช้นิรันดร  เขาจะไม่มองตามแนวคิดทางวัตถุว่าบางคนสูงกว่าหรือบางคนต่ำกว่า  สภาวะที่สูงกว่าและต่ำกว่านั้นไม่ถาวรสาวกไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับการปรากฏหรือการไม่ปรากฏที่ไม่ยั่งยืน  สำหรับบุคคลเช่นนี้ทั้งก้อนหินหรือทองคำมีค่าเท่ากัน  นี่คือระดับ  พฺรหฺม-ภูต  และระดับนี้  สาวกผู้บริสุทธิ์บรรลุได้โดยง่ายดายในระดับแห่งความเป็นอยู่เช่นนี้  ความคิดที่จะกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับ  พฺรหฺมนฺ  สูงสุดและทำลายความเป็นปัจเจกของตนเองเหมือนกับตกนรก  ความคิดที่จะบรรลุถึงอาณาจักรสวรรค์กลายมาเป็นสิ่งหลอกลวง  และประสาทสัมผัสนั้นเหมือนกับเขี้ยวของงูพิษที่หักไปแล้ว  เฉกเช่นเราไม่กลัวงูพิษที่เขี้ยวหักเราก็จะไม่กลัวประสาทสัมผัสที่ควบคุมได้โดยปริยาย  โลกนี้มีความทุกข์ยากสำหรับบุคคลที่ติดเชื้อโรคทางวัตถุ  แต่สำหรับสาวกโลกทั้งโลกนั้นดีเท่า  ๆ  กับ  ไวกุณฺฐ  หรือท้องฟ้าทิพย์  บุคลสูงสุดในจักรวาลวัตถุนี้ไม่มีความสำคัญยิ่งไปกว่ามดตัวหนึ่งสำหรับสาวก  ระดับจิตสำนึกเช่นนี้บรรลุได้ด้วยพระเมตตา  ขององค์  ไจตนฺย  ผู้ทรงสอนการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์ในยุคนี้
भक्त्या मामभिजानाति यावान्यश्चास्मि तत्त्वतः ।
ततो मां तत्त्वतो ज्ञात्वा विशते तदनन्तरम् ॥ १८.५५ ॥
โศลก 55
bhaktyā mām abhijānāti  yāvān yaś cāsmi tattvataḥ
tato māṁ tattvato jñātvā  viśate tad-anantaram
ภกฺตฺยา มามฺ อภิชานาติ  ยาวานฺ ยศฺ จาสฺมิ ตตฺตฺวตห์
ตโต มำ ตตฺตฺวโต ชฺญาตฺวา  วิศเต ตทฺ-อนนฺตรมฺ
ภกฺตฺยา — ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์, มามฺ — ข้า, อภิชานาติ — เขาสามารถ รู้, ยาวานฺ — มากเท่า ๆ กับ, ยห์ จ อสฺมิ — เหมือนข้าเป็น, ตตฺตฺวตห์ — ในความจริง, ตตห์ — หลังจากนั้น, มามฺ — ข้า, ตตฺตฺวตห์ — ในความจริง, ชฺญาตฺวา — รู้, วิศเต — เขา เข้าไป, ตตฺ-อนนฺตรมฺ — หลังจากนั้น
คำแปล
บุคคลสามารถเข้าใจตามความเป็นจริงว่าข้าคือองค์ภควาน  ก็ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้เท่านั้น  และเมื่อมาอยู่ในจิตสำนึกแห่งข้าโดยสมบูรณ์ด้วยการอุทิศตนเสียสละเช่นนี้  เขาจะสามารถเข้าไปในอาณาจักรแห่งองค์ภควาน
คำอธิบาย
กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าและส่วนที่สมบูรณ์ของพระองค์  ไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยการคาดคะเนทางจิตหรือโดยผู้ไม่ใช่สาวก  หากผู้ใดปรารถนาจะเข้าใจองค์  ภควานฺ  เขาต้องปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์ภายใต้การชี้นำของสาวกผู้บริสุทธิ์  มิฉะนั้น  ความจริงเกี่ยวกับองค์  ภควานฺ  จะถูกซ่อนเร้นอยู่เสมอ  ดังที่ได้กล่าวไว้ใน  ภควัท-คีตา  (7.25)  ว่า  นาหํ  ปฺรกาศห์  สรฺวสฺย  พระองค์ทรงไม่เปิดเผยกับทุก  ๆ  คน  ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจองค์  ภควานฺ  ด้วยการมาเป็นนักวิชาการผู้คงแก่เรียนหรือเป็นนักคาดคะเนทางจิต  ผู้ที่ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกและอุทิศตนเสียสละรับใช้จริง  ๆ  เท่านั้นจึงสามารถเข้าใจว่า  กฺฤษฺณ  คือใคร  แม้ปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยอะไรก็ช่วยไม่ได้
ผู้มีความชำนาญมากในศาสตร์แห่ง  กฺฤษฺณ  มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปในอาณาจักรทิพย์หรือพระตำหนักของพระองค์  การกลายมาเป็น  พฺรหฺมนฺ  มิได้หมายความว่าสูญเสียบุคลิกลักษณะของตนเอง  ตราบใดที่การอุทิศตนเสียสละรับใช้มีอยู่  จะต้องมีองค์  ภควานฺ  มีสาวก  และมีวิธีการอุทิศตนเสียสละรับใช้  ความรู้เช่นนี้ไม่สูญหายแม้หลังจากหลุดพ้นไปแล้ว  การหลุดพ้นหมายถึงเป็นอิสระจากแนวคิดชีวิตทางวัตถุ  ในชีวิตทิพย์มีข้อแตกต่างเช่นเดียวกันและมีความเป็นปัจเจกบุคคลเช่นเดียวกันแต่อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกที่บริสุทธิ์  เราไม่ควรคิดผิด  ๆ  กับคำว่า  วิศเต  หรือ  “เข้ามาในข้า”  ว่าไปสนับสนุนทฤษฏีของผู้ที่เชื่อความเป็นหนึ่งเดียวกัน  ว่าเราจะกลายมาเป็นเนื้อเดียวกันกับ  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  มันไม่ใช่  คำว่า  วิศเต  หมายความว่าเขาสามารถเข้าไปในพระตำหนักขององค์  ภควานฺ  ในความเป็นปัจเจกของตนเอง  เพื่อปฏิบัติอย่างใกล้ชิดและถวายการรับใช้แด่พระองค์  ตัวอย่างเช่น  นกสีเขียวไปอยู่บนต้นไม้สีเขียว  ไม่ใช่เพื่อกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับต้นไม้แต่เพื่อรื่นเริงกับผลไม้บนต้น  พวกไม่เชื่อในรูปลักษณ์โดยทั่วไปให้ตัวอย่างว่าแม่น้ำไหลลงไปในมหาสมุทรและกลืนหายไป  เช่นนี้อาจเป็นเหตุแห่งความสุขสำหรับผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์  แต่ผู้เชื่อในรูปลักษณ์จะรักษาความเป็นปัจเจกบุคคลของตนเองเหมือนกับสัตว์น้ำในมหาสมุทร  เราจะพบสิ่งมีชีวิตมากมายภายใต้มหาสมุทรหากเราดำลึกลงไป  ความคุ้นเคยกับผิวน้ำของมหาสมุทรไม่เพียงพอ  เราจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับชีวิตสัตว์น้ำในส่วนลึกของมหาสมุทรอย่างสมบูรณ์ด้วย
ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้ที่บริสุทธิ์  สาวกจึงสามารถเข้าใจคุณลักษณะทิพย์และความมั่งคั่งขององค์  ภควานฺ  ตามความเป็นจริง  ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทที่สิบเอ็ดว่าด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้เท่านั้นที่เราสามารถเข้าใจ  ได้ยืนยันไว้  ณ  ที่นี้เช่นเดียวกันว่าเราสามารถเข้าใจบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าได้ด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้  แล้วจึงเข้าไปในอาณาจักรของพระองค์
หลังจากบรรลุถึงระดับ  พฺรหฺม-ภูต  ที่เป็นอิสระจากแนวคิดทางวัตถุ  การอุทิศตนเสียสละรับใช้เริ่มต้นจากการสดับฟังเกี่ยวกับองค์  ภควานฺ  เมื่อสดับฟังเกี่ยวกับพระองค์  ระดับ  พฺรหฺม-ภูต  ก็จะพัฒนาโดยปริยาย  และมลทินทางวัตถุเช่น  ความโลภ  และ  ราคะ  เพื่อรื่นเริงทางประสาทสัมผัสจะเลือนหายไป  ขณะที่ราคะและความปรารถนาเลือนหายไปจากหัวใจของสาวก  ท่านจะยึดมั่นกับการรับใช้พระองค์มากยิ่งขึ้น  และจากการยึดมั่นเช่นนี้ทำให้เป็นอิสระจากมลทินทางวัตถุ  ชีวิตในระดับนั้นจึงสามารถเข้าใจองค์  ภควานฺ  นี่คือข้อความจาก  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  หลังจากหลุดพ้นแล้ววิธีแห่ง  ภกฺติ  หรือการอุทิศตนเสียสละรับใช้ทิพย์จะดำเนินต่อไป  เวทานฺต-สูตฺร  (4.1.12)  ยืนยันดังนี้  อา-ปฺรายณาตฺ  ตตฺราปิ  หิ  ทฺฤษฺฏมฺ  หมายความว่า  หลังจากหลุดพ้นแล้ววิธีแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้จะดำเนินต่อไป  ใน  ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ  ความหลุดพ้นแห่งการอุทิศตนเสียสละที่แท้จริง  นิยามว่าสิ่งมีชีวิตกลับคืนมาสู่บุคลิกลักษณะของตนเองเหมือนดังเดิม  สถานภาพเดิมแท้ได้อธิบายไว้แล้วว่าทุก  ๆ  ชีวิตเป็นละอองอณูขององค์  ภควานฺ  ดังนั้น  สถานภาพเดิมแท้คือการรับใช้  หลังจากหลุดพ้นไปแล้วการรับใช้เช่นนี้ไม่มีวันหยุดลง  อันที่จริงการหลุดพ้นคือเป็นอิสระจากแนวคิดชีวิตที่ผิด
सर्वकर्माण्यपि सदा कुर्वाणो मद्व्यपाश्रयः ।
मत्प्रसादादवाप्नोति शाश्वतं पदमव्ययम् ॥ १८.५६ ॥
โศลก 56
sarva-karmāṇy api sadā  kurvāṇo mad-vyapāśrayaḥ
mat-prasādād avāpnoti  śāśvataṁ padam avyayam
สรฺว-กรฺมาณฺยฺ อปิ สทา  กุรฺวาโณ มทฺ-วฺยปาศฺรยห์
มตฺ-ปฺรสาทาทฺ อวาปฺโนติ  ศาศฺวตํ ปทมฺ อวฺยยมฺ
สรฺว — ทั้งหมด, กรฺมาณิ — กิจกรรม, อปิ — ถึงแม้ว่า, สทา — เสมอ, กุรฺวาณห์ — ปฏิบัติ, มตฺ-วฺยปาศฺรยห์ — ภายใต้การปกป้องของข้า, มตฺ-ปฺรสาทาตฺ — ด้วยความเมตตาของ ข้า, อวาปฺโนติ — เขาบรรลุ, ศาศฺวตมฺ — ความเป็นอมตะ, ปทมฺ — พระตำหนัก, อวฺยยมฺ — ไม่มีวันสูญสลาย
คำแปล
แม้ปฏิบัติในกิจกรรมต่าง  ๆ  ทั้งหลาย  สาวกผู้บริสุทธิ์  ภายใต้การปกป้องของข้าบรรลุถึงพระตำหนักอมตะและไม่มีวันสูญสลาย  ด้วยพระกรุณาธิคุณของข้า
คำอธิบาย
คำว่า  มทฺ-วฺยปาศฺรยห์  หมายถึงภายใต้การปกป้องขององค์  ภควานฺ  การเป็นอิสระจากมลทินทางวัตถุ  สาวกผู้บริสุทธิ์ปฏิบัติภายใต้การกำกับของ  ภควานฺหรือพระอาจารย์ทิพย์ซึ่งเป็นผู้แทนของพระองค์  ไม่มีการจำกัดเวลาสำหรับสาวกผู้บริสุทธิ์  ท่านปฏิบัติในกิจกรรมภายใต้การกำกับขององค์  ภควานฺ  วันละยี่สิบสี่ชั่วโมงร้อยเปอร์เซ็นต์  สำหรับสาวกผู้ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเช่นนี้พระองค์ทรงมีพระเมตตามาก  ถึงแม้จะมีความยากลำบากนานัปการ  ท่านจะถูกนำพาไปยังพระตำหนักทิพย์หรือ  กฺฤษฺณโลก  ในอนาคตซึ่งรับประกันได้โดยไม่ต้องสงสัย  ณ  พระตำหนักสูงสุดนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง  ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอมตะ  ไม่มีการสูญสลาย  และเปี่ยมไปด้วยความรู้
चेतसा सर्वकर्माणि मयि संन्यस्य मत्परः ।
बुद्धियोगमुपाश्रित्य मच्चित्तः सततं भव ॥ १८.५७ ॥
โศลก 57
cetasā sarva-karmāṇi  mayi sannyasya mat-paraḥ
buddhi-yogam upāśritya  mac-cittaḥ satataṁ bhava
เจตสา สรฺว-กรฺมาณิ  มยิ สนฺนฺยสฺย มตฺ-ปรห์
พุทฺธิ-โยคมฺ อุปาศฺริตฺย  มจฺ-จิตฺตห์ สตตํ ภว
เจตสา — ด้วยปัญญา, สรฺว-กรฺมาณิ — กิจกรรมต่าง ๆ ทั้งหลาย, มยิ — แด่ข้า, สนฺนฺยสฺย — ยกเลิก, มตฺ-ปรห์ — ภายใต้การปกป้องของข้า, พุทฺธิ-โยคมฺ — กิจกรรมการ อุทิศตนเสียสละ, อุปาศฺริตฺย — เป็นที่พึ่ง, มตฺ-จิตฺตห์ — ในจิตสำนึกแห่งข้า, สตตมฺ — วันละยี่สิบสี่ชั่วโมง, ภว — จงมาเป็น
คำแปล
ในกิจกรรมทั้งหลาย  จงขึ้นอยู่กับข้าและทำงานภายใต้การปกป้องของข้าเสมอด้วยการอุทิศตนเสียสละรับใช้เช่นนี้  จงมีจิตสำนึกอยู่ที่ข้าโดยสมบูรณ์
คำอธิบาย
เมื่อปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เราไม่ทำตัวว่าเป็นเจ้าโลก  เฉกเช่นผู้รับใช้ควรปฏิบัติภายใต้การชี้นำขององค์  ภควานฺ  อย่างสมบูรณ์  ผู้รับใช้ไม่มีปัจเจกอิสรภาพแต่จะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้านายเท่านั้น  ผู้รับใช้ปฏิบัติเพื่อเจ้านายสูงสุดโดยไม่ได้รับผลกระทบจากกำไรหรือขาดทุน  เพียงแต่ปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตามคำสั่งขององค์  ภควานฺ  บัดนี้อาจมีคนเถียงว่า  อรฺชุน  ทรงปฏิบัติภายใต้การชี้นำโดยตรงของ  กฺฤษฺณ  แต่เมื่อ  กฺฤษฺณ  ทรงไม่ปรากฏเราควรจะปฏิบัติอย่างไร?  หากเราปฏิบัติตามคำแนะนำของ  กฺฤษฺณ  จากหนังสือเล่มนี้  พร้อมทั้งอยู่ภายใต้การนำทางของผู้แทนของกฺฤษฺณ  ผลจะเหมือนกัน  คำสันสกฤต  มตฺ-ปรห์  สำคัญมากในโศลกนี้  แสดงว่าไม่มีจุดมุ่งหมายอื่นใดในชีวิต  นอกจากปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเพื่อให้  กฺฤษฺณ  ทรงพอพระทัยขณะทำงานเช่นนี้ควรระลึกถึง  กฺฤษฺณ  เท่านั้น  โดยคิดว่า  “  กฺฤษฺณ  ทรงเลือกข้าให้มาทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ”  ขณะปฏิบัติเช่นนี้เราควรระลึกถึง  กฺฤษฺณ  โดยธรรมชาตินี่คือความสมบูรณ์แห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  อย่างไรก็ดี  ควรสังเกตว่าหลังจากกระทำบางสิ่งบางอย่างตามอำเภอใจเราไม่ควรถวายผลนั้นต่อพระองค์  หน้าที่เช่นนี้ไม่อยู่ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  เราควรจะปฏิบัติตามคำสั่งของ  กฺฤษฺณ  นี่คือประเด็นที่สำคัญมาก  คำสั่งของ  กฺฤษฺณ  ผ่านทางระบบพะรัมพะรา  จากพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้  ดังนั้น  คำสั่งของพระอาจารย์ทิพย์ควรถือว่าเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดในชีวิต  หากเ  ราม  ีพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้และปฏิบัติตามการชี้แนะของท่าน  ความสมบูรณ์แห่งชีวิตใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกจะเป็นที่รับประกัน
मच्चित्तः सर्वदुर्गाणि मत्प्रसादात्तरिष्यसि ।
अथ चेत्त्वमहंकारान्न श्रोष्यसि विनङ्क्ष्यसि ॥ १८.५८ ॥
โศลก 58
mac-cittaḥ sarva-durgāṇi  mat-prasādāt tariṣyasi
atha cet tvam ahaṅkārān  na śroṣyasi vinaṅkṣyasi
มจฺ-จิตฺตห์ สรฺว-ทุรฺคาณิ  มตฺ-ปฺรสาทาตฺ ตริษฺยสิ
อถ เจตฺ ตฺวมฺ อหงฺการานฺ  น โศฺรษฺยสิ วินงฺกฺษฺยสิ
มตฺ — ของข้า, จิตฺตห์ — อยู่ในจิตสำนึก, สรฺว — ทั้งหมด, ทุรฺคาณิ — อุปสรรค, มตฺ-ปฺรสาทาตฺ — ด้วยพระเมตตาของข้า, ตริษฺยสิ — เธอจะข้ามพ้น, อถ — แต่, เจตฺ — หาก, ตฺวมฺ — เธอ, อหงฺการาตฺ — ด้วยอหังการ, น โศฺรษฺยสิ — ไม่ฟัง, วินงฺกฺษฺยสิ — เธอจะสูญเสีย
คำแปล
หากมีจิตสำนึกอยู่ที่ข้า  เธอจะข้ามพ้นอุปสรรคแห่งพันธชีวิตทั้งหมดด้วยพระกรุณาธิคุณของข้า  อย่างไรก็ดี  หากเธอไม่ทำงานในจิตสำนึกเช่นนี้  แต่ทำตามอหังการ  ไม่เชื่อฟังข้า  เธอจะสูญเสีย
คำอธิบาย
บุคคลใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกไม่กระตือรือร้นเกินควรเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่เพื่อความเป็นอยู่ของตน  คนโง่เขลาไม่สามารถเข้าใจความเป็นอิสระเสรีจากความวิตกกังวลทั้งหมดนี้  สำหรับผู้ที่ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  องค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ทรงกลายมาเป็นสหายสนิทที่สุด  พระองค์ทรงดูแลความสะดวกสบายของสหายเสมอ  และทรงให้ตัวพระองค์เองแก่สหายผู้ปฏิบัติวันละยี่สิบสี่ชั่วโมงด้วยการอุทิศตนเสียสละเพื่อให้พระองค์พอพระทัย  ดังนั้น  ไม่ควรมีผู้ใดถูกอหังการแห่งแนวคิดชีวิตทางวัตถุนำพาไป  เราไม่ควรคิดผิด  ๆ  ว่าตนเองเป็นอิสระจากกฎแห่งธรรมชาติหรือเป็นอิสระในการกระทำ  เราอยู่ภายใต้กฎอันเข้มงวดแห่งวัตถุ  แต่ทันทีที่ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเราจะหลุดพ้นเป็นอิสระจากความสับสนทางวัตถุ  ควรสังเกตอย่างรอบคอบว่าผู้ที่ไม่ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกกำลังสูญเสียตนเองไปในวังวนแห่งวัตถุ  ในมหาสมุทรแห่งการเกิดและการตาย  ไม่มีพันธวิญญาณดวงไหนรู้อย่างแท้จริงว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำ  แต่บุคคลผู้ปฏิบัติใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเป็นอิสระในการกระทำ  เพราะว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นผู้กระตุ้นทุกสิ่งทุกอย่างจากภายใน  และพระอาจารย์ทิพย์จะยืนยันเพื่อให้ความมั่นใจ
यदहंकारमाश्रित्य न योत्स्य इति मन्यसे ।
मिथ्यैष व्यवसायस्ते प्रकृतिस्त्वां नियोक्ष्यति ॥ १८.५९ ॥
โศลก 59
yad ahaṅkāram āśritya  na yotsya iti manyase
mithyaiṣa vyavasāyas te  prakṛtis tvāṁ niyokṣyati
ยทฺ อหงฺการมฺ อาศฺริตฺย  น โยตฺสฺย อิติ มนฺยเส
มิไถฺยษ วฺยวสายสฺ เต  ปฺรกฺฤติสฺ ตฺวำ นิโยกฺษฺยติ
ยตฺ — หาก, อหงฺการมฺ — ของอหังการ, อาศฺริตฺย — ไปพึ่ง, น โยตฺเสฺย — ข้าจะไม่สู้รบ, อิติ — ดังนั้น, มนฺยเส — เธอคิด, มิถฺยา เอษห์ — เช่นนี้ผิดทั้งหมด, วฺยวสายห์ — ความมุ่งมั่น, เต — ของเธอ, ปฺรกฺฤติห์ — ธรรมชาติวัตถุ, ตฺวามฺ — เธอ, นิโยกฺษฺยติ — จะปฏิบัติ
คำแปล
หากไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของข้า  และไม่ต่อสู้  เธอจะถูกนำไปในทางที่ผิด  ตามธรรมชาติของเธอ  เธอจะต้องต่อสู้ในสงคราม
คำอธิบาย
อรฺชุน  ทรงเป็นทหารซึ่งเกิดจากธรรมชาติแห่งความเป็น  กฺษตฺริย  ดังนั้นหน้าที่โดยธรรมชาติคือการต่อสู้  แต่เนื่องจากอหังการจึงกลัวว่าเมื่อสังหารครูบาอาจารย์  เสด็จปู่  และบรรดาสหาย  จะได้รับผลบาป  อันที่จริง  อรฺชุน  ทรงพิจารณาว่าตนเองเป็นเจ้านายแห่งการกระทำของตน  ประหนึ่งว่าตนเองเป็นผู้กำกับผลดีและผลเสียของงานนี้  โดยลืมไปว่าองค์  ภควานฺ  ทรงประทับอยู่เคียงข้างและทรงสอนให้  อรฺชุน  ต่อสู้นั่นคือการลืมของพันธวิญญาณ  องค์  ภควานฺ  ทรงให้คำชี้นำว่าอะไรดีและอะไรไม่ดี  เราเพียงแต่ต้องปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกเพื่อบรรลุถึงความสมบูรณ์แห่งชีวิต  ไม่มีผู้ใดมีความมั่นใจในชะตากรรมของตนเองเท่ากับพระองค์  ดังนั้น  วิธีที่ดีที่สุดคือรับเอาคำสั่งจากพระองค์และปฏิบัติตาม  ไม่มีผู้ใดควรปฏิเสธคำสั่งขององค์  ภควานฺ  หรือคำสั่งของพระอาจารย์ทิพย์ซึ่งเป็นผู้แทนของพระองค์  เราควรกระทำโดยไม่ลังเลในการปฏิบัติตามคำสั่งขององค์  ภควานฺ  เช่นนี้จะรักษาตัวเราให้ปลอดภัยภายใต้สถานการณ์ทั้งปวง
स्वभावजेन कौन्तेय निबद्धः स्वेन कर्मणा ।
कर्तुं नेच्छसि यन्मोहात्करिष्यस्यवशोऽपि तत् ॥ १८.६० ॥
โศลก 60
svabhāva-jena kaunteya  nibaddhaḥ svena karmaṇā
kartuṁ necchasi yan mohāt  kariṣyasy avaśo ’pi tat
สฺวภาว-เชน เกานฺเตย  นิพทฺธห์ เสฺวน กรฺมณา
กรฺตุํ เนจฺฉสิ ยนฺ โมหาตฺ  กริษฺยสฺยฺ อวโศ ’ปิ ตตฺ
สฺวภาว-เชน — เกิดจากธรรมชาติของตัวเธอเอง, เกานฺเตย — โอ้ โอรสพระนาง กุนฺตี, นิพทฺธห์ — พันธสภาวะ, เสฺวน — จากตัวเธอ, กรฺมณา — กิจกรรม, กรฺตุมฺ — กระทำ, — ไม่, อิจฺฉสิ — เธอชอบ, ยตฺ — นั้นซึ่ง, โมหาตฺ — ด้วยความหลง, กริษฺยสิ — เธอจะทำ, อวศห์ — ไม่อาสา, อปิ — แม้, ตตฺ — นั้น
คำแปล
ภายใต้ความหลง  บัดนี้เธอปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของข้า  แต่ถูกบังคับด้วยงานที่เกิดจากธรรมชาติของตัวเธอเอง  เธอจะต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน  โอ้โอรสพระนาง  กุนฺตี  
คำอธิบาย
หากปฏิเสธในการปฏิบัติภายใต้คำแนะนำขององค์  ภควานฺ  เราจะถูกบังคับให้ปฏิบัติภายใต้ระดับต่าง  ๆ  ที่ตนเองสถิต  ทุกคนอยู่ภายใต้มนต์สะกดของการผสมผสานโดยเฉพาะของระดับต่าง  ๆ  แห่งธรรมชาติ  และปฏิบัติไปตามแนวทางนั้น  แต่หากผู้ใดอาสามาปฏิบัติภายใต้คำแนะนำขององค์  ภควานฺ  ผู้นั้นจะได้รับการสรรเสริญ
ईश्वरः सर्वभूतानां हृद्देशेऽर्जुन तिष्ठति ।
भ्रामयन्सर्वभूतानि यन्त्रारूढानि मायया ॥ १८.६१ ॥
โศลก 61
īśvaraḥ sarva-bhūtānāṁ  hṛd-deśe ’rjuna tiṣṭhati
bhrāmayan sarva-bhūtāni  yantrārūḍhāni māyayā
อีศฺวรห์ สรฺว-ภูตานำ  หฺฤทฺ-เทเศ ’รฺชุน ติษฺฐติ
ภฺรามยนฺ สรฺว-ภูตานิ  ยนฺตฺรารูฒานิ มายยา
อีศฺวรห์ — องค์ภควาน, สรฺว-ภูตานามฺ — ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย, หฺฤตฺ-เทเศ — อยู่ใน หัวใจ, อรฺชุน — โอ้ อรฺชุน, ติษฺฐติ — อาศัย, ภฺรามยนฺ — เป็นเหตุให้เดินทาง, สรฺว-ภูตานิ — มวลชีวิต, ยนฺตฺร — บนเครื่องจักร, อารูฒนิ — ถูกวาง, มายยา — ภายใต้มนต์สะกด ของพลังงานวัตถุ
คำแปล
องค์ภควานทรงสถิตภายในหัวใจของทุก  ๆ  คน  โอ้  อรฺชุน  และทรงชี้นำการเดินทางของมวลชีวิตผู้เสมือนกับนั่งอยู่บนเครื่องจักรที่ผลิตจากพลังงานวัตถุ
คำอธิบาย
อรฺชุน  ทรงไม่ใช่ผู้รู้สูงสุดและการตัดสินใจในการสู้หรือไม่สู้อยู่ในขอบเขตของดุลยพินิจที่จำกัดของตนเอง  องค์  กฺฤษฺณ  ทรงสั่งสอนว่าปัจเจกชีวิตมิใช่ทุกสิ่งทุกอย่างบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าหรือ  กฺฤษฺณ  เองในฐานะที่เป็นอภิวิญญาณทรงประทับอยู่ภายในหัวใจและทรงชี้แนะสิ่งมีชีวิต  หลังจากเปลี่ยนร่างกายแล้วสิ่งมีชีวิตลืมกรรมเก่าในอดีตของตน  แต่อภิวิญญาณในฐานะที่เป็นผู้รู้อดีต  ปัจจุบัน  และอนาคต  ยังทรงเป็นพยานในกิจกรรมของเขาทั้งหมด  ดังนั้น  กิจกรรมทั้งหลายของสิ่งมีชีวิต  อภิวิญญาณทรงเป็นผู้ชี้นำ  สิ่งมีชีวิตได้รับสิ่งที่ตนควรได้  และร่างวัตถุซึ่งสร้างขึ้นมาจากพลังงานวัตถุนำพาไปภายใต้การชี้นำของอภิวิญญาณ  ทันทีที่สิ่งมีชีวิตถูกวางให้อยู่ในร่างอะไรก็แล้วแต่  เขาต้องทำงานภายใต้มนต์สะกดของสถานการณ์ทางร่างกายนั้น  บุคคลนั่งอยู่ในรถที่มีความเร็วสูงจะไปได้เร็วกว่าผู้ที่นั่งในรถที่ช้ากว่า  ถึงแม้ว่าสิ่งมีชีวิตหรือคนขับอาจจะเหมือนกัน  ในทำนองเดียวกัน  จากคำสั่งของดวงวิญญาณสูงสุด  ธรรมชาติวัตถุออกแบบร่างกายที่เหมาะสมสำหรับสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะเพื่อเขาอาจทำงานตามความปรารถนาของตนในอดีต  ซึ่งสิ่งมีชีวิตไม่เป็นอิสระ  เราไม่ควรคิดว่าตนเองเป็นอิสระจากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ปัจเจกชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์  ภควานฺ  เสมอฉะนั้น  หน้าที่ของเขาคือศิโรราบ  และนั่นคือคำสอนของโศลกต่อไป
तमेव शरणं गच्छ सर्वभावेन भारत ।
तत्प्रसादात्परां शान्तिं स्थानं प्राप्स्यसि शाश्वतम् ॥ १८.६२ ॥
โศลก 62
tam eva śaraṇaṁ gaccha  sarva-bhāvena bhārata
tat-prasādāt parāṁ śāntiṁ  sthānaṁ prāpsyasi śāśvatam
ตมฺ เอว ศรณํ คจฺฉ  สรฺว-ภาเวน ภารต
ตตฺ-ปฺรสาทาตฺ ปรำ ศานฺตึ  สฺถานํ ปฺราปฺสฺยสิ ศาศฺวตมฺ
ตมฺ — แด่พระองค์, เอว — แน่นอน, ศรณมฺ คจฺฉ — ศิโรราบ, สรฺว-ภาเวน — ในทุก ๆ ด้าน, ภารต — โอ้ โอรสแห่ง ภรต, ตตฺ-ปฺรสาทาตฺ — ด้วยพระกรุณาของพระองค์, ปรามฺ — ทิพย์, ศานฺติมฺ — ความสงบ, สฺถานมฺ — พระตำหนัก, ปฺราปฺสฺยสิ — เธอจะได้รับ, ศาศฺวตมฺ — อมตะ
คำแปล
โอ้  ผู้สืบราชวงศ์แห่ง  ภรต  จงเปล่งคำศิโรราบต่อองค์ภควาน  ด้วยพระกรุณาธิคุณของพระองค์  เธอจะบรรลุถึงความสงบทิพย์  และบรรลุถึงพระตำหนักสูงสุดนิรันดร
คำอธิบาย
ดังนั้น  สิ่งมีชีวิตควรศิโรราบต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าผู้ทรงสถิตภายในหัวใจของทุก  ๆ  คน  และนั่นจะปลดเปลื้องตัวเขาให้ออกจากความทุกข์แห่งความเป็นอยู่ทางวัตถุทั้งปวง  จากการศิโรราบนี้  ไม่เพียงแต่จะได้รับการปลดเปลื้องจากความทุกข์ทั้งหลายในชาตินี้  แต่ในบั้นปลายเขาจะบรรลุถึงองค์  ภควานฺ  ในวรรณกรรมพระ  เวท  (ฤคฺ  เวท  1.22.20)  ได้อธิบายถึงโลกทิพย์ว่า  ตทฺ  วิษฺโณห์  ปรมํ  ปทมฺ  เนื่องจากการสร้างทั้งหมดเป็นอาณาจักรของพระองค์  ทุกสิ่งทางวัตถุอันที่จริงก็เป็นทิพย์  แต่ปรมํ  ปทมฺ  หมายถึงเฉพาะพระตำหนักนิรันดร  ซึ่งเรียกว่าท้องฟ้าทิพย์  หรือ  ไวกุณฺฐ  
บทที่สิบห้าของ  ภควัท-คีตา  กล่าวไว้ว่า  สรฺวสฺย  จาหํ  หฺฤทิ  สนฺนิวิษฺฏห์  องค์  ภควานฺ  ทรงสถิตภายในหัวใจของทุก  ๆ  คน  ดังนั้น  การแนะนำที่ว่าควรศิโรราบต่ออภิวิญญาณผู้ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจหมายความว่าควรศิโรราบต่อ  ภควานฺ  กฺฤษฺณ  อรฺชุน  ทรงยอมรับว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นบุคคลสูงสุด  ในบทที่สิบทรงได้รับการยอมรับว่าเป็น  ปรํ  พฺรหฺม  ปรํ  ธาม  อรฺชุน  ยอมรับ  กฺฤษฺณ  ว่าทรงเป็นองค์  ภควานฺ  และทรงเป็นพระตำหนักสูงสุดของมวลชีวิต  ไม่เฉพาะแต่ประสบการณ์ส่วนตัวของ  อรฺชุนเท่านั้น  แต่จากหลักฐานของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่เชื่อถือได้  เช่น  นารท  อสิต  เทวล  และวฺยาส  
इति ते ज्ञानमाख्यातं गुह्याद्‌गुह्यतरं मया ।
विमृश्यैतदशेषेण यथेच्छसि तथा कुरु ॥ १८.६३ ॥
โศลก 63
iti te jñānam ākhyātaṁ  guhyād guhya-taraṁ mayā
vimṛśyaitad aśeṣeṇa  yathecchasi tathā kuru
อิติ เต ชฺญานมฺ อาขฺยาตํ  คุหฺยาทฺ คุหฺย-ตรํ มยา
วิมฺฤไศฺยตทฺ อเศเษณ  ยเถจฺฉสิ ตถา กุรุ
อิติ — ดังนั้น, เต — แด่เธอ, ชฺญานมฺ — ความรู้, อาขฺยาตมฺ — อธิบาย, คุหฺยาตฺ — ลับกว่า, คุหฺย-ตรมฺ — ยิ่งลับขึ้นไปอีก, มยา — โดยข้า, วิมฺฤศฺย — พิจารณา, เอตตฺ — เกี่ยวกับเรื่อง นี้, อเศเษณ — อย่างรอบคอบ, ยถา — ประหนึ่ง, อิจฺฉสิ — เธอชอบ, ตถา — นั้น, กุรุ — ปฏิบัติ
คำแปล
ข้าได้อธิบายแก่เธอถึงความรู้ที่ลับขึ้นไปอีก  จงพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบจากนั้นก็ทำตามที่เธอปรารถนา
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายแก่  อรฺชุน  ถึงความรู้แห่ง  พฺรหฺม-ภูต  บุคคลที่อยู่ในสภาวะ  พฺรหฺม-ภูต  มีความรื่นเริง  ไม่เคยเศร้าโศก  หรือต้องการสิ่งใด  เช่นนี้เนื่องมาจากรู้ความลับนี้  กฺฤษฺณ  ทรงเปิดเผยความรู้แห่งองค์อภิวิญญาณให้  ซึ่งเป็นความรู้  พฺรหฺมนฺ  เช่นกัน  แต่เป็นความรู้  พฺรหฺมนฺ  ที่สูงกว่า
ณ  ที่นี้  คำว่า  ยเถจฺฉสิ  ตถา  กุรุ  -“ตามที่เธอชอบ  เธออาจปฏิบัติได้”-  เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าองค์  ภควานฺ  ทรงไม่ก้าวก่ายกับเสรีภาพเล็กน้อยที่สิ่งมีชีวิตมี  ใน  ภควัท-คีตา  พระองค์ทรงอธิบายถึงทุกแง่ทุกมุมว่าเราสามารถพัฒนาสภาวะความเป็นอยู่ของเราได้อย่างไร  คำแนะนำที่ดีที่สุดได้ให้แก่  อรฺชุน  ว่า  จงศิโรราบต่อองค์อภิวิญญาณผู้ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของตนเอง  จากการแยกแยะอย่างถูกต้อง  เราควรตกลงปลงใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของอภิวิญญาณ  เช่นนี้จะช่วยให้เราสถิตใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอยู่เสมอ  ซึ่งเป็นระดับสมบูรณ์สูงสุดของชีวิตมนุษย์  อรฺชุน  ได้รับคำสั่งโดยตรงจากบุคลิกภาพแห่งพระเจ้าให้ต่อสู้  การศิโรราบต่อพระองค์จะเป็นผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของสิ่งมีชีวิต  ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ขององค์  ภควานฺ  ก่อนการศิโรราบเ  ราม  ีอิสระเสรีในการพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าที่สติปัญญาจะอำนวยให้  ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการที่จะยอมรับคำสั่งสอนขององค์  ภควานฺ  คำสั่งสอนเช่นนี้จะถูกถ่ายทอดผ่านมาทางพระอาจารย์ทิพย์ซึ่งเป็นผู้แทนที่เชื่อถือได้ของ  กฺฤษฺณ  เช่นกัน
सर्वगुह्यतमं भूयः शृणु मे परमं वचः ।
इष्टोऽसि मे दृढमिति ततो वक्ष्यामि ते हितम् ॥ १८.६४ ॥
โศลก 64
sarva-guhyatamaṁ bhūyaḥ  śṛṇu me paramaṁ vacaḥ
iṣṭo ’si me dṛḍham iti  tato vakṣyāmi te hitam
สรฺว-คุหฺยตมํ ภูยห์  ศฺฤณุ เม ปรมํ วจห์
อิษฺโฏ ’สิ เม ทฺฤฒมฺ อิติ  ตโต วกฺษฺยามิ เต หิตมฺ
สรฺว-คุหฺย-ตมมฺ — ลับที่สุด, ภูยห์ — อีกครั้งหนึ่ง, ศฺฤณุ — จงฟัง, เม — จากข้า, ปรมมฺ — สูงสุด, วจห์ — คำสั่งสอน, อิษฺฏห์ อสิ — เธอเป็นที่รัก, เม — ของข้า, ทฺฤฒมฺ — มาก, อิติ — ดังนั้น, ตตห์ — ดังนั้น, วกฺษฺยามิ — ข้าตรัส, เต — เพื่อเธอ, หิตมฺ — ประโยชน์
คำแปล
เนื่องจากเธอเป็นสหายที่ข้ารักมาก  ข้าจึงตรัสคำสั่งสอนสูงสุดนี้แก่เธอ  ซึ่งเป็นความรู้ที่ลับสุดยอด  จงฟังจากข้าเพื่อประโยชน์ของเธอ
คำอธิบาย
ความรู้ที่เป็นความลับที่องค์  ภควานฺ  ทรงให้แก่  อรฺชุน  คือ“ความรู้พฺรหฺมนฺ  ”ความรู้ที่ลับยิ่งไปกว่านี้คือ  “ความรู้องค์อภิวิญญาณภายในหัวใจของทุกคน”  และมาบัดนี้พระองค์ทรงให้ส่วนที่เป็นความลับที่สุดของความรู้คือ  เพียงแต่ศิโรราบต่อบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ในตอนท้ายของบทที่เก้าพระองค์ตรัสว่า  มนฺ-มนาห์  “เพียงแต่ระลึกถึงข้าเสมอ”  คำสอนเดียวกันนี้ได้ตรัสซ้ำ  ณ  ที่นี้เพื่อเน้นถึงแก่นสารสาระสำคัญแห่งคำสั่งสอนของ  ภควัท-คีตา  แก่นสารสาระสำคัญนี้บุคคลธรรมดาทั่วไปจะไม่เข้าใจ  แต่ผู้เป็นที่รักยิ่งอันแท้จริงของ  กฺฤษฺณ  หรือสาวกผู้บริสุทธิ์ของพระองค์จึงจะเข้าใจ  นี่คือคำสั่งสอนที่สำคัญที่สุดในวรรณกรรมพระ  เวท  ทั้งหมด  สิ่งที่  กฺฤษฺณ  ตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นส่วนสำคัญที่สุดแห่งความรู้  และไม่เพียง  อรฺชุน  เท่านั้นที่ทรงควรปฏิบัติแต่สิ่งมีชีวิตทั้งหมดควรปฏิบัติตาม
मन्मना भव मद्भक्तो मद्याजी मां नमस्कुरु ।
मामेवैष्यसि सत्यं ते प्रतिजाने प्रियोऽसि मे ॥ १८.६५ ॥
โศลก 65
man-manā bhava mad-bhakto  mad-yājī māṁ namaskuru
mām evaiṣyasi satyaṁ te  pratijāne priyo ’si me
มนฺ-มนา ภว มทฺ-ภกฺโต  มทฺ-ยาชี มำ นมสฺกุรุ
มามฺ เอไวษฺยสิ สตฺยํ เต  ปฺรติชาเน ปฺริโย ’สิ เม
มตฺ-มนาห์ — ระลึกถึงข้า, ภว — เพียงมาเป็น, มตฺ-ภกฺตห์ — สาวกของข้า, มตฺ-ยาชี — เป็นผู้บูชาข้า, มามฺ — แด่ข้า, นมสฺกุรุ — ถวายความเคารพ, มามฺ — แด่ข้า, เอว — แน่นอน, เอษฺยสิ — เธอจะมา, สตฺยมฺ — อย่างแท้จริง, เต — แก่เธอ, ปฺรติชาเน — ข้าสัญญา, ปฺริยห์ — ที่รัก, อสิ — เธอเป็น, เม — ของข้า
คำแปล
ระลึกถึงข้าเสมอ  มาเป็นสาวกของข้า  บูชาข้า  และถวายความเคารพแด่ข้า  ดังนี้เธอจะมาหาข้าอย่างแน่นอน  ข้าสัญญาเช่นนี้เพราะเธอเป็นสหายที่รักยิ่งของข้า
คำอธิบาย
ส่วนลับที่สุดของความรู้คือมาเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์ของ  กฺฤษฺณ  ระลึกถึงพระองค์เสมอ  และปฏิบัติเพื่อพระองค์  เราไม่ควรมาเป็นนักปฏิบัติสมาธิแค่เป็นเพียงพิธีกรรมแต่ควรหล่อหลอมชีวิตให้มีโอกาสระลึกถึง  กฺฤษฺณ  เสมอ  เราควรปฏิบัติในวิธีที่กิจกรรมประจำวันของเราทั้งหมดเชื่อมสัมพันธ์กับ  กฺฤษฺณ  และควรตระเตรียมชีวิตให้เป็นเช่นนี้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงจนไม่สามารถคิดถึงอย่างอื่นนอกจาก  กฺฤษฺณ  และคำสัญญาขององค์  ภควานฺ  ก็คือผู้ใดที่อยู่ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกที่บริสุทธิ์เช่นนี้จะกลับคืนสู่พระตำหนักของพระองค์  สถานที่ที่เราจะปฏิบัติอย่างใกล้ชิดและอยู่กับ  กฺฤษฺณ  ซึ่ง  ๆ  หน้า  ส่วนลับที่สุดของความรู้นี้ได้ตรัสแก่  อรฺชุน  เพราะว่า  อรฺชุน  ทรงเป็นสหายรักของ  กฺฤษฺณ  ทุกๆ  คนที่ปฏิบัติตามวิถีทางของ  อรฺชุน  จะกลายมาเป็นสหายรักของ  กฺฤษฺณ  และจะบรรลุถึงความสมบูรณ์เหมือนกับ  อรฺชุน  
คำพูดเหล่านี้เน้นว่า  เราควรตั้งสมาธิจิตอยู่ที่  กฺฤษฺณ  รูปลักษณ์สองกร  ทรงขลุ่ย  เด็กน้อยที่มีผิวสีน้ำเงิน  มีดวงหน้าอันงดงาม  และมีหางนกยูงประดับอยู่ที่พระเกศามีคำพรรณนาถึง  กฺฤษฺณ  ที่พบใน  พฺรหฺม-สํหิตา  และวรรณกรรมอื่น  ๆ  เราควรตั้งจิตมั่นอยู่ที่รูปลักษณ์เดิมแท้ขององค์  ภควานฺ  ศฺรี  กฺฤษฺณ  โดยไม่เบี่ยงเบนความสนใจไปที่รูปลักษณ์อื่นใดของพระองค์  องค์  ภควานฺ  ทรงมีรูปลักษณ์มากมายเช่น  พระ  วิษฺณุ  พระ  นารายณ  พระ  ราม  พระ  วราห  ฯลฯ  แต่สาวกควรตั้งสมาธิจิตอยู่ที่รูปลักษณ์ที่ทรงปรากฏอยู่ต่อหน้า  อรฺชุน  การตั้งสมาธิจิตอยู่ที่  กฺฤษฺณ  เป็นส่วนลับที่สุดของความรู้และได้เปิดเผยต่อ  อรฺชุน  เช่นนี้  เพราะว่า  อรฺชุน  ทรงเป็นสหายที่รักยิ่งของ  กฺฤษฺณ  
सर्वधर्मान्परित्यज्य मामेकं शरणं व्रज ।
अहं त्वां सर्वपापेभ्यो मोक्षयिष्यामि मा शुचः ॥ १८.६६ ॥
โศลก 66
sarva-dharmān parityajya  mām ekaṁ śaraṇaṁ vraja
ahaṁ tvāṁ sarva-pāpebhyo  mokṣayiṣyāmi mā śucaḥ
สรฺว-ธรฺมานฺ ปริตฺยชฺย  มามฺ เอกํ ศรณํ วฺรช
อหํ ตฺวำ สรฺว-ปาเปโภฺย  โมกฺษยิษฺยามิ มา ศุจห์
สรฺว-ธรฺมานฺ — ศาสนาทั้งหลาย, ปริตฺยชฺย — ยกเลิก, มามฺ — แด่ข้า, เอกมฺ — เท่านั้น, ศรณมฺ — เพื่อศิโรราบ, วฺรช — ไป, อหมฺ — ข้า, ตฺวามฺ — เธอ, สรฺว — ทั้งหมด, ปาเปภฺยห์ — จากผลบาป, โมกฺษยิษฺยามิ — จะส่ง, มา — ไม่, ศุจห์ — วิตก
คำแปล
ยกเลิกศาสนาทั้งหมด  และเพียงแต่ศิโรราบต่อข้า  ข้าจะส่งเธอให้ออกจากผลบาปทั้งปวง  จงอย่ากลัว
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ทรงอธิบายความรู้ต่าง  ๆ  และวิธีต่าง  ๆ  ของศาสนา  เช่น  ความรู้ของ  พฺรหฺมนฺ  สูงสุด  ความรู้ของอภิวิญญาณ  ความรู้ระดับชีวิตและวรรณะต่าง  ๆ  ทางสังคม  ความรู้ชีวิตสละโลก  ความรู้แห่งการไม่ยึดติด  การควบคุมประสาทสัมผัสและจิตใจ  การทำสมาธิ  ฯลฯ  พระองค์ทรงอธิบายหลายวิธีเกี่ยวกับศาสนาต่าง  ๆ  บัดนี้  ในการสรุป  ภควัท-คีตา  พระองค์ตรัสว่า  อรฺชุน  ควรยกเลิกวิธีต่าง  ๆ  ทั้งหมดที่ได้ทรงอธิบายมาแล้ว  เพียงแต่ศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  การศิโรราบนี้จะช่วยให้ออกจากผลบาปทั้งปวง  เพราะว่าองค์  ภควานฺ  ทรงให้สัญญาด้วยพระองค์เองว่าจะปกป้อง  อรฺชุน  
ในบทที่เจ็ด  กล่าวไว้ว่าบุคคลผู้เป็นอิสระจากผลบาปทั้งหมดเท่านั้นจึงสามารถปฏิบัติบูชาองค์  ศฺรี  กฺฤษฺณ  ได้  ดังนั้น  เราอาจคิดว่านอกจากจะเป็นอิสระจากผลบาปทั้งหมด  มิฉะนั้น  เราจะไม่สามารถปฏิบัติวิธีการศิโรราบ  สำหรับข้อสงสัยนี้ได้กล่าวไว้  ณ  ที่นี้ว่า  แม้หากเราไม่เป็นอิสระจากผลบาปทั้งหมด  เพียงด้วยวิธีการศิโรราบต่อศฺรี  กฺฤษฺณ  เราก็จะเป็นอิสระโดยปริยาย  ไม่มีความจำเป็นต้องพยายามเป็นพิเศษเพื่อให้ตนเองเป็นอิสระจากผลบาป  เราควรยอมรับ  กฺฤษฺณ  โดยไม่มีข้อสงสัยว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยเหลือสูงสุดของมวลชีวิต  ด้วยความศรัทธาและความรัก  เราจึงควรศิโรราบต่อพระองค์
วิธีแห่งการศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  ได้อธิบายไว้ใน  หริ-ภกฺติ-วิลาส  (11.676)
อานุกูลฺยสฺย สงฺกลฺปห์  ปฺราติกูลฺยสฺย วรฺชนมฺ
รกฺษิษฺยตีติ วิศฺวาโส  โคปฺตฺฤเตฺว วรณํ ตถา
อาตฺม-นิกฺเษป-การฺปเณฺย  ษฑฺ-วิธา ศรณาคติห์
ตามวิธีการอุทิศตนเสียสละเราเพียงแต่ยอมรับหลักธรรมทางศาสนา  เช่นนี้  จะนำมาสู่การอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  ในที่สุด  เราอาจปฏิบัติอาชีพการงานโดยเฉพาะตามสถานภาพชีวิตในสังคม  แต่ถ้าหากปฏิบัติตามหน้าที่แล้วมาไม่ถึงจุดแห่ง  กฺฤษฺณจิตสำนึก  กิจกรรมของเราทั้งหมดจะไร้ประโยชน์  สิ่งใดที่ไม่นำมาให้ถึงระดับสมบูรณ์แห่ง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกควรหลีกเลี่ยง  เราควรมั่นใจว่าในทุก  ๆ  สถานการณ์ว่า  กฺฤษฺณ  จะทรงปกป้องเราจากความยากลำบากทั้งปวง  ไม่จำเป็นต้องคิดว่าควรดำรงรักษาร่างกายและดวงวิญญาณให้อยู่ด้วยกันอย่างไร  กฺฤษฺณ  จะทรงดูแลเอง  ควรคิดเสมอว่าตนเองช่วยไม่ได้  และควรพิจารณาว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นพื้นฐานแห่งความเจริญก้าวหน้าในชีวิตของเราเท่านั้น  ทันทีที่ปฏิบัติอย่างจริงจังในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์  ภควานฺ  ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกที่สมบูรณ์  เราจะเป็นอิสระจากมลทินทั้งปวงแห่งธรรมชาติวัตถุทันที  มีวิธีทางศาสนาต่าง  ๆ  และวิธีการที่ทำให้บริสุทธิ์ด้วยการพัฒนาความรู้  การทำสมาธิในระบบ  โยค  อิทธิฤทธิ์  ฯลฯ  แต่ผู้ที่ศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  ไม่ต้องปฏิบัติตามวิธีการมากมายการศิโรราบอย่างง่าย  ๆ  ต่อ  กฺฤษฺณ  จะช่วยให้เราไม่ต้องสูญเสียเวลาไปโดยไม่จำเป็นเราสามารถทำความเจริญก้าวหน้าทั้งหมดโดยทันที  และเป็นอิสระจากผลบาปทั้งปวง
เราควรชื่นชอบกับรูปลักษณ์อันสง่างามของ  กฺฤษฺณ  พระนามของพระองค์คือ  กฺฤษฺณ  เนื่องจากพระองค์ทรงมีเสน่ห์สูงสุดทั้งหมด  ผู้ที่ชื่นชอบกับภาพลักษณ์ของกฺฤษฺณ  ที่มีความสง่างาม  มีพลังอำนาจทั้งหมด  และมีพระเดชทั้งหมดเป็นผู้ที่โชคดี  มีนักทิพย์นิยมต่าง  ๆ  บ้างชื่นชอบกับ  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  บ้างชื่นชอบกับลักษณะของอภิวิญญาณ  ฯลฯ  แต่ผู้ที่ชื่นชอบกับลักษณะส่วนพระองค์ของบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด  ผู้ที่ชื่นชอบกับองค์  ภควานฺ  ในรูปลักษณ์ของ  กฺฤษฺณ  เป็นนักทิพย์นิยมที่สมบูรณ์ที่สุด  อีกนัยหนึ่ง  การอุทิศตนเสียสละต่อ  กฺฤษฺณ  ในจิตสำนึกที่สมบูรณ์เป็นส่วนลับที่สุดของความรู้  และนี่คือเนื้อหาสาระของ  ภควัท-คีตา  ทั้งหมด  กรฺม-โยคี  หรือนักปราชญ์ช่างสังเกต  โยค  หรือผู้มีฤทธิ์  และสาวก  ทั้งหมดเรียกว่านักทิพย์นิยม  แต่ผู้เป็นสาวกที่บริสุทธิ์ดีที่สุด  คำที่ใช้โดยเฉพาะ  ณ  ที่นี้คือ  มา  ศุจห์  “จงอย่ากลัว  จงอย่าลังเล  จงอย่าวิตก”  มีความสำคัญมาก  เราอาจสับสนว่าจะสามารถยกเลิกรูปแบบของศาสนาต่าง  ๆ  ทั้งหมดและเพียงแต่ศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  ได้อย่างไร  แต่ความวิตกกังวลเช่นนี้ไร้ประโยชน์
इदं ते नातपस्काय नाभक्ताय कदाचन ।
न चाशुश्रूषवे वाच्यं न च मां योऽभ्यसूयति ॥ १८.६७ ॥
โศลก 67
idaṁ te nātapaskāya  nābhaktāya kadācana
na cāśuśrūṣave vācyaṁ  na ca māṁ yo ’bhyasūyati
อิทํ เต นาตปสฺกาย  นาภกฺตาย กทาจน
น จาศุศฺรูษเว วาจฺยํ  น จ มำ โย ’ภฺยสูยติ
อิทมฺ — นี้, เต — โดยเธอ, — ไม่เคย, อตปสฺกาย — แก่ผู้ที่ไม่สมถะ, — ไม่เคย, อภกฺตาย — แก่ผู้ที่ไม่ใช่สาวก, กทาจน — ทุกเวลา, — ไม่เคย, — เช่นกัน, อศุศฺรูษเว — แก่ผู้ ที่ไม่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้, วาจฺยมฺ — พูด, — ไม่เคย, — เช่นกัน, มามฺ — แก่ข้า, ยห์ — ผู้ใดซึ่ง, อภฺยสูยติ — อิจฉาริษยา
คำแปล
ความรู้ที่ลับเฉพาะนี้ไม่อาจอธิบายแก่พวกที่ไม่สมถะ  ไม่เสียสละ  หรือไม่ปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  และผู้ที่อิจฉาริษยาข้า
คำอธิบาย
พวกที่ไม่เคยผ่านการฝึกฝนความสมถะของวิธีทางศาสนา  ไม่เคยพยายามอุทิศตนเสียสละรับใช้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ผู้ไม่เคยรับใช้สาวกผู้บริสุทธิ์  และโดยเฉพาะพวกที่มีจิตสำนึกว่า  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นเพียงบุคคลทางประวัติศาสตร์  หรือผู้อิจฉาริษยาความยิ่งใหญ่ของ  กฺฤษฺณ  ไม่ควรได้รับการบอกเล่าส่วนลับที่สุดแห่งความรู้นี้  อย่างไรก็ดี  บางครั้งเราพบว่าแม้เหล่ามารผู้อิจฉาริษยา  กฺฤษฺณ  จะบูชา  กฺฤษฺณ  ในวิธีต่าง  ๆ  กัน  มีอาชีพเป็นผู้อธิบาย  ภควัท-คีตา  ในวิธีต่าง  ๆ  เพื่อทำธุรกิจ  แต่ผู้ใดปรารถนาที่จะเข้าใจ  กฺฤษฺณ  โดยแท้จริงต้องหลีกเลี่ยงการบรรยาย  ภควัท-คีตา  เช่นนี้  อันที่จริงจุดมุ่งหมายของ  ภควัท-คีตา  พวกอยู่ในระดับประสาทสัมผัสไม่สามารถเข้าใจได้  แม้ผู้ที่ไม่อยู่ในระดับประสาทสัมผัส  แต่ปฏิบัติตามหลักธรรมอย่างเคร่งครัดที่กำหนดไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  หากไม่ใช่สาวกก็ไม่สามารถเข้าใจ  กฺฤษฺณ  แม้หากอ้างตนเองว่าเป็นสาวกของ  กฺฤษฺณ  แต่ไม่ปฏิบัติในกิจกรรมของ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึก  ก็จะไม่สามารถเข้าใจ  กฺฤษฺณ  มีหลายคนที่อิจฉาริษยา  กฺฤษฺณ  เพราะว่าพระองค์ทรงอธิบายใน  ภควัท-คีตา  ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้สูงสุดและไม่มีผู้ใดเหนือไปกว่าหรือเทียบเท่าพระองค์ได้  มีหลายคนที่อิจฉาริษยา  กฺฤษฺณ  บุคคลเหล่านี้ไม่ควรได้รับการบอกเล่าเกี่ยวกับ  ภควัท-คีตา  เพราะว่าจะไม่สามารถเข้าใจ  เป็นไปไม่ได้ที่พวกไม่ศรัทธาจะเข้าใจ  ภควัท-คีตา  และ  กฺฤษฺณ  ปราศจากการเข้าใจ  กฺฤษฺณ  โดยผ่านทางสาวกผู้บริสุทธิ์ที่เชื่อถือได้  เราไม่ควรพยายามวิจารณ์  ภควัท-คีตา  
य इमं परमं गुह्यं मद्भक्तेष्वभिधास्यति ।
भक्तिं मयि परां कृत्वा मामेवैष्यत्यसंशयः ॥ १८.६८ ॥
โศลก 68
ya idaṁ paramaṁ guhyaṁ  mad-bhakteṣv abhidhāsyati
bhaktiṁ mayi parāṁ kṛtvā  mām evaiṣyaty asaṁśayaḥ
ย อิทํ ปรมํ คุหฺยํ  มทฺ-ภกฺเตษฺวฺ อภิธาสฺยติ
ภกฺตึ มยิ ปรำ กฺฤตฺวา  มามฺ เอไวษฺยตฺยฺ อสํศยห์
ยห์ — ผู้ใดซึ่ง, อิทมฺ — นี้, ปรมมฺ — มากที่สุด, คุหฺยมฺ — ความลับมาก, มตฺ — ของข้า, ภกฺเตษุ — ในหมู่สาวก, อภิธาสฺยติ — อธิบาย, ภกฺติมฺ — การอุทิศตนเสียสละรับใช้, มยิ — แด่ ข้า, ปรามฺ — ทิพย์, กฺฤตฺวา — กระทำ, มามฺ — แด่ข้า, เอว — แน่นอน, เอษฺยติ — มา, อสํศยห์ — โดยไม่ต้องสงสัย
คำแปล
สำหรับผู้ที่อธิบายความลับสุดยอดนี้แด่เหล่าสาวก  การอุทิศตนเสียสละรับใช้อย่างบริสุทธิ์เป็นที่รับประกัน  และในที่สุดเขาจะกลับมาหาข้า
คำอธิบาย
โดยทั่วไปแนะนำว่า  ภควัท-คีตา  ควรสนทนากันในหมู่สาวกเท่านั้น  สำหรับพวกที่ไม่ใช่สาวกจะไม่เข้าใจทั้ง  กฺฤษฺณ  หรือ  ภควัท-คีตา  พวกที่ไม่ยอมรับ  กฺฤษฺณ  ตามความเป็นจริง  และไม่ยอมรับ  ภควัท-คีตา  ฉบับเดิม  ไม่ควรพยายามอธิบาย  ภควัท-คีตา  ตามอำเภอใจ  และมาเป็นผู้กระทำผิด  ภควัท-คีตา  ควรอธิบายแด่บุคคลผู้ยอมรับกฺฤษฺณ  ว่าทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  จึงเป็นเรื่องราวสำหรับบรรดาสาวกเท่านั้น  ไม่ใช่สำหรับนักปราชญ์ผู้คาดคะเน  อย่างไรก็ดี  ผู้ใดที่พยายามเสนอ  ภควัท-คีตา  ฉบับเดิมด้วยความจริงใจจะเจริญก้าวหน้าในกิจกรรมการอุทิศตนเสียสละ  และบรรลุถึงระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละที่บริสุทธิ์ของชีวิต  จากผลแห่งการอุทิศตนเสียสละที่บริสุทธิ์เช่นนี้  แน่นอนว่าเขาจะกลับคืนสู่เหย้าคืนสู่องค์  ภควานฺ  
न च तस्मान्मनुष्येषु कश्चिन्मे प्रियकृत्तमः ।
भविता न च मे तस्मादन्यः प्रियतरो भुवि ॥ १८.६९ ॥
โศลก 69
na ca tasmān manuṣyeṣu  kaścin me priya-kṛttamaḥ
bhavitā na ca me tasmād  anyaḥ priya-taro bhuvi
น จ ตสฺมานฺ มนุเษฺยษุ  กศฺจินฺ เม ปฺริย-กฺฤตฺตมห์
ภวิตา น จ เม ตสฺมาทฺ  อนฺยห์ ปฺริย-ตโร ภุวิ
— ไม่เคย, — และ, ตสฺมาตฺ — กว่าเขา, มนุเษฺยษุ — ในหมู่มนุษย์, กศฺจิตฺ — ผู้ใด, เม — ต่อ ข้า, ปฺริย-กฺฤตฺ-ตมห์ — รักมากกว่า, ภวิตา — จะมาเป็น, — ไม่, — และ, เม — แก่ข้า, ตสฺมาตฺ — กว่าเขา, อนฺยห์ — อีกคนหนึ่ง, ปฺริย-ตรห์ — รักมากกว่า, ภุวิ — ในโลกนี้
คำแปล
ไม่มีคนรับใช้ใดในโลกนี้ที่ข้ารักมากกว่าเขา  และจะไม่มีผู้ใดที่ข้าจะรักมากไปกว่า
अध्येष्यते च य इमं धर्म्यं संवादमावयोः ।
ज्ञानयज्ञेन तेनाहमिष्टः स्यामिति मे मतिः ॥ १८.७० ॥
โศลก 70
adhyeṣyate ca ya imaṁ  dharmyaṁ saṁvādam āvayoḥ
jñāna-yajñena tenāham  iṣṭaḥ syām iti me matiḥ
อเธฺยษฺยเต จ ย อิมํ  ธรฺมฺยํ สํวาทมฺ อาวโยห์
ชฺญาน-ยชฺเญน เตนาหมฺ  อิษฺฏห์ สฺยามฺ อิติ เม มติห์
อเธฺยษฺยเต — จะศึกษา, — เช่นกัน, ยห์ — เขาซึ่ง, อิมมฺ — นี้, ธรฺมฺยมฺ — น่าเลื่อมใส, สํวาทมฺ — การสนทนา, อาวโยห์ — ของพวกเรา, ชฺญาน — แห่งความรู้, ยชฺเญน — ด้วยการ บูชา, เตน — โดยเขา, อหมฺ — ข้า, อิษฺฏห์ — บูชา, สฺยามฺ — จะเป็น, อิติ — ดังนั้น, เม — ของข้า, มติห์ — ความเห็น
คำแปล
และข้าประกาศว่า  ผู้ใดที่ศึกษาการสนทนาอันน่าเลื่อมใสของเรานี้  จะบูชาข้าด้วยสติปัญญาของเขา
श्रद्धावाननसूयश्च शृणुयादपि यो नरः ।
सोऽपि मुक्तः शुभाँल्लोकान्प्राप्नुयात्पुण्यकर्मणाम् ॥ १८.७१ ॥
โศลก 71
śraddhāvān anasūyaś ca  śṛṇuyād api yo naraḥ
so ’pi muktaḥ śubhāḻ lokān  prāpnuyāt puṇya-karmaṇām
ศฺรทฺธาวานฺ อนสูยศฺ จ  ศฺฤณุยาทฺ อปิ โย นรห์
โส ’ปิ มุกฺตห์ ศุภาฬฺ โลกานฺ  ปฺราปฺนุยาตฺ ปุณฺย-กรฺมณามฺ
ศฺรทฺธา-วานฺ — ศรัทธา, อนสูยห์ — ไม่อิจฉาริษยา, — และ, ศฺฤณุยาตฺ — สดับฟัง, อปิ — แน่นอน, ยห์ — เขา, นรห์ — มนุษย์, สห์ — เขา, อปิ — เช่นกัน, มุกฺตห์ — หลุดพ้น, ศุภานฺ — เป็นมงคล, โลกานฺ — โลก, ปฺราปฺนุยาตฺ — เขาบรรลุ, ปุณฺย-กรฺมณามฺ — แห่งบุญ
คำแปล
และผู้ที่สดับฟังด้วยความศรัทธา  โดยปราศจากความอิจฉาริษยา  จะเป็นอิสระจากผลบาป  และบรรลุถึงโลกอันเป็นสิริมงคลที่คนมีบุญบารมีพำนักอาศัยอยู่
คำอธิบาย
โศลกที่หกสิบเจ็ดของบทนี้  องค์  ภควานฺ  ทรงห้ามไว้อย่างชัดเจนว่าไม่ควรสอน  คีตา  แก่พวกที่อิจฉาริษยาพระองค์  อีกนัยหนึ่ง  ภควัท-คีตา  มีไว้สำหรับสาวกเท่านั้น  แต่บางครั้งสาวกขององค์  ภควานฺ  เปิดชั้นเรียน  และในชั้นเรียนไม่ใช่ว่านักศึกษาทุกคนเป็นสาวก  คำถามคือแล้วทำไมจึงเปิดชั้นเรียน?  อธิบาย  ณ  ที่นี้ว่าถึงแม้ว่าไม่ใช่ทุกคนเป็นสาวก  แต่มีหลายคนที่ไม่อิจฉาริษยา  กฺฤษฺณ  และมีความศรัทธาพระองค์ในฐานะที่เป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  หากบุคคลเหล่านี้สดับฟังเกี่ยวกับองค์  ภควานฺ  จากสาวกผู้ที่เชื่อถือได้  ผลก็คือพวกเขาจะเป็นอิสระจากผลบาปทั้งปวงทันที  และหลังจากนั้นจะบรรลุถึงระบบดาวเคราะห์ที่คนมีคุณธรรมทั้งหลายอาศัยอยู่  ดังนั้น  เพียงแต่สดับฟัง  ภควัท-คีตา  แม้บุคคลผู้ไม่พยายามเป็นสาวกผู้บริสุทธิ์จะบรรลุถึงผลแห่งกิจกรรมที่มีคุณธรรม  ดังนั้นสาวกผู้บริสุทธิ์ของพระองค์เปิดโอกาสให้ทุก  ๆ  คนเป็นอิสระจากผลบาปทั้งหมดและมาเป็นสาวกขององค์  ภควานฺ  
โดยทั่วไปผู้ที่เป็นอิสระจากผลบาป  พวกที่มีคุณธรรมจะปฏิบัติ  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกได้โดยง่ายดาย  คำว่า  ปุณฺย-กรฺมณามฺ  มีความสำคัญมาก  ณ  ที่นี้  ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติพิธีบูชาที่ยิ่งใหญ่เช่น  อศฺวเมธ-ยชฺญ  ที่ได้กล่าวไว้ในวรรณกรรมพระ  เวท  พวกที่มีคุณธรรมปฏิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้  แต่ยังไม่บริสุทธิ์ทีเดียวสามารถบรรลุถึงระบบดาวเคราะห์ของดาวเหนือหรือ  ธฺรุวโลก  ที่  ธฺรุว  มหาราช  สาวกผู้ยิ่งใหญ่ขององค์  ภควานฺ  ทรงประทับอยู่  และทรงมีดาวเคราะห์พิเศษเรียกว่าดาวเหนือ
कच्चिदेतच्छ्रुतं पार्थ त्वयैकाग्रेण चेतसा ।
कच्चिदज्ञानसंमोहः प्रनष्टस्ते धनंजय ॥ १८.७२ ॥
โศลก 72
kaccid etac chrutaṁ pārtha  tvayaikāgreṇa cetasā
kaccid ajñāna-sammohaḥ  praṇaṣṭas te dhanañ-jaya
กจฺจิทฺ เอตจฺ ฉฺรุตํ ปารฺถ  ตฺวไยกาเคฺรณ เจตสา
กจฺจิทฺ อชฺญาน-สมฺโมหห์  ปฺรณษฺฏสฺ เต ธนญฺ-ชย
กจฺจิตฺ — หรือไม่, เอตตฺ — นี้, ศฺรุตมฺ — ได้ยิน, ปารฺถ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, ตฺวยา — โดย เธอ, เอก-อเคฺรณ — ด้วยความตั้งใจอย่างดี, เจตสา — ด้วยจิตใจ, กจฺจิตฺ — หรือไม่, อชฺญาน — แห่งอวิชชา, สมฺโมหห์ — ความหลง, ปฺรณษฺฏห์ — ปัดเป่า, เต — ของเธอ, ธนมฺ-ชย — โอ้ ผู้ชนะความร่ำรวย (อารจุนะ)
คำแปล
โอ้  โอรสพระนาง  ปฺฤถา  โอ้  ผู้ชนะความร่ำรวย  เธอสดับฟังด้วยความตั้งใจหรือเปล่า?  บัดนี้  ทั้งอวิชชาและความหลงของเธอถูกกำจัดออกไปหรือยัง?
คำอธิบาย
องค์  ภควานฺ  ทรงทำตัวพระองค์ในฐานะที่เป็นพระอาจารย์ทิพย์ของ  อรฺชุน  ดังนั้น  จึงเป็นหน้าที่์ที่ทรงถาม  อรฺชุน  ว่า  เข้าใจ  ภควัท-คีตา  ทั้งหมดอย่างถูกต้องดีหรือเปล่า  หากไม่เข้าใจพระองค์ทรงพร้อมที่จะอธิบายอีกครั้งหนึ่ง  ประเด็นไหนก็ได้หรือทั้ง  ภควัท-คีตา  ก็ได้หากจำเป็น  อันที่จริงผู้ใดที่สดับฟัง  ภควัท-คีตา  จากพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้เหมือนกับ  กฺฤษฺณ  หรือผู้แทนของพระองค์  จะพบว่าอวิชชาทั้งหมดของตนถูกขจัดออกไป  ภควัท-คีตา  ไม่ใช่หนังสือธรรมดาที่เขียนโดยนักเขียนกวีนิพนธ์หรือนักเขียนนวนิยาย  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้าทรงเป็นผู้ตรัส  ผู้ใดโชคดีที่ได้สดับฟังคำสอนเหล่านี้จาก  กฺฤษฺณ  หรือจากผู้แทนทิพย์ของพระองค์ที่เชื่อถือได้  แน่นอนว่าจะเป็นบุคคลที่หลุดพ้นและหลุดออกจากความมืดแห่งอวิชชา
अर्जुन उवाच ।
नष्टो मोहः स्मृतिर्लब्धा त्वत्प्रसादान्मयाच्युत
स्थितोऽस्मि गतसन्देहः करिष्ये वचनं तव ॥ १८.७३ ॥
โศลก 73
arjuna uvāca
naṣṭo mohaḥ smṛtir labdhā  tvat-prasādān mayācyuta
sthito ’smi gata-sandehaḥ  kariṣye vacanaṁ tava
อรฺชุน อุวาจ
นษฺโฏ โมหห์ สฺมฺฤติรฺ ลพฺธา  ตฺวตฺ-ปฺรสาทานฺ มยาจฺยุต
สฺถิโต ’สฺมิ คต-สนฺเทหห์  กริเษฺย วจนํ ตว
อรฺชุนห์ อุวาจอรฺชุน ตรัส, นษฺฏห์ — ปัดเป่า, โมหห์ — ความหลง, สฺมฺฤติห์ — ความ จำ, ลพฺธา — กลับคืนมา, ตฺวตฺ-ปฺรสาทาตฺ — ด้วยพระเมตตาของพระองค์, มยา — โดยข้า, อจฺยุต — โอ้ กฺฤษฺณ ผู้ไม่ผิดพลาด, สฺถิตห์ — สถิต, อสฺมิ — ข้าเป็น, คต — ออกไป, สนฺเทหห์ — ความสงสัยทั้งหมด, กริเษฺย — ข้าจะปฏิบัติ, วจนมฺ — คำสั่ง, ตว — ของพระองค์
คำแปล
  อรฺชุน  ตรัสว่า  โอ้  กฺฤษฺณ  ที่รัก  โอ้  ผู้ไร้ความผิดพลาด  บัดนี้ความหลงของข้าพเจ้ามลายไปสิ้น  ข้าได้รับความจำกลับคืนมาด้วยพระเมตตาของพระองค์บัดนี้ข้ามีความมั่นคง  หมดความสงสัย  และเตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์
คำอธิบาย
สถานภาพพื้นฐานเดิมแท้ของสิ่งมีชีวิตซึ่ง  อรฺชุน  ทรงเป็นตัวแทนคือ  ต้องปฏิบัติตามคำสั่งขององค์  ภควานฺ  ตัวท่านทรงหมายไว้เพื่อฝึกฝนความมีระเบียบวินัยกับตนเอง  ศฺรี  ไจตนฺย  มหาปฺรภุ  ตรัสว่าสถานภาพอันแท้จริงของสิ่งมีชีวิตคือ  เป็นผู้รับใช้นิรันดรขององค์  ภควานฺ  จากการลืมหลักธรรมนี้จึงเป็นพันธกรณีของสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติวัตถุ  แต่จากการรับใช้องค์  ภควานฺ  ทำให้เ  ราม  าเป็นผู้รับใช้ที่หลุดพ้นของพระองค์  สถานภาพพื้นฐานเดิมแท้ของสิ่งมีชีวิตคือต้องเป็นผู้รับใช้  ต้องรับใช้ไม่ว่าต่อความหลงแห่ง  มายา  หรือต่อองค์  ภควานฺ  หากรับใช้องค์  ภควานฺ  เราจะอยู่ในสภาวะปกติแต่หากชอบรับใช้ความหลงหรือพลังงานเบื้องต่ำ  แน่นอนว่าเราจะถูกพันธนาการอยู่ในความหลง  สิ่งมีชีวิตรับใช้อยู่ในโลกวัตถุนี้ถูกพันธนาการด้วยราคะ  และความต้องการถึงกระนั้น  ยังคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าโลก  เช่นนี้เรียกว่าความหลง  เมื่อบุคคลหลุดพ้นแล้วและความหลงจบสิ้นลง  จะอาสามาศิโรราบต่อองค์  ภควานฺ  และปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์  หลุมพรางสุดท้ายของ  มายา  ที่กักขังสิ่งมีชีวิตไว้คือการอ้างว่าตนเองเป็นพระเจ้า  สิ่งมีชีวิตคิดว่าตัวเขาไม่ใช่พันธวิญญาณแต่เป็นองค์  ภควานฺ  ขาดสติปัญญามากจนไม่คิดว่าถ้าหากตนเองเป็นพระเจ้าแล้วจะอยู่ในความสงสัยได้อย่างไร?  เช่นนี้เขามิได้พิจารณา  นั่นคือหลุมพรางสุดท้ายแห่งความหลง  อันที่จริง  การเป็นอิสระจากพลังงานแห่งความหลงคือการเข้าใจ  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  และตกลงปลงใจปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์
คำว่าโมห  มีความสำคัญมากในโศลกนี้  โมห  หมายถึงสิ่งตรงกันข้ามกับความรู้  อันที่จริง  ความรู้ที่แท้จริงคือการเข้าใจว่าทุก  ๆ  ชีวิตเป็นผู้รับใช้นิรันดรขององค์  ภควานฺ  แต่แทนที่จะคิดว่าตนเองอยู่ในต่ำแหน่งนั้น  สิ่งมีชีวิตกลับคิดว่าตนเองไม่ใช่ผู้รับใช้แต่เป็นเจ้าของโลกวัตถุนี้  เพราะต้องการเป็นเจ้าเหนือธรรมชาติวัตถุ  นั่นคือความหลง  ความหลงนี้ข้ามพ้นได้ด้วยพระเมตตาขององค์  ภควานฺ  หรือด้วยพระเมตตาของสาวกผู้บริสุทธิ์ของพระองค์  เมื่อความหลงจบสิ้นลงเขาจึงตกลงปลงใจมาปฏิบัติ  กฺฤษฺณจิตสำนึก
กฺฤษฺณ  จิตสำนึกคือการปฏิบัติตามคำสั่งของ  กฺฤษฺณ  พันธวิญญาณอยู่ในความหลงด้วยพลังงานเบื้องต่ำแห่งวัตถุ  ไม่รู้ว่าองค์  ภควานฺ  ทรงเป็นเจ้านายผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยความรู้  และทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง  อะไรที่พระองค์ปรารถนาทรงสามารถให้แก่สาวกได้  พระองค์ทรงเป็นสหายของทุกคนและทรงเอนเอียงต่อสาวกโดยเฉพาะ  พระองค์ทรงเป็นผู้ควบคุมธรรมชาติวัตถุและมวลชีวิต  พระองค์ยังทรงเป็นผู้ควบคุมกาลเวลาที่ไม่รู้จักจบสิ้น  และทรงเปี่ยมไปด้วยความมั่งคั่งและพลังอำนาจทั้งหลายทั้งปวง  องค์  ภควานฺ  ทรงสามารถแม้แต่ให้ตัวพระองค์เองแก่สาวก  ผู้ไม่รู้จักพระองค์จะอยู่ภายใต้มนต์สะกดแห่งความหลง  ไม่มาเป็นสาวก  แต่จะเป็นผู้รับใช้  มายา  อย่างไรก็ดี  หลังจากสดับฟัง  ภควัท-คีตา  จากบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  อรฺชุนทรงเป็นอิสระจากความหลงทั้งปวง  และสามารถเข้าใจว่า  กฺฤษฺณ  ไม่ทรงเป็นเพียงสหายเท่านั้น  แต่ยังทรงเป็นบุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  อรฺชุน  ทรงเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ตามความเป็นจริง  ดังนั้น  การศึกษา  ภควัท-คีตา  ก็เพื่อให้เข้าใจ  กฺฤษฺณ  ตามความเป็นจริง  เมื่อบุคคลเปี่ยมไปด้วยความรู้  เขาจะศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  โดยธรรมชาติ  เมื่อ  อรฺชุน  ทรงเข้าใจว่าเป็นแผนของ  กฺฤษฺณ  ที่จะลดจำนวนประชากรซึ่งมีเพิ่มมากขึ้นโดยไม่จำเป็น  จึงทรงตกลงใจต่อสู้ตามพระประสงค์ของ  กฺฤษฺณ  อรฺชุน  จึงทรงหยิบอาวุธคันธนูและลูกศรขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง  เพื่อต่อสู้ภายใต้คำสั่งขององค์  ภควานฺ  
संजय उवाच ।
इत्यहं वासुदेवस्य पार्थस्य च महात्मनः
संवादमिममश्रौषमद्भुतं रोमहर्षणम् ॥ १८.७४ ॥
โศลก 74
sañjaya uvāca
ity ahaṁ vāsudevasya  pārthasya ca mahātmanaḥ
saṁvādam imam aśrauṣam  adbhutaṁ roma-harṣaṇam
สญฺชย อุวาจ
อิตฺยฺ อหํ วาสุเทวสฺย  ปารฺถสฺย จ มหาตฺมนห์
สํวาทมฺ อิมมฺ อเศฺราษมฺ  อทฺภุตํ โรม-หรฺษณมฺ
สญฺชยห์ อุวาจสญฺชย กล่าว, อิติ — ดังนั้น, อหมฺ — ข้า, วาสุเทวสฺย — โอ้ กฺฤษฺณ, ปารฺถสฺย — และ อรฺชุน, — เช่นกัน, มหา-อาตฺมนห์ — แห่งวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่, สํวาทมฺ — ปรึกษา, อิมมฺ — นี้, อเศฺราษมฺ — ได้ยิน, อทฺภุตมฺ — อัศจรรย์, โรม-หรฺษณมฺ — ทำให้ขนลุก
คำแปล
  สญฺชย  กล่าวว่า  ดังนี้  ข้าได้สดับฟังการสนทนาระหว่างสองวิญญูชนผู้ยิ่งใหญ่กฺฤษฺณ  และ  อรฺชุน  และสาส์นที่ถ่ายทอดมานั้นอัศจรรย์มากจนข้าพเจ้าขนลุก
คำอธิบาย
ในตอนต้นของ  ภควัท-คีตา  ธฺฤตราษฺฏฺร  ทรงถาม  สญฺชย  ราชเลขาของพระองค์ว่า  “มีอะไรเกิดขึ้นที่สมรภูมิ  กุรุกฺเษตฺร  ?”  การศึกษาทั้งหมดสัมพันธ์กับหัวใจของ  สญฺชย  ด้วยพระเมตตาของ  วฺยาส  ผู้เป็นพระอาจารย์ทิพย์  ดังนั้น  ท่านจึงอธิบายเหตุการณ์ที่สมรภูมิ  การสนทนาที่สำคัญระหว่างสองวิญญูชนผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนและจะไม่เกิดขึ้นอีก  เป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าเพราะ  ภควานฺ  ตรัสเกี่ยวกับองค์เองและพลังงานต่าง  ๆ  ของพระองค์ต่อสิ่งมีชีวิต  อรฺชุน  ซึ่งเป็นสาวกผู้ยิ่งใหญ่  หากเราปฏิบัติตามรอยพระบาทของ  อรฺชุน  ในการเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ชีวิตของพวกเราจะมีความสุขและประสบความสำเร็จ  สญฺชย  รู้แจ้งเช่นนี้  และขณะที่เริ่มเข้าใจท่านได้ถ่ายทอดการสนทนาแด่  ธฺฤตราษฺฏฺร  บัดนี้  สรุปได้ว่า  ที่ใดที่มี  กฺฤษฺณ  และ  อรฺชุน  ที่นั่นจะมีชัยชนะ
व्यासप्रसादाच्छ्रुतवानेतद्गुह्यमहं परम् ।
योगं योगेश्वरात्कृष्णात्साक्षात्कथयतः स्वयम् ॥ १८.७५ ॥
โศลก 75
vyāsa-prasādāc chrutavān  etad guhyam ahaṁ param
yogaṁ yogeśvarāt kṛṣṇāt  sākṣāt kathayataḥ svayam
วฺยาส-ปฺรสาทาจฺ ฉฺรุตวานฺ  เอตทฺ คุหฺยมฺ อหํ ปรมฺ
โยคํ โยเคศฺวราตฺ กฺฤษฺณาตฺ  สากฺษาตฺ กถยตห์ สฺวยมฺ
วฺยาส-ปฺรสาทาตฺ — ด้วยพระกรุณาของวิยาสะเดวะ, ศฺรุตวานฺ — ได้สดับฟัง, เอตตฺ — นี้, คุหฺยมฺ — ความลับ, อหมฺ — ข้า, ปรมฺ — สูงสุด, โยคมฺ — ลัทธิโยคะ, โยค-อีศฺวราตฺ — จากเจ้า นายของระบบโยคะทั้งหมด, กฺฤษฺณาตฺ — จาก กฺฤษฺณ, สากฺษาตฺ — โดยตรง, กถยตห์ — ตรัส, สฺวยมฺ — ด้วยตัวพระองค์เอง
คำแปล
ด้วยพระเมตตาของ  วฺยาส  ข้าได้สดับฟังการสนทนาที่ลับสุดยอดนี้โดยตรงจากชรี  กฺฤษฺณ  ปรมาจารย์แห่งระบบโยคะทั้งหลาย  ผู้ตรัสต่อ  อรฺชุน  ด้วยพระองค์เอง
คำอธิบาย
วฺยาส  ทรงเป็นพระอาจารย์ทิพย์ของ  สญฺชย  และ  สญฺชย  ยอมรับว่า  ด้วยพระเมตตาของ  วฺยาส  ที่ทำให้ท่านสามารถเข้าใจองค์  ภควานฺ  เช่นนี้  หมายความว่าเราต้องเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ไม่ใช่โดยตรง  แต่ผ่านการเชื่อมต่อจากพระอาจารย์ทิพย์  พระอาจารย์ทิพย์เป็นผู้เชื่อมโยงที่โปร่งใส  ถึงแม้เป็นความจริงที่เราได้รับประสบการณ์โดยตรง  นี่คือความเร้นลับของระบบ  ปรมฺปรา  เมื่อพระอาจารย์ทิพย์เป็นผู้ที่เชื่อถือได้เราสามารถสดับฟัง  ภควัท-คีตา  โดยตรงเหมือนกับ  อรฺชุน  ทรงได้สดับฟัง  มีผู้มีฤทธิ์เดชและ  โยคมากมายทั่วโลกแต่  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นปรมาจารย์ของระบบ  โยค  ทั้งหมด  คำสั่งสอนของกฺฤษฺณ  กล่าวไว้อย่างชัดเจนใน  ภควัท-คีตา  ว่า  จงศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  ผู้ปฏิบัติเช่นนี้เป็น  โยค  สูงสุด  ได้ยืนยันไว้ในโศลกสุดท้ายของบทที่หกว่า  โยคินามฺ  อปิ  สเรฺวษามฺ…  
นารท  เป็นสาวกโดยตรงของ  กฺฤษฺณ  และเป็นพระอาจารย์ทิพย์ของ  วฺยาส  ดังนั้น  วฺยาส  ก็เป็นผู้ที่เชื่อถือได้เช่นเดียวกับ  อรฺชุน  เพราะมาในระบบ  ปรมฺปรา  และ  สญฺชย  เป็นสาวกโดยตรงของ  วฺยาส  ดังนั้น  ด้วยพระกรุณาธิคุณของ  วฺยาส  ทำให้ประสาทสัมผัสของ  สญฺชย  บริสุทธิ์ขึ้น  ท่านจึงสามารถเห็นและได้ยิน  กฺฤษฺณ  โดยตรง  ผู้ได้ยิน  กฺฤษฺณ  โดยตรงสามารถเข้าใจความรู้อันเร้นลับนี้  หากไม่มาในระบบ  ปรมฺปรา  จะไม่สามารถได้ยิน  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  ความรู้จะไม่สมบูรณ์อยู่เสมอ  อย่างน้อยที่สุดเกี่ยวกับการเข้าใจ  ภควัท-คีตา  
ใน  ภควัท-คีตา  ได้อธิบายระบบ  โยค  ทั้งหมดเช่น  กรฺม-โยค,  ชฺญาน-โยค  และ  ภกฺติ-โยค  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นปรมาจารย์ของระบบ  โยค  ทั้งหลายเหล่านี้  อย่างไรก็ดี  เข้าใจว่า  อรฺชุน  ทรงโชคดีพอที่เข้าใจ  กฺฤษฺณ  โดยตรง  ดังนั้น  ด้วยพระกรุณาธิคุณของ  วฺยาส  สญฺชย  จึงสามารถได้ยิน  กฺฤษฺณ  โดยตรง  อันที่จริง  ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างการได้ยินโดยตรงจาก  กฺฤษฺณ  และการได้ยินโดยตรงจาก  กฺฤษฺณ  โดยผ่านทางพระอาจารย์ทิพย์ผู้เชื่อถือได้เช่น  วฺยาส  พระอาจารย์ทิพย์เป็นผู้แทนของ  วฺยาสเทว  เช่นเดียวกันดังนั้น  ตามระบบพระ  เวท  ในวันคล้ายวันเกิดของพระอาจารย์ทิพย์  สาวกจะทำพิธีบูชามีชื่อว่า  วฺยาส-ปูชา  
राजन्संस्मृत्य संस्मृत्य संवादमिममद्भुतम् ।
केशवार्जुनयोः पुण्यं हृष्यामि च मुहुर्मुहुः ॥ १८.७६ ॥
โศลก 76
rājan saṁsmṛtya saṁsmṛtya  saṁvādam imam adbhutam
keśavārjunayoḥ puṇyaṁ  hṛṣyāmi ca muhur muhuḥ
ราชนฺ สํสฺมฺฤตฺย สํสฺมฺฤตฺย  สํวาทมฺ อิมมฺ อทฺภุตมฺ
เกศวารฺชุนโยห์ ปุณฺยํ  หฺฤษฺยามิ จ มุหุรฺ มุหุห์
ราชนฺ — โอ้ กษัตริย์, สํสฺมฺฤตฺย — การจำ, สํสฺมฺฤตฺย — การจำ, สํวาทมฺ — สาส์น, อิมมฺ — นี้, อทฺภุตมฺ — อัศจรรย์, เกศว — โอ้ องค์ กฺฤษฺณ, อรฺชุนโยห์ — และ อรฺชุน, ปุณฺยมฺ — บุญ, หฺฤษฺยามิ — ข้าปลาบปลื้ม, — เช่นกัน, มุหุห์ มุหุห์ — ครั้งแล้วครั้งเล่า
คำแปล
โอ้  พระราชา  ขณะที่ข้าพเจ้าทบทวนความจำถึงการสนทนาอันบริสุทธิ์และน่าอัศจรรย์ระหว่างชรี  กฺฤษฺณ  และ  อรฺชุน  นี้ครั้งแล้วครั้งเล่า  ข้าพเจ้ามีความปลาบปลื้มยินดีและซาบซึ้งอยู่ทุก  ๆ  นาที
คำอธิบาย
การเข้าใจ  ภควัท-คีตา  เป็นทิพย์  ผู้ใดรอบรู้ประเด็นต่าง  ๆ  ของ  อรฺชุน  และ  กฺฤษฺณ  จะกลายมาเป็นผู้มีคุณธรรม  และจะไม่สามารถลืมการสนทนาเช่นนี้ได้  นี่คือสถานภาพที่เหนือโลกแห่งชีวิตทิพย์  อีกนัยหนึ่งผู้ได้ยิน  ภควัท-คีตา  จากแหล่งที่ถูกต้องโดยตรงคือจาก  กฺฤษฺณ  จะบรรลุถึง  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์  ผลของ  กฺฤษฺณจิตสำนึกคือเราจะได้รับแสงสว่างเพิ่มขึ้นเรื่อย  ๆ  และรื่นเริงกับชีวิตด้วยความซาบซึ้ง  ไม่เฉพาะบางเวลาเท่านั้นแต่จะซาบซึ้งอยู่ตลอดเวลา
तच्च संस्मृत्य संस्मृत्य रूपमत्यद्भुतं हरेः ।
विस्मयो मे महान् राजन्हृष्यामि च पुनः पुनः ॥ १८.७७ ॥
โศลก 77
tac ca saṁsmṛtya saṁsmṛtya  rūpam aty-adbhutaṁ hareḥ
vismayo me mahān rājan  hṛṣyāmi ca punaḥ punaḥ
ตจฺ จ สํสฺมฺฤตฺย สํสฺมฺฤตฺย  รูปมฺ อตฺยฺ-อทฺภุตํ หเรห์
วิสฺมโย เม มหานฺ ราชนฺ  หฺฤษฺยามิ จ ปุนห์ ปุนห์
ตตฺ — นั้น, — เช่นกัน, สํสฺมฺฤตฺย — ความจำ, สํสฺมฺฤตฺย — ความจำ, รูปมฺ — รูปลักษณ์, อติ — ยิ่งใหญ่, อทฺภุตมฺ — อัศจรรย์, หเรห์ — ขององค์ กฺฤษฺณ, วิสฺมยห์ — อัศจรรย์ใจ, เม — ของข้า, มหานฺ — ยิ่งใหญ่, ราชนฺ — โอ้ พระราชา, หฺฤษฺยามิ — ข้ารื่นเริง, — เช่นกัน, ปุนห์ ปุนห์ — ครั้งแล้วครั้งเล่า
คำแปล
โอ้  พระราชา  ขณะที่ระลึกถึงรูปลักษณ์อันเลอเลิศขององค์  กฺฤษฺณ  ข้าพเจ้ารู้สึกอัศจรรย์ใจมากยิ่งขึ้น  และร่าเริงครั้งแล้วครั้งเล่า
คำอธิบาย
ด้วยพระกรุณาธิคุณของ  วฺยาส  ปรากฏว่า  สญฺชย  สามารถเห็นรูปลักษณ์จักรวาลของ  กฺฤษฺณ  ที่ทรงแสดงให้  อรฺชุน  ทรงเห็นเช่นกัน  แน่นอนที่ได้กล่าวว่าองค์  กฺฤษฺณทรงไม่เคยแสดงรูปลักษณ์นี้มาก่อน  แต่ทรงแสดงให้แก่  อรฺชุน  เท่านั้น  ถึงกระนั้น  สาวกผู้ยิ่งใหญ่บางท่านสามารถเห็นรูปลักษณ์จักรวาลของ  กฺฤษฺณ  ด้วยเช่นกันขณะที่แสดงให้  อรฺชุน  วฺยาส  ก็เป็นหนึ่งในสาวกเหล่านั้น  ท่านเป็นหนึ่งในสาวกผู้ยิ่งใหญ่ขององค์  ภควานฺ  และยังพิจารณาว่าท่านเป็นอวตารผู้ทรงพลังของ  กฺฤษฺณ  วฺยาส  ทรงเปิดเผยประเด็นนี้แก่  สญฺชย  สาวกของท่านผู้ระลึกถึงรูปลักษณ์อันน่าอัศจรรย์ของ  กฺฤษฺณ  ที่แสดงให้  อรฺชุน  และรื่นเริงครั้งแล้วครั้งเล่า
यत्र योगेश्वरः कृष्णो यत्र पार्थो धनुर्धरः ।
तत्र श्रीर्विजयो भूतिर्ध्रुवा नीतिर्मतिर्मम ॥ १८.७८ ॥
โศลก 78
yatra yogeśvaraḥ kṛṣṇo  yatra pārtho dhanur-dharaḥ
tatra śrīr vijayo bhūtir  dhruvā nītir matir mama
ยตฺร โยเคศฺวรห์ กฺฤษฺโณ  ยตฺร ปารฺโถ ธนุรฺ-ธรห์
ตตฺร ศฺรีรฺ วิชโย ภูติรฺ  ธฺรุวา นีติรฺ มติรฺ มม
ยตฺร — ที่ซึ่ง, โยค-อีศฺวรห์ — ปรมาจารย์แห่งระบบโยคะ, กฺฤษฺณห์ — องค์ กฺฤษฺณ, ยตฺร — ที่ซึ่ง, ปารฺถห์ — โอ้ โอรสพระนาง ปฺฤถา, ธนุห์-ธรห์ — ผู้ถือคันธนูและลูกศร, ตตฺร — ที่นั่น, ศฺรีห์ — ความมั่งคั่ง, วิชยห์ — ชัยชนะ, ภูติห์ — พลังอำนาจพิเศษ, ธฺรุวา — แน่นอน, นีติห์ — ศีลธรรม, มติห์ มม — ความเห็นของข้า
คำแปล
ที่ใดที่มี  กฺฤษฺณ  ปรมาจารย์แห่งระบบโยคะทั้งหลาย  และที่ใดที่มี  อรฺชุน  นักยิงธนูผู้ยอดเยี่ยม  แน่นอนว่าที่นั่นจะมีความมั่งคั่ง  ชัยชนะ  พลังอำนาจพิเศษพร้อมทั้งศีลธรรม  นั่นคือความเห็นของข้า
คำอธิบาย
ภควัท-คีตา  เริ่มด้วยคำถามของ  ธฺฤตราษฺฏฺร  ผู้หวังให้โอรสของพระองค์ได้รับชัยชนะ  ซึ่งมีนักรบผู้ยิ่งใหญ่  เช่น  ภีษฺม  โทฺรณ  และ  กรฺณ  ช่วย  ธฺฤตราษฺฏฺร  หวังว่าฝ่ายของพระองค์จะได้รับชัยชนะ  หลังจากได้อธิบายถึงภาพที่สมรภูมิ  สญฺชย  กล่าวต่อพระราชาว่า  “พระองค์ทรงคิดถึงชัยชนะ  แต่ความเห็นของข้าพเจ้าคือ  ที่ใดที่มี  กฺฤษฺณและ  อรฺชุน  ที่นั่นจะมีความโชคดีทั้งหมด”  ธฺฤตราษฺฏฺร  ไม่สามารถคาดหวังชัยชนะให้ฝ่ายพระองค์  แน่นอนว่าชัยชนะจะเป็นของฝ่าย  อรฺชุน  เพราะว่า  กฺฤษฺณ  ทรงอยู่ที่นั่น  การที่  กฺฤษฺณ  ทรงยอมรับตำแหน่งสารถีให้  อรฺชุน  เป็นการแสดงถึงความมั่งคั่งอีกประการหนึ่ง  กฺฤษฺณ  ทรงเปี่ยมไปด้วยความมั่งคั่งทั้งปวง  และการเสียสละก็เป็นหนึ่งในนั้น  มีตัวอย่างมากมายเกี่ยวกับการเสียสละเช่นนี้  เพราะ  กฺฤษฺณ  ทรงเป็นปรมาจารย์แห่งการเสียสละ
อันที่จริงเป็นการต่อสู้ระหว่าง  ทุโรฺยธน  และ  ยุธิษฺฐิร  อรฺชุน  ทรงต่อสู้เพื่อพระเชษฐา  ยุธิษฺฐิร  เนื่องจาก  กฺฤษฺณ  และ  อรฺชุน  ทรงอยู่ฝ่าย  ยุธิษฺฐิร  ชัยชนะของ  ยุธิษฺฐิร  จึงเป็นที่แน่นอน  การทำศึกสงค  ราม  ก็เพื่อตัดสินว่าใครจะเป็นผู้ปกครองโลกสญฺชย  ทำนายว่าอำนาจจะย้ายไปอยู่ที่  ยุธิษฺฐิร  และยังทำนาย  ณ  ที่นี้ว่าหลังจากได้รับชัยชนะในสงค  ราม  นี้แล้ว  ยุธิษฺฐิร  จะเจริญรุ่งเรื่องมากยิ่งขึ้น  เพราะไม่เพียงเป็นผู้มีคุณธรรมและมีบุญเท่านั้น  แต่  ยุธิษฺฐิร  ยังเป็นผู้มีศีลธรรมอย่างเคร่งครัดโดยไม่เคยตรัสคำโกหกเลยแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต
มีบุคคลผู้ด้อยปัญญามากมายที่คิดว่า  ภควัท-คีตา  เป็นการสนทนาประเด็นต่าง  ๆ  ระหว่างเพื่อนสองคนที่สมรภูมิ  และหนังสือเล่มนี้ไม่สามารถเป็นพระคัมภีร์ได้บางคนอาจต่อต้านว่า  กฺฤษฺณ  ทรงยุยงให้  อรฺชุน  ต่อสู้ซึ่งผิดศีลธรรม  แต่ความจริงของสถานการณ์ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน  ภควัท-คีตา  เป็นคำสั่งสอนศีลธรรมสูงสุด  คำสั่งสอนศีลธรรมสูงสุดได้กล่าวไว้ในบทที่เก้า  โศลกสามสิบสี่ว่า  มนฺ-มนา  ภว  มทฺ-ภกฺตห์  เราต้องมาเป็นสาวกของ  กฺฤษฺณ  และแก่นสารสาระของศาสนาทั้งหมดคือการศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  (สรฺว-ธรฺมานฺ  ปริตฺยชฺย  มามฺ  เอกํ  ศรณํ  วฺรช)  คำสั่งสอนต่าง  ๆ  ของ  ภควัท-คีตา  รวมกันเป็นวิธีการสูงสุดแห่งศาสนาและศีลธรรม  วิธีการอื่น  ๆ  ทั้งหมดอาจทำให้บริสุทธิ์และอาจนำมาสู่วิธีการนี้  แต่คำสั่งสุดท้ายของ  ภควัท-คีตา  เป็นคำสุดท้ายในศีลธรรมและศาสนาทั้งหมด  คือศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  นี่คือคำสรุปของบทที่สิบแปด
จาก  ภควัท-คีตา  เราสามารถเข้าใจว่าการรู้แจ้งตนเองด้วยการคาดคะเนทางปรัชญา  และด้วยการทำสมาธิเป็นวิธีการหนึ่ง  แต่การศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  โดยบริบูรณ์เป็นความสมบูรณ์สูงสุด  นี่คือแก่นสารสาระแห่งคำสอนต่าง  ๆ  ของ  ภควัท-คีตา  วิถีทางแห่งหลักปฏิบัติโดยประมาณตามระดับชีวิตทางสังคม  และตามวิชาต่าง  ๆ  ทางศาสนาอาจเป็นวิธีลับแห่งความรู้  แต่ถึงแม้ว่าพิธีกรรมทางศาสนาเป็นความลับ  การทำสมาธิและการพัฒนาความรู้เป็นความลับยิ่งขึ้นไปอีก  และการศิโรราบต่อ  กฺฤษฺณ  ในการอุทิศตนเสียสละรับใช้ใน  กฺฤษฺณ  จิตสำนึกอย่างสมบูรณ์เป็นคำสั่งสอนที่ลับสุดยอด  นั่นคือแก่นสารสาระของบทที่สิบแปด
อีกลักษณะหนึ่งของ  ภควัท-คีตา  คือสัจธรรมที่แท้จริงคือ  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  สัจธรรมที่สมบูรณ์รู้แจ้งได้ในสามลักษณะคือ  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  ปรมาตฺมา  ภายในหัวใจของทุกคน  และในที่สุด  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ความรู้อันสมบูรณ์แห่งสัจธรรมหมายถึงความรู้อันบริบูรณ์แห่ง  กฺฤษฺณ  หากเราเข้าใจ  กฺฤษฺณ  ความรู้ในสาขาวิชาต่าง  ๆ  ทั้งหมดก็เป็นส่วนหนึ่งแห่งการเข้าใจนั้นกฺฤษฺณ  ทรงเป็นทิพย์เนื่องจากทรงสถิตในพลังงานเบื้องสูงนิรันดรของพระองค์เสมอ  สิ่งมีชีวิตปรากฏออกมาจากพลังงานของพระองค์  และแบ่งออกเป็นสองประเภทคือพันธนิรันดรและอิสรนิรันดร  สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีจำนวนนับไม่ถ้วน  พิจารณาว่าเป็นละอองอณูของ  กฺฤษฺณ  พลังงานวัตถุปรากฏเป็นยี่สิบสี่ธาตุ  การสร้างมีผลกระทบมาจากกาลเวลาอมตะ  พลังงานเบื้องต่ำเป็นผู้สร้างและทำลาย  การปรากฏแห่งโลกจักรวาลนี้ปรากฏให้เห็นและไม่เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก
ใน  ภควัท-คีตา  ได้สนทนาหัวข้อหลักห้าประเด็นคือ  องค์  ภควานฺ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  ธรรมชาติวัตถุ  สิ่งมีชีวิต  กาลเวลาอมตะ  และกิจกรรมต่าง  ๆ  ทั้งหลายทั้งหมดขึ้นอยู่กับ  กฺฤษฺณ  บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า  แนวคิดทั้งหมดแห่งสัจธรรมเช่น  พฺรหฺมนฺ  อันไร้รูปลักษณ์  ปรมาตฺมา  ภายในหัวใจของทุกคน  และแนวคิดทิพย์อื่นๆ  มีอยู่ภายในประเด็นแห่งการเข้าใจองค์  ภควานฺ  ถึงแม้ว่าโดยผิวเผิน  องค์  ภควานฺ  สิ่งมีชีวิต  ธรรมชาติวัตถุ  และกาลเวลาดูเหมือนจะแตกต่างกัน  ไม่มีสิ่งใดแตกต่างไปจากองค์  ภควานฺ  แต่พระองค์ทรงแตกต่างจากทุกสิ่งทุกอย่างเสมอ  ปรัชญาขององค์  ไจตนฺยคือ  “เป็นหนึ่งเดียวกันและแตกต่างกันอย่างไม่สามารถมองเห็นได้”  ระบบปรัชญานี้รวมกันเป็นความรู้อันสมบูรณ์แห่งสัจธรรม
สิ่งมีชีวิตในสถานภาพเดิมแท้เป็นดวงวิญญาณบริสุทธิ์  เหมือนกับละอองอณูของดวงวิญญาณสูงสุด  ดังนั้น  องค์  กฺฤษฺณ  ทรงอาจเปรียบเทียบได้กับดวงอาทิตย์  และสิ่งมีชีวิตเปรียบเทียบได้กับแสงอาทิตย์  เนื่องจากสิ่งมีชีวิตเป็นพลังงานพรมแดนของกฺฤษฺณ  จึงมีแนวโน้มที่จะสัมผัสกับไม่พลังงานวัตถุก็พลังงานทิพย์  อีกนัยหนึ่ง  สิ่งมีชีวิตสถิตระหว่างสองพลังงานขององค์  ภควานฺ  และเนื่องจากอยู่ในพลังงานที่สูงกว่าของพระองค์จึงมีความเป็นอิสระอยู่เล็กน้อย  เมื่อใช้อิสรภาพเล็กน้อยที่มีอยู่อย่างถูกต้องเขาจะมาอยู่ภายใต้คำสั่งโดยตรงของ  กฺฤษฺณ  ดังนั้น  จึงบรรลุถึงสภาวะปรกติธรรมดาในพลังอำนาจที่ให้ความสุข
ดังนั้น ได้จบคำอธิบายโดย ภกฺติเวทนฺต บทที่สิบแปด ของหนังสือ ศฺรีมทฺ ภควัท-คีตา ในหัวข้อเรื่อง บทสรุปความสมบูรณ์แห่งการเสียสละ

ผู้ประพันธ์

ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

ผู้ประพันธ์

พระกรุณาธิคุณเจ้า เอ.ซี. บฺัคธิเวดันธะ สวามิ พระบุํพาดะ ปรากฏบนโลกนี้ในปี ค.ศ.1896 ที่กัลกัตตา ประเทศอินเดีย ครั้งแรกท่านพบกับพระอาจารย์ทิพย์ชื่อ ชรีละบัฺคธิสิดดฺานธะ สะรัสวะที โกสวามี ที่กัลกัตตา ในปี ค.ศ. 1922 บัฺคธิสิดดฺานธะ สะรัสวะทีเป็นนักวิชาการทางศาสนาผู้มีชื่อเสียงโดดเด่น และเป็นผู้สถาปนาโกดียะ มะทฺะ (สถาบันพระเวท) หกสิบสี่แห่ง ท่านชอบเด็กหนุ่มที่มีการศึกษาดีผู้นี้ และได้ให้ความมั่นใจว่าเขาควรอุทิศชีวิตสอนความรู้พระเวท ชรีละ พระบํุพาดะ ได้มาเป็นสาวกของท่าน และอีกสิบเอ็ดปีต่อมา ในปี ค.ศ. 1933 ได้อุบสมบทเป็นสาวกอย่างเป็นทางการ ที่อัลละฮะบัด
ในการพบปะกันครั้งแรกในปี ค.ศ. 1922 ชรีละ บัฺคธิสิดดฺานธะะ สะรัสวะทีทฺาคุระขอร้อง ชรีละ พระบํุพาดะ ให้เผยแพร่ความรู้พระเวทเป็นภาษาอังกฤษ หลายปีต่อมา ชรีละ พระบํุพาดะ ได้เขียนคําอธิบาย (ภควัท-คีตา) และช่วยงานของโกดียะมะทฺะ ในปี ค.ศ. 1944 ท่านได้เริ่มทําวารสารรายปักษ์เป็นภาษาอังกฤษ ชื่อ Back to Godhead (กลับคืนสู่องค์ภควาน) ลําดับเรื่อง พิมพ์ต้นฉบับ และตรวจคําด้วยตัวท่านเองโดยปราศจากความช่วยเหลือ และได้นําวารสารนี้ไปแจกเอง ปัจจุบันนี้สาวกของท่านจัด พิมพ์ วารสารนี้อย่างต่อเนื่อง
ในปี ค.ศ.1950 ชรีละ พระบํุพาดะ เกษียณจากชีวิตสมรส รับเอาชีวิตวานะพรัสทฺะ (เกษียณ) เพื่ออุทิศเวลาในการศึกษาและเขียนมากขึ้น ชรีละ พระบํุพาดะ เดินทางไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ วรินดาวะนะ ท่านใช้ชีวิตอยู่อย่างสมถะที่วัดประวัติศาสตร์ชื่อ ราธา-ทาโมทร ณ ที่นั้น ท่านใช้เวลาหลายปีศึกษาอย่างลึกซึ้งและเขียน พระบํุพาดะ รับเอาระดับชีวิตสละโลก (สันนยาสะ) ในปี ค.ศ. 1959 ที่วัด ราธา-ทาโมทร ชรีละ พระบํุพาดะ เริ่มงานชิ้นเอกของชีวิตท่านคือแปลและให้คําอธิบาย หนังสือ ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ (ภาควต ปุราณ) ซึ่งมีหนึ่งหมื่นแปดพันโศลก และได้เขียนหนังสือชื่อ Easy Journey to Other Planets (การเดินทางแบบง่าย ๆ ไปสู่ดาวเคราะห์ดวงอื่น)
หลังจากจัดพิมพ์ ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ สามเล่มแล้ว ชรีละ พระบํุพาดะ ได้เดินทางมายังสหรัฐอเมริกาในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1965 เพื่อสนองภารกิจของพระอาจารย์ทิพย์ ต่อมา พระบุํพาดะ ได้เขียนหนังสือศาสนาคลาสสิคและปรัชญาของอินเดียมากกว่าห้าสิบเล่ม ชึ่งมีทั้งคําแปลและคําอธิบายที่ชัดเจนและเชื่อถือได้
ในปี ค.ศ. 1965 เมื่อมาถึงนครหลวงนิวยอร์คโดยเรือบรรทุกสินค้า ชรีละพระบํุพาดะ เกือบไม่มีเงินเลย หลังจากนั้นประมาณหนึ่งปีด้วยความยากลําบากเป็นอย่างยิ่ง ท่านได้สถาปนาสมาคมนานาชาติเพื่อคริชณะจิตสํานึก ในเดือนกรกฎาคม ปีค.ศ. 1966 ก่อนที่จะจากไปในวันที่ 14 พฤศจิกายา ค.ศ. 1977 ท่านได้เป็นผู้นําและดูแลสมาคมให้เจริญเติบโตเป็นสมาพันธ์ทั่วโลก ที่มีมากกว่าหนึ่งร้อย อาชระมะ โรงเรียน วัดสถาบัน และชุมชนเกษตรกรรม
ในปี ค.ศ. 1972 ชรีละ พระบํุพาดะ ได้แนะนําระบบการศึกษาชั้นประถมและมัธยมแบบพระเวทให้ทางตะวันตก โดยเปิดโรงเรียน คุรุกุล ที่ เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัสหลังจากนี้สาวกของท่านได้เปิดโรงเรียนคล้ายกันนี้ทั่วอเมริกาและทั่วโลก
ชรีละ พระบุํพาดะ ยังดลใจให้สร้างศูนย์วัฒนธรรมนานาชาติที่ยิ่งใหญ่หลายแห่งในประเทศอินเดีย ศูนย์ที่ ศฺรีธาม มายาปุรฺ ในแคว้นแบงกอลตะวันตกเป็นสถานที่สําหรับแผนแห่งเมืองทิพย์ การก่อสร้างโครงการอันยิ่งใหญ่นี้จะดําเนินต่อไปอีกหลายปีในอนาคต ที่ วรินดาวะนะ ประเทศอินเดีย มีวัด กฺฤษฺณ-พลราม ที่สวยงามมาก มีเกสท์เฮ้าส์นานาชาติ โรงเรียน คุรุกุล อนุสรณ์ และพิพิธภัณฑ์ของ ชรีละ พระบุํพาดะ ที่มุมไบและ นิว เดลฮี มีศูนย์วัฒนธรรมและศูนย์ศึกษาอันยิ่งใหญ่์ ยังมีศูนย์อื่น ๆ ที่กําลังวางแผนไว้นับจํานวนเป็นสิบ ๆ แห่ง ณ สถานที่สําคัญ ๆ ที่ประเทศอินเดีย
อย่างไรก็ดี สิ่งสําคัญที่สุดที่ ชรีละ พระบํุพาดะ ได้ให้ไว้คือหนังสือของท่านที่นักวิชาการได้ให้ความเคารพเป็นอย่างสูงในความน่าเชื่อถืีอได้ ความลึกซึ้ง และความชัดเจน หนังสือเหล่านี้ได้ถูกใช้เป็นตําราเรียนมาตรฐานในวิชาต่าง ๆ ตามมหาวิทยาลัยมากมาย บัคธิเวดันธะ บุ๊ค ทรัส ได้ถูกสถาปนาขึ้นในปี ค.ศ. 1972 เพื่อพิมพ์งานของท่านและกลายมาเป็นผู้พิมพ์หนังสือศาสนาและปรัชญาอินเดียที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ช่วงเวลาเพียงสิบสองปี ชรีละ พระบํุพาดะ แม้สูงวัย ได้เดินทางรอบโลกสิบสี่ครั้ง ข้ามหกทวีป เพื่อแสดงปฐกถา ถึงแม้ว่าจะมีตารางภารกิจที่แน่นขนัด ชรีละพระบํุพาดะ ยังแบ่งเวลามาเขียนหนังสืออีกมากมาย หนังอสือที่ท่านเขียนรวมกันเป็นห้องสมุดที่มีความหลากหลายในประเภท ปรัชญา ศาสนา วรรณกรรม และวัฒนธรรมพระเวท

ผู้ประพันธ์

ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

ผู้ประพันธ์

พระกรุณาธิคุณเจ้า เอ.ซี. บฺัคธิเวดันธะ สวามิ พระบุํพาดะ ปรากฏบนโลกนี้ในปี ค.ศ.1896 ที่กัลกัตตา ประเทศอินเดีย ครั้งแรกท่านพบกับพระอาจารย์ทิพย์ชื่อ ชรีละบัฺคธิสิดดฺานธะ สะรัสวะที โกสวามี ที่กัลกัตตา ในปี ค.ศ. 1922 บัฺคธิสิดดฺานธะ สะรัสวะทีเป็นนักวิชาการทางศาสนาผู้มีชื่อเสียงโดดเด่น และเป็นผู้สถาปนาโกดียะ มะทฺะ (สถาบันพระเวท) หกสิบสี่แห่ง ท่านชอบเด็กหนุ่มที่มีการศึกษาดีผู้นี้ และได้ให้ความมั่นใจว่าเขาควรอุทิศชีวิตสอนความรู้พระเวท ชรีละ พระบํุพาดะ ได้มาเป็นสาวกของท่าน และอีกสิบเอ็ดปีต่อมา ในปี ค.ศ. 1933 ได้อุบสมบทเป็นสาวกอย่างเป็นทางการ ที่อัลละฮะบัด
ในการพบปะกันครั้งแรกในปี ค.ศ. 1922 ชรีละ บัฺคธิสิดดฺานธะะ สะรัสวะทีทฺาคุระขอร้อง ชรีละ พระบํุพาดะ ให้เผยแพร่ความรู้พระเวทเป็นภาษาอังกฤษ หลายปีต่อมา ชรีละ พระบํุพาดะ ได้เขียนคําอธิบาย (ภควัท-คีตา) และช่วยงานของโกดียะมะทฺะ ในปี ค.ศ. 1944 ท่านได้เริ่มทําวารสารรายปักษ์เป็นภาษาอังกฤษ ชื่อ Back to Godhead (กลับคืนสู่องค์ภควาน) ลําดับเรื่อง พิมพ์ต้นฉบับ และตรวจคําด้วยตัวท่านเองโดยปราศจากความช่วยเหลือ และได้นําวารสารนี้ไปแจกเอง ปัจจุบันนี้สาวกของท่านจัด พิมพ์ วารสารนี้อย่างต่อเนื่อง
ในปี ค.ศ.1950 ชรีละ พระบํุพาดะ เกษียณจากชีวิตสมรส รับเอาชีวิตวานะพรัสทฺะ (เกษียณ) เพื่ออุทิศเวลาในการศึกษาและเขียนมากขึ้น ชรีละ พระบํุพาดะ เดินทางไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ วรินดาวะนะ ท่านใช้ชีวิตอยู่อย่างสมถะที่วัดประวัติศาสตร์ชื่อ ราธา-ทาโมทร ณ ที่นั้น ท่านใช้เวลาหลายปีศึกษาอย่างลึกซึ้งและเขียน พระบํุพาดะ รับเอาระดับชีวิตสละโลก (สันนยาสะ) ในปี ค.ศ. 1959 ที่วัด ราธา-ทาโมทร ชรีละ พระบํุพาดะ เริ่มงานชิ้นเอกของชีวิตท่านคือแปลและให้คําอธิบาย หนังสือ ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ (ภาควต ปุราณ) ซึ่งมีหนึ่งหมื่นแปดพันโศลก และได้เขียนหนังสือชื่อ Easy Journey to Other Planets (การเดินทางแบบง่าย ๆ ไปสู่ดาวเคราะห์ดวงอื่น)
หลังจากจัดพิมพ์ ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ สามเล่มแล้ว ชรีละ พระบํุพาดะ ได้เดินทางมายังสหรัฐอเมริกาในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1965 เพื่อสนองภารกิจของพระอาจารย์ทิพย์ ต่อมา พระบุํพาดะ ได้เขียนหนังสือศาสนาคลาสสิคและปรัชญาของอินเดียมากกว่าห้าสิบเล่ม ชึ่งมีทั้งคําแปลและคําอธิบายที่ชัดเจนและเชื่อถือได้
ในปี ค.ศ. 1965 เมื่อมาถึงนครหลวงนิวยอร์คโดยเรือบรรทุกสินค้า ชรีละพระบํุพาดะ เกือบไม่มีเงินเลย หลังจากนั้นประมาณหนึ่งปีด้วยความยากลําบากเป็นอย่างยิ่ง ท่านได้สถาปนาสมาคมนานาชาติเพื่อคริชณะจิตสํานึก ในเดือนกรกฎาคม ปีค.ศ. 1966 ก่อนที่จะจากไปในวันที่ 14 พฤศจิกายา ค.ศ. 1977 ท่านได้เป็นผู้นําและดูแลสมาคมให้เจริญเติบโตเป็นสมาพันธ์ทั่วโลก ที่มีมากกว่าหนึ่งร้อย อาชระมะ โรงเรียน วัดสถาบัน และชุมชนเกษตรกรรม
ในปี ค.ศ. 1972 ชรีละ พระบํุพาดะ ได้แนะนําระบบการศึกษาชั้นประถมและมัธยมแบบพระเวทให้ทางตะวันตก โดยเปิดโรงเรียน คุรุกุล ที่ เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัสหลังจากนี้สาวกของท่านได้เปิดโรงเรียนคล้ายกันนี้ทั่วอเมริกาและทั่วโลก
ชรีละ พระบุํพาดะ ยังดลใจให้สร้างศูนย์วัฒนธรรมนานาชาติที่ยิ่งใหญ่หลายแห่งในประเทศอินเดีย ศูนย์ที่ ศฺรีธาม มายาปุรฺ ในแคว้นแบงกอลตะวันตกเป็นสถานที่สําหรับแผนแห่งเมืองทิพย์ การก่อสร้างโครงการอันยิ่งใหญ่นี้จะดําเนินต่อไปอีกหลายปีในอนาคต ที่ วรินดาวะนะ ประเทศอินเดีย มีวัด กฺฤษฺณ-พลราม ที่สวยงามมาก มีเกสท์เฮ้าส์นานาชาติ โรงเรียน คุรุกุล อนุสรณ์ และพิพิธภัณฑ์ของ ชรีละ พระบุํพาดะ ที่มุมไบและ นิว เดลฮี มีศูนย์วัฒนธรรมและศูนย์ศึกษาอันยิ่งใหญ่์ ยังมีศูนย์อื่น ๆ ที่กําลังวางแผนไว้นับจํานวนเป็นสิบ ๆ แห่ง ณ สถานที่สําคัญ ๆ ที่ประเทศอินเดีย
อย่างไรก็ดี สิ่งสําคัญที่สุดที่ ชรีละ พระบํุพาดะ ได้ให้ไว้คือหนังสือของท่านที่นักวิชาการได้ให้ความเคารพเป็นอย่างสูงในความน่าเชื่อถืีอได้ ความลึกซึ้ง และความชัดเจน หนังสือเหล่านี้ได้ถูกใช้เป็นตําราเรียนมาตรฐานในวิชาต่าง ๆ ตามมหาวิทยาลัยมากมาย บัคธิเวดันธะ บุ๊ค ทรัส ได้ถูกสถาปนาขึ้นในปี ค.ศ. 1972 เพื่อพิมพ์งานของท่านและกลายมาเป็นผู้พิมพ์หนังสือศาสนาและปรัชญาอินเดียที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ช่วงเวลาเพียงสิบสองปี ชรีละ พระบํุพาดะ แม้สูงวัย ได้เดินทางรอบโลกสิบสี่ครั้ง ข้ามหกทวีป เพื่อแสดงปฐกถา ถึงแม้ว่าจะมีตารางภารกิจที่แน่นขนัด ชรีละพระบํุพาดะ ยังแบ่งเวลามาเขียนหนังสืออีกมากมาย หนังอสือที่ท่านเขียนรวมกันเป็นห้องสมุดที่มีความหลากหลายในประเภท ปรัชญา ศาสนา วรรณกรรม และวัฒนธรรมพระเวท

ภควัต-คีตา ฉบับเดิม

อภิธานศัพท์สันสกฤต

อภิธานศัพท์สันสกฤต

กปิล - อวตารของคริชณะทรงปรากฎใน สัทยะ-ยุกะ เป็นบุตรของ เดวะฮูทิ และ คารดะมะ มุนิ และทรงเผยแพร่ปรัชญาแห่งการอุทิศตนเสียสละ สางคฺยะ (ยังมี คะพิละ อีกคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่อวตาร แต่เป็นผู้ไม่เชื่อในองค์ภควาน)

กรฺณ - บุตรคุนที พี่ชายต่างบิดาของอารจุนะ รบกับพาณดะวะที่สมรภูมิคุรุคเชทระ

กรฺม - กิจกรรมทางวัตถุ ซึ่งทุกคนต้องได้รับผลกรรมที่ตนทําไว้ ไม่ว่าดีหรือชั่ว

กรฺม-กาณฺฑ - ส่วนหนึ่งของคัมภีร์พระเวทที่แนะนํากิจกรรมเพื่อผลทางวัตถุ ปฎิบัติ เพื่อให้นักวัตถุนิยมที่ถูกพันธนาการอย่างแน่นหนา ค่อย ๆ บริสุทธิ์ขึ้น

กรฺม-โยค - วิถีแห่งการรู้แจ้งองค์ภควานด้วยการอุทิศผลงานของตนแด่พระองค์

กรฺมิ – นักวัตถุนิยม ผู้ทํางานเพื่อผลทางวัตถุ

กลิ-ยุค - ยุคแห่งการทะเลาะวิวาท เป็นยุคที่สี่ยุคสุดท้ายของรอบ มะฮา-ยุกะ เป็นยุค ที่เราอยู่ในปัจจุบันผ่านมา 5,000 ปีแล้ว คะลิ-ยุกะ มีเวลายาว 432,000 ปี

กลฺป - หนึ่งกัปเท่ากับเวลาหนึ่งวันของพระพรหมณ์ คํานวนตามเวลาของสวรรค์

การโณทก-ศายี วิษฺณุ - (มะฮา-วิชณุ)-พระวิชณุภาคแบ่งแยกของคริชณะ จักรวาล วัตถุทั้งหมดออกมาจากพระองค

กาล - กาลเวลาอมตะ

กาลี - เจ้าแม่กาลี ที่ผู้บูชาอาจถวายเนื้อสัตว์ให้

กีรฺตน - การร้องเพลงสรรเสริญองค์ภควาน

กุนฺตี - หรือ พริทฺา เป็นพระมารดาของอารจุนะ และสด็จอาของคริชณะ

กุมาร - สี่กุมารบุตรพระพรหม อดีตเป็นนักปราชญ์ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ ต่อมาเป็น สาวกยิ่งใหญ่ของภควาน และเป็นผู้เชื่อถือได้ในศาสตร์แห่งการอุทิศตนเสียสละ

กุมฺภก-โยค - หนึ่งในระบบโยคะแปดวิธี เพื่อให้ลมในร่างกายทั้งหมดหยุดเดิน

กุรุ - ผู้สืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ คุรุ โดยเฉพาะโอรสร้อยองค์ของดฺริทะราชทระผู้เป็น ปรปักษ์กับพวก พาณดะวะ

กุรุกฺเษตฺร - เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญตั้งแต่โบราณกาล อยู่ที่ประเทศอินเดีย

กุเวร - เหรัญญิกของเหล่าเทวดา

กฺฤปณ - คนตระหนี่ที่ไม่รู้จักใช้ทรัพย์สินอันมีค่า โดยเฉพาะคนที่เสียเวลาอันมีค่าใน ชีวิตไปโดยไม่พยายามเพื่อความรู้แจ้งทิพย์

กฺฤษฺณ - พระนามแรกขององค์ภควานในรูปลักษณ์ทิพย์เดิมแท้ของบุคลิกภาพสูงสุด แห่งพระเจ้า ผู้ตรัส ภควัต-คีตา

กฺฤษฺณ-กรฺม - ทํางานทั้งหมดเพื่อคริชณะ

กฺฤษฺณทาส กวิราช โคสฺวามี - ผู้เขียน เชธัณยะ-ชะริทามริทะ

กฺฤษฺณโลก - ดาวเคราะห์ในโลกทิพย์ที่คริชณะทรงประทับอยู่

กฺษตฺริย– มีอาชีพบริหารและปกป้องตามระบบ วารณาชระมะ-ดฺารมะ ของพระเวท

กฺษร - ไม่ถาวร

กฺษีโรทกศายี วิษฺณุ - พระวิชณุภาคแบ่งแยกขององค์ภควานผู้เสด็จเข้าไปในแต่ละ อณู และเสด็จเข้าไปในหัวใจของมวลชีวิต

กฺเษตฺร - สนามกิจกรรม ร่างกายของพันธวิญญาณ

กฺเษตฺรชฺญ - ผู้รู้ร่างกาย ทั้งอณุวิญญาณและอภิวิญญาณเป็นคเชทระกยะ ปัจเจก วิญญาณรู้ร่างกายของตนเอง อภิวิญญาณทรงรู้ร่างกายของมวลชีวิต

กํส - เสด็จลุงของคริชณะผู้พยายามสังหารคริชณะอยู่ตลอดเวลา

คนฺธรฺว–นักร้องชาวสวรรค์ผู้ร้องเพลงได้ไพเราะมาก

ครุฑ - (พญาครุฑ) ผู้เป็นพาหนะของพระวิชณุ

ครฺโภทกศายี วิษฺณุ - พระวิชณุภาคแบ่งแยกขององค์ภควานผู้เสด็จเข้าไปในแต่ละ จักรวาลเพื่อสร้างสรรค์ความหลากหลาย

คาณฺฑีว - ชื่อธนูของอารจุนะ

คายตฺรี - คลื่นเสียงทิพย์ที่พราหมณ์ผู้ทรงคุณวุฒิภาวนาประจําเพื่อความรู้แจ้งทิพย์

คุณ - ธรรมชาติวัตถุมีสามระดับคือ อวิชชา ตัณหา และความดี

คุณาวตาร - ตรีมูรติผู้ทรงควบคุมสามระดับแห่งธรรมชาติวัตถุ พระพรหมทรง ควบคุมระดับตัณหา พระวิชณุความดี และพระศิวะอวิชชา

คุรุ – พระอาจารย์ทิพย์

คฺฤหสฺถ - คฤหัสถ์ผู้ดํารงชีวิตครอบครัวโดยมีคริชณะจิตสํานึก และพัฒนาสมาชิกทุก คนในครอบครัวให้มีคริชณะจิตสํานึก

จณฺฑาล - คนชั้นต่ําสุดที่กินเนื้อสุนัข

จนฺทฺร - พระอินทร์เจ้าแห่งสวรรค์ผู้ทรงควบคุมฝน

จนฺทฺรโลก - ดวงจันทร์

จาตุรฺมาสฺย - ฤดูฝนสี่เดือนที่อินเดีย ไวชณะวะจะถือปฏิบัติความเพียรเป็นพิเศษ

จิติ-ศกฺติ - พลังเบื้องสูงหรือพลังแห่งความรู้แจ้งขององค์ภควาน

ชนก - กษัตริย์ยิ่งใหญ่ผู้ทรงรู้แจ้งพระองค์เอง และทรงเป็นพระสัสสุระของพระราม

ชป - การทําสมาธิด้วยการสวดภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ภควานเบา ๆ โดยมีประคํา 108 เม็ดช่วย

ชีว–พระศิวะ เทวดาผู้ทรงดูแลระดับอวิชชา และทรงทําลายจักรวาลวัตถุ

ชฺญาน - ความรู้ ความรู้วัตถุไปไม่เกินร่างวัตถุ ความรู้ทิพย์แยกแยะระหว่างวัตถุและ ดวงวิญญาณ ความรู้ที่สมบูรณ์คือรู้ร่างกาย ดวงวิญญาณ และองค์ภควาน

ชฺญาน-กาณฺฑ - ส่วนหนึ่งของคัมภีร์พระเวทกล่าวถึงการคาดคะเนทางจิตเพื่อ แสวงหาสัจธรรม

ชฺญาน-โยค - ส่วนใหญ่เป็นวิธีการคาดเดาในการเชื่อมสัมพันธ์กับองค์ภควาน ดําเนินไปขณะที่ผู้ปฏิบัติยังยึดติดอยู่กับการคาดคะเนทางจิต

ชฺญานี–ผู้แสวงหาความรู้ โดยเฉพาะด้วยการคาดคะเนทางปรัชญา เมื่อบรรลุถึงความ สมบูรณ์ กยานีจะศิโรราบต่อคริชณะ

ตตฺตฺววิตฺ - ผู้รู้สัจธรรมโดยสมบูรณ์ทั้งสามลักษณะขององค์ภควาน

ตปสฺย - อาสายอมรับความลําบากบางอย่างทางวัตถุเพื่อก้าวหน้าในชีวิตทิพย์

ตุลสี - สาวกยิ่งใหญ่ในรูปของต้นไม้ ทุละสีเป็นที่รักยิ่งเพราะจะถวายอยู่ที่พระบาทรูป ดอกบัวขององค์ภควานเสมอ

ตฺยาค - การสละกิจกรรม ปฎิบัติด้วยวัตถุจิตสํานึก

ตโม-คุณ - ระดับอวิชชาของธรรมชาติวัตถุ

ทุษฺกฺฤตามฺ - คนสารเลวที่ไม่ศิโรราบต่อคริชณะ

ทุโรฺยธน - โอรสผู้มีจิตใจชั่วร้ายที่สุดของดฺริทะราชทระ พวกคุรุทําสงครามที่สมรภูมิ คุรุคเชทระ ก็เพื่อสถาปนาให้ ดุรโยดฺะนะ เป็นกษัตริย์แห่งโลก

ทฺรุปท - เป็นนักรบอยู่ฝ่ายพาณดะวะที่ สมรภูมิ คุรุคเชทระ มีธิดาชื่อ โดรพะดี เป็น มเหสีของห้าพาณดะวะ มีบุตรชื่อดฺริชทัดยุมนะเป็นผู้จัดทัพให้พาณดะวะ

ทฺวาปร-ยุค - ยุคที่สามของรอบ มะฮา-ยุกะ มีเวลายาวกว่า 4,320,000 ปี

ทเศนฺทฺริย - ประสาทสัมผัสทั้งสิบมี หู ตา ลิ้น จมูก ผิว มือ ขา คําพูด ทวารหนัก อวัยวะสืบพันธ์ุ

ธรฺม - หลักศาสนา, หรืออาชีพโดยธรรมชาตินิรันดรของสิ่งมีชีวิต (ตัวอย่างเช่น การ อุทิศตนเสียสละรับใช้ต่อองค์ภควาน)

ธรฺม-กฺเษตฺร - สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญ

ธีร - ผู้ที่ไม่หวั่นไหวไปกับพลังงานวัตถุ

ธฺฤตราษฺฏฺร - พระบิดาของพวก คุรุ เลขา สันจะยะ พูด ภควัต-คีตา ให้ดฺริทะ- ราชทระฟังที่พระราชวัง เหมือนกับที่สนทนากันที่ สมรภูมิ คุรุคเชทระ

ธฺฤษฺฏทฺยุมฺน - โอรสของกษัตริย์ ดรุพะดะ ทรงเป็นผู้จัดทัพรบให้กับพวก พาณดะวะ ที่ สมรภูมิ คุรุคเชทระ

นกุล - พระอนุชาของอารจุนะ

นนฺท มหาราช - พระบิดาผู้เลี้ยงดูคริชณะ

นารท มุนิ - มนุษย์อวกาศ สาวกยิ่งใหญ่ขององค์ภควานผู้สามารถเดินทางไปทุกหน ทุกแห่งทั้งในโลกทิพย์และโลกวัตถุ เพื่อสรรเสริญพระบารมีของพระองค์

นารายณ - ภาคแบ่งแยกสี่กรขององค์ภควาน ชรี คริชณะ

นิตฺย-พทฺธ - ถูกพันธนาการนิรันดร

นิรฺคุณ - ปราศจากคุณสมบัติ เมื่อกล่าวถึงองค์ภควานหมายความว่าพระองค์ทรงอยู่ เหนือคุณสมบัติทางวัตถุ

นิรฺมม - มีจิตสํานึกรู้ว่า "ไม่มีอะไรเป็นของเรา"

นิรฺวาณ - อิสรภาพจากความเป็อยู่ทางวัตถุ จบสิ้นกรรมวิธีแห่งชีวิตวัตถุ

นฺฤสึห - อวตารของคริชณะมาในรูปครึ่งคนครึ่งสิงโต

ปญฺจ-มหาภูต - ธาตุวัตถุหยาบห้าอย่าง ดิน น้ํา ไฟ ลม อากาศ

ปตญฺชลิ - เป็นผู้นําระบบ อัชทางกะ-โยกะ และผู้เขียน โยกะ-สูทระ

ปรนฺตปห์ - พระนามของอารจุนะ แปลว่า "ผู้กําราบศัตรู"

ปรมหํส - สาวกผู้อยู่ในระดับสูงสุดแห่งการรู้แจ้งองค์ภควาน

ปรมาตฺมา - อภิวิญญาณ องค์ภควานผู้ทรงประทับอยู่ภายในหัวใจของมวลชีวิต ทรงอยู่กับพันธวิญญาณทุกดวงโดยเป็นพยานและนําทางให้

ปรมฺ พฺรหฺมนฺ - บระฮมันสูงสุด องค์ ชรี คริชณะ บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า

ปรมฺปรา - ระบบการถ่ายทอดความรู้ทิพย์จากพระอาจารย์สู่ศิษย์

ปรศุราม - อวตารของคริชณะทรงปรากฏในอดีตเพื่อทําลายเหล่ากษัตริย์ผู้ตกต่ํา

ปรา-ปฺรกฺฤติ - พลังงานหรือธรรมชาติทิพย์ที่สูงกว่าขององค์ภควาน

ปราคฺ-อาตฺมา - ดวงวิญญาณ เมื่อยึดติดอยู่กับการสนองประสาทสัมผัส

ปราศร มุนิ - นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ บิดาของวิยาสะเดวะ

ปรํ ธาม - ดาวเคราะห์นิรันดรแห่งโลกทิพย์

ปวิตฺรมฺ - บริสุทธิ์

ปาญฺจชนฺย - หอยสังข์ของคริชณะ

ปาณฺฑว - โอรสห้าองค์ของกษัตริย์พาณดุ-ยุดฺิชทฺีระ บฺีมะ อารจุนะ นะคุละ สะฮะเดวะ

ปาณฺฑุ - พระอนุชาของดฺริทะราชทระ และทรงเป็นพระบิดาของห้าพาณดะวะ

ปารฺถ-สารถิ - คริชณะ สารถีผู้ขับราชรถให้พารทฺะหรืออารจุนะ

ปาษณฺฑี - ผู้ไม่เชื่อในองค์ภควาน คิดว่าพระองค์และเหล่าเทวดาอยู่ในระดับเดียวกัน

ปิตฺฤโลก - ดาวเคราะห์ของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว

ปุราณ - หนังสือสิบแปดเล่มซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของโลกนี้และดาวเคราะดวงอื่น ๆ

ปุรุษ - "ผู้มีความสุข" ปัจเจกวิญญาณหรือองค์ภควาน

ปุรุษ-อวตาร - ภาคแบ่งแยกเบื้องต้นของพระวิชณุที่มีผลกระทบต่อการสร้าง การ อนุรักษ์ และการทําลายจักรวาล คาระโณดะคะชายี วิชณ ุ (มะฮา วิชณุ) ทรง บรรทมอยู่ในมหาสมุทรแหล่งกําเนิด การโบฺดะคะชายี วิชณุ ทรงเสด็จเข้าไปใน แต่ละจักรวารเพื่อสร้างความหลากหลาย คชีโรดะคะชายี วิชณุ (อภิวิญญาณ) ทรงเสด็จเข้าไปในทุกชีวิตและทุกละอองอณู

ปูรก - ระดับแห่งความสมดุลย์บรรลุได้ด้วยการให้ลมหายใจเข้าไปในลมหายใจออก

ปูรฺณมฺ - สมบูรณ์

ปฺรกฺฤติ - พลังงาน หรือ ธรรมชาติ

ปฺรชาปติ - (ประชาบดี) (1) บรรพบุรุษของมวลชีวิต (2) พระพรหม

ปฺรณว โอํการ - ดู โอม

ปฺรตฺยคฺ-อาตฺมา - ดวงวิญญาณผู้บริสุทธิ์จากการยึดติดทางวัตถุแล้ว

ปฺรตฺยาหาร - การถอยออกจากกิจกรรมทางประสาทสัมผัส ซึ่งเป็นหนึ่งในแปดวิธีของ ระบบโยคะ อัชทางกะ-โยกะ

ปฺรสาทมฺ - อาหารทิพย์ที่ถวายให้คริชณะด้วยใจรัก รับประทานแล้วทําให้ใจบริสุทธิ์

ปฺรหฺลาท มหาราช - สาวกยิ่งใหญ่ของคริชณะถูกบิดาผู้ไม่เชื่อในองค์ภควานพยา- ยามสังหาร แต่คริชณะทรงปกป้องไว้ได้ตลอดเวลา

ปฺราณ - ลมปราณชีวิต

ปฺราณายาม - วิธีการควบคุมลมหายใจเพื่อให้ก้าวหน้าในโยคะ

ปฺฤถา - พระมเหสีของกษัตริย์พาณดุ มารดาของพาณดะวะ และเสด็จอาของคริชณะ

พุทฺธิ-โยค - ( พุทธิ-โยคะ) เป็นอีกชื่อหนึ่งของ ภักดี-โยคะ (การอุทิศตนเสียสละรับใช้ ต่อคริชณะ) แสดงให้เห็นถึงการใช้ปัญญาสูงสุด พุทธิ

พฺรหฺม-ชิชฺญาสา - คําถามเกี่ยวกับความรู้ทิพย์

พฺรหฺม-ภูต - ระดับที่เป็นอิสระจากมลทินทางวัตถุ ผู้อยู่ในระดับนี้จะมีบุคลิกที่มี ความสุขทิพย์ และปฎิบัติรับใช้องค์ภควาน

พฺรหฺม-สูตฺร - (เวดานธะ-สูทระ) ศาสตร์นิพนธ์เขียนโดยวิยาสะเดวะที่ให้ข้อสรุป ของคัมภีร์พระเวททั้งหมด

พฺรหฺม-สํหิตา - คัมภีร์ภาษาสันสกฤตโบราณมาก บันทึกบทมนต์ที่พระพรหมถวาย แด่องค์ ชรี คริชณะ ค้นพบที่อินเดียตอนใต้โดย เชธันญะ มะฮาพระบุํ

พฺรหฺม-โชฺยติรฺ - รัศมีทิพย์ที่พวยพุ่งออกมาจากพระวรกายทิพย์ของคริชณะ และส่อง แสงเจิดจรัสในโลกทิพย์

พฺรหฺมจรฺย - คําปฏิญาณอย่างเคร่งครัดว่าจะไม่ยุ่งกับความต้องการทางเพศ

พฺรหฺมจารี - นักศึกษาผู้ถือเพศพรหมจรรย์ ตามระบบ อาชระมะ ของพระเวท

พฺรหฺมนฺ - (1) ปัจเจกวิญญาณ (2) ลักษณะอันไร้รูปลักษณ์ที่แผ่กระจายไปทั่วของ องค์ภควาน (3) บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า (4) มะฮัท-ทัททวะ หรือส่วน ประกอบของวัตถุทั้งหมด

พฺรหฺมา - (พระพรหม) ชีวิตแรกที่ถูกสร้างขึ้นมาในจักรวาล พระวิชณุทรงกํากับให้ สร้างรูปลักษณ์ของมวลชีวิตในจักรวาล พระพรหมทรงควบคุมระดับตัณหา

พฺรหฺมโลก - พระตําหนักของพระพรหม ดาวเคราะห์ที่สูงสุดในจักรวารวัตถุ

พฺราหฺมณ - (พราหมณ์) ระดับปัญญาชนตามระบบ วารณาชระมะ ของพระเวท

ภกฺต - สาวก หรือผู้ปฎิบัติการอุทิศตนเสียสละรับใช้

ภกฺติ - (ภักดี) การอุทิศตนเสียสละรับใช้ต่องค์ภควาน

ภกฺติ-โยค - (ภักดี-โยคะ) วิธีการเชื่อมกับองค์ภควานผ่านการอุทิศตนเสียสละรับใช้

ภกฺติวิโนท ฐากุร - พระอาจารย์ปู่ของพระกรุณาธิคุณเจ้า เอ.ซี.บฺัคธิเวดันธะ สวะมิ

ภกฺติสิทฺธานฺต สรสฺวตี โคสฺวามี มหาราช ปฺรภุปาท - พระอาจารย์ทิพย์ของ พระกรุณาธิคุณเจ้า เอ.ซี.บัฺธิเวดันธะ สวะมิ พระบํุพาดะ

ภควนฺ - (ภควาน) "ผู้มีความมั่งคั่งทั้งปวง" พระองค์ทรงเป็นแหล่งกําเนิดของความ สง่างาม พลังอํานาจ ชื่อเสียง ความร่ํารวย ความรู้ และความเสียสละ

ภาว - ระดับเริ่มต้นแห่งความรักทิพย์ต่อองค์ภควาน

ภีม - หนึ่งในห้าพี่น้อง พาณดะวะ ผู้ทรงพลังมาก

ภีษฺม - สาวกยิ่งใหญ่ และเป็นสมาชิกผู้อาวุโสแห่งราชวงศ์คุรุ

มธุสูทน - พระนามของคริชณะ "ผู้สังหารมารมะดุํ"

มนุ - เทวดานักบริหารผู้ทรงเป็นพระบิดาของมนุษยชาติ

มนุ-สํหิตา - หนังสือกฎหมายสําหรับมนุษยชาติเขียนโดยองค์ มะนุ

มนฺตฺร - (มนตรา) คลื่นเสียงบริสุทธิ์ที่จะส่งจิตใจให้ออกจากวัตถุนิยม

มนฺวนฺตร-อวตาร - อวตาร มะนุ มีสิบสี่องค์ในหนึ่งวันของพระพรหม

มหตฺ-ตตฺตฺว - พลังงานวัตถุทั้งหมด

มหา-มนฺตฺร - (มหามนต์) บทมนต์อันยิ่งใหญ่เพื่อจัดส่ง ฮะเร คริชณะ ฮะเร คริชณะ คริชณะ คริชณะ ฮะเร ฮะเร / ฮะเร รามะ ฮะเร รามะ รามะ รามะ ฮะเร ฮะเร

มหา-วิษฺณุ - (คาระโณดะคะชายี วิชณุ) ทรงบรรทมอยู่ในมหาสมุทรแหล่งกําเนิด

มหาตฺมา - (มหาตมะ) ดวงวิญญาณยิ่งใหญ่ผู้รู้ว่าคริชณะทรงเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ดัง นั้นท่านจึงศิโรราบต่อพระองค์

มหาภารต - (มหาภารตะ) มหากาพย์เขียนโดยวิยาสะเดวะกล่าวถึงการผจญภัยของ ห้าพี่น้องพาณดะวะ ภควัต-คีตา รวมอยูในมหาภารตะด้วย

มหาภูต - ห้าธาตุวัตถุที่ยิ่งใหญ่มี ดิน น้ํา ไฟ ลม และอากาศ

มายา - ความหลง พลังงานของคริชณะที่ทําให้สิ่งมีชีวิตหลงลืมองค์ภควาน

มายาวาที - ผู้ไม่เชื่อในรูปลักษณ์ เชื่อว่าในที่สุดองค์ภควานไร้รูปลักษณ์และบุคลิกภาพ

มุกุนฺท - พระนามของคริชณะ "ผู้ให้ความหลุดพ้น"

มุกฺติ - ความหลุดพ้น เป็นอิสระจากจิตสํานึกวัตถุ

มุนิ - นักปราชญ์ หรือดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งตนเอง

ยชฺญ - พิธีบูชา

ยชฺเญศฺวร - ฉายาของคริชณะ หมายความว่า "พระเจ้าแห่งพิธีบูชา"

ยมราช - (ยมราช) เทวดาผู้ลงโทษคนบาปหลังจากตายไป

ยามุนาจารฺย - พระอาจารย์ทิพย์ผู้ยิ่งใหญ่ในสาย ชรี-สัมพระดายะ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาย พะรัมพะรา ที่สําคัญ

ยุค - (ยุค)-มีอยู่สี่ยุคที่หมุนเวียนตลอดเวลา-สัทยะ-ยุกะ, เทรทา-ยุกะ, ดวาพะระ- ยุกะ. และ คะลิ-ยุกะ-ขณะที่ดําเนินไปจาก สัทยะ-ยุกะ ถึง คะลิ-ยุกะ ศาสนา และคุณสมบัติที่ดี ๆ ของมนุษย์ค่อย ๆ เสื่อมลง คะลิ-ยุกะ เลวร้ายสุด

ยุคาวตาร - อวตารขององค์ภควานผู้ทรงปรากฎในแต่ละยุคทั้งสี่ยุค เพื่อสอนวิธีการรู้ แจ้งทิพย์ที่เหมาะสมสําหรับยุคนั้น ๆ

ยุธิษฺฐิร - พระเชษฐาองค์โตสุดของห้าพาณดะวะ

ยโศทา - พระมารดาผู้ทรงเลี้ยงดูคริชณะ

ยโศทา-นนฺทน - คริชณะ ลูกน้อยของยะโชดา

รส - ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ภควานและสิ่งมีชีวิต มี ระสะ พื้นฐานห้ารูปแบบคือ- ชานทะ-ระสะ สัมพันธ์แบบเป็นกลาง, ดาสยะ-ระสะ ฐานะผู้รับใช้, สาคฮยะ- ระสะ ฐานะเพื่อน, วาทสัลยะ-ระสะ ฐานะบิดามารดา. มาดุํรยะ-ระสะ ฐานะคู่รัก

ราม - (1) พระนามของคริชณะแปลว่า "แหล่งกําเนิดของความสุขทั้งปวง" (2) พระราม (รามะชันดระ) อวตารของคริชณะในฐานะกษัตริย์ผู้ทรงธรรมโดยสมบูรณ์

ราวณ - (ทศกัณฐ์) มารร้ายผู้ปรารถนาสร้างบันไดขึ้นไปบนสวรรค์ แต่ถูกพระ รามอวตารของคริชณะสังหาร

รูป โคสฺวามี - หนึ่งในสาวกรูปสําคัญของ เชธันญะ มะฮาพระบุํ และเป็นผู้นําหกโก- สวามีแห่งวรินดาวะนะ

รโช-คุณ - ระดับตัณหาแห่งธรรมชาติวัตถุ

ลกฺษฺมี - (พระลักษมี) เทพธิดาแห่งโชคลาภ คู่รักขององค์ภควาน

ลีลา - กิจกรรมรื่นเริงหรือกิจกรรมทิพย์ที่องค์ภควานทรงแสดง

ลีลา-อวตาร - อวตารที่นับไม่ถ้วน เช่น มัทสยะ คูรมะ รามะ และนริสิมฮะ ทรงเสด็จลง มาแสดงกิจกรรมทิพย์อันรื่นเริงแห่งองค์ภควานในโลกวัตถุ

วราห - อวตารของคริชณะในรูปของหมูป่ามหึมา

วสุเทว - พระบิดาของคริชณะ

วานปฺรสฺถ - บุรุษผู้เกษียณจากชีวิตครอบครัวเพื่อพัฒนาการเสียสละมากยิ่งขึ้นตาม ระบบสังคมของพระเวท

วาสุเทว - คริชณะ บุตรของวะสุเดวะ

วิกรฺม - กิจกรรมบาป ทําผิดคําสั่งสอนของพระคัมภีร์

วิชฺญานมฺ - ความรู้แจ้งแห่งดวงวิญญาณ สถานภาพเดิมแท้ของตนโดยเฉพาะ และความ สัมพันธ์ระหว่างดวงวิญญาณกับองค์ภควาน

วิทฺยา - ความรู้

วิภุ-อาตฺมา - องค์อภิวิญญาณ

วิภูติ - ความมั่งคั่งของคริชณะในการควบคุมปรากฏการณ์ทางวัตถุทั้งหมด

วิราฏฺ-รูป - รูปลักษณ์จักรวารของคริชณะ

วิวสฺวานฺ - พระนามของสุริยเทพองค์ปัจจุบัน คริชณะตรัสสอน ภควัต-คีตา ให้ วิวัสวาน อย่างน้อย 120,400,000 ปีมาแล้ว

วิศฺว-รูป - (วิราทะ-รูพะ) รูปลักษณ์จักรวารของคริชณะ

วิศฺว-โกศ - พจนานุกรมภาษาสันสกฤตโบราณ

วิษฺณุ - บุคลิกภาพสูงสุดแห่งพระเจ้า ภาคแบ่งแยกของคริชณะ

วิษฺณุ-ตตฺตฺว - ประเภทหนึ่งแห่งองค์ภควานซึ่งเป็นภาคแบ่งแยกของคริชณะ

วฺยาน-วายุ - ลมภายในร่างกายทําหน้าที่หดและขยายตัว ควบคุมได้ด้วยระบบ อั ชทางกะ-โยกะ

วฺยาสเทว - ผู้รวบรวมคัมภีร์พระเวท เขียน พุราณะ. มหาภารตะ. เวดานธะ-สูทระ

วฺฤนฺทาวน - พระตําหนักทิพย์ของ ชรี คริชณะ เรียกว่า โกโลคะ วรินดาวะนะ หรือ คริชณะโลคะ เมืองวรินดาวะนะ อําเภอมะทุํรา จังหวัดอุททาร พระเดช ประเทศ อินเดีย ที่คริชณะทรงแสดงลีลาวัยเด็กเมื่อห้าพันปีก่อน เป็นการปรากฏของพระ ตําหนักจากโลกทิพย์บนโลกนี้

ศงฺกราจารฺย (ศงฺกร) - นักปราชญ์ยิ่งใหญ่ผู้สถาปนาลัทธิ อดไวทะ หรือไร้สิ่งคู่ เน้นธรรมชาติอันไร้รูปลักษณ์ขององค์ภควาน และลักษณะของดวงวิญญาณทั้ง หมดเป็น บระฮมัน ที่ไม่แตกต่างกัน

ศพฺท-พฺรหฺม - คําสอนของคัมภีร์พระเวทหรืออุพะนิชัด

ศุกเทว โคสฺวามี - สาวกยิ่งใหญ่ผู้ตรัส ชรีมัด-บฺากะวะธัม แด่กษัตริย์พะรีคชิดในเจ็ด วันสุดท้ายของชีวิตพระองค์

ศูทฺร - ชนชั้นกรรมกร ในระบบ วารณาชระมะ-ดฺารมะ ของพระเวท

ศฺยามสุนฺทร–(สยามสุนทร) พระนามของคริชณะ ชยามะ แปลว่า “สีนิลหรือสีดํา เงา” และสุนดะระ แปลว่า “สวยงามมาก”

ศฺรวณมฺ - ฟังเกี่ยวกับองค์ภควาน เป็นหนึ่งในเก้าวิธีพื้นฐานของการปฏิบัติ ภักดี-โยคะ

ศฺรีมทฺ-ภาควตมฺ - พุราณะหรือประวัติศาสตร์ เขียนโดยวิยาสะเดวะเพื่อให้เข้าใจ องค์ชรีคริชณะอย่างลึกซึ้งโดยเฉพาะ

ศฺรุติ - คัมภีร์พระเวทที่ได้รับมาโดยตรงจากองค์ภควาน

สคุณ - มีคุณสมบัติ ใช้กับองค์ภควานหมายความว่าทรงมีคุณสมบัติทิพย์

สงฺกีรฺตน-ยชฺญ - พิธีบูชาที่แนะนําไว้สําหรับ คะลิ-ยุกะ นี้โดยเฉพาะ คือการร่วม ชุมนุมกันร้องเพลงภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ภควาน

สจฺ-จิทฺ-อานนฺท-วิคฺรห - รูปลักษณ์อมตะ ที่เปี่ยมด้วยความรู้ และความสุข

สญฺชย - เป็นเลขาของดฺริทะราชทระ พูด ภควัต-คีตา ให้ดฺริทะราชทระฟังขณะที่ คริชณะตรัสที่สมรภูมิคุรุคเชทระ

สตฺตฺว - ระดับความดีแห่งธรรมชาติวัตถุ

สตฺย-ยุค -มะฮา-ยุกะ มีสี่ยุค สัทยะ เป็นยุคแรก ความดี ปัญญา และศาสนาโดดเด่น

สนาตน - เป็นอมตะ

สนาตน โคสฺวามีāsuraṁ bhāvam āśri - หนึ่งในหกโกสวามีแห่งวรินดาวะนะ

สนาตน-ธรฺม - ศาสนานิรันดรคือการอุทิศตนเสียสละรับใช้

สนาตน-โยค - กิจกรรมนิรันดรที่สิ่งมีชีวิตปฏิบัติ

สนฺนฺยาส - ระดับชีวิตสละโลก เป็นอิสระจากความสัมพันธ์ทางครอบครัว กิจกรรม ทั้งหมดอุทิศถวายแด่คริชณะโดยสมบูรณ์

สมาธิ - (สมาธิ) ซึมซาบจิตสํานึกอยู่ในองค์ภควานโดยสมบูรณ์

สมาน-วายุ - ลมเดินอยู่ภายในที่ปรับความสมดุลย์ ควบคุมด้วยการบริหารลมหายใจ

สรสฺวตี - เทวีผู้ทรงดูแลการศึกษา

สหเทว - พระอนุชาของอารจุนะ

สางฺขฺย - (1) การวิเคราะห์แยกแยะระหว่างวิญญาณและวัตถุ (2) วิถีแห่งการอุทิศ ตนเสียสละรับใช้ดังที่องค์คะพิละ บุตรของเดวะฮูทิทรงอธิบาย

สาธก - บุคคลผู้เหมาะสมเพื่อความหลุดพ้น

สาธุ - นักบุญ หรือบุุคคลในคริชณะจิตสํานึก

สีตา - (สีดา) พระมเหสีของพระราม อวตารของคริชณะ

สุกฺฤติน - คนมีบุญปฏิบัติตามหลักศาสนาและอุทิศตนเสียสละต่อองค์ภควาน

สุขมฺ - ความสุข หรือร่าเริง

สุรภิ - โคที่คริชณะโลคะสามารถให้นมโดยไม่จํากัด

สูรฺยโลก - ดวงอาทิตย์

สฺถิต-ธีร มุนิิ-นักปราชญ์ผู้ตั้งมั่นอยู่ในคริชณะจิตสํานึกเสมอ และไม่หวั่นไหวไปกับ ธรรมชาติวัตถุ

สฺมรณมฺ - การอุทิศตนระลึกถึงคริชณะ หนึ่งในเก้าวิธีของ ภักดี-โยคะ

สฺมฺฤติ - ภาคผนวกของคัมภีร์พระเวท เช่น พุราณะ

สฺวธรฺม - หน้าที่โดยเฉพาะของแต่ละบุคคล ปฎิบัติตามหลักศาสนาเพื่อให้บรรลุถึง ความหลุดพ้น

สฺวรูป - รูปลักษณ์ทิพย์เดิมแท้ หรือสถานภาพเดิมแท้ของดวงวิญญาณ

สฺวรูป-สิทฺธิ - ความสมบูรณ์แห่งสถานภาพเดิมแท้ของดวงวิญญาณ

สฺวรฺคโลก - ดาวเคราะห์สวรรค์ หรือโลกของเทวดา

สฺวามี - ผู้อยู่ในชีวิตสละโลก ผู้สามารถควบคุมประสาทสัมผัสได้โดยสมบูรณ์

หฐ-โยค - ระบบโยคะ เป็นการบริหารร่างกายเพื่อช่วยควบคุมประสาทสัมผัส

หนุมานฺ - หนุมาน วานร สาวกยิ่งใหญ่ของพระรามผู้ช่วยปราบทศกัณฑ์

หริทาส ฐากุร - สาวกผู้ยิ่งใหญ่ องค์ เชธันญะ ทรงให้ฉายา นามาชารยะ

หิรณฺยกศิปุ - ฮิรัณยะแปลว่าทองคํา คะชิพุแปลว่าเตียงนุ่ม นักวัตถุนิยมสนใจสองสิ่งนี้ ฮิรัณยะคะชิพุเป็นมารร้ายผู้ไม่เชื่อในองค์ภควาน ได้รับพรจากเทวดาว่าจะไม่ตายในเวลา กลางวัน / กลางคืน ในบ้าน / นอกบ้าน คนฆ่าไม่ตาย / สัตว์ฆ่าไม่ตาย ต้องการฆ่าบุตร ของตนเองชื่อพระฮลาดะผู้เป็นสาวกที่เชื่อในพลังอํานาจสูงสุดของภควาน นรสิงห์ อวตารครึ่งคนครึ่งสิงโตเสด็จมาช่วย สังหารมารและปกป้องสาวกให้พ้นจากอันตราย

หฺฤษีเกศ - พระนามของคริชณะ (เจ้านายแห่งประสาทสัมผัสทั้งหมด)

อกรฺม - (ไนชคารมะ) กิจกรรมทิพย์ในคริชณะจิตสํานึกที่ไม่ต้องรับผลกรรม

อคฺนิ - (อัคนี) เทพผู้ควบคุมไฟ

อคฺนิโหตฺร-ยชฺญ - พิธีบูชาไฟของพระเวท

อจินฺตฺย - ไม่สามารถสําเหนียกได้

อจินฺตฺย-เภทาเภท-ตตฺตฺว - หลักคําสอนขององค์ เชธันญะ มะฮาพระบุํ "เป็นหนึ่ง เดียวและแตกต่างพร้อม ๆ กันไป" สัจธรรมเป็นทั้งบุคคลและไร้บุคคลพร้อม ๆ กัน

อจฺยุต - ไม่มีวันตกลงต่ํา คุณสมบัติของคริชณะ

อชมฺ - ไม่มีการเกิด

อณุ-อาตฺมา - อณุวิญญาณผู้เป็นละอองอณูของคริชณะ

อทิติ - พระมารดาของเหล่าเทวดา

อธิภูตมฺ - ธรรมชาติวัตถุ

อธิยชฺญ - อภิวิญญาณ ภาคแบ่งแยกขององค์ภควานประทับอยู่ภายในหัวใจของมวลชีวิต

อธิไทวตมฺ - รูปลักษณ์จักรวาลขององค์ภควาน

อธฺยาตฺม-เจตาส - ผู้ที่ขึ้นอยู่กับคริชณะอย่างบริบูรณ์

อนนฺต - พระนามของพญางูมีเศียรไม่จํากัดที่พระวิชณุทรงประทับอยู่

อนนฺตวิชย - ชื่อหอยสังข์ของกษัตริย์ยุดิชทฺิระ

อปรา ปฺรกฺฤติ - ธรรมชาติวัตถุที่ต่่่ํากว่าขององค์ภควาน

อปาน-วายุ - ลมภายในร่างกายที่เดินลงข้างล่าง ระบบ อัชทางกะ-โยกะ ควบคุมได้

อรฺจนา - ขั้นตอนปฏิบัติวิธีบูชา อารชา-วิกระฮะ

อรฺจา-วิคฺรห - รูปลักษณ์ขององค์ภควานปรากฎผ่านทางธาตุวัตถุ เช่นภาพเขียน และรูปปั้นที่บูชากันตามบ้านหรือในวัด ทรงปรากฎเพื่อรับการบูชาของสาวก

อวตาร - (อวตาร) "ผู้เสด็จลงมา" อวตารที่มีพลังสมบูรณ์หรือบางส่วนขององค์ ภควาน เสด็จลงมาจากอาณาจักรทิพย์เพื่อพระภารกิจโดยเฉพาะ

อวิทฺยา - อวิชชา

อวฺยกฺต - ไม่ปรากฎ

อษฺฏางฺค-โยค - "โยคะแปดวิธี" ประกอบด้วย ยะมะ และ นิยะมะ (หลักศีลธรรม) อาสะนะ (ท่าบริหารร่างกาย) พราณายามะ (ควบคุมลมหายใจ) พรัทยาฮาระ (ถอยประสาทสัมผัส) ดฺาระณา (จิตตั้งมั่น) ดฺยานะ (เข้าฌาน) สะมาดิฺ (สมาธิ จิตเพ่งพิจารณาอย่างลึกซึ้งที่พระวิชณุภายในหัวใจ

อสตฺ - ไม่ถาวร

อสางฺค - ไม่ยึดติดกับจิตสํานึกวัตถุ

อสุร - (อสูร) มารผู้ต่อต้านการรับใช้องค์ภควาน

อหึสา - (อหิงสา) ไม่เบียดเบียน

อาจารฺย - พระอาจารย์ทิพย์ผู้สอนด้วยการปฏิบัติตนเป็นตัวอย่าง

อาทิตฺย - เหล่าเทวดาบุตรของ อดิทิ

อานนฺท - ปลื้มปีติสุขทิพย์

อารฺยนฺ - ผู้เจริญที่ปฏิบัติตามวัฒนธรรมพระเวท มีเป้าหมายเพื่อก้าวหน้าในวิถีทิพย์

อาศฺรม - ชีวิตทิพย์สี่ระดับตามระบบสังคมพระเวท บระฮมะชารยะ -ชีวิตนักศึกษา, กริฮัสทฺะ -ชีวิตคฤหัสถ์, วานะพรัสทฺะ -ชีวิตเกษียณ, และ สันนยาสะ -ชีวิตสละโลก

อาสุรํ ภาวมฺ อาศฺริต - บุคคลผู้ไม่เชื่อในองค์ภควานอย่างเปิดเผย

อิกฺษฺวากุ - บุตรของ มะนุ ได้รับความรู้ ภควัติ-คีตา จากพระบิดา

อินฺทฺรโลก - โลกที่พระอินทร์ทรงประทับอยู่

อีศฺวร - ผู้ควบคุม, คริชณะทรงเป็น พะระเมชวะระ ผู้ควบคุมสูงสุด

อุจฺไจห์ศฺรวา - ม้าที่เกิดจากน้ําทิพย์ พิจารณาว่าเป็นผู้แทนของคริชณะ

อุทาน-วายุ - ลมในร่างกายที่เดินขึ้น ระบบหายใจที่ควบคุมได้ด้วย อัชทางกะ-โยกะ

อุปนิษทฺ - (อุปนิษัท) 108 ศาสตร์นิพนธ์ปรัชญา ปรากฎอยู่ในคัมภีร์พระเวท

อเปารุเษย - ไม่ใช่มนุษย์สร้างหรือทํา (แต่เปิดเผยโดยองค์ภควาน)

อไทฺวต - ไร้สิ่งคู่ พระวรกายและคริชณะเป็นหนึ่งเดียว ไม่แตกต่างกัน

อไทฺวต อาจารฺย - หนึ่งในสี่ผู้ใกล้ชิดขององค์ เชธันญะ มะฮาพระบุํ

เกานฺเตย - บุตรของคุนที (อารจุนะ)

เตฺรตา-ยุค - ยุคที่สองของรอบ มะฮา-ยุกะ มีเวลา 864,000 ปี

เทว - เทวดา หรือคนที่มีคุณสมบัติของเทวดา

เทวกี - พระมารดาของคริชณะ ก่อนเสด็จมาในโลกวัตถุ คริชณะจะส่งสาวกมาแสดง เป็น บิดา มารดา ฯลฯ

เทวกี-นนฺทน - พระนามของคริชณะ แปลว่า ความสุขของเดวะคี

เทฺราปที - ธิดาของกษัตริย์ดรุพะดะ และเป็นมเหสีของห้าพานดะวะ

เปฺรม - ความรักและอุทิศตนเสียสละที่บริสุทธิ์โดยธรรมชาติต่อองค์ภควาน

เรจก - ระดับแห่งความสมดุลย์ บรรลุได้ด้วยการให้ลมหายใจออกเข้าไปในลมหายใจเข้า

เวท - คัมภีร์พระเวทสี่เล่มฉบับเดิม (ริก, สามะ, อทฺารวะ, และ ยะจุร)

เวทานฺต-สูตฺร - ศาสตรนิพนธ์ปรัชญาเขียนโดยวิยาสะเดวะให้ข้อสรุปของพระเวททั้งหมด

เอกาทศี - วันพิเศษ 11 ค่ํา เดือนละสองครั้ง สาวกระลึกถึงคริชณะมากยิ่งขึ้นด้วยการ สดับฟังและภาวนาพระบารมีของพระองค์ ไม่รับประทานธัญพืชและถั่วมีตา

โคทาส - ผู้รับใช้ประสาทสัมผัส

โคปิ – เด็กหญิงเลี้ยงวัว โดยเฉพาะเพื่อนสาวทิพย์ขององค์ชรีคริชณะ

โควินฺท - พระนามของคริชณะ หมายถึงผู้ให้ความสุขแด่แผ่นดิน โค และประสาทสัมผัส

โคสฺวามี - เจ้านายของประสาทสัมผัส

โคโลก - ชื่อดาวเคราะห์ของคริชณะ

โทฺรณาจารฺย - พระอาจารย์ผู้สอนศิลปการรบแด่อารจุนะ พี่น้องพานดะวะ พวกคุรุ และเป็นแม่ทัพให้พวกคุรุที่สมรภูมิคุรุคเชทระ

โยค - แนวปฏิบัติในวิถีทิพย์เพื่อเชื่อมตัวเรากับองค์ภควาน

โยค-มายา - พลังงานทิพย์เบื้องสูงขององค์ภควาน

โยคารุรุกฺษ - ระดับเริ่มต้นของโยคะ

โยคารูฒ - ระดับสูงสุดแห่งโยคะ

โยเคศฺวร - พระนามของคริชณะ แปลว่า "เจ้าแห่งพลังอิทธิฤทธิ์ทั้งปวง"

โลกายติก - นักปราชญ์ที่คล้ายกับสูนยะวาดี ปรากฎขณะที่คริชณะตรัส ภควัต-คีตา ยอมรับว่าเมื่อมาถึงจุด ๆ หนึ่ง ชีวิตเป็นผลผลิตของการรวมตัวกันของธาตุวัตถุ

โสม-รส - เครื่องดื่มสวรรค์จากดวงจันทร์ที่เหล่าเทวดาชอบดื่ม

โอํ - (โอมคาระ) พยางค์ศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้แทนสัจธรรมที่สมบูรณ์

โอํ ตตฺ สตฺ - พยางค์ทิพย์ที่พราหมณ์ภาวนาเพื่อให้องค์ภควานทรงพอพระทัย

ไกวลฺยมฺ - ระดับแห่งความรู้แจ้งถึงสถานภาพเดิมแท้ของตนว่าเป็นละอองอณูขององค์ ภควาน ซึ่งปรากฎเบื้องต้นในกิจกรรมระดับแห่งการอุทิศตนเสียสละรับใช้

ไจตนฺย มหาปฺรภุ - อวตารรูปทองของคริชณะในกลียุค ทรงปรากฎที่ นะวะดวีพะ เบงกอลตะวันตก ในช่วงท้ายของทศวรรษที่สิบห้า ทรงมาในรูปของสาวกเพื่อ สถาปนา ยุกะ-ดฺารมะ หรือธรรมะแห่งยุคคือ คริชณะ-สังคีรทะนะ หรือการร่วม กันร้องเพลงภาวนาพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ ฮะเร คริชณะ ฮะเร รามะ

ไจตนฺย-จริตามฺฤต - ประวัติและคําสอนของชรี เชธันญะ มะฮาพระบํุ เรียบเรียง โดยชาวเบงกาลี ชรีละ คริชณะดาสะ คะวิราจะ ในช่วงท้ายของทศวรรษที่สิบหก

ไนษฺกรฺม - เหมือน อคารมะ แปลว่าปราศจากผลกรรม

ไวกุณฺฐ - แปลว่า "ไร้ความวิตกกังวล" เป็นดาวเคราะห์นิรันดรในโลกทิพย์

ไวภาษิก - นักปราชญ์ที่คล้ายกับสูนยะวาดี ปรากฎขณะที่คริชณะตรัส ภควัต-คีตา ยอมรับว่าชีวิตเป็นผลผลิตของการรวมตัวกันของธาตุวัตถุเมื่อมาถึงจุด ๆ หนึ่ง

ไวราคฺย - ไม่ยึดติดกับวัตถุ ให้จิตปฎิบัติในระดับทิพย์

ไวศฺย - ชนชั้นพ่อค้าและชาวนาชาวไร่ ตามระบบ วารณาชระมะ-ดฺารมะ ของพระเวท

ไวษฺณว - สาวกขององค์ภควาน